วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 23, 2550

The Pursuit of Happyness: พ่อรวยสอนลูก


ปริศนาคาใจเพียงหนึ่งเดียวของหนังเรื่อง The Pursuit of Happyness ถูกเฉลยตั้งแต่ช่วงต้นๆ เรื่อง เมื่อ คริส การ์ดเนอร์ (วิล สมิธ) ไปรับลูกชาย คริสโตเฟอร์ (เจเดน สมิธ) จากสถานรับเลี้ยงเด็กสุดโทรมและคับแคบของผู้หญิงจีนคนหนึ่ง ซึ่งดูจะมีบุคลิกตรงกันข้ามกับ แมรี่ ป็อปปินส์ ราวฟ้ากับเหว หลังจากนั้นหนังก็ไม่สามารถสร้างความฉงนใดๆ ให้กับคนดูได้อีกเลย เพราะเราทุกคนล้วนสามารถคาดเดาได้ง่ายๆ ว่าสุดท้ายแล้วคริสย่อมต้องผ่านพ้น “ขุมนรก” แห่งความยากจนไปได้ แล้วประสบความสำเร็จในอาชีพใหม่ (ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการโหมประชาสัมพันธ์อย่างหนักว่าหนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากบุคคลจริง ซึ่งเขียนหนังสือชีวประวัติออกมาในชื่อเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งคงเพราะหนังดำเนินตามสูตร “ยาจกไต่เต้าจนกลายเป็นเศรษฐี” หรือ Rags to riches แบบไม่พลิกแพลง) คำถามจึงเหลือแค่ว่า “เมื่อไร” เท่านั้น

จริงอยู่ตัว Y ในชื่อหนังเป็นความจงใจของทีมผู้สร้าง แต่ทัศนคติเชิดชูวัตถุนิยมที่อบอวลอยู่ในแทบทุกอณูของเรื่องราว (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) กลับทำให้คนดูพาลนึกไปได้ว่า การที่พวกเขา (ในที่นี้อาจหมายรวมไปถึง คริส การ์ดเนอร์ ตัวจริงด้วยก็ได้ เพราะเขาเป็นคนคิดชื่อหนัง/หนังสือเรื่องนี้ขึ้นมา) สะกดคำว่า “ความสุข” ไม่ถูกต้องอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันต่างหาก

บางทีนั่นอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับผู้คนในประเทศอเมริกา (ต้นตำรับความฝันแบบอเมริกัน ซึ่งมักถูกนำไปเกี่ยวโยงกับทุนนิยม ความสะดวกสบายทางวัตถุ ชื่อเสียง และความมั่นคงทางการเงิน) ที่จะสับสนหลงทาง แล้วเผลอผสมคำว่า “ไล่ตาม” เข้ากับคำว่า “ความสุข” ในรูปแบบวลีสุดฮิตของพวกเขา นั่นคือ “ไล่ตามความฝันแบบอเมริกัน” หรือ “ใช้ชีวิตอยู่ในความฝันแบบอเมริกัน” (pursuing/living the American Dream)

แน่นอน ตามหลักของศาสนาพุทธ ความสุขทางเนื้อหนัง ทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสล้วนเป็นแค่มายา ความสุขแท้จริงหมายถึงความว่างเปล่า (นิพพาน) ต่างหาก ขณะเดียวกัน นักปราชญ์ชาวจีนในลัทธิเต๋านาม จวงจื้อ ก็เคยกล่าวไว้ว่า “ความสุข คือ การปราศจากความมุ่งมั่นที่จะพบกับความสุข”

กระทั่งนักเศรษฐศาสตร์ยังยอมรับผ่านงานวิจัยว่า การที่ชาวตะวันตกมีเงินทองและทรัพย์สินเพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้กลับทำให้พวกเขามีความสุขเพิ่มขึ้นเลย (งานวิจัยในสามประเทศ คือ อังกฤษ อเมริกา และญี่ปุ่น ล้วนได้ผลตรงกันหมด) เทียบง่ายๆ คือ ปัจจุบันมนุษย์มีความสะดวกสบายและมาตรฐานในการดำรงชีวิตดีกว่าในอดีต แต่เมื่อเทียบระดับความสุขแล้ว คนในปัจจุบันกลับไม่ได้มีความสุขมากกว่าคนเมื่อห้าสิบปีก่อนแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก็ทำให้เราพบว่าความสุขของแต่ละคนเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองมนุษย์ด้วย โดยงานวิจัยทางการแพทย์ระบุว่าความรู้สึกที่เป็นสุขนั้นเกิดจากการทำงานของสมองฝั่งซ้าย ขณะที่ความรู้สึกไม่ดีจะเกิดจากการทำงานของสมองฝั่งขวา และมนุษย์แต่ละคนก็มีระดับความตื่นตัวของสมองในฝั่งซ้ายและขวาไม่เท่ากัน คนที่สมองฝั่งซ้ายทำงานมากกว่าคนทั่วไปจะเป็นคนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี และมีความสุขรวมถึงความจำที่ดีกว่าคนที่สมองซีกซ้ายทำงานน้อยกว่าปรกติ

จะเห็นได้ว่าทั้งหลักการทางวิทยาศาสตร์และหลักปรัชญาตะวันออกล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าความสุขเป็นเรื่อง “ภายใน” หาใช่สิ่งของนอกกายที่เราจะไขว่คว้ามาครอบครองได้เหมือนทรัพย์สินเงินทอง กล่าวคือ มหาเศรษฐีรวยล้นฟ้าก็อาจจะหาความสุขในชีวิตไม่ได้เหมือนชาวนาจนๆ บางคนที่ต้องหาเช้ากินค่ำก็ได้

ใน The Pursuit of Happyness คนดูจะได้เห็น คริส การ์ดเนอร์ จมปลักอยู่กับความทุกข์แทบตลอดทั้งเรื่อง เขาถูกลินดา (แธนดี้ นิวตัน) เมียสาวซึ่งต้องแบกรับงานสองกะเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว (แต่หนังกลับวาดภาพเธอไม่ต่างจาก ครูเอลล่า เดอ วิล) ดูถูกเหยียดหยาม เขาเศร้าใจที่ไม่สามารถพาลูกไปฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็กชั้นดีได้ เขาผิดหวังที่เครื่องมือทางการแพทย์ที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเงินเก็บของครอบครัวไปซื้อมาไม่ได้ “ขายคล่อง” ดังหวัง เพราะโรงพยาบาลส่วนใหญ่เห็นว่ามันเป็นของฟุ่มเฟือย

ในสายตาของคริส (หรืออาจจะหมายรวมถึงทัศนคติของตัวหนังทั้งเรื่องด้วยก็ได้) ความจนเทียบเท่ากับความทุกข์ ดังนั้น หากเขาต้องการความสุข หนทางเดียว คือ การแสวงหาเงินทองมาครอบครองให้มากที่สุด นั่นเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการไล่ตาม “ความสุข” ของคริส ซึ่งตัวหนังได้นำมาย้อมแมวขายในทำนองว่า “คุณควรต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้ความฝันกลายเป็นจริง”

คริสมุ่งมั่นอยากเป็นโบรกเกอร์ตลาดหุ้นเหมือนที่ แม็กกี้ ฟิทซ์เจอรัลด์ ฝันอยากเป็นนักมวยใน Million Dollar Baby หรือ นีล เพอร์รี่ ฝันอยากเป็นนักแสดงใน Dead Poets Society งั้นหรือ

ตรงกันข้าม คริสได้แรงบันดาลใจในการพลิกผันอาชีพ/ชีวิตจากการเดินผ่านย่านการเงินแห่งหนึ่ง แล้วเห็นผู้คนแถวนั้นยิ้มแย้มอย่างมีความสุข เขาจึงร้องถามชายคนหนึ่งที่ขับรถหรูมาจอดว่าทำยังไงถึงจะได้มีรถสวยแบบนั้นมาขับบ้าง ชายคนดังกล่าวผายมือไปยังตลาดหุ้นแทนคำตอบ เปล่าเลย ความฝันของ คริส การ์ดเนอร์ หาใช่การเป็นโบรกเกอร์ตลาดหุ้น เขากำลังไล่ตาม “ความร่ำรวย” อยู่ต่างหาก อะไรก็ได้ที่สามารถทำให้เขามีเงินมากพอจะซื้อรถหรูๆ สักคันมาขับ หรือนั่งชมฟุตบอลใน “บ็อกซ์” ส่วนตัว

อันที่จริง ความทะยานอยากนั่นเองที่ทำให้เขาต้องอับจนตั้งแต่แรก เป็นเพราะความอยากรวยไม่ใช่หรือที่ทำให้คริสตัดสินใจใช้เงินเก็บทั้งหมดทุ่มซื้อเครื่องมือทางการแพทย์มากักตุนไว้ เมื่อแผนดังกล่าวไม่เป็นไปดังหวัง แทนที่จะหางานมั่นคงทำเพื่อแบ่งเบาภาระลินดา เขากลับตกลงรับตำแหน่งพนักงานฝึกหัดในบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ให้ค่าตอบแทนใดๆ แถมยังไม่รับประกันด้วยว่าเขาจะได้งานทำหลังจบคอร์ส แน่นอน ตัวหนัง “เข้าข้าง” คริสอย่างเต็มที่ แน่นอน คนดูส่วนใหญ่ย่อมอดไม่ได้ที่จะลุ้นเอาใจช่วยคริส เนื่องจากทักษะการเล่าเรื่องอันแยบยล รวมไปถึงการแสดงอันโน้มนำของซูเปอร์สตาร์ขวัญใจมวลชนอย่าง วิล สมิธ และแน่นอน สุดท้ายการยอมเสี่ยงครั้งที่สองของคริสก็ลงเอยด้วยความสำเร็จ แต่นั่นหาได้ปลดปล่อยคนทำหนังจากการสร้างค่านิยมบิดๆ เบี้ยวๆ ไม่

จากงานวิจัยในประเทศอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์พบว่า ความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับระดับรายได้ของเรา “เปรียบเทียบ” กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งเกิดจากรายได้เฉลี่ยของบุคคลรอบข้าง กล่าวคือ เราจะยิ่งมีความสุขมากขึ้น ถ้ารายได้ของเราเพิ่มสูงกว่ากลุ่มที่เราเปรียบเทียบด้วย ในทางกลับกัน ถ้าผู้อื่นที่เราเปรียบเทียบด้วยมีรายได้สูงกว่า ความสุขของเราก็จะลดน้อยลง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คริสไม่อาจค้นพบความสุขได้เป็นเพราะเขาเลือกจะเปรียบเทียบตัวเองกับเหล่านักธุรกิจชั้นนำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชายคนที่ขับรถหรู หรือเศรษฐีรายหนึ่งที่เขาพยายามล่อหลอกให้ยอมมาเป็นลูกค้า ในฉากสำคัญเราจะเห็นท่าที “อับอาย” ของคริสที่ต้องนั่งรถเมล์และเดินเท้ามายังบ้านเศรษฐี ซึ่งกำลังจะขับรถคันโตพาลูกไปดูฟุตบอล ขณะที่คริสโตเฟอร์กลับไม่รู้สึกว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเรื่องน่าอายที่ต้องปกปิด เขาแค่รู้สึกดีใจเพราะ (อาจ) จะได้ไปดูฟุตบอลกับพ่อของเขาเท่านั้น และการนั่งดูในบ็อกซ์ส่วนตัวสุดหรู หรือบนเก้าอี้ราคาถูกแถวหลังสุดก็คงไม่ใช่สาระสำคัญสำหรับหนูน้อยมากเท่ากับคริส

ผลงานกำกับของ เกเบรียล มัคซิโน ชิ้นนี้สร้าง “แรงบันดาลใจ” ในระดับเดียวกับการอ่านหนังสือฮาว-ทูแนวธุรกิจสักเล่ม ซึ่งมักจะมีประเด็นหลักแบบเดียวกันว่าใครๆ ก็สามารถรวยได้ หากรู้จักหนทาง/ทำงานหนัก/ทำตามความฝัน หรือการอ่านบทสัมภาษณ์เจ้าของกิจการใหญ่สักคน ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากสภาพเสื่อผืนหมอนใบ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกเป็นเพียง “ตัวประกอบ” ที่จะช่วยสร้างพลังดราม่าและความชอบธรรมให้คริส เพราะใครจะกล้ากล่าวโทษการตัดสินใจเสี่ยงดวงอย่างโง่เขลาของเขา ในเมื่อทุกอย่างที่เขาทำไป ล้วนเป็นการทำไป “เพื่อลูก” (เป็นไปได้ไหมว่าลินดาอาจไม่ทิ้งเขาไป หากคริสตัดสินใจหางานทำเป็นหลักแหล่ง และถ้าเธอยังอยู่ เขาก็คงไม่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน หรือคอยตอบคำถามของลูกที่ว่า “แม่ทิ้งเราไปเพราะผมใช่ไหม”)

ฉากสุดท้ายของหนังก็ช่วยตอกย้ำประเด็นดังกล่าว เมื่อเราได้เห็นคริสเดินยิ้มเพียงลำพังท่ามกลางฝูงชนเหมือนหนึ่งในกลุ่มคนที่เขาตั้งข้อสังเกตในช่วงต้นเรื่อง เขาค้นพบ “ความสุข” แบบที่เขาต้องการในที่สุด จากนั้น ตัวหนังสือบนจอก็ระบุข้อมูลว่า ไม่นานคริสสามารถทำเงินได้หลายสิบล้านจากการขายหุ้นและปัจจุบันมีบริษัทเป็นของตัวเอง ส่วนลูกชายของเขาจะเป็นยังไงนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเราคนดูควรจะอนุมานได้เองแล้วว่าเขาคงมี “ความสุข” ล้นเหลือจากเงินที่พ่อของเขาหามาได้

The Pursuit of Happyness เข้าฉายได้ถูกจังหวะในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เมื่อกระแสบริโภคนิยมกำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด ขณะผู้คนถูกล้างสมองให้แห่แหนมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อหา “ความสุข” กันถ้วนหน้า ใครมีเงินมาก ก็จะได้ “ความสุข” กลับไปมากหน่อย ถึงตรงนี้มันอาจเหมาะสมกว่า หากทีมงานจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้เสียใหม่ว่า The Pursuit of American Dream (หรืออาจจะเปลี่ยน American Dream เป็น Money หรือ Success ก็ได้) แต่คราวนี้พวกเขาควรสะกดคำให้ถูกด้วย เพราะความหมายของชื่อดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับเรื่องราวโดยปราศจากข้อกังขาใดๆ

อ้างอิง: คอลัมน์ “มองมุมใหม่” ของ ดร. พสุ เดชะรินทร์ จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สรุปรางวัลหนังไทย


เมื่อคืนเป็นการประกาศรางวัลสุดท้ายของปี นั่นคือ รางวัลของชมรมวิจารณ์บันเทิง ซึ่งจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เป็นกันเอง และผลรางวัลส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามความคาดหมาย (หรือเปล่า)

ดูเหมือนผลรางวัลในปีนี้จะแตกกระจายกันอย่างถ้วนหน้า (แสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน? หรือรสนิยมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของคณะกรรมการ?) โดยเฉพาะในสาขานักแสดงนำหญิง ซึ่งแต่ละสถาบันมีความเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (แน่นอน สาเหตุแห่งความแปลกแยกประการหนึ่งเกิดจากการที่คณะกรรมการตุ๊กตาทองผลักดัน จินตหรา สุขพัฒน์ ให้เข้าชิงในสาขานักแสดงนำ)

ผู้ชนะรายใหญ่ในค่ำคืนเห็นจะเป็น “เด็กหอ” ซึ่งกวาดรางวัลสำคัญไปครองแบบครบถ้วนทั้งหนัง ผู้กำกับ และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (สมทบเข้ากับรางวัล คริสตัล แบร์ ที่เพิ่งได้มาจากเทศกาลหนังเมืองเบอร์ลิน) ยังไงก็ขอแสดงความยินดีด้วยอย่างยิ่ง อีกคน คือ พี่แหม่ม จินตหรา สุขพัฒน์ ซึ่งเป็นขวัญใจชมรมวิจารณ์บันเทิงมาช้านาน นี่ถือเป็นรางวัลครั้งที่ 5 ของเธอ (แต่เป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงสมทบหญิง) ก่อนหน้านี้พี่แหม่มเคยได้รางวัลนักแสดงนำหญิงจาก ส.อ.ว. ห้อง 2 รุ่น 44, สมศรี 422 อาร์, อำแดงเหมือนกับนายริด และ สตางค์

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

- เด็กหอ (Starpics, ชมรมวิจารณ์บันเทิง)
- ก้านกล้วย (สุพรรณหงส์)
- Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (ตุ๊กตาทอง, คมชัดลึก)

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

- นิธิวัฒน์ ธราธร จาก Seasons Chang เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (ตุ๊กตาทอง, คมชัดลึก)
- เฉลิม วงศ์พิมพ์ จาก คนไฟบิน (สุพรรณหงส์)
- เป็นเอก รัตนเรือง จาก Invisible Waves คำพิพากษาของมหาสมุทร (Starpics)
- ทรงยศ สุขมากอนันต์ จาก เด็กหอ (ชมรมวิจารณ์บันเทิง)

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

- อุดม แต้พานิช จาก โคตรรักเอ็งเลย (คมชัดลึก)
- ชาลี ไตรรัตน์ จาก เด็กหอ (ตุ๊กตาทอง)
- กฤษฎา สุโกศล แคลมป์ จาก 13 เกมสยอง (สุพรรณหงส์, Starpics, ชมรมวิจารณ์บันเทิง)

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

- จินตหรา สุขพัฒน์ จาก เด็กหอ (ตุ๊กตาทอง)
- ชุติมา ทีปะนาถ จาก Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (คมชัดลึก)
- วิสา สารสาส จาก โคตรรักเอ็งเลย (Starpics)
- รุ้งลาวัลย์ โทนะหงสา จาก หนูหิ่น เดอะมูฟวี่ (สุพรรณหงส์)
- ณัฐฐาวีรนุช ทองมี จาก แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (ชมรมวิจารณ์บันเทิง)

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

- โก๊ะตี๋ อารามบอย จาก แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (ตุ๊กตาทอง, ชมรมวิจารณ์บันเทิง)
- ศิรชัช เจียรถาวร จาก เด็กหอ (คมชัดลึก)
- เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง จาก เก๋า... เก๋า (Starpics)
- นิรุตติ์ ศิริจรรยา จาก เพลงสุดท้าย (สุพรรณหงส์)

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

- จินตหรา สุขพัฒน์ จาก เด็กหอ (Starpics, คมชัดลึก, ชมรมวิจารณ์บันเทิง)
- ปรางทอง ชั่งธรรม จาก อำมหิตพิสวาส (ตุ๊กตาทอง, สุพรรณหงส์)

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

- เด็กหอ (ตุ๊กตาทอง, Starpics, ชมรมวิจารณ์บันเทิง)
- ก้านกล้วย (สุพรรณหงส์)
- Seasons Change (คมชัดลึก)

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 19, 2550

Oscar Nominee: ไรอัน กอสลิง


คุณครูไฟแรงเปี่ยมอุดมคติกับหนุ่มขี้ยาที่หลงตัวเองเป็นสองบุคลิกซึ่งคุณสามารถพบเห็นได้บ่อยๆ ในหนังฮอลลีวู้ด แต่คงมีเพียงนักแสดงผู้เปี่ยมพรสวรรค์และความมั่นใจเท่านั้นที่จะสามารถผสมผสานทั้งสองบทเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่ง แล้วถ่ายทอดอารมณ์ของชายที่เต็มไปด้วยบาดแผลภายในออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ จนทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเขาเป็นคนที่คุณเคยรู้จัก หรือกระทั่งชื่นชอบ

แดน ดันน์ ใน Half Nelson หลงรักการสอน มันทำให้เขามีเป้าหมายในชีวิต แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่อาจตัดขาดจากยาเสพติดได้ หลังจากนักเรียนคนหนึ่ง (ชาริก้า เอ็บส์) เห็นแดนเสพยาในห้องน้ำหญิง ความสัมพันธ์อันเปราะบางของทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้น

ไรอัน กอสลิ่ง พูดถึงตัวละครที่เขารับเล่นใน Half Nelson ว่า “ผมรู้สึกเหมือนเขาเป็นใครบางคนที่พวกเราเคยพบเห็น หรือเคยเป็นมาก่อน ผมมองเห็นบางอย่างในตัวเองที่คล้ายกับแดน ผมรู้สึกว่าตัวเอง หรือทุกคนที่ผมรู้จักย่อมเคยรู้สึกอึดอัดกับชีวิตในบางช่วงเวลา ไม่เศร้าใจเมื่อถึงเวลาที่ควรจะเศร้า ไม่สามารถร้องไห้ได้ตามกาลเทศะ ไม่รู้จะพูดอะไรในบางครั้ง และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ตามใจปรารถนา แดนเป็นตัวละครที่ปราศจากพัฒนาการเด่นชัด ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยการเริ่มต้นอย่างผิดๆ และความขัดแย้ง”

คุณเองคงจะรู้สึกขัดแย้งในใจเช่นกัน เมื่อพบว่านักแสดงวัย 26 ปีคนนี้ที่เคยฝากผลงานชวนตะลึงเอาไว้ในบทหนุ่มนีโอนาซีจากหนังอินดี้ฟอร์มเล็กเรื่อง The Believer เมื่อ 5 ปีก่อนเคยเป็นสมาชิก The Mickey Mouse Club เช่นเดียวกับ จัสติน ทิมเบอร์เลค, คริสติน่า อากิเลร่า และ บริทนีย์ สเปียร์ แต่ชื่อเสียงของกอสลิงหาได้จำกัดอยู่แค่ในวงการหนังอินดี้เท่านั้น เนื่องจากเขาไม่เคยมีอคติกับหนังตลาดและร่วมแสดงทั้งในหนังสตูดิโอที่ประสบความสำเร็จเกินคาดอย่าง The Notebook (ซึ่งเขาพบรักในกองถ่ายกับ ราเชล แม็คอดัมส์ แฟนคนล่าสุด) และหนังสตูดิโอที่ล้มเหลวในเชิงพาณิชย์อย่าง Murders by Numbers (ซึ่งเขาพบรักในกองถ่ายกับ แซนดร้า บูลล็อค อดีตแฟนสาวที่อายุมากกว่า)

ผู้กำกับ ไรอัน เฟล็ค ไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อยที่งานแสดงของกอสลิ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างท่วมท้นและลงเอยด้วยการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ท่ามกลางคู่แข่งเขี้ยวลากดินจำนวนมาก ขณะเดียวกันเขาก็ไม่คิดจะแอบอ้างเครดิตใดๆ “รู้มั้ย ผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาดูไหลลื่นไปกับความอึดอัดคับข้องทางจิตใจของตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง ผมต้องใช้แรงในการผลักดันเพียงเล็กน้อย เขาเต็มใจจะก้าวไปให้สุดทางเท่าที่บทเรียกร้องอยู่แล้ว” เฟล็คกล่าว... บางทีหากโชคเข้าข้าง กอสลิ่งอาจจะไปได้ “สุดทาง” ในคืนวันประกาศผลรางวัลออสการ์

Oscar Nominee: แจ๊คกี้ เอิร์ล ฮาร์ลีย์


ความเงียบปกคลุมบรรยากาศอยู่พักหนึ่ง หลัง แจ๊คกี้ เอิร์ล ฮาลีย์ ได้ยินคำถามว่าเขาสามารถเชื่อมโยงตัวเองกับ โรนัลด์ เจมส์ แม็คกอร์วีย์ อดีตนักโทษข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ที่เขารับเล่นในหนังเรื่อง Little Children ได้อย่างไร “ผมคงไม่มีวันเข้าใจแรงผลักดันและความหมกมุ่นของตัวละครได้ แต่ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับเขาในธรรมชาติของอาการหมกมุ่น” ฮาลีย์ตอบ “ผมเข้าใจมันดี รอนนี่เป็นคนชิงชังตัวเองและสิ้นไร้ความเชื่อมั่นในตัวเองขั้นรุนแรง”

อันที่จริง ขณะอ่านบทหนัง ฮาลีย์ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ใกล้เคียงกับรอนนี่ “พออ่านไปได้สิบหน้า ผมก็เริ่มคิดว่ามันไม่เลวทีเดียว ยี่สิบหน้า ‘มันดีมากเลย’ สามสิบหน้า ‘มันดีมากๆ เลย’ และพออ่านไปได้สี่สิบหน้า ผมก็คิดว่า ‘บทดีขนาดนี้ เราคงไม่มีโอกาสได้เล่นหรอก’ จากนั้นผมก็เริ่มหดหู่สิ้นหวัง” ฮาลีย์เล่าพร้อมกับหัวเราะตบท้าย

แต่การได้ร่วมงานกับ สตีเวน ซิลเลียน ใน All the King’s Men (บทแรกของเขาในรอบสิบปี หลังจากครั้งหนึ่งเคยโด่งดังเป็นพลุแตกในช่วงวัยรุ่นจากหนังอย่าง Bad News Bears และ Breaking Away) ทำให้ฮาลีย์มั่นใจขึ้นว่าจะเอาชนะใจผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลด์ ระหว่างการทดสอบหน้ากล้องได้ ยิ่งเมื่อผนวกกับเสียงสรรเสริญของ เคท วินสเล็ท ซึ่งร่วมนำแสดงใน All the King’s Men ด้วยแล้ว บทรอนนี่จึงตกเป็นของฮาลีย์อย่างรวดเร็ว “ฉันจำวันนั้นได้แม่นยำ” วินสเล็ทเล่า “แจ็คกี้เดินเข้ามาทดสอบบทด้วยอาการประหม่า เขาพูดกับฉันว่า ‘ดีใจจังที่คุณอยู่ด้วย’ แต่พอเขาเริ่มอ่านบท เขากลับเข้าถึงตัวละครได้แบบอยู่หมัด การแสดงของเขาทำเอาฉันต้องร้องไห้ออกมา สาบานได้เลย มันไม่เคยเกิดขึ้นกับฉันมาก่อน และพอทุกอย่างเสร็จสิ้น ท็อดด์ก็พูดกับเขาว่า ‘คุณอยากเล่นบทนี้ไหม’ จากนั้น แจ๊คกี้ก็เริ่มร้องไห้”

ถ้าคุณรู้ว่าฮาร์ลีย์ต้องผ่านอะไรมาบ้าง (เขาต้องทำงานเป็นพนักงานส่งพิซซ่า ยาม และคนขับรถลิมูซีนเมื่อไม่มีงานแสดงเข้ามา) หลังจากฮอลลีวู้ดหันหลังให้เขาอย่างเย็นชาเมื่อเกือบยี่สิบกว่าปีก่อน คุณจะไม่แปลกใจเลยกับปฏิกิริยาอันท่วมท้นของฮาร์ลีย์ เมื่อเขาได้กลับมาสานความฝันของการเป็นนักแสดงต่ออีกครั้ง แน่นอน โชคชะตาอาจมีส่วนอยู่บ้างในความสำเร็จครั้งนี้ แต่นั่นคงไม่มากเท่าความสามารถและพรสวรรค์ ซึ่งไม่เคยจางหายไปไหน

หลายคนที่ได้ดู Little Children อาจไม่เข้าใจ “รสนิยม” ของรอนนี่ หรือการตัดสินใจอันรุนแรงของเขาในตอนท้ายเรื่อง แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการแสดงอันเพอร์เฟ็กต์ของฮาลีย์จะทำให้ทุกคนไม่มีวันลืมรอนนี่ได้ลง (เขาทำให้คนดูรู้สึกขยะแขยงและนึกสงสารไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าประหลาด) รวมไปถึงการกลับมาอันยิ่งใหญ่ของนักแสดงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาราขวัญใจวัยรุ่น สปอตไลท์ได้หันกลับมาส่องเขาอีกครั้งแล้ว

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 09, 2550

Oscar Nominee: อบิเกล เบรสลิน


ตอน อบิเกล เบรสลิน มาทดสอบหน้ากล้องเพื่อรับบทเด่นใน Little Miss Sunshine เธอเคยมีผลงานเพียงการรับบทเป็นลูกสาวจอมกระหายน้ำของ เมล กิ๊บสัน ในหนังเอเลี่ยนสุดฮิตเรื่อง Signs มันเป็นผลงานชิ้นแรกที่พอใช้ได้ แต่หาใช่เครื่องหมายบ่งบอกว่าเธอมีทักษะทางการแสดงอื่นใดนอกจากการทำตัวน่ารักเหมือนตุ๊กตา แต่นั่นคือสิ่งที่เบรสลินทำใน Little Miss Sunshine เธอกลายเป็น โอลีฟ ฮูเวอร์ เด็กหญิงหน้าตาธรรมดาที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ เพราะแทนที่จะแสดงความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว เหมือนที่ดาราเด็กอีกหลายคนนิยมทำกัน เบรสลินกลับถ่ายทอดความคิดและมุมมองแบบเด็กๆ ออกมาได้อย่างสมจริงผ่านแววตาไร้เดียงสา ซึ่งกำลังเริ่มจะเข้าใจความเป็นไปในโลก โอลีฟตระหนักว่าเธอไม่เหมือนเด็กหญิงคนอื่นๆ บนเวทีการประกวด แต่ก็ยังบริสุทธิ์สดใสพอจะไม่ตระหนักว่าท่าเต้นประกวดของเธอมันร้ายกาจเพียงใด

เมื่อถูกถามว่าเธอประทับใจฉากไหนมากสุดในหนังเรื่อง Little Miss Sunshine คำตอบของนักแสดงรุ่นเยาว์วัย 10 ขวบ คือ “ฉากบนโต๊ะอาหารเย็นตอนที่หนูรู้ว่าจะได้ไปประกวดนางงาม หนูได้กรีดร้องในฉากนั้น มันสนุกอย่าบอกใคร การได้ร้องกรี๊ดจนสุดเสียง พวกช่างบันทึกเสียงพากันพูดว่า ‘ช่วยบอกก่อนได้ไหมว่าเธอจะร้องกรี๊ดเมื่อไหร่ พวกเราจะได้อุดหูทัน’ ”

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จแบบเหลือเชื่อและน่าอัศจรรย์ของหนังอินดี้เล็กๆ เรื่อง Little Miss Sunshine คือ เทศกาลหนังซันแดนซ์ ซึ่งเบรสลินเดินทางไปร่วมโปรโมต (และกลับออกมาพร้อมฉายา ดาโกต้า แฟนนิ่ง คนใหม่) ในคืนฉายรอบปฐมทัศน์ เมื่อเครดิตท้ายเรื่องเริ่มปรากฏขึ้นบนจอ จู่ๆ ผู้ชมจำนวน 1200 คนในโรงหนังก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกัน “ตอนแรก หนูคิดว่า ไฟไหม้! ไฟไหม้!” เบรสลินเล่าพร้อมหัวเราะคิกคัก แต่ความจริงแล้ว ผู้ชมจำนวนมากลุกขึ้นยืนพร้อมกันเพื่อปรบมือให้กับหนังที่พวกเขาเพิ่งชมจบไปต่างหาก... ส่วนที่เหลือหลังจากนั้น (การที่หนังถูกซื้อไปด้วยเงินก้อนโต ทำเงินมากกว่า 60 ล้านเหรียญ และถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์) ถือเป็นประวัติศาสตร์

และสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ก็คือ เบรสลินเปรียบดังแสงแดดสดใสใน Little Miss Sunshine ความน่ารักอันเป็นธรรมชาติของเธอคือสิ่งที่ปรากฏชัดในสายตาของทุกคน แต่ลึกๆ แล้ว เด็กหญิงคนนี้ยังเปี่ยมความสามารถทางการแสดงไม่เหมือนใคร ดังจะเห็นได้จากตอนที่เธอต้องร้องไห้ระหว่างการเข้าฉากกับ อลัน อาร์กิน หรือเมื่อเธอต้องเต้นรำในเรท PG-13 กับเพลง Super Freak เบรสลินยืนกรานว่าเธอไม่มีอะไรเหมือนกับ โอลีฟ ฮูเวอร์ เลยสักนิด “หนูไม่กล้าเหมือนโอลีฟหรอก แค่ร้องเพลงในโบสถ์ก็ทำเอาหนูประหม่าจะแย่แล้ว” แต่เธอหลอกให้เราทุกคนเชื่อได้ และนั่นคือบทพิสูจน์ถึงพรสวรรค์ชั้นยอด