วันจันทร์, เมษายน 03, 2560

Moonlight: ลูกผู้ชายไม่ร้องไห้


ทันทีที่ Moonlight พลิกล็อกคว้าออสการ์หนังยอดเยี่ยมเหนือตัวเก็งอย่าง La La Land เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตามมาว่าสาเหตุหลักที่หนังได้รางวัลสูงสุดเพียงเพราะกระแสการเมือง เพราะฮอลลีวู้ด เมืองแห่งลิเบอรัลและความรู้สึกผิดของคนผิวขาว ต้องการแก้แค้น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีที่โนสนโนแคร์ความถูกต้องทางการเมือง มีบล็อกเกอร์ชื่อดังคนหนึ่งในอเมริกาตั้งข้อสังเกตว่าถ้าผู้กำกับ แบร์รี เจนกินส์ ใช้ฉากหลังเป็นเมืองบ้านนอกบนเทือกเขาโอซาร์คในรัฐมิสซูรีแทนที่จะเป็นไมอามี แล้วตัวละครรับบทโดยดาราผิวขาวทั้งหมด แต่ยังคงรักษาระดับความละเมียดในงานสร้างและการแสดง มันไม่มีทางจะกลายเป็นหนังออสการ์อย่างแน่นอน หรืออาจไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงด้วยซ้ำ เพราะบรรยากาศในฮอลลีวู้ดตอนนี้ดูเหมือนจะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับพวกคนบ้านนอกผิวขาว ซึ่งว่ากันว่ามีส่วนช่วยผลักดันให้ทรัมป์กับแนวคิดอนุรักษ์นิยมขวาสุดโต่งกลับมาครองทำเนียบขาว แล้วแห่แหนชื่นชมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนแอฟริกัน-อเมริกัน หรือพูดง่ายๆ คือ เขาคิดว่าชัยชนะของ Moonlight เป็นผลจากเรื่องการเมืองมากกว่าจากคุณค่าทางศิลปะของผลงาน หรือความซาบซึ้งและชื่นชอบในตัวหนังอย่างจริงจังของกรรมการ

สุดท้ายแล้วเราไม่อาจฟันธงได้แน่นอนว่าเหตุใด Moonlight จึงสามารถพลิกชนะ La La Land และกรรมการแต่ละคนก็คงมีเหตุผลในการโหวตแตกต่างกันไป บ้างอาจชื่นชอบหนังจริงๆ จังๆ และเห็นว่ามันคู่ควรกับรางวัลสูงสุด บ้างอาจมีเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง แต่ข้อโต้แย้งข้างต้นฟังขึ้นอยู่อย่างในแง่ที่ว่า “บริบทมีส่วนสำคัญในการสร้างพลังให้กับเรื่องราวใน Moonlight ผลกระทบทางอารมณ์ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของเรื่องราวอาจถูกลดทอนลง หากหนังเปลี่ยนฉากหลัง หรือเชื้อชาติของตัวละคร แม้ว่าความนุ่มนวล ละเอียด ลุ่มลึกในการนำเสนอจะยังคงเดิม แต่นั่นคงไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการตัดคะแนน หรือลดทอนคุณค่าของตัวหนังได้

คนดูรู้สึกอินและเอาใจช่วยหนูน้อยจากครอบครัวกรรมกรที่ฝันอยากเป็นนักเต้นบัลเลต์ใน Billy Elliot มากยิ่งขึ้นเพราะเขาจำเป็นต้องฟันฝ่าอคติหลายขั้น ทั้งในเรื่องเพศ (บัลเลต์เป็นกีฬาแต๋วแตก) และชนชั้น (บัลเลต์เหมาะกับพวกไฮโซ)นอกเหนือไปจากปัญหารูปธรรม เช่น ความยากจนข้นแค้น ลองคิดดูว่าความน่าประทับใจและยิ่งใหญ่ในชัยชนะจะลดทอนลงแค่ไหน ถ้าเขามาจากครอบครัวชนชั้นกลางมีฐานะ เช่นเดียวกัน บริบทรอบข้างของเจ้าหนูไชรอนมีส่วนกดทับ ทำให้เขาไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าจะในแง่เชื้อชาติ หรือสภาพแวดล้อม

การเกิดเป็นชายผิวดำ แต่เป็นเกย์ ถือเป็นขั้วขัดแย้งที่รุนแรง หนักหน่วงกว่าการเกิดเป็นเกย์ผิวขาว หรือผิวเหลือง เพราะชายผิวดำมักถูกสอนให้เก็บซ่อนอารมณ์ไว้ภายในและเติบโตมาในชุมชนที่ความอ่อนแอ อ่อนไหวเป็นเรื่องต้องห้าม ข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถย้อนต้นตอไปไกลถึงยุคค้าทาส เมื่อชายผิวดำถูกปลดออกจากสถานะ “หัวหน้าครอบครัว” ให้กลายเป็นแค่ทรัพย์สิน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการ “โดนตอนในเชิงสัญญะโดยเหล่าคนขาวเจ้าของไร่ ลักษณะความเป็นชายแบบ “เข้มข้น” จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะปฏิกิริยาป้องกันตัวภายในชุมชนของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และยังคงตกค้างมาถึงยุคปัจจุบัน (ภาพสะท้อนความเป็นชายแบบคุกคามในครอบครัวคนผิวดำสะท้อนให้เห็นชัดเจนในหนังชิงออสการ์อีกเรื่องอย่าง Fences) นอกจากนี้ แนวคิดกดขี่ทางเชื้อชาติในอเมริกายังมีส่วนทำให้ภาพลักษณ์เหมารวมของชายผิวดำดูแข็งกระด้างโหดร้าย ชอบใช้กำลัง และถูกชักนำโดยสัญชาตญาณใกล้เคียงกับสัตว์ป่า ดังจะเห็นได้จากหนังเหยียดสีผิวของ ดี.ดับเบิลยู. กริฟฟิธ เรื่อง The Birth of a Nation ที่แสดงให้เห็นภาพตัวละครผิวดำตามก่อกวนหญิงผิวขาวจนเธอต้องตัดสินใจกระโดดหน้าผาตาย และนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้ขั้นตอนตั้งศาลเตี้ยของกลุ่มคูคลักซ์แคลน (น่าสนใจว่า เนท พาร์คเกอร์ นักแสดงซึ่งผันตัวมากำกับหนังเกี่ยวกับการลุกฮือของทาสผิวดำเพื่อตอบโต้หนังของกริฟฟิธโดยจงใจใช้ชื่อซ้ำกัน เคยให้สัมภาษณ์ตอบโต้หนังคนดำแต่งหญิงอย่าง Big Mama’s House และหนังชุด Medea ว่า “เพื่ออนุรักษ์ภาพลักษณ์ของชายผิวดำ ผมจะไม่เล่นบทเกย์เด็ดขาด”  กล่าวคือ ถึงแม้ภาพลักษณ์ของชายผิวดำในปัจจุบันจะเริ่มขยับออกห่างจากภัยคุกคาม แต่แก่นความเป็นชายแบบเข้มข้นยังคงอบอวลอยู่ในสังคมร่วมสมัยของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน)

ไม่เพียงจะเกิดเป็นชายผิวดำเท่านั้น แต่ไชรอนยังเติบโตมาในย่านชนชั้นล่างของไมอามีระหว่างการแพร่ระบาดของแคร็ก (โคเคนแข็ง เสพโดยการสูบ มีราคาถูกกว่าโคเคนผงมากซึ่งกรัดกร่อนชุมชนแรงงานของคนผิวดำจนทำให้มีอัตราการตายเพิ่มขึ้น 20-100% อาชญากรรมและความรุนแรงกลายเป็นเหมือนกิจวัตร ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากใครเผลอแสดงความอ่อนแอ หรือทำตัวแตกต่างจากมาตรฐานความเป็นชายย่อมเสี่ยงจะตกเป็นเป้าหมายไล่ล่า และกลั่นแกล้ง ลิตเติล (อเล็กซ์ อาร์. ฮิบเบิร์ต) ยังไม่รู้จัก “ตุ๊ด” ด้วยซ้ำหลังจากถูกกลุ่มเด็กนักเลงล้อเลียนด้วยคำๆ นี้ ฮวน (มาเฮอร์ชาลา อาลีอาจอธิบายได้ชัดเจนถึงความหมายตรงตัว (“คำด่าที่ทำให้คนเป็นเกย์รู้สึกแย่”) แต่ในอีกแง่หนึ่ง อีตุ๊ดเป็นคำด่าซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่รสนิยมทางเพศ แต่ใช้โจมตีลักษณะความเป็นชายที่ผิดแผกจากมาตรฐาน ลิตเติลถูกล้อไม่ใช่เพราะเขาเป็นเกย์ หรือกระตุ้งกระติ้งจนออกนอกหน้า (เขายังเด็กเกินกว่าจะรู้) แต่เพราะเขามีพฤติกรรมไม่เข้าพวก เช่น บุคลิกงียบขรึมครุ่นคิด ไม่สู้คน (หรือที่เควินเรียกว่า “ติ๋ม”และชอบเต้น

สังคมตีกรอบผู้ชายด้วยชุดความคิดหลากหลาย ผู้ชายต้องไม่ยืนเท้าสะโพก ผู้ชายต้องไม่เดินทิ้งเท้า ผู้ชายต้องไม่แสดงความเปราะบาง อ่อนแอให้เห็น ชุดความคิดเหล่านี้กีดกัน ผลักไสให้คนกลุ่มหนึ่งต้องแปลกแยก โดดเดี่ยว หรือถึงขั้นตั้งคำถามต่อความผิดปกติในตัวเอง สังเกตสีหน้าไชรอน (แอชตัน แซนเดอร์สเมื่อเขาถามเควิน (จาร์เรล เจอโรมว่า “แกร้องไห้ด้วยเหรอแววตาของไชรอนบ่งบอกความประหลาดใจระคนโล่งใจ ราวกับว่าในที่สุดเขาก็ค้นพบคนที่เขาสามารถไว้ใจ บอกกล่าวความรู้สึกได้อย่างเปิดอกแล้ว ถึงแม้เควินจะพยายามอวดแมนกลบเกลื่อนอยู่บ้าง “บางทีฉันร้องไห้หนักเสียจนรู้สึกตัวเองจะกลายเป็นน้ำ ไชรอนสารภาพ ด้วยเหตุนี้ ฉากชายหาดจึงเปรียบได้กับจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตไชรอน ไม่ใช่จากการตื่นตัวทางเพศเท่านั้น แต่จากการตระหนักว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลก 

แต่วัฒนธรรมความเป็นชายแบบเข้มข้นไม่ยอมสูญเสียฐานอำนาจโดยง่าย มันรุกล้ำเข้ามาคุกคามและบดขยี้ความอ่อนไหว เปราะบาง รวมไปถึงมิตรภาพจนไม่เหลือซาก เมื่อไชรอนถูกครูฝ่ายปกครองกดดันให้แจ้งความกลุ่มนักเลงที่รุมกระทืบเขาจนสะบักสะบอม เขาร้องสะอื้นก่อนจะตอบโต้ว่า ครูไม่เข้าใจหรอก” มันเป็นน้ำตาของการสูญเสีย เจ็บแค้น หาใช่น้ำตาจากบาดแผลทางกาย ครูปกครองรุกเร้าให้เขาเลิกทำตัวเป็น “ไอ้หนูแล้วเอาผิดกับพวกเด็กนักเลงที่ลงมือซ้อมเขา แต่ไชรอนตระหนักแล้วว่าทางเดียวที่จะหยุดวงจรอุบาทว์ได้ คือ เขาต้องเติบโตเป็น ผู้ชายแบบที่สังคมคาดหวังให้เขาเป็นเพื่อความอยู่รอด ทว่าในเวลาเดียวกันเขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงลิ่วด้วยการเสียสละตัวตนที่แท้จริง

หนังเปิดตัว แบล็ค (เทรแวนต์ โรเดสในลักษณะเดียวกับฮวน (ขับรถมาหาเพื่อน/ลูกน้องเพื่อบ่งบอกอาชีพและชี้ให้เห็นว่าสุดท้ายเขาก็ไม่อาจดิ้นพ้นจากกรอบจำกัดของสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับเควินวัยหนุ่มที่เคยติดคุกเพราะยา ก่อนจะค้นพบ “ชีวิตใหม่” และความสบายใจจากอาชีพพ่อครัว หรือบางทีการเจริญรอยตามฮวน ผู้เปรียบเสมือนพ่อบุญธรรมที่มอบความรักให้เขาแบบที่แม่เขา (นาโอมิ แฮร์ริสไม่เคยมีให้ในยามที่เขาต้องการ เป็นดังชะตากรรมซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงในทำนองลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น (รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างผ้าโพกหัวและมงกุฎย่อส่วนประดับหน้ารถช่วยเชื่อมโยงแบล็คกับฮวนให้เด่นชัดขึ้นจากนั้นในฉากถัดมาคนดูจะเห็นเขาแกล้งหาเรื่องลูกน้องว่านับเงินผิด ก่อนตบท้ายด้วยคำสั่งสอน “จะขายของต้องชินเวลาเจอคนกวนตีน เข้าใจเปล่า” นั่นคือสิ่งที่เขาเรียนรู้จากประสบการณ์ เขาเรียนรู้ที่จะแข็งแกร่ง วางมาดให้คนรอบข้างยำเกรง นั่นถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของพ่อค้ายาในโลกของลูกผู้ชายซึ่งอบอวลด้วยความรุนแรง อำนาจ และการควบคุม แต่คำถามคือมันใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาหรือ นี่คือชีวิตที่เขาใฝ่ฝันหรือ

นี่มันไม่ใช่ตัวนาย” เควิน (อังเดร ฮอลแลนด์) กล่าวเมื่อรับรู้ว่าไชรอนมีอาชีพขายยา เช่นเดียวกัน แม่เขาเองก็ไม่เห็นชอบกับทางเลือกนี้ “หัวใจลูกไม่ได้มืดมิดเหมือนแม่” เธอเลือกใช้คำว่า “มืดมิด” (black)  ซึ่งพ้องกับชื่อที่ไชรอนใช้ในวงการตามสมญานามที่เควินตั้งให้เขาสมัยวัยรุ่น การที่ไชรอนเลือกใช้ชื่อแบล็คนอกจากเพื่อตอกย้ำตัวเองให้ต้อง เลิกติ๋ม (hard) เพื่อความอยู่รอดแล้ว มันยังช่วยหวนรำลึกไปถึงช่วงเวลาที่ครั้งหนึ่งเขาเคยสัมผัสกับความรัก ความใกล้ชิดอย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อน ฟันทองกับกล้ามบึกบึนของแบล็คเป็นแค่เปลือกแข็งห่อหุ้มภายนอก ซึ่งพร้อมจะพังครืนในชั่วพริบตาเมื่อเขาได้สัมผัสกับความรัก ความอ่อนโยนที่โหยหามาตลอด “นายเป็นคนเดียวที่เคยสัมผัสฉัน... แค่นายเท่านั้น ฉันไม่เคยสัมผัสใครอีกเลยนับแต่ครั้งนั้น” แบล็คสารภาพกับเควิน เขาเลือกใช้คำว่า สัมผัส (touch) เพื่อสื่อความหมายมากกว่าแค่เรื่องทางเพศ เพราะเควินเป็นคนเดียวที่รู้จักเขา คนเดียวที่เขาสามารถพูดคุยได้อย่างเปิดอก  

Moonlight เป็นหนังที่พูดถึงการค้นหาตัวตนได้อย่างสะเทือนอารมณ์ รวมถึงความกล้าที่จะก้าวข้ามอคติและความกดดันรอบข้างมาโอบกอดตัวตนดังกล่าว คำถามว่า “นายเป็นใครดังก้องอยู่ตลอด ในเรื่องเล่าของฮวนเกี่ยวกับหญิงชราที่เรียกเขาว่า “บลู” เพราะเด็กผิวดำจะกลายเป็นสีฟ้าท่ามกลางแสงจันทร์ มีสองสิ่งที่ต้องพึงตระหนัก คือ หนึ่ง แสงจันทร์ ซึ่งส่องลงมาอาบผิวให้ดูเหมือนสีฟ้า แต่หาได้เปลี่ยนแปลงสีผิวที่แท้จริง และสอง ความพยายามจะนิยามตัวเราโดยคนอื่น เมื่อลิตเติลถามฮวนว่าเขาชื่อบลูเหรอ เขาตอบปฏิเสธก่อนจะสอนเด็กน้อยว่า “พอถึงจุดหนึ่ง นายต้องเลือกเองว่าอยากเป็นอะไร อย่าปล่อยให้ใครมาคิดแทนเด็ดขาดแต่แน่นอนการเลือกเป็นตัวเองไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป สังคมรอบข้างมีอิทธิพลไม่ต่างจากแสงจันทร์ในการบิดเบือน เบี่ยงเบนเราออกจากเส้นทาง ชีวิตที่โดนรุมกระทืบ ถูกต้อนให้จนมุมเหลือทางเลือกให้เราสักเท่าไหร่ สภาพแวดล้อมที่แข็งกระด้าง โหดร้ายเหลือพื้นที่ให้กับความอ่อนโยน อ่อนไหวสักแค่ไหน สุดท้ายกว่าจะรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็น “บลู” เป็น “แบล็คเป็น “ลิตเติลสั่นไหวไปตามแรงลม 

แม้จะเป็นแค่ผลงานกำกับหนังขนาดยาวเรื่องที่สอง แต่ แบร์รี เจนกินส์ (Medicine for Melancholy) พิสูจน์ให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค รสนิยมอันดีในการเล่าเรื่อง และถ่ายทอดอารมณ์ตัวละครอย่างลุ่มลึก ละเมียดละไมโดยอาศัยศักยภาพจากนักแสดงสื่อสารผ่านสายตา ท่าทาง แทนการใช้บทสนทนา รสชาติแปลกใหม่ของ Moonlight ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบิดแนวทางคุ้นเคยของ coming (out) of age ซึ่งมักวนเวียนอยู่กับตัวละครผิวขาวชนชั้นกลาง มาโฟกัสที่ตัวละครผิวดำในย่านชนชั้นแรงงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสไตล์นำเสนอของเจนกินส์ ที่เน้นความจัดจ้านแทนความเหมือนจริง (realism) ซึ่งมักผูกติดกับภาพยนตร์เกี่ยวกับคนชั้นล่างผิวดำอีกด้วย

เจนกินส์และผู้กำกับภาพ เจมส์ แล็กซ์ตัน เลือกใช้ภาพคอนทราสต์สูงเพื่อขับเน้นสีสันให้โดดเด่น สร้างความงามและมนตร์เสน่ห์อย่างประหลาดให้กับเรื่องราวที่เคร่งขรึม สมจริง ตลอดจนฉากหลังอันชวนหดหู่ มืดหม่น แล็กซ์ตันเล่าว่าในระหว่างถ่ายทำช็อตแม่ไชรอนตะโกนด่าลูกชายอย่างเกรี้ยวกราด เขาจงใจเติมแสงอบอุ่นสีชมพูให้สะท้อนออกมาจากห้องนอนเธอ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มอารมณ์เหมือนฝันเหนือจริงแล้ว (ภาพดังกล่าวตามไปหลอกหลอนแบล็คในความฝัน) “แสงสีชมพูยังเป็นตัวแทนสะท้อนให้เห็นมิติอีกด้านของตัวละครนี้ เขากล่าว เธอตระหนักดีว่าทำไมลูกชายถึงตกเป็นเป้ารังแกของกลุ่มนักเลง แต่การต้องดิ้นรนต่อสู้กับภาวะติดยา และการหาเลี้ยงครอบครัวโดยลำพัง ทำให้เธอหลงลืมที่จะมอบความรักความเอาใจใส่ให้กับลูกชาย

เห็นอกเห็นใจ” เป็นคำที่มักจะถูกใช้บรรยายอารมณ์โดยรวมของ Moonlight อยู่บ่อยครั้งและแม่นยำ เพราะหนังพาคนดูไปสัมผัสกับอีกด้านของตัวละครที่มักจะถูกเหมารวมเช่น พ่อค้ายา หรือแม่ขี้ยา ด้านที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ด้านของความเป็นมนุษย์สีเทาๆ โดยหนังไม่ได้พยายามจะปกปิดหรือขัดเกลาด้านขรุขระ อัปลักษณ์ แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้ตัดสินพวกเขาจากอาชีพที่ทำ หรือความล้มเหลว ผิดพลาด ฉากที่สะท้อนความขัดแย้ง มีสองด้านของมนุษย์ได้ชัดเจนและปวดร้าวสูงสุด คือ เมื่อลิตเติลถามฮวนว่าเขามีอาชีพอะไร แล้วพลันตระหนักว่าชายคนเดียวที่มอบความเมตตา รักใคร่แก่เขาเป็นคนที่ขายยาให้กับแม่เขา... ความซื่อตรงต่อตัวละคร ตลอดจนการนำเสนออย่างจริงใจ โดยไม่พยายามปลุกเร้าจนออกนอกหน้าทำให้ Moonlight หนังซึ่งเป็นส่วนตัวสูง (แม่ของแม็คเครนีย์กับเจนกินส์ล้วนเสพติดแคร็ก) และจำเพาะเจาะจง สามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มคนดูสากลโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ สีผิว หรือรสนิยมทางเพศ เมื่อมองในแง่นี้แล้วจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่มันจะคว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีออสการ์มาครอง

Oscar: Can't Fight the Moonlight


Manchester by the Sea

Manchester by the Sea ไม่ใช่หนังที่รื่นรมย์ เปี่ยมสุขสักเท่าไหร่ คุณอาจรู้สึกอยากกอดใครสักคนหลังดูจบ หนังซึ่งนุ่มนวล ละเอียดอ่อนเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตของ ลี แชนด์เลอร์ (เคซีย์ อัฟเฟล็ค) ชายหนุ่มที่เก็บตัวตามลำพังเนื่องจากบาดแผลทางใจ หลังพี่ชายเขา (ไคล์ แชนด์เลอร์) เสียชีวิตและระบุในพินัยกรรมให้เขาดูแลลูกชายวัยรุ่น (ลูคัส เฮดเจส) ความสัมพันธ์อันกระท่อนกระแท่นระหว่างน้าหลานก็เริ่มต้นขึ้น... ด้วยความไม่เต็มใจของทั้งสองฝ่าย แต่ทุกข์ไม่ได้จบลงแค่นั้น ลีถูกบีบให้ต้องกลับมายังบ้านเกิดและหวนรำลึกโศกนาฏกรรมในอดีต เมื่อปมดังกล่าวถูกเปิดเผย อารมณ์ทั้งหลายก็พลันไหลทะลักส่งผ่านจากตัวละครมาถึงคนดู ผู้กำกับ เคนเน็ธ โลเนอร์แกน ไม่เคยกังวลว่าหนังของเขาจะสลดหดหู่เกินไป เราทุกคนล้วนเคยประสบเหตุการณ์บางอย่างที่เหลือจะทน ไม่ผิดอะไรถ้าเราจะจำลองเหตุการณ์แบบนั้นมาไว้ในหนังเขากล่าว

นักวิจารณ์ดูเหมือนจะเห็นด้วย เพราะหนังของเขาเดินหน้ากวาดรางวัลมากมายก่อนจะลงท้ายด้วยการถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ 6 สาขา โลเนอร์คุ้นเคยกับความสำเร็จเป็นอย่างดี ตอนอายุ 20 กว่าๆ เขาหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเขียนก็อปปี้โฆษณา ตามมาด้วยบทละครเวทีเรื่อง This Is Our Youth ในปี 1996 ซึ่งกวาดคำชมท่วมท้นเกี่ยวกับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตล่องลอยไปวันๆ เขาเขียนบทหนังอยู่หลายเรื่อง (Analyze This, The Adventures of Rocky & Bullwinkle) และผันตัวมากำกับหนังเรื่องแรก You Can Count On Me ซึ่งได้เข้าชิงออสการ์สองรางวัล หนึ่งในนั้น คือ สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสำหรับโลเนอร์แกน

ความคิดในการสร้าง Manchester by the Sea เริ่มต้นจาก จอห์น คราซินสกี้ กับเพื่อนของเขา แม็ท เดมอน ทั้งสองมีไอเดียคร่าวๆ เกี่ยวกับหนังและต้องการให้โลเนอร์แกนเป็นคนเขียนบท แรกทีเดียวเดมอนตั้งใจว่าจะกำกับและนำแสดงเอง แต่เนื่องด้วยตารางเวลาไม่ลงตัว เขาจึงเสนอให้โลเนอร์แกนโดดมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับแทน เดมอนบอกว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำแบบนั้นเพราะเขาและคนอื่นๆ ต่างเป็นห่วงโลเนอร์แกน (หลังเหตุหายนะที่ชื่อว่า Margaret ซึ่งลงเอยด้วยการโรงขึ้นศาล) เขาอยากให้โลเนอร์แกนกลับมาเขียนบทหารายได้ให้ตัวเองอีกครั้ง

ก็ใช่โลเนอร์แกนยอมรับ แม้จะเห็นว่ามันไม่จริงเสียทั้งหมดก็ตาม ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วงผมและผมก็ดีใจ มันเป็นช่วงตกต่ำอย่างแท้จริง แต่ผมก็ยังเขียนบทละครเรื่อง The Starry Messenger ในปี 2009 แล้วก็เขียนบทและกำกับละครเรื่อง Medieval Play ในปี 2011 จริงอยู่ตอนนั้นผมร้อนเงินเพราะมีหนี้สินท่วมหัว และ Manchester by the Sea ก็เป็นงานที่ให้เงินดีมาก แต่จริงๆ แล้วผมก็ชอบไอเดียตั้งแต่แรก เพราะถ้าไม่ชอบผมคงไม่ตกลงใจทำ

เมื่อเดมอนไม่ว่างมาเล่น โลเนอร์แกนจึงเลือกอัฟเฟล็ค และงานแสดงอันลุ่มลึก แต่ทรงพลังของเขาในบทชายหนุ่มที่ปิดกั้นตัวเองจากทุกคนรอบข้างกวาดคำชมและรางวัลนักวิจารณ์อย่างเป็นเอกฉันท์ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลานชายมีช่วงเวลาที่อ่อนโยน แต่ก็เต็มไปด้วยอุปสรรค เนื่องจากความมุ่งมั่นของลีที่จะเก็บงำความรู้สึกไว้ข้างใน โลเนอร์แกนรักษาความสมจริงของเรื่องราวเอาไว้โดยตลอด ไม่มีฉากจบแบบฮอลลีวู้ด ไม่มีการคลี่คลายที่ง่ายดาย แต่นำเสนอการปลดปล่อยทางอารมณ์ มิเชลล์ วิลเลียมส์ ซึ่งรับบทเป็นอดีตภรรยาของลี บอกว่าโลเนอร์แกนร้องไห้หลังถ่ายฉากดรามาหนักๆ บางฉากจบ และเมื่อหนังเข้าฉาย หลายคนบอกว่ามันช่วยให้พวกเขาได้ปลดปล่อยพวกเขาพูดว่า นี่เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อฉันเลยหรือ เราก็เคยเจอกับอะไรแบบนี้โลเนอร์แกนกล่าว ผมถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วยความระแวดระวังพอสมควร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังซีเรียสกว่าทุกอย่างที่ผมเคยเจอมา ผมต้องการเคารพในตัวเรื่อง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นมาก็ตาม แต่สำหรับหลายคนมันเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยเผชิญ ฉะนั้นผมจึงรู้สึกซาบซึ้งมากเวลามีคนบอกว่าพวกเขาเคยผ่านอะไรแบบนี้และรู้สึกดีกับหนัง

อะไรทำให้หนังเรื่องนี้เข้าถึงใจผู้คน ผมคิดว่าคงเพราะอย่างน้อยหนังจริงใจกับเรื่องราว ไม่เสแสร้งว่าเราสามารถทำใจลืมโศกนาฏกรรมแบบนี้ได้ ไม่มีคำโป้ปดแบบที่เห็นในหนังบีบน้ำตาทางทีวี คนมากมายเคยทนทุกข์แบบเดียวกันและไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร คงเป็นความรู้สึกอุ่นใจที่ได้เห็นภาวะแบบเดียวกันสะท้อนออกมาในหนัง เพราะมันทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวโลเนอร์แกนอธิบาย

แม้จะเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แต่ Manchester by the Sea ไม่ใช่หนังมืดหม่น อารมณ์ในหนังอาจดิบ เสียดแทง และเหลือจะทนได้ในบางครั้ง ฉากระหว่างอัฟเฟล็คกับ มิเชลล์ วิลเลียมส์ สามารถทำให้คนดูถึงกับร้องสะอื้นได้ไม่ยาก แต่สุดท้ายแล้วหนังกลับให้ความรู้สึกอิ่มเอิบอย่างประหลาด โล่งใจเหมือนได้ปลดปล่อยบางอย่างลงจากบ่า ลีอาจมีปัญหาในการเผชิญชีวิต แต่เขาก็เป็นคนตลก ไอเดียของหนังคือคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก เมื่อคุณเปิดโอกาสให้ใครสักคนเข้ามาในโลกของคุณ คุณก็ต้องรับมือกับคนๆ นั้น ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องดีหนังสะท้อนให้เห็นความแข็งแกร่งของจิตใจมนุษย์ ความสุขจากการได้อยู่ร่วมกัน และความพยายามที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า


The Good

·   คำกล่าวขอบคุณของ ไวโอลา เดวิส หลังได้รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Fences เป็นคำกล่าวขอบคุณที่ทรงพลังที่สุดในงาน (ที่ทรงพลังไม่แพ้กัน คือ แถลงการณ์ของ อัสการ์ ฟาร์ฮาดี ซึ่งได้รางวัลหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม) จิมมี คิมเมล อดไม่ได้ที่จะแซวตบท้ายว่า ไวโอลา เดวิส เพิ่งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมีจากคำกล่าวเมื่อสักครู่นี้

·   คนดูคาดหวังไว้แล้วว่า คู่กัดของคิมเมลอย่าง แม็ท เดมอน จะต้องโดนกระทำการย่ำยีสารพัดอย่างแน่นอน แก๊กนี้แม้จะถูกเล่นต่อเนื่องมายาวนานในรายการ Jimmy Kimmel Live! แต่ยังได้ผลน่าพอใจ คิมเมลเริ่มต้นด้วยการกัดเดมอน ซึ่งทิ้งบทนำใน Manchester by the Sea ไปเล่นหนังจีนและไว้ผมทรงหางม้า The Great Wall ลงเอยด้วยการสูญเงิน 80 ล้านเหรียญ ฉลาดเลือกมากไอ้ซื่อบื้อตามมาด้วยการล้อเลียน We Bought a Zoo หนังซึ่งล้มเหลวทั้งเงินและกล่องของ คาเมรอน โครว พร้อมกับแนะนำเดมอนขณะขึ้นมาบนเวทีเพื่อประกาศรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมในฐานะ แขกของ เบน อัฟเฟล็ค (เมื่อเดมอนบอกว่าเขาค่อนข้างพอใจกับการแสดงของตัวเองใน We Bought a Zoo อัฟเฟล็คก็ช่วยตบมุกให้คิมเมลด้วยการถามแบบไม่เชื่อว่า จริงดิ”) ก่อนจะตบท้ายกับการแกล้งเล่นดนตรีเพื่อกลบเสียงพูดของเดมอน


·   ฉากหลังบนเวทีออสการ์ในปีนี้ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความอลังการน่าตื่นตากับงานออกแบบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นสกายไลน์ในสไตล์เรโทร หรือม่านคริสตัลที่จัดทรงเป็นรูปออสการ์ขนาดยักษ์ส่องประกายระยิบระยับ มันเป็นแหล่งพักสายตาชั้นดีเวลาผู้ชนะกำลังร่ายรายชื่อบุคคลที่พวกเขาอยากขอบคุณตั้งแต่เอเย่นต์ไปยันคนขับรถ


The Bad

·   ระหว่างให้สัมภาษณ์กับนักข่าวหลังเวที เห็นได้ชัดว่า เอ็มมา สโตน เผลอเล่นใหญ่เกินไปในความพยายามจะทำตัวเป็นผู้แพ้ที่ทรงเกียรติ ขณะกล่าวชื่นชมผู้ชนะจนชวนให้รู้สึกขนลุก ฉันโคตรรักหนังเรื่อง Moonlight พระเจ้า ฉันรักหนังเรื่อง Moonlight เหลือเกิน ฉันตื่นเต้นแทน Moonlight สุดๆ แน่นอน มันวิเศษสุดที่ได้ยินเสียงประกาศว่า La La Land เราทุกคนอยากชนะภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่เราดีใจกับ Moonlight มากกก ฉันว่ามันคือหนึ่งในหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลถ้านี่เป็นการออดิชั่นบท คนที่ชื่นชอบและปลาบปลื้มกับชัยชนะของ Moonlight แบบหมดใจก็อาจพูดได้ว่าเธอสอบตก เพราะเธอดูเหมือน คนที่เชียร์ La La Land แต่ต้องพยายามปั้นหน้ายิ้มแย้มเพื่อปิดซ่อนความผิดหวัง หรือกระทั่งคับแค้นไว้ภายในมากกว่า ซึ่งแน่นอนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเป็นใครก็ต้องเชียร์หนังตัวเองอยู่แล้ว เสียงหัวเราะฝืนๆ กับการเน้นเสียงกระแทกกระทั้นทำให้คำชื่นชมของเธอดูออกตัวแรงจนเกือบจะเป็นการประชดแทนที่จะฟังดูจริงใจ เป็นธรรมชาติ

·   ท่าปรบมือสุดประหลาดของ นิโคล คิดแมน กลายเป็นโจ๊กสุดฮิตในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง (“นิโคล คิดแมน ปรบมือไม่เป็นเหรอมีคนตั้งคำถามในทวิตเตอร์) ตามมาด้วยข้อสันนิษฐานต่างๆ ว่าเธอเพิ่งทาเล็บมา หรือกลัวแหวนจะกระทบกันแล้วเจ็บนิ้ว แต่ไม่ว่ายังไงมันได้กลายเป็นภาพติดตาที่จะตามหลอกหลอนคุณไปอีกหลายวัน

·   ในแวบแรกการหลอกนักท่องเที่ยวให้เข้ามาพบกับเหล่าดาราชื่อดังของฮอลลีวู้ดอาจดูตลก หรือเรียกรอยยิ้มได้บ้าง จนกระทั่งมันเริ่มลากยาวและสร้างความอึดอัดให้กับทั้งคนดู นักท่องเที่ยว (ซึ่งบางคนอาจไม่ได้บ้าดารา หรืออยากมาอยู่ต่อหน้ากล้องสักเท่าไหร่) และเหล่าดาราที่นั่งอยู่แถวหน้า แม้ว่าบางคน เช่น เดนเซล วอชิงตัน จะคล่องแคล่ว รู้งาน แล้วแกล้งทำพิธีแต่งงานปลอมๆ ให้กับสองคู่หมั้นจากชิคาโก แต่สุดท้ายมันกลับให้ความรู้สึกเหมือนการพามาเที่ยวสวนสัตว์เสียมากกว่า 


The Ugly

·   ถึงตอนนี้ความผิดพลาดของการประกาศชื่อหนังยอดเยี่ยมผิดเรื่อง ซึ่งคงจะกลายเป็นคลิปอมตะ และถูกล้อเลียนไปอีกนานหลายปี ได้รับการวิเคราะห์แล้วว่ามีต้นตอมาจากการที่ ไบรอัน คัลลิแนน ผู้ดำรงตำแหน่งหุ้นส่วนของบริษัทไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ ยื่นซองรางวัล นำหญิงยอดเยี่ยมให้กับ วอร์เรน บีตตี้ แทนที่จะเป็นซอง หนังยอดเยี่ยมเขากับเพื่อนร่วมงาน มาร์ธา รูซ เป็นแค่สองคนในงานที่รู้ผลรางวัล โดยทั้งสองจะคอยดูแลซองผู้ชนะคนละเซ็ต และยืนอยู่คนละฟากเวทีเพื่อรับประกันความลื่นไหลของการจัดงาน (ผู้ประกาศรางวัลเดินออกจากฝั่งไหนของเวทีก็จะมีคนยื่นซองประกาศผลให้) รวมไปถึงยังเป็นมาตรการความปลอดภัยเผื่อเกิดเหตุผิดพลาดก็ยังมีซองสำรอง มีความเป็นไปได้สูงว่าคัลลิแนนอาจเพลิดเพลินกับการเล่น โซเชียล มีเดีย ไปหน่อยจนทำให้เสียสมาธิ แล้วยื่นซองรางวัลที่เพิ่งถูกประกาศจบไปแทนที่จะเป็นซองรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (เขาทวีตภาพ เอ็มมา สโตน หลังเวทีขณะถือรางวัลออสการ์ ก่อนจะลบทวีตดังกล่าวออกหลังเกิดเหตุผิดพลาดในการประกาศผล แต่มีคนแคปภาพไว้ทัน) อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า วอร์เรน บีตตี้ รับมือกับสถานการณ์ได้ไม่ดีเท่าไหร่ เห็นได้ชัด เขาน่าจะรู้ว่าเกิดความผิดพลาดขึ้น สังเกตจากอาการลังเลอยู่นาน ไม่อ่านชื่อผู้ชนะ และทำท่าเหมือนจะมองหาบัตรอีกใบในซอง แต่แทนที่จะเช็คกับทีมงาน หรือคนที่ยื่นซองให้เขา (หรือถ้าเขาพลิกซองไปด้านหน้าก็จะเห็นทันทีว่ามันเป็นรางวัลสำหรับนำหญิง ไม่ใช่หนังเยี่ยม) เขากลับยื่นบัตรไปให้ เฟย์ ดันนาเวย์ (พูดอีกอย่างคือไคลด์ผลักบอนนีไปรับห่ากระสุน) โดยไม่กระซิบบอกความสงสัยกับเธอ เช่น คุณช่วยดูหน่อยสิ ผมว่าบัตรมันผิดนะส่วนคนหลังก็คงคิดว่าบีตตี้เล่นมุกถ่วงเวลาให้คนตื่นเต้นหรืออย่างไร จึงอ่านชื่อหนังที่เห็นบนแผ่นกระดาษไปโดยไม่สังเกตว่ามีชื่อ เอ็มมา สโตน โชว์หราอยู่ (หรือเธอคิดว่า เอ็มมา สโตน เป็นโปรดิวเซอร์ของ La La Land?) ท้ายที่สุด ต้องบอกว่าทีมงานหลังเวทีแก้ไขปัญหาค่อนข้างเชื่องช้า เมื่อเทียบกับปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันที่เคยเกิดขึ้น 53 ปีก่อน พวกเขาปล่อยให้ทีมโปรดิวเซอร์ของ La La Land กล่าวขอบคุณไปจนเกือบจะเสร็จแล้วแทนที่จะรีบแก้ไขโดยเร็วที่สุดตั้งแต่มีการประกาศชื่อผิด นำไปสู่สถานการณ์ที่ชวนให้น่าอึดอัดสำหรับทีมงานหนังทั้งสองเรื่อง โชคดีที่ทั้งฝ่าย Moonlight และ La La Land ต่างพูดจาให้เกียรติกันและกันได้อย่างน่ายกย่อง 

·   นอกเหนือจากหายนะ จดหมายผิดซองแล้ว งานออสการ์ครั้งนี้ยังปรากฏความผิดพลาดครั้งใหญ่อีกอย่าง โดยในคลิปรำลึกผู้จากไป รูปของโปรดิวเซอร์สาวชาวออสเตรเลีย เจน แชปแมน (ซึ่งยังมีชีวิตอยู่) ถูกใส่เข้ามาอย่างสะเพร่า ไม่ตรงกับชื่อผู้เสียชีวิต นั่นคือ เจเน็ท แพทเทอร์สัน ซึ่งเป็นนักออกแบบเครื่องแต่งกายที่เคยร่วมงานกับแชปแมนในหนังอย่าง The Portrait of a Lady และ The Piano... การได้เห็นภาพตัวเองในคลิปผู้วายชนม์ถือเป็นฝันร้ายขนานแท้ จนอาจนำไปสู่การตั้งคำถามเชิงอัตถิภาวนิยม เช่น เรา ใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ใช่ไหม หรือคำถามที่ชวนสะพรึงกว่านั้น เช่น เราเป็นวิญญาณที่ไม่รู้ตัวว่าตายไปแล้วหรือเปล่า (aka The Sixth Sense)


Records Broken

·   พญานกตัวจริง (ชนิดที่ เอมี อดัมส์ ยังต้องคาราวะ) เควิน โอคอนเนลล์ ได้พบกับความสมหวังในที่สุด หลังเขาก้าวขึ้นรับรางวัลออสการ์ตัวแรกพร้อมทีมงานอีก 3 คนในสาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม (sound mixing) จากหนังเรื่อง Hacksaw Ridge หลังเคยเข้าชิงครั้งแรกในสาขานี้เมื่อปี 1983 จาก Terms of Endearment และพ่ายให้กับทีมบันทึกเสียงจาก The Right Stuff จากนั้น 33 ปีต่อมา สถิติชวดรางวัลสูงสุดตลอดกาล (20 ครั้ง) ในประวัติศาสตร์ออสการ์ก็สิ้นสุดลงจนได้จากความสำเร็จในครั้งที่ 21 ตอนนี้คนที่ครองสถิติเข้าชิงมากสุดโดยยังไม่เคยได้รางวัล ได้แก่ เกร็ก พี. รัสเซลล์ อดีตหุ้นส่วนของโอคอนเนลล์ ซึ่งเข้าชิงทั้งหมด 16 ครั้งในสาขาบันทึกเสียง และเพิ่งจะถูกตัดสิทธิ์การเข้าชิงครั้งที่ 17 จากหนังเรื่อง 13 Hours: The Secret Soldiers of Benghazi เนื่องจากเขากระทำผิดกฎด้วยการโทรศัพท์ล็อบบี้ให้ผลงานตัวเอง อันดับสองคือ โธมัส นิวแมน ซึ่งเข้าชิง 14 ครั้ง ล่าสุดจาก Passengers ในสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยม อันดับสามคือ โรเจอร์ ดีกินส์ ตากล้องในตำนานที่เข้าชิงทั้งหมด 13 ครั้ง และชวดรางวัลทุกครั้ง

·   เดเมียน ชาเซลล์ (La La Land) กลายเป็นผู้กำกับที่อายุน้อยที่สุดที่คว้ารางวัลออสการ์มาครอง ทำลายสถิติที่ นอร์แมน ทอรอก (Skippy) สร้างไว้เมื่อปี 1931 คนแรกอายุ 32 ปีกับ 38 วันตอนได้ออสการ์ ขณะที่คนหลังอายุ 32 ปีกับ 260 ตอนได้ออสการ์

·   O.J.: Made in America กลายเป็นหนังชนะรางวัลออสการ์ (สารคดียอดเยี่ยม) ที่มีความยาวมากที่สุด (467 นาที) เอาชนะเจ้าของสถิติเดิม War and Peace (หนังต่างประเทศยอดเยี่ยม) เมื่อปี 1969 ซึ่งมีความยาว 431 นาที สารคดีเรื่องนี้สร้างขึ้นในโครงการ 30 for 30 Series ของช่อง ESPN แบ่งออกเป็น 5 ตอน แต่ถูกนำมาฉายในโรงหนังช่วงเดือนพฤษภาคมเพื่อสิทธิ์ในการเข้าชิง

·   หลังคว้าออสการ์จากหนังเรื่อง Fences ไปครอง ไวโอลา เดวิส กลายเป็นนักแสดงผิวดำคนแรกที่ได้รับรางวัลการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสามเวทีหลัก นั่นคือ ออสการ์, เอ็มมี และ โทนี โดยก่อนหน้านี้มีนักแสดงหญิง 13 คน และนักแสดงชาย 9 คนเท่านั้นที่ทำสำเร็จ อาทิ เฮเลน เมียร์เรน และ คริสเตอร์เฟอร์ พลัมเมอร์ เป็นต้น นอกจากนี้เดวิสยังเป็นนักแสดงคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ได้รางวัลโทนีและออสการ์จากการเล่นบทเดียวกัน (แต่ต่างสาขา) เธอได้โทนีนำหญิงจากการรับบท โรสใน Fences เวอร์ชั่นบรอดเวย์ ก่อนจะได้ออสการ์สมทบหญิงจากบทเดียวกัน ส่วนคนแรกที่ทำสำเร็จ คือ ยูล บรินเนอร์ ซึ่งได้ออสการ์และโทนีในสาขานำชายจาก The King & I

·   โปรดิวเซอร์ ดีดี การ์ดเนอร์ (Moonlight) กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสองตัว ก่อนหน้านี้สามปีเธอเพิ่งได้รางวัลเดียวกันจากหนังเรื่อง Twelve Years a Slave

·   Moonlight เป็นหนังเกี่ยวกับ LGBT เรื่องแรกที่คว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีออสการ์ และหนังเรื่องที่สองที่ได้รางวัลออสการ์หนังเยี่ยมโดยไม่เคยชนะรางวัลของสมาพันธ์สำคัญสามแห่ง นั่นคือ PGA (ผู้อำนวยการสร้าง), DGA (ผู้กำกับ) และ SAG (นักแสดง) โดยเรื่องแรกที่ทำได้ คือ Braveheart ในปีแรกที่มีการแจกรางวัล SAG

·   ชัยชนะของ คอลลีน แอตวู้ด จากการออกแบบเสื้อผ้าให้กับหนังเรื่อง Fantastic Beasts and Where to Find Them (ตัวที่ 4 ของเธอหลังจาก Chicago, Memoirs of a Geisha และ Alice in Wonderland) ถือเป็นชัยชนะครั้งแรกบนเวทีออสการ์ของหนังในจักรวาล Harry Potter โดยก่อนหน้านี้หนังทั้ง 8 เรื่องถูกเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาเทคนิคต่างๆ รวม 12 รางวัล แต่ชวดหมด

·   มาเฮอร์ชาลา อาลี เป็นชาวมุสลิมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์มาครอง เขาเข้ารีตเป็นอิสลามเมื่อ 17 ปีก่อน

·   La La Land เป็นหนังเรื่องแรกที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงสูงสุด 14 รางวัล แต่พลาดรางวัลหนังยอดเยี่ยม ก่อนหน้านี้ All About Eve และ Titanic ล้วนคว้ารางวัลสูงสุดมาครองได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้มันกลายเป็นหนังเข้าชิงสูงสุดที่พลาดรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นการถือครองสถิติร่วมกันโดย The Curious Case of Benjamin Button, The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring และ Who’s Afraid of Virginia Woolf ซึ่งต่างได้เข้าชิงเรื่องละ 13 รางวัล