วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 16, 2558

พี่ชาย My Hero: ตราบาปของผู้ชนะ


ความจริงแล้วผมมีความรู้สึกว่าชื่อเดิมของหนังเรื่องนี้ นั่นคือ How to Win at Checkers (Every Time) ดูเหมือนจะสามารถสื่อสารใจความสำคัญของหนังได้ชัดเจน ตรงประเด็น (แต่แน่นอนว่าคงไม่ค่อยเชิญชวนในแง่การตลาดสักเท่าไหร่) กว่าชื่อใหม่อย่าง พี่ชาย My Hero และที่สำคัญมันยังไม่ได้ไปคล้ายคลึงกับชื่อหนังไทยเกาะกระแสวายเมื่อปีก่อนเรื่อง พี่ชาย My Bromance จนอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ชมทั่วไปอีกด้วย จริงอยู่ว่าสำหรับ โอ๊ต (อิงครัต ดำรงค์ศักดิ์กุล) หลังจากสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่ยังเล็กจนต้องย้ายมาอาศัยอยู่บ้านป้า เขาย่อมมองเห็นพี่ชาย (ถิร ชุติกุล) เป็นเหมือนฮีโร เพราะเอกถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำหน้าที่เหมือนพ่อคนที่สอง คอยเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนน้องชาย และพร้อมกันนั้นก็ต้องหาเงินมาคอยจุนเจือครอบครัว แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป มุมมองของโอ๊ตและของคนดูต่อตัวละครอย่างเอกกลับค่อยๆ แปรเปลี่ยน เขาหาใช่วีรบุรุษ ซึ่งถูกยกย่อง เชิดชู หรือสดุดีในแบบที่ชื่อหนังโน้มนำไปทางนั้นแต่อย่างใด บางทีถ้าหนังถูกตั้งชื่อใหม่ว่า พี่ชาย My Tragic Hero มันอาจสื่อสารอารมณ์ได้ชัดเจนกว่า

จุดหักเหสำคัญของเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเอกต้องไปเกณฑ์ทหารและเสี่ยงดวงด้วยการจับใบดำใบแดง โดยก่อนหน้านี้หนังได้ปูพื้นให้เห็นปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เพื่อตอกย้ำความเสี่ยงของอาชีพทหาร ขณะเดียวกันเอกก็ยังต้องเป็นห่วงอีกด้วยว่าใครจะคอยดูแลน้องชาย ถ้าเขาต้องไปเข้าประจำการและเงินเดือนทหารอันน้อยนิดจะพอสำหรับประคับประคองครอบครัวให้อยู่รอดได้มั้ย เช่นเดียวกับคำถามที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับใจ๋ (จิณณะ นวรัตน์) แฟนหนุ่มวัยเดียวกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ เพราะพ่อแม่เขาได้จัดการติดสินบนผู้มีอิทธิพลเรียบร้อยแล้ว เพื่อรับประกันว่าลูกชายจะต้องจับได้ใบดำ

หนังได้แรงบันดาลใจจากสองเรื่องสั้นของ รัฐวุฒิ ลาภเจริญทรัพย์ คือ At the Café Lovely ซึ่งครอบคลุมในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้อง และ Draft Day ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับการจับใบดำใบแดง โดยการดัดแปลงของผู้กำกับชาวอเมริกัน-เกาหลี จอช คิม ให้สองตัวละครเอกจาก Draft Day เป็นคู่รักกันแทนที่จะเป็นแค่เพื่อนสนิท นอกจากจากช่วยเพิ่มระดับความเข้มข้นทางด้านอารมณ์ให้หนักหน่วงขึ้นแล้ว มันยังสื่อนัยยะให้เห็นการ ชำเราทางชนชั้นได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากสำคัญช่วงท้ายเรื่อง เมื่อโอ๊ตค้นพบว่าพี่ชายเขาสิ้นหวังขนาดสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อแลกกับเงินห้าพันบาท

น่าประหลาดใจที่ว่าถึงแม้ พี่ชาย My Hero จะเดินทางไปฉายตามเทศกาลหนังเกย์และเลสเบี้ยนมาแล้วทั่วโลก แต่ตัวหนังโดยเนื้อแท้จริงๆ กลับไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อประเด็น หรือการสำรวจตัวตนแบบรักร่วมเพศมากนัก ซึ่งมองในแง่หนึ่งก็ถือเป็นคุณลักษณะหัวก้าวหน้าอยู่เช่นกัน กล่าวคือ สภาพสังคมในหนังดูเหมือนจะถูกนำเสนอว่าก้าวข้ามรสนิยมทางเพศไปแล้ว ตัวละครผู้ชายสองคนสามารถรักกัน คบหากันได้อย่างเปิดเผยโดยไม่ถูกล้อเลียน ต่อต้าน และพวกเขาก็ไม่ต้องเผชิญความสับสน หรือปมขัดแย้งใดๆ ภายในจิตใจ ความรักระหว่างชายสองคนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เป็นธรรมชาติที่ทุกคนยอมรับ ตรงข้ามกับช่องว่างระหว่างชนชั้น ซึ่งยังคงดำรงอยู่ และดูเหมือนจะยิ่งฝังรากลึก ดังจะเห็นได้ว่าป้าของเอกไม่เห็นชอบในความสัมพันธ์ระหว่างหลานชายกับใจ๋ ไม่ใช่เพราะทั้งคู่เป็นผู้ชาย แต่เพราะทั้งคู่มีพื้นฐานทางชนชั้นแตกต่างกันมากเกินไป ซึ่งหนังก็ตอกย้ำให้เห็นตั้งแต่ฉากแรกๆ

เอกเปรียบเสมือนตัวแทนของชนชั้นล่างประเภทหาเช้ากินค่ำ และรูปลักษณ์ภายนอกของเขายังสะท้อนความเป็น ไทยผ่านผิวที่ค่อนข้างคล้ำและใบหน้าคมเข้ม ขณะที่ใจ๋เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางเชื้อสายจีนผิวขาวที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง บ้านของคนหนึ่งให้ความรู้สึกแบบชนบท ทั้งทุ่งหญ้า เกมกระดานหมากฮอส และเล้าไก่ ส่วนบ้านของอีกคนก็ให้ความรู้สึกแบบคนเมืองที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก เกมทันสมัย และความโอ่อ่า (ด้วยเหตุนี้การที่โอ๊ตเติบใหญ่กลายเป็น โทนี รากแก่น จึงถือว่ามีน้ำหนักสอดคล้องไปกับเนื้อหาได้อย่างกลมกลืนมากกว่าจะมองว่าเป็นความไม่สมจริง) ความแตกต่างทางด้านวัตถุ หรือรูปลักษณ์ภายนอกหาใช่อุปสรรคเมื่อคู่รักใช้เวลาเป็นส่วนตัวร่วมงาน แต่มันกลับกลายเป็นปัญหาคุกคามเมื่อพวกเขาต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

สำหรับฟันเฟืองเล็กๆ ในสังคมแห่งทุนนิยมที่ไร้เรี่ยวแรง ไร้เส้นสาย และที่สำคัญที่สุดไร้เงินทุนอย่างเอก เขาไม่สามารถต้านทาน หรือมองเห็นช่องทางซิกแซ็กออกจากระบบ กฎเกณฑ์ซึ่งตั้งขึ้นโดยชนชั้นสูงได้ ตัวช่วยเดียวที่ป้าของเขาพอจะหามาให้ได้ คือ เครื่องราง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการบนบานศาลกล่าวทั้งหลาย ซึ่งหนังเหมือนจะนำเสนอในเชิงล้อเลียนตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องว่าไม่เคยทำให้ชีวิตของใครดีขึ้นได้จริงๆ แต่ความเจ็บปวดอยู่ตรงที่สิ่งเหล่านั้นดูจะเป็นความหวังเดียวของเหล่าประชาชนผู้ไม่ค่อยมีอันจะกินซึ่งต้นทุนชีวิตต่ำและเหลือทางเลือกอยู่ไม่มากนัก แม้ว่ามันจะเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ เพียงใดก็ตาม

ถ้าตัวละครอย่างเอกจะเป็นฮีโร เขาก็คงเป็นฮีโรที่น่าเศร้า เพราะถึงแม้จะเต็มไปด้วยคุณสมบัติดีงาม แต่เขาก็ไม่อาจก้าวข้ามชะตากรรม ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วล่วงหน้าไม่ว่าจะโดยพระเจ้า พลังเหนือธรรมชาติ หรือวิถีบิดเบี้ยวของสังคมแห่งทุนนิยมก็ตาม ด้วยเหตุนี้ บทสรุปของเอกทั้งระหว่างขั้นตอนการจับใบดำใบแดงและผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากต่อการคาดเดา

แต่โอ๊ตแตกต่างจากพี่ชายตรงที่เขาพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักแห่งชะตากรรม แม้จะต้องอาศัยวิธี สกปรกก็ตาม ความขันขื่นอยู่ตรงที่พฤติกรรมดังกล่าวของโอ๊ตนั้นเรียกได้ว่าปราศจากความชอบธรรมมากพอๆ กับพฤติกรรมรีดไถของมาเฟียท้องถิ่น (โกวิท วัฒนกุล) หรือกระทั่งการติดสินบนของพ่อแม่ใจ๋ แต่สุดท้ายเขากลับกลายเป็นคนเดียวที่ได้รับการลงทัณฑ์ ขณะคนอื่นๆ กลับสามารถเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมได้อย่างเปิดเผย และคอรัปชันบางประเภทก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับเลือกจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เนื่องจากพวกเขาอยู่ในสถานะได้เปรียบ หรือไม่ได้รับผลกระทบใดๆ โดยตรง

บุคลิกไม่ยอมจำนนของโอ๊ตสะท้อนชัดในฉากที่เขาลงทุนซื้อหนังสือสอนวิธีเล่นหมากฮอสให้ชนะทุกตาเพื่อจะได้ค้นหาแต้มต่อเหนือพี่ชายในเกมการเดิมพัน และในที่สุดก็ได้รับผลตอบแทนเป็นชัยชนะสมดังตั้งใจ ไคล์แม็กซ์ของหนังหากมองผ่านเลนส์ของแนวทาง coming-of-age คือ เมื่อเอกตัดสินใจพาน้องชายไปทัวร์ที่ทำงานของเขาในค่ำคืนหนึ่ง ซึ่งให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการออกไปผจญภัยของเหล่าเด็กๆ ใน Stand By Me เพื่อค้นหาศพเหยื่อที่ถูกรถไฟชนในป่า (ฉากหลังของหนังซึ่งให้อารมณ์ชนบทมาโดยตลอดกลับแปรเปลี่ยนเป็นกรุงเทพในฉับพลัน โดยยั่วล้อไปกับการล่มสลายแห่งวัยเยาว์ได้อย่างเหมาะเจาะ) ค่ำคืนนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของโอ๊ตไม่ใช่เพียงเพราะเขามีโอกาสเข้าไปคลุกคลีวงในกับโลกมืดของเซ็กซ์และยาเสพติดเท่านั้น แต่มันยังเป็นค่ำคืนที่ภาพลักษณ์ดุจวีรบุรุษของเอกในจินตนาการของน้องชายต้องพังทลายลงอย่างราบคาบ เด็กชายได้เห็นพี่ชายเขาในสภาพที่พ่ายแพ้หมดรูป ศักดิ์ศรี หรืออุดมการณ์ถูกปลดเปลื้องจนสูญสิ้นด้วยอารมณ์จนตรอกผสานกับความเจ็บแค้นต่อชะตากรรม

ในท้ายที่สุดสิ่งที่โอ๊ตได้เรียนรู้หาใช่คุณค่าสูงส่งของความซื่อสัตย์ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดเหี้ยมการเล่นตามกฎหาได้ลงเอยด้วยความสุขสมหวัง หรือชัยชนะเสมอไป หนังอาจไม่ได้บอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่หากสังเกตจากคอนโดหรูที่โอ๊ตวัยหนุ่ม (โทนี รากแก่น) พักอาศัยอยู่ มอเตอร์ไซค์ราคาแพงที่เขาขับ และท่าทีไม่ยี่หระใดๆ ของเขาในการจับใบดำใบแดง คนดูก็จะพลันตระหนักได้ว่าโอ๊ตก้าวพ้นจากสถานะผู้แพ้มาเป็นผู้ชนะในที่สุด แต่เช่นเดียวกับใจ๋ เขาไม่ได้ยินดีเสียทีเดียวที่รอดพ้นจากการปล่อยชะตากรรมไว้กับดวง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ และยังคงถูก หลอกหลอนด้วยความฝันเกี่ยวกับคืนนั้น มันเปรียบเสมือนความรู้สึกผิดของชนชั้นกลาง เมื่อพวกเขาตระหนักดีถึงความไม่เท่าเทียมกัน และส่วนหนึ่งก็อาจนึกเห็นใจ สงสารชนชั้นล่างที่จำต้องอดทนกับการกดขี่ กับความอยุติธรรม กับชีวิตที่สิ้นไร้ทางเลือก แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนแอ เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง เพราะพวกเขาเสพติดในอภิสิทธิ์และชัยชนะ... ก็ใครบ้างล่ะที่อยากจะพ่ายแพ้ไปตลอด

Love & Mercy: ทั้งหมดที่เราต้องการคือความรัก


บางทีเสียงที่ ไบรอัน วิลสัน สมาชิกคนสำคัญของวง The Beach Boys ได้ยินในหัวอาจเป็นทั้งเสียงสวรรค์ที่ช่วยให้เขาคิดสร้างสรรค์ผลงานเพลงระดับคลาสสิกขึ้นหิ้ง (แต่มาก่อนกาลเพราะมันไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางด้านพาณิชย์สักเท่าไหร่ แม้ว่าปัจจุบันมันจะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในฐานะหนึ่งในอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของวงการเพลง) อย่าง Pet Sounds และเป็นเหมือนคำสาปให้เขาตกนรกทั้งเป็นในแง่ชีวิตส่วนตัว เพราะความหมกมุ่นในอันที่จะถ่ายทอดเสียงในหัวออกมาทำให้เขาแปลกแยกจากพี่น้องร่วมวง ภรรยากับลูกๆ จนกระทั่งรวมเลยไปถึงโลกแห่งความเป็นจริง โดยมียาเสพติดเป็นตัวกระตุ้นให้เขายิ่ง ป่วย หนักและถอนตัวออกจากสังคม

Love & Mercy เป็นหนังในแนวทางชีวประวัติคนดังที่แตกต่างจากหนังชีวประวัติทั่วไปแบบที่เราคุ้นเคย กล่าวคือ หนังไม่ได้แฟลชแบ็คเรื่องราวย้อนไปไกลถึงช่วงวัยเด็กของวิลสัน (แต่คนดูก็สามารถเก็บเกี่ยวเศษเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้างผ่านทางสนทนา หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร) ซ้ำยังสรุปรวบยอดการก้าวขึ้นสู่ความนิยมสูงสุดของ The Beach Boys เอาไว้ตั้งแต่ในช่วงสิบนาทีแรกอีกด้วย ขณะที่หนังแนวนี้ส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้รูปธรรม ความสำเร็จ เป็นไคล์แม็กซ์เพื่อให้คนดูได้เดินออกจากโรงหนังด้วยอารมณ์อิ่มเอิบใจ แต่เนื่องจาก Love &  Mercy ดูจะให้ความสนใจกับการพาคนดูไปรู้จัก ไบรอัน วิลสัน ในแนวลึกและรอบด้านมากกว่าพาคนดูไปรู้จัก The Beach Boys ในแนวกว้าง สมาชิกร่วมวงคนอื่นๆ รวมถึงความสำเร็จของวงจึงกลายเป็นแค่ส่วนประกอบรอบนอก

นอกจากนี้ แทนการไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ไปตามช่วงเวลา หนังกลับเลือกจะตัดสลับไปมาระหว่างช่วงเวลาของไบรอันในวัยหนุ่ม (พอล ดาโน) ขณะเขาสร้างสรรค์ผลงานมาสเตอร์พีซอย่างอัลบั้มเพลง Pet Sounds และซิงเกิลเพลง Good Vibrations กับไบรอันในวัยกลางคน (จอห์น คูแซ็ค) ขณะเขาใช้ชีวิตโดดเดี่ยว แปลกแยกจากครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหาย ท่ามกลางการควบคุม/คุกคามอย่างใกล้ชิดของจิตแพทย์  ดร.ยูจีน แลนดี (พอล จิอาแม็ตติ) จนกระทั่งเขาได้พบกับ เมลินดา เลดเบตเตอร์ (อลิซาเบธ แบงค์ส) เซลขายรถสาวสวยที่ช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมเงาบงการของแลนดี และแต่งงานอยู่กินกับเขามาจนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้หนังจะเชื่อมโยงเรื่องราวในสองส่วนเข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่น กลมกลืน แต่น่าสังเกตว่าเรื่องราวในสองช่วงเวลาดังกล่าวแทบจะดำเนินไปในทิศทางที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โดยช่วงวัยหนุ่ม(ฉากหลังคือทศวรรษ 1960) หนังโฟกัสไปยังขบวนการสร้างสรรค์ ตลอดจนอัจฉริยภาพของวิลสันที่จะพัฒนาแนวทางสนุกสนานของดนตรีโต้คลื่นชายหาดแบบที่สร้างชื่อให้กับ The Beach Boys ไปสู่ผลงานทดลองที่แปลกใหม่ ซับซ้อนขึ้น และท้าทายประเพณีเดิมๆ หลังต้องเผชิญกระแสการแข่งขันจากวงดนตรีหัวก้าวหน้าอย่าง The Beatles ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไบรอันกับภรรยาคนแรก มาริลีน (อีริน ดาร์ค) และลูกสาวสองคนกลับถูกกล่าวถึงเพียงผ่านๆ

ความขัดแย้งหลักในเรื่องราวช่วงนี้ คือ แนวทางดนตรีของไบรอันดูจะไม่สอดคล้องกับแนวคิดของเพื่อนร่วมวงสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะ ไมค์ เลิฟ (เจค เอเบล) ซึ่งปรารถนาจะให้ The Beach Boys กลับไปทำดนตรีแบบที่เคยสร้างชื่อเสียงให้พวกเขาในอดีต พร้อมกันนั้นเขายังรู้สึกอีกด้วยว่าผลงานเพลงที่ออกมามีบุคลิกของ ไบรอัน วิลสัน มากกว่า The Beach Boys จนแทบจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวของไบรอันก็ว่าได้ และยอดขายที่ตกต่ำของ Pet Sounds ก็เป็นเหตุผลเดียวที่เลิฟนำมาใช้ฟาดฟันกับไบรอัน ผู้ตระหนักดีว่าเพลงชายหาดแบบ I Get Around นั้นผ่านพ้นยุคสมัยไปแล้ว ที่สำคัญมันไม่ใช่ ตัวตนของเขาอีกต่อไป (เราไม่ใช่นักโต้คลื่น และพวกนักโต้คลื่นก็ไม่ฟังเพลงของเรา”) เพราะเช่นเดียวกับ The Beatles เขาปรารถนาจะให้ดนตรีและเนื้อหาในผลงานค่อยๆ เติบโต มีความเป็นผู้ใหญ่ไปพร้อมกับเขา ไม่ใช่หยุดอยู่กับที่เพียงเพราะยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

ความหมกมุ่นกับโลกส่วนตัวและเสียงในหัวของไบรอันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเขาปฏิเสธไม่ยอมไปร่วมทัวร์คอนเสิร์ตกับสมาชิกคนอื่นๆ ในวงเพื่อจะได้มีเวลาแต่งเพลงชุดใหม่ตามลำพัง โดยหนึ่งในไฮไลท์ของหนัง คือ ฉากที่ไบรอันขนทีมนักดนตรีมายังห้องสตูดิโอเพื่อสร้างสรรค์อัลบั้ม Pet Sounds การได้เห็นเขาอธิบายโน้ตเพลง ปรับแต่งคีย์เปียโน และเรียบเรียงแต่ละสรรพเสียงให้กลายเป็นท่วงทำนอง ซึ่งฟังดูเรียบง่าย จับใจ แต่แฝงไว้ด้วยความซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ เปรียบได้กับการเข้าไปสัมผัสขบวนการทำงานของศิลปินในระยะประชิด ณ ช่วงขณะที่เขามีอิสระและความมั่นใจเต็มเปี่ยม

แต่ไม่นานความสงบของคลื่นลมมรสุมก็ค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อไบรอันเริ่มสูญเสียการควบคุม แล้วค่อยๆ ถอยร่นเข้าหายาเสพติดและป้อมปราการที่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ หนังส่วนนี้จบลงเมื่อสภาพจิตใจของไบรอันหลุดออกจากวงโคจรแห่งโลกความเป็นจริง แล้วเริ่มล่องลอยไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้น

ในทางตรงกันข้ามช่วงชีวิตวัยกลางคน (ฉากหลังคือทศวรรษ 1980) ของไบรอันเน้นย้ำไปยังความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างเขากับเมลินดา ณ ช่วงเวลาที่เขาเพิ่งหลุดพ้นจากเหล้า ยาเสพติด และภาวะทำร้ายตัวเองด้วยการกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจนน้ำหนักขึ้นพรวดๆ แล้วขังตัวเองอยู่แต่ในห้องนอน แต่ไม่มีความสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานใดๆ ให้เป็นชิ้นเป็นอันได้เนื่องจากฤทธิ์ยาสารพัดชนิดซึ่งแลนดีใช้สำหรับจองจำไบรอัน (เขาวินิจฉัยอย่างผิดๆ ว่าไบรอันป่วยเป็นโรคจิตเภทประเภทหวาดระแวง) หนังในช่วงนี้จึงโฟกัสไปยังการพยายามก้าวออกจากโลกส่วนตัวของไบรอัน พร้อมทั้งยื่นมือมาขอความช่วยเหลือและมิตรไมตรีจากเซลขายรถสาว ซึ่งตอบรับท่าทีดังกล่าวด้วยความลังเล เพราะเมื่อได้พูดคุยกับ ไบรอัน วิลสัน เพียงแค่ไม่กี่นาที เมลินดาก็พลันตระหนักในทันทีว่าเขาผิดปกติจากผู้ชายทั่วไป ด้วยคำพูด วิธีการพูด และภาษาท่าทาง อาจไม่ใช่ในลักษณะที่คุกคาม หรือน่าหวาดหวั่น แต่เกือบจะใกล้เคียงกับส่วนผสมระหว่างทหารผ่านศึกสงครามที่เต็มไปด้วยปมปัญหาทางจิตกับเด็กชายไร้เดียงสา

เขาเล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายจากการถูกพ่อลงไม้ลงมือเป็นประจำจนหูดับไปข้างหนึ่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ที่สำคัญ เขายังเชื่ออีกด้วยว่าการใช้กำลังดังกล่าวช่วยผลักดันให้เขาพยายามมากขึ้น เพื่อจะได้สร้างสรรค์ผลงานชั้นยอดออกมา ฉากที่สะท้อนความรู้สึกทั้งรักทั้งชังระหว่างสองพ่อลูกได้ชัดเจนที่สุดเป็นตอนที่ไบรอันแต่งเพลง God Only Knows และขอความเห็นจากพ่อของเขา (บิล แคมป์) ซึ่งยังเจ็บแค้นไม่หายที่ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการวง และไม่รีรอที่จะขัดขาความกระตือรือร้น หรือความภาคภูมิใจของลูกชายทุกครั้งที่มีโอกาส ขณะที่ฝ่ายหลังเอง ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานมากมายแค่ไหน ลึกๆ แล้วก็ยังคงโหยหาความเห็นชอบจากฝ่ายแรกอยู่ดี ถึงกระนั้นหนังไม่ได้ตั้งใจที่จะลงลึกในแง่จิตวิทยา แต่เป็นการพาคนดูไปสัมผัสเบื้องหลังศิลปินทั้งด้านผลงาน (ช่วงวัยหนุ่ม) และชีวิตส่วนตัว (ช่วงวัยกลางคน) เสียมากกว่า

อาจกล่าวได้ว่า God Only Knows เพลงสุดคลาสสิกที่ไบรอันใช้เวลาแต่งแค่ 7 นาที และได้รับยกย่องจาก พอล แม็คคาร์ทนีย์ ให้เป็นเพลงรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ เพลงที่สามารถนิยามตัวตนของ ไบรอัน วิลสัน ได้อย่างชัดเจน ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าสำหรับมาตรฐานในยุค 1960s เพลงนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง และการท้าทายประเพณีดั้งเดิมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใส่คำว่าพระเจ้าลงไปในเนื้อเพลง การเริ่มต้น เพลงรักด้วยประโยค ฉันอาจไม่สามารถรักเธอไปชั่วนิรันดร์ การใช้เครื่องดนตรีผ่าเหล่าผ่ากอ (สำหรับเพลงป๊อป/ร็อคแอนด์โรล) อย่างเฟรนช์ฮอร์น แอคคอร์เดียน วิโอลา และเชลโล ตลอดจนการเลือกใช้คอร์ดที่ซับซ้อน แปลกใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันเนื้อเพลงกลับค่อนข้างเรียบง่าย จริงใจ ตรงไปตรงมา เป็นคำอ้อนวอนขอความรัก พร้อมกับปล่อยตัวปล่อยใจไปกับพลังของความรัก ซึ่งไม่อาจต้านทาน และไม่อาจอยู่โดยปราศจากมันได้ ถึงแม้ในเวลาเดียวกันก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าความรักนั้นจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่

ไบรอัน วิลสัน ก็ไม่ต่างจากเพลง God Only Knows เพราะเมื่อมองจากภายนอกเขาเป็นเหมือนความซับซ้อน ความท้าทาย และความเสี่ยง แต่เหล่านั้นกลับเป็นเพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มความเปราะบาง อ่อนไหว และภาวะพึ่งพิง ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน (ท่อนฮุกของเนื้อเพลงร้องว่า ฉันอยู่ได้ยังไงโดยไม่มีเธอ”) เขาอาจเป็นศิลปินที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นมนุษย์ผู้อ่อนแอ ซึ่งโหยหาการยอมรับ และหลักยึดเหนี่ยว โดยสองปีหลังจากเขาสูญเสียพ่อไปในปี 1973 ไบรอันก็เริ่มขลุกตัวอยู่ตามลำพังจนบรรดาญาติพี่น้องต้องขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ เขากระโจนจากเงื้อมเงาของพ่อมาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลดำมืดของแลนดี ไร้เรี่ยวแรง ทั้งทางด้านจิตใจและกฎหมาย (แลนดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีอำนาจส่งตัวเขาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโรคจิต) ที่จะดิ้นรนไปสู่อิสรภาพ จนกระทั่งเขาได้พบกับเมลินดา

อันที่จริงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างไบรอันกับเมลินดาสามารถบิดผันให้กลายเป็นความรักสุดแสนโรแมนติกได้ไม่ยากในสไตล์โฉมงามกับเจ้าชายอสูร แต่เนื่องจากบทหนังเน้นย้ำเหตุการณ์ผ่านมุมมองของเมลินดา (เธอเปรียบเสมือนตัวแทนของคนดู) พร้อมทั้งให้น้ำหนักกับ การช่วยเหลือมากกว่า การเติมเต็มอารมณ์อิ่มเอมที่คนดูได้รับในช่วงท้ายจึงหาได้เกิดจากการที่สุดท้ายทั้งสองสามารถเอาชนะอุปสรรคขวากหนาม แล้วลงเอยด้วยกันอย่างมีความสุข หากแต่เกิดจากการค้นพบอิสรภาพของไบรอัน ซึ่งได้มาด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจอย่างไม่ย่อท้อของเมลินดา โดยในฉากหนึ่งเธอสารภาพว่าเธอไม่ได้ต้องการขจัดแลนดีให้พ้นไปจากชีวิตของไบรอันเพียงเพื่อจะเธอได้มีโอกาสคบหากับไบรอันต่อไป แต่เป็นเพราะเธอไม่อาจทนเห็นไบรอันในสภาพนี้ได้ เขาไม่สมควรจะได้รับการดูแลอย่างไร้จรรยาบรรณและมนุษยธรรมเยี่ยงนี้ สุดท้ายแล้ว เช่นเดียวกับเนื้อหาของเพลง Love & Mercy ซึ่งถูกนำมาใช้สำหรับช่วงเครดิตท้ายเรื่อง ความรักที่ได้รับการเชิดชู เฉลิมฉลอง หาใช่ความรักโรแมนติกระหว่างหนุ่มสาว หากแต่เป็นความรักและความกรุณาปรานีระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งไม่เพียงจะช่วยลดทอนความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเท่านั้น แต่มันเปรียบได้กับหยาดฝน ซึ่งจะช่วยมอบความชุ่มฉ่ำให้กับโลกทั้งใบได้อีกด้วย

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 18, 2558

Wild: แบกเป้สะพายชีวิต


ในฉากหนึ่งช่วงต้นเรื่อง เชอรีล สเตรย์ (รีส วิทเธอร์สพูน) บอกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการหย่าว่านามสกุลใหม่ของเธอสะกดแบบเดียวกับหมาจรจัด (stray dog) พร้อมกันนั้นหนังก็สอดแทรกช็อตจากพจนานุกรมที่จำกัดคำนิยามของ “strayed” เข้ามาแวบหนึ่งว่าหมายถึง การเดินออกจากเส้นทางที่ถูกต้อง/ หลงทาง/ กำพร้าพ่อแม่/ ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ (wild) เชอรีลเลือกนามสกุลนี้เพราะเห็นว่ามันเป็นคำที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้อธิบายสภาวะจิตใจ ตลอดจนสภาพชีวิตโดยรวมของเธอ ก่อนจะตัดสินใจออกเดินป่าไปตามเส้นทาง Pacific Crest Trail (PCT) เป็นระยะทาง 1,100 ไมล์ ข้ามเขตแดน 3 รัฐ โดยเริ่มต้นจากแคลิฟอร์เนีย ผ่านโอเรกอน และไปสิ้นสุดที่วอชิงตัน กล่าวคือ ชีวิตเธอ ณ ขณะนั้นกำลังดำดิ่งสู่หุบเหวจากการมีเซ็กซ์กับผู้ชายไม่เลือกหน้า และเสพติดเฮโรอีน จนเป็นผลให้ชีวิตแต่งงานล่มสลาย โดยฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอตัดสินใจลุกขึ้นมาเดินป่าเพื่อ กลับไปเป็นผู้หญิงแบบที่แม่ฉันต้องการให้เป็น” คือเมื่อเธอค้นพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ แต่ไม่แน่ใจว่ากับใครกันแน่

ฉันเคยเข้มแข็ง รับผิดชอบ ทะเยอทะยานที่จะทำสิ่งต่างๆ...” เธอกล่าวกับเพื่อนสนิททั้งน้ำตา หลังตระหนักว่าชีวิตของเธอกำลังพังทลายด้วยน้ำมือตัวเอง

Wild บอกเล่าถึงเรื่องราวการเดินป่าอันเป็นรูปธรรมของเชอรีลมากพอๆ กับการเดินทางภายใน ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อทำใจยอมรับการสูญเสียและความผกผันแห่งชะตาชีวิต หลังบ็อบบี (ลอรา เดิร์น) แม่ผู้เป็นที่รักของเธอ ตายจากไปด้วยโรคมะเร็งขณะอายุเพียง 45 ปี นักข่าวที่เขียนบทความเกี่ยวกับคนจรจัดตั้งข้อสังเกตว่าบาดแผลทางจิตใจมักจะมีส่วนสำคัญในการทำให้คนตัดสินใจละทิ้งชีวิตธรรมดาสามัญ แล้วหันมาร่อนเร่พเนจร แม้เชอรีลจะยืนกรานกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเธอไม่ใช่คนจรจัด (แต่รายละเอียดหลายอย่างทำให้เธอถูกจัดเข้าข่ายได้ไม่ยาก เพราะขณะนั้นเธอไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือกระทั่งอาชีพการงาน) แค่ต้องการ พักยกจากชีวิตเท่านั้น

ความเศร้าโศกเสียใจชักนำเชอรีลออกจากเส้นทางที่ถูกต้อง เธอเสพยาและเซ็กซ์กับคนแปลกหน้าด้วยความหวังว่าความสุขชั่วครั้งชั่วคราวเหล่านั้นจะช่วยกลบเกลื่อนความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ภายใน เธอปลดปล่อยตัวเองจากการผูกมัดอย่างความรัก ความสัมพันธ์ เพราะคิดว่ามันจะช่วยให้เธอเป็นอิสระ แต่ยิ่งพยายามปฏิเสธความเจ็บปวดเท่าไหร่ โซ่ตรวนของมันกลับยิ่งรัดแน่นจนเธอไม่อาจหลีกหนี แม้กระทั่งในห้วงเวลาแห่งการกอบโกย ความสุขจากเซ็กซ์ไม่เลือกหน้า วิญญาณของบ็อบบีก็ดูจะตามหลอกหลอนเธออยู่

สำหรับเชอรีลการเดินป่าเป็นหนทางที่จะนำระบบระเบียบ ความรับผิดชอบ และเป้าหมายกลับคืนมาสู่ชีวิต ซึ่งหักเลี้ยวเข้ารกเข้าพงไปไกล เพราะเส้นทาง PCT นั้นต้องอาศัยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และอดทนขั้นสูงสุด ขนาดที่ผู้ชายบางคน ซึ่งเชอรีลเจอระหว่างทางยังถึงขั้นถอดใจไปก่อน โดยความยากลำบากของการนอนกลางดินกินกลางทรายเป็นเวลาหลายวันท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและหนาวจัดหาใช่อุปสรรคเดียว แต่ยังรวมถึงความโดดเดี่ยว ปราศจากปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับเชอรีลซึ่งต้องการหลบหนีจากความว้าวุ่น สับสน การเดินป่าเพียงลำพังกลับเป็นโอกาสให้เธอได้ทบทวนและค้นหาความหมายของชีวิต ตอนอยู่ในเมืองฉันเหงามากกว่าตอนอยู่ที่นี่ซะอีกเธอกล่าวกับหญิงสาวอีกคนที่มาเดินป่าบนเส้นทางเดียวกัน

การดัดแปลงหนังสือของ เชอรีล สเตรย์ ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างบันทึกชีวิตและบันทึกการเดินทางไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมันแทบจะปราศจากพล็อตที่จับต้องได้ รวมทั้งตัวละครเอกก็มีบุคลิกไม่น่ารักสักเท่าไหร่ แต่ผู้กำกับ ฌอง-มาร์ก วาลี และคนเขียนบท นิค ฮอร์นบี เลือกที่จะซื่อตรงกับต้นฉบับด้วยการคงความแข็งกระด้างของตัวละคร ตลอดจนโครงสร้างการเล่าเรื่องโดยรวม และใช้การเดินป่าไปตามเส้นทาง PCT เป็นแกนหลัก จากนั้นก็ค่อยๆ พาคนดูไปรู้จักชีวิตส่วนตัวของเชอรีลผ่านภาพแฟลชแบ็คเป็นระยะๆ ตั้งแต่วัยเด็กเมื่อหลายปีก่อน จนกระทั่งช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนเธอตัดสินใจออกมาเดินป่า ความชาญฉลาดของบทภาพยนตร์อยู่ตรงที่มันไม่ได้เรียงลำดับเวลาเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างเป็นระเบียบ ตรงกันข้าม ภาพบางภาพ เหตุการณ์บางเหตุการณ์อาจแวบขึ้นมาดุจเดียวกับความทรงจำของตัวละครที่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งต่างๆ รอบข้าง กลวิธีดังกล่าวช่วยพาคนดูให้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับเชอรีล เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเธออาจไม่ใช่ตัวละครเปี่ยมเสน่ห์ หรือน่าเห็นใจ แต่อย่างน้อยหนังก็พยายามช่วยให้เราเข้าใจเธอมากขึ้น

หนึ่งในนั้น คือ ฉากแฟลชแบ็คบทสนทนาในห้องครัวระหว่างเชอรีลกับแม่ของเธอ ฝ่ายแรกรู้สึกรำคาญฝ่ายหลังที่ฮัมเพลงขณะปรุงอาหารอย่างมีความสุข เพราะสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา ณ ขณะนั้นมันช่างห่างไกลจากความรู้สึกสุขสันต์ หรือร่าเริงเสียเหลือเกินในสายตาเธอ ฉากดังกล่าวสะท้อนให้เห็นสองมุมมองต่อชีวิตที่แตกต่างของผู้หญิงสองคน โดยคนหนึ่งเลือกจะมองว่าน้ำหมดไปแล้วครึ่งแก้ว ขณะที่อีกคนกลับเลือกจะมองว่ายังเหลือน้ำอยู่อีกตั้งครึ่งแก้ว นั่นไม่ได้หมายความว่าบ็อบบีไร้เดียงสา หรือหลอกตัวเอง เพราะเธอคงต้องเปี่ยมจินตนาการ หรือเพ้อเจ้อขั้นสุด หากยังเชื่อจริงๆว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยแง่งามและความสุขสันต์ หลังจากต้องทนทุกข์อยู่กับสามีขี้เหล้าที่เห็นเมียเป็นกระสอบทรายอยู่นานหลายปี ในทางตรงกันข้าม บ็อบบี เก็ทว่าโลกเต็มไปด้วยแง่มุมอัปลักษณ์ และชีวิตก็หาได้ราบรื่น หรือสวยงามไปซะทั้งหมด แต่เธอเลือกที่จะไม่ยึดติดอยู่กับข้อเท็จจริงดังกล่าว ถามว่าแม่เสียใจมั้ยที่แต่งงานกับไอ้ขี้เหล้าที่ชอบตบตีเมีย... ไม่เลย แม่ไม่เสียใจสักนิด เพราะมันทำให้แม่มีลูกกับน้องชาย เห็นมั้ยว่าชีวิตก็แบบนี้แหละ

เชอรีลต่างกับแม่ตรงที่เธอไม่รู้จักปล่อยวาง เธอชื่นชอบที่จะทำให้ชีวิตเป็นเรื่องยากลำบาก จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเธอถึงเลือกเส้นทางอันหฤโหดของ PCT เป็นแบบทดสอบชีวิตและค้นหาตนเอง การเดินป่าไม่เพียงเปิดโอกาสให้เชอรีลได้ทบทวนอดีต แล้วครุ่นคิดถึงอนาคตเท่านั้น แต่มันยังทำให้เธอได้พบเจอกับผู้คนหลากหลาย ทั้งที่น่าคบหาและไม่ค่อยจะน่าคบหาสักเท่าไหร่ (เช่นเดียวกับตัวละครเอก หนังไม่ได้วาดภาพโรแมนติกให้กับการเดินป่า ท่องธรรมชาติแบบเดียวกับสารคดีท่องเที่ยวทั้งหลาย จริงอยู่ว่ามันมีด้านที่งดงามของทิวทัศน์ ความเงียบสงบ แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยอันตรายทั้งจากสัตว์มีพิษและการขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม) และที่สำคัญที่สุด มันทำให้เธอตระหนักว่าความยากลำบากของชีวิตไม่ได้จำกัดเฉพาะอยู่กับเธอเพียงลำพัง เพราะทุกคนล้วนมีปัญหา และต่างก็ต้องเผชิญความสูญเสียมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งหนังก็บอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาผ่านบทสนทนา เช่น กรณีของผัวเมียฮิปปี้ที่เชอรีลขอติดรถไปด้วย หรือสื่อแค่เป็นนัยๆ เช่น กรณีของคุณยายกับหลานชายตัวน้อยที่มาเดินป่าท่องเที่ยว

ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของมุมมอง เชอรีลเลือกจะโฟกัสอยู่แค่ตัวเธอ ปัญหาของเธอ แล้วเฝ้ามองทุกอย่างหมุนรอบตัวเอง ดังนั้นเธอจึงรู้สึกหงุดหงิดกับโปสเตอร์ในห้องเรียนที่บ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ จุดประสงค์ของโปสเตอร์ดังกล่าวหาใช่จะบอกว่า คุณไม่มีความสำคัญเหมือนที่เชอรีลเข้าใจ แต่เพื่อบอกกล่าวให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วมองสิ่งต่างๆ ในมุมที่กว้างขึ้นต่างหาก

สภาพจิตใจของเชอรีลก็ไม่ต่างจากเป้แบ็คแพ็คขนาดมหึมา เธอแบกรับน้ำหนักเกินจำเป็นเอาไว้หลายสิ่ง ทั้งความโศกเศร้า โกรธแค้นต่อชะตากรรมและพระเจ้าที่อำมหิต ไร้ความปราณี หากสัมภาระ (รูปธรรม) ที่มากมายเกินไปสามารถเป็นอุปสรรคต่อการเดินป่า ส่งผลให้เราไม่สามารถทำระยะทางได้ตามต้องการ แถมยังอาจจะสร้างอาการปวดหลัง เคล็ดขัดยอกได้ฉันใด สัมภาระทางอารมณ์ (นามธรรม) ที่มากมายเกินไปก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายและอันตรายได้ดุจเดียวกันฉันนั้น โดยระหว่างการเดินทางเชอรีลไม่เพียงจะได้คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ในแคมป์พักแรมให้ละทิ้งของบางอย่างที่ไม่จำเป็น เพื่อการเดินป่าที่สะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่เธอยังเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยน้ำหนักภายใน ที่คอยถ่วงให้ชีวิตของเธอไม่อาจก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกด้วย

แต่เช่นเดียวกับการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งเราจำเป็นต้องแบกรับน้ำหนักของสัมภาระบางอย่างโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง ชีวิตมนุษย์ทุกคนเองก็ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ บาดแผล ความเจ็บปวดได้อย่างหมดจด และความสงบสุขทางจิตใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งเหล่านั้นให้ได้ ยอมรับน้ำหนักบางส่วนที่พอจะแบกไหว แล้วปลดปล่อยบางส่วนทิ้งไป ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องอย่างเหมาะเจาะกับเนื้อหาของเพลง El Condor Pasa (If I Could) ของ ไซมอน แอนด์ การ์ฟังเคิล ซึ่งหนังนำมาใช้ซ้ำอยู่หลายครั้ง เพราะมันพูดถึงแรงปรารถนาที่จะโบยบินอย่างอิสระ ปราศจากสัมภาระ ดุจเดียวกับนกกระจอก หรือหงส์ แทนที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งถูกจำกัดด้วยแรงโน้มถ่วงอย่างหอยทาก... หรือมนุษย์  ก่อนสุดท้ายก็จำยอมที่จะ ก้าวเดินไปบนพื้นดินหรืออีกนัยหนึ่งคือยอมรับในข้อจำกัดเหล่านั้น แทนที่จะโหยหาถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จนหวนไห้ด้วยสรรพเสียงอัน เศร้าสร้อยสุดแสนเพราะถึงที่สุดแล้วแม้อิสรภาพแบบนก (ชื่อเพลงเป็นภาษาสเปน แปลตรงตัวได้ว่า นกแร้งบินผ่านไป”) จะนำมาซึ่งความน่าตื่นตาต่อบรรดาผู้ชมบนผืนแผ่นดินมากเพียงใด สุดท้ายมันก็บินโฉบมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหายลับไปจากสายตา

 เชอรีลค้นพบบทเรียนดังกล่าวเมื่อการเดินทางของเธอมาสิ้นสุดลงที่สะพานข้ามแม่น้ำโคลัมเบีย (ในช็อตหนึ่งเราจะได้เห็นนกเหยี่ยว หรือนกอินทรีบินโฉบผ่านไป) ความทรงจำเกี่ยวกับบ็อบบี ตลอดจนบาดแผลจากความสูญเสียจะยังคงอยู่กับเธอตลอดไป เธอยอมรับ พร้อมกับหลั่งน้ำตาให้กับมัน แต่จะไม่ปล่อยให้มันคอยถ่วงเธอจากการก้าวเดินไปข้างหน้าอีกต่อไป ฉันตระหนักว่าไม่จำเป็นต้องยื่นมือเปล่าไปสัมผัสแต่อย่างใด แค่ได้เห็นปลาแหวกว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำก็เพียงพอแล้วเสียงจากความคิดของเชอรีลดังก้องในฉากสุดท้าย... และเมื่อหยุดโหยหาในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ หรือจมปลักอยู่กับสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ เมื่อนั้นเองที่เธอค้นพบกับอิสรภาพอย่างแท้จริง

วันอาทิตย์, มิถุนายน 14, 2558

Director's Profile: เวส แอนเดอร์สัน


สไตล์การทำหนังของ เวส แอนเดอร์สัน มักจะผูกติดอยู่กับคำว่า เทพนิยายและ เพ้อฝันแต่หากพิจารณาจากผลงานชิ้นล่าสุดของเขาอย่าง The Grand Budapest Hotel ดูเหมือนโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายหาได้อยู่ห่างไกลออกไปแต่อย่างใด และบางครั้งโศกนาฏกรรมกับอารมณ์ขันก็สอดคล้องแนบแน่นเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ต้องยอมรับว่าสไตล์การทำหนังของแอนเดอร์สันนั้นมีความโดดเด่นเฉพาะตัวอย่างมากจนง่ายต่อการลอกเลียนแบบ (และมักจะถูกนำไปล้อเลียนอยู่บ่อยๆ) โดยในแง่รูปธรรมจะประกอบด้วยหลักการง่ายๆ ดังนี้ 1) การตั้งกล้องนิ่ง น้อยครั้งมากที่เขาจะใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ หรือสเตดิแคม และเมื่อใดก็ตามที่กล้องต้องเคลื่อนไหว เขาจะเลือกใช้การ tracking เป็นหลัก 2) การจัดองค์ประกอบภาพแบบได้สมดุลซ้ายขวา 3) การตกแต่งฉากที่ประณีต เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อย 4) การถ่ายภาพตัวละครให้อยู่กึ่งกลางเฟรมภาพ หันหน้าตรงเข้าหากล้อง และ 5) การถ่ายภาพในมุมตานกมอง นอกจากนี้เขายังชื่นชอบที่จะร่วมงานกับนักแสดงขาประจำเจ้าเดิมซ้ำไปซ้ำมา ฉะนั้น หากคุณเห็นหนังเรื่องใดมี บิล เมอร์เรย์, ลุค วิลสัน, โอเวน วิลสัน, เจสัน ชวาร์ทซ์แมน, วิลเลม เดโฟ, เอเดรียน โบรดี และ เจฟฟ์ โกลด์บลัม ร่วมแสดงอยู่ด้วยละก็ ให้เดาไว้ก่อนเลยว่ามันเป็นผลงานกำกับของ เวส แอนเดอร์สัน แน่นอน 

หลายคนวิพากษ์สไตล์การทำหนังของแอนเดอร์สันว่าเต็มไปด้วยการปรุงแต่งและขาดความหนักแน่นทางด้านเนื้อหา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังของเขาเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด ทั้งจากอารมณ์ขันบ้าๆ บวมๆ ตัวละครที่พิลึกพิลั่น มีลักษณะนิสัยแปลกประหลาด เช่น ผู้ดูแลโรงแรมใน The Grand Budapest Hotel ที่ชื่นชอบน้ำหอมเป็นชีวิตจิตใจ และแทบจะทุกคนใน The Royal Tenenbaums รวมไปถึงอารมณ์ถวิลหาอดีต ซึ่งอบอวลอยู่ในหนังพีเรียดสองเรื่องล่าสุดของเขา และในเวลาเดียวกันตัวละครจากหนังอย่าง Rushmore และ The Royal Tenenbaums เองก็มีแนวโน้มจะยึดติดอยู่กับอดีต โหยหาความหอมหวานที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ ที่สำคัญ สไตล์ภาพยนตร์ของเขายังชวนให้นึกถึงการทำหนังในอดีตไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคซ้อนภาพแบบ rear projection แทนการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิก การเลือกถ่ายทำหนังในอัตราส่วนแบบเดียวกับหนังเงียบยุคโบราณเพื่อขับเน้นบรรยากาศย้อนยุค หรือการอ้างอิงถึงถึงหนังคลาสสิกอย่าง Jules and Jim และ The Magnificent Ambersons

ตอนที่ผลงานกำกับชิ้นแรกเรื่อง Bottle Rocket เข้าฉาย ถึงแม้ว่ามันจะล้มเหลวในด้านการทำเงิน แต่หนึ่งในบุคคลที่เห็นแววอัจฉริยะของแอนเดอร์สัน คือ มาร์ติน สกอร์เซซี ซึ่งกล่าวถึงมันว่าเป็นหนังที่เขาชื่นชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งประจำทศวรรษ 1990 จากนั้นแอนเดอร์สันก็โด่งดังในชั่วข้ามคืน เมื่อ Rushmore เข้าฉายและถูกยกย่องอย่างถ้วนทั่วจากเหล่านักวิจารณ์ ส่งผลให้เขากลายเป็นนักทำหนังอเมริกันคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุด ณ เวลานั้น สามปีต่อมา The Royal Tenenbaums ช่วยตอกย้ำสมมุติฐานดังกล่าว ก่อนที่ The Life Aquatic with Steve Zissou และ The Darjeeling Limited จะค่อยๆ ปลดเปลื้องแอนเดอร์สันออกจากความคาดหวังอันสูงลิบลิ่ว อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวขึ้นของ Fantastic Mr. Fox ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะหนังการ์ตูนสตอปโมชันเรื่องนี้ไม่เพียงจะได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นการเติบใหญ่ของแอนเดอร์สันในฐานะนักทำหนังอีกด้วย

แม้ว่างานด้านภาพ ตลอดจนอารมณ์ขันเดิมๆ จะยังคงมีอยู่แบบครบถ้วน แต่หนังสองเรื่องล่าสุด (โดยอาจเหมารวม Fantastic Mr. Fox ไปด้วยก็ได้) อย่าง Moonlight Kingdom และ The Grand Budapest Hotel ได้เน้นย้ำความเจ็บปวด การสูญเสีย และอารมณ์หม่นเศร้า ซึ่งเคยปรากฏให้เห็นอยู่เจือจางในหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้า ให้โดดเด่น หนักแน่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโหยไห้แด่ผู้จากไประหว่างสงครามของคนกับหมาจิ้งจอก ความหม่นหมอง หดหู่แห่งวัยผู้ใหญ่ที่กำลังเฝ้ารอสองตัวละครวัยเด็กอยู่เบื้องหน้า หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่ภายนอกอาจดูตลกโปกฮา มีบรรยากาศแบบตำนานและนิทานปรัมปรา แต่ภายในกลับซุกซ่อนความสยดสยอง ไร้สาระของสงคราม การล่มสลายของโลกยุคเก่า รวมไปถึงชัยชนะของความชั่วร้ายที่บดขยี้เศษเสี้ยวแห่งมนุษยธรรมจนไม่เหลือซาก 

Director's Profile: เทอร์เรนซ์ มาลิค


แทบไม่น่าเชื่อว่าผู้กำกับที่เคยพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุดทางด้านความคิดสร้างสรรค์จาก Days of Heaven เมื่อ 36 ปีที่แล้วก่อนอำลาวงการแบบฉับพลันไปนานถึง 2 ทศวรรษ จะกลับมาคร่ำเคร่งผลิตผลงานในช่วง 10 ปีหลังด้วยอัตราความเร็วระดับ 2 ปีต่อ 1 เรื่อง โดยจนถึงขณะนี้ เทอร์เรนซ์ มาลิค ปิดกล้องหนังใหม่ไปแล้ว 3 เรื่อง ทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นตอน post-production ซึ่งสำหรับมาลิคนั่นอาจกินเวลาตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 3 ปี เนื่องจากเขาขึ้นชื่อในเรื่องการสร้างหนัง (เรื่องใหม่) ในห้องตัดต่อ ส่งผลให้นักแสดงบางคนที่มีบทบาทค่อนข้างมากระหว่างขั้นตอนการถ่ายทำอาจถูกตัดบททิ้งจนแทบไม่เหลือความสำคัญในหนังเวอร์ชั่นสุดท้าย ดังจะเห็นได้จากชะตากรรมของ เอเดรียน โบรดี้ ใน The Thin Red Line คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ใน The New World และ ฌอน เพนน์ ใน The Tree of Life

หนังสองเรื่องแรกของมาลิคก่อนเขาจะปลีกสันโดษยังดำเนินตามขนบการเล่าเรื่องแบบคลาสสิก หรือพูดอีกอย่างคือยังพอจะมีพล็อตให้จับต้องได้พอสมควร โดยสองสิ่งที่โดดเด่นและต่อมากลายเป็น เอกลักษณ์ในหนังมาลิคทุกๆ เรื่อง ได้แก่ การใช้เสียงบรรยาย (voice over) และงานด้านภาพอันวิจิตรบรรจง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จาก magic hour (ช่วงเวลาหลังตะวันตกดินแต่ท้องฟ้ายังมีแสงรำไรอยู่) ได้เต็มประสิทธิภาพใน Days of Heaven จนทำให้มันถูกยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมาลิคหวนกลับมาสร้างหนังอีกครั้งด้วยการดัดแปลงนิยายเรื่อง The Thin Red Line ของ เจมส์ โจนส์ เขาก็เริ่มล่องลอยออกจากธรรมเนียมปฏิบัติในการเล่าเรื่องมากขึ้น คราวนี้เสียงบรรยายไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มเรื่องราว หรือความรู้สึกนึกคิดของตัวละครอีกต่อไป และบางครั้งก็อาจฟังดูเหมือนเสียงสวดภาวนาเสียมากกว่าดังจะเห็นได้จากฉากเปิดเรื่องของ The New World ความทะเยอทะยานที่จะทดลองการเล่าเรื่องแบบใหม่ของมาลิคนำไปสู่ผลงานลือลั่น ซึ่งเรียกเสียงชื่นชมยกย่องได้มากพอๆ กับเสียงก่นด่า กระแนะกระแหนอย่าง The Tree of Life หนังที่นำเสนอเหตุการณ์ในลักษณะห้วงคำนึงจากกระแสสำนึก และเรียกร้องให้คนดูปะติดปะต่อ หรือพยายามเชื่อมโยงเหตุผลตามแต่จินตนาการส่วนตัวจะพาไป   

คริสต์ศาสนาถือว่าค่อนข้างทรงอิทธิพลต่อมาลิค หนังหลายเรื่องของเขาปลุกเร้าบรรยากาศของตำนานในคัมภีร์ไบเบิล ไม่ว่าจะเป็นการปลีกตัวจากสังคมไปใช้ชีวิตเพียงลำพังในป่าราวกับเป็นมนุษย์เพียงสองคนบนโลกใบนี้ของคู่รักนอกกฎหมายใน Badlands หรือฉากฝูงตั๊กแตนบุกโจมตีทุ่งข้าวสาลีใน Days of Heaven ซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณของภาวะสวรรค์ล่มหลังจากอดัมกับอีฟพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา ขณะที่ The Tree of Life และ To the Wonder อาจเทียบได้กับบทสวดอ้อนวอนของมนุษย์ต่อพระเจ้า พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าเหตุใดโลกโดยรอบจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ความไม่เท่าเทียมกัน The Tree of Life ไม่เพียงจะเปิดเรื่องด้วยคำตอบของพระเจ้าโดยอ้างอิงจาก The Book of Job เท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นภาพการกำเนิดโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายเพื่อย้ำเตือนว่ามนุษย์นั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของภาพรวมอันยิ่งใหญ่ พระเจ้าอาจไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่จะสะท้อนผ่านธรรมชาติรอบตัว ซึ่งหลายครั้งมักถูกขับเน้นให้มีความสำคัญเหนือวิกฤติของเหล่าตัวละคร เพราะในหนังของมาลิคนั้นกล้องพร้อมจะผละจากเรื่องราว หรือตัวละครไปโฟกัสฝูงนกบนท้องฟ้า ยอดหญ้าที่เขียวชอุ่ม หรือผีเสื้อที่กำลังบินว่อนได้ตลอดเวลา

หนังของมาลิคมีลักษณะเฉพาะตัวตรงที่พวกมันไม่เพียงพยายามนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับอภิปรัชญา พลางครุ่นคิด วิเคราะห์ถึงชีวิต รวมไปถึงแก่นสารแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการกระตุ้นอารมณ์ สัญชาตญาณ และความทรงจำบางอย่างโดยอาศัยพลังของภาพและดนตรีประกอบ (ซึ่งมาลิคจะเลือกใช้ดนตรีคลาสสิกเป็นหลัก) เฉกเช่นหนังเงียบในยุคกำเนิดภาพยนตร์ ไม่มีการผูกพล็อตซับซ้อน สร้างปมปัญหาที่รอการคลี่คลาย ในผลงานชิ้นล่าสุดของเขาเรื่อง To the Wonder บทสนทนาระหว่างตัวละครแทบจะไม่ปรากฏ หรือมีความสลักสำคัญใดๆ จริงอยู่ว่าคนดูยังสามารถตระหนักเรื่องราวคร่าวๆ ได้ไม่ยากนัก (อย่างน้อยมันก็ไม่ถึงขั้นเป็นหนังทดลองเต็มรูปแบบ) แต่ในเวลาเดียวกันมาลิคก็เว้นช่องว่างเอาไว้ให้แต่ละคนเติมเต็มรายละเอียด หรือตีความกันเองตามสะดวก ส่งผลให้มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความท้าทาย ความแปลกใหม่ และอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ