วันอาทิตย์, กันยายน 09, 2561

Love, Simon: Waiting to Exhale


หลายคนอาจนึกในใจว่าหนังอย่าง Love, Simon มาช้าเกินไปหรือเปล่าสำหรับยุคที่กระแส LGBT เริ่มทะลุทะลวงไปสู่วงกว้าง การเรียกร้องสิทธิให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้กลายเป็นเรื่องแพร่หลาย ในนิยาย YA แนวชายรักชายร่วมสมัยหลายเล่ม อารมณ์รักร่วมเพศหาใช่ปมสำคัญ หรือปัญหาน่ากลัดกลุ้มอีกต่อไป ส่วนบรรดาพ่อแม่ก็มักจะมีหัวสมัยใหม่ (หรือเรียกง่ายๆ ว่าลิเบอรัล) เปิดกว้างทางเพศ บางคนไม่เพียงรับได้ที่ลูกชายเป็นเกย์เท่านั้น แต่ยังถึงขั้นจัดงานฉลองเปิดตัว หรือพยายามจับคู่ให้ลูกชายเลยด้วยซ้ำ รักร่วมเพศไม่ใช่ตราบาปมากเท่ากับเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่วงการ Queer Cinema เริ่มสร้างหนังวัยรุ่นในประเด็น coming out ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น Beautiful Thing (1996), Get Real (1998) และ Edge of Seventeen (1998) ตามแนวความเชื่อว่าขั้นตอน coming out คือ กลยุทธ์ทางการเมืองอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มเกย์กับเลสเบี้ยน เพื่อปลดเปลื้องเกราะคุ้มครอง หรือเสื้อคลุมล่องหน (รสนิยมทางเพศต่างจากสีผิว หรือเชื้อชาติตรงที่มันไม่สามารถดูออกจากภายนอก หากคุณไม่ประพฤติตัว “ชัดเจน” เกินไป) แล้วทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นกลายเป็นสิ่งที่มองเห็น

แน่นอน coming out เป็นขั้นตอนที่บีบคั้นทางอารมณ์ และบางครั้งอาจถึงขั้นสุ่มเสี่ยงต่ออันตราย (หลายแห่งบนโลกยังมีความพยายามที่จะ รักษาอาการรักร่วมเพศผ่านการบำบัดหรือจับเข้าค่าย) แต่ก็เชื่อกันว่ามันมีความหมายอย่างยิ่งต่อการเรียกร้องสิทธิเท่าเทียม ในหนังสารคดีขนาดสั้นเรื่อง Lavender (1972) ซึ่งเล่าถึงชีวิตประจำวันของคู่รักเลสเบี้ยน หญิงสาวคนหนึ่งสารภาพว่าเธอกลัวที่จะต้องเปิดเผยตัวเอง (ว่าชอบผู้หญิงด้วยกัน) ต่อหน้ากล้อง แต่มันเป็นหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนทัศนคติคน เพราะการไม่เคยสัมผัส รับรู้ชีวิตของเลสเบี้ยนทำให้ทัศนคติของเหล่าผู้นิยมรักต่างเพศยังคงปิดกั้นและคับแคบ ในสารคดีเรื่อง In the Best Interests of the Children (1977) ซึ่งเล่าเรื่องราวของบรรดาคุณแม่เลสเบี้ยนกับลูกๆ ของเธอ ผู้หญิงผิวสีนางหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนใจคน คือ “ต้องให้พวกเขารู้จักเราให้มากขึ้น อ่านหนังสือของเรา ดูหนังของเรา”

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Love, Simon ถึงได้รับการโปรโมตอย่างกระหน่ำผ่านสื่อว่าเป็นหลักไมล์สำคัญ ไม่ใช่เพราะมันนำเสนอเนื้อหา หรือแง่มุมแปลกใหม่เกี่ยวกับ LGBT แต่เพราะมันเป็นหนังวัยรุ่นเรื่องแรกจากทุนของสตูดิโอยักษ์ใหญ่ ที่พูดถึงประเด็นการ coming out แล้วเปิดฉายแบบปูพรมในวงกว้าง (2,400 โรง) ตั้งแต่สัปดาห์แรก เรียกได้ว่ายึดโรงมากกว่า Brokeback Mountain เสียด้วยซ้ำ (แม้สุดท้ายมันจะลงเอยทำเงินได้ไม่มากเท่าหนังเกย์คาวบอยของอังลีก็ตาม) อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ คือ หนังถูกสร้างออกมาเพื่อเจาะตลาดกระแสหลัก ไม่ใช่กลุ่มคนดูหนังอาร์ต หนังรางวัลเหมือนกับหนังเควียร์ส่วนใหญ่ ก่อนหน้านี้หนังแนวตลกโรแมนติกของเกย์/เลสเบี้ยนอาจเคยถูกสร้างมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่ไม่มีเรื่องไหนเข้าฉายแบบอึกทึกครึกโครมเท่านี้ ฉะนั้นจะถือว่ามันเป็นความก้าวหน้าก็ว่าได้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการทำให้พวกเขา รู้จักเรามากขึ้น

ขั้นตอน coming out อาจแบ่งคร่าวๆ ได้ 3 ระยะ คือ 1) เปิดเผยกับตัวเอง (ตระหนักถึงอารมณ์รักร่วมเพศ ยอมรับ และยินดีเดินหน้าทำตามความรู้สึกของตัวเอง) 2) เปิดเผยกับเกย์และเลสเบี้ยน (ไปเที่ยวผับเกย์ เข้าร่วมกลุ่มกิจกรรม) และ 3) เปิดเผยกับคนรอบข้าง (ทั้งในชีวิตประจำวัน เช่น เพื่อน ครอบครัว พี่น้อง และต่อสาธารณชน เช่น ติดเข็มกลัดธงรุ้ง ไปร่วมงานพาเหรด กอดจูบ จับมือกับคนรักตามท้องถนน) ใน Love, Simon กว่าเรื่องราวในหนังจะเริ่มต้น ตัวละครเอกก็ coming out กับตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว นับแต่เขาเริ่มตระหนักถึงความรู้สึก แปลกประหลาด” ต่อ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ในหนังชุด Harry Potter ปัจจุบันเขาไม่ได้ขัดแย้ง สับสน หรือต่อต้านอารมณ์รักร่วมเพศ แถมยินดีทำตามความรู้สึกดังกล่าวด้วย เช่น เมื่อเขาพยายามจะผูกสัมพันธ์อย่างอิหลักอิเหลื่อกับคนสวนหนุ่มหล่อ ด้วยเหตุนี้ โฟกัสหลักของหนังจึงไปตกอยู่กับระยะ 2 และ 3 ของการ coming out ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นรูปธรรมกว่า และบีบเค้นดรามาได้ชัดกว่าความขัดแย้งภายในจิตใจ (คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าหนังอย่าง Brokeback Mountain ถือเป็นหนังที่พูดถึงระยะที่ 1 ของการ coming out อยู่กลายๆ เมื่อในตอนท้าย เอนนิส เดลมาร์ พลันตระหนักและสามารถทำใจยอมรับความรู้สึกที่เขามีต่อ แจ็ค ทวิสต์ ได้ในที่สุด หลังพยายามปฏิเสธ หรือกีดกันมันมาตลอด)

อันที่จริง ไซมอนไม่น่าจะรู้สึกกดดันมากนักในการ coming out กับคนรอบข้าง เมื่อพิจารณาว่าเพื่อนๆ สนิทของเขาส่วนใหญ่ต่างก็ดูเป็นมิตร น่าคบหา ไม่ใช่กลุ่มนักกีฬา/นักเลงที่อุดมไปด้วยเทสโทสเตอโรน (แม้จะมีคนหนึ่งเป็นนักฟุตบอลก็ตาม) ส่วนพ่อแม่เขาก็ดูเปิดกว้าง หัวสมัยใหม่ ไม่ได้เคร่งศาสนา (ในฉากหนึ่งเราจะเห็นแม่ของเขากำลังทำป้ายต่อต้านแนวคิดปิตาธิปไตย) แต่ไซมอนให้เหตุผลว่าที่เขายังไม่อยากบอกใครเพราะนี่เป็นปีสุดท้ายของช่วงชีวิตวัยมัธยม เขาอยากสนุกสนาน เก็บเกี่ยวความสุขให้เต็มที่ เขาไม่อยากให้ทุกอย่าง เปลี่ยนแปลงหรือตึงเครียด แม้ลึกๆ แล้วความหวาดกลัวน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ และฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของรักร่วมเพศ เมื่อพวกเขาตระหนักว่าตัวเองแตกต่างจากมาตรฐานที่ยึดถือ สั่งสอนกันมา ส่วนพ่อที่ดูใจดีก็ไม่ได้สูงส่ง หรือละเอียดอ่อนจนไม่เคยเล่นมุกตลกเหมารวม หรือล้อเลียนความเป็นเกย์ จริงอยู่คำพูดเผลอไผล หรือสนุกปากในบางครั้งอาจไม่ได้สะท้อนธาตุแท้เกี่ยวกับทัศนคติต่อรักร่วมเพศของเขาเสมอไป แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ลูกชายเกย์ของเขาลังเล ไม่แน่ใจว่าพ่อจะเปิดกว้าง หรือยอมรับได้มากแค่ไหน ซ้ำร้ายสถานการณ์อันย่ำแย่ที่เกย์ออกสาวอย่างอีธานต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในโรงเรียน (แม้เขาจะจัดการปัญหาได้อย่างมือโปร) ยิ่งทำให้ไซมอนต้องคิดหนัก เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคำล้อเลียน ดูถูกเหล่านั้นจะไม่กัดเซาะ บั่นทอนจิตใจอีธานทีละน้อย ไม่ต่างจากการเสแสร้งของเหล่าญาติๆ อีธาน ซึ่งทำเหมือนกับว่าเขาไม่ได้ come out ไปแล้ว และยังคงปฏิบัติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

น่าสังเกตว่า Love, Simon เลือกจะเดินทางสายกลางโดยไม่ คุกคาม” หรือโดดเดี่ยวตลาดกลุ่มใหญ่ ด้วยการวางตัวละครเอกเป็นเด็กหนุ่มผิวขาวหน้าตาหล่อเหลา มีบุคลิกเหมือนเด็กหนุ่มข้างบ้านทั่วๆ ไป (ในตอนต้นเรื่องเขาพยายามย้ำเตือนคนดูว่าผมก็เหมือน คุณนั่นแหละ) ไม่ใช่คาวบอยแมนๆ หรือเด็กผิวดำ หรือเกย์สาวแตก เขาสามารถเล่นละครเพลง Cabaret และนั่งดูฟุตบอลได้อย่างกลมกลืน เขาอาจตระหนักถึงเส้นที่ มองไม่เห็น” แล้วไม่อาจก้าวข้ามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมรักต่างเพศได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกภายใต้วัฒนธรรมเกย์กระแสหลัก มีอยู่ฉากหนึ่งไซมอนบอกว่าเขาอาจเปิดตัว ใช้ชีวิตชาวเกย์เต็มรูปแบบตอนเรียนมหาวิทยาลัย ตามมาด้วยภาพในจินตนาการสไตล์ละครเพลงบรอดเวย์ ก่อนจะตบท้ายว่า “โอเค อาจไม่เกย์ขนาดนั้น” หรือจริงๆ แล้วทั้งหมดเป็นแค่กลไกป้องกัน อำพรางตัวของไซมอน เขาเลือกจะแต่งกายเรียบง่าย ไม่สะดุดตา ไม่แสดงท่าทางตุ้งติ้ง เพราะไม่อยากถูก “มองออก” ตั้งแต่แวบแรกเหมือนอีธาน ซึ่งกล้าจะเป็นตัวของตัวเองแต่ก็ต้องรับผลพวงที่ตามมา

พล็อตหลักในการสืบหาตัวตนที่แท้จริงของบลูช่วยสรุปความยากลำบากของชีวิตรักร่วมเพศ ซึ่งเต็มไปด้วยความลับ ความระแวดระวัง และการปิดบังซ่อนเร้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เพิ่งจะค้นพบเพศวิถีของตนเอง พวกเขาไม่อาจกระโจนเข้าใส่ แล้วประกาศแรงปรารถนาของตนต่อหน้าสาธารณชนได้อย่างเปิดเผยแบบมาร์ติน ขั้นตอนการเข้าหา ทำความรู้จักล้วนต้องทำภายใต้ภาวะนิรนาม เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนให้ใครรู้ ต่างยังคงยึดมั่นอยู่กับเสื้อคลุมล่องหนของตน เพราะคิดว่ามันจะทำให้ชีวิตพวกเขา ง่ายขึ้น” แต่ที่จริงแล้วตรงกันข้าม หนังมีฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งซึ่งน่ารักดี เป็นตอนที่แอ็บบี้แอบเมาท์นักกีฬาหนุ่มหล่อกับไซมอนหลังเขาบอกความจริงเธอ นี่เป็นครั้งแรกที่ไซมอนได้เป็นตัวของตัวเองที่สุดในรอบหลายปี หรือตามคำอุปมาของแม่เขา เป็นครั้งแรกที่ไซมอนไม่ต้องกลั้นหายใจต่อหน้าคนอื่น และความสุขดังกล่าวคุ้มค่ากับความทุกข์ทรมานของการ coming out

 เพราะนายก็คู่ควรกับความรักที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน” ไซมอนเขียนสารภาพในตอนท้ายกับบลู ชายหนุ่มที่เขาตกหลุมรักทางอีเมล แต่ไม่เคยเห็นหน้า ความกระตือรือร้นของ Love, Simon ที่จะชักชวนคนดูให้ล่องลอยสู่ความอิ่มเอม ประทับใจอาจเป็นการเล่นใหญ่เกินเบอร์ไปบ้าง หรือชวนให้ประชดประชัน เช่น จะเป็นยังไงถ้าปรากฏว่าบลูกลายเป็นเด็กอ้วนหน้าตาอัปลักษณ์ แต่ถึงที่สุดแล้วการมาถึงของหนังเรื่องนี้ก็ยังถือเป็นเรื่องน่าเฉลิมฉลองอยู่ดี เป็นก้าวแรกสู่อนาคตที่ดีกว่า เมื่อ พวกเขา” จะมีโอกาสได้มานั่งดูเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของ พวกเรา” บ้าง หลังจากพวกเราต้องนั่งดูเรื่องราวความรักของพวกเขามาตลอดชีวิต ถ้าพวกเราสามารถซาบซึ้งกับภาพ จอห์น คูแซ็ค ยืนถือบูมบ็อกซ์เปิดเพลงหน้าบ้านสาวคนรักใน Say Anything ได้ พวกเขาก็สามารถซาบซึ้งกับภาพ นิค โรบินสัน นัดเจอหนุ่มบนชิงช้าสวรรค์ได้เช่นกัน แน่นอนว่า execution ก็เรื่องหนึ่ง แต่แก่นสารหลักๆ คือ การเปิดโลกให้ชาวรักต่างเพศทั้งหลายได้รู้จัก คุ้นเคย รวมถึงค่อยๆ เปิดใจยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลาย และความลื่นไหล  เพื่อว่าวันหนึ่งสังคมจะไปถึงจุดที่พ่อแม่ดาราไม่จำเป็นต้องโกรธเคืองเมื่อลูกชายถูกกล่าวหาว่าเป็นเกย์ และประเด็นใครเป็นหรือไม่เป็นเกย์จะไม่ใช่ตราบาป หรือเรื่องสลักสำคัญใดๆ อีกต่อไป

วันเสาร์, พฤษภาคม 19, 2561

God's Own Country: อาณาจักรของเราสอง


ถ้าเทียบกับหนัง LGBT ชื่อดังเรื่องอื่นๆ ของปี 2017 ด้วยกัน อาจพูดได้ว่า God’s Own Country ลดทอนแง่มุมความกดดัน ตลอดจนอคติในสังคมต่อเพศทางเลือกมากที่สุดจนแทบจะกลายเป็นศูนย์ เพราะแม้กระทั่งหนังซึ่งจงใจรีดบริบททางสังคมออกจนหมด เหลือไว้เพียงอารมณ์ความรู้สึกของการตกหลุมรักอย่าง Call Me by Your Name คนดูยังไม่วายตระหนักถึงแง่มุมส่วนนี้ได้จากการตัดสินใจในตอนท้ายของโอลิเวอร์ นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหนังที่ตีแสกหน้าประเด็นดังกล่าวอย่าง Beach Rats, A Fantastic Woman และ BPM (Beats Per Minute) น่าสังเกตว่าถึงแม้ จอห์นนี จะใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อบอวลไปด้วยความเป็นชายระดับเข้มข้น (เช่นเดียวกับตัวเอกใน Beach Rats) แต่เขากลับไม่เคยพยายามจะปกปิดเพศวิถีของตนเองสักเท่าไหร่ กระทั่งเพื่อนสาวสมัยมัธยมก็ดูจะตระหนักดีว่าเขามีรสนิยมเช่นใด ส่วนพ่อกับย่าของเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจอร์จี้มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับปฏิกิริยาของเหล่าตัวละครรอบข้างแจ็คและเอนนิสในหนังซึ่งมักจะถูกยกมาเปรียบเทียบอยู่เนืองๆ อย่าง Brokeback Mountain

ตอนที่หนังเรื่อง Brokeback Mountain เข้าฉาย บล็อกเกอร์บางคนวิจารณ์ความไม่สมจริงของเรื่องราวว่าเหตุใดตัวละครเอกจึงไม่ตัดสินใจย้ายเข้าเมือง แล้วใช้ชีวิตเกย์อย่างอิสระ มีความสุข เหมือนเกย์อีกจำนวนมากในยุค 70-80 ที่อพยพจากเขตรอบนอกเข้าสู่มหานคร อาทิ นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก พวกเขามองข้ามแก่นสำคัญจริงๆ ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ตรง สถานที่” เท่านั้น (ถ้าบ้านนอกใจแคบก็ย้ายเข้าเมืองซึ่งวัฒนธรรมรักร่วมเพศเจริญรุ่งเรืองสิ) หากแต่อยู่ตรงจิตใจภายใน เอนนิส เดลมาร์ ถูกเลี้ยงดูและปลูกฝังว่าความสัมพันธ์แบบชายรักชายเป็นความผิด เป็นเรื่องน่าละอาย และสุดท้ายอาจนำไปสู่ความตาย ความหวาดกลัว สับสนในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบท ในอดีตหรือปัจจุบัน ไม่เชื่อให้ลองดูตัวละครเอกจาก Beach Rats เป็นตัวอย่าง เขาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ริมชายฝั่ง สามารถหาเซ็กซ์ฉาบฉวยได้ตามเว็บไซต์สารพัด แต่ยังจำทนกับชีวิตกำมะลอไปวันๆ พยายามปกปิดความต้องการแท้จริงทั้งจากตัวเองและคนรอบข้าง ต่างจากจอห์นนี ผู้มีอาชีพใกล้เคียงกับตัวละครเอกใน Brokeback Mountain แต่จิตใจเขากลับปราศจากตราบาปแห่งรักร่วมเพศ

เช่นเดียวกับ Call Me by Your Name ปมของตัวละครอย่างจอห์นนีเป็นปมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่จำเพาะเจาะจงแต่กับรักร่วมเพศเท่านั้น (แต่อารมณ์รักร่วมเพศอาจทำให้ปมดังกล่าวมีความเข้มข้น ซับซ้อนมากขึ้น) ผู้กำกับ ฟรานซิส ลี เคยให้สัมภาษณ์ว่า “Brokeback Mountain พูดถึงฉากหลังและช่วงเวลาอันจำเพาะเจาะจง ตัวละครเอกทั้งสองไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้เพราะอคติทางสังคม ใน God’s Own Country ประเด็นคือการปิดกั้นตัวเอง” จอห์นนีเป็นชายหนุ่มที่เติบโตมาไม่แตกต่างจากสภาพภูมิประเทศรอบตัว แห้งแล้ง หนาวเหน็บ หยาบกร้าน แม่ทอดทิ้งเขาให้อยู่ตามลำพังกับพ่อและย่าในชนบทอันห่างไกล ที่ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ชีวิตเขาเต็มไปด้วยภาระหนักอึ้งในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเขาต้องแบกรับเพียงลำพังหลังจากพ่อป่วยหนัก เขาถูกคาดหวังให้เป็นเหมือนพ่อ นั่นคือ ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงวัวฝูงแกะเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เมื่อจอห์นนีบังเอิญเจอเพื่อนสมัยมัธยมในฉากหนึ่ง คนดูสามารถสัมผัสได้ถึงความขมขื่นของชายหนุ่มผู้ติดกับอยู่ในชีวิตที่เขาไม่ต้องการ ความจริงของชีวิตอันโหดร้ายทำให้จิตใจเขาพลอยหยาบกระด้าง เขาดื่มเหล้าเพียงเพื่อให้เมาหมดสติ มีเซ็กซ์เพียงเพื่อระบายความใคร่ และกินอาหารเพียงเพื่อไม่ให้อดตาย ความรัก ความอ่อนโยนเป็นสิ่งที่จอห์นนีไม่รู้จัก และในแง่หนึ่งพยายามปฏิเสธมาตลอดเพราะคิดว่ามันเป็นสิทธิพิเศษที่เขาไม่คู่ควร หรือไม่อาจเติบโต เบ่งบานได้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ จนกระทั่งเขาได้พบกับจอร์จี้ คนงานชาวโรมาเนียที่พ่อจ้างมาช่วยงานจอห์นนี

ขณะที่จอห์นนีมองยอร์คเชอร์และฟาร์มปศุสัตว์เป็นเหมือนเรือนจำ กักขังเขาจากอิสรภาพ ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย แล้วกลับมาเยี่ยมบ้านเหมือนเป็นการพักร้อนจากชีวิตเมืองกรุง จอร์จีกลับมองเห็นความงามของยอร์คเชอร์ และอาจเหมารวมถึงประเทศอังกฤษว่าเป็นเหมือนโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะประเทศบ้านเกิดเขา ตายไปแล้ว” จากความยากแค้นทั่วทุกหัวระแหง ถึงตรงนี้จึงอาจพูดได้ไม่เต็มปากนักว่า God’s Own Country ปราศจากบริบททางสังคม การวางตัวละครอย่างจอร์จี้ให้เป็นคนงานชาวโรมาเนียสะท้อนถึงการไหลบ่าของผู้อพยพมายังประเทศอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมนำไปสู่ความหวาดกลัว วิตกกังวลในหมู่กลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดจนลงเอยด้วยปรากฏการณ์ Brexit น่าสนใจว่าในหนังจอห์นนีไม่ต้องเผชิญกับอคติทางเพศ แต่กลับเป็นจอร์จี้ที่โดนจอห์นนีทึกทักแบบเหมารวม (ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก) ว่าเป็นคนปากีฯ ก่อนต่อมาจะล้อเลียนเขาว่าเป็นพวกยิปซี ต่อมาในฉากหนึ่งช่วงท้ายเรื่อง ลูกค้าบาร์เหล้าก็เหมือนจงใจหาเรื่องจอร์จี้เพียงเพราะเขาพูดจาติดสำเนียง มองในแง่นี้อาจพูดได้ว่า จอห์นนี ตลอดจนเมืองยอร์คเชอร์ เป็นผลพวงตกค้างจากยุคเก่า เป็นตัวแทนความรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งกำลังผุกร่อน ล่มสลายไม่ต่างจากสภาพร่างกายของพ่อจอห์นนี (ฟาร์มคงไม่มีทางไปรอดหากยังดื้อดึงจะทำตามรูปแบบเดิมๆ) ส่วนจอร์จี้เปรียบเสมือนตัวแทนยุคสมัยแห่งการผสมผสาน เป็นอนาคตที่เปี่ยมความหวัง

เช่นเดียวกับเหล่าผู้อพยพที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีความยากไร้ ภัยสงครามมาหาความสงบสุข โอกาสในการอยู่รอด จอร์จี้ไม่เพียงจะมองเห็นและชื่นชมความงามของทิวทัศน์อันหนาวเหน็บ แห้งแล้งของยอร์คเชอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกๆ สิ่งรอบข้างอีกด้วย ความละเอียดอ่อนของเขาถูกสะท้อนผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งหนังอาจนำเสนอแบบผ่านๆ โดยไม่เน้นย้ำ แต่นำไปสู่ภาพรวมอันเป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นฉากเขาถอดหลอดไฟเปลือยมาติดโคม ใส่เครื่องปรุงในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เติมเกลือในพาสต้า จัดดอกไม้ใส่แจกันประดับโต๊ะอาหาร หรือทำชีสจากนมแกะ สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นบุคลิกที่แตกต่างกันราวน้ำกับไฟระหว่างจอห์นนีกับจอร์จี้  

เมื่อลูกแกะคลอดออกมาในสภาพอ่อนแอ จอห์นนีเลือกจะถอดใจ ขณะจอร์จี้กลับพยายามทำทุกทางจนช่วยชีวิตมันได้สำเร็จ เขามอบความเอาใจใส่ให้ลูกแกะ เหมือนที่เขาหยิบยื่นความอ่อนโยนให้จอห์นนีอย่างไม่ย่อท้อ ทั้งสองช่วยกันซ่อมแซมกำแพงหินรอบฟาร์ม ขณะที่กำแพงในใจจอห์นนีก็ค่อยๆ พังทลายลงทีละชั้น ฉากเซ็กซ์ครั้งแรกเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รุนแรง แต่ความวาบหวามแท้จริงเริ่มต้นเมื่อจอห์นนีตระหนักถึงพลังแห่งสัมผัส ความใกล้ชิด และรสจูบอันดื่มด่ำ ดุจเดียวกับสัตว์ที่เพิ่งเรียนรู้อิสรภาพจากการหัดเดินเป็นครั้งแรก เขาค่อยๆ เปิดรับความรักเข้าสู่หัวใจ ปล่อยให้มันหลั่งไหลเข้าเติมเต็มพื้นที่ว่างแห่งความโดดเดี่ยว ทดแทนความขมขื่น คับแค้น หนังถ่ายทอดพัฒนาการในความสัมพันธ์ดังกล่าวได้อย่างงดงามโดยไม่ต้องอาศัยบทสนทนาใดๆ ในฉากรักครั้งที่สอง สายตาและภาษาท่าทางของทั้งสองนักแสดงบ่งบอกให้เห็นชัดเจนว่าขณะฝ่ายหนึ่งพยายามเร่งรีบเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย อีกฝ่ายกลับยืนกรานให้เขาค่อยๆ ดื่มด่ำกับช่วงเวลา กับรสสัมผัส เซ็กซ์หาใช่แค่แรงหื่นกระหายทางกายอีกต่อไป ในเช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสองได้พูดจาเปิดใจกัน ก่อนจอร์จี้จะพาจอห์นนีไปชมทิวทัศน์บนยอดเขา ซึ่งเคยผ่านตามาแล้ว แต่ไม่เคยชื่นชม ซึมซับอย่างแท้จริง ความรักที่งอกงามทำให้จอห์นนีตระหนักเป็นครั้งแรกว่าเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ฟาร์มแห่งนี้ได้

ผมขอโทษ ผมทำอย่างที่พ่อต้องการไม่ได้ เราจะไปกันรอด แต่ต้องในแบบของผม ไม่ใช่ของพ่อ” ตามท้องเรื่องจอห์นนีหมายถึงการดูแลไร่ปศุสัตว์ แต่ในเชิงนัยยะมันอาจเหมารวมถึงชะตากรรมของประเทศอังกฤษ นี่เปรียบเสมือนคำประกาศกร้าวของคนรุ่นใหม่เพื่อคัดค้านแนวทางอันคับแคบของคนรุ่นเก่า ซึ่งดึงดันจะขีดเส้นทางอนาคตทั้งที่พวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่ต้องเผชิญผลพวงภายหลัง การที่พ่อของจอห์นนีตกอยู่ในสภาพพิการ ต้องนั่งรถเข็น สะท้อนให้เห็นว่ายุคสมัยเขากำลังสิ้นสุดลง และเขาควรส่งมอบอิสรภาพในการตัดสินใจให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสค้นหาหนทางในแบบของเขา ด้วยเหตุนี้เองฉากสุดท้ายของหนังจึงให้ความรู้สึกอิ่มเอมที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่ความรักอันสุขสมหวัง

A Fantastic Woman: ยืนหยัดท่ามกลางกระแสเชี่ยวกราก


ในช่วง 10 นาทีแรกของ A Fantastic Woman สาวประเภทสอง มารีนา (แดเนียลา เวกา) เหมือนจะอาศัยอยู่ในฟองอากาศ ล่องลอยเป็นเอกเทศจากโลกรอบข้าง ปลอดภัยจากความกดดันใดๆ เมื่อเธออยู่เคียงข้างชายคนรัก เจ้าของโรงงานสิ่งทอที่อายุมากกว่า ฐานะดีกว่าอย่าง ออร์ลันโด (ฟรานซิสโก เรเยส) เขาหลงรักเธออย่างจริงใจ สังเกตจากแววตาชื่นชมขณะเฝ้ามองเธอร้องเพลงบนเวทีในคลับแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นเขาได้พาเธอไปดินเนอร์ที่ภัตตาคารจีน พนักงานเสิร์ฟเข็นเค้กมาเซอร์ไพรส์พร้อมกับร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้เธอ เขาซื้อของขวัญเป็นตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวน้ำตกอีกวาซูกันสองคน แต่ดันจำไม่ได้ว่าไปลืมทิ้งไว้ที่ไหน ค่ำคืนสุดโรแมนติกลงเอยด้วยการที่ออร์ลันโดตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมอาการปวดหัวอย่างหนัก ก่อนสุดท้ายจะเสียชีวิตกะทันหันที่โรงพยาบาลเนื่องจากหลอดเลือดสมองโป่งพอง

ทันใดนั้นฟองอากาศของมารีนาก็แตกดังโพละ กลายเป็นว่าเธอปราศจากสิทธิขาดใดๆ ในทุกการตัดสินใจเกี่ยวกับออร์ลันโด และกระทั่งตัวตนแบบที่เธอกล่าวอ้างก็มักจะถูกต้องข้อกังขา หมอแสดงทีท่าไม่แน่ใจเมื่อทราบว่าเธอชื่อมารีนา เป็นชื่อเล่นเหรอ เขาถาม จากนั้นเมื่อเธอดอดไปโทรบอกข่าวกับญาติของออร์ลันโด และหาพื้นที่ส่วนตัวเพื่อเลียแผลใจเพียงลำพัง โรงพยาบาลกลับปฏิบัติต่อเธอเหมือนอาชญากรด้วยการแจ้งตำรวจ ซึ่งยืนกรานให้เธอใช้ชื่อเดิม (ชื่อผู้ชาย) ตามบัตรประชาชนจนกว่าจะได้รับบัตรใหม่ที่ตรงกันเพศสภาพ เขาซักถามว่าทำไมมารีนาจึงเดินหนีจากโรงพยาบาลราวกับเธอเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งที่หมอเองก็สรุปว่าสาเหตุการตายเกิดจากภาวะเส้นเลือดโป่งพอง แต่เพราะระหว่างทางมาโรงพยาบาล ออร์ลันโดเกิดพลัดตกบันได เนื้อตัวเขาจึงมีรอยฟกช้ำดำเขียว อันจะนำความยุ่งยากมาสู่มารีนาอีกมากมาย เมื่อกาโบ (หลุยส์ เก็กโค) น้องชายของออร์ลันโดเดินทางมาถึงโรงพยาบาล เขาทำท่าจะกอดทักทายมารีนา แต่กลับเปลี่ยนใจไปจับมือแทน ตำรวจพูดถึงมารีนาโดยใช้สรรพนาม “เขา ต่อหน้าเธอ แม้กาโบจะช่วยแก้ต่างว่า ผู้หญิงคนนี้ อยู่กับพี่ชายเขาในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต แต่ขณะเดียวกันเขาก็ก้าวเข้ามาจัดการทุกอย่าง แล้วกันเธอออกจากการมีส่วนร่วมไปโดยอัตโนมัติ

ไม่ใช่เพียงตัวตนของมารีนาเท่านั้นที่ถูกตั้งคำถาม ความรักระหว่างเธอกับออร์ลันโดก็เช่นกัน ตำรวจหญิงจากแผนกคดีล่วงละเมิดทางเพศเดินทางมาพบมารีนา คำถามแรกของเธอ คือ เขาจ่ายเงินให้คุณหรือเปล่าราวกับความสัมพันธ์ระหว่างกะเทยวัยสาวกับผู้ชายแก่คราวพ่อไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากความสัมพันธ์ที่ผูกมัดกันโดยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ (ข้อเท็จจริงว่าเขาเป็นเจ้าของกิจการ ส่วนเธอเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟมีส่วนสนับสนุนอยู่บ้าง) เธออ้างประสบการณ์จากการทำงานด้านนี้มานานนับสิบปี เธอ เห็นมาหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ผู้หญิง” แบบมารีนา เธอเชื่อว่าบาดแผลตามตัวออร์ลันโดเป็นแค่ความพยายามป้องกันตัวเนื่องจากการถูกทารุณกรรมทางเพศ ทั้งที่มารีนาเองได้อธิบายทุกอย่างกับหมอที่โรงพยาบาลแล้ว และเมื่อมารีนาไม่ยอมให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ตำรวจหญิงก็บีบบังคับให้เธอต้องเปลื้องผ้าตรวจร่างกาย พร้อมถ่ายรูปเป็นหลักฐาน ซ้ำร้ายเธอยังต้องมาทนฟังเสียงกระซิบกระซาบระหว่างตำรวจหญิงกับเจ้าหน้าที่ชายว่าควรจะเรียกเธอ เดเนียล” ตามชื่อจริงดีไหม ทำเหมือนเธอเป็นผู้หญิง เรียกชื่อผู้หญิงของเธอตำรวจหญิงแนะนำ

วิบากกรรมยังไม่จบสิ้นลงเพียงเท่านั้น ครอบครัวของออร์ลันโดตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับมารีนานับแต่เริ่มแรก และปฏิบัติกับเธอเหมือนเธอไม่มีตัวตน หรือเป็นตัวประหลาด ลูกชายเขา บรูโน (นิโคลัส ซาเวดรา) ขับไล่เธอออกจากคอนโดพ่อ ถามว่าเธอเป็นอะไร ผ่าตัดแปลงเพศหรือยัง ฉันก็เป็นเหมือนกับคุณเธอตอบ เมียเก่าเขา โซเนีย (แอรีน คุพเพนไฮม์) นิยามความสัมพันธ์ระหว่างมารีนากับออร์ลันโดว่าวิปริต พร้อมกับเน้นย้ำคำว่า ปกตินิยามชีวิตแต่งงานของเธอเวลาฉันเห็นเธอ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังมองอะไรอยู่เธอกล่าวกับมารีนา เหมือนหัวมังกุท้ายมังกร” (ซับไตเติลอังกฤษใช้คำว่า คิเมียรา ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานกรีก ส่วนหัวถึงหน้าอกเป็นสิงโต ลำตัวเป็นแพะ และบั้นท้ายเป็นมังกรหรืองู) พร้อมกันนั้นก็ได้สั่งห้ามเธอไม่ให้ไปร่วมงานศพ หรือพิธีกรรมใดๆ และเมื่อเธอไม่เชื่อฟัง ผลลัพธที่ตามมาจากน้ำมือของบรูโนถือว่าน่าตกใจไม่น้อย คนเดียวที่เหมือนจะเห็นใจมารีนาอยู่บ้าง คือ กาโบ แต่ก็ไม่มากพอจะลุกขึ้นมาทำอะไร เขาทำได้แต่เพียงนั่งมอง และขอร้องให้มารีนายินยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี

ถึงแม้มารีนาจะต้องเผชิญหน้ากับความอับอาย การกีดกัน ดูถูกเหยียดหยามสารพัด ทั้งแบบรุนแรงตรงไปตรงมา เช่น กรณีครอบครัวของออร์ลันโด หรือแบบซุกซ่อนเป็นความนัย เช่น บรรดาหมอและตำรวจที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผู้กำกับ เซบาสเตียน เลลีโอ ไม่ได้อ้อยอิ่ง บีบคั้นเพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจนเกินงาม หากมองโดยพล็อตเรื่องกับสถานการณ์แล้วหนังมีโอกาสจะเบี่ยงเบนเข้าหาแนวทางเมโลดรามาได้ง่ายมากในหลายๆ ฉาก (ตอนหนึ่งอดีตภรรยาของออร์ลันโดถึงกับเสนอเงินให้มารีนาหายตัวไป”) แต่เลลีโอมีรสนิยมพอจะนำเสนอแบบตรงไปตรงมา ไม่ตีโพยตีพายให้มากความ กล้องจับจ้องไปยังใบหน้าของ แดเนียลา เวกา ตลอดวิบากกรรมทั้งหลาย เธอไม่ได้แสดงออกทางอารมณ์ชัดเจน อาจมีประกายไม่พอใจ ตกใจ ขมขื่น หรือคับแค้นให้เห็นอยู่บ้าง แต่ปราศจากท่าทีโน้มน้าวคนดูให้เห็นอกเห็นใจแบบออกนอกหน้า ความนิ่งจนเกือบจะเรียกได้ว่าหน้าตายในแง่หนึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่าอคติ ตลอดจนพฤติกรรมกดทับ มองเห็นเป็นอื่นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอ มันเป็นสิ่งที่เธอต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ขณะที่ตัวละครทั้งหลายรอบข้างพยายามจะหา คำนิยามให้กับมารีนา ผู้กำกับเลลีโอกลับเลือกจะถ่ายทอดเธอออกมาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งซึ่งต้องสูญเสียคนรักไปอย่างกะทันหัน เพราะทันทีที่ออร์ลันโดเสียชีวิต ไม่มีใครคิดจะปลุกปลอบใจ หรือถามไถ่ถึงความรู้สึกเธอ ตรงกันข้าม มารีนากลับโดนตีตราแขวนป้ายให้กลายเป็นแค่บุคคลข้ามเพศ เธอถูกตั้งคำถาม ถูกไล่เบี้ย เพื่อจัดหมวดหมู่ให้เข้ากับมาตรฐานของความ ปกติทางสังคม (ชายหรือหญิง เดเนียลหรือมารีนา) จนเธอไม่มีเวลาที่จะทบทวน ซึมซาบ หรือรับมือกับความโศกเศร้าอย่างเป็นขั้นตอน หนังอาจยืนกรานที่จะมอบศักดิ์ศรี ความสง่างามให้กับตัวละครอย่างมารีนา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มองข้ามแง่มุม เหนือจริงเกี่ยวกับบุคคลข้ามเพศ จริงอยู่มารีนาอาจไม่แตกต่างจากมนุษย์ปุถุชน เธอมีหัวจิตหัวใจ มีความรัก ความใฝ่ฝัน ต้องการความเคารพ การยอมรับเฉกเช่นคนทั่วไป และควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเท่าเทียมเยี่ยงนั้น อย่างไรก็ตาม เหมือนที่ชื่อหนังบ่งบอกเป็นนัย เธอยัง ยอดเยี่ยมและ มหัศจรรย์อย่างเหลือเชื่ออีกด้วย (ไม่ใช่จากแค่การยืนหยัดต่อสู้กับปฏิปักษ์รอบด้านเท่านั้น) ดุจเดียวกับภาพน้ำตกอีกวาซูในช็อตเปิดเรื่อง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์สูงสุดทางธรรมชาติ

ฉากที่สะท้อนคุณลักษณะเหนือธรรมดาของตัวละครนี้ได้อย่างน่าทึ่ง เป็นตอนที่มารีนาเดินเข้าไปในซาวนาเพื่อค้นหาตู้ล็อกเกอร์ของออร์ลันโด เนื่องจากซาวนาแบ่งแยกสัดส่วนชายกับหญิงอย่างชัดเจน เธอจึงเดินเข้าไปในฐานะผู้หญิงก่อน (พันผ้าเช็ดตัวปิดหน้าอก ปล่อยผมยาว) ก่อนจะลอบผ่านประตูเข้าไปยังส่วนของผู้ชายได้อย่างแนบเนียนโดยไม่มีใครกระโตกกระตาก (มัดผม เลื่อนผ้าเช็ดตัวลงมาพันรอบเอว) หนังแสดงให้เห็นว่ามารีนาไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างหญิงกับชาย ไม่ใช่ตัวประหลาดที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเป็นอะไรกันแน่ หากแต่เป็นทั้งหญิงและชายในคนเดียวกัน (หนึ่งในเกมที่เธอชื่นชอบคือชกมวย) เธอไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และเลลิโอก็ไม่เกรงกลัวที่จะสอดแทรกฉากเหนือจริงในสไตล์สัจนิยมมหัศจรรย์เข้ามาเพื่ออธิบายความรู้สึก หรือสภาพการณ์ของตัวละเอก เช่น แทร็กกิ้งช็อตมารีนาขณะเดินไปตามถนน ฝ่าสายลมที่กรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเธอต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อต้านทานแรงลมและไม่อาจก้าวเท้าต่อไปได้ หรือเมื่อการเต้นรำในผับเกย์ถูกเปลี่ยนเป็นฉากในหนังเพลง

มองโดยเปลือกนอกแล้วอาจกล่าวได้ว่า A Fantastic Woman สะท้อนประเด็นปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับ LGBT ผ่านการเรียกร้องพื้นที่และความเท่าเทียมในสังคม ดังนั้นเมื่อมารีนา ซึ่งถูกกระทำมาตลอด ลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้โดยชอบธรรม (ทวงคืนสุนัขที่ออร์ลันโดยกให้เธอจากครอบครัวทรานส์โฟเบียของเขา) คนดูจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะใจ ฮึกเหิม มารีนาไม่เคยคิดเอาเปรียบครอบครัวของออร์ลันโด เธอยินดีคืนรถ คืนอพาร์ตเมนต์ของเขาโดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน นอกจากโอกาสที่จะได้บอกลาคนรักของเธอเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปที่เพิ่งประสบความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต ชัยชนะของเธอ ทั้งการได้บอกลาคนรักเป็นครั้งสุดท้ายและทวงคืนสุนัขของเขากลับมาได้ ถูกนำเสนออย่างเรียบง่าย ไม่ได้ตอกย้ำ หรือฟูมฟาย บางทีสาเหตุอาจเป็นเพราะนั่นไม่ใช่ชัยชนะอันแท้จริงของมารีนา

ปมลึกลับเล็กๆ อย่างหนึ่งของหนังเกี่ยวข้องกับตั๋วเครื่องบินที่ออร์ลันโดซื้อให้มารีนา แต่เขาจำไม่ได้ว่าไปลืมทิ้งไว้ตรงไหน เมื่อมารีนาเจอพวงกุญแจบอกหมายเลข 181 ตกอยู่ในรถ เธอไม่รู้ว่ามันเป็นกุญแจอะไรและจะนำไปสู่ความลับใด แต่เธอก็เลือกจะเก็บไว้ด้วยคิดว่ามันอาจนำไปสู่การคลี่คลายบางอย่าง จนกระทั่งในช่วงท้ายเรื่อง ปมลึกลับนี้กลับมาดึงความสนใจจากคนดูอีกครั้งเมื่อเห็นลูกค้าในร้านอาหารมีกุญแจแบบเดียวกัน ทำให้มารีนาพลันตระหนักว่ากุญแจที่เธอเจอในรถนั้นใช้สำหรับไขตู้ล็อกเกอร์ในซาวนา หนังล่อหลอกคนดูให้รู้สึกเหมือนว่ากำลังจะนำไปสู่การเฉลยปริศนาบางอย่าง จนกระทั่งมารีนาไขกุญแจตู้ล็อกเกอร์แล้วพบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีคำตอบ ไม่มีตั๋วเครื่องบินที่หายไป เบาะแสชักนำเธอให้มาพบกับทางตัน

เช่นเดียวกัน ชัยชนะอันแท้จริงของมารีนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก นี่ไม่ใช่เรื่องราวของการเอาชนะกรอบอันคับแคบของสังคม แต่เป็นการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง แล้วโอบกอดยอมรับตัวตนที่ค้นพบโดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจว่าใครจะมองเราว่าเป็นตัวอะไร หลายครั้งหลายคราหนังจะแสดงให้เห็นภาพสะท้อนของมารีนาในกระจก โดยตัวอย่างสองช็อตที่จัดวางจังหวะได้อย่างงดงามเป็นตอนที่เธอเดินข้ามถนนแล้วหยุดมองตัวเองในบานกระจกบานใหญ่ ซึ่งคนงานสองคนกำลังช่วยกันแบกลงจากรถ และในช่วงท้ายเรื่องเมื่อเธอวางกระจกส่องหน้าไว้ตรงหว่างขา ปิดบังอวัยวะเพศพอดิบพอดี คนดูจะเห็นใบหน้าเธอสะท้อนอยู่ตรงจุดสำคัญ ก่อนหนังจะสรุปการเดินทางของมารีนาได้อย่างหมดจดด้วยฉากเธอก้าวขึ้นร้องโอเปราบนเวที มันให้อารมณ์ตรงข้ามกับฉากเปิดตัวเธอ (ร้องเพลงบนเวทีไนท์คลับ) อย่างสิ้นเชิง ดุจดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานเต็มที่ หรือดักแด้ซึ่งค่อยๆ แทรกตัวออกจากรังในรูปของผีเสื้อหลากสีสัน

Handsome Devil: คุณค่าแห่งปัจเจกภาพ


ตอนที่หนังเรื่อง Moonlight เข้าฉาย ผมบังเอิญไปอ่านเจอความเห็นของนักดูหนังชาวไทยคนหนึ่งที่บอกว่าหนังดูไม่ค่อย สมจริงเท่าไหร่ตรงที่ไชรอนถูกกลุ่มนักเลงล้อว่าเป็นตุ๊ด ทั้งที่ตัวละครในเรื่องไม่ได้ออกอาการกระตุ้งกระติ้งมากพอจะถูกกล่าวหาเช่นนั้น ถ้าเจ้าของความเห็นดังกล่าวได้มาชม Handsome Devil สุดท้ายเขาจะเข้าใจว่า ตุ๊ดไม่ใช่คำด่า/ล้อที่ใช้กับตุ๊ด/เกย์จริงๆ เท่านั้น แต่ยังถูกใช้เหมารวมไปยังคนที่ไม่อยู่ในกรอบ มาตรฐานความเป็นชายอีกด้วย เช่น คนไหนไม่ชอบเล่นกีฬา = ตุ๊ด คนไหนชอบดูละครเพลง = ตุ๊ด ซึ่งในบางกรณีคนเหล่านั้นอาจเป็นเกย์จริง แต่ก็ไม่เสมอไป ดังจะเห็นได้ว่าตัวละครเอกใน Billy Elliot ก็ถูกล้อว่าเป็นตุ๊ดเช่นกันทั้งที่ไม่ได้เป็นเกย์เพียงเพราะเขาเลือกเต้นบัลเล่ต์แทนการชกมวย บุคลิกกระตุ้งกระติ้งไม่ใช่ภาคบังคับของการถูกล้อด้วยคำว่าตุ๊ด ก็เหมือนที่ เน็ด (ฟีออน โอเชีย) อธิบายผ่านเสียงวอยซ์โอเวอร์ในช่วงต้นเรื่อง เกย์หมายถึงห่วยแตก ทุเรศ หรือไม่ก็แตกต่าง และความกลัวว่าตัวเองไม่เหมือนใครแผ่ปกคลุมไปทั่วโรงเรียนของเรา

เช่นเดียวกับไชรอน เน็ดตกเป็นเหยื่อโอชะของกลุ่มนักเลงเพียงเพราะเขา แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ในโรงเรียนประจำชายล้วนที่หมกมุ่นอยู่กับกีฬารักบี้ รูปร่างที่ผอมแห้งกับหัวสีแดง เมื่อผนวกเข้ากับบุคลิกเรียบร้อย รักเสียงเพลง และไม่สู้คนยิ่งทำให้เขาโดนหมายหัวมาแต่ไกล ความจริงแล้วเน็ดไม่ได้เกลียดรักบี้ แต่มันแค่ไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งนั่นถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงของโรงเรียนแห่งนี้

ในช่วงต้นเรื่อง เน็ดเปรียบโรงเรียนวู้ดฮิลว่ามีสภาพไม่ต่างจากคุก อาจไม่ใช่ในแง่รูปธรรมเสียทีเดียว (เพราะมันดูจะไม่แตกต่างจากโรงเรียนเอกชนสำหรับชนชั้นกลางระดับสูงสักเท่าไหร่) แต่เป็นในแง่นามธรรมตรงที่ทุกคนถูกบังคับให้ต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน ไปจนถึงขั้นชอบอะไรเหมือนๆ กันด้วย เช่น การต้องเลิกเรียนกลางคันเพื่อไปเข้าห้องซ้อมเชียร์ก่อนการแข่งรักบี้ในรอบชิงชนะเลิศ สำหรับ วู้ดฮิล คอลเลจ ถ้วยแชมป์รักบี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญเหนือการศึกษา จึงไม่แปลกที่เด็กหนุ่มผู้รักเสียงเพลงอย่างเน็ดจะรู้สึกโดดเดี่ยว และพยายามเรียกร้องความสนใจด้วยการคัดลอกเนื้อเพลงมาส่งแทนเรียงความในวิชาภาษาอังกฤษ แต่อาจารย์แก่หง่อม ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆ เกี่ยวกับนักเรียนตัวเอง หรือความเป็นไปในโลกปัจจุบันกลับดูไม่ออกและให้เกรดเอเขา จากที่เริ่มต้นด้วยการเป็นมุกตลกประชดประชันกลับกลายเป็นความขมขื่น เมื่อเน็ดตระหนักว่าไม่มีใครรู้จักเพลงที่เขาชื่นชอบ และที่สำคัญดูเหมือนจะไม่มีใครแคร์มันด้วยซ้ำ

จนกระทั่งการมาถึงของคุณครูสอนภาษาอังกฤษคนใหม่ แดน เชอร์รี (แอนดรูว์ สก็อตต์) ซึ่งไม่เพียงจะเก็ทมุกตลกของเน็ดเท่านั้น แต่ยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกด้วย ไม่ใช่เพราะเด็กหนุ่มลอกผลงานของคนอื่นมาส่ง แต่เพราะเขาไม่เห็นความสำคัญของการเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเธอเสแสร้งเป็นคนอื่น แล้วใครจะเป็นเธอเขาตะโกนถามโดยไม่ได้เจาะจงแค่เน็ดเท่านั้น แต่ยังเหมารวมถึงเด็กทุกคนในชั้นเรียน และบางทีอาจเป็นคำถามสำหรับตัวเขาเองด้วย

น่าตลกตรงที่เน็ดไม่เคยเสแสร้งเป็นคนอื่น เขาเปิดเผยตัวตนชัดเจนว่าแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในโรงเรียน เขาไม่เคยแสดงความสนใจที่จะไปเชียร์กีฬา เขาติดโปสเตอร์อัลบั้มของวง Suede ไว้หราบนผนัง แม้ว่ามันจะยิ่งเข้าทางพวกนักเลง เขาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่มีความสุขกับโรงเรียนที่มองไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาสนใจ หรือหลงใหล และใฝ่ฝันอยากจะหนีออกจากเรือนจำแห่งนี้ไปให้ไกล ตรงกันข้ามกับ คอเนอร์ (นิโคลัส กาลิทไซน์) เด็กใหม่ที่กลายมาเป็นดาวเด่นในทีมรักบี้ ซึ่งพยายามปกปิดรสนิยมทางเพศของตัวเองด้วยการใช้กำลัง ตลอดจนพรสวรรค์ทางกีฬาเพื่อหวังว่าจะสามารถกลมกลืนกับคนส่วนใหญ่ได้อย่างราบรื่น เขาพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่ตุ๊ดด้วยการโชว์แมน ไล่กระทืบทุกคนที่พูดความจริง ก่อนจะย้ายโรงเรียนหนีเมื่อพบว่าตนไม่อาจปิดบังความลับไปได้ตลอด

ถ้ามองผ่านเลนส์ LGBT อาจกล่าวได้ว่าความคลั่งไคล้กีฬารักบี้ใน วู้ดฮิล คอลเลจ ก็คงไม่ต่างจากมาตรฐานของรักต่างเพศในสังคมโลก ซึ่งครอบงำ บงการความคิดทุกคนมาหลายชั่วอายุคนว่านี่เท่านั้นคือความ ปกติ นี่เท่านั้นคือครรลองที่ควรเป็น และใครก็ตามที่ไม่เข้าพวกจะถูกกีดกันให้เป็นคนนอก ถูกล้อเลียน กลั่นแกล้ง หรือกระทั่งบีบให้ต้องปกปิดตัวเองเพื่อจะได้ไม่ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด

เด็กผู้ชายบางคนก็ไม่เล่นรักบี้ เคยคิดถึงพวกเขาบ้างไหมเชอร์รีถามครูใหญ่ วอลเตอร์ (ไมเคิล แม็คเอลฮัตตัน) อย่างเหลืออด โดยคำถามดังกล่าวสามารถเปลี่ยนเป็น เด็กผู้ชายบางคนก็ไม่ชอบผู้หญิงได้ไม่ยาก นี่เป็นคำถามที่ไม่ได้พุ่งเป้าไปยังตัวละครวอลเตอร์เท่านั้น แต่ยังอาจมีนัยเหมารวมถึงคนดูรักต่างเพศอีกจำนวนมากด้วย เพราะความยากลำบากในชีวิตที่กลุ่ม LGBT ต้องเผชิญหาได้เกิดขึ้นจากภัยคุกคามในรูปอคติเด่นชัดอย่าง วีเซล (รอรี โอคอนเนอร์) และ ปาสคัล (โม ดันฟอร์ด) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความมืดบอด ไม่ตระหนัก หรือสนใจจะให้พื้นที่กับความแตกต่างอย่างวอลเตอร์อีกด้วย บรรดาคนที่อ้างว่าไม่ได้รังเกียจ หรือดูถูกรักร่วมเพศ แต่ก็เห็นชอบให้มันถูกเก็บซ่อนอย่างมิดชิด อย่าได้เสนอหน้า หรือกู่ก้องตะโกนร้องหาสิทธิความเท่าเทียมใดๆ

Handsome Devil เชิดชูการเปิดเผยตัวเอง (coming out) เลิกที่จะใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เลิกที่จะวิ่งหนีความจริง ซึ่งไม่ใช่วิกฤติสำหรับเกย์วัยรุ่นอย่างคอเนอร์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเกย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วมากมายอย่างเชอร์รีด้วย เขาสั่งสอนคอเนอร์ว่าพอโตขึ้นแล้วทุกอย่างก็จะ ดีขึ้นเอง ซึ่งก็เป็นจริงในแง่ที่ว่าเราเริ่มเรียนรู้ที่จะไม่ใส่ใจคำพูด หรือการกระทำของคนบางคนมากเท่าตอนยังเป็นวัยรุ่นที่อ่อนไหวต่อความกดดันของสังคม แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ถูกผลักให้ต้องกลับเข้าตู้ (closet) อีกครั้ง ให้ต้องโกหก ให้เก็บทุกอย่างเป็นความลับ ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสรีเพียงเพื่อรักษาอาชีพการงาน พลางปลอบประโลมตัวเองว่าต้องจำทนเพราะมันเป็น สัจธรรมอันน่าเศร้าของชีวิตแน่นอนคำสอนของเชอร์รีในชั้นเรียนเกี่ยวกับการเลิกเสแสร้งเป็นคนอื่นได้ตามกลับมาหลอกหลอน สะท้อนให้เห็นความย้อนแย้งของสิ่งที่เขาพยายามเสนอแนะให้คอเนอร์ทำในช่วงท้ายเรื่อง แล้วครูไปถึงจุดนั้นหรือยังคอเนอร์ตอกกลับเชอร์รีอย่างเจ็บแสบเมื่อฝ่ายหลังบอกว่าพอเขาโตขึ้นกว่านี้เขาก็จะไม่ต้องโกหกอีกต่อไป

ในกรณีของคอเนอร์ วิกฤติของเขาหนักหนาสาหัสเป็นสองเท่าเพราะเขาเป็นนักกีฬารักบี้ ซึ่งคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายเทสโทสเตอโรนหลายเท่าเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทกระโดดน้ำ หรือวอลเลย์บอล เขาต้องก้าวข้ามอคติเกี่ยวกับเกย์ (อ่อนแอ หรือมีความเป็นหญิงมากกว่าชายทั่วไป) ในหมู่นักกีฬา ขณะเดียวกันก็ต้องก้าวข้ามอคติเกี่ยวกับนักกีฬาในหมู่เด็กเซ็นซิทีพแบบเน็ด (ไม่ค่อยฉลาด ชอบใช้กำลัง และขาดความอ่อนไหวทางอารมณ์) ดูเหมือนไม่ว่าจะมองไปทางไหนเขาก็ต้องพบเจอแต่กำแพงที่คอยขวางกั้นไม่ให้คนเข้าถึงกัน เหมือนสารพัดข้าวของและโต๊ะตู้ที่เน็ดจัดแจงนำมากั้นห้องเพื่อแบ่งเป็นสัดส่วนทันทีที่พบว่าเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ของเขาเป็นนักรักบี้ดาวเด่น เขาด่วนตัดสินคอเนอร์แบบเดียวกับที่วีเซลด่วนตัดสินเขาว่าเป็นเกย์เพียงเพราะชอบฟังเพลงและไม่สนใจกีฬา

แต่กำแพงสร้างขึ้นได้ก็ถูกพังลงได้ หากเราเรียนรู้ที่จะเปิดใจเข้าหากัน ดังจะเห็นได้จากมิตรภาพระหว่างคอเนอร์กับเน็ดซึ่งเบ่งบานท่ามกลางความแตกต่างทางบุคลิก โดยทั้งสองมีจุดร่วมของความเป็นคนนอกเหมือนๆ กัน และความรักในเสียงเพลง มิตรภาพดังกล่าวทำให้คอเนอร์เลิกที่จะวิ่งหนี แล้วกล้าพอจะลุกขึ้นมาเผชิญหน้าความจริง กล้าพอจะเป็นตัวของตัวเองในตอนนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอ 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การที่หนังไม่ได้จำกัดรสนิยมทางเพศของเน็ดให้แน่ชัด แล้วโฟกัสไปยังมิตรภาพแทนการพัฒนาไปสู่อารมณ์โรแมนติก (เข้าใจได้ว่าเขาคงเป็นชายรักหญิงเพราะไม่มีจุดไหนของหนังที่บ่งชี้เป็นอื่น) ทำให้ประเด็นเนื้อหาของ Handsome Devil สื่อนัยยะไกลและกว้างกว่าการเป็นหนังเกย์ coming out ทั่วไป (ขณะเดียวกันกลุ่ม LGBT ก็อาจมองว่านี่เป็นหนึ่งในหนังที่พยายาม พาสเจอร์ไรซ์รักร่วมเพศสำหรับตลาดกระแสหลักไปพร้อมๆ กันจากการที่มันปราศจากแม้กระทั่งฉากจูบ และหลายครั้งก็แทนคำว่า เกย์ด้วยคำว่า “the thing” ราวกับจะพาเราย้อนไปสู่ยุคของความรักที่ไม่กล้าเอ่ยนาม) นั่นคือ การเฉลิมฉลองปัจเจกภาพ ความแตกต่าง พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของการเดินตามรอยกันไม่ต่างจากฝูงแกะที่ถูกต้อนไปทุกทิศทางตามคำสั่ง สูญเสียเอกลักษณ์และตัวตนให้กับแรงกดดันทางสังคม

กีตาร์ของเน็ดเขียนประโยคว่า เครื่องมือนี้ใช้ฆ่าอำนาจนิยมและจุดมุ่งหมายของอำนาจนิยมคือล้างสมองให้ทุกคนคิดคล้ายกัน ปฏิบัติตัวตามกัน เพราะมันง่ายต่อการควบคุม บงการ แต่แนวคิดดังกล่าวได้ทำลายแก่นอันงดงามของความเป็นมนุษย์ลงอย่างราบคาบ ด้วยเหตุนี้ ชัยชนะของคอเนอร์ในห้องล็อกเกอร์จึงถือเป็นชัยชนะของพหุสังคมและการยอมรับความหลากหลายอย่างแท้จริงแบบที่สังคมสมัยใหม่ควรจะเป็น ส่วนเผด็จการอย่างปาสคัล (“ฉันทำให้ทีมถูกปรับแพ้ได้”) ก็ต้องล่าถอยในที่สุด มันเป็นฉากจบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและการมองโลกแง่ดี แม้ว่าในโลกแห่งความจริง ท่ามกลางกระแสโต้กลับของฝ่ายขวาผ่านชัยชนะของ Brexit และ โดนัลด์ ทรัมป์ เราจะเห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ไปสู่บทสรุปดังกล่าวยังมีหนทางอีกยาวไกล

The Beguiled: ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ


ใครก็ตามที่เคยชม The Beguiled ฉบับ ดอน ซีเกล เมื่อปี 1971 ย่อมตระหนักดีว่าถึงแม้พล็อตโดยรวมจะมีลักษณะคล้ายหนังตระกูล ผู้หญิงล้างแค้นผู้ชายเจ้าชู้แต่มันกลับไม่ได้สร้างความรู้สึกฮึกเหิมในหมู่เพศหญิง หรือเจืออารมณ์ของสตรีนิยมในสไตล์ The First Wives Club (เหล่าเมียหลวงร่วมกันวางแผนแก้เผ็ดสามีที่หนีไปมีเมียน้อย) สักเท่าไหร่ ตรงกันข้าม หนังดูจะพุ่งเป้าไปยังการสะท้อนความหวาดกลัวของเพศชายมากกว่าในสไตล์ Fatal Attraction เกี่ยวกับสามีที่แอบคบชู้ มีเพศสัมพันธ์แบบชั่วข้ามคืนกับผู้หญิงผิดคนและโดนเธอตามเอาคืนอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้กำกับหญิงอย่าง โซเฟีย คอปโปลา จะสนใจดัดแปลงเรื่องราวดังกล่าว โดยบิดผันมานำเสนอผ่านมุมมองของเพศหญิงแทน ลดทอนอารมณ์เขย่าขวัญลงและเพิ่มสัมผัสนุ่มนวล ตลอดจนความรุ่มรวยอารมณ์ขัน

โครงเรื่องหลักๆ ของหนังยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ความแตกต่างสำคัญประการหนึ่งระหว่าง The Beguiled สองฉบับอยู่ตรงวิธีนำเสนอตัวละครครูใหญ่ ซึ่งในเวอร์ชั่นใหม่รับบทโดย นิโคล คิดแมน ส่วนในเวอร์ชั่นเก่ารับบทโดย เจอรัลดีน เพจ คุณมาร์ธาฉบับซีเกลเปิดไพ่ในมือให้คนดูรับทราบตั้งแต่ฉากแรกผ่านเสียงวอยซ์โอเวอร์ ขณะสั่งเด็กนักเรียนให้มาช่วยกันยกร่างของนายทหารหนุ่มแยงกี้ที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างสู้รบในสงครามกลางเมือง “ถ้าสงครามยังดำเนินต่อไปแบบนี้ ฉันคงลืมว่าตัวเองเคยเป็นผู้หญิง” เสียงความคิดเธอดังขึ้น บ่งบอกชัดเจนถึงอารมณ์สั่นไหวจากการได้ใกล้ชิดกับเพศชาย หลังจากห่างหายไปนาน นอกจากนี้เธอยังมีลักษณะคุกคามที่ชัดเจนกว่าจากบุคลิกดุดัน ไม่ค่อยเป็นมิตร จนถึงขั้นชวนให้สะพรึงจากภาพย้อนอดีตที่แวบเข้ามาเพื่อบอกกล่าวให้คนดูทราบว่าเธอแอบมีสัมพันธ์ทางเพศกับพี่ชายตนเอง ที่สำคัญหนังบ่งบอกชัดเจนว่าเธอปรารถนาในตัวนายทหารหนุ่ม อยากให้เขามาทำหน้าที่แทนพี่ชายเธอทั้งในเรื่องบนเตียงและในการดูแลเรือกสวนไร่นา เธอเป็นคนปลดล็อกห้องนอน/ห้องขังของนายทหาร และเฝ้ารอเขาอย่างกระสับกระส่ายในค่ำคืนแห่งชะตากรรมนั้นไม่แตกต่างจากเอ็ดวีนา

เปรียบไปแล้วคอปโปลา (รวมถึงคิดแมน) เป็นนักเล่นโป๊กเกอร์ที่เหนือชั้นกว่า เธอตัดเสียงวอยซ์โอเวอร์ซึ่งเฉลยความนึกคิดของตัวละครออกจนหมด เช่นเดียวกับซับพล็อตการสมสู่ร่วมสายโลหิต คุณมาร์ธาของคอปโปลายากที่จะอ่านใจกว่ามาก แน่นอนเธอโหยหาสัมผัสแห่งเพศชาย รวมไปถึงร่างกายกำยำที่จะช่วยแบกรับภาระในเรือกสวนไร่นาได้ดีกว่าเหล่าเด็กนักเรียนหญิง แต่ขณะเดียวกันเธอก็ไม่เคยปล่อยปละให้ความต้องการภายในเอาชนะมารยาท หรือการถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นกุลสตรีแห่งแดนใต้ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของโรงเรียนเธอ หนังไม่มีฉากใดที่บ่งบอกชัดแจ้งว่าเธอหื่นกระหายในตัวนายทหารหนุ่ม ฉะนั้นข้อกล่าวหาของแม็คเบอร์นีย์ว่าเธอจงใจตัดขาเขาเพื่อเป็นการแก้แค้นที่เขาไม่ยอมเข้าไปหาเธอในห้องจึงขาดน้ำหนักอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นของซีเกล

รายละเอียดหลายอย่างที่คอปโปลาตัดออกทำให้คนดูไม่อาจแน่ใจได้ว่าที่คุณมาร์ธาตัดสินใจเลื่อยขาแม็คเบอร์นีย์เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะช่วยชีวิตนายทหารหนุ่มจริงๆ หรือส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการลงโทษเขา ในเวอร์ชั่นของซีเกล เห็นได้ชัดว่าชื่อหนังมีความหมายทั้งสองด้าน กลุ่มผู้หญิงในโรงเรียนหลายรุ่นหลากอายุถูกแม็คเบอร์นีย์ “ล่อลวง” ให้หลงเสน่ห์ เขาสร้างภาพว่าตัวเองเป็นนายทหารกล้าผู้เสียสละ ไม่ทอดทิ้งเพื่อน แต่ภาพแฟลชแบ็คกลับสะท้อนข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำพูดของเขาอย่างชัดเจน (คอปโปลาเลือกจะตัดภาพแฟลชแบ็คออกทั้งหมด) นี่ยังไม่รวมถึงคำปลิ้นปล้อนที่เขาใช้กล่อมสาวๆ หล่อเลี้ยงความหวัง เพื่อพวกเธอจะได้ไม่ส่งตัวเขาให้กับทหารของฝ่ายใต้ แต่พร้อมๆ กันนั้นภาพลักษณ์ของโรงเรียนสตรีล้วน เต็มไปด้วยสาวสวยหลากวัยก็ ล่อลวง” ให้นายทหารหนุ่มเชื่อว่าตนเองเจอขุมทรัพย์ ได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น เพราะไม่เพียงจะมีคนคอยดูแล เอาใจใส่ ประคบประหงมเท่านั้น แต่ยังอาจจะได้บำรุงบำเรอแรงกระหายทางเพศที่อัดอั้นมานานในช่วงสงครามอีกด้วย (หนังของซีเกลมีการแทรกภาพแฟนตาซีเพศชายเข้ามาในรูปของเซ็กซ์หมู่/เลสเบี้ยนในระหว่างช่วงที่แม็คเบอร์นีย์ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าห้องใครดี และฉากหนึ่งคนดูจะเห็นนายทหารชาวใต้กระหายอยากจะขอพักค้างคืนที่โรงเรียนด้วยความหวังว่าอาจ โชคดี”) แต่การณ์กลับปรากฏว่าสวรรค์ที่เขาฝันใฝ่กำลังจะกลายเป็นนรกภายในชั่วเวลาแค่ไม่กี่วัน จากการตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว

นอกจากทอนความแรงในตัวคุณมาร์ธาลงแล้ว คอปโปลายังค่อนข้างผ่อนมือในการสะท้อนแง่มุมชั่วร้ายของแม็คเบอร์นีย์ด้วย (ต่างจากซีเกลซึ่งเปิดเผยความต่ำตมของตัวละครตั้งแต่ฉากแรก เมื่อเขาบอกกับเด็กสาววัย 12 ปีว่าเธอแก่พอจะจูบผู้ชายแล้ว พร้อมกับก้มลงขโมยจูบเธอ ในขณะที่เวอร์ชั่นคอปโปลา ความสัมพันธ์ระหว่างเอมีกับแม็คเบอร์นีย์ปราศจากนัยยะทางเพศชัดเจน) จริงอยู่เขาอาจโปรยคำหวานกรอกหูสาวๆ เพราะรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่พวกเธอต้องการจะได้ยิน แต่ก็ไม่ใช่การตอแหลซึ่งๆ หน้าเหมือนในเวอร์ชั่นเดิม ซึ่งใช้ภาพแฟลชแบ็คเปิดโปงเนื้อแท้ของตัวละครหนุ่มหล่อแบบทันควัน พร้อมกันนั้นคอปโปลายังเลือกจะลดความโจ่งแจ้งในสัมพันธภาพระหว่างทหารหนุ่มกับสาวร่านแรกรุ่นประจำโรงเรียนอย่าง อลิเซีย (แอล แฟนนิงให้เหลือเพียงการแอบขโมยจูบ การทิ้งสายตาชะม้อยชะม้าย ไม่ได้ออกตัวแรงชนิดเหยียบจนมิดคันเร่งดุจนางอิจฉาในละครหลังข่าวเหมือน แครอล (โจ แอนน์ แฮร์ริสในเวอร์ชั่นเก่า ซึ่งทำให้ฉากค้นพบความจริงของเอ็ดวีนาสร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้รุนแรงกว่า อย่างไรก็ตาม คอปโปลาไม่ปิดบังที่จะเปิดเผยด้านที่ไม่ได้น่าชื่นชมสักเท่าไหร่ของตัวละครเช่นกัน เมื่อนายทหารหนุ่มชาวไอริชยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเข้าร่วมสงครามเพราะเงิน ไม่ใช่เพราะเชื่อมั่นในอุดมการณ์ใดๆ

ผลลัพธ์จากทั้งหมดทั้งมวลข้างต้นทำให้ The Beguiled ของคอปโปลาเต็มไปด้วยตัวละครสีเทาๆ ผู้ชายไม่ได้ปลิ้นปล้อน เลวร้ายสุดขั้ว ผู้หญิงไม่ได้เจ้าคิดเจ้าแค้น หรือเข้าขั้นวิปริต แต่ทุกคนต่างลงมือทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น ส่วนหายนะที่ตามมาหาได้เกิดจากความจงใจ แต่เป็นโชคชะตาอันพลิกผันอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อเรื่องราวถูกนำเสนอผ่านมุมมองผู้กำกับหญิง ภาพลักษณ์ของผู้หญิงโรคจิตภายใต้รูปแบบหนังเขย่าขวัญเตือนใจเพศชายแบบในเวอร์ชั่นซีเกล หรือใน Play Misty for Me หนังเรื่องแรกที่ คลินต์ อีสตวู้ด กำกับและออกฉายในปีเดียวกับ The Beguiled ที่เขานำแสดง จะถูกตัดออกจนแทบไม่เหลือ ในมุมมองของคอปโปลาการวางแผนปรุงเห็ดพิษในตอนท้ายเป็นผลมาจากความกลัว ความต้องการเอาตัวรอดมากกว่าเพื่อแก้แค้น หรือเอาคืน

ไม่ใช่แค่ดัดแปลงเรื่องราว หรือรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครเท่านั้น คอปโปลายังตัดทอนมุมกล้องแทนสายตาของตัวละครชายในเวอร์ชั่นแรกออกจนหมดสิ้นอีกด้วย เช่นเดียวกับภาพโป๊เปลือยของหน้าอกหน้าใจหญิงสาว ซึ่งถูกใส่เข้ามาในหนังของซีเกลเพียงเพื่อเอาใจกลุ่มคนดูหลัก จากนั้นก็จัดแจงเปลี่ยนการจ้องมองของเพศชายมาเป็นการจ้องมองของเพศหญิงด้วยการปล่อยให้กล้องโคลสอัพอย่างอ้อยอิ่งตามเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของแม็คเบอร์นีย์ ขณะคุณมาร์ธาค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเขา อันที่จริง อาจพูดได้ว่าคอปโปลาไม่สนใจที่จะพาคนดูเข้าไปลุ้นเอาใจช่วยตัวละครคนใดคนหนึ่ง แต่กันเราไว้ให้เป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์ห่างๆ เมื่อหนังแทบจะปราศจากฉากโคลสอัพใบหน้า หรือดนตรีเร้าอารมณ์ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่หนังเวอร์ชั่นเก่าหยิบมาใช้แบบไม่เพลามือ

The Beguiled ของคอปโปลาให้ความรู้สึกบางเบา นุ่มนวล เหมือนนิทานที่สอดแทรกแง่มุมอัปลักษณ์ของมนุษย์เอาไว้ภายใน ไม่ได้เผ็ดร้อน รุนแรงในลักษณะเดียวกับหนังของซีเกล ซึ่งก้าวไปสัมผัสประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากสงครามระหว่างเพศ คอปโปลาถูกวิจารณ์อย่างหนักด้วยข้อหา “ฟอกขาว” จากการที่เธอเลือกตัดตัวละครทาสหญิงผิวดำออก แล้วรวบรัดประเด็นค้าทาสที่สอดแทรกไว้ในเวอร์ชั่นเก่าผ่านคำอธิบายสั้นๆ แค่ว่า “พวกทาสหนีไปกันหมดแล้ว” เธอบอกว่าเธอไม่อยากพูดถึงประเด็นหนักหน่วงอย่างฉาบฉวยและขณะเดียวกันก็ต้องการให้เหล่าตัวละครหญิงในเรื่องถูกทอดทิ้งให้ต้องกัดฟันสู้ชีวิตกันเองตามลำพัง การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เธอต้องตัดฉากหนึ่งที่น่าสนใจจากหนังเวอร์ชั่นเก่า เมื่อทาสหญิงผิวดำ (เม เมอร์เซอร์ตั้งข้อสังเกตว่าพวกทหารก็ไม่ต่างอะไรกับทาส แม็คเบอร์นีย์ ซึ่งวางมาดสูงส่งในฐานะทหารฝ่ายเหนือที่จะมาช่วยปลดปล่อยทาสให้ได้รับอิสรภาพตอบว่า “ฉันไม่เคยเป็นทาสใคร” แต่คำอ้างของเขาถูกตอกกลับอย่างเจ็บแสบ แปลว่าคุณยินดีออกไปวิ่งหนีกระสุนเพราะชอบที่จะโดนไล่ยิงอย่างนั้นเหรอ” ฉากดังกล่าวปอกเปลือกความเป็นชายในช่วงสงครามได้อย่างโจ่งแจ้ง พิสูจน์ให้เห็นว่าแม็คเบอร์นีย์ ซึ่งเย่อหยิ่งและจองหอง หาได้มีสิทธิ์ควบคุมชะตากรรมของตนเองมากไปกว่าทาสทางตอนใต้สักเท่าไหร่

ถึงที่สุดแล้วคอปโปลาไม่ได้สนใจที่จะกะเทาะเปลือกเพศชาย หรือการเมืองเรื่องเชื้อชาติ สีผิว แต่กลับพุ่งเป้าไปยังความโหยหา หื่นกระหายของเพศหญิงภายใต้กรอบของสังคมที่สั่งสอน บีบรัด (ไม่ต่างจากชุดคอร์เซ็ตที่พวกเธอต้องสวมใส่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันให้ต้องเก็บกดไว้ข้างในด้วยข้ออ้างของความเป็นกุลสตรี เช่นเดียวกับโรงแรมหรูใน Lost in Translation กับ Somewhere พระราชวังใน Marie Antoinette  หรือย่านชานเมืองใน The Virgin Suicides กับ The Bling Ring ตัวละครผู้หญิงของคอปโปลามักติดกับอยู่ในโลกที่แปลกแยก โดดเดี่ยว ซึ่งฉกฉวยผลประโยชน์จากคุณ แต่ไม่เห็นคุณค่า หรือเข้าใจคุณอย่างแท้จริง สถานที่เหล่านั้นกลายเป็นทั้งแหล่งหลบภัยและกรงขังในเวลาเดียวกัน

โรงเรียนสตรีใน The Beguiled ถูกล้อมรอบด้วยโลกแห่งชายเป็นใหญ่ ซึ่งนำเสนอผ่านเสียงปืนและระเบิดที่ดังแว่วมาเป็นพักๆ เหล่าครูและนักเรียนต้องใช้ชีวิตจำเจอยู่กับบทเรียน งานบ้าน ตลอดจนกิจวัตรซ้ำซาก มีอยู่สองสามครั้งที่คนดูจะเห็นตัวละครหยิบกล้องส่องทางไกลมาสำรวจสภาพโดยรอบ ราวกับเพื่อจะค้นหาบางอย่างที่น่าสนใจ แต่กลับพบเห็นเพียงทิวทัศน์เดิมๆ ของหมู่ไม้และม่านหมอก แรงปรารถนาที่จะหลบหนีจากสภาพน่าเบื่อหน่ายงอกเงย รกชัฏไม่ต่างจากวัชพืชและพุ่มไม้รอบบ้านที่ปราศจากการดูแลรักษา การปรากฏตัวขึ้นของนายทหารหนุ่มหล่อในแวบแรกดูเหมือนจะช่วยตอบโจทย์ เป็นทางออกต่อสภาพอันน่าเวทนาในปัจจุบันโดยเฉพาะกรณีของเอ็ดวีนา ซึ่งนั่นทำให้เธอตกเป็นเหยื่อที่ถูกล่อลวงได้อย่างง่ายดาย แต่สุดท้ายสวรรค์กลับเป็นเพียงภาพฝันลมๆ แล้งๆ และในที่สุดหนังปิดฉากลงด้วยการที่เหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ในโรงเรียนต้องหวนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ขณะที่เพศชายถูกกันไว้ให้อยู่นอกรั้ว