วันศุกร์, สิงหาคม 16, 2556

Before Midnight: หลังอาทิตย์อัสดง


ถ้าครึ่งหนึ่งของบรรดาหนังภาคต่อที่กองสุมอยู่ตามมัลติเพล็กซ์ทั่วประเทศเลือกเจริญรอยตามไตรภาคชุด Before Trilogy ได้ก็คงดี จริงอยู่ว่านับจาก Before Sunrise (1995) มาถึง Before Sunset (2004) และล่าสุด Before Midnight (2013) ผู้กำกับ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ยังคงอาศัยเทคนิคการเล่าเรื่องแบบเดิม ตัวละครเดิม พูดคุยโต้ตอบกันไปมาโดยดำเนินเหตุการณ์ภายในเวลาหนึ่งวันเหมือนเดิม แต่มันห่างไกลจากการรีไซเคิล หรือย่ำอยู่กับที่เหมือนหนังภาคต่อทั้งหลาย เหตุผลสำคัญอยู่ตรงตัวละครหลักสองคน (รวมทั้งโทนอารมณ์ของหนังโดยรวม) ได้เติบใหญ่ไปพร้อมๆ กับคนดู (หากคุณติดตามหนังชุดนี้ครบทั้งสามภาค) ด้วยเหตุนี้ การนั่งชม Before Midnight จึงกลายเป็นประสบการณ์น่าตื่นเต้นตรงที่ ในแง่หนึ่งมันช่างคุ้นเคย คาดเดาได้เหมือนการพบปะกับเพื่อนเก่าที่คุณสนิทสนมมานาน แต่ในอีกแง่หนึ่งคุณก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าทุกอย่างจะลงเอย ณ จุดใดเพราะตลอดเวลา 9 ปีที่ผ่านมา (เรื่องราวในหนังทิ้งช่วงห่างเท่ากับระยะเวลาเข้าฉายของหนังแต่ละภาค) หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิตพวกเขา ซึ่งเราคนดูไม่อาจรับรู้ แต่กำลังจะได้สัมผัส (หรือถ้าจะพูดให้ถูก คือ รับฟังหากพิจารณาจากรูปแบบการสร้างหนังชุดนี้ที่เน้นบทสนทนาเป็นหลัก) เศษเสี้ยวของประสบการณ์ดังกล่าว

เรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มอเมริกัน เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) กับสาวชาวฝรั่งเศส เซลีน (จูลี เดลพี) เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อน หลังจากพวกเขาพบเจอกันบนรถไฟ แล้วมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันตลอดค่ำคืนในกรุงเวียนนา พูดคุย เรียนรู้ เปิดใจ ก่อนในที่สุดจะตกหลุมรักกันอย่างสุดซึ้ง และถึงแม้ลึกๆ แล้วต่างคนจะตระหนักดีว่าความรู้สึกแบบนี้ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ มันเป็นสิ่งที่บางคนค้นหามาตลอดชีวิตแต่ไม่เคยพบเจอ ทั้งสองกลับตัดสินใจไม่แลกเปลี่ยนที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ นอกจากตกลงกันว่าจะกลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกใน 6 เดือนข้างหน้า

อาจกล่าวได้ว่า Before Sunrise เป็นหนังเพื่อการเดทของหนุ่มสาวที่กำลังดื่มด่ำในความรักโรแมนติกอย่างแท้จริง เจสซีกับเซลีนตัดสินใจไม่แลกเปลี่ยนที่อยู่เพราะพวกเขาคิดว่ามันโรแมนติกกว่าที่จะเก็บค่ำคืนอันสมบูรณ์แบบนั้นไว้โดยไม่ปล่อยให้ระยะทาง หรือความจริงแห่งโลกรอบข้างเข้ามาทำลายกัดกร่อน พวกเขายังเชื่อมั่นในพรหมลิขิต และแนวคิดทำนองว่าหากเป็นคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วคลาดจากกัน นอกจากนี้ด้วยวัยเยาว์ที่อ่อนต่อโลกทำให้พวกเขาเชื่อมั่น/คาดหวังว่าจะมีโอกาสพบรักที่ดีกว่า สมบูรณ์กว่า เร่าร้อนรุนแรงกว่า อนาคตช่างเปิดกว้างไปสู่ทางเลือกมากมาย ฉะนั้นเหตุใดจึงต้องปิดกั้นความเป็นไปได้ทั้งหลายไว้เพียงแค่ค่ำคืนอันมหัศจรรย์เพียงค่ำคืนเดียว... การที่พวกเขาไม่แลกเปลี่ยนที่อยู่กันจึงมีสาเหตุมาจากทั้งความเชื่อมั่นศรัทธาในรักโรแมนติกมากพอๆ กับความอ่อนไหว ไม่มั่นใจ

9 ปีผ่านไป เจสซีเดินทางมาโปรโมตหนังสือ ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของค่ำคืนอันมหัศจรรย์นั้น ในกรุงปารีสและมีโอกาสได้พบกับเซลีนอีกครั้ง แต่เวลายังคงเป็นศัตรูตัวฉกาจ เพราะเจสซีจะต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินกลับอเมริกาในอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ตลอดช่วงเวลานั้นพวกเขาได้แวะจิบกาแฟ นั่งเรือเล่น และพูดคุยรำลึกความหลัง พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาให้อีกฝ่ายฟัง คนดูก็ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ทั้งสองนัดหมายมาเจอกันที่เวียนนา และเช่นเดียวกับตัวละคร เราตระหนักชัดว่าประกายแห่งความปรารถนา ความรัก ความรู้สึกเชื่อมโยงถึงกันของพวกเขายังไม่จางหายไปไหน แต่กลับยิ่งส่องแสงเจิดจรัสหลังจากฝ่ายชายถูกจองจำอยู่ในชีวิตสมรสที่ไร้ความสุข และฝ่ายหญิงก็ผ่านพ้นความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ มาแล้วมากมายหลายครั้ง ทว่าไม่มีใครที่เธอผูกพันลึกซึ้งเท่ากับหนุ่มอเมริกันที่เธอพบบนรถไฟเมื่อ 9 ปีก่อน

ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าหนึ่งทศวรรษทำให้เจสซีกับเซลีนมั่นใจแล้วว่าความรักระหว่างพวกเขาเป็นประสบการณ์แค่ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่คราวนี้ความอ่อนไหว ไม่มั่นใจของพวกเขาอ้างอิงไปยังโลกแห่งความจริงมากกว่า โลกของผู้ใหญ่ที่มีเต็มไปด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบ

ถ้า Before Sunrise เป็นหนังโรแมนติกหวานหยดย้อยที่ผสมความเศร้าสร้อยของการลาจากไว้จางๆ Before Sunset ก็ถือเป็นหนังโรแมนติกที่ให้ความรู้สึก หวานปนเศร้าอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อตัวละครเติบใหญ่ ผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาในระดับหนึ่ง อุดมคติ ความฝัน และทัศนคติต่อความรักของพวกเขาย่อมเปลี่ยนแปลงไป แน่นอน พวกเขายังคงโหยหาสายสัมพันธ์อันพิเศษสุดอย่างไม่เสื่อมคลาย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มืดบอดต่อความรับผิดชอบ ภาระหน้าที่ ตลอดจนแรงกดดันทางสังคมเหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์... โลกไม่ได้มีแค่เราสองคนอีกต่อไป

หากสังเกตจากพัฒนาการทางด้านโทนอารมณ์โดยรวมของหนัง คนดูอาจสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่า Before Midnight กำลังจะดำเนินไปยังทิศทางใด

คุณจะไปไม่ทันเที่ยวบินเอานะ เป็นคำพูดสุดท้ายของเซลีนใน Before Sunset ก่อนภาพบนจอจะค่อยๆ มืดลงโดยปราศจากบทสรุปว่าพวกเขาตัดสินใจอย่างไร ด้วยเหตุนี้ มันจึงถือเป็นการเชื่อมโยงที่ต่อเนื่อง งดงาม เมื่อ Before Midnight เปิดฉากในสนามบิน ขณะเจสซีเดินทางมาส่งลูกชาย (เดวี-ฟิทซ์ แพทริค) กลับชิคาโก จากบทสนทนาคนดูได้รับรู้ว่าเจสซีแยกทางกับอดีตภรรยาแล้ว และดูเหมือนทั้งสองจะไม่ได้จากกันด้วยดีสักเท่าไหร่ แต่เรายังไม่อาจแน่ใจได้ว่าเขาลงเอยกับเซลีนหรือไม่ (ถ้าคุณไม่ได้อ่านเรื่องย่อ หรือชมหนังตัวอย่างมาก่อน) จนกระทั่งเขาเดินออกจากสนามบินมาขึ้นรถโดยมีเซลีนยืนรออยู่ จากนั้นช็อตลองเทคความยาวเกือบ 15 นาที ขณะพวกเขาขับรถออกจากสนามบิน ก็ช่วยอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ (พวกเขามีลูกสาวฝาแฝดด้วยกัน เซลีนกำลังคิดจะย้ายงาน) รวมทั้งปูพื้นวิกฤติปัญหาครอบครัว (เจสซีอยากไปอยู่ใกล้ชิดกับลูกชาย แต่เซลีนไม่อยากย้ายไปตั้งรกรากที่ชิคาโก) ซึ่งสั่งสมมาเนิ่นนาน และต่อมาค่อยๆ บานปลายไปสู่การระเบิดอารมณ์ในช่วงท้ายเรื่องได้อย่างครบถ้วน

เช่นเดียวกับประสบการณ์เปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่นมาสู่วัยผู้ใหญ่ จากการมองโลกว่าทุกอย่างสามารถเป็นไปได้มาสู่กับการค้นพบความจริงอันเจ็บปวดของชีวิต โทนอารมณ์ในไตรภาคหนังรักของเจสซีกับเซลีนก็ค่อยๆ มืดหม่นลง จนอาจกล่าวได้ว่า Before Midnight เจือความขมขื่น ความเจ็บปวด ความผิดหวังเอาไว้มากกว่าความหวานและอารมณ์โรแมนติก เซลีนกับเจสซีไม่ได้มองความรักในลักษณะอุดมคติเหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์อีกต่อไป การได้นอนตายในอ้อมกอดของคนรักแบบใน Romeo & Juliet อาจฟังดูเย้ายวน โรแมนติกสำหรับเซลีนใน Before Sunrise แต่กลับถูกมองด้วยสายตาเย้ยหยันสำหรับเซลีนใน Before Midnight ซึ่งเหนื่อยล้า อ่อนเพลียจากภาระ ความรับผิดชอบในชีวิตประจำวันที่ทำให้เธอสูญเสีย ตัวตนไปทีละน้อย และการพยายามรักษาสมดุลระหว่าง แม่กับเมียและ ผู้หญิงหัวก้าวหน้าก็สร้างความรู้สึกขัดแย้งภายในตัวเธออย่างรุนแรง ส่วนเจสซีเองก็ต้องทนทุกข์กับความรู้สึกผิดว่าเขาไม่สามารถเป็นพ่อที่ดีให้กับแฮงค์ ไม่ได้อยู่เฝ้าดูลูกชายเติบใหญ่เพราะอดีตภรรยาได้สิทธิในการเลี้ยงดู และเลือกจะใช้สิทธินั้นเพื่อเอาคืน เขา

ความคับแค้นทั้งหลายซุกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันสุขสันต์ ผ่อนคลายขณะครอบครัวเดินทางมาพักร้อนในประเทศกรีซ รอเวลาที่จะประทุขึ้นมา ในฉากหนึ่งเซลีนพูดว่าเธอไม่ค่อยสบายใจกับการเดินทางมาพักร้อนที่นี่ เพราะกรีซเป็นแหล่งกำเนิดตำนานและโศกนาฏกรรมมากมาย และเธอกลัวว่านั่นอาจเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง

แม้จะผันตัวออกจากสถานะ หนังเพื่อการเดทมาไกลหลายโยชน์ แต่ Before Midnight ยังคงเปี่ยมอารมณ์ขันและเสน่ห์ในแบบเดียวกับสองภาคแรก ประกายไฟระหว่างเจสซีกับเซลีนยังคงสัมผัสได้ชัดเจนในฉากที่ทั้งสองเดินเที่ยวจากซากปรักหักพังของปราสาท ผ่านเข้าไปยังย่านชุมชน แวะชมโบสถ์โบราณ ก่อนจะมาลงเอยด้วยการนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันที่ริมอ่าว ตลอดทางพวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อหลากหลาย ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ ความตาย และปรัชญาการใช้ชีวิต ความลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติของฉากนี้ (รวมถึงฉากที่เจ็บปวดและทำร้ายจิตใจหนักหน่วงในห้องพักโรงแรม) ต้องยกประโยชน์ให้กับสองนักแสดงที่เข้าขากันได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขามีส่วนร่วมเขียนบทด้วย จึงทำให้บทสนทนาส่วนใหญ่ได้ความรู้สึกสดใหม่ราวกับเป็นการด้นสด (improvise) แม้ว่าเมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่า มันถูกวางรายละเอียดไว้อย่างรัดกุม สอดคล้อง และแม่นยำ

บทสรุปเกี่ยวกับชีวิตและความรัก พัฒนาการจากช่วงวัยหนึ่งไปสู่อีกช่วงวัยหนึ่งสะท้อนชัดในฉากพูดคุยที่โต๊ะอาหารช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเริ่มต้นด้วยประสบการณ์รักของคู่หนุ่มสาวยุคใหม่จากสองมุมโลก (คล้ายคลึงกับเจสซีและเซลีนใน Before Sunrise แต่คราวนี้พวกเขาเลือกใช้ Skype แทนการนัดเจอในอีกหกเดือนข้างหน้า) ก่อนจะไปจบลงที่ประสบการณ์ของหญิงชรา เล่าถึงความทรงจำที่ค่อยๆ พร่าเลือนเกี่ยวกับสามีอันเป็นที่รัก บางวันเธอสามารถนึกภาพใบหน้าเขาได้ชัดเจนจนเกือบจะสัมผัสได้ แต่บางวันกลับเหมือนมีม่านหมอกบางอย่างมาบดบัง เขาปรากฏตัวขึ้น และก็หายวับไปเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก... ไม่ต่างกับชีวิตเรานั่นแหละ มีเกิด แล้วก็มีดับ เราอาจมีความสำคัญกับคนบางคน แต่จริงๆ แล้วเราก็แค่เดินทางผ่านมา เธอกล่าว

ถ้า Before Sunrise แสดงให้เห็นจุดกำเนิดแห่งความหลงใหลและความรักโรแมนติก เมื่อคู่รักเฝ้ามองดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา พร้อมจะมอบแสงสว่างและความอบอุ่นให้กับทุกสรรพสิ่ง และ Before Sunset คือ ช่วงเวลาที่ความหลงใหลนั้นกลั่นตัวไปสู่จุดสูงสุด ทรงพลังมากพอจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญแล้วละก็ Before Midnight ก็คงเปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดแห่งความหลงใหลและความรักโรแมนติก เหมือนในฉากที่เจสซีกับเซลีนนั่งมองพระอาทิตย์ตกลับสันเขา ยังอยู่... ยังอยู่... หายไปแล้วเธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

แต่แน่นอน ชีวิตคู่ที่จะยืนหยัดยาวนานเหมือนคุณปู่คุณย่าของเจสซีนั้นหาได้วางรากฐานอยู่บนความรักโรแมนติก ทว่าต้องดิ้นรนผ่านความผิดพลาด การประนีประนอม และความเจ็บปวดนานัปการ ด้วยเหตุนี้ ฉากจบของ Before Midnight จึงให้ความรู้สึกผสมปนเประหว่างหดหู่และเปี่ยมสุขไปพร้อมๆ กัน เพราะในแง่หนึ่งมันอาจเป็นจุดจบของความรักแบบที่เราทุกคนเฝ้าค้นหา หรือใฝ่ฝัน แต่ขณะเดียวกันเยื่อใย ความผูกพัน ซึ่งทั้งสองยังมีให้แก่กันก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ในแบบที่เป็นจริงกว่า  เหมือนคำอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยาของเจ้าภาพซึ่งเชิญเจสซีมาพักร้อนว่า เราไม่เคยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เราคือคนสองคน และก็พอใจที่เป็นแบบนั้น” 

2 ความคิดเห็น:

Tinyline กล่าวว่า...

เขียนดีจังเลยค่ะ อ่านซ้ำตั้งหลายครั้ง : )

Nand Sah กล่าวว่า...

เป็นหนังที่มีพัฒนาการของตัวละคร แม้ทั้ง 3 ภาคจะมีวิธีการเดินเรื่องที่คล้ายกันแต่กลับทำให้ชวนดูได้ ต้องขอชื่นชมผู้กำกับและคนเขียนบท(ไม่รู้ว่าคนเดียวกันรึเปล่า) ที่ทำให้หนังคุย น่าดูอย่างไม่น่าเชื่อ