วันเสาร์, ตุลาคม 07, 2549

Beyond Our Ken: เมื่อหญิงร้ายเจอชายชั่ว


ในนิทานเลื่องชื่อส่วนใหญ่ที่เราทุกคนคุ้นเคย (และถูกนำไปดัดแปลงเป็นการ์ตูนอมตะโดยค่ายดิสนีย์) เช่น Snow White and the Seven Dwarfs และ Sleeping Beauty ผู้หญิง หรือเจ้าหญิง มักจะต้องเฝ้าคอยความช่วยเหลือจากเจ้าชายอย่างไร้ทางเลือก เพื่อปลดปล่อยเธอจากคำสาปของแม่มด แล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุขไปชั่วนิรันดร์

กระทั่งนิทานที่ดูเหมือนจะหัวก้าวหน้าขึ้นมาหน่อยอย่าง Cinderella ซึ่งตัวนางเอกของเรื่องไม่ได้นอนแหง็กรอคอยให้เจ้าชายมาจุมพิต แต่กลับพยายามสร้างฝันของตนให้เป็นจริง (ไปร่วมงานเลี้ยงในวัง) โดยได้รับความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากนางฟ้าใจดี ก็ยังไม่วายลงเอยด้วยการรอคอยให้เจ้าชาย (พร้อมรองเท้าแก้วในมือ) เดินทางมาตามหาเธอ แล้วช่วยชีวิตเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมเงาของแม่เลี้ยงใจร้ายอยู่ดี

นิทานเหล่านี้ รวมไปถึงนิยายโรแมนซ์ หนังรัก และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ละครน้ำเน่าหลังข่าวแบบในเมืองไทย กับละครน้ำเน่าภาคกลางวันแบบในเมืองนอก ได้รวมหัวกัน “ล้างสมอง” ผู้คน โดยเฉพาะผู้หญิง ให้หลงเชื่อในภาพลวงของ “อัศวินม้าขาว” (หรือ “อัศวินควายดำ” จากกรณีภาพลวงทางการเมืองของประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย) ที่จะมาช่วยชีวิตของพวกเธอให้รอดพ้นจากความทุกข์ยาก จำเจ

ในทางจิตวิทยา ได้มีการคิดค้นคำว่า Cinderella Complex ขึ้นมาสำหรับอธิบายแรงปรารถนาที่จะพึ่งพิง หรือได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนอื่น และหวาดกลัวการยืนหยัดบนลำแข้งของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในหมู่เพศหญิง แถมยังจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น จุดกำเนิดของคำดังกล่าว คือ ตัวเอกในนิทานเรื่อง Cinderella ซึ่งเป็นผู้หญิงสวย ฉลาด และสุภาพอ่อนโยน แต่กลับไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และต้องรอคอยความช่วยเหลือจากพลังภายนอก (เจ้าชาย) มาทำให้เธอได้พบกับความสุข สมหวัง ส่วนตัวละครผู้หญิงที่ทรงพลังและเข้มแข็งกลับถูกวาดภาพให้เป็นนังวายร้ายที่ควรค่าแก่การเกลียดชัง (แม่เลี้ยง)

ชื่อภาษาจีนของหนังเรื่อง Beyond Our Ken สามารถแปลตรงตัวแบบคร่าวๆ ได้ว่า “บันทึกการแก้แค้นของเจ้าหญิง” ซึ่งบ่งชี้ความนัยถึงภาพลวงข้างต้นเกี่ยวกับ “เจ้าหญิง” และ “เจ้าชาย”

จริงอยู่บุคลิกของ หลัน (เถา หง) และ ชิง (จิลเลี่ยน ชุง) อาจแตกต่างกันประดุจฟ้ากับเหว คนแรกดูสดใส ร่าเริง ชอบเข้าสังคม ส่วนคนหลังกลับดูเงียบขรึม เก็บตัว และหมกมุ่น แต่สิ่งหนึ่งที่หนังทำให้คนดูตระหนักได้อย่างรวดเร็ว คือ ทั้งสองล้วนมีงานที่น่าเบื่อ ซ้ำซาก และจำเจ หลันทำงานเป็นพนักงานบริการในบาร์คาราโอเกะแห่งหนึ่ง ส่วนชิงเป็นครูสอนภาษา พวกเธอทั้งสองดูไม่ค่อยมีความสุขกับงานเท่าไหร่ เหมือนเจ้าหญิงที่กำลังรอคอยการช่วยเหลือของเจ้าชายขี่ม้าขาว

บางทีมายาคติดังกล่าวนี่เองที่ทำให้ทั้งหลันและชิงพากันตกหลุมรัก เคน (แดเนี่ยล วู) ซึ่งใช้ประโยคเด็ดแบบเดียวกันในการจีบสาวทั้งสองได้สำเร็จ (และอาจหมายรวมถึงสาวๆ อีกหลายคน) ในประโยคเด็ด เคนเลือกใช้คำว่า “rescue” ซึ่งมีความหมายโดยตรงเกี่ยวข้องกับอาชีพของเขา (เคนเป็นพนักงานดับเพลิง) และความหมายโดยอ้อมเกี่ยวโยงถึงภาพลวงของเจ้าชายขี่ม้าขาว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ผู้หญิงทั้งสองหลงเชื่อว่าเคนอาจเป็นเจ้าชายที่พวกเธอเฝ้ารอคอยมานาน เจ้าชายที่จะช่วยพวกเธอให้หลุดพ้นจากชีวิตอันน่าเบื่อ

อย่างไรก็ตาม โลกแห่งความจริงดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับโลกของนิทานอย่างสิ้นเชิง เมื่อปรากฏว่าเจ้าชายคนนี้ไม่ได้ขี่ม้าขาว แต่ขี่รถดับเพลิง ไม่มีปราสาท แต่พักอยู่ในอพาร์ตเมนต์สุดโทรมและคับแคบกับคุณแม่แก่ๆ ที่เริ่มเลอะๆ เลือนๆ และไม่เคยคิดจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับใครคนเดียวไปชั่วนิรันดร์ แต่เห็นความสัมพันธ์เป็นแค่เรื่องเซ็กซ์แสนสนุก ซึ่งเขาสามารถเก็บบันทึกเป็นสถิติเอาไว้ได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

อุดมคติของหลันคงเริ่มพังทลายลงมาก่อน หลังจากเธอพบว่าเคนคบหาชิงอยู่ก่อนแล้ว แถมยังยินยอมที่จะเล่นบทรักกับชิงในห้องนอน (เมื่อชิงแวะมาเซอร์ไพรซ์โดยไม่บอกล่วงหน้า) ทั้งๆ ที่รู้ว่าหลันกำลังแอบซ่อนอยู่ข้างใต้เตียง และคงด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงตอบตกลงช่วยเหลือชิง และที่สำคัญ คือ “หลงเชื่อ” ชิง เมื่อฝ่ายหลังบอกว่าเคนแอบนำรูปโป๊ของเธอมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท จนทำให้เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียน พร้อมทั้งเตือนหลันว่าเธออาจตกเป็นเหยื่อรายต่อไปของเคน

ภาพลวงเกี่ยวกับเจ้าชายขี่ม้าขาวของชิงดูเหมือนจะล่มสลายลงช้ากว่า นั่นคือ ในวันที่เคนขอเลิกกับเธอโดยปราศจากเหตุผลใดๆ ความเจ็บแค้น สับสน และอับอาย ทำให้เธอวางแผน “เอาคืน” แต่สุดท้าย สิ่งที่เธอได้รับตอบแทนกลับกลายเป็นคมมีด ที่กรีดลึกภาพมายาคติให้แหลกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อคำสารภาพของหลันเปิดเผยให้ชิงรับทราบว่าเคนแอบนอกใจเธอมานาน ก่อนเขาจะบอกเลิกกับเธออย่างเป็นทางการเสียอีก

ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า Beyond Our Ken ทำท่าจะเป็นหนังด่าผู้ชายว่านอกจากจะเลวกว่าหมาแล้ว ยังขี้เอาอย่าบอกใคร เพราะยิ่งหลันกับชิงได้พูดคุยกันมากเท่าไหร่ พวกเธอ (และคนดู) ก็ยิ่งได้มองเห็นตัวตนของเคนมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะแง่มุมอันเลวร้าย เคนเห็นผู้หญิงเป็นเหมือนของสะสม (แบบเดียวกับบรรดาตุ๊กตุ่นตุ๊กตาทั้งหลายในห้องนอนเขา) ดังนั้น เขาจึงชอบถ่ายรูปของพวกเธอทุกคนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ผู้หญิงแต่ละคนดูไม่แตกต่างกันสำหรับเขา เขาเลยชอบใช้ประโยคเดิมๆ ในการตามจีบพวกเธอ และกระทำหลายๆ อย่างแบบเดียวกันราวกับมันเป็นกิจวัตร

ขณะคนดูเริ่มรู้สึกแย่กับตัวละครอย่างเคนมากขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ระหว่างชิงกับหลันก็ดูจะพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จนบางครั้งเริ่มเบี่ยงเบนเข้าสู่ขอบเขตของอารมณ์โฮโมอีโรติก เช่น เมื่อพวกเธอขี่มอเตอร์ไซค์ชมเมือง หรือเมื่อหลันพาชิงไปแนะนำกับพ่อแม่ หนังเหมือนจะชี้นำไปในทางที่ว่า ความสัมพันธ์อันปราศจากเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น (หรือมิตรภาพระหว่างเพื่อน) มักเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและจิรังยั่งยืนกว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนออกมาในบทสนทนาตอนหนึ่งของหลันกับชิงเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างตุ๊กตาบาร์บี้กับเคน โดยหลันให้ความเห็นว่ามันเป็นเพราะเคนไม่มี “เจ้าโลก” นั่นเอง

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวสองคนที่เคยหลงรักผู้ชายคนเดียวกันนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจอย่างแท้จริงหรือ

บทหักมุมของหนังได้เปิดเผยให้เห็นว่าบุคคลทั้งสองล้วนกุมความลับสำคัญที่ไม่อยากเปิดเผยให้อีกฝ่ายรับรู้เอาไว้ โดยคนหนึ่งกุเรื่องทั้งหมดขึ้นเพียงเพื่อจะได้แก้แค้นอดีตแฟนหนุ่ม ส่วนอีกคนก็ยอมเล่นละครไปตามบท เพียงเพื่อจะรอโอกาสแก้แค้นอดีตคนรักของแฟนหนุ่ม

หลังจากบอกเล่าและตอกย้ำคนดูให้ตระหนักอย่างชัดเจนมาเกือบตลอดทั้งเรื่องว่า เจ้าชายขี่ม้าขาวแบบที่พวกเราหลายคนตั้งตาคอยนั้นไม่มีอยู่จริงแล้ว Beyond Our Ken ก็ได้เปิดเผยมุมมองอันเยาะหยันยิ่งขึ้นในอีกระดับระหว่างช่วงสิบห้านาทีสุดท้ายของการพลิกผัน ด้วยการสะท้อนข้อเท็จจริงในมุมกลับว่า ผู้หญิงที่อ่อนหวานและดีงามอย่างซินเดอเรลล่านั้นก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน เพราะโดยเบื้องลึกแล้วหลันและชิงไม่ได้แค่ต้องการจะแก้แค้นเคนเท่านั้น แต่พวกเธอยังปรารถนาจะทำร้าย “ผู้หญิง (อื่น) ของเคน” ด้วย ประหนึ่งว่า หากพวกเธอไม่มีความสุขแล้ว คนอื่นก็อย่าหวังจะได้ชื่นมื่นรื่นรมย์อย่างเด็ดขาด

ตอนจบของหนังเหมือนจะเป็นบทสรุปให้เห็นว่า โลกเราไม่มีทั้ง “เจ้าชาย” และ “เจ้าหญิง” มีแต่เพียง “bastards” กับ “bitches” เท่านั้น!!!

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้กำกับ เอ็ดมอนด์ แปง จะไร้ความหวังต่อมนุษย์เสียทีเดียว กล่าวคือ หลังจากสองสาวได้แสดงธาตุแท้ของตนให้อีกฝ่ายประจักษ์แล้ว พวกเธอกลับไม่ได้ลุกขึ้นมาตบกัน หรือฆ่าแกงอีกฝ่ายให้แดดิ้น หรือลุกเดินหนีจากไปอย่างไร้เยื่อใย ตรงกันข้าม เนื่องจากต่างฝ่ายต่างก็มีความลับเหมือนกัน การหักมุมสองตลบในตอนจบของหนังจึงทำให้พวกเธอ “เอาคืน” กันได้แบบไม่มีใครต้องรับบทเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องและพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่

ชื่อหนังภาษาอังกฤษถูกตั้งขึ้นอย่างชาญฉลาด และให้แง่มุมได้หลากหลาย ความนัยโดยตรงของมัน คือ สภาพจิตใจของสองสาวในช่วงท้าย ที่สามารถทลายกำแพงแห่งภาพลวงลงได้ และก้าวข้ามจากความสัมพันธ์อันล้มเหลวในอดีต (Ken ในที่นี้หมายถึงชื่อตัวละครชายในเรื่อง) ขณะเดียวกัน มันยังสะท้อนให้เห็นอนาคตอันไม่แน่นอนแห่งสัมพันธภาพระหว่างหลันกับชิง ซึ่งคนดูไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะดำเนินต่อไป หรือหยุดชะงักอีกด้วย (Ken ในที่นี้หมายถึงความเข้าใจ หรือ Understanding)

และบางทีชื่อหนังอาจบ่งบอกสาระเป็นนัยๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความรักว่ามัน “อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเรา” จนไม่อาจคาดเดาอะไรได้ ด้วยเหตุนี้เอง ไม่เพียงการวาดฝันถึงเจ้าหญิงกับเจ้าชายเท่านั้นที่เป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะ แต่มันยังหมายรวมถึงมายาคติแห่งความสุข “ชั่วนิรันดร์” อีกด้วย

5 ความคิดเห็น:

celinejulie กล่าวว่า...

เขียนได้ดีมากๆเลยค่ะ ชอบหนังเรื่องนี้มากๆเลย ไม่เคยรู้มาก่อนว่า คำว่า KEN แปลว่า UNDERSTANDING ได้ด้วย

เพิ่งดู THE SHOE FAIRY (2005, YUN CHAN LEE, A-) มา หนังมีความเป็นเทพนิยายคล้ายๆ AMELIE และก็ดูเหมือนจะเล่นกับความเป็นเทพนิยายด้วยเหมือนกัน แต่ยังดูห่างชั้นกันมากเมื่อเทียบกับ BEYOND OUR KEN พอเทียบหนังสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้ว THE SHOE FAIRY ดู “หลอก” กว่ามากๆ

มีบางช่วงของ BEYOND OUR KEN ที่ทำให้นึกถึง CELINE AND JULIE GO BOATING + LE PONT DU NORD ของ JACQUES RIVETTE ด้วยเหมือนกัน เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้ ทำให้ “เมืองใหญ่” กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น แต่ไม่อันตรายจนน่ากลัว ฉากที่ชอบมากใน BEYOND OUR KEN คือฉากในซูเปอร์มาร์เก็ต มันเป็นการนำซูเปอร์มาร์เก็ตมาใช้ในการผจญภัยได้อย่างสนุกสนานมากๆ
http://www.filmsdulosange.fr/upload/cat_affiche/af_125.jpg

หนังแอคชั่นโดยทั่วไปมักจะมีฉากขับรถไล่ล่ากัน หรือฉากยิงปืนใส่กัน ซึ่งนั่นไม่ทำให้ดิฉันรู้สึกอินกับมันสักเท่าไหร่ เพราะดิฉันไม่มีเงินซื้อรถขับ และยิงปืนไม่เป็น (ถึงแม้จะเรียนรด.มา 3 ปีก็เถอะ) แต่หนังของ JACQUES RIVETTE และ BEYOND OUR KEN ทำให้ดิฉันเห็นว่า อะไรหลายๆอย่างที่ดูดาษดื่นธรรมดารอบๆตัวเรา มันอาจจะกลายสภาพเป็นดินแดนแห่งการผจญภัยอันน่าสนุกสนานขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

BEYOND OUR KEN ทำให้นึกถึงหนังกลุ่มย่อยๆกลุ่มนึงด้วย นั่นก็คือหนังเกี่ยวกับผู้หญิงที่มีบุคลิกแตกต่างกันสองคนมาเจอกัน แต่ BEYOND OUR KEN แตกต่างจากหนังส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ตรงที่ว่า นางเอกสองคนใน BEYOND OUR KEN ไม่ได้สลับบุคลิกภาพกัน หรือไม่ได้มีอิทธิพลทางบุคลิกภาพแก่กันและกันมากเท่ากับนางเอกสองคนในหนังเรื่องอื่นๆ

หนังกลุ่มสองสาวสองบุคลิกภาพที่เคยดู ก็มีเช่น

1.CELINE AND JULIE GO BOATING

2.301/302 (1995, PARK CHEOL-SU, A+)
http://ec3.images-amazon.com/images/P/B0006A9I5C.01._SS500_SCLZZZZZZZ_V1099603416_.jpg

3.BIRDCAGE INN (1998, KIM KI-DUK, A-)

4.MIDNIGHT FLY (2001, CHI LEUNG ‘JACOB’ CHEUNG, A+/A)

5.NABI (2001, MOON SEUNG-WOOK, A+++++)

BLACK FOREST กล่าวว่า...

น่าเสียดายจังเลยฮะที่ไม่ได้ดู BEYOND OUR KEN เพราะอ่านจากบทความของพี่ RIVERDALE และรีพลายของพี่ CELINEJULIE แล้วรู้สึกน่าสนใจมาก ๆ นอกจากนี้ การได้ชม ISABELLA ของผู้กำกับ BEYOUD OUR KEN ใน WORLD FILM FESTIVAL ก็ทำให้รู้สึกสนใจงานของผู้กำกับคนนี้ขึ้นมาด้วย เพราะ ISABELLA เป็นหนังที่สะท้อนฝีมือของผู้กำกับออกมาได้ดีเลยทีเดียว และคงต้องจับตามองผู้กำกับคนนี้ต่อไปในอนาคต

ปล. หวังว่าพี่ RIVERDALE คงจะสบายดีนะฮะ ถ้าวันไหนจะไปสวนลุมไนท์ฯ ก็อย่าลืมชวนกันด้วยนะจ๊ะ คงไม่ต้องบอกใช่มะว่าจะไปทำไม คริคริคริ

merveillesxx กล่าวว่า...

ไม่ได้ดู Beyond Our Ken ครับ เสียดายมากๆๆๆ เพราะว่าเพิ่งได้ดู Isabella ในเทศกาลเวิลด์ฟิล์มไป แล้วชอบมากๆ เลยครับ (หวังว่าคงจะมีแผ่นคุณภาพดีๆ ออกมาให้ดูนะ)

Riverdale กล่าวว่า...

อ่า ไม่ยักกะรู้ว่ามีหนังใหม่ของผู้กำกับคนนี้ในเทศกาลด้วย เสียดายจัง ผมเคยดูหนังของเขามาก่อนเรื่องหนึ่ง คือ You Shoot, I Shoot เป็นหนังตลกที่สนุกทีเดียว แต่ไม่ได้ดูเรื่อง Men Suddenly in Black ซึ่งเขาว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ของเขา ในเรื่อง Beyond Our Ken เขาลดทอนอารมณ์ขันลงไปเยอะ แล้วใส่ดราม่าเข้ามา แต่ผมชอบทัศนคติเย้ยหยันของเขา ไม่แปลกใจว่าทำไมหนังเรื่องก่อนๆ ของเขาถึงเต็มไปด้วยตลกร้าย

NUNAGGIE กล่าวว่า...

หลักแหลมจังเลยค่ะ ป๋า

ทั้งน่ารัก ทั้งเขียนหนังสือเก่ง เดี๋ยวจับมาเป็นแฟนซะเลย อิอิ