วันอังคาร, พฤษภาคม 19, 2552

Short Replay: Cinema Paradiso


ผลงานสร้างชื่อให้กับ จูเซ็ปเป้ ทอร์นาทอเร เรื่องนี้โอบกอดอารมณ์ ความรู้สึก และความอ่อนหวานนุ่มละมุนอย่างหมดหัวใจ จนคนที่มองโลกและชีวิตแบบเย้ยหยันอาจ “เลี่ยน” หรือ “คลื่นเหียน” ได้ง่ายๆ แต่หากคุณยังมีศรัทธาต่อมนุษย์ ความรัก มิตรภาพ รวมเลยไปถึงมนตร์เสน่ห์แห่งภาพยนตร์หลงเหลืออยู่ คุณจะสามารถหลงรัก Cinema Paradiso ได้ไม่ยาก พล็อตหลักของหนังเล่าถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างเด็กชายโตโต้ (ซัลวาทอเร คาสซิโอ) กับพนักงานคุมเครื่องฉายในโรงหนัง (ฟิลลิป นัวเร็ต) ณ เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โตโต้หลงใหลภาพยนตร์ และเมื่อเขาไม่อาจค้นหาความรัก ความอบอุ่นจากครอบครัวได้ โรงหนัง ซิเนม่า พาราดิสโซ จึงกลายเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเขา ส่วนอัลเฟรโด้ ชายชราที่ยอมให้เขาเข้ามาป้วนเปี้ยนในห้องฉายหนังได้ตามปรารถนา ก็เปรียบดังพ่อแท้ๆ ที่เข้าใจเขา หนึ่งในกิจกรรมโปรดของโตโต้ คือ พยายามแอบขโมยเศษฟิล์มของฉากเข้าพระเข้านางที่ถูกตัดออก (ทุกครั้งก่อนหนังเข้าฉาย บาทหลวงของโบสถ์จะมานั่งเซ็นเซอร์ฉาก “ล่อแหลม” ทั้งหลาย)

หนังเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ปัจจุบัน เมื่อโตโต้เติบใหญ่เป็นผู้กำกับชื่อดังและได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของอัลเฟรโด้ ก่อนจะปิดฉากลงอย่างงดงาม ในฉากจบที่ยอดเยี่ยมที่สุดฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ เมื่อโตโต้นั่งชื่นชมของขวัญที่เพื่อนวัยชราทิ้งไว้ให้ด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบและตื้นตัน... เช่นเดียวกับผู้ชม

วันอังคาร, พฤษภาคม 12, 2552

Milk: การเมืองกับเรื่องส่วนตัว


ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนหน้าหรือหลังจากคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมมาครอง ดัสติน แลนซ์ แบล็ค มักจะให้สัมภาษณ์ตอกย้ำอยู่เสมอว่า ก่อนหน้านี้เขาเติบโตมาในสังคมมอร์มอนที่เคร่งศาสนา (ปลายปีก่อนโบสถ์มอร์มอนได้ทุ่มเงินกว่า 20 ล้านเหรียญเพื่อสนับสนุนการผ่านข้อแก้กฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ Proposition 8 ซึ่งระบุให้การแต่งงานเป็นเอกสิทธิ์สำหรับชายกับหญิงเท่านั้น และก็ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย) นั่นหมายความว่าเขาต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว อับอาย และรู้สึกผิด เนื่องจากวิถีแห่งรักร่วมเพศถือเป็น “บาปมหันต์” ในสายตาของมอร์มอน เป็นเส้นทางที่จะนำคุณไปสู่นรกและการสาปแช่ง

เรื่องราวชีวิตของ ฮาร์วีย์ มิลค์ ได้จุดประกายความหวังขึ้น ช่วยให้แบล็คมองเห็นว่าโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ยังมีที่ทางสำหรับเขา ยังมีคน “แบบเดียวกับเขา” อีกมาก และที่สำคัญ ยังมีสังคมอื่นซึ่งเปิดกว้างต้อนรับความรัก ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจเหนือความเกลียดชังและอคติ

แรงบันดาลใจดังกล่าวกลายมาเป็นหัวใจสำคัญต่อความสำเร็จของ Milk หลังจากโปรเจ็กหนังเรื่องนี้ถูกดองเค็มมานานหลายปี เปลี่ยนผ่านมือผู้กำกับและคนเขียนบทชั้นนำจำนวนไม่น้อย (ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณความสำเร็จทางการตลาดของหนังอย่าง Brokeback Mountain) ทั้งนี้เนื่องจากบทภาพยนตร์ของแบล็คไม่ลืมที่จะย้ำเตือนผู้ชมว่าความยิ่งใหญ่ของ ฮาร์วีย์ มิลค์ หาได้อยู่แค่การเป็นนักการเมืองเกย์ไม่แอบคนแรกของอเมริกา หรือการรณรงค์คว่ำ Proposition 6 ซึ่งจะกีดกันรักร่วมเพศไม่ให้ทำงานในสถานบันการศึกษา แต่ยังรวมถึงการเป็นแรงบันดาลใจให้เกย์เลสเบี้ยนจำนวนมากได้สัมผัสประกายความหวังของการดำรงชีวิตโดยไม่รู้สึกด้อยค่า หรือต้องหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนอาชญากรคดีอาญา

ฉากสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงแง่มุมมหภาค (การเมือง) และจุลภาค (แรงบันดาลใจ) ของมิลค์เข้าด้วยกันอย่างแนบเนียนคงหนีไม่พ้นฉากที่เขา (ฌอน เพนน์) ได้รับโทรศัพท์จากเกย์หนุ่มในมินนิโซตาที่กำลังคิดอยากฆ่าตัวตาย เด็กหนุ่มตัดสินใจโทรหามิลค์ หลังจากเห็นเขาออกข่าวทีวีภาคค่ำ มิลค์พยายามปลอบใจ พร้อมทั้งเสนอให้ชายหนุ่มสลัดทิ้งครอบครัวในสายเลือด ซึ่งไม่ยอมรับเขาและต้องการให้เขาไปพบจิตแพทย์ แล้วตรงเข้าเมืองใหญ่เพื่อค้นหาครอบครัวที่เขาเลือกเอง จากนั้นอีกไม่กี่นาที มิลค์ก็ต้องออกมารับมือฝูงชนรักร่วมเพศที่กำลังโกรธแค้นอย่างหนักจนใกล้จะก่อจลาจล หลังจาก อนิต้า ไบรอัน ประสบชัยชนะในฟลอริด้า พร้อมทั้งเจรจากับตำรวจเพื่อขออนุญาตนำการเดินขบวน

อารมณ์ตึงเครียดข้างต้นกลับคลี่คลายไปสู่ความอิ่มเอิบ สุขสันต์ ในฉากทำนองเดียวกันช่วงท้ายเรื่อง เมื่อเด็กหนุ่มคนเดิมโทรศัพท์มาหามิลค์เพื่อแจ้งชัยชนะของผลโหวตคว่ำ Proposition 6 (มหภาค) พร้อมกับประกาศว่าเขาทำตามคำแนะนำของมิลค์และ (โดยนัย) ไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายอีกแล้ว (จุลภาค)

สำหรับ ฮาร์วีย์ มิลค์ การเมืองกับเรื่องส่วนตัวดูเหมือนจะเป็นสองสิ่งที่ไม่อาจแยกจากกันได้ เขาลงสมัครเลือกตั้งเพื่อหวังจะเป็นตัวแทนของเกย์และเลสเบี้ยน ต่อสู้พิทักษ์สิทธิ์ของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ แต่กลับพบปัญหาใหญ่จากเสียงต่อต้านของชนกลุ่มใหญ่ ซึ่งหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลงและไม่เข้าใจรักร่วมเพศ แม้จะได้คำแนะนำจากผู้ทรงอิทธิพลในวงการว่าโอกาสชนะเลือกตั้งของเขาอาจมากขึ้น หากลดภาพลักษณ์ความเป็นเกย์ลง เพื่อลดแรงเสียดทานจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม แต่มิลค์กลับปฏิเสธทางเลือกดังกล่าว เนื่องจากตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาใช้เวลา “อยู่ในตู้” เป็นส่วนใหญ่ และได้รับความเจ็บปวด ตลอดจนสร้างความเจ็บปวดให้กับคนรอบข้างเพราะการหลบๆ ซ่อนๆ มามากพอแล้ว

ดังนั้นขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมพยายามรุกไล่รักร่วมเพศให้เข้าสู่มุมมืด ดำเนินชีวิตตามวิถี “ไม่ถาม อย่าบอก” มิลค์กลับพยายามรุกไล่รักร่วมเพศทั้งหลายให้เลิกแอบ แล้วใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย ปราศจากความหวาดกลัว เพราะเขาเชื่อมั่นว่านั่นเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน อีกทั้งยังจะช่วยทำลายอคติเกี่ยวกับรักร่วมเพศ ซึ่งสร้างขึ้นโดยกลุ่มคลั่งศาสนาและคาทอลิกตกขอบ ในฉากหนึ่งของหนัง มิลค์ถึงกับบีบให้สมาชิกคนหนึ่งในทีมแคมเปญหาเสียงบอกความจริงกับพ่อแม่ของตน โดยอ้างว่า หากคนส่วนใหญ่ตระหนักถึงตัวตนของเหล่ารักร่วมเพศรอบข้าง ทราบว่าลูกของตน พี่น้องของตน เพื่อนร่วมงานของตน หรือลูกน้องของตนเป็นรักร่วมเพศ โอกาสที่เขาจะได้คะแนนโหวตก็ย่อมเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นได้ชัดว่าการหวังพึ่งเสียงสนับสนุนจากเกย์และเลสเบี้ยนเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ

หนึ่งในอคติที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมใช้วาดภาพรักร่วมเพศ คือ พวกเขาเปรียบเหมือนศัตรูของสถาบันครอบครัว พวกเขากำลังสั่นคลอนรากฐานทางสังคมเพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถ “ผลิตซ้ำ” ได้ มันเป็นข้อโจมตีที่ แดน ไวท์ (จอช โบรลิน) ยิงใส่มิลค์ในฉากหนึ่ง ซึ่งฝ่ายหลังก็ไม่ได้พยายามโต้แย้ง แต่กลับเลือกจะใช้อารมณ์ขันแทน

คำถามสำคัญอยู่ตรงที่คุณคิดว่าครอบครัวคืออะไร ถ้าการมีลูกมีหลานสืบสายพันธุ์ต่อไปเรื่อยๆ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ไม่อาจขาดได้ เช่นนั้นแล้วมนุษย์จะแตกต่างอะไรกับสัตว์ มิลค์เลือกจะไม่ตอบโต้ข้อโจมตีดังกล่าวด้วยคำพูด แต่แสดงออกผ่านการกระทำ กล่าวคือ บรรดาทีมหาเสียงของเขาไม่ได้เป็นแค่ลูกจ้าง แต่ยังเป็นครอบครัวที่เขาเลือกเอง คนเหล่านี้หลายคนไม่สามารถค้นหาการยอมรับ ความเคารพ หรือกระทั่งความรักได้จากครอบครัวในสายเลือด แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ ฮาร์วีย์ มิลค์ ยินดีจะมอบให้พวกเขาด้วยความเต็มใจ ไม่ว่าพวกเขาจะเคยเป็นผู้ชายขายน้ำมาก่อนเหมือน คลีฟ โจนส์ (อีไมล์ เฮิร์ช) หรือเป็นหนุ่มต่างชาติที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่าง แจ๊ค ลิรา (ดิเอโก้ ลูน่า) มิลค์เลือกจะไม่ตัดสินคนจากแค่เปลือกนอก หรือสิ่งฉาบฉวยเช่นรสนิยมทางเพศ หากแต่มองลึกถึงจิตใจภายใน รวมทั้งพยายามผลักดันศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่ให้ลุกโชติช่วง นี่ไม่ใช่หรือคือสิ่งที่ “ครอบครัว” ควรจะเป็น ใครกันแน่ที่วิปริตระหว่างรักร่วมเพศกับพ่อแม่ที่ส่งลูกของตัวเองไปเข้ารับการบำบัดทางจิต ซึ่งในยุคนั้นหลายแห่งยังใช้ขั้นตอนการช็อตไฟฟ้าเข้าสมอง

Milk รักษาสมดุลระหว่างภาพชีวิตส่วนตัวและผลงานทางการเมืองของ ฮาร์วีย์ มิลค์ ได้อย่างยอดเยี่ยม ฟุตเตจจริงและภาพข่าวถูกนำมาผสมกลมกลืนกับฟุตเตจใหม่ได้อย่างแนบเนียน มองในมุมหนึ่ง Milk อาจถือเป็นผลงานกระแสหลักเรื่องแรกของ กัส แวน แซนท์ นับแต่ Finding Forrester หลังจากตลอดห้าหกปีที่ผ่านมาเขาหันไปผลิตภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์กึ่งทดลอง ผ่านผลงานเน้นอารมณ์ บรรยากาศ โดยแทบจะปราศจากโครงเรื่องที่จับต้องได้อย่าง Gerry, Elephant, Last Days และ Paranoid Park แต่มองในอีกมุมหนึ่ง Milk ก็ยังคงกลิ่นอายของหนังนอกกระแสเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสัมพันธภาพระหว่างรักร่วมเพศอย่างตรงไปตรงมา หรือการไม่พยายามจะอธิบายสาเหตุการกระทำของไวท์ (คล้ายคลึงกับ Elephant) รวมเลยไปถึงลูกเล่นด้านภาพในบางฉาก อาทิ ตอนที่ คลีฟ โจนส์ โทรศัพท์หาพรรคพวกเพื่อรวมพลมาร่วมประท้วง ซึ่งช่วยสะท้อนอารมณ์แห่งยุคสมัยไปพร้อมๆ กับสร้างความรู้สึกของหนังทดลอง

หนังแจกแจงเส้นทางการเมืองของมิลค์ไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมจะสะท้อนให้เห็นผลกระทบของการเมืองต่อชีวิตส่วนตัวของเขา ตั้งแต่การแยกทางกับ สก็อตต์ (เจมส์ ฟรังโก้) ชายหนุ่มที่เขาพบรักในสถานีรถไฟใต้ดินก่อนจะตัดสินใจย้ายมาซานฟรานซิสโกเพื่อตั้งรกรากด้วยกัน ไปจนถึงการจากไปของแจ๊ค แต่ที่สำคัญเส้นทางการเมืองได้ชักนำเขาให้รู้จักกับ แดน ไวท์ ผู้ชายมีปม ซึ่งต่อมาจะกลายร่างเป็นเพชฌฆาตเลือดเย็นในตอนเช้าของวันที่ 27 พฤศจิกายน 1978 คำถามหนึ่งที่คนดูอดคิดไม่ได้ คือ เขาฆ่าเพราะแรงริษยาทางด้านอาชีพการงาน เพราะมิลค์ขัดขวาง (และมีอิทธิพลหรือได้รับความยำเกรงจากคนรอบข้างมากพอจะทำได้) ไม่ให้เขากลับมาดำรงตำแหน่งเดิม หรือเขาฆ่าเพราะความอิจฉาเป็นการส่วนตัว เพราะมิลค์เป็นเกย์ที่ค้นพบความสงบทางจิตใจ ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย เต็มไปด้วยกลุ่มเพื่อนที่เข้าอกเข้าใจ ในขณะที่ไวท์ยังคงสับสนกับแรงปรารถนาในเบื้องลึก ปมเกลียดตัวเอง และต้องติดหล่มอยู่ในสังคมคาทอลิกอันเคร่งครัด จนสุดท้ายก็ตัดสินใจหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าไคล์แม็กซ์และพลังโดยรวมของ Milk อยู่ตรงสงครามระหว่างมิลค์กับวุฒิสมาชิก จอห์น บริกส์ (เดนิส โอ’แฮร์) และ อนิต้า ไบรอัน อดีตนางงาม/นักร้องที่ผันตัวมาคลุกคลีการเมือง ในแคมเปญรณรงค์คว่ำ/สนับสนุน Proposition 6 ซึ่งจะกีดกันไม่ให้เกย์ทำงานเป็นครูในสถาบันการศึกษา (หนึ่งในคำให้สัมภาษณ์อันโด่งดังของ อนิต้า ไบรอัน คือ “ในฐานะแม่คนหนึ่ง ฉันรู้ว่ารักร่วมเพศไม่สามารถผลิตลูกได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมาเกณฑ์ลูกๆ ของเราไปเข้าร่วม ถ้าเรามอบสิทธิ์ให้พวกเกย์ อีกหน่อยเราก็คงต้องมอบสิทธิ์ให้กับโสเภณีและคนที่ชอบร่วมเพศกับสุนัข”) ความพยายามจะต้อนรักร่วมเพศให้เข้ามุมอับของฝ่ายขวาได้ก่อให้เกิดผลสะท้อนกลับ กลายเป็นกระแสความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิ์อันชอบธรรมของรักร่วมเพศอย่างกว้างขวาง เกย์เลสเบี้ยนจำนวนมากออกมาร่วมเดินขบวนแสดงพลัง พร้อมทั้งเปิดเผยตัวกับคนรอบข้าง ซึ่งนำไปสู่เสียงสนับสนุนจากกลุ่มอื่นๆ ด้วย (กระทั่งประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ และอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย โรนัลด์ เรแกน ก็ยังออกโรงต่อต้าน Proposition 6)

ดังที่กล่าวไปแล้ว ชัยชนะของมิลค์หาใช่การคว่ำ Proposition 6 เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการที่เขาทำให้ชาวรักร่วมเพศได้มองเห็นความหวังแห่งชีวิตที่ดีกว่า ชีวิตที่ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในมุมมืด และถูกปฏิบัติดุจพลเมืองชั้นสอง ซึ่งนั่นดูเหมือนจะทรงคุณค่ายาวนาน ส่งผลต่อชีวิตนับหมื่นนับแสนยิ่งกว่าการคว่ำ Proposition 6 เสียอีก ดังจะเห็นได้จากแสงเทียนสุดลูกหูลูกตาของฝูงชนที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัยในฉากสุดท้าย กัส แวน แซนท์ เลือกใช้ฟุตเตจจริงเพื่อจะตอกย้ำให้เห็นว่ามันไม่ใช่เทคนิคพิเศษ หรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิก หากแต่เป็นมวลพลังแห่งศรัทธาล้วนๆ

หนังจบลงด้วยท่าทีแห่งความหวังเพื่อปลุกปั่นแรงบันดาลใจ แม้ในโลกแห่งความจริง รักร่วมเพศจะยังต้องสัมผัสกับรสชาติขมขื่นของอคติและความคับแคบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเมื่อสามสิบปีก่อน (ไวท์ต้องโทษเพียง 7 ปี 8 เดือนจากข้อแก้ต่าง Twinkie defence ที่ฟังไม่ขึ้นและการคัดเลือกคณะลูกขุนแบบเอียงข้าง จนนำไปสู่การจลาจลครั้งใหญ่ที่เรียกว่า White Night Riots) หรือในปัจจุบันผ่านปรากฏการณ์ Proposition 8 ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนจำนวนมากยังเห็นรักร่วมเพศเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันครอบครัวอยู่นั่นเอง