วันจันทร์, มิถุนายน 19, 2549

Brokeback Mountain: ถ้าเพียงใจคนเรากว้างเท่าท้องฟ้า



“…เสื้อเชิ้ตดูหนักๆ จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นเสื้อเชิ้ตอีกตัวข้างใน แขนเสื้อของมันซุกซ่อนอย่างประณีตอยู่ใต้แขนเสื้อเชิ้ตของแจ๊ค มันเป็นเสื้อเชิ้ตลายตารางของเอนนิสซึ่งเขาคิดว่าสูญหายไปเมื่อนานมาแล้ว เสื้อเชิ้ตสกปรกที่กระเป๋าฉีกขาดและกระดุมหลุด แจ๊คขโมยมันมาแขวนไว้ในเสื้อเชิ้ตของเขา เสื้อเชิ้ตสองตัวซ้อนทับกันแนบแน่นประดุจหนึ่งเดียว เขาฝังใบหน้าลงบนเนื้อผ้าแล้วสูดดมอย่างช้าๆ ผ่านปากและจมูก ด้วยความหวังว่าจะได้สัมผัสกลิ่นอายจางๆ ของทุ่งหญ้าบนภูเขา หรือกลิ่นหอมหวานของแจ๊ค แต่มันว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงความทรงจำของกลิ่นเหล่านั้น และพลังในห้วงคำนึงถึงภูเขาโบรกแบ็ค ซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงแค่เสื้อเชิ้ตในมือเขา…”
บางส่วนจาก Brokeback Mountain โดย อี. แอนนี่ พรูซ์

ภาพเสื้อเชิ้ตสองตัวที่ซ้อนทับกันใน Brokeback Mountain หาใช่แค่สัญลักษณ์ของรักแท้ชั่วนิรันดร์ระหว่างแจ๊คกับเอนนิสเท่านั้น เนื่องจากมันถูกแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้า (closet) หลบซ่อนจากสายตาของคนทั่วไป เสื้อเชิ้ตสองตัวจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของความรักที่ไม่กล้าเอ่ยนาม (และไม่ถูกเอ่ยนาม) อีกด้วย

แต่คราวนี้คนดูไม่จำเป็นต้อง ‘อ่านระหว่างบรรทัด’ เหมือนใน Red River หรือ Midnight Cowboy อีกต่อไป เพราะทั้งผู้กำกับ อั้งลี่ และนักเขียนรางวัลพูลิทเซอร์ อี. แอนนี่ พรูซ์ เจ้าของเรื่องสั้น ต่างได้แสดงจุดยืนอย่างชัดแจ้งด้วยการนำเสนอฉากเซ็กซ์ชนิดไม่หมกเม็ด (แม้จะไม่โจ่งครึ่มเหมือนหนังในกลุ่ม queer cinema ส่วนใหญ่) หรือคลุมเครือให้ตีความเป็นอื่นได้

อย่างไรก็ตาม นั่นหาได้หยุดยั้งหลากหลายความพยายามที่จะ ‘พาสเจอร์ไรซ์’ หนังเรื่องนี้ให้กลายเป็น ‘หนังรักของคนสองคน’ แบบเดียวกับที่ Philadelphia เป็นหนังเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แต่อย่างใด (ความแตกต่างสำคัญ คือ Philadelphia ผ่านการ ‘พาสเจอร์ไรซ์’ มาตั้งแต่แรกแล้ว เพื่อให้คนดูกลุ่มใหญ่สามารถกลืนมันลงคอได้ง่ายขึ้น ส่วน Brokeback Mountain นั้นก้าวไกลไปกว่า กล่าวคือ ไม่เพียงคนดูจะได้เห็นตัวละครชายสองคน ที่รับบทโดยดาราชื่อดังของฮอลลีวู้ด จูบกันอย่างดูดดื่มเท่านั้น แต่เรายังจะได้เห็นพวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่าง passionate อีกด้วย หาใช่ในลักษณะ platonic เหมือนในหนังเรื่องแรก) ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่ความผิด แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ส่งกลิ่นอายเหมือนความพยายามด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่จะ ‘ซุกซ่อน’ สิ่งที่พรูซ์พยายามจะตีแผ่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นอกจากมันจะ ‘อื้อฉาว’ ด้วยการนำเสนอแรงปรารถนาระหว่างผู้ชายสองคนอย่างตรงไปตรงมาแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าจะทำให้ Brokeback Mountain กลายเป็นความอึดอัดและชวนคุกคามในความรู้สึกของผู้ชายหลายคน คือ หนังเรื่องนี้ทำลายภาพลักษณ์แบบเหมารวม (stereotype) ของเกย์ลงอย่างราบคาบ กล่าวคือ นอกจากแจ๊คและเอนนิสจะดูเป็น ‘แมน’ แล้ว พวกเขายังอาศัยอยู่ใน ‘ชนบท’ และเป็นคาวบอยอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่านั่นช่างห่างไกลภาพลักษณ์เกย์ปลอดภัย (safe gay) แบบที่เราคุ้นเคยและรับได้ในหนังอย่าง The Birdcage หรือในซีรี่ย์ Will & Grace ราวกับมาจากคนละโลก

จริงอยู่ว่าพวกเขาอาจไม่ใช่คาวบอยในความหมายดั้งเดิม (พรูซ์บอกว่า แจ๊คกับเอนนิสมีอาชีพรับจ้างในไร่ปศุสัตว์ (ranch hand) ไม่ใช่คาวบอย ซึ่งเป็นผลผลิตทางจินตนาการของฮอลลีวู้ด) แต่พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอนนิส ดูเหมือนจะติดกับอยู่ในภาพลักษณ์คาวบอยอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการพูดจา ภาษาท่าทาง ตลอดจนอุปนิสัยรักสันโดษ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกว่าทำไมนักวิจารณ์บางคนถึงนำเอนนิสไปเปรียบเทียบกับ เจมส์ ดีน ซึ่งรับบท ranch hand ของ ร็อค ฮัดสันในหนังเรื่อง Giant

ส่วนสไตล์ภาพของ Brokeback Mountain ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกก็ให้ความรู้สึกคล้ายหนังตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นการเน้นความสำคัญของวิวธรรมชาติ เช่น ท้องฟ้า ทุ่งหญ้า หรือการใช้ประโยชน์จากภาพมุมกว้างเพื่อสะท้อนถึงอิสรภาพ ที่ไม่ถูกล่วงล้ำโดยค่านิยม หรือกรอบธรรมเนียมของสังคม

สำหรับแจ๊คและเอนนิส ภูเขาโบรคแบ็คเปรียบดังอุดมคติแห่งรักโรแมนติก มันคือสถานที่ซึ่งพวกเขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องห่วงกังวลสิ่งใด ไม่มีใครคอยตัดสิน ราวกับโลกนี้มีเพียงพวกเขาสองคน ความรักงอกเงย เติบโตอย่างอิสระดุจเดียวกับต้นไม้ ใบหญ้า ทั้งสวยงาม ทั้งบริสุทธิ์ แต่ขณะเดียวกันก็เปราะบางต่อการแปดเปื้อน บอบช้ำ และนั่นคือสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงไม่เคยย้อนกลับขึ้นไปบนภูเขาโบรคแบ็คอีกเลย และนั่นคือสาเหตุว่าทำไมแจ๊คถึงแอบเก็บเสื้อเปื้อนคราบเลือดของเอนนิสเอาไว้เป็นที่ระลึก และนั่นคือสาเหตุว่าทำไมแจ๊คถึงอยากให้เถ้าอัฐิของเขาถูกฝังไว้บนนั้นร่วมกับความทรงจำอันงดงาม

ด้วยบุคลิกโรแมนติก ช่างฝัน แจ๊คเชื่อมั่นอย่างจริงใจว่าสักวัน เอนนิสจะอ้าแขนรับข้อเสนอในการใช้ชีวิตร่วมกันบนโลกแห่งความเป็นจริง มันอาจไม่งดงาม บริสุทธิ์เหมือนชีวิตบนภูเขาโบรคแบ็ค เพราะโลกเบื้องล่างหาได้มีเพียงเขาสองคน เพราะมนุษย์ทุกคนหาได้เปิดใจกว้างโดยปราศจากอคติ แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็จะได้อยู่ด้วยกัน และนั่นถือว่าดีพอแล้วสำหรับแจ๊ค เขาพยายามยึดเหนี่ยวความหวังดังกล่าวเอาไว้ให้นานที่สุด ก่อนสุดท้ายจะจำใจปล่อยมันไป เมื่อตระหนักว่าเอนนิสไม่มีวันยอมรับข้อเสนอ

ฉากที่เศร้าที่สุดฉากหนึ่งของหนัง คือ การพบกันครั้งสุดท้ายของแจ๊คกับเอนนิส โดยขณะที่ฝ่ายแรกกำลังยืนมองฝ่ายหลังขับรถจากไป หลังวันหยุดตกปลาจบสิ้นลง หนังได้ตัดภาพแฟลชแบ็คไปยังเหตุการณ์บนภูเขาโบรคแบ็ค เมื่อเอนนิสต้องขี่ม้าออกไปเฝ้าฝูงแกะในตอนเช้า ตลอดเวลา 20 ปี ทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง แจ๊คยังคงต้องทนบอกลาเอนนิสซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจว่าไม่อาจฝืนทนความเจ็บปวด และความโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป

เราเข้าใจความอึดอัดคับแค้นของแจ๊ค เราไม่นึกโทษเขาที่ชวน ‘เพื่อน’ คนหนึ่งจากเท็กซัสมาทำไร่ด้วยกัน ตามคำบอกเล่าของพ่อแจ๊ค

แล้วเอนนิสล่ะ เป็นความผิดของเขาหรือ

ปัญหาของ เอนนิส เดล มาร์ (ซึ่งตามภาษาไอริชโบราณสามารถแปลคร่าวๆ ได้ว่า เกาะกลางทะเล) คือ เขาถูกปลูกฝังความกลัวไว้ตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อพ่อพาเขาไปดูซากศพของคาวบอยเฒ่าคนหนึ่ง ที่ถูกซ้อมจนตายในสภาพน่าสังเวชเพียงเพราะเขาใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายคนหนึ่งอย่างเปิดเผย ประสบการณ์ดังกล่าว (รวมไปถึงการมีพ่อใจแคบแบบนั้น) ทำให้เอนนิสปักใจเชื่อว่าความรักระหว่างผู้ชายด้วยกันคือความผิด คือเรื่องน่ารังเกียจ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนึกชิงชังตัวเองกับความรู้สึกที่เขามีต่อแจ๊ค แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจปฏิเสธมันได้อย่างสิ้นเชิง

ความรักพุ่งทะยานเข้าใส่เอนนิสขณะที่เขาไม่ทันตั้งตัวและไม่รู้จะรับมือกับมันยังไง (เขาใช้คำว่า this thing แทนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับแจ๊ค) ความอัดอั้นขัดแย้งบ่อยครั้งถูกระบายออกมาในรูปของความรุนแรง ซึ่งจากการเรียนรู้ของเขามันคือทางรอดเดียวในโลกของลูกผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขามักจะนิ่งเงียบและปลีกตัว คำพูดแต่ละคำหลุดออกจากปากเขาด้วยความยากลำบาก เขามักหลบสายตาข้างใต้เงาหมวก ปิดกั้นตัวเองจากคนรอบข้างด้วยกลัวว่าพวกนั้นอาจตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา เอนนิส เดล มาร์ ใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวง และขลาดเขลาเกินกว่าจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง

มันไม่ยากและไม่ผิดที่จะมองอัลมากับลูรีนว่าตกเป็นเหยื่อของสามีใจร้าย แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง อะไรล่ะคือตัวแปรบีบบังคับให้ชายทั้งสองต้องแต่งงาน พวกเขาพบรักกันบนภูเขาโบรคแบ็ค แต่เมื่อต้องลงมายังโลกแห่งความจริงเบื้องล่าง เอนนิสกลับยังคงยืนกรานที่จะแต่งงานกับอัลมา เพราะนั่นคือสิ่งที่สังคมคาดหวังจากเขา เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่เขาสามารถเลือกได้ในขณะนั้น ยุคสมัยนั้น และสถานที่แห่งนั้น

ตัวหนังเองได้เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างภาพท้องทุ่งกว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา กับภาพอพาร์ตเมนต์แคบๆ ของเอนนิส ซูเปอร์มาร์เก็ตที่อัลมาทำงานอยู่ ตลอดจนความวุ่นวายของภารกิจเลี้ยงลูกสองคนไปพร้อมๆ กับหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ทางด้านแจ๊คเองก็ไม่ได้โชคดีไปกว่ากันสักเท่าไร เขาอาจมีฐานะดีกว่า แต่ก็ไม่เป็นที่ชอบหน้าของพ่อเขย พวกเขาทั้งสอง ‘ติดกับ’ อยู่ในสังคมของรักต่างเพศไม่แพ้กัน

อั้งลี่ได้ใช้การจัดองค์ประกอบภาพอันเปี่ยมศิลปะระดับสุดยอด เพื่อตอกย้ำนัยยะข้างต้นอย่างชัดเจนอีกครั้งในฉากปิดเรื่อง เมื่อเอนนิสเปิดประตูตู้เสื้อผ้า แล้วจ้องมองเสื้อเชิ้ตสองตัวซึ่งเขานำมาจากบ้านแจ๊ค (และสลับเอาเสื้อของเขาออกมาไว้ด้านนอก) กับโปสการ์ดรูปภูเขาโบรคแบ็ค จากนั้น พอเขาปิดประตู คนดูก็จะได้เห็นหน้าต่างรถเทรลเลอร์เข้ามาแทนที่อย่างพอดิบพอดี วิวภายนอกเป็นภาพท้องทุ่งและท้องฟ้า ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยอิสรภาพ แต่สุดท้ายกลับถูกจำกัดขอบเขตด้วยกรอบหน้าต่าง ซึ่งเปรียบดังตัวแทนของอคติและบรรทัดฐานสังคม ที่ขีดเส้นให้บรรดารักร่วมเพศไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้อย่างเสรี มันคือโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งเอนนิสต้องจำทนต่อไป เพราะเขาไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ส่วนภูเขาโบรคแบ็คกลับกลายเป็นแค่ภาพในโปสการ์ด และความทรงจำอันหอมหวาน

หนังของอั้งลี่เรื่องนี้ยอดเยี่ยมตรงที่มันไม่ให้ความรู้สึกของการสั่งสอนเลยแม้เพียงนิด ไม่มีบทสนทนาเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่มีการบอกกล่าว ทุกอย่างถูกสื่อความหมายผ่านภาพและสัญลักษณ์อันลุ่มลึก แต่นั่นกลับยิ่งทำให้พลังของสาร ของสิ่งที่ถูกนำมาวิพากษ์ ตีแผ่ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เช่นเดียวกับอารมณ์ละเมียดของหนังซึ่งปราศจากการโน้มนำ ฟูมฟาย หรือบีบเค้น แต่สุดท้าย ความเศร้าสะเทือนใจกลับค่อยๆ ซึมลึก กัดกร่อน และค้างคาอยู่เนิ่นนาน

ใน Brokeback Mountain ตัวละครทุกคนล้วนน่าสงสาร เห็นใจ และตกอยู่ในสถานะเหยื่อหลากหลายระดับ แตกต่างวาระกันไป วายร้ายเพียงคนเดียวในหนัง คือ สิ่งที่มองไม่เห็น อีกทั้งยังไม่ถูกพูดถึงโดยตรง แต่ทุกคนกลับสามารถสัมผัสมันได้อย่างรุนแรง

2 ความคิดเห็น:

monkey กล่าวว่า...

ดูเรื่องนี้หลายครั้งเเล้ว และรู้สึกเศร้ามากจริงๆ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ค่ะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ดูครั้งแรก จากช่อง 7 ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก คิดว่าเป็นแค่หนังเกย์ แต่พอดูได้สักพัก ความรู้สึกอึดอัด เศร้า และอินไปกับหนังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้ จะส่งผลต่ออารมณ์ขนาดนี้ ขนาดหนังจบ ความรู้สึกหดหู่ ยังตามไปหลอนอิก2-3 วัน จนต้องหามาดูใหม่ แล้วก็อดสงสาร หดหู่ เศร้า อย่างบอกไม่ถูก หลายฉากแม้ไม่ใช้คำพูดมากมายอะไร แต่อารมณ์มาเต็ม ๆ การสื่อความรู้สึกทำได้สุดยอดมาก ภาพก็สวย บอกได้เลยสุดยอด