วันพุธ, กรกฎาคม 11, 2550

A.I.: สู่ความเป็นหนึ่ง


มนุษย์ ไม่ว่าจะมีความคล้ายคลึงกันทางรูปร่างหน้าตา อุปนิสัย หรือบุคลิกลักษณะเพียงใด ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเป็นอิสระ เอกเทศ ทุกคนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยจิตวิญญาณภายในจะทำหน้าที่แบ่งแยกบุคคลคนๆหนึ่งออกจากมนุษย์อื่นๆที่เหลืออีกหลายร้อยหลายพันล้านคน

ส่วนจักรกล ถือเป็นอุตสาหกรรมแห่งมวลชนซึ่งถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะเหมือนๆกันภายใน จนทำให้เราไม่สามารถแยกตัวหนึ่งออกจากตัวอื่นๆได้ พวกมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาสมบูรณ์เพื่อเติมเต็มความต้องการในตัวเอง แต่เพื่อรองรับความต้องการอันหลากหลายของมนุษย์อีกทอดหนึ่ง

ผลงานภาพยนตร์ชิ้นล่าสุดของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ชื่อ A.I. Artificial Intelligence เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของหุ่นยนต์เด็กผู้พยายามก้ามข้ามอุปสรรคขวากหนามนานับประการเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าเขาเป็นเด็กชายจริงๆ และมีโอกาสที่จะสามารถแปลงสภาพจากจักรกลไปสู่ความเป็นมนุษย์ได้

บทสรุปสุดท้ายของหนังอันก้ำกึ่ง คลุมเคลืออาจทำให้แฟนประจำของสปีลเบิร์กอิ่มเอิบใจพอๆกับประหลาดใจ


ประวัติความเป็นมาของหนังเรื่อง A.I. เปรียบเสมือนตำนานที่ทุกคนซึ่งติดตามข่าวในแวดวงภาพยนตร์ตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมาย่อมรู้รายละเอียดเป็นอย่างดี โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อนโดย สแตนลี่ย์ คูบริค และถูกสานต่อจนกลายเป็นภาพบนจอในปัจจุบันโดย สตีเว่น สปีลเบิร์ก หลังจากคูบริคเสียชีวิตไปแล้ว ความพยายามที่จะคงจินตนาการดั้งเดิมของคูบริคเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ส่งผลให้ A.I. แตกต่างจากผลงานของสปีลเบิร์กเรื่องอื่นๆก่อนหน้าอยู่ไม่น้อย อิทธิพลของคูบริคส่องประกายเด่นชัดตั้งแต่โครงเรื่องซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงหลักๆในสไตล์ 2001: A Space Odyssey ชื่อตัวเองที่พ้องกัน (เดฟ กับ เดวิด) รวมเลยไปถึงบรรยากาศเหนือจริงในฉากจบด้วย งานออกแบบฉาก (โดยเฉพาะ รูจ ซิตี้ และบ้านสมัยใหม่ของครอบครัวสวินตัน) ตลอดจนความรุนแรง โหดเหี้ยมในช่วง เฟลช แฟร์ สะท้อนบุคลิกหลักของ A Clockwork Orange และสุดท้าย คือ อารมณ์โทนเย็นชา ขุ่นมัวในตอนต้นเรื่องซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับหนังของคูบริคส่วนใหญ่

ก่อนคูบริคจะเสียชีวิต เขาได้บอกปัดโครงการหนังเรื่อง A.I. แล้วเกลี้ยกล่อมให้สปีลเบิร์กมาทำแทนโดยมีเหตุผลว่ามันใกล้เคียงกับหลักการความคิดของสปีลเบิร์กมากกว่า พิจารณาจากพล็อตเรื่องทำนองนิทานก่อนนอน ผสมผสาน Pinocchio เข้ากับ The Wizard of Oz เกี่ยวกับเด็กหุ่นยนต์ (ฮาร์ลี่ย์ โจล ออสเมนท์) ที่ถูกทอดทิ้งอยู่กลางป่า ก่อนจะเริ่มออกเดินทางไป ‘สุดขอบโลก’ พร้อมกับเพื่อนหุ่นยนต์นักรัก จิ๊กโกโร่ โจ (จู้ด ลอว์) เพื่อขอพรจากนางฟ้าสีน้ำเงินให้เขามี ‘หัวใจ’ และกลายเป็นเด็กชายจริงๆ ด้วยหวังว่านั่นจะช่วยให้เขาได้ความรักของคุณแม่ (ฟราสเซส โอ’คอนเนอร์) กลับคืนมา

รากฐานความเป็นนิทานก่อนนอนของ A.I. เผยให้เห็นชัดเจนนับแต่ช่วงต้นเรื่องเมื่อโมนิก้าเดินทางไปเยี่ยมลูกชายจริงๆของเธอ มาร์ติน (เจค โธมัส) ที่กำลังนอนโคม่าอยู่ในเตียงแคปซูล โดยฝาผนังของโรงพยาบาลมีลวดลายเป็นรูปวาดนางฟ้าติดปีกแบบในการ์ตูนของดิสนี่ย์ ส่วนเพลงที่โมนิก้าเลือกเปิดพร้อมกับอ่านหนังสือให้ลูกชายฟังก็คือ Sleeping Beauty แต่กระนั้นอิทธิพลของคูบริคก็ยังคงย่างกรายเข้ามาให้เห็นเป็นระยะจนทำให้นิทานเรื่องนี้สอดแทรกความหดหู่ และท่าทีเสียดสีอยู่ในตัวพอสมควร แม้จะไม่รุนแรงในระดับเทียบเท่ากับการใช้เพลงมาร์ชของ Mickey Mouse Club ใน Full Metal Jacket ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีจบแบบกึ่งแฮปปี้เอ็นดิ้งด้วยการให้เดวิดค้นพบความสุขสูงสุดในชีวิตจากคุณแม่ผู้ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาชั่วคราวในบ้านซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตา ที่สำคัญความสุขดังกล่าวยังไม่ได้ยืนยาวตราบนานเท่านานตามธรรมเนียมปฏิบัติของแฮปปี้เอ็นดิ้งในนิทานทั่วไปอีกด้วย แต่หนังกลับบ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามันจะกินเวลาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น

เช่นเดียวกับเรื่องสั้น Supertoys Last All Summer Long ของ ไบรอัน อัลดิส ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของหนังเรื่อง A.I. สปีลเบิร์กสะท้อนถึงการประทะกันระหว่างความจริงกับภาพลวง และของแท้กับสิ่งสังเคราะห์ในโลกอนาคต ซึ่งบางครั้งใกล้เคียงกันเสียจนแยกไม่ออก (ในงานเขียนของอัลดิส เดวิดได้ถามเท็ดดี้ว่า “เราจะแยกสิ่งที่เป็นจริงออกจากสิ่งที่ไม่เป็นจริงได้อย่างไร” คำตอบของเจ้าหมีซูเปอร์ทอยคือ “ไม่มีใครรู้หรอกว่าความแท้จริงนั้นมันหมายความว่าอะไร”) ผู้คนในงาน เฟลช แฟร์ คิดว่าเดวิดเป็นเด็กชายจริงๆ เดวิดแยกไม่ออกระหว่างพระจันทร์ของแท้กับบอลลูนรูปดวงจันทร์ของลอร์ด จอห์นสัน-จอห์นสัน (เบรนแดน กลีสัน) และสุดท้ายคือ ความสับสนระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกในนิทานของเดวิดซึ่งทั้งปิดกั้นเขาจากการค้นพบทางเลือกอื่นๆในชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เขาเข้าใกล้ความเป็นคนมากยิ่งขึ้นดังที่ศาสตราจารย์ อัลเลน ฮ็อบบี้ (วิลเลี่ยม เฮิร์ท) ชี้ให้เห็นว่าเดวิดได้ก้าวข้ามความเป็นหุ่นยนต์ธรรมดามาแล้วเพราะเขามีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์ นั่นคือ ความมุ่งมั่นที่จะออกไล่ล่าความฝัน จินตนาการ และศรัทธา ความเชื่อในสิ่งที่อาจจะไม่มีตัวตัวอยู่จริง

ตัวหนังเองก็พยายามสถาปนาความพิเศษสุดดังกล่าวของเดวิด -หุ่นยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถรักคนได้- ให้ออกมาเป็นรูปธรรมผ่านกรรมวิธีหลายหลากด้วยกัน ทั้งการให้ตัวละครจำนวนหนึ่งพูดถึงเขาด้วยคำจำกัดความประเภท ‘เป็นเอก’ ‘ยอดเยี่ยมเหนือใคร’ และ ‘หนึ่งเดียว’ บวกเข้ากับการจัดองค์ประกอบภาพให้เดวิดเหมือนมีรัศมีล้อมรอบแบบเทพ/ภูติจากโคมไฟบนโต๊ะอาหาร จนถึงเตียงนอนประดับไปด้วยหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และหน้าต่างห้องรูปทรงกลม ตลอดจนการเน้นแสงแบบ back lighting ซึ่งช่วยให้ดูเหมือนมีแสงรัศมีเรืองๆอยู่รอบตัว

ดังนั้นเมื่อเดวิดตระหนักถึงความจริงว่าเขาเป็นเพียงหนึ่งใน ‘เดวิด’ อีกจำนวนมากซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รักมนุษย์ (เป็นฉากเด่นที่อัลดิสเขียนไว้ในภาคต่อของ Supertoys Last All Summer Long สปีลเบิร์กติดต่อซื้อไอเดียของฉากดังกล่าวมาตั้งแต่อัลดิสยังไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร) มีหน้าที่เฉพาะไม่ต่างจากจักรกลอื่นๆอย่าง หุ่นยนต์นักรัก หรือหุ่นยนต์แม่บ้าน เป็นตัวแทนสังเคราะห์ของลูกแท้ๆที่พ่อแม่ในโลกซึ่งถูกควบคุมจำนวนประชากรอย่างเคร่งครัดไม่อาจมีได้ หรือสูญเสียไป ทำให้ไม่มีวันที่จะได้ความรักแท้จริงกลับคืนจากมนุษย์และเป็น ‘หนึ่งเดียว’ สำหรับโมนิก้าได้ (กระทั่งรูปร่างหน้าตาของเขาก็ไม่ได้พิเศษไม่เหมือนใครเพราะจริงๆแล้วเขาถูกถอดแบบออกมาจากลูกชายผู้ล่วงลับไปของศาสตราจารย์ฮ็อบบี้อีกทอดหนึ่ง) เดวิดจึงรู้สึกช็อค พ่ายแพ้ และผิดหวังอย่างรุนแรง จนตัดสินใจกระโดดลงจากตึกสูงสู่พื้นน้ำอันกว้างใหญ่เบื้องล่างในที่สุด

หากหนังจบลงตรงจุดนี้ (พิน็อคคิโอถูกขังอยู่ใต้น้ำอย่างอ้างว้าง โดดเดี่ยวตลอดกาลในโลกกลับตาลปัตรของการ์ตูนดิสนี่ย์ ที่ ‘ฝันไม่ได้กลายเป็นจริง’ และนิทานกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง) A.I. คงจะมีความใกล้เคียงกับผลงานของ สแตนลี่ย์ คูบริค มากขึ้นในโทนอารมณ์สิ้นหวังและหดหู่ แต่ดูเหมือนผู้กำกับที่นิยมการสร้างความรู้สึกดีๆให้แก่ผู้ชมอย่างสปีลเบิร์กจะยังไม่พร้อมสำหรับการยอมเสียสละตัวตนที่แท้จริงของเขาถึงขนาดนั้น ด้วยเหตุนี้ฉากจบของหนังจึงเป็นการเดินหน้าไปยังอนาคตในอีก 2000 ปีต่อมาเมื่อโลกกลายเป็นยุคน้ำแข็งและเผ่าพันธุ์มนุษย์สูญสลายจนสิ้น


มีการถกเถียงกันพอสมควรว่ามนุษย์ต่างดาวในตอนท้ายของหนังนั้นเป็น ออร์ก้า หรือ เมก้า ซึ่งอันที่จริงแล้วสปีลเบิร์กก็ไม่ได้สรุปเอาไว้เด่นชัดว่าเป็นข้อหนึ่งข้อใด กระทั่งอาจตีความได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกด้วยซ้ำ (แม้พวกมันจะมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ต่างดาวใน Close Encounters of the Third Kind จนน่าตกใจก็ตาม) แต่เป็นจักรกลบนโลกซึ่งเหลือรอด แล้วพัฒนาความเจริญก้าวหน้าจนถึงขีดสุด (หนังสื่อนัยยะอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับความยืนยาวของจักรกลและความเปราะบางของมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุว่าทำไมมนุษย์จึงเกลียดจักรกลซึ่งพวกเขาผลิตขึ้นมา “เพราะเมื่อวันสิ้นสุดแห่งโลกมาถึง สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ พวกเรา” จิ๊กโกโร่ โจกล่าว) อย่างไรก็ตามไม่ว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวจะมาจากต่างดาวหรือไม่ก็ตาม เห็นได้ชัดว่ามันถูกสร้างขึ้นให้ใกล้เคียงกับการเป็นหุ่นยนต์ (เมก้า) มากกว่ามนุษย์ (ออร์ก้า) ทั้งจากรูปกายภายนอกของแต่ละคนซึ่งดูไม่แตกต่างกัน ผิวหนังที่มีลักษณะเหมือนโลหะ และความสามารถในการส่งถ่ายข้อมูลเป็นภาพไปยังอีกผู้หนึ่งได้ในฉากที่พวกเขาค้นพบเดวิดในเฮลิคอปเตอร์

ความเป็นเมก้าของมันช่วยตอกย้ำแนวคิดหลักของสปีลเบิร์กที่มองโลก/มนุษย์ในแง่ดี ขณะเดียวกันก็โต้แย้งทัศนคติเดิมๆของนิยายวิทยาศาสตร์และหนังส่วนใหญ่ของคูบริค เช่น Full Metal Jacket, 2001: A Space Odyssey และ A Clockwork Orange ซึ่งมักจะวิพากษ์มนุษย์ในเชิงลบอีกด้วย โดยเมก้าเหล่านี้ออกค้นหาตามซากแห่งอารยธรรมมนุษย์ เพื่อพยายามจะทำความเข้าใจต่อสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตวิญญาณ’ อันเป็นแหล่งก่อกำเนิดชีวิต ศิลปะ และเป็นปัจจัยสำคัญในการแบ่งแยกมนุษย์แต่ละคนเป็นเอกเทศ สมบูรณ์พร้อมในตัวเอง พวกเขาชื่นชมและ ‘อิจฉา’ สิทธิพิเศษดังกล่าว แม้มันจะหมายถึงการสิ้นชีวิตตามอายุขัยก็ตาม โดยเจ้าพลังชีวิตดังกล่าวเมื่อใช้หมดไปตามเวลาที่กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะถูกชาร์ตใหม่ได้ตลอดเวลาเหมือนแหล่งพลังงานของเมก้า ด้วยเหตุนี้มนุษย์ที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาจากซากดีเอ็นเอจึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงหนึ่งวันก่อนจะดำดิ่งลงสู่ความตายอีกครั้ง

ร่องรอยเดียวของพวกเขาที่เหลือไว้สำหรับทำศึกษาก็คือ เดวิด จักรกลผู้ปรารถนาจะกลายร่างเป็นมนุษย์อย่างมุ่งมั่น

สุดท้ายเดวิดอาจไม่สามารถกลายสภาพเป็นคนจริงๆซึ่งก่อกำเนิดขึ้นจากเลือดเนื้อได้ดังที่ฝันไว้ เขายังคงปราศจากจิตวิญญาณหรืออารมณ์อื่นอันหลากหลายนอกจากความรักที่มีต่อโมนิก้าอย่างปราศจากเงื่อนไข แต่ 2000 ปีผ่านไปหลังจากมนุษย์จริงๆกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานแห่งอดีต อย่างน้อยเดวิดก็ได้ลิ้มรสคุณสมบัติพิเศษสุดประการหนึ่งแห่งความเป็นมนุษย์ซึ่งเขาโหยหามาตลอด นั่นคือ ความเป็นหนึ่งเดียวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างไม่อาจหาใครมาเสมอเหมือนได้

ความฝันที่ถูกจำกัดขอบเขตอาจถือเป็นการหักเลี้ยวเล็กๆออกนอกเส้นทางกิจวัตร แต่ศรัทธาในมนุษยชาติเช่นนี้ซึ่งเป็นแนวคิดแบบสปีลเบิร์กขนานแท้และดั้งเดิมยังคงฉายแสงเจิดจ้าอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

2 ความคิดเห็น:

merveillesxx กล่าวว่า...

คิอถ้ามันจบตรงนั้น เราก็คงชอบ สปีลเบิร์กไปแล้วล่ะ

แต่พอหนังมันไหลไปเรือยๆ เราก็เลบยังเกลียดแกจนถึงทุกวันนี้

Riverdale กล่าวว่า...

555 ให้อภัยแกเถอะ จริงๆ น่าจะเกลียดแกจากหนังแบบ The Terminal มากกว่านะ