วันเสาร์, มีนาคม 19, 2559

Carol: ค่างวดของความรัก


ในลักษณะเดียวกับ Brokeback Mountain ซึ่งนำเสนอตัวละครชายรักชายเป็นคาวบอยแมนๆ มีลูกเมีย และปราศจากท่าทางกระตุ้งกระติ้งแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยเวลาพูดถึงเกย์ หรือกะเทย Carol เป็นภาพยนตร์กระแสหลักที่ทำลายภาพลักษณ์เหมารวมของตัวละครหญิงรักหญิงเช่นกันด้วยการนำเสนอพวกเธอเป็นผู้หญิงที่แต่งหน้า ทาเล็บ สวมประโปรง และปราศจากท่าทางทอมบอยแบบที่คนดูคุ้นเคยเวลาพูดถึงเลสเบี้ยน ในฉากที่ เทเรซ (รูนีย์ มารา) ไปซื้อแผ่นเสียงเป็นของขวัญคริสต์มาสให้แครอล (เคท แบลนเช็ตต์) เธอเหลือบเห็นเลสเบี้ยนมาดทอมสองคนในร้าน สำหรับเทเรซ เธอไม่ได้รู้สึก เข้าพวก กับทั้งสองมากไปกว่าบรรทัดฐานของสังคมชายรักหญิง

ฉากถัดมาเทเรซถาม ริชาร์ด (เจค เลซี) แฟนหนุ่มที่เธอไม่ได้รักหรืออยากมีสัมพันธ์ทางเพศด้วย ว่าเขาเคยตกหลุมรักผู้ชายหรือเปล่า เขาตอบปฏิเสธ แต่คุณเคยได้ยินใช่ไหม เธอถามต่อ หมายถึงผมเคยได้ยินเรื่องคนแบบนั้นหรือเปล่าน่ะเหรอ แน่นอน เขาตอบด้วยเข้าใจว่าเทเรซหมายถึงเกย์ เลสเบี้ยนแบบที่คนทั่วไปเข้าใจโดยใช้คำว่า คนแบบนั้น แต่ความหมายของเทเรซคือคนสองคนที่ตกหลุมรักกัน รู้สึกถูกดึงดูดเข้าหากัน และบังเอิญแค่ว่าทั้งสองมีเพศเดียวกัน ผมไม่รู้จักใครแบบนั้น แต่จะบอกให้ก็ได้ มันต้องมีเหตุผลอธิบายได้จากวัยเด็ก ริชาร์ดกล่าว1

สำหรับริชาร์ด เขาไม่เชื่อว่าความรักสามารถเกิดขึ้นกับคนเพศเดียวกันได้ ยกเว้นคุณจะมีปัญหาบางอย่างทางจิตวิทยา เช่น ชายอยากเป็นหญิง หรือหญิงอยากเป็นชาย เขาวางมาตรฐานไว้ชัดเจน เคร่งครัดว่าชายต้องคู่กับหญิง และอะไรก็ตามที่ต่างจากนั้นคือผิดปกติ มันเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ตัดสินว่าแครอลจำเป็นต้องไปพบจิตแพทย์ หากเธอต้องการรักษาความหวังที่จะได้สิทธิ์เลี้ยงดูลูกสาวร่วมกับสามี หลังฮาร์จ (ไคล์ แชนด์เลอร์) จับได้ว่าเธอแอบมีความสัมพันธ์กับเทเรซ ความโกรธของเขาทับถมเป็นเท่าทวีเพียงเพราะคนรักใหม่ของแครอลเป็นผู้หญิงใช่ไหม เพราะมันทำให้อัตตาความเป็นชายของเขาด่างพร้อยที่ไม่อาจให้ความสุขกับหญิงคนรักได้ จนเธอต้องหนีไปหาคนเพศเดียวกัน เขาจะเจ็บแค้นขนาดนี้ไหมถ้าคนรักใหม่ของแครอลเป็นผู้ชายอีกคน หรือทำใจยอมรับได้ง่ายขึ้น

น่าสังเกตว่าแครอลมีพลัง คุกคาม ความเป็นชายของฮาร์จมากขึ้นอีกตรงที่เธอ แม้จะใช้ชีวิตอยู่ในช่วงยุค 1950 ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเขาทั้งด้านการเงิน สังคม และจิตใจ เธอสามารถใช้ชีวิตอิสระโดยไร้สามีได้อย่างไม่มีปัญหา ดังจะเห็นว่าเธอเลือกย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ตามลำพังในช่วงท้ายเรื่อง แถมยังมีงานมีการทำ เป็นฝ่ายจัดซื้อให้บริษัทขายเฟอร์นิเจอร์ เธอไม่ใช่แม่บ้านที่ปราศจากความรู้ หรือทักษะ และต้องพึ่งพาสามีให้เป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงชีพดังเช่นเพื่อนบางคน (ในฉากหนึ่งเธอแซวเพื่อนที่หลบมาสูบบุหรี่เพราะสามีสั่งห้ามว่า ไม่งั้นทำไม เขาจะตัดเบี้ยเลี้ยงเธอเหรอ แครอลดูจะไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าเราจำเป็นต้องเลิกความชอบบางอย่างเพียงเพื่อเอาใจสามี) เทเรซเองก็มีภาพลักษณ์ของผู้หญิงอิสระไม่แพ้กัน เธอสนใจเรื่องการถ่ายภาพ และไม่ต้องการจะดำรงอาชีพเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าไปตลอด ความมุ่งมั่น ทะเยอทะยานในอาชีพการงานของเธอนำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจของเพศชาย ซึ่งเริ่มต้นจากการแซวขำๆ (“เธอตื่นเต้นกับกล้องถ่ายรูปมากกว่าการจะได้ล่องเรือไปยุโรปกับฉันซะอีก”) ก่อนจะทับถมทวีกลายเป็นความกังวลจริงจัง เช่น เมื่อเทเรซเล่าว่าเธอคิดจะรวบรวมผลงานเพื่อนำไปเสนอกับ นิวยอร์ก ไทมส์ ริชาร์ดกลับไม่ใส่ใจรับฟัง เอาแต่ทวงถามว่าเธอจะเดินทางไปยุโรปกับเขาหรือเปล่า สำหรับเขาอาชีพการงานของผู้หญิงไม่ควรจะมีความสำคัญมากไปกว่าการได้แต่งงาน มีครอบครัวเป็นหลักแหล่ง

ในทางตรงกันข้าม แครอลนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจหนึ่งให้เทเรซลุกขึ้นมาสนใจถ่ายภาพ ผู้คน แทนที่จะโฟกัสไปยังต้นไม้ นก หน้าต่างเหมือนเก่าก่อน เธอยังกระตือรือร้นที่จะขอดูผลงานของเทเรซ และซื้อกล้องให้เป็นของขวัญคริสต์มาสเพราะจำได้ว่าเทเรซเคยบ่นว่ากล้องของตัวเองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แอ็บบี้บอกว่าเธอกำลังไปได้สวย แครอลพูดถึงอาชีพใหม่ของเทเรซที่ นิวยอร์ก ไทมส์ ในช่วงท้ายเรื่อง เธอไม่รู้หรอกว่าฉันดีใจแทนเธอมากแค่ไหน สำหรับแครอล ความสุข ความก้าวหน้าของเทเรซมีค่าเหนืออื่นใด แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดจากการไม่อาจครอบครอง ทัศนคติดังกล่าวตรงกันข้ามกับฮาร์จ ที่พยายามทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งจับลูกสาวเป็นตัวประกัน เพื่อไม่ให้แครอลสุขสมหวังโดยใช้ความรักเป็นข้ออ้าง กล่าวคือ หากเขาไม่ได้เธอมาครอบครอง คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้เธอไป

งานกำกับภาพอันวิจิตร งดงามของ เอ็ดเวิร์ด ลาคแมน หลายครั้งเป็นช็อตถ่ายผ่านกระจกรถ หน้าต่างอาคาร ซึ่งไม่ได้กระจ่างใส แต่กลับค่อนข้างพร่ามัว เลอะคราบ มีหยดน้ำเกาะ หรือเงาสะท้อน ในแง่หนึ่งมันบ่งบอกภวังค์รักและความหลงใหลได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นตัวแทนของภาวะไม่อาจเข้าถึง

เราไม่รู้ว่าทำไมถึงถูกใจบางคน แต่ไม่ถูกใจบางคน สิ่งเดียวที่รู้ คือ เรารู้สึกหลงใหลหรือไม่หลงใหลคนนั้นๆ แดนนี่ (จอห์น มากาโร) บอกเทเรซตอนพาเธอไปเยี่ยมชมออฟฟิศของ นิวยอร์ก ไทมส์ เพราะเขา ถูกใจ เธอ แต่เทเรซกลับหลงใหลในตัวแครอลตั้งแต่แรกพบ เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งสองดึงดูดเข้าหากันราวแม่เหล็กซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะ ยีน รักร่วมเพศ เนื่องจากมองผิวเผินภายนอก แครอลกับเทเรซก็ไม่ต่างกับผู้หญิงทั่วไป ผู้กำกับ ท็อด เฮย์นส์ และคนเขียนบท ฟิลลิส นอจ ตอกย้ำประเด็นนี้อย่างชัดเจนด้วยการเปิดเรื่องให้ แจ๊ค (เทรนท์ โรวแลนด์) เพื่อนคนหนึ่งของเทเรซบังเอิญมาเจอเธอในร้านอาหาร ขณะกำลังนั่งคุยอยู่กับแครอล ทุกอย่างดูปกติเหมือนการพบปะระหว่างเพื่อนหญิงสองคน จากนั้นหนังก็ค่อยๆ ย้อนไปเล่าความเป็นมาทั้งหมด เริ่มต้นตั้งแต่การเจอกันครั้งแรกในห้างสรรพสินค้า จนกระทั่งเมื่อหนังเวียนกลับมาบรรจบที่ฉากดังกล่าวอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่อง ฉากที่ดูสามัญ ธรรมดาในตอนแรกกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์โหยหา ภาพที่แครอลวางมือลงบนไหล่เทเรซก่อนบอกลาจากกันสูบฉีดไปด้วยพลังและความหมายลึกซึ้ง

นิยายต้นฉบับของ Carol มีชื่อว่า The Price of Salt ซึ่งไฮห์สมิธเขียนโดยใช้นามแฝงว่า แคลร์ มอร์แกน หลายคนเชื่อว่าชื่อดังกล่าวอ้างอิงไปถึงเรื่องราวของล็อตในคัมภีร์ไบเบิล (ตามคำบอกเล่าของนอจ)2 เพราะเช่นเดียวกับภรรยาของล็อต แครอลไม่อาจย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ ชีวิตการแต่งงานหลอกๆ ก่อนเธอจะได้พบกับเทเรซ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงจำเป็นต้องเสียสละลูกสาวให้กับฮาร์จ ยอมให้เขาเป็นผู้เลี้ยงดูรินดี้ (เซดี้ ไฮม์) นั่นคือราคาที่เธอต้องจ่ายเพื่อให้สามารถมีชีวิตต่อไปโดยไม่หลบซ่อนอยู่ใต้เปลือกที่สังคมบีบบังคับ และรักษาปัจเจกภาพเอาไว้

แต่ขณะเดียวกันในตัวนิยาย เกลือดูเหมือนจะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนบางสิ่งที่ทรงคุณค่า มีความสำคัญ3 ฉะนั้นการติด ราคา ให้มันจึงกระตุ้นความรู้สึกสูญเสียไปพร้อมๆ กัน ความรู้สึกว่าบางอย่างจำเป็นต้องสูญสลายเพื่อให้อีกอย่างสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ มันอาจหมายถึงการเสียสละรินดี้ของแครอลเพื่อให้เธอสามารถดำรงความรักที่มีต่อเทเรซ หรือเป็นบทเปรียบเปรยธรรมชาติแห่งความรัก ซึ่งย่อมจะมีความเจ็บปวด การสูญเสียผูกติดมาเสมอ เฉกเช่นเมื่อเทเรซเปิดใจให้แครอล แต่กลับโดนเธอทอดทิ้งในท้ายที่สุด หรือกระทั่งตอนที่แครอลหวนกลับมา ร้องขอให้เธอไปอยู่ด้วยกัน ในแง่หนึ่งเทเรซก็จำเป็นต้องสูญเสียชีวิตใหม่ที่เธอกำลังเริ่มเรียนรู้เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้หลังปราศจากแครอล ที่ฉากงานเลี้ยงก่อนเทเรซจะตัดสินใจกลับไปหาแครอล คนดูจะได้เห็นสิ่งที่เธอต้องหันหลังให้ (ริชาร์ด ซึ่งตอนนี้มีแฟนสาวคนใหม่, หญิงสาววัยใกล้เคียงกันที่ตรงเข้ามา จีบ เธอ) เพื่อหล่อเลี้ยงความรักระหว่างเธอกับแครอลต่อไปได้

จุดเด่นที่แตกต่างของ Carol จากนิยายในยุคสมัยนั้น คือ ฉากจบ แฮปปี้ เอนดิ้ง สำหรับสองตัวละครหญิง4 แต่ความอิ่มเอมหาได้เกิดจากการได้เห็นความรักลงเอยอย่างมีความสุข (หรือมีแนวโน้มว่าจะมีความสุข) เท่านั้น มันยังรวมไปถึงความกล้าหาญของตัวละครที่จะปฏิเสธบรรทัดฐานของสังคมชายเป็นใหญ่ สังคมชายรักหญิงจากการที่แครอลเลือกจะยอมเสียสละลูกสาวเพื่อรักษาตัวตนเอาไว้ จะมีประโยชน์อะไรถ้าฉันต้องใช้ชีวิตโดยหลอกตัวเอง เธอกล่าวในห้องรับฟังคดี หลังจากยืดอกยอมรับในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเทเรซว่าเป็นความต้องการที่แท้จริงของเธอ ขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ครบถ้วน หาใช่ผลจากพฤติกรรมไร้เหตุผลของสามีเธอดังที่ทนายของเธอ (เควิน โครวลีย์) พยายามจะโน้มน้าวแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างของ Carol กับ Brokeback Mountain จึงไม่ได้อยู่ตรงแค่ชะตากรรมสุดท้ายของสองคู่รักที่ตรงข้ามกันราวฟ้ากับเหวเท่านั้น ความพ่ายแพ้ของ เอนนิส เดล มาร์ ใน Brokeback Mountain ไม่ใช่แค่การที่เขาปฏิเสธข้อเสนอของคู่รักที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่ยังรวมไปถึงการปฏิเสธจะยอมรับตัวตน ยอมรับความรักที่เขามีให้ แจ๊ค ทวิสต์ ขณะที่ชัยชนะของแครอลอยู่ตรงการเลือกจะยอมรับความต้องการที่แท้จริงของตน แม้ว่ามันจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดของการสูญเสียบางอย่างไป แต่นั่นเป็นราคาที่เธอยินดีจ่าย เพื่อดำรงไว้ซึ่งคุณค่าภายในตัวเอง ดังเช่นคำกล่าวในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า... หากเกลือสูญเสียความเค็มไปแล้ว มันจะยังเป็นเกลืออยู่ได้อย่างไร เกลือนั้นย่อมไร้ค่า มีแต่จะถูกทอดทิ้งให้คนเหยียบย่ำ

หมายเหตุ

1. ในนิยายต้นฉบับ แพ็ทริเซีย ไฮห์สมิธ วาดภาพเทเรซว่าเธอแปลกใจที่ประสบการณ์หญิงรักหญิงของเธอไม่สอดคล้องภาพลักษณ์ ทอมดี้ ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเขียนบรรยายว่า เธอเคยได้ยินเรื่องผู้หญิงที่ตกหลุมรักเพศเดียวกัน และเธอก็รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นคนแบบไหนและมีบุคลิกท่าทางแบบใด แต่ทั้งเธอและแครอลไม่ได้ดูเหมือนคนพวกนั้นเลย

2. สองเทวดาได้รับเชิญให้มาพักค้างคืนที่บ้านของล็อต เมื่อฟ้าใกล้สางเทวดาทั้งสองได้บอกให้ล็อตกับครอบครัวหลบหนีไปจากเมืองนี้ ก่อนหายนะจะบังเกิด ทั้งสองบอกให้พวกเขาวิ่งหนีสุดชีวิต อย่าเหลียวหลังกลับ หรือหยุดพักที่ไหนเด็ดขาด แต่ภรรยาของล็อตไม่เชื่อคำสั่งและเหลียวหลังกลับ เธอจึงกลายเป็นเสาหินแห่งเกลือ

3. ในหนังสือ เกลือ ถูกเขียนถึงอยู่สองครั้ง คือ เธอเปิดประตูร้านกาแฟ แต่พวกเขากำลังเล่นเพลงที่เธอกับแครอลเคยฟังร่วมกัน เธอปิดประตูและเดินจากมา เสียงเพลงยังดังกังวาล แต่โลกทั้งใบดับสูญ และวันหนึ่งเสียงเพลงก็คงเงียบหายไป เธอคิด แต่โลกจะกลับมามีชีวิตได้อย่างไร เกลือของมันจะกลับมาได้อย่างไร และ เธออายเวลาอยู่กับเขา แต่ก็สนิทใจ เป็นความใกล้ชิดแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกเวลาอยู่กับริชาร์ด เป็นความลึกลับที่เธอชื่นชอบ มีเกลือนิดหน่อย เธอคิด

4. ไฮห์สมิธเขียนถึงนิยายของเธอในฉบับตีพิมพ์ครั้งใหม่ว่า เสน่ห์ของ The Price of Salt คือ ตัวละครเอกสองคนลงเอยอย่างมีความสุข หรืออย่างน้อยพวกเขาก็พยายามจะสร้างอนาคตร่วมกัน ก่อนหน้าหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ ชายรักชายและหญิงรักหญิงในนิยายอเมริกันล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับพฤติกรรมเบี่ยงเบนด้วยการเชือดข้อมือตัวเอง โดดน้ำตาย หรือเปลี่ยนไปเป็นชายรักหญิง หรือทนเปลี่ยวเหงา เศร้าสร้อยตามลำพังดุจเดียวกับการตกนรกหมกไหม้

ไม่มีความคิดเห็น: