วันจันทร์, กรกฎาคม 25, 2559

A Bigger Splash: มารยาริษยา


คนดูที่คุ้นเคยกับหนังเล่าเรื่องในสไตล์คลาสสิกฮอลลีวู้ด เมื่อทุกๆ รายละเอียดนำไปสู่การไขปมปริศนา หรืออธิบายพฤติกรรมตัวละครจนกระจ่าง อาจรู้สึกพิศวงไม่น้อยกับหนังเรื่อง A Bigger Splash ซึ่งสามารถจัดเข้าข่ายหนังลึกลับ เขย่าขวัญได้ เพราะสุดท้ายแล้วมันมีฉากฆาตกรรม (แม้จะเกิดขึ้นเมื่อหนังดำเนินไปเกินครึ่งเรื่องแล้วก็ตาม)  มีปมริษยา หึงหวง และการเข้ามาสืบสวนคดีของตำรวจ แต่ทั้งหมดดูคล้ายตกกระไดพลอยโจรมากกว่าเป็นความจงใจตั้งแต่ต้น (เช่นเดียวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น) อารมณ์ลุ้นระทึกในลักษณะ ฆาตกรจะถูกจับได้ไหม อาจพอมีให้เห็นบ้างจางๆ แต่นั่นดูจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หรือเป็นสิ่งที่หนังใส่ใจอยากปลุกเร้าคนดูอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเฉกเช่นหนังเขย่าขวัญทั่วไป

ความพิศวงหาได้จำกัดอยู่แค่การบิดเบือนตระกูลหนังจากสูตรสำเร็จเท่านั้น แต่ยังกินความไปถึงรายละเอียดหลายจุดที่ถูกนำเสนอแบบคลุมเครือ บ้างก็อาจพอจะหาคำตอบได้จากเบาะแสแวดล้อม แม้หนังจะจงใจไม่นำเสนอให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น คำถามที่ว่า พอล (มัตเธียส สคูแนร์ตส์) กับ เพเนโลปี (ดาโกตา จอห์นสัน) ลงเอยด้วยการมีอะไรกันหรือเปล่า แผลที่เอวของฝ่ายชายเกิดจากเซ็กซ์บนโขดหิน หรือการต่อสู้กับแฮร์รี (เรล์ฟ ไฟนส์) ในสระว่ายน้ำกันแน่ ทั้งเพเนโลปีและแมรีแอนน์ (ทิลดา สวินตัน) ต่างสังเกตเห็นรอยแผล พูดถึงมันที่สถานีตำรวจ แต่หนังกลับตัดบทก่อนคนดูจะทราบแน่ชัดถึงที่มาแท้จริงของรอยแผลนั้น วิเคราะห์จากบทสนทนาบางช่วงของเพเนโลปี (“มันวิเศษที่สุด หนูจะจดจำมันไปตลอด”) ข้อเท็จจริงที่ทั้งสองเดินทางกลับที่พักค่ำมืดดึกดื่นด้วยข้ออ้าง หลงทาง ทำให้คนดูทึกทักว่าทั้งสองคงลงเอยด้วยการมีอะไรกัน และคำถามเกี่ยวกับรอยแผลของแมรีแอนน์ก็เป็นจุดที่ทำให้เธอฉุกคิดว่าคู่รักหนุ่มแอบนอกใจ

แต่ในเวลาเดียวกัน เราอาจตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างตรงที่เพเนโลปีพยายามอ่อยพอลอยู่หลายครั้ง และเขามักแสดงทีท่าไม่สนใจเธอ หรือบอกปัดอย่างไร้เยื่อใย แม้สกิลการอ่อยของเธอที่ทะเลสาบจะพีคถึงขั้นสุดและไร้ขีดจำกัดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ก็ตาม บางทีรอยแผลอาจเกิดขึ้นในสระว่ายน้ำ (ซึ่งนั่นไม่จำเป็นต้องแปลว่าพอลกับเพเนโลปีไม่มีอะไรกัน) และบทสนทนาที่ถูกขัดจังหวะระหว่างแมรีแอนน์กับเพเนโลปี ณ สถานีตำรวจบ่งชี้ว่าพวกเธอต่างรู้ตัวฆาตกร พร้อมทั้งพยายามปกปิดความจริงกับสารวัตร คนแรกด้วยการเบี่ยงเบนความน่าสงสัยไปยังเหล่าผู้อพยพ คนหลังด้วยการโกหกว่าเธอเข้านอนเร็ว และ น่าจะเป็นคนทิ้งแผ่นเสียงลงในสระเพื่อให้ดูเหมือนการฆ่าตัวตาย/อุบัติเหตุ เพราะแฮร์รีดูจะมีความผูกพันเป็นพิเศษกับอัลบั้ม Emotional Rescue ของวง The Rolling Stones สังเกตจากสีหน้าแปลกใจของพอลเมื่อเห็นอัลบั้มที่ก้นสระ ก่อนกล้องจะตัดไปยังเพเนโลปีในระยะไกลซึ่งดูไม่สะทกสะท้านใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับแมรีแอนน์ เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น (แต่มองในอีกมุม เธอก็ไม่ได้สนิทสนมกับแฮร์รีมากนัก และเพิ่งรู้ข่าวว่าเขาเป็นพ่อที่แท้จริงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ บางทีปฏิกิริยาของเธออาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลก)

นอกเหนือจากนี้ยังมีความคลุมเครือที่ถูกทิ้งปลายเปิด โดยปราศจากคำอธิบายชัดเจนใดๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่เพเนโลปีโกหกเรื่องอายุ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่าเธอสามารถพูดอิตาเลียนได้อย่างคล่องแคล่ว (ข้อแรกเป็นได้ว่าเธออาจต้องการหลอกล่อพอล ซึ่งอาจไม่หลวมตัวหากรู้ว่าเธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ) หรือความสัมพันธ์แท้จริงระหว่างแฮร์รีกับเพเนโลปี ซึ่งดูไม่เหมือนพ่อลูกกันไม่ว่าจะโดยบุคลิก หรือพฤติกรรมการแสดงออก เขาดูคล้ายเด็กหนุ่มในร่างชายวัยกลางคน ขณะเธอก็ดูเย็นชา วางมาดแข็งแกร่ง มั่นใจเกินวัย จนกระทั่งเมื่อเธออยู่ตามลำพังบนเครื่องบิน ความหนักหนาสาหัสของสถานการณ์จึงเริ่มจู่โจม ทำให้กำแพงหินที่ก่อขึ้นรอบตัวเธอพังทลายลงในที่สุด เป็นไปได้ว่าเพเนโลปีอาจเป็นลูกสาวเขาจริงๆ หรืออาจเป็นแค่ผู้หญิงอีกคนของแฮร์รี แต่ที่น่าจะปรากฏชัดเจน คือ เขาพาเธอมาเพื่อล่อหลอกพอล เพราะเขาหวังจะทวงแมรีแอนน์คืน แบบเดียวกับเมื่อเขานำพอลมาล่อหลอกแมรีแอนน์เพื่อหาทางถอนตัวจากเธอ การที่เพเนโลปีพูดประโยคเดียวกันกับที่แมรีแอนน์บอกแฮร์รีให้เลิกตามตื๊อเธอบ่งชี้ว่าบางทีเพเนโลปีอาจรู้อะไรมากกว่าที่เธอแสดงออก

การเปิดช่องให้คนดูจินตนาการเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ ในหนังแถบยุโรป ซึ่งบางครั้งก็เพื่อต่อต้าน หรือบิดผันกลวิธีเล่าเรื่องแบบฮอลลีวู้ด ด้วยความเชื่อที่ว่าบางครั้งเราก็ไม่อาจล่วงรู้จิตใจ ความเปราะบาง หรือปมซับซ้อนในใจมนุษย์/ตัวละครได้อย่างถ่องแท้ บางครั้งชีวิตก็ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างได้ด้วยภาพเพียงไม่กี่ช็อต และความขัดแย้งก็ไม่อาจคลี่คลายได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ในเวลาเดียวกันความคลุมเครือที่ผู้กำกับ ลูกา กัวดาญีโน (I Am Love) จงใจใส่เข้ามายังมีนัยยะไปถึงภาวะ “คลื่นใต้น้ำของคู่รัก ตลอดจนอารมณ์หึงหวง คับแค้นใจที่ถูกเก็บกดเอาไว้ภายใต้ความศิวิไลซ์ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างราบรื่น

ต้องยอมรับว่าธรรมชาติของความหึงหวงนั้นหลายครั้งเกิดจากจินตนาการในหัวมากกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏเบื้องหน้า การรับรู้เพียงน้อยนิด หรือคลุมเครือไม่ได้ช่วยปลุกปลอบอารมณ์ให้เย็นลง แต่กลับโหมกระพือความรู้สึกจากความคิดในหัวซึ่งเตลิดไปไกล สะท้อนผ่านการที่หนังปิดกั้นคนดูไม่ให้ตระหนักข้อมูลบางอย่าง หรือการจงใจใส่ปริศนาคลุมเครือเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง ทั้งจากบทสนทนาสองแง่สองง่าม ความนัยเชิงโฮโมอีโรติกระหว่างพอลกับแฮร์รีที่ไม่ถูกสำรวจตรวจสอบ การตัดข้ามบทสนทนาและเหตุการณ์ก่อนมันจะได้บทสรุปชัดเจน ดังเช่นบทสนทนาเกี่ยวกับแผลของพอลที่สถานีตำรวจและฉากพอลกับเพเนโลปีที่ทะเลสาบ หรือกระทั่งการเลือกช็อตบางช็อตที่ไม่แน่ชัดในจุดประสงค์ เช่น ภาพโคลสอัพรอยแผลบนขาของแมรีแอนน์กับแม่บ้านระหว่างพวกเธอนั่งรอตำรวจมาตรวจศพแฮร์รี เราคาดเดาได้ว่าแผลนั้นเกิดจากอะไร แต่ไม่แน่ใจมันมีความสำคัญแค่ไหนต่อเรื่องราว เหล่านี้ล้วนมีส่วนปลุกเร้าธรรมชาติของอารมณ์หึงหวงไปพร้อมๆ กัน

หนังเปิดเรื่องด้วยภาพวันหยุดพักร้อนแสนรื่นรมย์ของพอลกับแมรีแอนน์ ซึ่งใช้เวลาวันๆ หมดไปกับการอาบแดด มีเซ็กซ์ในสระว่ายน้ำ และนอนเล่นชายหาด พวกเขาแทบไม่ได้พูดจาสื่อสารใดๆ กันเลย สาเหตุหนึ่งคงเพราะแมรีแอนน์เพิ่งผ่าตัดกล่องเสียง และหมอแนะนำให้เธอใช้เสียงให้น้อยที่สุด แต่ความสงบสุขกำลังจะถูกกวนให้ขุ่นพร้อมการมาถึงของแฮร์รี ซึ่งไม่เพียงมีบุคลิกพูดจ้อไม่หยุดเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนตัวแทนของสัญชาตญาณดิบในจิตไร้สำนักของมนุษย์ทุกคนจากพฤติกรรมห่ามๆ มุทะลุ คลั่งเซ็กซ์ (เขาอึ๊บคนไม่เลือกเพศ อายุ จำนวนผู้เข้าร่วม หรือสถานที่) และพูดจาแบบตรงไปตรงมา ไม่รู้จักถนอมน้ำใจคน จนไม่น่าแปลกใจว่าเมื่อเขาถูก “จับกดน้ำในท้ายที่สุด ตัวละครแต่ละคนก็ดูเหมือนจะไม่ได้เจ็บแค้น หรือเสียใจมากเท่าใด (ปฏิกิริยาของแมรีแอนน์เป็นส่วนผสมของความช็อกเสียมากกว่าความเศร้า) เพราะสุดท้ายทุกคนจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตอันสงบสุขได้อีกครั้ง อย่างน้อยก็บนพื้นผิว

ถ้าช่วงเวลาห้านาทีแรกเปรียบเสมือนการสถาปนาสวนอีเดนของอดัมกับอีฟ การเดินทางมาถึงของแฮร์รีกับเพเนโลปีก็คงไม่ต่างจากการปรากฏตัวขึ้นของงูที่เลื้อยบุกรุกเข้ามาในบ้านพักตากอากาศ พวกเขาล่อลวง ยุยง ปั่นหัวให้คู่รักแปดเปื้อน แล้วร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์  ลางร้ายของหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามายังถูกถ่ายทอดผ่านลมร้อนจากทะเลทราย ซึ่งไล่หลังแฮร์รีมาติดๆ ขณะเดียวกันเกาะเล็กๆ ที่ดูสวยงาม สงบสุข น่าพักผ่อนหย่อนใจ แท้จริงแล้วกลับซุกซ่อนความวุ่นวาย ฟอนเฟะเอาไว้ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างพอลกับแมรีแอนน์ ทั้งจากประวัติศาสตร์ของการเป็นเมืองค้าทาส ซากปรักหักพังช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หรือประเด็นปัจจุบันทันเหตุการณ์กับปัญหาผู้อพยพหนีภัยสงคราม

พอลด่าแฮร์รีว่าน่ารังเกียจ ลามก หยาบโลน ซึ่งฝ่ายหลังโต้กลับว่า “เราทุกคนก็น่ารังเกียจทั้งนั้น” ฉากดังกล่าวมีความนัยไม่ต่างจากบทสนทนาระหว่าง id กับ ego คำพูดของแฮร์รีตั้งข้อสังเกตว่าเราทุกคนล้วนมีแรงปรารถนาทางเพศ สัญชาตญาณรุนแรง ก้าวร้าวอยู่ภายใน เขาแค่กล้าที่จะยอมรับมัน แล้วตอบสนองตามความพึงพอใจ ขณะที่พอลพยายามยกตนเหนือคนอย่างแฮร์รี อวดอ้างศีลธรรมจรรยา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจยับยั้งอารมณ์ใฝ่ต่ำภายในได้ นั่นช่วยพิสูจน์ความจริงแท้ในคำพูดของแฮร์รี และในเวลาเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนการเก็บกดความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์

A Bigger Splash ได้แรงบันดาลใจจากหนังฝรั่งเศสเรื่อง La Piscine (The Swimming Pool) แต่ในเวอร์ชันต้นฉบับ คู่รักหนุ่มสาว (รับบทโดย อแล็ง เดอลง กับแฟนสาวในตอนนั้น โรมี ชไนเดอร์) ไม่ได้อายุแตกต่างกันมากเหมือนพอลกับแมรีแอนน์ในเวอร์ชั่นนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยิ่งเพิ่มพลังคุกคามของแฮร์รีต่อพอล ซึ่งมีลักษณะ “ช้างเท้าหลัง” ในชีวิตคู่ คอยตามดูแลภรรยาผู้โด่งดังและอายุมากกว่า นั่นยังไม่นับรวมข้อเท็จจริงเรื่องความตกต่ำทางอาชีพการงานของเขา หนังสารคดีที่ยังสร้างไม่เสร็จ และอาการติดเหล้าจนนำไปสู่ความพยายามฆ่าตัวตาย ตรงกันข้ามกับพอล แฮร์รีมีสถานะทัดเทียมกับแมรีแอนน์ พวกเขาอยู่ในวัยไล่เลียกัน มีบุคลิกรักสนุก ชอบเข้าสังคมเหมือนกัน (การต้องอดเหล้าเป็นเพื่อนพอลคงไม่ใช่สิ่งที่เธอเอ็นจอยเท่าไหร่) และแชร์ความทรงจำร่วมกันมากมาย ในแง่หนึ่งชื่อเสียงของแมรีแอนน์ ซึ่งทรงพลังในหลายระดับตั้งแต่ใช้เป็นบัตรเบ่งหาโต๊ะว่างในร้านอาหาร ไปจนถึงช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดเนื่องจากตำรวจที่มาสืบคดีเป็นแฟนเพลง และดูยินดีจะมองข้ามข้อสงสัยบางอย่าง ก็น่าจะส่วนผลักดันให้พอลรู้สึกต่ำต้อย ด้อยค่า ไม่แพ้อารมณ์หึงหวงจากการเห็นแฮร์รีกับแมรีแอนน์รำลึกความหลัง หรือเที่ยวเล่น ดื่มเหล้ากันอย่างสบายใจ และการที่เด็กสาวสวยอย่างเพเนโลปีแสดงท่าทีอยากเจริญรอยตามเขา ขอความเห็นจากเขา มันช่วยโหมกระพืออีโก้ของพอลให้พองโต นอกเหนือไปจากตัณหาราคะ หรือความต้องการจะ เอาคืนบางทีแฮร์รีอาจตระหนักดีว่าเด็กสาวอย่างเพเนโลปีย่อมไม่แผ่รังสีข่มความเป็นชายของพอลมากเท่าแมรีแอนน์ นั่นเป็นเหตุผลที่เขากระเตงเธอมาเป็นเหยื่อล่อ

แต่ความจริงที่พอลไม่รับรู้ (และแมรีแอนน์ก็ไม่คิดจะชี้แจงตัวเองให้ชัดเจนด้วยการกันตัวเองออกห่างจากแฮร์รี ไม่ว่าจะด้วยใจหนึ่งอาจลังเล อยากรำลึกอดีต หรือเพราะเธอไม่คิดว่าพอลจะหึงหวง หรือเก็บไปคิดวุ่นวายก็ตาม) คือ แมรีแอนน์ไม่มีความต้องการอยากกลับหาแฮร์รี สำหรับเธอมันจบไปแล้ว เธอรักพอล

อย่าทำแบบแฮร์รี สงวนท่าทีและหุบปากไว้” พอลแนะนำเพเนโลปีเกี่ยวกับการเดินทางไปทำสารคดีในต่างแดน แต่มองอีกมุมอาจสะท้อนภาพความสัมพันธ์ของเขากับแมรีแอนน์ได้เช่นกัน (หรือความพยายามของมนุษย์ที่จะเก็บกดสัญชาตญาณดิบเอาไว้) ต่างคนต่างล้มเหลวในการสื่อสาร ไม่ยอมบอกกล่าวความรู้สึก ความอัดอั้นแท้จริงภายในออกมา แล้วรักษาบรรยากาศอันชื่นมื่นเป็นเปลือกนอกเพื่อกลบเกลื่อนความขมขื่น หรือไม่พอใจในเบื้องลึก จริงอยู่ความสัมพันธ์ในอดีตของแมรีแอนน์กับแฮร์รีอาจเต็มไปด้วยพฤติกรรมบ้าคลั่ง เสพยา ปาร์ตี้ ทำลายล้าง และดูเป็นพิษ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ตรงไปตรงมา โอบกอดแรงปรารถนาโดยไม่แคร์การรักษามารยาทอันดี

ฉากหลังของหนังเป็นเกาะแพนเทลเลอเรียในประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศตูนิเซีย จึงมีข่าวผู้อพยพล่องเรือมาและตายกลางทะเลอยู่เนืองๆ ภาษากลายเป็นอุปสรรคสำคัญเมื่อตำรวจต้องพูดคุยกับผู้อพยพ หรือสอบสวนบรรดาผู้พักอาศัยที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลักในบ้านพักตากอากาศ แม่บ้านชาวอิตาเลียนต้องรับหน้าที่ล่ามจำเป็น ซึ่งบางครั้งก็แปลงสารเป็นคนละความหมาย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังพยายามดิ้นรนเพื่อสื่อสารกัน หนังดูจะจบแบบเจือความหวัง ไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์ขันในฉากสุดท้ายเท่านั้น แต่จากการที่พอลสารภาพความจริงกับแมรีแอนน์ ในที่สุดเขาตระหนักแล้วว่าทุกอย่างเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แท้จริงแล้วเป็นเพราะการสงวนท่าทีและเลือกที่จะหุบปากไว้นั่นเอง

วันเสาร์, มิถุนายน 25, 2559

Where to Invade Next: แรงบันดาลใจเหนือภววิสัย


เสน่ห์และความบันเทิงจากหนัง “สารคดี” ของ ไมเคิล มัวร์ มักไม่ได้เกิดจากเนื้อหา ข้อมูลความรู้ หรือซับเจ็กต์ (ผู้ถูกสัมภาษณ์/เจ้าของเรื่องราว) เป็นหลักเท่านั้น แต่กินความไปถึงทักษะการเล่าเรื่อง ตลอดจนบุคลิกอันโดดเด่นของตัวผู้สร้างหนังด้วย อารมณ์ขันอันเจ็บแสบเป็นสิ่งที่ไม่เคยขาดแคลน แม้กระทั่งเมื่อเขาเดินหน้าสำรวจประเด็นตึงเครียดอย่างการสังหารหมู่ในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ (Bowling for Columbine) หรือสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (Fahrenheit 9/11)

ความยียวนกวนบาทาของมัวร์ยังอยู่ครบถ้วน และอาจเพิ่มระดับขึ้นด้วยซ้ำในผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง Where to Invade Next เริ่มตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง ซึ่งมัวร์เล่าว่าเขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม 4 เหล่าทัพที่เพนตากอน ทั้งนี้เพราะบรรดาผู้นำกองทัพทั้งหลายต่างต้องการคำแนะนำจากมัวร์ว่าควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลังจากพวกเขาทุ่มเทเงินทองจำนวนมหาศาลในการซื้อและพัฒนาอาวุธ แต่สุดท้ายอเมริกากลับไม่เคยชนะสงครามอย่างแท้จริงเลยสักครั้งนับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แถมยังมีส่วนก่อให้เกิดกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอย่างไอซิสอีกด้วย สิ่งเดียวที่พวกเขาได้จากสงครามเหล่านั้น (เกาหลี/เวียดนาม/เลบานอน/อิรัก/อัฟกานิสถาน/ซีเรีย) คือ สงครามเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ มัวร์จึงเสนอทางออกว่ากองทัพควรประกาศให้เหล่าทหารได้พักรบ และเขาจะเข้ามาทำหน้าที่แทนด้วยการบุกเดี่ยวไป รุกรานประเทศของคนผิวขาวที่ผมสามารถอ่านชื่อพวกเขาออก แล้วนำสิ่งต่างๆ ที่เราต้องการกลับมายังอเมริกา (หลังจากกองทัพไม่สามารถนำน้ำมันกลับมาจากอิรักได้ตามสัญญา)

โดย “สิ่งต่างๆ” ที่ว่าหมายความถึงแนวคิดหลากหลาย ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือชักนำประเทศไปสู่มาตรฐานที่ดีกว่า ตั้งแต่การออกกฎหมายให้ลูกจ้างหยุดพักร้อนแบบได้ 8 สัปดาห์ต่อปี ไปจนถึงนโยบายเรียนมหาวิทยาลัยฟรี หรือยกเลิกโทษประหารชีวิต

การเริ่มต้นสารคดีด้วยมุกตลกเสียดสีและจินตนาการข้ามขอบฟ้า (โอกาสที่นักทำหนังหัวเอียงซ้ายและต่อต้านการส่งทหารไปอิรักอย่าง ไมเคิล มัวร์ จะได้รับเชิญจากบรรดาผู้นำกองทัพคงเป็นไปได้ยากในชั่วชีวิตนี้) ในแง่หนึ่งได้ช่วยปูพื้นให้คนดูลดกำแพงแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับความเป็นหนังสารคดี ซึ่งต้องนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างหนักแน่น รอบด้าน และพยายามตัดทอนหรือซุกซ่อนอัตวิสัยของนักทำหนังให้แนบเนียนที่สุด ฉากเปิดเรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามัวร์ไม่ลังเลที่จะใช้อารมณ์ขันและเทคนิคการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ปกติทั่วไปมาสนับสนุนข้อคิดที่เขาต้องการถ่ายทอด ฉะนั้นการตั้งแง่ในความเอียงกระเท่เร่ทางด้านข้อมูลอาจเรียกได้ว่าเป็นการมองข้ามจุดมุ่งหมายแท้จริงของหนังไปอย่างน่าเสียดาย เพราะมัวร์เองก็ออกตัวตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขาตั้งใจมา เด็ดดอกไม้ ไม่ใช่วัชพืช

ตัวอย่างแรกที่เด่นชัด ได้แก่ เมื่อเขาพาคนดูไปรู้จักสองผัวเมียชนชั้นแรงงานชาวอิตาเลียน คนหนึ่งมีอาชีพเป็นตำรวจ อีกคนทำงานแผนกจัดซื้อเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้า ทั้งคู่ดูมีความสุข ผ่อนคลาย และไม่เคร่งเครียด (คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนอิตาเลียนถึงดูเหมือนเพิ่งมีเซ็กซ์อยู่ตลอดเวลา มัวร์ตั้งคำถามลอยๆ กับคนดู) หนึ่งในเหตุผลที่เขาค้นพบ คือ คนงานในอิตาลีมีวันหยุดพักร้อนมากถึง 8 สัปดาห์ต่อปี (รวมกับวันหยุดราชการ) โดยบริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ แถมในเดือนสุดท้ายของปีพวกเขายังได้เงินโบนัสเพิ่มอีกหนึ่งเดือน ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายยังกำหนดให้ลูกจ้างสามารถลาคลอดได้นานถึง 5 เดือนอีกด้วย แน่นอน หลายคนมองการยกข้อมูลดังกล่าวขึ้นมาเปรียบเทียบกับคนงานในอเมริกาว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม หรือบางคนอาจถึงขั้นก่นด่ามัวร์ว่าจงใจแหกตาประชาชน เพราะไม่เขาคิดจะนำเสนอข้อมูลในด้านตรงข้ามว่าอิตาลีมีอัตราคนว่างงานมากกว่าอเมริกาถึงสองเท่า และครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นอิตาเลียนไม่มีงานทำ (นอกเหนือจากภาระหนี้สินของประเทศที่อยู่ในระดับน้องๆ กรีซ) โดยสาเหตุหนึ่งอาจมาจากสวัสดิการอันเลิศหรูดังที่กล่าวมาแล้วก็ได้

แต่ วันหยุด 8 สัปดาห์ที่ได้ค่าจ้างเป็นแค่รางวัลบังหน้า เป็นโอกาสให้มัวร์สร้างความบันเทิงกับคนดู ล้อเลียน เรียกเสียงหัวเราะจากการเปรียบเทียบความแตกต่างราวฟ้ากับเหวระหว่างแนวคิดของประเทศเหล่านั้นกับอเมริกา เช่นเดียวกับระบบการศึกษา (ฟินแลนด์) และโครงการอาหารกลางวันของเด็กๆ (ฝรั่งเศส) ในเวลาต่อมา ส่วนประเด็นจริงๆ ที่สะท้อนถึง ปัญหา ของอเมริกาอยู่ตรงบทสัมภาษณ์เหล่าเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ในอิตาลี ซึ่งไม่รู้สึกว่าพวกเขาสูญเสียกำไรจากการให้พนักงานได้หยุดพักผ่อน มีสวัสดิการ หรือพักทานกลางวันนานสองชั่วโมงที่บ้านของตัวเอง บรรดาผู้บริหารไม่ได้มองว่าพนักงานของพวกเขาเป็นเครื่องจักร แต่เป็นมนุษย์ที่จำเป็นต้องเอ็นจอยชีวิต ซึ่งในแง่หนึ่งก็จะช่วยให้พวกเขาสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมระบบการศึกษาในฟินแลนด์จึงก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า เพราะเหล่าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือครูบาอาจารย์ทั้งหลายตระหนักร่วมกันว่าเด็กๆ ควรได้ใช้เวลาในช่วงชีวิตนี้อย่างเต็มที่ อยู่กับครอบครัว เล่นกีฬา เรียนรู้จากผู้คน สภาพแวดล้อม แทนการนั่งหมกมุ่นอยู่ในห้องเรียนครึ่งค่อนวัน ก่อนจะกลับมานั่งสะสางการบ้านกองพะเนินจนถึงดึกดื่น

ที่สำคัญการกำจัดช่องว่างทางด้านมาตรฐานระหว่างโรงเรียนเอกชนกับโรงเรียนรัฐ (ฟินแลนด์แทบจะไม่มีโรงเรียนเอกชนเลย และกฎหมายระบุห้ามเก็บเงินค่าเล่าเรียน) ทำให้ทุกคนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า โรงเรียนที่ดีที่สุด คือ โรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน เพราะทุกแห่งมีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งผลลัพธ์ทางอ้อม (จากมุมมองของมัวร์) ยังมีส่วนช่วยลดช่องว่างทางชนชั้นอีกด้วยเพราะลูกๆ ของพ่อแม่ที่ร่ำรวยจะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกับลูกๆ ของพ่อแม่ที่ยากจน เติบโตมาด้วยกัน ฉะนั้นเมื่อเติบใหญ่เป็นเศรษฐี พวกเขาต้องทบทวนสองตลบก่อนคิดจะเอาเปรียบเพื่อนตัวเอง มัวร์สรุป

จากอิตาลีสู่ฝรั่งเศสสู่ฟินแลนด์ บทเรียนที่เราได้ไม่ใช่เพียงแค่รูปธรรมของสิ่งต่างๆ เช่น วันหยุดพักร้อน อาหารเปี่ยมโภชนาการ หรือการศึกษาที่เน้นความสุขของเด็กเป็นหลัก แต่ยังรวมถึงวิถีปฏิบัติและทัศนคติระหว่างผู้คนที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้รูปธรรมเหล่านั้น ความนุ่มนวล อ่อนโยนที่นายจ้างมอบให้ลูกจ้าง การดูแลเอาใจใส่ของครูต่อนักเรียน การดำรงอยู่ของมนุษย์ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาตัวรอด เพื่อไต่เต้าให้บรรลุ ความฝันแบบอเมริกัน ความสุขสบายทางด้านวัตถุ โดยไม่สนใจใยดีคนรอบข้างอีกต่อไป สังคมที่ดีไม่ใช่สังคมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา คุณอยู่เป็นสุขได้อย่างไร เมื่อรู้อยู่แก่ใจว่ายังมีคนอีกหลายคนอดอยาก ไม่มีปัญญาหาหมอ ไม่มีเงินเรียนหนังสือ ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งกล่าวกับมัวร์ในช่วงท้ายเรื่อง

แนวคิดดังกล่าวถูกพัฒนาไปสู่ภาพรวมที่กว้างขึ้น พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง เพื่อนมนุษย์ เมื่อหนังเดินทางไปยังประเทศโปรตุเกส ซึ่งยกเลิกการเอาผิดผู้ใช้ยาเสพติดมานาน 15 ปี แล้วใช้ระบบประกันสังคมถ้วนหน้าเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านั้น (ผลคือตัวเลขคนติดยาเสพติดลดลง) ตามด้วยประเทศนอร์เวย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษสูงสุดไว้ที่การจำคุก 21 ปี และระบบคุมขังนักโทษก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ฟื้นฟูไม่ใช่เพื่อแก้แค้น (ผลคือนักโทษส่วนใหญ่ไม่กลับมากระทำผิดซ้ำซากและอัตราการก่ออาชญากรรมลดลง)

ศักดิ์ศรีความเป็นคนคือกระดูกสันหลังของสังคมเรา กฎหมายต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพหลักการดังกล่าว นายตำรวจชาวโปรตุเกสให้สัมภาษณ์กับมัวร์ หลักการเดียวกันนั้นถูกนำมาใช้ที่นอร์เวย์ ซึ่งคุกมีสภาพแทบไม่ต่างจากรีสอร์ตริมทะเล สิ่งเดียวที่พวกเขาแย่งชิงจากเหล่านักโทษ คือ อิสรภาพ นั่นถือว่ามากพอแล้ว ในฉากหนึ่งที่กระทบจิตใจคนดูอย่างรุนแรง มัวร์ได้นั่งพูดคุยกับคุณพ่อที่สูญเสียลูกชายจากการสังหารหมู่ในปี 2011 เขาตระหนักดีว่าคนร้ายจะติดคุกไม่เกิน 21 ปี แต่ก็ไม่เคยคิดอยากฆ่าเขาเองกับมือแม้จะมีโอกาส ถึงจะรู้ว่าเขาเลวแค่ไหน แต่มันไม่ได้ทำให้ผมมีสิทธิ์ปลิดชีวิตเขา หนุ่มใหญ่กล่าว อีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่ถูกพูดถึง แต่ทุกคนตระหนักดี คือ การแก้แค้นย่อมไม่ช่วยให้เขาได้ลูกชายกลับคืนมา

จุดเด่นของหนังไม่ได้อยู่ตรงการแจกแจงข้อมูลรอบด้าน หรือละเอียดรอบคอบ จึงไม่น่าแปลกใจหากใครจะโจมตีหนังว่านำเสนอความจริงเพียงด้านเดียว แต่เป้าประสงค์ของมัวร์อยู่ตรงการกระตุ้นแรงบันดาลใจ แรงผลักดันเพื่อการพัฒนามากกว่านำเสนอข้อเท็จจริงด้วยความเป็นกลางแบบเดียวกับการนำเสนอข่าว สมมุติฐานดังกล่าวยิ่งเด่นชัด เมื่อหนังในครึ่งหลังเริ่มโน้มเอียงไปยังการกระแสการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในตูนีเซีย (ประเทศเดียวในหนังที่นับถืออิสลามและไม่ได้อยู่ในยุโรป) หลังรัฐบาลตั้งท่าจะกีดกันความเท่าเทียมกันในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และไอซ์แลนด์ ซึ่งสถาบันการเงินแห่งเดียวที่รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจบริหารงานโดยผู้หญิงภายใต้กฎเหล็กว่า ถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็ไม่ซื้อ จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะผู้ชายถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ทำให้พวกเขามั่นใจเกินควร กล้าได้กล้าเสียเพื่อหวังผลกำไรก้อนโต จนนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่

มองเผินๆ การที่หนังออกฉายในปีแห่งการเลือกตั้งอาจเป็นการแสดงจุดยืนของ ไมเคิล มัวร์ สนับสนุนให้ผู้หญิง (อย่าง ฮิลลารี คลินตัน) ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อสังเกตจากโทนสดุดีสิทธิสตรีในช่วงครึ่งหลัง แต่ความจริงแล้วมัวร์สนับสนุน เบอร์นี แซนเดอร์ส คู่แข่งคลินตันในพรรคเดโมแครต แบบสุดลิ่มทิ่มประตูมานานหลายปี เนื่องจากนโยบายของแซนเดอร์สเน้นการเก็บภาษีเหล่าชนชั้นสูงเพื่อนำมาส่งเสริมสวัสดิการสังคม ปฏิรูปสถาบันการเงิน ซึ่ง ใหญ่เกินกว่าจะล้ม จนรัฐต้องเข้ามาอุ้มในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และแซนเดอร์สยังสนับสนุนรูปแบบการบริหารประเทศแบบเดียวกับแถบสแกนดิเนเวีย (เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, นอร์เวย์, สวีเดน, ไอซ์แลนด์) ซึ่งผสมผสานทุนนิยมเสรีเข้ากับระบบรัฐสวัสดิการ

ในอเมริกาคุณมีแนวคิดเรื่องความฝันแบบอเมริกา มันเป็นดินแดนแห่งโอกาส ทุกคนต่างมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวผู้บริหารหญิงคนหนึ่งตอบคำถามมัวร์ว่าทำไม เรา อเมริกาถึงไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างไอซ์แลนด์หลังวิกฤติ ทำไมคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายทางการเงินถึงลอยนวลอยู่ได้ในวอลสตรีท ทำไมเราถึงมีแบบที่พวกคุณมีไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น เด็กทุกคนควรมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือการรักษาพยาบาล มันไม่ใช่สังคมนิยม แค่เป็นสังคมที่ดี

Where to Invade Next เปรียบเสมือนคำตอบของ ไมเคิล มัวร์ ต่อการโจมตีของพวกฝ่ายขวาที่กล่าวหาว่าเขาไม่รักชาติ ไม่เคยเห็นแง่มุมดีงามของอเมริกา แล้วพยายามจะชักนำประเทศให้ตกต่ำด้วยการวิพากษ์กฎหมายควบคุมอาวุธปืน (Bowling for Columbine) ความโลภในตลาดหุ้นวอลสตรีท (Capitalism: A Love Story) และความล้มเหลวของระบบประกันสุขภาพ (Sicko) ในหนังเรื่องใหม่ มัวร์อาจตั้งข้อสงสัยต่อหลากหลายนโยบาย หรือการแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็แจกแจงให้เห็นว่า สิ่งดีๆ ในประเทศต่างๆ ที่เขาไปรุกรานนั้น ส่วนใหญ่ล้วนได้ไอเดียมาจากอเมริกาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้เด็กรู้จักคิดตั้งคำถาม ความกล้าหาญในการเล่นงานนายธนาคารจอมโลภ การดิ้นรนต่อสู้ของสหภาพแรงงานเพื่อให้ลูกจ้างมีชีวิตที่ดีขึ้น การเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันของสตรี หรือกระทั่งการยกเลิกโทษประหาร

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ไอเดียของยุโรป ไม่ใช่ไอเดียแปลกใหม่ เราไม่ได้จำเป็นต้องรุกรานใครเพื่อขโมยไอเดียเหล่านี้ เพราะพวกมันเป็นไอเดียของเราอยู่แล้ว มัวร์สรุปในฉากสุดท้าย พร้อมกับแทรกฉากจากหนังเรื่อง The Wizard of Oz เข้ามาเพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่อเมริกาต้องการนั้น แท้จริงแล้วอยู่ใกล้ตัวเพียงนิดเดียว แต่กลับถูกมองข้าม หรือหลงลืมไปชั่วขณะ เช่นเดียวกับ แคนซัส สำหรับโดโรธี

ขณะเดียวกันเขายังตอกกลับใส่หน้าคนที่ตั้งท่าจะยิ้มเยาะไอเดียต่างๆ เหล่านั้นว่าโลกสวย เป็นไปไม่ได้ ใช้กับเราไม่ได้เพราะเราแตกต่าง  หรือมีข้อจำกัดโน่นนี่นั่น (ข้ออ้างซึ่งมักได้ยินบ่อยๆ ในบ้านเรา) ด้วยหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของหนัง นั่นคือ เมื่อเขากับเพื่อนอีกคนเดินทางมาร่วมระลึกถึงการทลายกำแพงเบอร์ลินเมื่อปี 1989 ซึ่งเริ่มต้นจากคนสองสามคนพยายามเจาะกำแพงด้วยสิ่วกับค้อน ก่อนจะค่อยๆ จุดประกายเป็นกระแสมวลชน และภายในช่วงเวลาไม่กี่วันทุกอย่างก็จบสิ้น กำแพงที่เหล่าผู้คนในยุคสงครามเย็นเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อคงอยู่ตลอดไป เพื่อแบ่งแยก เรา กับ เขา ถูกทำลายลงในที่สุด สุดท้ายแล้วสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลับเป็นไปได้ การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินพิสูจน์ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ บางครั้งจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ... ที่เราต้องการก็แค่สิ่วกับค้อน  

วันพุธ, มิถุนายน 15, 2559

Embrace of the Serpent: อารยธรรมสูญสลาย


โดยปกติแล้วหนังที่พูดถึงลัทธิอาณานิคม หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ส่วนใหญ่มักจะถ่ายทอดผ่านมุมมองของคนผิวขาว (หรือผู้บุกรุก) แม้กระทั่งหนังที่แสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจ (ในบางกรณีก็อาจถึงขั้นสร้างภาพโรแมนติก) ในชนเผ่าพื้นเมือง และวิพากษ์ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเจ้าอาณานิคมกับคนท้องถิ่นอย่าง A Passage to India (1984) ซึ่งมีฉากหลังเป็นประเทศอินเดียก่อนประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ หรือ Dances with Wolves ซึ่งพูดถึงการยึดครองดินแดนฝั่งตะวันตกของคนผิวขาวโดยการฆ่าและขับไล่ชนเผ่าอินเดียนแดง ข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถใช้อ้างอิงได้กับหนังที่มีฉากหลังเป็นป่าอเมซอนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น The Mission (1986) ซึ่งตัวเอกเป็นมิชชันนารีที่เดินทางไปเผยแผ่ศาสนา Fitzcarraldo (1982) ซึ่งตัวเอกเป็นเจ้าของสวนยางที่ฝันอยากสร้างโรงโอเปรากลางป่าดงดิบ หรือ The Emerald Forest (1985) ซึ่งตัวเอกเป็นวิศวกรเดินทางไปคุมงานสร้างเขื่อนในประเทศบราซิลก่อนลูกชายของเขาจะถูกชนเผ่าในอเมซอนจับตัวไป

ด้วยเหตุนี้ การมาถึงของ Embrace of the Serpent จึงถือเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะแม้ต้นกำเนิดของหนังจะได้แรงบันดาลใจจากบันทึกของนักสำรวจผิวขาวสองคน นั่นคือ นักชาติพันธุ์วิทยาชาวเยอรมัน ธีโอดอร์ คอช-กรุนเบิร์ก และนักชีววิทยาชาวอเมริกัน ริชาร์ด อีแวนส์ ชูลท์ส แต่ตัวละครเอกของหนังกลับเป็นชาวพื้นเมือง การามากาเต ตัวละครที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อเชื่อมโยงสองเส้นเรื่องเข้าด้วยกัน การามากาเตเป็นหมอผีแห่งป่าอเมซอน และบุคคลสุดท้ายของชนเผ่าโกฮุยโนที่เหลือรอดอยู่ หลังชาวยุโรปแผ่ขยายอาณาจักรเพื่อทำสวนยาง และเข่นฆ่า พร้อมกับบีบบังคับชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากมาเป็นแรงงานทาส เขาออกเดินทางร่วมกับสองนักสำรวจผิวขาวเพื่อเสาะหาพืชหายาก ยากรูนา โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ราวปี 1909 การามากาเตวัยหนุ่ม (นิลบิโอ ตอร์เรส) ได้ช่วยเหลือธีโอ (แจน บิจัวต์) ซึ่งกำลังป่วยหนัก ค้นหายากรูนาเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะรักษาเขาได้ แม้จะเกลียดชังคนผิวขาว แต่การามากาเตยินยอมช่วยเหลือธีโอ เมื่อฝ่ายหลังอ้างว่าเขาเพิ่งจะบอกลาชนเผ่าโกฮุยโนมาได้ 2-3 ปี พวกเขาที่เหลือรอด (แม้จะมีจำนวนแค่ไม่กี่คน) เป็นผู้มอบสร้อยคอแบบเดียวกับที่การามากาเตห้อยอยู่เป็นของขวัญแก่ธีโอ การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพื่อช่วยชีวิตธีโอเท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามหวนคืนสู่รากเหง้าของการามากาเต ค้นหาเส้นใยสุดท้ายซึ่งเชื่อมโยงเขากับถิ่นกำเนิด

สามสิบกว่าปีต่อมา อีแวน (ไบรออน เดวิส) ได้เดินทางสำรวจตามรอยบันทึกของธีโอเพื่อค้นหายากรูนาเช่นกัน ไม่ใช่เพื่อรักษาโรคภัยทางกาย แต่เป็นโรคภัยทางจิตใจ เขาหวังว่ายากรูนาจะช่วยบำบัดอาการป่วยทางจิตวิญญาณของสังคมยุคใหม่ ที่ทำให้เขาไม่อาจ ฝัน ขณะนอนหลับได้อีกต่อไป อีแวนตามหาการามากาเตในวัยชราจนพบ (รับบทโดย แอนโตนีโอ โบลิวาร์ ซัลวาดอร์ หนึ่งในสมาชิกเผ่าโอเคนา ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่แค่ไม่กี่คน) ที่อาศัยอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในป่าลึก การปลีกวิเวกทำให้เขากลายเป็นเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณ ตัดขาดจากผู้คนและรากเหง้าเพราะเขาเป็นคนสุดท้ายของชนเผ่าที่ยังมีชีวิต สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือความทรงจำอันเลือนลาง เขาร่ำไห้ที่ไม่อาจสื่อสารกับสิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งจดจำวิธีปรุงยาได้อีกต่อไป ในฉากหนึ่งอีแวนลงมือปรุงยาตามวิถีดั้งเดิม ซึ่งเป็นองค์ความรู้โบราณที่ถูกถ่ายทอดจากการจดบันทึกของธีโอ ขณะการามากาเตใช้วิธีถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ฉะนั้นเมื่อชนเผ่าของเขาสูญหาย องค์ความรู้เหล่านั้นก็พลอยสูญหายไปด้วย หลงเหลืออยู่เพียงกลิ่นอายอันเจือจางจากภาพวาดบนแผ่นหิน การามากาเตยินยอมเดินทางไปกับชายหนุ่มพร้อมความหวังไม่ใช่เพื่อค้นหาสมาชิกที่เหลืออยู่ของชนเผ่าเขา แต่เพื่อค้นหาตัวตนที่เหลืออยู่ของเขา

แม้ต้นกำเนิดของหนังจะมาจากบันทึกข้อเท็จจริง รวมถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่  ไซโร กูเออร์รา ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของโคลอมเบีย (หนังของเขาเรื่อง The Wandering Shadows และ The Wind Journeys เคยถูกส่งเป็นตัวแทนโคลอมเบียในการเข้าชิงออสการ์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2004 และ 2009 ตามลำดับ ก่อนสุดท้ายจะประสบความสำเร็จในครั้งที่สาม นี่ถือเป็นหนังแจ้งเกิดให้กับกูเออร์ราอย่างแท้จริง หลังจากมันเดินหน้ากวาดรางวัลมากมายรวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในสาย Director’s Fortnight) เลือกจะผสมผสานความเชื่อ ตำนานพื้นบ้านลงไปคลุกเคล้าในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน เพราะเขาไม่เพียงต้องการถ่ายทอดเรื่องราวการผจญภัยผ่านตัวละครอินเดียน มอบสุ้มเสียงให้กับชนเผ่าอเมซอนเท่านั้น แต่ยังต้องการพาผู้ชมไปสัมผัสวัฒนธรรม วิถีปฏิบัติ ตลอดจนหลักการดำรงชีวิตที่แตกต่างอีกด้วย เมื่อ ความจริงหาใช่สิ่งที่สัมผัสได้ หรือมองเห็นเบื้องหน้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงความฝันและจินตนาการ

กูเออร์ราอธิบายที่มาของชื่อหนังไว้ว่า ตามตำนานของชาวอเมซอน สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกเดินทางจากทางช้างเผือกลงมายังโลกบนงูยักษ์อนาคอนดา พวกเขาลงมายังมหาสมุทร เดินทางเข้าสู่อเมซอนโดยแวะเยี่ยมชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ พร้อมกับทิ้งต้นแบบเพื่ออธิบายแต่ละชุมชนว่าควรใช้ชีวิตบนโลกอย่างไร เก็บเกี่ยว ตกปลา ล่าสัตว์อย่างไร จากนั้นพวกเขาก็เดินทางกลับสู่ทางช้างเผือก เหลือไว้เพียงอนาคอนดาซึ่งกลายเป็นแม่น้ำ และผิวหนังเหี่ยวย่นของมันซึ่งกลายเป็นน้ำตก นอกจากนี้ พวกเขายังทิ้งของขวัญไว้ให้ 2-3 อย่างเช่น โคคา (พืชที่นำใบมาสกัดเป็นโคเคน) ยาสูบ และอะยาอวสคา (สมุนไพรที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท) ซึ่งคุณใช้สำหรับติดต่อพวกเขา หากมีคำถาม หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำรงอยู่บนโลก เมื่อคุณใช้อะยาอวสคา งูยักษ์จะลงมาจากทางช้างเผือกอีกครั้งแล้วโอบรัดคุณ พาคุณไปยังสถานที่อันไกลโพ้น ไปยังจุดเริ่มต้น ซึ่งชีวิตยังไม่ถือกำเนิด ไปยังสถานที่ซึ่งคุณจะมองเห็นโลกแตกต่างออกไป1

ความพยายามจะรักษาสมดุลระหว่างประวัติศาสตร์กับตำนานคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้กูเออร์ราตัดสินใจถ่ายหนังเป็นขาวดำ เพราะในแง่หนึ่งมันสอดคล้อง ได้อารมณ์แบบเดียวกับภาพถ่ายจริงจากอเมซอนในยุคนั้นของชูลท์สกับคอช-กรุนเบิร์ก แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็ให้อารมณ์เหนือจริง เมื่อสีเขียวอันโดดเด่นของป่าอเมซอนถูกสูบออกจนเหือดแห้ง เหลือเพียงหลากหลายเฉดของสีเทาเพื่อเปิดช่องว่างให้คนดูใส่จินตนาการเข้าไป (ถ้าไม่นับว่ามันมีส่วนช่วยฉุดให้ช็อตไซเคเดลิกในช่วงท้ายเรื่องโดดเด่นยิ่งขึ้น ราวกับหนังจะบอกว่าภาพหลอนจากยากรูนา ซึ่งคล้ายคลึงกับภาพวาดจากความฝันของธีโอและภาพวาดบนแผ่นหินของการามากาเต มี ความจริง มากกว่าศาสตร์แห่งตะวันตก)2 นอกจากนี้ภาพขาวดำยังให้ความรู้สึกของอดีต การผันผ่านของเวลาที่ไม่อาจเรียกคืน ซึ่งตอบสนองเนื้อหาของหนังได้งดงาม และเศร้าสะเทือนใจ

ไม่ต้องสงสัยว่า Embrace of the Serpent วิพากษ์ความโหดร้ายของลัทธิอาณานิคมอย่างเจ็บแสบ ทั้งความโหดร้ายแบบตรงไปมาตรงมาดังเช่นฉากแรงงานทาสชาวพื้นเมืองในสภาพพิกลพิการวิ่งมาโกยน้ำยางกลับใส่ถังอย่างสิ้นหวัง หลังจากมันดูกา (ยัวเอนกู มิไกว) ปัดถังหล่นจากต้นยางด้วยความโกรธแค้น (รอยแผลเป็นบนแผ่นหลังของมันดูกาบ่งบอกชัดเจนว่าเขาเองก็เคยผ่านนรกบนดินของสถานะทาสในสวนยางมาก่อน) และความโหดร้ายที่เคลือบฉาบด้วยความปรารถนาดีดังเช่นฉากที่การามากาเตและธีโอเดินทางมาถึงหมู่บ้านริมแม่น้ำ ซึ่งเคยเป็นสวนยางแต่ถูกแปลงให้กลายเป็นโบสถ์คาทอลิกภายใต้การดูแลของนักบวชชาวสเปน พวกเขาสร้างชุมชนจากเหล่า เด็กกำพร้าของสงครามยาง บีบบังคับให้ชาวพื้นเมืองลืมภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วสื่อสารด้วยภาษาสเปน ร้องสวดเป็นภาษาละติน เลื่อมใสศรัทธาในพระเยซูเจ้า หากเด็กคนไหนแหกคอกก็จะถูกจับมัดกับเสาและเฆี่ยนตี พวกเขาอ้างความว่านำความศิวิไลซ์ ศาสนา ตลอดจนความรู้มาสู่บ้านป่าเมืองเถื่อน ซึ่งเต็มไปด้วยความโง่เขลาและลัทธิกินเนื้อคน ความพยายามของกาลามากาเตที่จะสอนเด็กๆ ไม่ให้ลืมรากเหง้ากลับถูกกล่าวหาจากบาทหลวงว่าเป็นการชักนำปีศาจมาสู่ชุมชน สร้างความแปดเปื้อนแก่เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์

ความหดหู่ของฉากดังกล่าวแปรเปลี่ยนเป็นความสยดสยอง บ้าคลั่งเต็มรูปแบบ เมื่อการามากาเตกลับมายังหมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้งในหลายทศวรรษถัดมา โดยคราวนี้มีอีแวนเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง เนื่องจากมันได้กลายสภาพเป็นเหมือนฐานทัพของผู้พันเคิร์ทซ์ใน Apocalypse Now เมื่อเด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกล้างสมองเต็มรูปแบบ การลงโทษเฆี่ยนตีไม่จำเป็นต้องถูกบังคับอีกต่อไป แต่เกิดจากความยินยอม ส่วนผู้พันเคิร์ทซ์ก็ปรากฏตัวขึ้นในรูปของนักบวชคลั่งศาสนาที่เชื่อว่าตัวเองคือ สิ่งเดียวที่ศักดิ์สิทธิ์ในป่าแห่งนี้ หรือพระเยซูผู้มาโปรดโลก และท่ามกลางภาวะประสาทหลอน (จากยาที่การามากาเตปรุงให้) เขาได้เชื้อเชิญเหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายให้มากัดกินเนื้อสดๆ ของเขา

หนังพลิบตลบให้เห็นมุมมองของอินเดียนต่อคนขาว ผ่านเรื่องราวการปะทะกันของโลกสองใบ องค์ความรู้สองแบบ ซึ่งสะท้อนผ่านวิธีเล่าเรื่องแบบตัดสลับสองเหตุการณ์ผจญภัยที่เกิดขึ้นห่างจากกันหลายสิบปี ครั้งแรกระหว่างอินเดียนหนุ่มกับชายชราผิวขาว และครั้งที่สองระหว่างอินเดียนชรากับชายหนุ่มผิวขาว ชาวอินเดียนเป็นคนเดียวกัน ขณะที่คนผิวขาวในแง่หนึ่งก็อาจพูดได้ว่าเป็นคนเดียวกัน เพราะชูลท์สเดินตามรอยของคอช-กรุนเบิร์กเพื่อบันทึกการมีอยู่ของวัฒนธรรมในผืนป่าอเมซอน พวกเขาเป็นตัวแทนของความรู้สมัยใหม่ (คนหนึ่งมีกล้องถ่ายรูป อีกคนมีเครื่องเล่นแผ่นเสียง) แต่ในเวลาเดียวกันก็นำมาซึ่งการทำลายล้าง ความตาย และลัทธิวัตถุนิยม การามากาเตคือตัวแทนของชนเผ่าที่ยึดถือตามกฎแห่งธรรมชาติ ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมเนียมที่สืบทอดมาหลายชั่วคน เขาไม่เห็นความสำคัญของเงินตรา (“รสชาติมันไม่ได้เรื่อง”) และเซ้าซี้ให้เพื่อนร่วมเดินทางโยนกระเป๋าสัมภาระทั้งหลายลงน้ำ เพราะพวกมันเป็นแค่ สิ่งของ เขาเป็น คนเถื่อนใจธรรมที่ฉลาด ภาคภูมิ แต่ก็น่าเศร้าไปพร้อมๆ กัน เพราะไม่อาจต้านทานสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์

กาลามากาเตดูจะตระหนักในความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวดี เมื่อเขาต่อว่าธีโอที่พยายามทวงคืนเข็มทิศจากชาวอินเดียน ด้วยข้ออ้างว่าคนพวกนี้อ่านทิศทางจากดวงดาวและพระจันทร์ ศาสตร์ดังกล่าวจะสูญหายหากพวกเขาหันมาใช้เข็มทิศแทน คุณเป็นใครถึงได้ปิดกั้นความรู้ เขาย้อนถามธีโอ แต่เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึงชนเผ่า (ที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน) ของเขาบ้าง กาลามากาเตกลับเลือกจะทำลายความรู้แทนการหยิบยื่นให้คนขาวผู้ตะกละตะกลามและกระหายสงคราม เช่นเดียวกับภาพงูเขมือบไข่ของตัวเอง หรือพวกเดียวกันในฉากเครดิตต้นเรื่อง และภาพเสือดาวล่าเหยื่อในช่วงท้ายเรื่อง วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองกำลังถูกกลืนกินดังจะเห็นได้จากสภาพของเพื่อนร่วมเผ่าการามากาเตที่เหลืออยู่ ชายฝั่งจำนวนมากตลอดเส้นทางของแม่น้ำ ซึ่งเปรียบได้กับความหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ กำลังสูญสลายอย่างไม่อาจเรียกคืน

สุดท้ายความเศร้าของ Embrace of the Serpent จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความโหดเหี้ยมที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอารยธรรมที่หล่นหายไปจากโลก เหลือเพียงความทรงจำอันเลือนลางและตำนานที่เล่าขาน
               
หมายเหตุ

1. อ้างอิงจากเว็บไซต์ www.cinetaste.com
2. งานวิจัยของ ริชาร์ด อีแวนส์ ชูลท์ส ในป่าอเมซอนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการด้านการผลิตยางและยาที่ออกฤทธิ์หลอนประสาท ในปี 1979 เขากับ ดร.อัลเบิร์ต ฮอฟแมนน์ บิดาผู้ให้กำเนิด LSD ได้เขียนหนังสือร่วมกันชื่อ พืชพันธุ์ของพระเจ้า: พลังอันศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาและสร้างความมึนเมา

วันศุกร์, พฤษภาคม 27, 2559

Demolition: รีโนเวทชีวิต


ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทุกสิ่งกลายเป็นอุปมา เดวิส (เจค จิลเลนฮาล) เขียนระบายความรู้สึกในจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาส่งไปร้องเรียนกับฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทตู้หยอดเหรียญ หลังจากตู้หยอดเหรียญเครื่องหนึ่งที่โรงพยาบาลไม่จ่ายเอ็มแอนด์เอ็มให้เขา เดวิสอยู่ที่โรงพยาบาลหลังประสบอุบัติเหตุรถชน ซึ่งคร่าชีวิตภรรยา จูเลีย (เฮทเธอร์ ลินด์) ขณะเขากลับได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย งานศพ การปลอบประโลม ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โดยที่เดวิสเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงไม่โศกเศร้า หรือกระทั่งเสียน้ำตาสักหยดให้การจากไปอันน่าใจหาย

เขาเกลียดภรรยา หรือหมดรักเธอมาเนิ่นนานแล้วงั้นหรือ

เศษเสี้ยวเดียวที่หนังเปิดโอกาสให้คนดูพอจะรู้จักกับคนทั้งสอง คือ ฉากเปิดเรื่อง ซึ่งอาจสะท้อนถึงความสัมพันธ์หมางเมิน เหินห่าง จนทุกอย่างแลดูเป็นกิจวัตรอยู่บ้าง (ในเชิงเทคนิคภาพยนตร์ หนังจงใจตัดสลับไปมาระหว่างภาพโคลสอัพของสองตัวละครตลอดบทสนทนาร่วมกัน ไม่มีภาพ two shot จากด้านหน้ากระจกรถ หรือช็อตข้ามไหล่ ราวกับพวกเขาต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว โดย 2-3 ครั้งที่ทั้งสองได้อยู่ร่วมช็อตเดียวกัน กล้องจะอยู่เบาะหลังทำให้เราเห็นศีรษะเดวิสจากด้านหลัง และใบหน้าจูเลียสะท้อนผ่านกระจกส่องหลัง หรือไม่ก็เป็นภาพโคลสอัพจูเลีย ซึ่งมีมือของเดวิสยื่นโทรศัพท์ไปทางภรรยาเป็นแค่โฟร์กราวด์เลือนลาง) แต่ในเวลาเดียวกัน เยื่อใย ความผูกพันยังคงส่งกลิ่นอายให้สัมผัสได้จางๆ จากมุกแซวตบท้ายของจูเลีย ซึ่งเดวิส เก็ท” (และคนดูจะรับรู้จากภาพแฟลชแบ็ค) ก่อนช่วงเวลามรณะจะพรากเธอจากเขาไปตลอดกาล

เปรียบไปแล้วชีวิตแต่งงานของทั้งสองก็คงไม่ต่างจากรอยรั่วในตู้เย็น ซึ่งเดวิสเพิกเฉย ปล่อยให้คาราคาซังจนระยะห่างของพวกเขาถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในฉากหนึ่ง เดวิสเดินทางไปตรวจสุขภาพเนื่องจากอาการด้านชาครึ่งซีกบนของร่างกาย เมื่อหมอถามว่าเป็นมานานแค่ไหน คำตอบของเขา คือ 10-12 ปี ไม่ใช่หลังอุบัติเหตุ หรือถ้าพูดอีกอย่าง เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ในโหมดออโต้ไพลอตมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จากนั้นภาพจินตนาการในหัวเดวิสก็เผยให้เห็นว่าหัวใจเขาถูกหนอนผีเสื้อกลางคืนกัดกินจนเป็นรอยแหว่ง... บางทีนี่กระมังที่ทำให้เขาด้านชาต่อการสูญเสีย?

เมื่อเขาโดนตะปูยาวหลายนิ้วแทงทะลุเท้า เดวิสร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่ในเวลาเดียวกันก็ดีใจที่ตนเองยังสามารถรู้สึกรู้สาเหมือนคนอื่นๆ ต่อมาเมื่อคริส (จูดาห์ ลูอิส) ถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรที่โดนยิง (ขณะสวมเสื้อเกราะกันกระสุน) คำตอบของเดวิส คือ มันเจ็บ... แต่เป็นเจ็บแบบสะใจ

การอุปมา เปรียบเปรย แทนค่าความรู้สึก หรือปมปัญหา ซึ่งซับซ้อน ลึกลับ ยากจะอธิบายด้วยสิ่งต่างๆ อันเป็นรูปธรรมของหนังไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเมื่อเดวิสตัดสินใจว่าถึงเวลาเสียทีที่เขาควรจะลุกขึ้นมาสำรวจตรวจสอบชีวิตอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจชีวิตสมรส ความสัมพันธ์ รวมเลยไปถึงตัวเอง เขาจึงนำคำบอกเล่าของพ่อตา ฟิล (คริส คูเปอร์) ที่ว่า ถ้าอยากซ่อมอะไร ให้รื้อทุกอย่าง แล้วดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่สำคัญ จากนั้นค่อยประกอบมันกลับเข้าไปใหม่มาปฏิบัติชนิด ตรงตามตัวอักษรจนกลายเป็นที่มาของชื่อหนัง แต่ในเวลาเดียวกัน พฤติกรรมประหลาดสุดโต่งของเดวิสก็ค่อยๆ ผลักไสคนรอบข้างออกห่าง โดยเฉพาะฟิล ซึ่งเข้าใจว่าเขาเสียสติไปแล้ว

Demolition เป็นผลงานกำกับเรื่องที่สองติดต่อกันของ ฌอง-มาร์ค วัลลี ที่พูดถึงการดิ้นรนเพื่อรับมือกับความสูญเสียหลังจาก Wild เมื่อปีก่อน ในเรื่องนั้นชีวิตของ เชอรีล (รีส วิทเธอร์สพูน) พลันเสียศูนย์และเริ่มดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่องหลังจากแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เช่นเดียวกัน หนังได้เปรียบเปรยการก้าวผ่านวิกฤติด้วยรูปธรรมของการเดินป่าบนเส้นทางอันยาวไกล สุดแสนทรหด มันเป็นวิธีที่เชอรีลเลือกเพื่อให้เวลาตัวเองได้ทบทวนชีวิต แล้วจัดระเบียบครั้งใหม่ สัมภาระทางอารมณ์ที่เธอแบกไว้ก็ไม่ต่างจากแบ็คแพ็คขนาดมหึมา ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้เธอเดินทางด้วยความยากลำบาก และใช้เวลามากเกินควร แต่เมื่อเธอเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องสิ่งของไม่จำเป็นออกจากเป้ การเดินทางก็เริ่มราบรื่นขึ้นจนสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ในที่สุด ไม่ต่างจากการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความโกรธแค้นต่อพระเจ้า ต่อชะตากรรม และทำใจยอมรับความเจ็บปวด โศกเศร้า ซึ่งช่วยให้เธอค้นพบความสงบสุขทางจิตใจ พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

ความแตกต่างสำคัญน่าจะอยู่ตรงที่อุปมาในผลงานชิ้นใหม่ออกจะหนักมือและดูเสแสร้งไปสักหน่อย มันเป็นเรื่องหนึ่งที่คนเราจะ พักยก ชีวิตไปเดินป่าเป็นระยะทาง 1,100 ไมล์เพื่อพยายามค้นหาตัวเอง (แน่นอนการที่ Wild สร้างจากเรื่องจริงช่วยเพิ่มน้ำหนักให้มันได้ไม่น้อย) แต่การทุบทำลาย รื้อถอนบ้านหรูเพียงเพราะคุณสับสนกับชีวิตมันค่อนข้างจะเกินกว่าเหตุ และก้าวข้ามเส้นแห่งความสมจริง น่าเชื่อถือ ไปสู่ความไร้สาระ

จริงอยู่ คนดูสามารถเข้าใจได้ว่าบ้านหลังนั้นคือตัวแทนความฝันแบบอเมริกัน การดิ้นรนเพื่อครอบครองวัตถุราคาแพง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสารพัด ซึ่งไม่ได้ช่วยให้คุณค้นพบความสุขแท้จริง กระจก พื้นผิวเงางาม พื้นที่ว่างโล่งโปร่ง สะท้อนความเย็นชา แข็งทื่อดุจเครื่องจักร ขณะชีวิตดำเนินไปตามครรลองกฎเกณฑ์ ค่านิยมในสังคมที่มุ่งเน้นครอบครอง บูชาเงินทอง (เดวิสทำงานที่บริษัทจัดการลงทุนของพ่อตา ซึ่งสร้างรายได้จากการซื้อกิจการในราคาถูก แล้วขายต่อทำกำไร เช่นเดียวกับตลาดหุ้น พวกเขาได้เงินจากการคำนวณตัวเลข ไม่ใช่จากการสร้างสรรค์ หรือผลิตสิ่งใด มันจับต้องไม่ได้ เป็นแค่รหัสตัวเลขที่โอนถ่ายในอากาศและด้วยเหตุนี้จึงพยายามชดเชยด้วยการใช้เงินซื้อหาสิ่งของต่างๆ โหยหารูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ด้วยมือ การลงแรงที่เห็นผลเบื้องหน้า แม้ว่ามันจะเป็นการพังทำลายแทนการก่อสร้างก็ตาม) แตกต่างจากบ้านของ แคเรน (นาโอมิ วัตส์) ซึ่งอาจคับแคบ ดูรกรุงรัง แต่ก็ให้อารมณ์อบอุ่น เป็น บ้าน มากกว่า

ผมเกลียดบ้านหลังนี้ มันมีแต่ข้าวของเงางาม เดวิสกล่าวเมื่อแคเรนออกความเห็นว่าบ้านของเขาเป็นเหมือนบ้านในฝันของคนส่วนใหญ่ แต่การปฏิเสธวิถีชีวิตดั้งเดิมจำเป็นต้องไปไกลถึงขั้นซื้อรถตักดินมาพังบ้านกันเลยหรือ บางทีบทหนังอาจต้องการเดินไต่ไปบนเส้นแบ่งอันง่อนแง่นระหว่างทีเล่นกับทีจริง ซึ่งยากที่จะรักษาสมดุล ในแง่หนึ่งมันพยายามคุมโทนโศกเศร้า หดหู่จนไม่อาจบรรลุสถานะแฟนตาซีเลื่อนลอยของชนชั้นกลาง แต่ขณะเดียวกันก็พิลึกพิลั่น แปลกประหลาดเกินกว่าจะถือเป็นจริงเป็นจัง และนั่นส่งผลให้ ไคล์แม็กซ์ในตอนท้ายขาดพลังโน้มน้าวคนดูให้ซาบซึ้ง อิ่มเอมไปกับการบรรลุสัจธรรมของตัวละคร แม้ เจค จิลเลนฮาล จะพยายามทำหน้าที่ของเขาอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม

ผู้กำกับ ฌอง-มาร์ค วัลลี อัดฉีดลูกเล่นสารพัดเพื่อเพิ่มชีวิตชีวาให้กับเรื่องราวอันคุ้นชิน เช่น ในภาพความฝันสโลว์โมชันของเดวิส เมื่อเขาเดินตรงเข้าหากล้องท่ามกลางฝูงคนที่เคลื่อนไหวย้อนกลับ นอกจากนี้วัลลียังเลือกใช้ลูกไม้เดิมๆ ที่เคยได้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมใน Wild ด้วยการสอดแทรกช็อตแฟลชแบ็คเข้ามาเป็นระยะ เมื่อตัวละครหวนคิดถึงอดีตในชั่วแวบแห่งห้วงคิดคำนึง ดุจเดียวกับชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายรอการถูกประกอบขึ้นใหม่ ต่างกันแค่คราวนี้ไม่มีฉากใดที่สามารถจับต้องเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งหมดเป็นแค่เศษเสี้ยวที่ปราศจากแรงดึงดูดไปสู่ภาพรวมของความสัมพันธ์ หรือพลังทางอารมณ์ คนดูไม่อาจสัมผัสได้ถึงสายใยเชื่อมโยงระหว่างเดวิสกับจูเลีย แบบเดียวกับที่รู้สึกได้ระหว่างเชอรีลกับแม่ของเธอ สาเหตุสำคัญน่าจะเป็นเพราะบทหนังหันไปให้น้ำหนักกับสัมพันธภาพระหว่างเดวิสกับแคเรน พนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทตู้หยอดเหรียญ ซึ่งได้อ่านจดหมายร้องเรียนของเดวิสแล้วรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะกระโจนไปสู่มิตรภาพระหว่างเดวิสกับคริส ลูกชายวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของแคเรนที่ปราศจากพ่อ ในเวลาต่อมา

หนังไม่ได้นำเสนอพวกเขาในฐานะตัวละครที่จะมาเติมเต็มกันและกัน แล้วลงเอยอย่างมีความสุขในสไตล์โรแมนติก-คอมเมดี้ แต่ในฐานะกลุ่มมนุษย์ผู้แตกร้าว เปราะบาง ไม่อาจเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงภายใน แคเรนคบหาอยู่กับ คาร์ล (ซี.เจ. วิลสัน) เจ้าของบริษัทตู้หยอดเหรียญ ซึ่งเธอไม่ได้หลงรัก แต่ก็ไม่กล้าพอจะเดินจากมา ฉันอยากทำให้ได้แบบคุณ... ซื่อตรงกับความรู้สึก เธอสารภาพกับเดวิสในฉากหนึ่ง ส่วนคริสเองก็กำลังสับสนกับเพศสถานะ ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบผู้ชายหรือผู้หญิง และหวาดกลัวเกินกว่าจะสำรวจ ตรวจสอบ


เดวิสก็ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่หยุดทำงาน ประตูห้องน้ำที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือตู้เย็นที่น้ำหยดตลอดเวลา มีบางอย่างผิดปกติ เขาไม่อาจระบายความโศกเศร้าออกมาได้ เหมือนบางอย่างติดแหง็กอยู่ภายใน และจำเป็นต้องรื้อชิ้นส่วนทั้งหมดออกมาดูเพื่อค้นหาจุดบกพร่อง ทบทวนอดีตเพื่อคลี่คลายปัจจุบันและเปิดโอกาสสู่อนาคต เดวิสพบว่าเขาไม่มีความสุขในชีวิต ในอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ของเขากับจูเลียล่มสลายไปพักใหญ่แล้ว ก่อนหน้าจะเกิดอุบัติเหตุด้วยซ้ำ และทางเดียวที่จะซ่อมแซมชีวิต คือ รื้อถอนกิจวัตร หลักปฏิบัติ ซึ่งนำพาเขามายังจุดนี้ เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วสร้างตัวตนใหม่จากความต้องการแท้จริงภายใน... เมื่อนั้นเองเขาถึงจะสามารถวิ่งต่อไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

วันศุกร์, พฤษภาคม 20, 2559

The Witch: มนต์ดำสู่อิสรภาพ


กระแสความหวาดกลัวเกี่ยวกับแม่มดและมนตร์ดำเริ่มต้นขึ้นในยุโรปตั้งแต่ปลายสมัยกลาง (ศตวรรษที่ 13) และดำเนินต่อมาจนถึงต้นสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 16) ภายใต้อิทธิพลของโบสถ์คาทอลิก ก่อนจะลามปามมายังอเมริกา เมื่อชาวยุโรปอพยพไปตั้งรกรากในแถบนิวอิงแลนด์ (ปัจจุบันกินอาณาบริเวณ 6 รัฐทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา นั่นคือ คอนเนตทิคัต, เมน, เวอร์มอนต์,  นิวแฮมป์เชียร์, โรดไอแลนด์ และแมสซาชูเซตส์) เป็นแห่งแรกในปี 1620 โดยการพิจารณาคดีในข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มดที่เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1692 – พฤษภาคม 1693 (20 คนถูกตัดสินประหารชีวิต 14 ในนั้นเป็นผู้หญิง) ถือเป็นการพิจารณาคดีที่โด่งดัง (และอื้อฉาว) ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและนักเขียนมากมาย

เหยื่อรายแรกต่อปรากฏการณ์ อุปาทานหมู่ ใน 13 อาณานิคม คือ ผู้หญิงชื่อ บริดเจ็ต บิชอป ซึ่งถูกตัดสินว่าผิดจริงในข้อหาเล่นคุณไสยใส่หญิงสาวกลุ่มหนึ่งในเมืองบ้านเกิดของเธอที่ซาเลม โดยหลักฐานคือคำให้การของบรรดาเพื่อนบ้านที่อ้างว่าบิชอปมาที่บ้านแล้วบีบคอและหยิกพวกเธอ นอกจากนี้เธอยังโดนกล่าวหาว่าฆ่าเด็กและทรมานหมูอีกด้วย ขณะเดียวกันเอกสารการสอบสวนในศาลยังระบุว่ามีการตรวจสอบร่างกายจำเลยโดยกลุ่มผู้หญิงท้องถิ่น ซึ่งอ้างว่าบิชอปมี หัวนมที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งในสายตาของพวกเธอถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเธอสมคบคิดกับซาตาน เช่นเดียวกับผู้หญิงอีกหลายคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในข้อหาเป็นแม่มด หลักฐานที่ใช้มัดตัวบิชอปส่วนมากได้แก่ คำให้การของพยาน ซึ่งแน่นอนว่าไม่อาจยึดถือความถูกต้อง แม่นยำได้เท่ากับพยานวัตถุ เพราะมนุษย์ย่อมเต็มไปด้วยอคติ

แม้ว่า The Witch ผลงานกำกับเรื่องแรกของ โรเบิร์ต เอกเกอร์ส จะดำเนินเหตุการณ์ก่อนช่วงเวลาข้างต้น (ราวปี 1630) เมื่อชาวอังกฤษเพิ่งเดินทางมาตั้งรกรากในนิวอิงแลนด์ได้ไม่นาน แต่มันสะท้อนให้เห็น ร่องรอย ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งอุปาทานหมู่ผ่านการกล่าวหาใส่ร้ายกันไปมาระหว่าง โธมาซิน (แอนยา เทย์เลอร์-จอย) กับคู่หูเด็กแฝด เมอร์ซีย์ (เอลลี เกรนเจอร์) และ โจนาส (ลูคัส ดอว์สัน) ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานอันง่อนแง่น ปราศจากพยานวัตถุใดๆ แต่ท่ามกลางความหวาดกลัว ความตื่นตระหนกจากปรากฏการณ์ ประหลาด ทั้งหลาย จากความโดดเดี่ยวของการอยู่ตามลำพัง คำอ้างเหล่านั้นกลับดูน่าเชื่อถือและเป็นไปได้ในความคิดของคนเป็นพ่อแม่อย่าง วิลเลียม (ราล์ฟ อิเนสัน) และ แคทเธอรีน (เคท ดิกกี)

ความหวาดกลัวส่วนหนึ่งมีบ่อเกิดจากการต้องย้ายมาตั้งรกรากยังโลกใบใหม่ ที่คุกคามความคุ้นเคย ความคล้ายคลึงกันอันอบอุ่นของโลกใบเก่า คนดูจะได้เห็นอินเดียนแดงสองสามคนแค่ในฉากช่วงต้นเรื่อง ขณะวิลเลียมพาครอบครัวออกจากอาณานิคม โดยหลังจากนั้นป่าไม้ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนอารมณ์คุกคามของ ความเป็นอื่น มันเป็นเหมือนสิ่งต่างด้าว แปลกปลอมที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง เป็นเขตต้องห้ามสำหรับเด็กๆ โดยอันตรายสามารถไล่เรียงตั้งแต่สัตว์ดุร้ายไปจนถึงมนต์ดำของอินเดียนแดง ซึ่งแคทเธอรีนอ้างถึงในฉากหนึ่ง เมื่อพบว่าลูกชายของเธอ เคเล็บ (ฮาร์วีย์ สคริมชอว์) ป่วยเป็นโรคร้ายหลังหายตัวเข้าไปในป่า เด็กรุ่นใหม่อาจไม่สัมผัสถึงสายใยผูกพันโลกใบเก่ามากเท่าคนรุ่นก่อน พวกเขาไม่มีปัญหามากนักกับการถูกเนรเทศออกจากอาณานิคม ซึ่งเป็นเหมือนเศษเสี้ยวของโลกใบเก่าที่พอจะมอบความอุ่นใจ ความรู้สึกปลอดภัยได้บ้าง ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยารื่นเริงบันเทิงใจของสองฝาแฝด ที่ไม่ทุกข์ร้อนกับการถูกแยกโดดเดี่ยวจากเหล่าผู้อพยพอื่นๆ ในอาณานิคม หรือแม้กระทั่งเคเล็บเองก็เหมือนจะจดจำอะไรเกี่ยวกับประเทศอังกฤษไม่ค่อยได้ คนที่เจ็บปวดและปรับตัวเข้าโลกใหม่ไม่ได้มากสุดคงหนีไม่พ้นแคทเธอรีน ซึ่งวิงวอนขอให้สามีพาเธอกลับ บ้าน โดยอ้างว่าเธอไม่อาจสัมผัสความรักของพระเจ้าได้อย่างแจ่มชัดอีกต่อไปนับแต่ย้ายมาอยู่ที่อเมริกา

ศาสนาถูกนำมาใช้ยึดเหนี่ยวเพื่อสร้างความอุ่นใจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันแปลกแยก แตกต่าง ดังจะเห็นได้ว่าแม้เคเล็บจะไม่ได้คิดถึง บ้านเกิด หรือจดจำเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งก่อนจะอพยพมาตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งใหม่ได้ไม่มากนัก แต่เขาก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าซามูเอล น้องชายทารก จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์เนื่องจากเขาถือกำเนิดหลังครอบครัวถูกเนรเทศออกจากอาณานิคม และไม่ได้เข้าพิธีศีลล้างบาปในโบสถ์เหมือนคนอื่นๆ

คริสตจักรคาทอลิก ซึ่งปกครองโดยเพศชาย ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการควบคุมผู้หญิงให้อยู่ภายใต้ระบอบชายเป็นใหญ่ กดทับพวกเธอให้เชื่อฟังสามี/พ่อ ดังจะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่มีความคิดเป็นผู้นำ หรือแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ หรือปรารถนาที่จะเป็นอิสระมักมีโอกาสถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดมากกว่าบรรดาแม่บ้านที่เชื่อฟังสามี ลูกสาวที่อยู่ในโอวาสของพ่อ หรือผู้หญิงที่ปฏิบัติตนตามกรอบจารีตประเพณีแห่งยุคสมัย

เพศสภาพถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มด โดยตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาช้านาน (แน่นอนว่าผ่านแนวคิดชายเป็นใหญ่) ผู้หญิงเป็นเพศที่จิตใจอ่อนไหว อ่อนแอ รวมทั้งยังมีสภาพร่างกายที่ เปิดรับ จึงง่ายต่อการหลับนอนกับซาตาน หรือปีศาจ พวกเธอกระตุ้นราคะของเพศชาย และพลังอำนาจดังกล่าวทำให้พวกเขาหวาดกลัว ดังนั้นผู้หญิงสาวสวยจึงมักจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด เช่นเดียวกับนางผดุงครรภ์และแม่ม่าย เพราะฝ่ายแรกมีอาชีพเกี่ยวข้องกับทารกและการปรุงยาสมุนไพร ส่วนฝ่ายหลังเพราะพวกเธอปกครองตนเองโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของผู้ชาย ความหวาดกลัวตลอดจนหลงใหลในร่างกายเพศหญิงสะท้อนชัดใน The Witch ผ่านสายตาของเคเล็บ ซึ่งเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม และลอบมองร่องอกของพี่สาวตัวเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผสมผสานอารมณ์หื่นกระหายและความรู้สึกผิดบาปไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ความลึกลับของช่องคลอด ซึ่งจะขับเลือดออกมาอย่างต่อเนื่องหลังหญิงสาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็ยังถูกตอกย้ำผ่านภาพชวนสยองของแม่มดที่นำเลือดทารกมาทาตัว หรือภาพแพะที่ขับนมออกมาเป็นเลือด

โธมาซินไม่เพียงจะเปราะบางต่อข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มดจากเรือนร่างภายนอกในฐานะหญิงสาวสวย คุกรุ่นด้วยพลังเย้ายวนทางเพศเท่านั้น แต่เธอยังเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง ไม่ยินยอมต่อชะตากรรมภายใต้อำนาจของเพศชายอีกด้วย เธอไม่ปรารถนาจะไปทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านคนอื่นตามข้อเสนอแนะของแคทเธอรีน ซึ่งกล่าวโทษเธอต่อการจากไปของซามูเอล เมื่อเคเล็บลักลอบเข้าป่าตามลำพังเพื่อไปล่าสัตว์เพื่อหวังจะช่วยพี่สาวไม่ให้ต้องไปเป็นคนรับใช้ เธออาสาจะตามไปด้วย เมื่อถูกกล่าวหาอย่างอยุติธรรมว่าใช้มนต์ดำ เธอเลือกที่จะไม่นิ่งเฉย หรือสงบปากสงบคำ พร้อมกับโต้กลับวิลเลียมว่าเขาปล่อยให้เธอโดนแคทเธอรีนกล่าวหาว่าเป็นขี้โขมย ว่าเขาไม่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัว ปลูกพืชไม่งอกงาม ล่าสัตว์ไม่ได้ พ่อทำอะไรไม่เป็นนอกจากผ่าฟืน เธอตะโกนต่อว่าเขาด้วยความโกรธ

เธอคุกคามเคเล็บด้วยพลังทางเพศ และคุกคาม ความเป็นชาย ตลอดจนภาพลักษณ์ ผู้นำครอบครัว ของวิลเลียมด้วยบุคลิกไม่เกรงกลัวที่จะพูดความคิดในหัวออกมา ซึ่งนั่นไม่ใช่มาตรฐานสามัญของผู้หญิงในยุคนั้น เนื่องจากอคติทางเพศ ผู้หญิงที่อวดดีหรือหยิ่งจองหองมักถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราะผู้ชายหลายคนในสมัยกลางจนถึงต้นสมัยใหม่ยังมองผู้หญิงเป็นเหมือนสมบัติ หรือแม่วัวสำหรับผลิตลูกสืบสกุล ทั้งโบสถ์คาทอลิกและโปรเตสแตนท์จำกัดการแสดงออกของผู้หญิง พยายามกำราบให้พวกเธอเรียนรู้ที่จะสงบปากสงบคำ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามกฎของสมบัติผู้ดี ด้วยคุณสมบัติทั้งหลายที่กล่าวมาของโธมาซิน จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อเธอบรรลุชะตากรรมอันไม่อาจหลีกเลี่ยงในท้ายที่สุด

ความน่าสนใจของ The Witch อยู่ตรงที่มันประสบความสำเร็จทั้งในภาคหนังสยองขวัญแบบตรงไปตรงมา ผ่านการสร้างบรรยากาศหลอกหลอนอันเปี่ยมประสิทธิภาพ โดยไม่ได้หวังพึ่งพาจังหวะตุ้งแช่เหมือนหนังสยองขวัญดาษๆ ทั่วไป และในภาคหนังดรามาครอบครัวเจือนัยยะแห่งการวิพากษ์สังคม โดยความคลุมเครือที่ผู้กำกับพยายามหล่อเลี้ยงเอาไว้ตลอดทั้งเรื่องได้ช่วยยกระดับให้มันก้าวข้ามสถานะของผลงานเพื่อความบันเทิงฉาบฉวยขึ้นไปอีกขั้น เช่น ในช่วงต้นเรื่อง คนดูจะไม่ได้เห็นภาพแม่มดขโมยตัวซามูเอลไป (เหล่าตัวละครต่างพยายามปลอบใจกันว่าน่าจะเป็นฝีมือของหมาป่ามากกว่า) ฉากหญิงชราในป่าที่สังหารทารก แล้วนำเลือดมาอาบทั่วตัวจึงอาจเป็นเพียงภาพในจินตนาการอันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัว และความเชื่อดั้งเดิม เช่นเดียวกับภาพหลอนที่เคเล็บเห็นระหว่างหลงป่า ความกดดัน เปราะบางในสถานการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญ (ดิ้นรนตามลำพังท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย) ทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรบ้างที่จริง หรือไม่จริง ไม่แตกต่างจากเมอร์ซีย์ ซึ่งหลงเชื่อคำหลอกของโธมาซินเป็นตุเป็นตะ เธอกับโจนาสอาจไม่ได้จงใจเอาคืนด้วยการใส่ร้ายโธมาซิน แต่เชื่อจริงๆ ตามนั้นแบบเดียวกับเหล่าผู้คนที่ตกอยู่ในภาวะอุปาทานหมู่ระหว่างช่วงการล่าแม่มด

และความคลุมเคลือที่สำคัญที่สุด คือ ฉากบทสนทนาระหว่างโธมาซินกับซาตานในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งผู้กำกับจงใจไม่ให้คนดูเห็นแพะดำฟิลลิป แต่กลับได้ยินเพียง วอยซ์ โอเวอร์ ที่ดังลอยมา (ให้เสียงโดย วาฮับ ชอดรีย์) ขณะกล้องจับจ้องไปยังโธมาซินเป็นหลักราวกับเธอกำลังสนทนาอยู่กับจิตใต้สำนึกของตัวเอง ซึ่งหากพิจารณาจากชุดเหตุการณ์เลวร้ายที่เธอเพิ่งเผชิญมาติดๆ กัน ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะสติหลุดจนได้ยินเสียงแว่วจากจิตใต้สำนึก


มองในแง่นิทานพื้นบ้านสยองขวัญ ฉากจบของ The Witch อาจกล่าวได้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ของศรัทธาต่อซาตานและมนต์ดำ แต่หากมองในเชิงสัญลักษณ์ว่าแม่มดแท้จริงแล้วหาใช่สตรีผู้ยอมจำนนต่อความชั่วร้าย หรือบุคคลที่หันหลังให้กับพระเจ้า แต่เป็นขบถซึ่งกล้าจะลุกขึ้นยืนหยัดต่อต้านบรรทัดฐานของชายเป็นใหญ่ ต่อจารีตที่กดทับและตีเส้นจำกัดศักยภาพแห่งเพศหญิง ฉากแปลงร่าง ของโธมาซินจึงถือเป็นชัยชนะ เมื่อเธอปลดแอกจากพันธนาการแห่งครอบครัว ธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วค้นพบอิสระที่จะไปสัมผัสโลกกว้าง ใช้ชีวิตอันหอมหวาน... และในสภาพเปลือยเปล่า เธอได้ถือกำเนิดใหม่