วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 19, 2550

Hedwig and the Angry Inch: ปลายทางแห่งการตามหาครึ่งที่หายไป


ความก้าวหน้าทางวิทยาการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งเริ่มต้นถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 60 ถึงต้นทศวรรษ 70 ส่งผลให้ประเด็นการถกเถียงเรื่องเพศในปัจจุบันเกิดแตกหน่อ และขยายความซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก กล่าวคือ นอกจากสังคมของเราจะประกอบไปด้วยรักต่างเพศ (heterosexual) รักร่วมเพศ (homosexual) และรักสองเพศ (bisexual) แล้ว วิทยาศาสตร์แขนงดังกล่าวยังก่อให้เกิดขบวนการมนุษย์แปลงเพศ (transsexual) เพิ่มขึ้นอีกกลุ่มหนึ่งด้วย

แม้โดยทั่วไปผู้คนยุคใหม่จะใช้คำว่า queer สำหรับนิยามพฤติกรรมรักร่วมเพศทุกชนิดแบบเหมารวม แต่หากวิเคราะห์กันอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่ากลุ่มบุรุษ/สตรีแปลงเพศนั้น หาใช่กลุ่มรักร่วมเพศไม่ ตรงกันข้ามพวกเขามีความ ‘ใกล้เคียง’ กับกลุ่มรักต่างเพศมากกว่า ทั้งนี้เพราะเกย์หรือเลสเบี้ยนนั้นหมายถึงการหลงใหลบุคคลในเพศเดียวกันทั้งในแง่การแสดงออก (บุคลิกท่าทางความเป็นชาย/หญิง) และสรีระภายนอก (อวัยวะเพศ) แต่พวกเขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับสถานะทางเพศในปัจจุบันของตน หรือนิยามตัวตนทางเพศที่แท้จริงของตนว่าเหมือนกับเพศตรงกันข้าม

อาจพูดได้ว่า transsexual เป็นกลุ่มคนที่สับสนประเด็นระหว่างบทบาททางเพศ (gender) ซึ่งมักเกี่ยวโยงถึงการกระทำ การแต่งกาย และพฤติกรรมทางสังคม กับเครื่องบ่งชี้เพศ (sex) ซึ่งหมายถึงอวัยวะเพศ หรือรูปธรรมที่บ่งบอกกายภาพแห่งเพศ gender กับ sex เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ transsexual มักผสมผสานมันทั้งสองเข้าด้วยกัน มนุษย์แปลงเพศเป็นบุคคลที่ชื่นชอบคนเพศเดียวกันแต่กลับไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นเกย์/เลสเบี้ยน ความรู้สึกขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่การตัดสินใจผ่าตัดแก้ไขเครื่องเพศ (sex) โดยมักจะใช้คำอ้างว่าตนกำลังติดกับอยู่ใน ‘ร่างที่ผิดพลาด’ เช่น เป็นผู้หญิงโดยวิญญาณภายใต้ร่างของผู้ชาย หรือผู้ชายในร่างของผู้หญิง

ขณะที่เกย์/เลสเบี้ยนไม่มีปัญหากับเครื่องเพศของตน แม้บทบาททางเพศของพวกเขาอาจสลับสับเปลี่ยน หรือซ้อนทับระหว่าง passive (หญิง) กับ active (ชาย) ตลอดเวลา แต่ transsexual กลับระบุชัดว่าเครื่องเพศของพวกเขานั้นเป็นความผิดพลาด พวกเขายินยอมสวมบทบาททางเพศเพียงด้านเดียวอย่างแน่วแน่ และเรียกร้องที่จะแก้ไขอวัยวะเพศอันผิดพลาดนั้นให้ตรงกับบทบาททางเพศของตนเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตปกติแบบ หญิงรักชาย หรือ ชายรักหญิง ได้ แต่แล้วชะตากรรมกลับเล่นตลก เมื่อผลปรากฏว่า transsexual ถูกกีดกันออกจากกลุ่มรักต่างเพศ สังคมที่พวกเขาปรารถนาจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียว เนื่องมาจากลักษณะอันก้ำกึ่ง ไม่ใช่ชายจริงหรือหญิงแท้ และลงท้ายกลุ่มคนที่อ้าแขนรับพวกเขาไว้ก็คือ กลุ่มรักร่วมเพศอันประกอบด้วนเกย์/เลสเบี้ยน/ไบเซ็กช่วล สังคมที่ transsexual ปฏิเสธตั้งแต่แรก และไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งด้วย

ลักษณะทางเพศอันบิดเบือน พัลวันพัลเกดังที่กล่าวมาข้างต้น ปรากฏชัดเจนใน Hedwig and the Angry Inch ภาพยนตร์เพลงเกี่ยวกับกะเทยแปลงเพศชาวเยอรมันตะวันออกที่พยายามค้นหาตัวตน และครึ่งที่หายไปของเขาในประเทศอเมริกา ปมปัญหาของเฮ็ดวิคนั้นไม่เพียงจะคล้ายคลึงกับ transsexual ทั่วๆไป แต่ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นอีกเพราะเขาเป็นผลผลิตของการผ่าตัดแปลงเพศอันผิดพลาด ทำให้ ‘หนึ่งนิ้ว’ แห่งความเป็นชายยังคงเหลือโผล่ออกมาจากส่วนที่ควรจะเป็นอวัยวะเพศหญิง เฮ็ดวิคกลายเป็นคนสองเพศ (androgyne) ผู้ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างหญิงกับชาย ความขัดแย้ง คาบเกี่ยวทางเพศถูกนำเสนออย่างชัดเจนผ่านรายละเอียดหลากหลาย อาทิ เฮ็ดวิคแต่งตัวเป็นผู้หญิง สวมวิก นุ่งกระโปรง และมีแฟนเป็นผู้ชาย (ยิทแซ็ค, ลูเธอร์, ทอมมี่) แต่ขณะเดียวกันเธอกลับสวมตำแหน่งฝ่ายรุก (active/top) กับยิทแซ็คในฉากที่ทั้งสองมีอะไรกันบนเตียง ส่วนยิทแซ็คเองกลับเป็นผู้ชายที่ปรารถนาจะเป็นผู้หญิง วิกฤติของเขานั้นไม่ต่างอะไรจากความสับสนในใจ transsexual ทั่วๆไป คือ รู้สึกเหมือนตนติดกับอยู่ในร่างอันผิดพลาด ซึ่งมันถูกนำเสนอออกมาในช่วงต้นเรื่องขณะเขานั่งอยู่ในห้องที่ล้อมรอบไปด้วยวิกผมนานาชนิด ก่อนจะค่อยๆหยิบวิกชิ้นหนึ่งขึ้นมาลองสวมดู

นอกจากนั้นผู้กำกับ จอห์น คาเมรอน มิทเชลล์ ยังสร้างความงุนงงเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นด้วยการใช้ดาราหญิง มีเรียม ชอร์ มารับบทยิทแซ็ค เพื่อกระตุ้นผู้ชมให้รู้สึกพิศวง และชักนำพวกเขาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเฮ็ดวิค สถานที่ซึ่งการแบ่งประเภทผู้คนโดยใช้ปัจจัยทางเพศล้วนลื่นไหลไปมา สับสน และแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

ในเพลง Tear Me Down หนังเปรียบเฮ็ดวิคเป็นดังกำแพงเบอร์ลิน ตั้งอยู่กึ่งกลางการแบ่งแยกระหว่างตะวันออก-ตะวันตก, ระบบทาส-เสรีภาพ, ชาย-หญิง และฝ่ายรุก-รับ “เรานึกว่ากำแพงจะคงอยู่ตลอดไป แต่ในเมื่อปัจจุบันมันได้ถูกทำลายลง เราก็ไม่รู้ว่าพวกเราเป็นใครอีกต่อไปแล้ว” การรวมตัวเข้าด้วยกันระหว่างตะวันตกกับตะวันออกหลังการล่มสลายของกำแพง สะท้อนสภาพสังคมในปัจจุบันที่ ‘เส้นแบ่ง’ ระหว่างหญิง/ชาย รักร่วมเพศ/รักต่างเพศ ค่อยๆเลือนลางเข้าหากันจนทำให้ผู้คนเริ่มสับสน ‘ตัวตน’ ที่แท้จริงของตนดังเช่นตัวละครอย่างเฮ็ดวิคและยิทแซ็ค

ความคลุมเครือทางตัวตน อีกทั้งคุณลักษณะที่ไม่สามารถตีตราจำเพาะเจาะจงลงไปให้เข้าพวกหนึ่งพวกใด กลายเป็นแหล่งกำเนิดความเกรี้ยวกราด โกรธขึ้ง แปลกแยก และต้นเหตุของความทุกข์เข็ญสารพัดในชีวิตเฮ็ดวิค เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิง และก็เป็นผู้ชายแค่ครึ่งเดียว ความเป็นหญิงในร่างผู้ชายเปิดโอกาสให้เฮ็ดวิคได้รู้จักกับลูเธอร์ (เขาพบเธอนอนคว่ำหน้าอาบแดดอยู่และคิดว่าเธอเป็นผู้หญิง) เธอยอมสละทิ้งความเป็นชาย (ดช. แฮนเซล) ไว้ในห้องผ่าตัดเพื่อแลกโอกาสที่จะได้ย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศอเมริกา แต่ในเวลาเดียวกันความเป็นชายที่ขาดหายไปนั้นเอง ก็เป็นสาเหตุให้เธอถูกลูเธอร์ทิ้งแล้วหนีไปกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ต่อมาพระเจ้ายังเล่นตลกอย่างเจ็บปวดด้วยการให้เฮ็ดวิคถูกทอมมี่ทิ้งไปอีกคนเนื่องจากหนึ่งนิ้วแห่งความเป็นชายที่เกินมาของเธอ

ข้อเท็จจริงว่าเฮ็ดวิคไม่ได้เป็นทั้งผู้ชายหรือผู้หญิง ส่งผลให้เธอไม่อาจตอบสนองความต้องการของผู้ชายทั้งสองคนในชีวิตของเธอได้

พร้อมๆกับธีมแห่งการแสวงหาตัวตน Hedwig and the Angry Inch ยังเล่าถึงประเด็นโรแมนติกเกี่ยวกับการแสวงหารักแท้ หรือ ครึ่งที่หายไปของมนุษย์เราควบคู่กันไปด้วย หนังหยิบยกเทพนิยายโบราณขึ้นมาเปรียบเทียบผ่านเพลง Origin of Love ว่ามนุษย์ยุคแรกถูกสร้างขึ้นมาเป็นคู่ หญิงหญิง ชายชาย และหญิงชาย มีสี่มือ สี่ขา สองหน้า ก่อนวันหนึ่งเทพเจ้าจะใช้สายฟ้าฟาดแบ่งพวกเราออกกึ่งกลาง แล้วพัดพาทุกคนให้กระจัดกระจายจากกันไปด้วยพายุ สายน้ำ และคลื่นลมแรง แล้วนับแต่นั้นทุกคนก็เริ่มต้นค้นหาครึ่งที่หายไปของตนเอง พร้อมกับพยายามจะรวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้งผ่านวิธีการร่วมรัก

เฮ็ดวิค เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม กำลังค้นหาความรักหนึ่งเดียวเพื่อเติมเต็มครึ่งที่ขาดหายไปของตน การเป็นมนุษย์ครึ่งชายครึ่งหญิงยิ่งทำให้หลุมดำในตัวของเธอโหยหาความรักความเข้าใจมากขึ้นไปอีก เฮ็ดวิคไม่สามารถกลมกลืนเข้ากับกลุ่มสังคมใดๆได้อย่างสะดวกใจ เธอรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้ ขณะเดียวกันก็ระลึกอยู่เสมอว่าเธอไม่ต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยว เดียวดาย จนกลายเป็นที่มาของบทเริ่มต้นค้นหาครึ่งที่หายไป ด้วยหวังว่ามันจะช่วยทำให้เธอรู้สึกสมบูรณ์ในตัวเองขึ้น แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเฮ็ดวิคสงสัยก็คือ ครึ่งที่ว่านั้นจะเป็นผู้ชาย หรือ ผู้หญิง ตอนแรกเธอคิดว่าเด็กหนุ่มหน้าใสอย่างทอมมี่คือคำตอบต่อความรู้สึกกลวงโบ๋ ในจิตวิญญาณของเธอ แต่แล้วเขากลับทอดทิ้ง และทรยศเธอซ้ำด้วยการขโมยเพลงที่เธอแต่งไปอัดแผ่นเสียงจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์

อุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้เฮ็ดวิคโด่งดังขึ้นในชั่วเวลาข้ามคืน ชื่อเสียง ตลอดจนการยอมรับจากสังคมช่วยให้เธอได้หันกลับไปสำรวจชีวิตที่ผ่านมา และค้นหา ‘ตัวตน’ ที่แท้จริง

ฉากเพลง Exquisite Corpse คือ ตอนที่เฮ็ดวิคเริ่มตระหนักในที่สุดว่า วิก กระโปรง และเมคอัพทั้งหลายไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นผู้หญิงจริงๆ มันเป็นเพียงภาพลวง ความฝันชั่วครั้งคราว เพราะเมื่อตื่นขึ้นมา เขาก็ต้องกลับกลายเป็นคนเดิมอีกครั้ง (เหมือนเนื้อความในเพลง Wig in a Box) แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เฮ็ดวิคเองก็ไม่ได้ต้องการจะเป็นผู้หญิงตั้งแต่แรกแล้ว เหตุผลแท้จริงในการผ่าตัดแปลงเพศของเธอก็คือเพื่อให้ได้แต่งงานกับลูเธอร์และหนีออกมาจากกรุงเบอร์ลินเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เธอจึงลงมือกำจัดเครื่องประดับแห่งความเป็นหญิงออกจนหมดสิ้น ก่อนจะนำวิกของตนไปสวมให้แก่ยิทแซ็คผู้ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเขาและกลายร่างเป็นผู้หญิงคนหนึ่งในที่สุด

เช่นเดียวกับยิทแซ็คผู้เรียนรู้ที่จะรักและเคารพตัวเอง เฮ็ดวิคก็ไม่ได้โกรธขึ้งกับหนึ่งนิ้วแห่งความเป็นชายในตัวเธออีกต่อไป หนังแสดงถึงการเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวตนอย่างที่เป็นอยู่ของเธอผ่านเพลงซึ่งทอมมี่ร้องขอโทษเธอในตอนท้าย (Wicked Little Town) พร้อมกับบอกว่าเธอเป็น “มากกว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” และไม่มีใครสามารถเติมเต็มจิตวิญญาณของเธอได้ นอกจากตัวเธอเอง (“บางทีบนท้องฟ้าอาจปราศจากสิ่งอื่นใดนอกจากอากาศธาตุ ไม่มีรูปแบบแห่งเทพนิยาย หรือพรหมลิขิตแห่งคู่รักใดๆ”) ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเฮ็ดวิค ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเธอ ทอมมี่ไม่ใช่ครึ่งที่ขาดหายไป แต่เป็นเศษเสี้ยวที่เธอตัดมอบให้ไปจากร่างเดิมที่ดีพร้อมและสมบูรณ์อยู่แล้ว ดังนั้นสัญลักษณ์บนหน้าผากของทอมมี่ที่เฮ็ดวิคเป็นคนคิดค้นขึ้น จึงกลับมาปรากฏอยู่บนหน้าผากของเฮ็ดวิคแทนในฉากสุดท้าย

บทสรุปแห่งการเรียนรู้ของเฮ็ดวิคถูกถ่ายทอดออกมาในเพลง Midnight Radio ซึ่งมีเนื้อความท่อนหนึ่งกล่าวว่า

“รู้ซึ้งถึงจิตวิญญาณ
ดุจดังเลือดซ่านในร่างกาย
จากหัวใจสู่เยื่อใยในสมอง
รู้ซึ้งว่าคุณคือหนึ่งเดียว”

ด้วยเหตุนี้เองภาพสุดท้ายเองของหนังจึงเป็นภาพของเฮ็ดวิคเดินเปลือยเปล่าออกจากตรอกอันมืดทะมึน ดุจดังทารกที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกกว้างเป็นครั้งแรก ผู้ชมไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้า หรือร่างกายด้านหน้าของเขาว่าบ่งบอก sex หรือ gender ใด เพราะมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า เขาได้เกิดใหม่และตระหนักถึงความสมบูรณ์ในตัวเองแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องหาใครสักคนมาช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายอีกต่อไป เขาไม่ต้องการเสื้อผ้าหรือวิกผมเพื่อช่วยนิยามตัวตนให้เข้าสังคมกับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เปรียบได้กับรอยสักบนต้นขาที่เปลี่ยนจากครึ่งของใบหน้าที่หันมาประกบกัน กลายเป็นรูปใบหน้าของคนหนึ่งคน ครบถ้วน ไม่ขาดหาย

บางทีคำตอบสำหรับการค้นหาของเราทุกคนอาจอยู่ที่ภายในต่างหาก ไม่ใช่ภายนอก

ไม่มีความคิดเห็น: