วันเสาร์, พฤษภาคม 19, 2561

God's Own Country: อาณาจักรของเราสอง


ถ้าเทียบกับหนัง LGBT ชื่อดังเรื่องอื่นๆ ของปี 2017 ด้วยกัน อาจพูดได้ว่า God’s Own Country ลดทอนแง่มุมความกดดัน ตลอดจนอคติในสังคมต่อเพศทางเลือกมากที่สุดจนแทบจะกลายเป็นศูนย์ เพราะแม้กระทั่งหนังซึ่งจงใจรีดบริบททางสังคมออกจนหมด เหลือไว้เพียงอารมณ์ความรู้สึกของการตกหลุมรักอย่าง Call Me by Your Name คนดูยังไม่วายตระหนักถึงแง่มุมส่วนนี้ได้จากการตัดสินใจในตอนท้ายของโอลิเวอร์ นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหนังที่ตีแสกหน้าประเด็นดังกล่าวอย่าง Beach Rats, A Fantastic Woman และ BPM (Beats Per Minute) น่าสังเกตว่าถึงแม้ จอห์นนี จะใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อบอวลไปด้วยความเป็นชายระดับเข้มข้น (เช่นเดียวกับตัวเอกใน Beach Rats) แต่เขากลับไม่เคยพยายามจะปกปิดเพศวิถีของตนเองสักเท่าไหร่ กระทั่งเพื่อนสาวสมัยมัธยมก็ดูจะตระหนักดีว่าเขามีรสนิยมเช่นใด ส่วนพ่อกับย่าของเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจอร์จี้มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับปฏิกิริยาของเหล่าตัวละครรอบข้างแจ็คและเอนนิสในหนังซึ่งมักจะถูกยกมาเปรียบเทียบอยู่เนืองๆ อย่าง Brokeback Mountain

ตอนที่หนังเรื่อง Brokeback Mountain เข้าฉาย บล็อกเกอร์บางคนวิจารณ์ความไม่สมจริงของเรื่องราวว่าเหตุใดตัวละครเอกจึงไม่ตัดสินใจย้ายเข้าเมือง แล้วใช้ชีวิตเกย์อย่างอิสระ มีความสุข เหมือนเกย์อีกจำนวนมากในยุค 70-80 ที่อพยพจากเขตรอบนอกเข้าสู่มหานคร อาทิ นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก พวกเขามองข้ามแก่นสำคัญจริงๆ ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ตรง สถานที่” เท่านั้น (ถ้าบ้านนอกใจแคบก็ย้ายเข้าเมืองซึ่งวัฒนธรรมรักร่วมเพศเจริญรุ่งเรืองสิ) หากแต่อยู่ตรงจิตใจภายใน เอนนิส เดลมาร์ ถูกเลี้ยงดูและปลูกฝังว่าความสัมพันธ์แบบชายรักชายเป็นความผิด เป็นเรื่องน่าละอาย และสุดท้ายอาจนำไปสู่ความตาย ความหวาดกลัว สับสนในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบท ในอดีตหรือปัจจุบัน ไม่เชื่อให้ลองดูตัวละครเอกจาก Beach Rats เป็นตัวอย่าง เขาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ริมชายฝั่ง สามารถหาเซ็กซ์ฉาบฉวยได้ตามเว็บไซต์สารพัด แต่ยังจำทนกับชีวิตกำมะลอไปวันๆ พยายามปกปิดความต้องการแท้จริงทั้งจากตัวเองและคนรอบข้าง ต่างจากจอห์นนี ผู้มีอาชีพใกล้เคียงกับตัวละครเอกใน Brokeback Mountain แต่จิตใจเขากลับปราศจากตราบาปแห่งรักร่วมเพศ

เช่นเดียวกับ Call Me by Your Name ปมของตัวละครอย่างจอห์นนีเป็นปมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่จำเพาะเจาะจงแต่กับรักร่วมเพศเท่านั้น (แต่อารมณ์รักร่วมเพศอาจทำให้ปมดังกล่าวมีความเข้มข้น ซับซ้อนมากขึ้น) ผู้กำกับ ฟรานซิส ลี เคยให้สัมภาษณ์ว่า “Brokeback Mountain พูดถึงฉากหลังและช่วงเวลาอันจำเพาะเจาะจง ตัวละครเอกทั้งสองไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้เพราะอคติทางสังคม ใน God’s Own Country ประเด็นคือการปิดกั้นตัวเอง” จอห์นนีเป็นชายหนุ่มที่เติบโตมาไม่แตกต่างจากสภาพภูมิประเทศรอบตัว แห้งแล้ง หนาวเหน็บ หยาบกร้าน แม่ทอดทิ้งเขาให้อยู่ตามลำพังกับพ่อและย่าในชนบทอันห่างไกล ที่ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ชีวิตเขาเต็มไปด้วยภาระหนักอึ้งในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเขาต้องแบกรับเพียงลำพังหลังจากพ่อป่วยหนัก เขาถูกคาดหวังให้เป็นเหมือนพ่อ นั่นคือ ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงวัวฝูงแกะเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เมื่อจอห์นนีบังเอิญเจอเพื่อนสมัยมัธยมในฉากหนึ่ง คนดูสามารถสัมผัสได้ถึงความขมขื่นของชายหนุ่มผู้ติดกับอยู่ในชีวิตที่เขาไม่ต้องการ ความจริงของชีวิตอันโหดร้ายทำให้จิตใจเขาพลอยหยาบกระด้าง เขาดื่มเหล้าเพียงเพื่อให้เมาหมดสติ มีเซ็กซ์เพียงเพื่อระบายความใคร่ และกินอาหารเพียงเพื่อไม่ให้อดตาย ความรัก ความอ่อนโยนเป็นสิ่งที่จอห์นนีไม่รู้จัก และในแง่หนึ่งพยายามปฏิเสธมาตลอดเพราะคิดว่ามันเป็นสิทธิพิเศษที่เขาไม่คู่ควร หรือไม่อาจเติบโต เบ่งบานได้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ จนกระทั่งเขาได้พบกับจอร์จี้ คนงานชาวโรมาเนียที่พ่อจ้างมาช่วยงานจอห์นนี

ขณะที่จอห์นนีมองยอร์คเชอร์และฟาร์มปศุสัตว์เป็นเหมือนเรือนจำ กักขังเขาจากอิสรภาพ ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย แล้วกลับมาเยี่ยมบ้านเหมือนเป็นการพักร้อนจากชีวิตเมืองกรุง จอร์จีกลับมองเห็นความงามของยอร์คเชอร์ และอาจเหมารวมถึงประเทศอังกฤษว่าเป็นเหมือนโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะประเทศบ้านเกิดเขา ตายไปแล้ว” จากความยากแค้นทั่วทุกหัวระแหง ถึงตรงนี้จึงอาจพูดได้ไม่เต็มปากนักว่า God’s Own Country ปราศจากบริบททางสังคม การวางตัวละครอย่างจอร์จี้ให้เป็นคนงานชาวโรมาเนียสะท้อนถึงการไหลบ่าของผู้อพยพมายังประเทศอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมนำไปสู่ความหวาดกลัว วิตกกังวลในหมู่กลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดจนลงเอยด้วยปรากฏการณ์ Brexit น่าสนใจว่าในหนังจอห์นนีไม่ต้องเผชิญกับอคติทางเพศ แต่กลับเป็นจอร์จี้ที่โดนจอห์นนีทึกทักแบบเหมารวม (ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก) ว่าเป็นคนปากีฯ ก่อนต่อมาจะล้อเลียนเขาว่าเป็นพวกยิปซี ต่อมาในฉากหนึ่งช่วงท้ายเรื่อง ลูกค้าบาร์เหล้าก็เหมือนจงใจหาเรื่องจอร์จี้เพียงเพราะเขาพูดจาติดสำเนียง มองในแง่นี้อาจพูดได้ว่า จอห์นนี ตลอดจนเมืองยอร์คเชอร์ เป็นผลพวงตกค้างจากยุคเก่า เป็นตัวแทนความรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งกำลังผุกร่อน ล่มสลายไม่ต่างจากสภาพร่างกายของพ่อจอห์นนี (ฟาร์มคงไม่มีทางไปรอดหากยังดื้อดึงจะทำตามรูปแบบเดิมๆ) ส่วนจอร์จี้เปรียบเสมือนตัวแทนยุคสมัยแห่งการผสมผสาน เป็นอนาคตที่เปี่ยมความหวัง

เช่นเดียวกับเหล่าผู้อพยพที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีความยากไร้ ภัยสงครามมาหาความสงบสุข โอกาสในการอยู่รอด จอร์จี้ไม่เพียงจะมองเห็นและชื่นชมความงามของทิวทัศน์อันหนาวเหน็บ แห้งแล้งของยอร์คเชอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกๆ สิ่งรอบข้างอีกด้วย ความละเอียดอ่อนของเขาถูกสะท้อนผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งหนังอาจนำเสนอแบบผ่านๆ โดยไม่เน้นย้ำ แต่นำไปสู่ภาพรวมอันเป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นฉากเขาถอดหลอดไฟเปลือยมาติดโคม ใส่เครื่องปรุงในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เติมเกลือในพาสต้า จัดดอกไม้ใส่แจกันประดับโต๊ะอาหาร หรือทำชีสจากนมแกะ สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นบุคลิกที่แตกต่างกันราวน้ำกับไฟระหว่างจอห์นนีกับจอร์จี้  

เมื่อลูกแกะคลอดออกมาในสภาพอ่อนแอ จอห์นนีเลือกจะถอดใจ ขณะจอร์จี้กลับพยายามทำทุกทางจนช่วยชีวิตมันได้สำเร็จ เขามอบความเอาใจใส่ให้ลูกแกะ เหมือนที่เขาหยิบยื่นความอ่อนโยนให้จอห์นนีอย่างไม่ย่อท้อ ทั้งสองช่วยกันซ่อมแซมกำแพงหินรอบฟาร์ม ขณะที่กำแพงในใจจอห์นนีก็ค่อยๆ พังทลายลงทีละชั้น ฉากเซ็กซ์ครั้งแรกเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รุนแรง แต่ความวาบหวามแท้จริงเริ่มต้นเมื่อจอห์นนีตระหนักถึงพลังแห่งสัมผัส ความใกล้ชิด และรสจูบอันดื่มด่ำ ดุจเดียวกับสัตว์ที่เพิ่งเรียนรู้อิสรภาพจากการหัดเดินเป็นครั้งแรก เขาค่อยๆ เปิดรับความรักเข้าสู่หัวใจ ปล่อยให้มันหลั่งไหลเข้าเติมเต็มพื้นที่ว่างแห่งความโดดเดี่ยว ทดแทนความขมขื่น คับแค้น หนังถ่ายทอดพัฒนาการในความสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างงดงามโดยไม่ต้องอาศัยบทสนทนาใดๆ ในฉากรักครั้งที่สอง สายตาและภาษาท่าทางของทั้งสองนักแสดงบ่งบอกให้เห็นชัดเจนว่าขณะฝ่ายหนึ่งพยายามเร่งรีบเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย อีกฝ่ายกลับยืนกรานให้เขาค่อยๆ ดื่มด่ำกับช่วงเวลา กับรสสัมผัส เซ็กซ์หาใช่แค่แรงหื่นกระหายทางกายอีกต่อไป ในเช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสองได้พูดจาเปิดใจกัน ก่อนจอร์จี้จะพาจอห์นนีไปชมทิวทัศน์บนยอดเขา ซึ่งเคยผ่านตามาแล้ว แต่ไม่เคยชื่นชม ซึมซับอย่างแท้จริง ความรักที่งอกงามทำให้จอห์นนีตระหนักเป็นครั้งแรกว่าเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ฟาร์มแห่งนี้ได้

ผมขอโทษ ผมทำอย่างที่พ่อต้องการไม่ได้ เราจะไปกันรอด แต่ต้องในแบบของผม ไม่ใช่ของพ่อ” ตามท้องเรื่องจอห์นนีหมายถึงการดูแลไร่ปศุสัตว์ แต่ในเชิงนัยยะมันอาจเหมารวมถึงชะตากรรมของประเทศอังกฤษ นี่เปรียบเสมือนคำประกาศกร้าวของคนรุ่นใหม่เพื่อคัดค้านแนวทางอันคับแคบของคนรุ่นเก่า ซึ่งดึงดันจะขีดเส้นทางอนาคตทั้งที่พวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่ต้องเผชิญผลพวงภายหลัง การที่พ่อของจอห์นนีตกอยู่ในสภาพพิการ ต้องนั่งรถเข็น สะท้อนให้เห็นว่ายุคสมัยเขากำลังสิ้นสุดลง และเขาควรส่งมอบอิสรภาพในการตัดสินใจให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสค้นหาหนทางในแบบของเขา ด้วยเหตุนี้เองฉากสุดท้ายของหนังจึงให้ความรู้สึกอิ่มเอมที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่ความรักอันสุขสมหวัง

A Fantastic Woman: ยืนหยัดท่ามกลางกระแสเชี่ยวกราก


ในช่วง 10 นาทีแรกของ A Fantastic Woman สาวประเภทสอง มารีนา (แดเนียลา เวกา) เหมือนจะอาศัยอยู่ในฟองอากาศ ล่องลอยเป็นเอกเทศจากโลกรอบข้าง ปลอดภัยจากความกดดันใดๆ เมื่อเธออยู่เคียงข้างชายคนรัก เจ้าของโรงงานสิ่งทอที่อายุมากกว่า ฐานะดีกว่าอย่าง ออร์ลันโด (ฟรานซิสโก เรเยส) เขาหลงรักเธออย่างจริงใจ สังเกตจากแววตาชื่นชมขณะเฝ้ามองเธอร้องเพลงบนเวทีในคลับแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นเขาได้พาเธอไปดินเนอร์ที่ภัตตาคารจีน พนักงานเสิร์ฟเข็นเค้กมาเซอร์ไพรส์พร้อมกับร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้เธอ เขาซื้อของขวัญเป็นตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวน้ำตกอีกวาซูกันสองคน แต่ดันจำไม่ได้ว่าไปลืมทิ้งไว้ที่ไหน ค่ำคืนสุดโรแมนติกลงเอยด้วยการที่ออร์ลันโดตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมอาการปวดหัวอย่างหนัก ก่อนสุดท้ายจะเสียชีวิตกะทันหันที่โรงพยาบาลเนื่องจากหลอดเลือดสมองโป่งพอง

ทันใดนั้นฟองอากาศของมารีนาก็แตกดังโพละ กลายเป็นว่าเธอปราศจากสิทธิขาดใดๆ ในทุกการตัดสินใจเกี่ยวกับออร์ลันโด และกระทั่งตัวตนแบบที่เธอกล่าวอ้างก็มักจะถูกต้องข้อกังขา หมอแสดงทีท่าไม่แน่ใจเมื่อทราบว่าเธอชื่อมารีนา เป็นชื่อเล่นเหรอ เขาถาม จากนั้นเมื่อเธอดอดไปโทรบอกข่าวกับญาติของออร์ลันโด และหาพื้นที่ส่วนตัวเพื่อเลียแผลใจเพียงลำพัง โรงพยาบาลกลับปฏิบัติต่อเธอเหมือนอาชญากรด้วยการแจ้งตำรวจ ซึ่งยืนกรานให้เธอใช้ชื่อเดิม (ชื่อผู้ชาย) ตามบัตรประชาชนจนกว่าจะได้รับบัตรใหม่ที่ตรงกันเพศสภาพ เขาซักถามว่าทำไมมารีนาจึงเดินหนีจากโรงพยาบาลราวกับเธอเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งที่หมอเองก็สรุปว่าสาเหตุการตายเกิดจากภาวะเส้นเลือดโป่งพอง แต่เพราะระหว่างทางมาโรงพยาบาล ออร์ลันโดเกิดพลัดตกบันได เนื้อตัวเขาจึงมีรอยฟกช้ำดำเขียว อันจะนำความยุ่งยากมาสู่มารีนาอีกมากมาย เมื่อกาโบ (หลุยส์ เก็กโค) น้องชายของออร์ลันโดเดินทางมาถึงโรงพยาบาล เขาทำท่าจะกอดทักทายมารีนา แต่กลับเปลี่ยนใจไปจับมือแทน ตำรวจพูดถึงมารีนาโดยใช้สรรพนาม “เขา ต่อหน้าเธอ แม้กาโบจะช่วยแก้ต่างว่า ผู้หญิงคนนี้ อยู่กับพี่ชายเขาในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต แต่ขณะเดียวกันเขาก็ก้าวเข้ามาจัดการทุกอย่าง แล้วกันเธอออกจากการมีส่วนร่วมไปโดยอัตโนมัติ

ไม่ใช่เพียงตัวตนของมารีนาเท่านั้นที่ถูกตั้งคำถาม ความรักระหว่างเธอกับออร์ลันโดก็เช่นกัน ตำรวจหญิงจากแผนกคดีล่วงละเมิดทางเพศเดินทางมาพบมารีนา คำถามแรกของเธอ คือ เขาจ่ายเงินให้คุณหรือเปล่าราวกับความสัมพันธ์ระหว่างกะเทยวัยสาวกับผู้ชายแก่คราวพ่อไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากความสัมพันธ์ที่ผูกมัดกันโดยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ (ข้อเท็จจริงว่าเขาเป็นเจ้าของกิจการ ส่วนเธอเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟมีส่วนสนับสนุนอยู่บ้าง) เธออ้างประสบการณ์จากการทำงานด้านนี้มานานนับสิบปี เธอ เห็นมาหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ผู้หญิง” แบบมารีนา เธอเชื่อว่าบาดแผลตามตัวออร์ลันโดเป็นแค่ความพยายามป้องกันตัวเนื่องจากการถูกทารุณกรรมทางเพศ ทั้งที่มารีนาเองได้อธิบายทุกอย่างกับหมอที่โรงพยาบาลแล้ว และเมื่อมารีนาไม่ยอมให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ตำรวจหญิงก็บีบบังคับให้เธอต้องเปลื้องผ้าตรวจร่างกาย พร้อมถ่ายรูปเป็นหลักฐาน ซ้ำร้ายเธอยังต้องมาทนฟังเสียงกระซิบกระซาบระหว่างตำรวจหญิงกับเจ้าหน้าที่ชายว่าควรจะเรียกเธอ เดเนียล” ตามชื่อจริงดีไหม ทำเหมือนเธอเป็นผู้หญิง เรียกชื่อผู้หญิงของเธอตำรวจหญิงแนะนำ

วิบากกรรมยังไม่จบสิ้นลงเพียงเท่านั้น ครอบครัวของออร์ลันโดตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับมารีนานับแต่เริ่มแรก และปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอไม่มีตัวตน หรือเป็นตัวประหลาด ลูกชายเขา บรูโน (นิโคลัส ซาเวดรา) ขับไล่เธอออกจากคอนโดพ่อ ถามว่าเธอเป็นอะไร ผ่าตัดแปลงเพศหรือยัง ฉันก็เป็นเหมือนกับคุณเธอตอบ เมียเก่าเขา โซเนีย (แอรีน คุพเพนไฮม์) นิยามความสัมพันธ์ระหว่างมารีนากับออร์ลันโดว่าวิปริต พร้อมกับเน้นย้ำคำว่า ปกตินิยามชีวิตแต่งงานของเธอเวลาฉันเห็นเธอ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังมองอะไรอยู่เธอกล่าวกับมารีนา เหมือนหัวมังกุท้ายมังกร” (ซับไตเติลอังกฤษใช้คำว่า คิเมียรา ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานกรีก ส่วนหัวถึงหน้าอกเป็นสิงโต ลำตัวเป็นแพะ และบั้นท้ายเป็นมังกรหรืองู) พร้อมกันนั้นก็ได้สั่งห้ามเธอไม่ให้ไปร่วมงานศพ หรือพิธีกรรมใดๆ และเมื่อเธอไม่เชื่อฟัง ผลลัพธที่ตามมาจากน้ำมือของบรูโนถือว่าน่าตกใจไม่น้อย คนเดียวที่เหมือนจะเห็นใจมารีนาอยู่บ้าง คือ กาโบ แต่ก็ไม่มากพอจะลุกขึ้นมาทำอะไร เขาทำได้แต่เพียงนั่งมอง และขอร้องให้มารีนายินยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี

ถึงแม้มารีนาจะต้องเผชิญหน้ากับความอับอาย การกีดกัน ดูถูกเหยียดหยามสารพัด ทั้งแบบรุนแรงตรงไปตรงมา เช่น กรณีครอบครัวของออร์ลันโด หรือแบบซุกซ่อนเป็นความนัย เช่น บรรดาหมอและตำรวจที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผู้กำกับ เซบาสเตียน เลลีโอ ไม่ได้อ้อยอิ่ง บีบคั้นเพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจนเกินงาม หากมองโดยพล็อตเรื่องกับสถานการณ์แล้วหนังมีโอกาสจะเบี่ยงเบนเข้าหาแนวทางเมโลดรามาได้ง่ายมากในหลายๆ ฉาก (ตอนหนึ่งอดีตภรรยาของออร์ลันโดถึงกับเสนอเงินให้มารีนาหายตัวไป”) แต่เลลีโอมีรสนิยมพอจะนำเสนอแบบตรงไปตรงมา ไม่ตีโพยตีพายให้มากความ กล้องจับจ้องไปยังใบหน้าของ แดเนียลา เวกา ตลอดวิบากกรรมทั้งหลาย เธอไม่ได้แสดงออกทางอารมณ์ชัดเจน อาจมีประกายไม่พอใจ ตกใจ ขมขื่น หรือคับแค้นให้เห็นอยู่บ้าง แต่ปราศจากท่าทีโน้มน้าวคนดูให้เห็นอกเห็นใจแบบออกนอกหน้า ความนิ่งจนเกือบจะเรียกได้ว่าหน้าตายในแง่หนึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่าอคติ ตลอดจนพฤติกรรมกดทับ มองเห็นเป็นอื่นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอ มันเป็นสิ่งที่เธอต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ขณะที่ตัวละครทั้งหลายรอบข้างพยายามจะหา คำนิยามให้กับมารีนา ผู้กำกับเลลีโอกลับเลือกจะถ่ายทอดเธอออกมาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งซึ่งต้องสูญเสียคนรักไปอย่างกะทันหัน เพราะทันทีที่ออร์ลันโดเสียชีวิต ไม่มีใครคิดจะปลุกปลอบใจ หรือถามไถ่ถึงความรู้สึกเธอ ตรงกันข้าม มารีนากลับโดนตีตราแขวนป้ายให้กลายเป็นแค่บุคคลข้ามเพศ เธอถูกตั้งคำถาม ถูกไล่เบี้ย เพื่อจัดหมวดหมู่ให้เข้ากับมาตรฐานของความ ปกติทางสังคม (ชายหรือหญิง เดเนียลหรือมารีนา) จนเธอไม่มีเวลาที่จะทบทวน ซึมซาบ หรือรับมือกับความโศกเศร้าอย่างเป็นขั้นตอน หนังอาจยืนกรานที่จะมอบศักดิ์ศรี ความสง่างามให้กับตัวละครอย่างมารีนา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มองข้ามแง่มุม เหนือจริงเกี่ยวกับบุคคลข้ามเพศ จริงอยู่มารีนาอาจไม่แตกต่างจากมนุษย์ปุถุชน เธอมีหัวจิตหัวใจ มีความรัก ความใฝ่ฝัน ต้องการความเคารพ การยอมรับเฉกเช่นคนทั่วไป และควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเท่าเทียมเยี่ยงนั้น อย่างไรก็ตาม เหมือนที่ชื่อหนังบ่งบอกเป็นนัย เธอยัง ยอดเยี่ยมและ มหัศจรรย์อย่างเหลือเชื่ออีกด้วย (ไม่ใช่จากแค่การยืนหยัดต่อสู้กับปฏิปักษ์รอบด้านเท่านั้น) ดุจเดียวกับภาพน้ำตกอีกวาซูในช็อตเปิดเรื่อง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์สูงสุดทางธรรมชาติ

ฉากที่สะท้อนคุณลักษณะเหนือธรรมดาของตัวละครนี้ได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตอนที่มารีนาเดินเข้าไปในซาวนาเพื่อค้นหาตู้ล็อกเกอร์ของออร์ลันโด เนื่องจากซาวนาแบ่งแยกสัดส่วนชายกับหญิงอย่างชัดเจน เธอจึงเดินเข้าไปในฐานะผู้หญิงก่อน (พันผ้าเช็ดตัวปิดหน้าอก ปล่อยผมยาว) ก่อนจะลอบผ่านประตูเข้าไปยังส่วนของผู้ชายได้อย่างแนบเนียนโดยไม่มีใครกระโตกกระตาก (มัดผม เลื่อนผ้าเช็ดตัวลงมาพันรอบเอว) หนังแสดงให้เห็นว่ามารีนาไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างหญิงกับชาย ไม่ใช่ตัวประหลาดที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเป็นอะไรกันแน่ หากแต่เป็นทั้งหญิงและชายในคนเดียวกัน (หนึ่งในเกมที่เธอชื่นชอบคือชกมวย) เธอไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และเลลิโอก็ไม่เกรงกลัวที่จะสอดแทรกฉากเหนือจริงในสไตล์สัจนิยมมหัศจรรย์เข้ามาเพื่ออธิบายความรู้สึก หรือสภาพการณ์ของตัวละเอก เช่น แทร็กกิ้งช็อตมารีนาขณะเดินไปตามถนน ฝ่าสายลมที่กรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเธอต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อต้านทานแรงลมและไม่อาจก้าวเท้าต่อไปได้ หรือเมื่อการเต้นรำในผับเกย์ถูกเปลี่ยนเป็นฉากในหนังเพลง

มองโดยเปลือกนอกแล้วอาจกล่าวได้ว่า A Fantastic Woman สะท้อนประเด็นปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับ LGBT ผ่านการเรียกร้องพื้นที่และความเท่าเทียมในสังคม ดังนั้นเมื่อมารีนา ซึ่งถูกกระทำมาตลอด ลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้โดยชอบธรรม (ทวงคืนสุนัขที่ออร์ลันโดยกให้เธอจากครอบครัวทรานส์โฟเบียของเขา) คนดูจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะใจ ฮึกเหิม มารีนาไม่เคยคิดเอาเปรียบครอบครัวของออร์ลันโด เธอยินดีคืนรถ คืนอพาร์ตเมนต์ของเขาโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน นอกจากโอกาสที่จะได้บอกลาคนรักของเธอเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปที่เพิ่งประสบความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต ชัยชนะของเธอ ทั้งการได้บอกลาคนรักเป็นครั้งสุดท้ายและทวงคืนสุนัขของเขากลับมาได้ ถูกนำเสนออย่างเรียบง่าย ไม่ได้ตอกย้ำ หรือฟูมฟาย บางทีสาเหตุอาจเป็นเพราะนั่นไม่ใช่ชัยชนะอันแท้จริงของมารีนา

ปมลึกลับเล็กๆ อย่างหนึ่งของหนังเกี่ยวข้องกับตั๋วเครื่องบินที่ออร์ลันโดซื้อให้มารีนา แต่เขาจำไม่ได้ว่าไปลืมทิ้งไว้ตรงไหน เมื่อมารีนาเจอพวงกุญแจบอกหมายเลข 181 ตกอยู่ในรถ เธอไม่รู้ว่ามันเป็นกุญแจอะไรและจะนำไปสู่ความลับใด แต่เธอก็เลือกจะเก็บไว้ด้วยคิดว่ามันอาจนำไปสู่การคลี่คลายบางอย่าง จนกระทั่งในช่วงท้ายเรื่อง ปมลึกลับนี้กลับมาดึงความสนใจจากคนดูอีกครั้งเมื่อเห็นลูกค้าในร้านอาหารมีกุญแจแบบเดียวกัน ทำให้มารีนาพลันตระหนักว่ากุญแจที่เธอเจอในรถนั้นใช้สำหรับไขตู้ล็อกเกอร์ในซาวนา หนังล่อหลอกคนดูให้รู้สึกเหมือนว่ากำลังจะนำไปสู่การเฉลยปริศนาบางอย่าง จนกระทั่งมารีนาไขกุญแจตู้ล็อกเกอร์แล้วพบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีคำตอบ ไม่มีตั๋วเครื่องบินที่หายไป เบาะแสชักนำเธอให้มาพบกับทางตัน

เช่นเดียวกัน ชัยชนะอันแท้จริงของมารีนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก นี่ไม่ใช่เรื่องราวของการเอาชนะกรอบอันคับแคบของสังคม แต่เป็นการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง แล้วโอบกอดยอมรับตัวตนที่ค้นพบโดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจว่าใครจะมองเราว่าเป็นตัวอะไร หลายครั้งหลายคราหนังจะแสดงให้เห็นภาพสะท้อนของมารีนาในกระจก โดยตัวอย่างสองช็อตที่จัดวางจังหวะได้อย่างงดงามเป็นตอนที่เธอเดินข้ามถนนแล้วหยุดมองตัวเองในบานกระจกบานใหญ่ ซึ่งคนงานสองคนกำลังช่วยกันแบกลงจากรถ และในช่วงท้ายเรื่องเมื่อเธอวางกระจกส่องหน้าไว้ตรงหว่างขา ปิดบังอวัยวะเพศพอดิบพอดี คนดูจะเห็นใบหน้าเธอสะท้อนอยู่ตรงจุดสำคัญ ก่อนหนังจะสรุปการเดินทางของมารีนาได้อย่างหมดจดด้วยฉากเธอก้าวขึ้นร้องโอเปราบนเวที มันให้อารมณ์ตรงข้ามกับฉากเปิดตัวเธอ (ร้องเพลงบนเวทีไนท์คลับ) อย่างสิ้นเชิง ดุจดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานเต็มที่ หรือดักแด้ซึ่งค่อยๆ แทรกตัวออกจากรังในรูปของผีเสื้อหลากสีสัน

Handsome Devil: คุณค่าแห่งปัจเจกภาพ


ตอนที่หนังเรื่อง Moonlight เข้าฉาย ผมบังเอิญไปอ่านเจอความเห็นของนักดูหนังชาวไทยคนหนึ่งที่บอกว่าหนังดูไม่ค่อย สมจริงเท่าไหร่ตรงที่ไชรอนถูกกลุ่มนักเลงล้อว่าเป็นตุ๊ด ทั้งที่ตัวละครในเรื่องไม่ได้ออกอาการกระตุ้งกระติ้งมากพอจะถูกกล่าวหาเช่นนั้น ถ้าเจ้าของความเห็นดังกล่าวได้มาชม Handsome Devil สุดท้ายเขาจะเข้าใจว่า ตุ๊ดไม่ใช่คำด่า/ล้อที่ใช้กับตุ๊ด/เกย์จริงๆ เท่านั้น แต่ยังถูกใช้เหมารวมไปยังคนที่ไม่อยู่ในกรอบ มาตรฐานความเป็นชายอีกด้วย เช่น คนไหนไม่ชอบเล่นกีฬา = ตุ๊ด คนไหนชอบดูละครเพลง = ตุ๊ด ซึ่งในบางกรณีคนเหล่านั้นอาจเป็นเกย์จริง แต่ก็ไม่เสมอไป ดังจะเห็นได้ว่าตัวละครเอกใน Billy Elliot ก็ถูกล้อว่าเป็นตุ๊ดเช่นกันทั้งที่ไม่ได้เป็นเกย์เพียงเพราะเขาเลือกเต้นบัลเล่ต์แทนการชกมวย บุคลิกกระตุ้งกระติ้งไม่ใช่ภาคบังคับของการถูกล้อด้วยคำว่าตุ๊ด ก็เหมือนที่ เน็ด (ฟีออน โอเชีย) อธิบายผ่านเสียงวอยซ์โอเวอร์ในช่วงต้นเรื่อง เกย์หมายถึงห่วยแตก ทุเรศ หรือไม่ก็แตกต่าง และความกลัวว่าตัวเองไม่เหมือนใครแผ่ปกคลุมไปทั่วโรงเรียนของเรา

เช่นเดียวกับไชรอน เน็ดตกเป็นเหยื่อโอชะของกลุ่มนักเลงเพียงเพราะเขา แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในโรงเรียนประจำชายล้วนที่หมกมุ่นอยู่กับกีฬารักบี้ รูปร่างที่ผอมแห้งกับหัวสีแดง เมื่อผนวกเข้ากับบุคลิกเรียบร้อย รักเสียงเพลง และไม่สู้คนยิ่งทำให้เขาโดนหมายหัวมาแต่ไกล ความจริงแล้วเน็ดไม่ได้เกลียดรักบี้ แต่มันแค่ไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งนั่นถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงของโรงเรียนแห่งนี้

ในช่วงต้นเรื่อง เน็ดเปรียบโรงเรียนวู้ดฮิลว่ามีสภาพไม่ต่างจากคุก อาจไม่ใช่ในแง่รูปธรรมเสียทีเดียว (เพราะมันดูจะไม่แตกต่างจากโรงเรียนเอกชนสำหรับชนชั้นกลางระดับสูงสักเท่าไหร่) แต่เป็นในแง่นามธรรมตรงที่ทุกคนถูกบังคับให้ต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน ไปจนถึงขั้นชอบอะไรเหมือนๆ กันด้วย เช่น การต้องเลิกเรียนกลางคันเพื่อไปเข้าห้องซ้อมเชียร์ก่อนการแข่งรักบี้ในรอบชิงชนะเลิศ สำหรับ วู้ดฮิล คอลเลจ ถ้วยแชมป์รักบี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญเหนือการศึกษา จึงไม่แปลกที่เด็กหนุ่มผู้รักเสียงเพลงอย่างเน็ดจะรู้สึกโดดเดี่ยว และพยายามเรียกร้องความสนใจด้วยการคัดลอกเนื้อเพลงมาส่งแทนเรียงความในวิชาภาษาอังกฤษ แต่อาจารย์แก่หง่อม ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆ เกี่ยวกับนักเรียนตัวเอง หรือความเป็นไปในโลกปัจจุบันกลับดูไม่ออกและให้เกรดเอเขา จากที่เริ่มต้นด้วยการเป็นมุกตลกประชดประชันกลับกลายเป็นความขมขื่น เมื่อเน็ดตระหนักว่าไม่มีใครรู้จักเพลงที่เขาชื่นชอบ และที่สำคัญดูเหมือนจะไม่มีใครแคร์มันด้วยซ้ำ

จนกระทั่งการมาถึงของคุณครูสอนภาษาอังกฤษคนใหม่ แดน เชอร์รี (แอนดรูว์ สก็อตต์) ซึ่งไม่เพียงจะเก็ทมุกตลกของเน็ดเท่านั้น แต่ยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกด้วย ไม่ใช่เพราะเด็กหนุ่มลอกผลงานของคนอื่นมาส่ง แต่เพราะเขาไม่เห็นความสำคัญของการเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเธอเสแสร้งเป็นคนอื่น แล้วใครจะเป็นเธอเขาตะโกนถามโดยไม่ได้เจาะจงแค่เน็ดเท่านั้น แต่ยังเหมารวมถึงเด็กทุกคนในชั้นเรียน และบางทีอาจเป็นคำถามสำหรับตัวเขาเองด้วย

น่าตลกตรงที่เน็ดไม่เคยเสแสร้งเป็นคนอื่น เขาเปิดเผยตัวตนชัดเจนว่าแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในโรงเรียน เขาไม่เคยแสดงความสนใจที่จะไปเชียร์กีฬา เขาติดโปสเตอร์อัลบั้มของวง Suede ไว้หราบนผนัง แม้ว่ามันจะยิ่งเข้าทางพวกนักเลง เขาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่มีความสุขกับโรงเรียนที่มองไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาสนใจ หรือหลงใหล และใฝ่ฝันอยากจะหนีออกจากเรือนจำแห่งนี้ไปให้ไกล ตรงกันข้ามกับ คอเนอร์ (นิโคลัส กาลิทไซน์) เด็กใหม่ที่กลายมาเป็นดาวเด่นในทีมรักบี้ ซึ่งพยายามปกปิดรสนิยมทางเพศของตัวเองด้วยการใช้กำลัง ตลอดจนพรสวรรค์ทางกีฬาเพื่อหวังว่าจะสามารถกลมกลืนกับคนส่วนใหญ่ได้อย่างราบรื่น เขาพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่ตุ๊ดด้วยการโชว์แมน ไล่กระทืบทุกคนที่พูดความจริง ก่อนจะย้ายโรงเรียนหนีเมื่อพบว่าตนไม่อาจปิดบังความลับไปได้ตลอด

ถ้ามองผ่านเลนส์ LGBT อาจกล่าวได้ว่าความคลั่งไคล้กีฬารักบี้ใน วู้ดฮิล คอลเลจ ก็คงไม่ต่างจากมาตรฐานของรักต่างเพศในสังคมโลก ซึ่งครอบงำ บงการความคิดทุกคนมาหลายชั่วอายุคนว่านี่เท่านั้นคือความ ปกติ นี่เท่านั้นคือครรลองที่ควรเป็น และใครก็ตามที่ไม่เข้าพวกจะถูกกีดกันให้เป็นคนนอก ถูกล้อเลียน กลั่นแกล้ง หรือกระทั่งบีบให้ต้องปกปิดตัวเองเพื่อจะได้ไม่ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด

เด็กผู้ชายบางคนก็ไม่เล่นรักบี้ เคยคิดถึงพวกเขาบ้างไหมเชอร์รีถามครูใหญ่ วอลเตอร์ (ไมเคิล แม็คเอลฮัตตัน) อย่างเหลืออด โดยคำถามดังกล่าวสามารถเปลี่ยนเป็น เด็กผู้ชายบางคนก็ไม่ชอบผู้หญิงได้ไม่ยาก นี่เป็นคำถามที่ไม่ได้พุ่งเป้าไปยังตัวละครวอลเตอร์เท่านั้น แต่ยังอาจมีนัยเหมารวมถึงคนดูรักต่างเพศอีกจำนวนมากด้วย เพราะความยากลำบากในชีวิตที่กลุ่ม LGBT ต้องเผชิญหาได้เกิดขึ้นจากภัยคุกคามในรูปอคติเด่นชัดอย่าง วีเซล (รอรี โอคอนเนอร์) และ ปาสคัล (โม ดันฟอร์ด) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความมืดบอด ไม่ตระหนัก หรือสนใจจะให้พื้นที่กับความแตกต่างอย่างวอลเตอร์อีกด้วย บรรดาคนที่อ้างว่าไม่ได้รังเกียจ หรือดูถูกรักร่วมเพศ แต่ก็เห็นชอบให้มันถูกเก็บซ่อนอย่างมิดชิด อย่าได้เสนอหน้า หรือกู่ก้องตะโกนร้องหาสิทธิความเท่าเทียมใดๆ

Handsome Devil เชิดชูการเปิดเผยตัวเอง (coming out) เลิกที่จะใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เลิกที่จะวิ่งหนีความจริง ซึ่งไม่ใช่วิกฤติสำหรับเกย์วัยรุ่นอย่างคอเนอร์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเกย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วมากมายอย่างเชอร์รีด้วย เขาสั่งสอนคอเนอร์ว่าพอโตขึ้นแล้วทุกอย่างก็จะ ดีขึ้นเอง ซึ่งก็เป็นจริงในแง่ที่ว่าเราเริ่มเรียนรู้ที่จะไม่ใส่ใจคำพูด หรือการกระทำของคนบางคนมากเท่าตอนยังเป็นวัยรุ่นที่อ่อนไหวต่อความกดดันของสังคม แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ถูกผลักให้ต้องกลับเข้าตู้ (closet) อีกครั้ง ให้ต้องโกหก ให้เก็บทุกอย่างเป็นความลับ ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสรีเพียงเพื่อรักษาอาชีพการงาน พลางปลอบประโลมตัวเองว่าต้องจำทนเพราะมันเป็น สัจธรรมอันน่าเศร้าของชีวิตแน่นอนคำสอนของเชอร์รีในชั้นเรียนเกี่ยวกับการเลิกเสแสร้งเป็นคนอื่นได้ตามกลับมาหลอกหลอน สะท้อนให้เห็นความย้อนแย้งของสิ่งที่เขาพยายามเสนอแนะให้คอเนอร์ทำในช่วงท้ายเรื่อง แล้วครูไปถึงจุดนั้นหรือยังคอเนอร์ตอกกลับเชอร์รีอย่างเจ็บแสบเมื่อฝ่ายหลังบอกว่าพอเขาโตขึ้นกว่านี้เขาก็จะไม่ต้องโกหกอีกต่อไป

ในกรณีของคอเนอร์ วิกฤติของเขาหนักหนาสาหัสเป็นสองเท่าเพราะเขาเป็นนักกีฬารักบี้ ซึ่งคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายเทสโทสเตอโรนหลายเท่าเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทกระโดดน้ำ หรือวอลเลย์บอล เขาต้องก้าวข้ามอคติเกี่ยวกับเกย์ (อ่อนแอ หรือมีความเป็นหญิงมากกว่าชายทั่วไป) ในหมู่นักกีฬา ขณะเดียวกันก็ต้องก้าวข้ามอคติเกี่ยวกับนักกีฬาในหมู่เด็กเซ็นซิทีพแบบเน็ด (ไม่ค่อยฉลาด ชอบใช้กำลัง และขาดความอ่อนไหวทางอารมณ์) ดูเหมือนไม่ว่าจะมองไปทางไหนเขาก็ต้องพบเจอแต่กำแพงที่คอยขวางกั้นไม่ให้คนเข้าถึงกัน เหมือนสารพัดข้าวของและโต๊ะตู้ที่เน็ดจัดแจงนำมากั้นห้องเพื่อแบ่งเป็นสัดส่วนทันทีที่พบว่าเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ของเขาเป็นนักรักบี้ดาวเด่น เขาด่วนตัดสินคอเนอร์แบบเดียวกับที่วีเซลด่วนตัดสินเขาว่าเป็นเกย์เพียงเพราะชอบฟังเพลงและไม่สนใจกีฬา

แต่กำแพงสร้างขึ้นได้ก็ถูกพังลงได้ หากเราเรียนรู้ที่จะเปิดใจเข้าหากัน ดังจะเห็นได้จากมิตรภาพระหว่างคอเนอร์กับเน็ดซึ่งเบ่งบานท่ามกลางความแตกต่างทางบุคลิก โดยทั้งสองมีจุดร่วมของความเป็นคนนอกเหมือนๆ กัน และความรักในเสียงเพลง มิตรภาพดังกล่าวทำให้คอเนอร์เลิกที่จะวิ่งหนี แล้วกล้าพอจะลุกขึ้นมาเผชิญหน้าความจริง กล้าพอจะเป็นตัวของตัวเองในตอนนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอ 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การที่หนังไม่ได้จำกัดรสนิยมทางเพศของเน็ดให้แน่ชัด แล้วโฟกัสไปยังมิตรภาพแทนการพัฒนาไปสู่อารมณ์โรแมนติก (เข้าใจได้ว่าเขาคงเป็นชายรักหญิงเพราะไม่มีจุดไหนของหนังที่บ่งชี้เป็นอื่น) ทำให้ประเด็นเนื้อหาของ Handsome Devil สื่อนัยยะไกลและกว้างกว่าการเป็นหนังเกย์ coming out ทั่วไป (ขณะเดียวกันกลุ่ม LGBT ก็อาจมองว่านี่เป็นหนึ่งในหนังที่พยายาม พาสเจอร์ไรซ์รักร่วมเพศสำหรับตลาดกระแสหลักไปพร้อมๆ กันจากการที่มันปราศจากแม้กระทั่งฉากจูบ และหลายครั้งก็แทนคำว่า เกย์ด้วยคำว่า “the thing” ราวกับจะพาเราย้อนไปสู่ยุคของความรักที่ไม่กล้าเอ่ยนาม) นั่นคือ การเฉลิมฉลองปัจเจกภาพ ความแตกต่าง พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของการเดินตามรอยกันไม่ต่างจากฝูงแกะที่ถูกต้อนไปทุกทิศทางตามคำสั่ง สูญเสียเอกลักษณ์และตัวตนให้กับแรงกดดันทางสังคม

กีตาร์ของเน็ดเขียนประโยคว่า เครื่องมือนี้ใช้ฆ่าอำนาจนิยมและจุดมุ่งหมายของอำนาจนิยมคือล้างสมองให้ทุกคนคิดคล้ายกัน ปฏิบัติตัวตามกัน เพราะมันง่ายต่อการควบคุม บงการ แต่แนวคิดดังกล่าวได้ทำลายแก่นอันงดงามของความเป็นมนุษย์ลงอย่างราบคาบ ด้วยเหตุนี้ ชัยชนะของคอเนอร์ในห้องล็อกเกอร์จึงถือเป็นชัยชนะของพหุสังคมและการยอมรับความหลากหลายอย่างแท้จริงแบบที่สังคมสมัยใหม่ควรจะเป็น ส่วนเผด็จการอย่างปาสคัล (“ฉันทำให้ทีมถูกปรับแพ้ได้”) ก็ต้องล่าถอยในที่สุด มันเป็นฉากจบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและการมองโลกแง่ดี แม้ว่าในโลกแห่งความจริง ท่ามกลางกระแสโต้กลับของฝ่ายขวาผ่านชัยชนะของ Brexit และ โดนัลด์ ทรัมป์ เราจะเห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ไปสู่บทสรุปดังกล่าวยังมีหนทางอีกยาวไกล

The Beguiled: ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ


ใครก็ตามที่เคยชม The Beguiled ฉบับ ดอน ซีเกล เมื่อปี 1971 ย่อมตระหนักดีว่าถึงแม้พล็อตโดยรวมจะมีลักษณะคล้ายหนังตระกูล ผู้หญิงล้างแค้นผู้ชายเจ้าชู้แต่มันกลับไม่ได้สร้างความรู้สึกฮึกเหิมในหมู่เพศหญิง หรือเจืออารมณ์ของสตรีนิยมในสไตล์ The First Wives Club (เหล่าเมียหลวงร่วมกันวางแผนแก้เผ็ดสามีที่หนีไปมีเมียน้อย) สักเท่าไหร่ ตรงกันข้าม หนังดูจะพุ่งเป้าไปยังการสะท้อนความหวาดกลัวของเพศชายมากกว่าในสไตล์ Fatal Attraction เกี่ยวกับสามีที่แอบคบชู้ มีเพศสัมพันธ์แบบชั่วข้ามคืนกับผู้หญิงผิดคนและโดนเธอตามเอาคืนอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้กำกับหญิงอย่าง โซเฟีย คอปโปลา จะสนใจดัดแปลงเรื่องราวดังกล่าว โดยบิดผันมานำเสนอผ่านมุมมองของเพศหญิงแทน ลดทอนอารมณ์เขย่าขวัญลงและเพิ่มสัมผัสนุ่มนวล ตลอดจนความรุ่มรวยอารมณ์ขัน

โครงเรื่องหลักๆ ของหนังยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความแตกต่างสำคัญประการหนึ่งระหว่าง The Beguiled สองฉบับอยู่ตรงวิธีนำเสนอตัวละครครูใหญ่ ซึ่งในเวอร์ชั่นใหม่รับบทโดย นิโคล คิดแมน ส่วนในเวอร์ชั่นเก่ารับบทโดย เจอรัลดีน เพจ คุณมาร์ธาฉบับซีเกลเปิดไพ่ในมือให้คนดูรับทราบตั้งแต่ฉากแรกผ่านเสียงวอยซ์โอเวอร์ ขณะสั่งเด็กนักเรียนให้มาช่วยกันยกร่างของนายทหารหนุ่มแยงกี้ที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างสู้รบในสงครามกลางเมือง “ถ้าสงครามยังดำเนินต่อไปแบบนี้ ฉันคงลืมว่าตัวเองเคยเป็นผู้หญิง” เสียงความคิดเธอดังขึ้น บ่งบอกชัดเจนถึงอารมณ์สั่นไหวจากการได้ใกล้ชิดกับเพศชาย หลังจากห่างหายไปนาน นอกจากนี้เธอยังมีลักษณะคุกคามที่ชัดเจนกว่าจากบุคลิกดุดัน ไม่ค่อยเป็นมิตร จนถึงขั้นชวนให้สะพรึงจากภาพย้อนอดีตที่แวบเข้ามาเพื่อบอกกล่าวให้คนดูทราบว่าเธอแอบมีสัมพันธ์ทางเพศกับพี่ชายตนเอง ที่สำคัญหนังบ่งบอกชัดเจนว่าเธอปรารถนาในตัวนายทหารหนุ่ม อยากให้เขามาทำหน้าที่แทนพี่ชายเธอทั้งในเรื่องบนเตียงและในการดูแลเรือกสวนไร่นา เธอเป็นคนปลดล็อกห้องนอน/ห้องขังของนายทหาร และเฝ้ารอเขาอย่างกระสับกระส่ายในค่ำคืนแห่งชะตากรรมนั้นไม่แตกต่างจากเอ็ดวีนา

เปรียบไปแล้วคอปโปลา (รวมถึงคิดแมน) เป็นนักเล่นโป๊กเกอร์ที่เหนือชั้นกว่า เธอตัดเสียงวอยซ์โอเวอร์ซึ่งเฉลยความนึกคิดของตัวละครออกจนหมด เช่นเดียวกับซับพล็อตการสมสู่ร่วมสายโลหิต คุณมาร์ธาของคอปโปลายากที่จะอ่านใจกว่ามาก แน่นอนเธอโหยหาสัมผัสแห่งเพศชาย รวมไปถึงร่างกายกำยำที่จะช่วยแบกรับภาระในเรือกสวนไร่นาได้ดีกว่าเหล่าเด็กนักเรียนหญิง แต่ขณะเดียวกันเธอก็ไม่เคยปล่อยปละให้ความต้องการภายในเอาชนะมารยาท หรือการถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นกุลสตรีแห่งแดนใต้ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของโรงเรียนเธอ หนังไม่มีฉากใดที่บ่งบอกชัดแจ้งว่าเธอหื่นกระหายในตัวนายทหารหนุ่ม ฉะนั้นข้อกล่าวหาของแม็คเบอร์นีย์ว่าเธอจงใจตัดขาเขาเพื่อเป็นการแก้แค้นที่เขาไม่ยอมเข้าไปหาเธอในห้องจึงขาดน้ำหนักอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นของซีเกล

รายละเอียดหลายอย่างที่คอปโปลาตัดออกทำให้คนดูไม่อาจแน่ใจได้ว่าที่คุณมาร์ธาตัดสินใจเลื่อยขาแม็คเบอร์นีย์เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะช่วยชีวิตนายทหารหนุ่มจริงๆ หรือส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการลงโทษเขา ในเวอร์ชั่นของซีเกล เห็นได้ชัดว่าชื่อหนังมีความหมายทั้งสองด้าน กลุ่มผู้หญิงในโรงเรียนหลายรุ่นหลากอายุถูกแม็คเบอร์นีย์ “ล่อลวง” ให้หลงเสน่ห์ เขาสร้างภาพว่าตัวเองเป็นนายทหารกล้าผู้เสียสละ ไม่ทอดทิ้งเพื่อน แต่ภาพแฟลชแบ็คกลับสะท้อนข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำพูดของเขาอย่างชัดเจน (คอปโปลาเลือกจะตัดภาพแฟลชแบ็คออกทั้งหมด) นี่ยังไม่รวมถึงคำปลิ้นปล้อนที่เขาใช้กล่อมสาวๆ หล่อเลี้ยงความหวัง เพื่อพวกเธอจะได้ไม่ส่งตัวเขาให้กับทหารของฝ่ายใต้ แต่พร้อมๆ กันนั้นภาพลักษณ์ของโรงเรียนสตรีล้วน เต็มไปด้วยสาวสวยหลากวัยก็ ล่อลวง” ให้นายทหารหนุ่มเชื่อว่าตนเองเจอขุมทรัพย์ ได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น เพราะไม่เพียงจะมีคนคอยดูแล เอาใจใส่ ประคบประหงมเท่านั้น แต่ยังอาจจะได้บำรุงบำเรอแรงกระหายทางเพศที่อัดอั้นมานานในช่วงสงครามอีกด้วย (หนังของซีเกลมีการแทรกภาพแฟนตาซีเพศชายเข้ามาในรูปของเซ็กซ์หมู่/เลสเบี้ยนในระหว่างช่วงที่แม็คเบอร์นีย์ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าห้องใครดี และฉากหนึ่งคนดูจะเห็นนายทหารชาวใต้กระหายอยากจะขอพักค้างคืนที่โรงเรียนด้วยความหวังว่าอาจ โชคดี”) แต่การณ์กลับปรากฏว่าสวรรค์ที่เขาฝันใฝ่กำลังจะกลายเป็นนรกภายในชั่วเวลาแค่ไม่กี่วัน จากการตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว

นอกจากทอนความแรงในตัวคุณมาร์ธาลงแล้ว คอปโปลายังค่อนข้างผ่อนมือในการสะท้อนแง่มุมชั่วร้ายของแม็คเบอร์นีย์ด้วย (ต่างจากซีเกลซึ่งเปิดเผยความต่ำตมของตัวละครตั้งแต่ฉากแรก เมื่อเขาบอกกับเด็กสาววัย 12 ปีว่าเธอแก่พอจะจูบผู้ชายแล้ว พร้อมกับก้มลงขโมยจูบเธอ ในขณะที่เวอร์ชั่นคอปโปลา ความสัมพันธ์ระหว่างเอมีกับแม็คเบอร์นีย์ปราศจากนัยยะทางเพศชัดเจน) จริงอยู่เขาอาจโปรยคำหวานกรอกหูสาวๆ เพราะรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่พวกเธอต้องการจะได้ยิน แต่ก็ไม่ใช่การตอแหลซึ่งๆ หน้าเหมือนในเวอร์ชั่นเดิม ซึ่งใช้ภาพแฟลชแบ็คเปิดโปงเนื้อแท้ของตัวละครหนุ่มหล่อแบบทันควัน พร้อมกันนั้นคอปโปลายังเลือกจะลดความโจ่งแจ้งในสัมพันธภาพระหว่างทหารหนุ่มกับสาวร่านแรกรุ่นประจำโรงเรียนอย่าง อลิเซีย (แอล แฟนนิงให้เหลือเพียงการแอบขโมยจูบ การทิ้งสายตาชะม้อยชะม้าย ไม่ได้ออกตัวแรงชนิดเหยียบจนมิดคันเร่งดุจนางอิจฉาในละครหลังข่าวเหมือน แครอล (โจ แอนน์ แฮร์ริสในเวอร์ชั่นเก่า ซึ่งทำให้ฉากค้นพบความจริงของเอ็ดวีนาสร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้รุนแรงกว่า อย่างไรก็ตาม คอปโปลาไม่ปิดบังที่จะเปิดเผยด้านที่ไม่ได้น่าชื่นชมสักเท่าไหร่ของตัวละครเช่นกัน เมื่อนายทหารหนุ่มชาวไอริชยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเข้าร่วมสงครามเพราะเงิน ไม่ใช่เพราะเชื่อมั่นในอุดมการณ์ใดๆ

ผลลัพธ์จากทั้งหมดทั้งมวลข้างต้นทำให้ The Beguiled ของคอปโปลาเต็มไปด้วยตัวละครสีเทาๆ ผู้ชายไม่ได้ปลิ้นปล้อน เลวร้ายสุดขั้ว ผู้หญิงไม่ได้เจ้าคิดเจ้าแค้น หรือเข้าขั้นวิปริต แต่ทุกคนต่างลงมือทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น ส่วนหายนะที่ตามมาหาได้เกิดจากความจงใจ แต่เป็นโชคชะตาอันพลิกผันอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อเรื่องราวถูกนำเสนอผ่านมุมมองผู้กำกับหญิง ภาพลักษณ์ของผู้หญิงโรคจิตภายใต้รูปแบบหนังเขย่าขวัญเตือนใจเพศชายแบบในเวอร์ชั่นซีเกล หรือใน Play Misty for Me หนังเรื่องแรกที่ คลินต์ อีสตวู้ด กำกับและออกฉายในปีเดียวกับ The Beguiled ที่เขานำแสดง จะถูกตัดออกจนแทบไม่เหลือ ในมุมมองของคอปโปลาการวางแผนปรุงเห็ดพิษในตอนท้ายเป็นผลมาจากความกลัว ความต้องการเอาตัวรอดมากกว่าเพื่อแก้แค้น หรือเอาคืน

ไม่ใช่แค่ดัดแปลงเรื่องราว หรือรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครเท่านั้น คอปโปลายังตัดทอนมุมกล้องแทนสายตาของตัวละครชายในเวอร์ชั่นแรกออกจนหมดสิ้นอีกด้วย เช่นเดียวกับภาพโป๊เปลือยของหน้าอกหน้าใจหญิงสาว ซึ่งถูกใส่เข้ามาในหนังของซีเกลเพียงเพื่อเอาใจกลุ่มคนดูหลัก จากนั้นก็จัดแจงเปลี่ยนการจ้องมองของเพศชายมาเป็นการจ้องมองของเพศหญิงด้วยการปล่อยให้กล้องโคลสอัพอย่างอ้อยอิ่งตามเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของแม็คเบอร์นีย์ ขณะคุณมาร์ธาค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเขา อันที่จริง อาจพูดได้ว่าคอปโปลาไม่สนใจที่จะพาคนดูเข้าไปลุ้นเอาใจช่วยตัวละครคนใดคนหนึ่ง แต่กันเราไว้ให้เป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์ห่างๆ เมื่อหนังแทบจะปราศจากฉากโคลสอัพใบหน้า หรือดนตรีเร้าอารมณ์ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่หนังเวอร์ชั่นเก่าหยิบมาใช้แบบไม่เพลามือ

The Beguiled ของคอปโปลาให้ความรู้สึกบางเบา นุ่มนวล เหมือนนิทานที่สอดแทรกแง่มุมอัปลักษณ์ของมนุษย์เอาไว้ภายใน ไม่ได้เผ็ดร้อน รุนแรงในลักษณะเดียวกับหนังของซีเกล ซึ่งก้าวไปสัมผัสประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากสงครามระหว่างเพศ คอปโปลาถูกวิจารณ์อย่างหนักด้วยข้อหา “ฟอกขาว” จากการที่เธอเลือกตัดตัวละครทาสหญิงผิวดำออก แล้วรวบรัดประเด็นค้าทาสที่สอดแทรกไว้ในเวอร์ชั่นเก่าผ่านคำอธิบายสั้นๆ แค่ว่า “พวกทาสหนีไปกันหมดแล้ว” เธอบอกว่าเธอไม่อยากพูดถึงประเด็นหนักหน่วงอย่างฉาบฉวยและขณะเดียวกันก็ต้องการให้เหล่าตัวละครหญิงในเรื่องถูกทอดทิ้งให้ต้องกัดฟันสู้ชีวิตกันเองตามลำพัง การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เธอต้องตัดฉากหนึ่งที่น่าสนใจจากหนังเวอร์ชั่นเก่า เมื่อทาสหญิงผิวดำ (เม เมอร์เซอร์ตั้งข้อสังเกตว่าพวกทหารก็ไม่ต่างอะไรกับทาส แม็คเบอร์นีย์ ซึ่งวางมาดสูงส่งในฐานะทหารฝ่ายเหนือที่จะมาช่วยปลดปล่อยทาสให้ได้รับอิสรภาพตอบว่า “ฉันไม่เคยเป็นทาสใคร” แต่คำอ้างของเขาถูกตอกกลับอย่างเจ็บแสบ แปลว่าคุณยินดีออกไปวิ่งหนีกระสุนเพราะชอบที่จะโดนไล่ยิงอย่างนั้นเหรอ” ฉากดังกล่าวปอกเปลือกความเป็นชายในช่วงสงครามได้อย่างโจ่งแจ้ง พิสูจน์ให้เห็นว่าแม็คเบอร์นีย์ ซึ่งเย่อหยิ่งและจองหอง หาได้มีสิทธิ์ควบคุมชะตากรรมของตนเองมากไปกว่าทาสทางตอนใต้สักเท่าไหร่

ถึงที่สุดแล้วคอปโปลาไม่ได้สนใจที่จะกะเทาะเปลือกเพศชาย หรือการเมืองเรื่องเชื้อชาติ สีผิว แต่กลับพุ่งเป้าไปยังความโหยหา หื่นกระหายของเพศหญิงภายใต้กรอบของสังคมที่สั่งสอน บีบรัด (ไม่ต่างจากชุดคอร์เซ็ตที่พวกเธอต้องสวมใส่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันให้ต้องเก็บกดไว้ข้างในด้วยข้ออ้างของความเป็นกุลสตรี เช่นเดียวกับโรงแรมหรูใน Lost in Translation กับ Somewhere พระราชวังใน Marie Antoinette  หรือย่านชานเมืองใน The Virgin Suicides กับ The Bling Ring ตัวละครผู้หญิงของคอปโปลามักติดกับอยู่ในโลกที่แปลกแยก โดดเดี่ยว ซึ่งฉกฉวยผลประโยชน์จากคุณ แต่ไม่เห็นคุณค่า หรือเข้าใจคุณอย่างแท้จริง สถานที่เหล่านั้นกลายเป็นทั้งแหล่งหลบภัยและกรงขังในเวลาเดียวกัน

โรงเรียนสตรีใน The Beguiled ถูกล้อมรอบด้วยโลกแห่งชายเป็นใหญ่ ซึ่งนำเสนอผ่านเสียงปืนและระเบิดที่ดังแว่วมาเป็นพักๆ เหล่าครูและนักเรียนต้องใช้ชีวิตจำเจอยู่กับบทเรียน งานบ้าน ตลอดจนกิจวัตรซ้ำซาก มีอยู่สองสามครั้งที่คนดูจะเห็นตัวละครหยิบกล้องส่องทางไกลมาสำรวจสภาพโดยรอบ ราวกับเพื่อจะค้นหาบางอย่างที่น่าสนใจ แต่กลับพบเห็นเพียงทิวทัศน์เดิมๆ ของหมู่ไม้และม่านหมอก แรงปรารถนาที่จะหลบหนีจากสภาพน่าเบื่อหน่ายงอกเงย รกชัฏไม่ต่างจากวัชพืชและพุ่มไม้รอบบ้านที่ปราศจากการดูแลรักษา การปรากฏตัวขึ้นของนายทหารหนุ่มหล่อในแวบแรกดูเหมือนจะช่วยตอบโจทย์ เป็นทางออกต่อสภาพอันน่าเวทนาในปัจจุบันโดยเฉพาะกรณีของเอ็ดวีนา ซึ่งนั่นทำให้เธอตกเป็นเหยื่อที่ถูกล่อลวงได้อย่างง่ายดาย แต่สุดท้ายสวรรค์กลับเป็นเพียงภาพฝันลมๆ แล้งๆ และในที่สุดหนังปิดฉากลงด้วยการที่เหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ในโรงเรียนต้องหวนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ขณะที่เพศชายถูกกันไว้ให้อยู่นอกรั้ว


หนังแห่งความประทับใจ


Call Me by Your Name พังทลายทางอารมณ์อย่างแท้จริง เป็นหนังที่ดัดแปลงนิยายได้งดงาม เลือกตอนจบได้ลงตัว เจือความหวังเอาไว้จางๆ เพราะสุดท้ายเอลิโอยังอยู่ในวัยเยาว์ แม้ตอนนี้เขาจะปวดร้าว แต่ก็สามารถมองไปข้างหน้าแล้ววาดฝันความเป็นไปได้มากมาย ขณะที่ในนิยายเหตุการณ์ดำเนินต่อไปอีกสิบกว่าปี โดยที่บาดแผลไม่เคยจางหาย ส่วนชีวิตและหัวใจซึ่งเราได้รับมอบมาเพียงหนึ่งเดียวก็โดนบดขยี้จนแทบไม่เหลือซาก

Elle ถ้าหนังมาเข้าฉายในช่วงนี้ มันคงตกเป็นเป้าโจมตีอย่างไม่ต้องสงสัย เหล่าผู้อ้างตัวว่าเป็นเฟมินิสต์และหน่วยลาดตระเวน PC จะพากันรุมทึ้งการนำเสนอเหยื่อข่มขืนว่ามีท่าที “เอ็นจอย” เซ็กซ์กับความรุนแรง พวกเขาจะไม่ตลกไปกับอารมณ์ขันร้ายๆ ของ พอล เวอร์โฮเวน รวมถึงความพยายามตีแผ่ก้นบึ้งแห่งจิตใจมนุษย์ ซึ่งไม่เหลือพื้นที่สำหรับความถูกต้องทางการเมืองใดๆ

Manchester by the Sea บางครั้งมนุษย์ก็อ่อนแอเกินกว่าจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวข้ามความผิดพลาดในชีวิต เราทำได้เท่าที่ศักยภาพเอื้ออำนวย แล้วจำทนอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบนั้น

Moonlight ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย เต็มไปด้วยอคติ ความเกลียดชัง และมาตรฐานอันไม่เป็นธรรม ยังมีมุมเล็กๆ สำหรับความรัก ความเข้าอกเข้าใจให้ค้นพบ หากคุณกล้าพอจะเปิดรับมัน

Wind River เป็นหนังเพื่อความบันเทิงที่ฉลาดเล่าเรื่อง เร้าอารมณ์คนดูได้ถูกจังหวะและเปี่ยมประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งน้ำหนักทางด้านประเด็นเนื้อหา  

นักแสดงชาย

เคซีย์ อัฟเฟล็ก (Manchester by the Sea) ที่สุดของความหมดอาลัยตายอยาก

เจมส์ บอลด์วิน (I Am Not Your Negro) นอกจากเป็นนักเขียนชั้นยอดแล้ว เขายังเป็นนักพูดที่ทั้งน่าฟัง ได้อารมณ์ฮึกเหิม และเฉียบคมในเวลาเดียวกัน ฉากที่เขาตอบโต้ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเยลระหว่างออกรายการโทรทัศน์จนหน้าหงายเรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของสารคดีทั้งเรื่อง

ทิโมธี ชาลาเมต์ (Call Me by Your Name) เปิดหัวใจให้คนดูเข้าไปสัมผัส เลยไม่แปลกที่เราจะพลอยหัวใจสลายไปพร้อมกับตัวละครเมื่อถึงฉากสุดท้าย

ออสติน แอบรัมส์ (Brad’s Status) เหมือนน้ำชะโลมใจทุกครั้งที่ตัวละครพ่อ (เบน สติลเลอร์เริ่มลำไยจนน่ากระโดดถีบ รักษาสมดุลระหว่างความไร้เดียงสากับวุฒิภาวะที่เกินตัวได้อย่างน่าทึ่ง

อาร์มี แฮมเมอร์ (Call Me by Your Name) รูปปั้นกรีกก็มีหัวจิตหัวใจนะ

นักแสดงหญิง

อิสซาเบลล์ อูแปต์ (Elle) ความยอดเยี่ยมของอูแปต์อยู่ตรงเธอกล้าจะปกปิดคนดูไม่ให้เข้าถึงตัวละครได้อย่างถ่องแท้ เธออาจหยิบยื่นเบาะแสให้บ้าง แต่แนบเนียนจนแทบไม่สังเกตเห็น แล้วจากนั้นก็อาจทำอะไรที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง นี่ทำให้ตัวละครของเธอมีความเป็นมนุษย์มากๆ ยากจะหยั่งถึง และเป็นแง่มุมที่มักจะถูกมองข้าม เมื่อเทียบกับความกล้าแบบเถรตรง เช่น เมื่อเธอส่องกล้องดูเพื่อนบ้านสุดหล่อไปพร้อมกับช่วยตัวเอง อย่าว่าแต่ เอ็มมา สโตน เลย แบบนี้ เมอรีล สตรีพ ก็ยังทำไม่ได้

เคียสเตน ดันส์ (The Beguiled)  หมดสภาพนางเอกสไปเดอร์แมน แต่ฝีมือการแสดงยังเชื่อขนมกินได้ ประกายความหวังในแววตาเมื่อเธอสัมผัสได้ถึงชีวิตชีวาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีทำให้คนดูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสมเพชและเศร้าใจเมื่อเธอพบว่าทั้งหมดเป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ

ทิฟฟานีย์ แฮดดิช (Girls Trip) แค่ฉากสาธิตการใช้เกรปฟลุตเพื่อให้ผัวรักผัวหลงฉากเดียวก็ชนะเลิศ มันเล่นโดยไม่เผลอหลุดขำออกมาได้ไง เป็นความจังไรแบบไร้เทียมทานขนานแท้

ทาเทียนา มาสเลนีย์ (Stronger) คาดหวังว่าจะได้ดู เจค จิลเลนฮาล ปล่อยพลัง แต่เขาดันโดนโขมยซีนเฉย

คริสเตน สจ๊วต (Personal Shopper) หนังมันบ้าบอเหนือการคาดเดาขนาดนี้ (คำชมนางก็ยังสามารถทำให้คนดูเชื่อและเจ็บไปกับตัวละครได้อย่างเหลือเชื่อ รู้สึกเหมือน โอลิเวียร์ อัสซายาส สร้างหนังเรื่องนี้มาเพื่อจะเปิดโอกาสให้สจ๊วตได้ฉายแสงเต็มที่ สังเกตจากผลลัพธ์ต้องถือว่าทำสำเร็จตามเป้า

ความคิดเห็น

รู้สึกหดหู่อย่างมากกับกระแสล่าแม่มดในอเมริกา อ่านข่าวแต่ละวันแล้วนึกว่าอยู่เราในยุคแม็คคาธีย์ ใครที่ตั้งข้อสงสัย หรือเตือนสติกระแส Me Too และ Time’s Up ล้วนถูกจับเผาประจานในทวิตเตอร์และตาม โซเชียล มีเดีย จนสุดท้ายบางคนก็ต้องยอมจำนน แล้วออกมาขอโทษทั้งที่ไม่ได้พูดอะไรผิดเลย เช่น แม็ท เดมอน บางคนถูกเหมารวมไปกับ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน เพียงเพราะเขาไม่ เซนส์ซิทีฟมากพอระหว่างออกเดทกับผู้หญิง เช่น อาซิซ แอนซารี แต่ที่น่าเศร้าใจที่สุดคงจะหนีไม่พ้นการตามรังควานเหล่านักแสดงที่เคยร่วมงานกับ วู้ดดี้ อัลเลน เพื่อกดดันให้พวกเขาสำนึกผิดแล้วสาบานว่าจะไม่ทำงานร่วมกับปีศาจร้ายตนนี้อีก บ้างก็ยอมตามกระแสเพื่อรักษาโอกาสบนเวทีออสการ์ เช่น เกรตา เกอร์วิก บ้างก็มองเห็นความไร้สาระ แล้วยืนหยัดตามข้อเท็จจริง เช่น อเล็ก บอลด์วิน

เราไม่อาจรู้แน่ได้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อน (อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีใครยอมรับว่าโกหก) แต่ข้อเท็จจริง คือ วู้ดดี้ อัลเลน ไม่เคยถูกตั้งข้อหาหลังจากถูกสอบสวนโดยทีมอิสระสองทีม นี่ไม่ใช่กรณีของผู้ชายทรงอิทธิพล ซึ่งพยายามจะหุบปากผู้หญิงที่สิ้นไร้ทางสู้เพราะขาดกำลังหรือกองหนุน มีอา ฟาร์โรว์ มีชื่อเสียงและเงินทองพร้อมสรรพ ทนายความของเธอเป็นทนายความระดับแถวหน้า แต่สุดท้ายขบวนการสอบสวนสรุปว่าไม่ปรากฏหลักฐานตามข้อกล่าวอ้าง หลักฐานเพียงชิ้นเดียวที่ตราหน้าความผิดของอัลเลน คือ การแต่งงานกับซุนยี ซึ่งสำหรับกลุ่มม็อบแค่นั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว และการที่ทั้งสองยังคงอยู่กินมาจนถึงปัจจุบันก็ไม่อาจลบล้างความรู้สึกเลวร้ายใดๆ ได้

บ้านตระกูลฟาร์โรว์ ยกเว้นเพียง โมเสส ฟาร์โรว์ ที่ออกมายืนอยู่ฝั่งอัลเลน มองเห็นความพยาบาทเป็นของหวานมาตลอด พวกเขาพยายามจะเอาผิดกับเหล่านักแสดงหลายคน แต่ไม่เป็นผล (เคท แบลนเช็ตต์ เคยโดนกดดัน แต่เธอเลือกยืนอยู่ตรงกลางความขัดแย้งโดยบอกว่า เราได้แต่คาดเดาส่วน สการ์เล็ต โจแฮนสัน เอนเอียงเข้าข้างอัลเลนด้วยการตำหนิความพยายามล่าแม่มดของ ดีแลน ฟาร์โรว์) กระแส Time’s Up กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับใช้ทำลายล้างอาชีพของอัลเลน เมื่อดาราหญิงหลายคนออกมายืนข้างฟาร์โรว์ ไม่ว่าจะเป็น นาตาลี พอร์ตแมน, รีส วิทเธอร์สพูน, รีเบคก้า ฮอลล์ หรือแม้กระทั่ง มีรา ซอร์วีโน ซึ่งได้ออสการ์จากหนังของอัลเลนและเคยชื่นชมเขาเอาไว้อย่างสวยหรูในหนังสารคดี คนพวกนี้ไม่เคยได้ยินข้อกล่าวหาของฟาร์โรว์มาก่อนจะร่วมงานกับ วู้ดดี้ อัลเลน เลย? ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาไม่ปรากฏหลักฐานใหม่ใดๆ นอกจากข้อเขียนของ ดีแลน ฟาร์โรว์ เมื่อสี่ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้ยับยั้งใครไม่ให้มาเล่นหนังอัลเลน หรือแสดงความเสียใจที่เคยเล่นหนังของอัลเลน แต่พอมาวันนี้ หลังจาก ทิโมธี ชาลาเมต์ กระโดดลงเรือหนีตายตามไปอีกคน ดูเหมือนว่า A Rainy Day in New York อาจกลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของอัลเลน บางคนถึงกับบอกว่า อเมซอนอาจไม่จัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้ในโรงด้วยซ้ำ หลังจาก Wonder Wheel ถูกฝังกลบจนไม่เหลือซาก

เรามาถึงยุคที่ข้อกล่าวหาเทียบเท่ากับบทพิสูจน์ความผิดกันแล้วหรือ อย่างน้อยในยุคแม็คคาธีย์ก็ยังมีการไต่สวน วู้ดดี้ อัลเลน แตกต่างจาก ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน และ บิล คอสบี เพราะนอกจากกรณีฟาร์โรว์แล้ว ยังไม่มีใครเคยกล่าวหาเขาในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศอีกเลย น่าสนใจดีที่ มีอา ฟาร์โรว์ ประณามอัลเลน แต่กลับเลือกจะปกป้อง โรมัน โปลันสกี้ ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ขณะเดียวกันนักแสดงที่ร่วมงานกับโปลันสกี้ก็ไม่เห็นจะถูกตามล้างตามเช็ดแบบเดียวกับนักแสดงในหนังของอัลเลน... แต่อย่างว่าแหละ ที่นี่มันฮอลลีวู้ด