วันศุกร์, พฤษภาคม 27, 2559

Demolition: รีโนเวทชีวิต


ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทุกสิ่งกลายเป็นอุปมา เดวิส (เจค จิลเลนฮาล) เขียนระบายความรู้สึกในจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาส่งไปร้องเรียนกับฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทตู้หยอดเหรียญ หลังจากตู้หยอดเหรียญเครื่องหนึ่งที่โรงพยาบาลไม่จ่ายเอ็มแอนด์เอ็มให้เขา เดวิสอยู่ที่โรงพยาบาลหลังประสบอุบัติเหตุรถชน ซึ่งคร่าชีวิตภรรยา จูเลีย (เฮทเธอร์ ลินด์) ขณะเขากลับได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย งานศพ การปลอบประโลม ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โดยที่เดวิสเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงไม่โศกเศร้า หรือกระทั่งเสียน้ำตาสักหยดให้การจากไปอันน่าใจหาย

เขาเกลียดภรรยา หรือหมดรักเธอมาเนิ่นนานแล้วงั้นหรือ

เศษเสี้ยวเดียวที่หนังเปิดโอกาสให้คนดูพอจะรู้จักกับคนทั้งสอง คือ ฉากเปิดเรื่อง ซึ่งอาจสะท้อนถึงความสัมพันธ์หมางเมิน เหินห่าง จนทุกอย่างแลดูเป็นกิจวัตรอยู่บ้าง (ในเชิงเทคนิคภาพยนตร์ หนังจงใจตัดสลับไปมาระหว่างภาพโคลสอัพของสองตัวละครตลอดบทสนทนาร่วมกัน ไม่มีภาพ two shot จากด้านหน้ากระจกรถ หรือช็อตข้ามไหล่ ราวกับพวกเขาต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว โดย 2-3 ครั้งที่ทั้งสองได้อยู่ร่วมช็อตเดียวกัน กล้องจะอยู่เบาะหลังทำให้เราเห็นศีรษะเดวิสจากด้านหลัง และใบหน้าจูเลียสะท้อนผ่านกระจกส่องหลัง หรือไม่ก็เป็นภาพโคลสอัพจูเลีย ซึ่งมีมือของเดวิสยื่นโทรศัพท์ไปทางภรรยาเป็นแค่โฟร์กราวด์เลือนลาง) แต่ในเวลาเดียวกัน เยื่อใย ความผูกพันยังคงส่งกลิ่นอายให้สัมผัสได้จางๆ จากมุกแซวตบท้ายของจูเลีย ซึ่งเดวิส เก็ท” (และคนดูจะรับรู้จากภาพแฟลชแบ็ค) ก่อนช่วงเวลามรณะจะพรากเธอจากเขาไปตลอดกาล

เปรียบไปแล้วชีวิตแต่งงานของทั้งสองก็คงไม่ต่างจากรอยรั่วในตู้เย็น ซึ่งเดวิสเพิกเฉย ปล่อยให้คาราคาซังจนระยะห่างของพวกเขาถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในฉากหนึ่ง เดวิสเดินทางไปตรวจสุขภาพเนื่องจากอาการด้านชาครึ่งซีกบนของร่างกาย เมื่อหมอถามว่าเป็นมานานแค่ไหน คำตอบของเขา คือ 10-12 ปี ไม่ใช่หลังอุบัติเหตุ หรือถ้าพูดอีกอย่าง เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ในโหมดออโต้ไพลอตมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จากนั้นภาพจินตนาการในหัวเดวิสก็เผยให้เห็นว่าหัวใจเขาถูกหนอนผีเสื้อกลางคืนกัดกินจนเป็นรอยแหว่ง... บางทีนี่กระมังที่ทำให้เขาด้านชาต่อการสูญเสีย?

เมื่อเขาโดนตะปูยาวหลายนิ้วแทงทะลุเท้า เดวิสร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่ในเวลาเดียวกันก็ดีใจที่ตนเองยังสามารถรู้สึกรู้สาเหมือนคนอื่นๆ ต่อมาเมื่อคริส (จูดาห์ ลูอิส) ถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรที่โดนยิง (ขณะสวมเสื้อเกราะกันกระสุน) คำตอบของเดวิส คือ มันเจ็บ... แต่เป็นเจ็บแบบสะใจ

การอุปมา เปรียบเปรย แทนค่าความรู้สึก หรือปมปัญหา ซึ่งซับซ้อน ลึกลับ ยากจะอธิบายด้วยสิ่งต่างๆ อันเป็นรูปธรรมของหนังไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเมื่อเดวิสตัดสินใจว่าถึงเวลาเสียทีที่เขาควรจะลุกขึ้นมาสำรวจตรวจสอบชีวิตอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจชีวิตสมรส ความสัมพันธ์ รวมเลยไปถึงตัวเอง เขาจึงนำคำบอกเล่าของพ่อตา ฟิล (คริส คูเปอร์) ที่ว่า ถ้าอยากซ่อมอะไร ให้รื้อทุกอย่าง แล้วดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่สำคัญ จากนั้นค่อยประกอบมันกลับเข้าไปใหม่มาปฏิบัติชนิด ตรงตามตัวอักษรจนกลายเป็นที่มาของชื่อหนัง แต่ในเวลาเดียวกัน พฤติกรรมประหลาดสุดโต่งของเดวิสก็ค่อยๆ ผลักไสคนรอบข้างออกห่าง โดยเฉพาะฟิล ซึ่งเข้าใจว่าเขาเสียสติไปแล้ว

Demolition เป็นผลงานกำกับเรื่องที่สองติดต่อกันของ ฌอง-มาร์ค วัลลี ที่พูดถึงการดิ้นรนเพื่อรับมือกับความสูญเสียหลังจาก Wild เมื่อปีก่อน ในเรื่องนั้นชีวิตของ เชอรีล (รีส วิทเธอร์สพูน) พลันเสียศูนย์และเริ่มดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่องหลังจากแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เช่นเดียวกัน หนังได้เปรียบเปรยการก้าวผ่านวิกฤติด้วยรูปธรรมของการเดินป่าบนเส้นทางอันยาวไกล สุดแสนทรหด มันเป็นวิธีที่เชอรีลเลือกเพื่อให้เวลาตัวเองได้ทบทวนชีวิต แล้วจัดระเบียบครั้งใหม่ สัมภาระทางอารมณ์ที่เธอแบกไว้ก็ไม่ต่างจากแบ็คแพ็คขนาดมหึมา ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้เธอเดินทางด้วยความยากลำบาก และใช้เวลามากเกินควร แต่เมื่อเธอเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องสิ่งของไม่จำเป็นออกจากเป้ การเดินทางก็เริ่มราบรื่นขึ้นจนสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ในที่สุด ไม่ต่างจากการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความโกรธแค้นต่อพระเจ้า ต่อชะตากรรม และทำใจยอมรับความเจ็บปวด โศกเศร้า ซึ่งช่วยให้เธอค้นพบความสงบสุขทางจิตใจ พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

ความแตกต่างสำคัญน่าจะอยู่ตรงที่อุปมาในผลงานชิ้นใหม่ออกจะหนักมือและดูเสแสร้งไปสักหน่อย มันเป็นเรื่องหนึ่งที่คนเราจะ พักยก ชีวิตไปเดินป่าเป็นระยะทาง 1,100 ไมล์เพื่อพยายามค้นหาตัวเอง (แน่นอนการที่ Wild สร้างจากเรื่องจริงช่วยเพิ่มน้ำหนักให้มันได้ไม่น้อย) แต่การทุบทำลาย รื้อถอนบ้านหรูเพียงเพราะคุณสับสนกับชีวิตมันค่อนข้างจะเกินกว่าเหตุ และก้าวข้ามเส้นแห่งความสมจริง น่าเชื่อถือ ไปสู่ความไร้สาระ

จริงอยู่ คนดูสามารถเข้าใจได้ว่าบ้านหลังนั้นคือตัวแทนความฝันแบบอเมริกัน การดิ้นรนเพื่อครอบครองวัตถุราคาแพง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสารพัด ซึ่งไม่ได้ช่วยให้คุณค้นพบความสุขแท้จริง กระจก พื้นผิวเงางาม พื้นที่ว่างโล่งโปร่ง สะท้อนความเย็นชา แข็งทื่อดุจเครื่องจักร ขณะชีวิตดำเนินไปตามครรลองกฎเกณฑ์ ค่านิยมในสังคมที่มุ่งเน้นครอบครอง บูชาเงินทอง (เดวิสทำงานที่บริษัทจัดการลงทุนของพ่อตา ซึ่งสร้างรายได้จากการซื้อกิจการในราคาถูก แล้วขายต่อทำกำไร เช่นเดียวกับตลาดหุ้น พวกเขาได้เงินจากการคำนวณตัวเลข ไม่ใช่จากการสร้างสรรค์ หรือผลิตสิ่งใด มันจับต้องไม่ได้ เป็นแค่รหัสตัวเลขที่โอนถ่ายในอากาศและด้วยเหตุนี้จึงพยายามชดเชยด้วยการใช้เงินซื้อหาสิ่งของต่างๆ โหยหารูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ด้วยมือ การลงแรงที่เห็นผลเบื้องหน้า แม้ว่ามันจะเป็นการพังทำลายแทนการก่อสร้างก็ตาม) แตกต่างจากบ้านของ แคเรน (นาโอมิ วัตส์) ซึ่งอาจคับแคบ ดูรกรุงรัง แต่ก็ให้อารมณ์อบอุ่น เป็น บ้าน มากกว่า

ผมเกลียดบ้านหลังนี้ มันมีแต่ข้าวของเงางาม เดวิสกล่าวเมื่อแคเรนออกความเห็นว่าบ้านของเขาเป็นเหมือนบ้านในฝันของคนส่วนใหญ่ แต่การปฏิเสธวิถีชีวิตดั้งเดิมจำเป็นต้องไปไกลถึงขั้นซื้อรถตักดินมาพังบ้านกันเลยหรือ บางทีบทหนังอาจต้องการเดินไต่ไปบนเส้นแบ่งอันง่อนแง่นระหว่างทีเล่นกับทีจริง ซึ่งยากที่จะรักษาสมดุล ในแง่หนึ่งมันพยายามคุมโทนโศกเศร้า หดหู่จนไม่อาจบรรลุสถานะแฟนตาซีเลื่อนลอยของชนชั้นกลาง แต่ขณะเดียวกันก็พิลึกพิลั่น แปลกประหลาดเกินกว่าจะถือเป็นจริงเป็นจัง และนั่นส่งผลให้ ไคล์แม็กซ์ในตอนท้ายขาดพลังโน้มน้าวคนดูให้ซาบซึ้ง อิ่มเอมไปกับการบรรลุสัจธรรมของตัวละคร แม้ เจค จิลเลนฮาล จะพยายามทำหน้าที่ของเขาอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม

ผู้กำกับ ฌอง-มาร์ค วัลลี อัดฉีดลูกเล่นสารพัดเพื่อเพิ่มชีวิตชีวาให้กับเรื่องราวอันคุ้นชิน เช่น ในภาพความฝันสโลว์โมชันของเดวิส เมื่อเขาเดินตรงเข้าหากล้องท่ามกลางฝูงคนที่เคลื่อนไหวย้อนกลับ นอกจากนี้วัลลียังเลือกใช้ลูกไม้เดิมๆ ที่เคยได้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมใน Wild ด้วยการสอดแทรกช็อตแฟลชแบ็คเข้ามาเป็นระยะ เมื่อตัวละครหวนคิดถึงอดีตในชั่วแวบแห่งห้วงคิดคำนึง ดุจเดียวกับชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายรอการถูกประกอบขึ้นใหม่ ต่างกันแค่คราวนี้ไม่มีฉากใดที่สามารถจับต้องเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งหมดเป็นแค่เศษเสี้ยวที่ปราศจากแรงดึงดูดไปสู่ภาพรวมของความสัมพันธ์ หรือพลังทางอารมณ์ คนดูไม่อาจสัมผัสได้ถึงสายใยเชื่อมโยงระหว่างเดวิสกับจูเลีย แบบเดียวกับที่รู้สึกได้ระหว่างเชอรีลกับแม่ของเธอ สาเหตุสำคัญน่าจะเป็นเพราะบทหนังหันไปให้น้ำหนักกับสัมพันธภาพระหว่างเดวิสกับแคเรน พนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทตู้หยอดเหรียญ ซึ่งได้อ่านจดหมายร้องเรียนของเดวิสแล้วรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะกระโจนไปสู่มิตรภาพระหว่างเดวิสกับคริส ลูกชายวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของแคเรนที่ปราศจากพ่อ ในเวลาต่อมา

หนังไม่ได้นำเสนอพวกเขาในฐานะตัวละครที่จะมาเติมเต็มกันและกัน แล้วลงเอยอย่างมีความสุขในสไตล์โรแมนติก-คอมเมดี้ แต่ในฐานะกลุ่มมนุษย์ผู้แตกร้าว เปราะบาง ไม่อาจเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงภายใน แคเรนคบหาอยู่กับ คาร์ล (ซี.เจ. วิลสัน) เจ้าของบริษัทตู้หยอดเหรียญ ซึ่งเธอไม่ได้หลงรัก แต่ก็ไม่กล้าพอจะเดินจากมา ฉันอยากทำให้ได้แบบคุณ... ซื่อตรงกับความรู้สึก เธอสารภาพกับเดวิสในฉากหนึ่ง ส่วนคริสเองก็กำลังสับสนกับเพศสถานะ ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบผู้ชายหรือผู้หญิง และหวาดกลัวเกินกว่าจะสำรวจ ตรวจสอบ


เดวิสก็ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่หยุดทำงาน ประตูห้องน้ำที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือตู้เย็นที่น้ำหยดตลอดเวลา มีบางอย่างผิดปกติ เขาไม่อาจระบายความโศกเศร้าออกมาได้ เหมือนบางอย่างติดแหง็กอยู่ภายใน และจำเป็นต้องรื้อชิ้นส่วนทั้งหมดออกมาดูเพื่อค้นหาจุดบกพร่อง ทบทวนอดีตเพื่อคลี่คลายปัจจุบันและเปิดโอกาสสู่อนาคต เดวิสพบว่าเขาไม่มีความสุขในชีวิต ในอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ของเขากับจูเลียล่มสลายไปพักใหญ่แล้ว ก่อนหน้าจะเกิดอุบัติเหตุด้วยซ้ำ และทางเดียวที่จะซ่อมแซมชีวิต คือ รื้อถอนกิจวัตร หลักปฏิบัติ ซึ่งนำพาเขามายังจุดนี้ เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วสร้างตัวตนใหม่จากความต้องการแท้จริงภายใน... เมื่อนั้นเองเขาถึงจะสามารถวิ่งต่อไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

วันศุกร์, พฤษภาคม 20, 2559

The Witch: มนต์ดำสู่อิสรภาพ


กระแสความหวาดกลัวเกี่ยวกับแม่มดและมนตร์ดำเริ่มต้นขึ้นในยุโรปตั้งแต่ปลายสมัยกลาง (ศตวรรษที่ 13) และดำเนินต่อมาจนถึงต้นสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 16) ภายใต้อิทธิพลของโบสถ์คาทอลิก ก่อนจะลามปามมายังอเมริกา เมื่อชาวยุโรปอพยพไปตั้งรกรากในแถบนิวอิงแลนด์ (ปัจจุบันกินอาณาบริเวณ 6 รัฐทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา นั่นคือ คอนเนตทิคัต, เมน, เวอร์มอนต์,  นิวแฮมป์เชียร์, โรดไอแลนด์ และแมสซาชูเซตส์) เป็นแห่งแรกในปี 1620 โดยการพิจารณาคดีในข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มดที่เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1692 – พฤษภาคม 1693 (20 คนถูกตัดสินประหารชีวิต 14 ในนั้นเป็นผู้หญิง) ถือเป็นการพิจารณาคดีที่โด่งดัง (และอื้อฉาว) ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและนักเขียนมากมาย

เหยื่อรายแรกต่อปรากฏการณ์ อุปาทานหมู่ ใน 13 อาณานิคม คือ ผู้หญิงชื่อ บริดเจ็ต บิชอป ซึ่งถูกตัดสินว่าผิดจริงในข้อหาเล่นคุณไสยใส่หญิงสาวกลุ่มหนึ่งในเมืองบ้านเกิดของเธอที่ซาเลม โดยหลักฐานคือคำให้การของบรรดาเพื่อนบ้านที่อ้างว่าบิชอปมาที่บ้านแล้วบีบคอและหยิกพวกเธอ นอกจากนี้เธอยังโดนกล่าวหาว่าฆ่าเด็กและทรมานหมูอีกด้วย ขณะเดียวกันเอกสารการสอบสวนในศาลยังระบุว่ามีการตรวจสอบร่างกายจำเลยโดยกลุ่มผู้หญิงท้องถิ่น ซึ่งอ้างว่าบิชอปมี หัวนมที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งในสายตาของพวกเธอถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเธอสมคบคิดกับซาตาน เช่นเดียวกับผู้หญิงอีกหลายคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในข้อหาเป็นแม่มด หลักฐานที่ใช้มัดตัวบิชอปส่วนมากได้แก่ คำให้การของพยาน ซึ่งแน่นอนว่าไม่อาจยึดถือความถูกต้อง แม่นยำได้เท่ากับพยานวัตถุ เพราะมนุษย์ย่อมเต็มไปด้วยอคติ

แม้ว่า The Witch ผลงานกำกับเรื่องแรกของ โรเบิร์ต เอกเกอร์ส จะดำเนินเหตุการณ์ก่อนช่วงเวลาข้างต้น (ราวปี 1630) เมื่อชาวอังกฤษเพิ่งเดินทางมาตั้งรกรากในนิวอิงแลนด์ได้ไม่นาน แต่มันสะท้อนให้เห็น ร่องรอย ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งอุปาทานหมู่ผ่านการกล่าวหาใส่ร้ายกันไปมาระหว่าง โธมาซิน (แอนยา เทย์เลอร์-จอย) กับคู่หูเด็กแฝด เมอร์ซีย์ (เอลลี เกรนเจอร์) และ โจนาส (ลูคัส ดอว์สัน) ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานอันง่อนแง่น ปราศจากพยานวัตถุใดๆ แต่ท่ามกลางความหวาดกลัว ความตื่นตระหนกจากปรากฏการณ์ ประหลาด ทั้งหลาย จากความโดดเดี่ยวของการอยู่ตามลำพัง คำอ้างเหล่านั้นกลับดูน่าเชื่อถือและเป็นไปได้ในความคิดของคนเป็นพ่อแม่อย่าง วิลเลียม (ราล์ฟ อิเนสัน) และ แคทเธอรีน (เคท ดิกกี)

ความหวาดกลัวส่วนหนึ่งมีบ่อเกิดจากการต้องย้ายมาตั้งรกรากยังโลกใบใหม่ ที่คุกคามความคุ้นเคย ความคล้ายคลึงกันอันอบอุ่นของโลกใบเก่า คนดูจะได้เห็นอินเดียนแดงสองสามคนแค่ในฉากช่วงต้นเรื่อง ขณะวิลเลียมพาครอบครัวออกจากอาณานิคม โดยหลังจากนั้นป่าไม้ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนอารมณ์คุกคามของ ความเป็นอื่น มันเป็นเหมือนสิ่งต่างด้าว แปลกปลอมที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง เป็นเขตต้องห้ามสำหรับเด็กๆ โดยอันตรายสามารถไล่เรียงตั้งแต่สัตว์ดุร้ายไปจนถึงมนต์ดำของอินเดียนแดง ซึ่งแคทเธอรีนอ้างถึงในฉากหนึ่ง เมื่อพบว่าลูกชายของเธอ เคเล็บ (ฮาร์วีย์ สคริมชอว์) ป่วยเป็นโรคร้ายหลังหายตัวเข้าไปในป่า เด็กรุ่นใหม่อาจไม่สัมผัสถึงสายใยผูกพันโลกใบเก่ามากเท่าคนรุ่นก่อน พวกเขาไม่มีปัญหามากนักกับการถูกเนรเทศออกจากอาณานิคม ซึ่งเป็นเหมือนเศษเสี้ยวของโลกใบเก่าที่พอจะมอบความอุ่นใจ ความรู้สึกปลอดภัยได้บ้าง ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยารื่นเริงบันเทิงใจของสองฝาแฝด ที่ไม่ทุกข์ร้อนกับการถูกแยกโดดเดี่ยวจากเหล่าผู้อพยพอื่นๆ ในอาณานิคม หรือแม้กระทั่งเคเล็บเองก็เหมือนจะจดจำอะไรเกี่ยวกับประเทศอังกฤษไม่ค่อยได้ คนที่เจ็บปวดและปรับตัวเข้าโลกใหม่ไม่ได้มากสุดคงหนีไม่พ้นแคทเธอรีน ซึ่งวิงวอนขอให้สามีพาเธอกลับ บ้าน โดยอ้างว่าเธอไม่อาจสัมผัสความรักของพระเจ้าได้อย่างแจ่มชัดอีกต่อไปนับแต่ย้ายมาอยู่ที่อเมริกา

ศาสนาถูกนำมาใช้ยึดเหนี่ยวเพื่อสร้างความอุ่นใจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันแปลกแยก แตกต่าง ดังจะเห็นได้ว่าแม้เคเล็บจะไม่ได้คิดถึง บ้านเกิด หรือจดจำเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งก่อนจะอพยพมาตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งใหม่ได้ไม่มากนัก แต่เขาก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าซามูเอล น้องชายทารก จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์เนื่องจากเขาถือกำเนิดหลังครอบครัวถูกเนรเทศออกจากอาณานิคม และไม่ได้เข้าพิธีศีลล้างบาปในโบสถ์เหมือนคนอื่นๆ

คริสตจักรคาทอลิก ซึ่งปกครองโดยเพศชาย ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการควบคุมผู้หญิงให้อยู่ภายใต้ระบอบชายเป็นใหญ่ กดทับพวกเธอให้เชื่อฟังสามี/พ่อ ดังจะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่มีความคิดเป็นผู้นำ หรือแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ หรือปรารถนาที่จะเป็นอิสระมักมีโอกาสถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดมากกว่าบรรดาแม่บ้านที่เชื่อฟังสามี ลูกสาวที่อยู่ในโอวาสของพ่อ หรือผู้หญิงที่ปฏิบัติตนตามกรอบจารีตประเพณีแห่งยุคสมัย

เพศสภาพถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มด โดยตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาช้านาน (แน่นอนว่าผ่านแนวคิดชายเป็นใหญ่) ผู้หญิงเป็นเพศที่จิตใจอ่อนไหว อ่อนแอ รวมทั้งยังมีสภาพร่างกายที่ เปิดรับ จึงง่ายต่อการหลับนอนกับซาตาน หรือปีศาจ พวกเธอกระตุ้นราคะของเพศชาย และพลังอำนาจดังกล่าวทำให้พวกเขาหวาดกลัว ดังนั้นผู้หญิงสาวสวยจึงมักจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด เช่นเดียวกับนางผดุงครรภ์และแม่ม่าย เพราะฝ่ายแรกมีอาชีพเกี่ยวข้องกับทารกและการปรุงยาสมุนไพร ส่วนฝ่ายหลังเพราะพวกเธอปกครองตนเองโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของผู้ชาย ความหวาดกลัวตลอดจนหลงใหลในร่างกายเพศหญิงสะท้อนชัดใน The Witch ผ่านสายตาของเคเล็บ ซึ่งเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม และลอบมองร่องอกของพี่สาวตัวเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผสมผสานอารมณ์หื่นกระหายและความรู้สึกผิดบาปไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ความลึกลับของช่องคลอด ซึ่งจะขับเลือดออกมาอย่างต่อเนื่องหลังหญิงสาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็ยังถูกตอกย้ำผ่านภาพชวนสยองของแม่มดที่นำเลือดทารกมาทาตัว หรือภาพแพะที่ขับนมออกมาเป็นเลือด

โธมาซินไม่เพียงจะเปราะบางต่อข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มดจากเรือนร่างภายนอกในฐานะหญิงสาวสวย คุกรุ่นด้วยพลังเย้ายวนทางเพศเท่านั้น แต่เธอยังเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง ไม่ยินยอมต่อชะตากรรมภายใต้อำนาจของเพศชายอีกด้วย เธอไม่ปรารถนาจะไปทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านคนอื่นตามข้อเสนอแนะของแคทเธอรีน ซึ่งกล่าวโทษเธอต่อการจากไปของซามูเอล เมื่อเคเล็บลักลอบเข้าป่าตามลำพังเพื่อไปล่าสัตว์เพื่อหวังจะช่วยพี่สาวไม่ให้ต้องไปเป็นคนรับใช้ เธออาสาจะตามไปด้วย เมื่อถูกกล่าวหาอย่างอยุติธรรมว่าใช้มนต์ดำ เธอเลือกที่จะไม่นิ่งเฉย หรือสงบปากสงบคำ พร้อมกับโต้กลับวิลเลียมว่าเขาปล่อยให้เธอโดนแคทเธอรีนกล่าวหาว่าเป็นขี้โขมย ว่าเขาไม่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัว ปลูกพืชไม่งอกงาม ล่าสัตว์ไม่ได้ พ่อทำอะไรไม่เป็นนอกจากผ่าฟืน เธอตะโกนต่อว่าเขาด้วยความโกรธ

เธอคุกคามเคเล็บด้วยพลังทางเพศ และคุกคาม ความเป็นชาย ตลอดจนภาพลักษณ์ ผู้นำครอบครัว ของวิลเลียมด้วยบุคลิกไม่เกรงกลัวที่จะพูดความคิดในหัวออกมา ซึ่งนั่นไม่ใช่มาตรฐานสามัญของผู้หญิงในยุคนั้น เนื่องจากอคติทางเพศ ผู้หญิงที่อวดดีหรือหยิ่งจองหองมักถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราะผู้ชายหลายคนในสมัยกลางจนถึงต้นสมัยใหม่ยังมองผู้หญิงเป็นเหมือนสมบัติ หรือแม่วัวสำหรับผลิตลูกสืบสกุล ทั้งโบสถ์คาทอลิกและโปรเตสแตนท์จำกัดการแสดงออกของผู้หญิง พยายามกำราบให้พวกเธอเรียนรู้ที่จะสงบปากสงบคำ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามกฎของสมบัติผู้ดี ด้วยคุณสมบัติทั้งหลายที่กล่าวมาของโธมาซิน จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อเธอบรรลุชะตากรรมอันไม่อาจหลีกเลี่ยงในท้ายที่สุด

ความน่าสนใจของ The Witch อยู่ตรงที่มันประสบความสำเร็จทั้งในภาคหนังสยองขวัญแบบตรงไปตรงมา ผ่านการสร้างบรรยากาศหลอกหลอนอันเปี่ยมประสิทธิภาพ โดยไม่ได้หวังพึ่งพาจังหวะตุ้งแช่เหมือนหนังสยองขวัญดาษๆ ทั่วไป และในภาคหนังดรามาครอบครัวเจือนัยยะแห่งการวิพากษ์สังคม โดยความคลุมเครือที่ผู้กำกับพยายามหล่อเลี้ยงเอาไว้ตลอดทั้งเรื่องได้ช่วยยกระดับให้มันก้าวข้ามสถานะของผลงานเพื่อความบันเทิงฉาบฉวยขึ้นไปอีกขั้น เช่น ในช่วงต้นเรื่อง คนดูจะไม่ได้เห็นภาพแม่มดขโมยตัวซามูเอลไป (เหล่าตัวละครต่างพยายามปลอบใจกันว่าน่าจะเป็นฝีมือของหมาป่ามากกว่า) ฉากหญิงชราในป่าที่สังหารทารก แล้วนำเลือดมาอาบทั่วตัวจึงอาจเป็นเพียงภาพในจินตนาการอันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัว และความเชื่อดั้งเดิม เช่นเดียวกับภาพหลอนที่เคเล็บเห็นระหว่างหลงป่า ความกดดัน เปราะบางในสถานการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญ (ดิ้นรนตามลำพังท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย) ทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรบ้างที่จริง หรือไม่จริง ไม่แตกต่างจากเมอร์ซีย์ ซึ่งหลงเชื่อคำหลอกของโธมาซินเป็นตุเป็นตะ เธอกับโจนาสอาจไม่ได้จงใจเอาคืนด้วยการใส่ร้ายโธมาซิน แต่เชื่อจริงๆ ตามนั้นแบบเดียวกับเหล่าผู้คนที่ตกอยู่ในภาวะอุปาทานหมู่ระหว่างช่วงการล่าแม่มด

และความคลุมเคลือที่สำคัญที่สุด คือ ฉากบทสนทนาระหว่างโธมาซินกับซาตานในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งผู้กำกับจงใจไม่ให้คนดูเห็นแพะดำฟิลลิป แต่กลับได้ยินเพียง วอยซ์ โอเวอร์ ที่ดังลอยมา (ให้เสียงโดย วาฮับ ชอดรีย์) ขณะกล้องจับจ้องไปยังโธมาซินเป็นหลักราวกับเธอกำลังสนทนาอยู่กับจิตใต้สำนึกของตัวเอง ซึ่งหากพิจารณาจากชุดเหตุการณ์เลวร้ายที่เธอเพิ่งเผชิญมาติดๆ กัน ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะสติหลุดจนได้ยินเสียงแว่วจากจิตใต้สำนึก


มองในแง่นิทานพื้นบ้านสยองขวัญ ฉากจบของ The Witch อาจกล่าวได้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ของศรัทธาต่อซาตานและมนต์ดำ แต่หากมองในเชิงสัญลักษณ์ว่าแม่มดแท้จริงแล้วหาใช่สตรีผู้ยอมจำนนต่อความชั่วร้าย หรือบุคคลที่หันหลังให้กับพระเจ้า แต่เป็นขบถซึ่งกล้าจะลุกขึ้นยืนหยัดต่อต้านบรรทัดฐานของชายเป็นใหญ่ ต่อจารีตที่กดทับและตีเส้นจำกัดศักยภาพแห่งเพศหญิง ฉากแปลงร่าง ของโธมาซินจึงถือเป็นชัยชนะ เมื่อเธอปลดแอกจากพันธนาการแห่งครอบครัว ธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วค้นพบอิสระที่จะไปสัมผัสโลกกว้าง ใช้ชีวิตอันหอมหวาน... และในสภาพเปลือยเปล่า เธอได้ถือกำเนิดใหม่

วันจันทร์, เมษายน 18, 2559

10 Cloverfield Lane: อันตรายจากความกลัว


โครงการสร้างหนังเรื่อง 10 Cloverfield Lane ถูกเก็บงำเป็นความลับสุดยอด ชนิดที่ไม่มีใครรู้ว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่ด้วยซ้ำจนกระทั่งสตูดิโอปล่อยทีเซอร์ตัวแรกออกมา ซึ่งเก็บงำบทเฉลยความลับเกี่ยวกับหายนะไว้อย่างมิดชิด คนดูไม่รู้ว่ามี หรือไม่มี อะไรข้างนอกนั่นกันแน่ และขณะเดียวกันก็สื่อนัยยะว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์บางอย่างที่คุณไม่ควรรู้จากใครจนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตัวเองบนจอ แต่ไม่นานต่อมาเมื่อตัวอย่างที่สองกับโปสเตอร์หนังชุดใหม่ถูกปล่อย เสียงโวยวาย จนถึงขั้นก่นด่าก็เริ่มดังสนั่นโดยเฉพาะจากตัวผู้กำกับว่าพวกมันเฉลยปมสำคัญของหนังอย่างน่าละอาย

หลังจากชมภาพยนตร์จบ สิ่งที่ผมสงสัยอย่างหนักไม่ใช่ว่าทำไมสตูดิโอถึงทำลายหนังด้วยการเฉลยตอนจบในตัวอย่าง หรือโปสเตอร์หนัง ตรงกันข้าม ผมนึกสงสัยว่าทำไมผู้กำกับ แดน แทรชเทนเบิร์ก ถึงคิดว่าไคล์แม็กซ์ของหนังเปรียบเสมือนจุดหักมุมที่จะทำให้คนดูตื่นตะลึง หรือไม่คาดคิดมาก่อนในระดับเดียวกับ The Sixth Sense จนการรู้ตอนจบก่อนดูหนังจะเป็นการทำลายความสนุกลงไปเกือบครึ่ง เพราะพูดกันตามตรง ตอนจบของหนังเรื่องนี้หมดเซอร์ไพรส์ (ที่อาจพอมีอยู่บ้าง) ไปแล้วตั้งแต่การตั้งชื่อหนัง แทรชเทนเบิร์กจะเป็นเดือดเป็นร้อนทำไมในเมื่อคนดูคาดเดาตอนจบได้อยู่แล้วตั้งแต่เห็นชื่อหนัง และนั่นนำไปสู่ข้อสงสัยต่อมาที่ว่าทำไมชื่อเรื่องต้องผูกโยงไปยัง Cloverfield ทั้งที่มันไม่ใช่ภาคต่อ หรือภาคก่อนหน้า หรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันเลยในเชิงเนื้อเรื่อง รวมทั้งยังแตกต่างสุดขั้วในแง่สุนทรียะทางภาพยนตร์อีกด้วย (บทหนังดั้งเดิมใช้ชื่อว่า The Cellar และชื่อใหม่ก็ไม่ถูกเปิดเผยจนกระทั่งทีเซอร์ตัวแรกเปิดตัว) หรือสตูดิโอต้องการเกาะกระแสความดังของหนังเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขนาดนั้น (ทำเงินทั่วโลกราว 170 ล้านเหรียญ) ลำพังแค่ชื่อเสียงของ เจ.เจ. อับราฮัมส์ ในฐานะผู้อำนวยการสร้างก็น่าจะช่วยอัพเครดิตให้หนังได้มากพอแล้ว แทรชเทนเบิร์กไม่รู้จริงๆ หรือว่าการตีตรา Cloverfield ลงบนชื่อหนังถือเป็นการเฉลยตอนจบไปในตัว

อย่างไรก็ตาม จากทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าการรู้ตอนจบจะทำให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ลดน้อยลงแต่อย่างใด อันที่จริงดีเสียอีกถ้าคุณรู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไรตั้งแต่ก่อนเข้าโรง เพราะคุณจะไม่รู้สึกผิดหวังเมื่อพบว่ามันไม่ได้พลิกไปจากความคาดหมายดั้งเดิมเหมือนที่ผมรู้สึก (หลังตัวเอกหลุดมาข้างนอก ผมได้แต่คิดเสมอว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้สิ ไม่งั้นผู้กำกับจะเป็นเดือดเป็นแค้นขนาดนั้นทำไม) ซึ่งนั่นถือว่าไม่ยุติธรรมต่อหนังสักเท่าไหร่ เพราะอาจพูดได้ว่าบทเฉลยราวๆ 15 นาทีสุดท้ายของหนังถือเป็นส่วนที่อ่อนปวกเปียกที่สุดของหนังจนเกือบจะเป็นแอนตี้ไคลแม็กซ์ โดยความสนุกแท้จริงของหนังอยู่ตรงช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น

นอกเหนือจาก เจ.เจ. อับรัมส์ ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง และบทเฉลยของหนังแล้ว 10 Cloverfield Lane แทบจะไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับผลงานเมื่อ 8 ปีก่อนเลย จะว่าไปแล้วหนังสองเรื่องนี้เป็นขั้วตรงข้ามของกันด้วยซ้ำ เพราะ Cloverfield ดำเนินรอยตามแนวทางหนังหายนะถล่มโลก โดยใช้รูปแบบของ ฟุตเตจจริง มาถ่ายทอดและสร้างความแปลกใหม่ (ในช่วงเวลานั้น) ซึ่งนั่นหมายถึงเต็มไปด้วยภาพสั่นไหว ส่ายไปส่ายมาเพื่อความสมจริง และตัวละครพูดกับกล้องโดยตรง ขณะที่ผลงานชิ้นล่าสุดเป็นหนังในตระกูลเขย่าขวัญ ที่เน้นการเลือกช็อตอย่างพิถิพิถันเพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนดูให้ลุ้นเอาใจช่วยตัวละคร กล้องเคลื่อนที่อย่างลื่นไหล ภาพส่วนใหญ่ค่อนข้างนิ่ง และไม่มีการให้ตัวละครพูดกับกล้องโดยตรง มันถือเป็นการ ปรุงแต่ง แบบคลาสสิก ดั้งเดิม (แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังแนวฟุตเตจจริงจะไม่เน้นการปรุงแต่ง เพราะแน่นอนความพยายามทำให้ทุกอย่างดู เหมือนจริง ที่สุดก็ถือเป็นการปรุงแต่งในอีกรูปแบบหนึ่ง) จนไม่น่าแปลกใจที่นักวิจารณ์หลายคนจะนึกเปรียบเทียบหนังกับผลงานอันเลื่องชื่อในอดีตของบิดาหนังเขย่าขวัญสั่นประสาทอย่าง อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะพล็อตหนังส่งกลิ่นอาย Psycho อยู่จางๆ (นอกเหนือจากช็อต กุญแจดอกสำคัญในกำมือ ซึ่งชวนให้นึกถึงช็อตดังจากหนังเรื่อง Notorious อยู่ไม่น้อย) เริ่มจากเรื่องราวของหญิงสาวที่หนีเสือปะจระเข้ โดยใน Psycho แมเรียน เครน ขโมยเงินบริษัทเพื่อหวังจะนำไปใช้หนี้ให้แฟนหนุ่ม แต่ระหว่างขับรถออกนอกเมือง เธอต้องหลบฝนเข้าไปพักในโรงแรมข้างทางแห่งหนึ่ง ส่วน 10 Cloverfield Lane มิเชล (แมรี อลิซาเบ็ธ วินสตีด) มีปัญหาระหองระแหงกับแฟนหนุ่ม (ให้เสียงโดย แบรดลีย์ คูเปอร์) เธอตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า แล้วขับรถหนีออกนอกเมือง แต่ระหว่างทางเธอประสบอุบัติเหตุและตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องปิดทึบใต้ดินพร้อมโซ่ล่ามขา ซึ่งชั่วแวบหนึ่งทำให้คนดูนึกไปถึงหนังสยองขวัญตระกูล Saw กับ Hostel ก่อนไม่กี่ฉากต่อมาบทหนังจะคลี่คลายให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ภารกิจจับคนมาทรมาน

โฮเวิร์ดคล้ายคลึงกับ นอร์แมน เบทส์ ตรงที่มองจากภายนอก เขาดูเหมือนน่าคบหาและไม่คุกคาม แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถสะท้อนความบิดเบี้ยว ดำมืดของจิตใจได้อย่างน่าเชื่อ (คนแรกมีปมเรื่องลูกสาว ส่วนคนหลังมีปมเรื่องแม่) ซึ่งในจุดนี้การคัดเลือก จอห์น กู๊ดแมน มารับบทโฮเวิร์ดถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่ง เพราะมันใช้ประโยชน์จากทั้งภาพลักษณ์อบอุ่นน่ารักของเขาในหนังส่วนใหญ่ (นิยามที่ชัดเจนสุดน่าจะเป็นซัลลีในอนิเมชันเรื่อง Monsters, Inc.) และภาพลักษณ์ของความลึกลับ บ้าคลั่ง ชวนสะพรึงแบบในหนังของสองพี่น้องโคนอย่าง Barton Fink

หนังมีจุดเด่นตรงการเร้าอารมณ์คนดูให้จิกเบาะแบบลุ้นระทึกผ่านทักษะภาพยนตร์ที่ได้ผลในหลายๆ ฉาก ความเงียบ (รวมถึงการแสดงอันยอดเยี่ยมของสามดารานำ) ช่วยรักษาระดับความตึงเครียดของฉากบนโต๊ะอาหารได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมิเชลต้องระวังไม่ให้กุญแจที่เธอขโมยมาส่งเสียงกระทบกันจนโฮเวิร์ดรู้ตัว แต่ความลับดังกล่าวจะได้เก็บรักษาไว้ได้นานแค่ไหน หากโฮเวิร์ดเคลื่อนไหวแล้วไม่ได้ยินเสียงกุญแจที่เขาห้อยติดตัวตลอดเวลา บทหนังเองก็เล่นเอาล่อเอาเถิดกับการคาดเดาของคนดูได้อย่างสนุกสนาน โฮเวิร์ดเริ่มต้นด้วยภาพลักษณ์ของชายสติหลุดที่หวาดระแวง หมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีสมคมคิด ก่อนจะผันแปรไปเป็นคุณพ่อน่าสงสารที่ต้องเหินห่างจากลูกสาว แล้วพลิกตลบมาเป็นฆาตกรโรคจิตอย่างสมบูรณ์แบบในตอนท้าย จนคนดูอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าเขาขับรถชนมิเชลเพราะกำลังรีบร้อน ไม่ได้สติอย่างที่บอก หรือว่าจริงๆ แล้วเขากำลังมองหาเหยื่อรายใหม่ที่จะมารับบทเป็นลูกสาวของเขากันแน่ (กรณี นอร์แมน เบทส์ เขาปลุกวิญญาณแม่ที่ตายจากไปด้วยการสวมเสื้อผ้าของเธอ ส่วนในกรณีโฮเวิร์ด เขาสร้างตัวแทนด้วยการให้มิเชลสวมเสื้อผ้าของลูกสาวเขา)

ไม่เพียงโฮเวิร์ดเท่านั้นที่มีปม เสียดายในอดีต แต่ยังรวมถึง เอ็มเม็ท (จอห์น กัลเลเกอร์ จูเนียร์) กับ มิเชล โดยคนแรกหวาดกลัวเกินกว่าจะลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงชีวิต ขณะที่คนหลังหวาดกลัวเกินกว่าจะหยืนหยัดเผชิญปัญหา และแน่นอนในท้ายที่สุดบทหนังเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พิสูจน์ความกล้า โดยเฉพาะในกรณีของคนหลัง ซึ่งไม่เพียงต้องยืนหยัดต่อกรกับโฮเวิร์ดเท่านั้น (เธอทำได้อย่างน่าชื่นชมจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกับเรื่องราวความหลังที่เธอเล่าให้เอ็มเม็ทฟัง) แต่ยังพบโชคสองชั้นหลังออกจากหลุมหลบภัยด้วย 

น่าสังเกตว่า Cloverfield ออกฉายในปี 2008 ซึ่ง บารัค โอบามา ได้รับเลือกให้เข้าทำเนียบขาวเป็นสมัยแรก และแปดปีต่อมา 10 Cloverfield Lane ก็ออกฉายในปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นปีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กินพื้นที่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือรายงานข่าวทางโทรทัศน์มากกว่าผู้สมัครแทบทุกคนจากคำพูดอวดกร่าง หยาบกระด้าง (ซึ่งบางคนมองว่าเป็นความตรงไปตรงมา) ตลอดจนทัศนคติเหยียดผู้หญิง เหยียดผู้อพยพ เหยียดคนต่างด้าว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หนังทั้งสองเรื่องจะถูกมองว่ามีนัยยะสะท้อนวิกฤติการเมืองในอเมริกา เรื่องแรกเปรียบดังภาพจำลองเหตุการณ์ 9/11 เมื่อนิวยอร์กโดนทำลายล้างโดยสัตว์ประหลาดจากต่างดาว ศัตรูถูกแทนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน มีขนาดใหญ่โต มโหฬาร น่าหวาดหวั่น น่าเกรงขามแทนที่จะเป็นกลุ่มแนวคิด อุดมการณ์ ความเชื่อ ซึ่งปราศจากรูปร่างหน้าตาอย่าง “ผู้ก่อการร้ายแม้ว่าประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช จะพยายามเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาคมโลกด้วยการชี้นิ้วกล่าวโทษไปยังบุคคล หรือประเทศหนึ่งประเทศใดมากแค่ไหนก็ตาม จนนำไปสู่สงครามในประเทศอิรักและอัฟกานิสถาน

เช่นเดียวกัน 10 Cloverfield Lane นำเสนอให้เห็นภัยคุกคามจากต่างดาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในรูปแบบหนึ่งแทนความเป็นอื่น ความแตกต่าง ในลักษณะของ พวกเขากับ “พวกเรา เทียบง่ายๆ ได้กับมุสลิม หรือผู้อพยพ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงตลอดการหาเสียงปีนี้ (ทรัมป์เสนอให้สร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามาแย่งงานพวกเรา) ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ 10 Cloverfield Lane ไม่ได้เน้นย้ำให้เห็นอันตรายจากภายนอกมากเท่ากับจากภายใน จริงอยู่ 15 นาทีสุดท้ายของหนังพิสูจน์ให้เห็นว่าคำกล่าวอ้างของโฮเวิร์ดเป็นจริง มีภัยคุกคามนอกห้องหลบภัยจริง และเกิดจากสิ่งอื่นที่ แตกต่างที่เราไม่คุ้นเคย หรือเคยพบเห็นมาก่อน ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ในยุโรปตลอดช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมาได้ไม่น้อย จากการโจมตีปารีสและบรัสเซลส์ของกลุ่มไอเอส แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าตลอดหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ หนังมุ่งเน้นที่จะสร้างความหวาดกลัวให้คนดูจากสิ่งที่เราไม่รู้

ตัวละครอย่างโฮเวิร์ดแทบไม่ต่างจาก โดนัลด์ ทรัมป์ (แม้ภาพรวมอาจดูมีความเป็นมนุษย์มากกว่า) ตรงที่เขาปราศจากข้อเท็จจริงแน่ชัด เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์ สงครามโลก หรือการโจมตีจากต่างดาว แต่กลับไม่ลังเลที่จะปลูกฝังความหวาดกลัวในหมู่สมาชิกร่วมหลุมหลบภัย ในลักษณะเดียวกับการแอบอ้างโดยปราศจากข้อมูลแน่ชัดถึง “อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างรุนแรงของรัฐบาลบุชเพื่อสร้างความชอบธรรมในการรุกรานประเทศอิรัก เพราะสุดท้ายแล้วอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างรุนแรงก็เป็นแค่สัตว์ประหลาดในนิทานโบราณ ซึ่งพ่อแม่นำมาเล่าสืบต่อกันเพื่อหลอกเด็กให้หวาดกลัวจนไม่กล้าเดินเข้าไปในป่า (เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน เคยนำประเด็นคล้ายกันนี้มาใช้เป็นจุดหักมุมใน The Village เมื่อสังคมอนุรักษ์นิยมขีดกรอบจำกัดประชาชนเพื่อป้องกันภัยจากภายนอก) เป็นแค่เครื่องมือที่จะ ควบคุม ไม่ให้ประชาชนแตกแถว ใครที่คิดต่าง หรือตั้งข้อสงสัยจะถูกตราหน้าเป็นคนไม่รักชาติในทันที

น่าตลกตรงที่เมื่อมิเชลต้องเผชิญหน้ากับภัยจากนอกโลกจริงๆ เธอกลับรับมือได้แบบไม่ยากเย็นนัก อย่างน้อยก็เหมือนจะง่ายกว่าการดิ้นรนให้หลุดรอดจากเงื้อมมือของคนแบบโฮเวิร์ดหลายเท่า... บางทีความหวาดกลัวที่ถูกโหมกระพือจนเกินกว่าเหตุอาจมีอันตรายยิ่งกว่าภัยคุกคามโดยตรงเสียอีก เพราะมันไม่เพียงบิดเบือนข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยังปิดกั้นการค้นหาหนทางเพื่อแก้ปัญหาอีกด้วย

วันจันทร์, เมษายน 11, 2559

Knight of Cups: กระทงหลงทาง


นอกจากความคล้ายคลึงกันในเชิงเรื่องราวเกี่ยวกับวิกฤติทางจิตวิญญาณของชายหนุ่มวัยกลางคน รวมถึงเทคนิคการเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดกับโครงสร้างเดิมๆ แล้ว ดูเหมือนผลงานกำกับสามชิ้นหลังของ เทอร์เรนซ์ มาลิค ยังผสมความเป็นอัตชีวประวัติเอาไว้ค่อนข้างสูงอีกด้วย โดย Knight of Cups อาจเรียกได้ว่าเป็นภาคขยายของเรื่องราว ฌอน เพนน์ (ตัวแทนของมาลิค) ใน The Tree of Life ที่ปรากฏตัวให้เห็นบนจอไม่มากนักและปราศจากคำอธิบายถึงที่มาที่ไป ผู้ชมจะเห็นแค่ว่าเขาดูไม่มีความสุข ใช้ชีวิตล่องลอยไร้จุดหมาย โดยในผลงานชิ้นล่าสุด แจ๊คถูกเปลี่ยนชื่อเป็นริค (คริสเตียน เบล) ส่วนอาชีพเขาก็ถูกเปลี่ยนจากสถาปนิกมาเป็นนักเขียนบทในฮอลลีวู้ด ซึ่งยิ่งใกล้เคียงกับชีวิตจริงของมาลิคมากขึ้นอีก แต่ทั้งแจ๊คกับริคต่างมีพื้นเพเดียวกัน นั่นคือ มีพ่อที่เข้มงวด และน้องชายสองคน คนหนึ่งฆ่าตัวตาย ซึ่งนั่นกลายเป็นปมบาดหมางที่สร้างความเจ็บปวดยาวนาน

หลังจาก The Tree of Life เน้นถ่ายทอดชีวิตครอบครัวในวัยเด็ก To the Wonder ก็หันมาสำรวจชีวิตรักในวัยหนุ่มของมาลิค (ตามเครดิตชายหนุ่มชื่อนีล แต่ในหนังชื่อของเขาไม่ถูกเอ่ยถึงเลยสักครั้ง) โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขาตกหลุมรักหญิงสาวในปารีส ก่อนทุกอย่างจะล่มสลายเมื่อทั้งสองย้ายกลับมายังอเมริกา มาลิคเป็นชายที่ลุ่มหลงความรัก ความโรแมนติก ดังจะเห็นได้ว่าเขาผ่านการแต่งงานมาทั้งหมดสามครั้ง และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงอีกหลายคน แง่มุมนี้สะท้อนชัดในตัวละครเอกของ Knight of Cups เช่นกัน ผู้หญิงสาวสวยผ่านเข้ามาในชีวิตของริคหลายคน แต่ไม่มีใครอยู่เคียงข้างเขาไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในช่วงต้นเรื่องเสียงบรรยายของเดลลา (อีโมเจน พูตส์) หญิงสาวคนหนึ่งของริค บอกว่า คุณไม่ต้องการความรัก คุณต้องการประสบการณ์ของความรัก ซึ่งนั่นดูจะตรงกับคำนิยามของไพ่อัศวินถ้วยอย่างเหมาะเจาะ

เพราะไพ่อัศวินถ้วยถือเป็นไพ่อัศวินที่มี ความเป็นหญิง สูงสุดในบรรดาไพ่อัศวินทั้งหลาย สื่อความหมายว่าบุคคลนั้นมีเสน่ห์ดึงดูด แต่ขณะเดียวกันก็อาจหลงใหลในความรัก แล้วใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือชี้นำทางชีวิต ดังนั้นเขาจะเป็นคนที่เชื่อในหัวใจมากกว่าสมอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจ เขาจะทำตามที่ใจเรียกร้อง ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้มันยังเป็นไพ่ที่เชื่อมโยงกับจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ แต่บางครั้งการยึดติดอยู่กับแฟนตาซี หรือความโรแมนติกก็อาจทำให้คุณล่องลอยจากโลกแห่งความเป็นจริง และปฏิเสธการผูกมัด... ในฉากหนึ่ง แคเรน (เทเรซา พัลเมอร์) นักเต้นระบำเปลื้องผ้าชาวออสซีถามริคว่า คุณอาศัยอยู่ในโลกของจินตนาการใช่ไหม ซึ่งนั่นไม่เพียงสอดคล้องกับไพ่อัศวินถ้วย แต่ยังสะท้อนเรื่องเล่าของอัศวินในฉากเปิดของหนังอีกด้วย

ไม่ใช่แค่ชื่อหนังเท่านั้นที่เชื่อมโยงไปยังไพ่ทาโรต์ แต่มาลิคยังแบ่งหนังเป็นบทตามไพ่ทาโรต์อีกด้วย ซึ่งมองเผินๆ อาจปราศจากความหมายเชื่อมโยงโดดเด่น เหมือนไวยากรณ์ภาพยนตร์ของมาลิคที่ดูกระจัดกระจาย ปราศจากระบบระเบียบ แต่หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นความแม่นยำบางอย่าง เช่น ในบทฤาษี (The Hermit) หนังสะท้อนความฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ฟู่ฟ่าของฮอลลีวู้ดผ่านฉากงานปาร์ตี้ในคฤหาสน์หลังโต ซึ่งเจ้าภาพ โทนีโอ (แอนโตนีโอ แบนเดอรัส) เปรียบเทียบผู้หญิงว่าเหมือนรสชาติไอศกรีม บางทีคุณก็อยากกินรสราสเบอร์รี แต่ผ่านไปสักพักก็อาจจะอยากกินรสสตรอว์เบอร์รีบ้าง เราจะเห็นภาพสระว่ายน้ำกว้างขวาง เพดานสูง เสาโรมัน สาวสวยไฮโซ คนดังในวงการ (หรือกำลังพยายามไต่เต้าบันไดดารา) เครื่องเพชร โคมระย้า น้ำแข็งแกะสลัก ผู้ชายถูกสวมปลอกคอจูงเป็นหมา ฯลฯ จากนั้นเสียงบรรยายช่วงหนึ่งของโจเซฟ (ไบรอัน เดนเนฮีย์) พ่อของริค ก็ดังขึ้นว่า หิวโหย ปรารถนาในสิ่งอื่น แต่ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่

ประเด็นของซีแควนซ์นี้ดูจะสรุปเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนจากช็อตสุนัขที่พยายามจะงับลูกเทนนิสในสระน้ำ แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน มันก็ทำไม่สำเร็จ ไม่ต่างจากมนุษย์ที่ไล่ล่าหาความสุขจากวัตถุภายนอก จากเนื้อหนังมังสา เปลี่ยนผู้หญิงเหมือนเปลี่ยนรสชาติไอศกรีม แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ค้นพบความพอใจที่แท้จริง หลายครั้งกล้องจะพาคนดูเข้าไปลอบฟังบทสนทนาในบางช่วง แต่มันขาดหายเป็นห้วงๆ หรือจับแก่นสารไม่ได้ ราวกับหนังไม่เห็นความสำคัญของบทสนทนาเหล่านั้น เช่น เมื่อแขกผู้หญิงในงานพูดถึงยาทาเล็บสีชมพู ริคอาจแตกต่างจากโทนีโอตรงที่เขา ตระหนัก ความจอมปลอมเหล่านี้ แล้วมองสำรวจความฟุ้งเฟ้อด้วยท่าทีถอยห่าง เย็นชา เขาไม่ปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ไล่ล่า ไขว่คว้าสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่พวกโจรจะไม่พบทรัพย์สินมีค่าใดๆ ให้น่าขโมยเลยสักชิ้นในอพาร์ตเมนต์ของริค

โลกนี้เป็นเหมือนหนองบึง เราต้องโบยบินข้ามมันไป บินให้สูงจนทุกอย่างกลายเป็นจุดเล็กๆ โทนีโอพูดถึงปรัชญาการดำรงชีวิตของเขา ซึ่งช็อตหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างงดงาม คือ ภาพรถวิ่งในยามค่ำคืน แต่ถูกเร่งความเร็วจนแสงไฟหน้ารถ หรือบนท้องถนนกลายเป็นแค่จุดเรืองแสง... คำถามที่ตามมา คือ เรากำลังแข่งขัน วิ่งไล่กวดเพื่อกอบโกยสิ่งต่างๆ จนมืดบอดต่อสิ่งรอบข้าง หรือความสำคัญอันแท้จริงของชีวิตหรือไม่

ไพ่ฤาษีสื่อความหมายถึงความไม่ปรารถนาในชื่อเสียง เงินทอง มีอยู่สองสามครั้งที่คนดูจะเห็นเอเยนต์พยายามล่อลวงริคด้วยเงินก้อนโต หรือข้อเสนอที่จะได้ทำงานกับดาวตลกชื่อดัง แต่เขากลับไม่แสดงท่าทีสนใจแต่อย่างใด (“ห้าปีก่อนนายมาหาฉัน บอกว่าอยากเขียนบทหนังฟอร์มใหญ่ให้ฮอลลีวู้ด”) มาลิคก็เช่นเดียวกับริค เขาเริ่มต้นอาชีพในฮอลลีวู้ดด้วยการเป็นนักเขียนบท แต่ชื่อเสียง เงินทองดูจะไม่สามารถเติมเต็มชีวิตเขาได้ และขณะก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพการงานหลังความสำเร็จของ Days of Heaven (1978) ข้อเสนอมากมายก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา นายทำงานหนักเพื่อมาถึงจุดนี้ อากาศสดชื่นบนยอดเขา อิสรภาพ แล้วยังไง จะคลานกลับลงไปเพราะไม่ชอบความสูงงั้นเหรอ เฮิร์บ (ไมเคิล วินค็อต) กล่าวกับริค และนั่นล่ะคือสิ่งที่มาลิคทำ เขาคลานกลับลงไป เขาตัดสินใจหันหลังให้สตูดิโอฮอลลีวู้ด เงินก้อนโต โอกาสต่างๆ นานา หนีไปอยู่ปารีส แล้วเก็บตัวสันโดษอยู่นานสองทศวรรษ ก่อนจะหวนคืนสู่วงการอีกครั้งด้วยการกำกับ The Thin Red Line (1998)

การจำศีลเปรียบเหมือนช่วงเวลาของสำรวจจิตวิญญาณ ก่อนจะกลับมาในฐานะ คนใหม่ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ และอาชีพการงานก็ดูจะช่วยเติมเต็มเขาได้มากขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากความกระตือรือร้นสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-6 ปีหลัง การทำหนังเป็นเหมือนขั้นตอนจิตบำบัดสำหรับมาลิค เมื่อพิจารณาว่าพวกมันมีความใกล้เคียงกับชีวิตจริงของเขามากแค่ไหน (โดยเฉพาะสามเรื่องหลังนับจาก The New World) เขาค้นพบอิสรภาพที่แท้จริงจากการทำหนังในแบบที่เขาต้องการ ไม่ใช่ที่คนดู หรือสตูดิโอต้องการ นอกจากนี้เขายังปลดแอกจากหลักเกณฑ์การเล่าเรื่องของภาพยนตร์อีกด้วย บางคนอาจโจมตีมาลิคว่าขาดแคลนวินัย หรือความทุ่มเทที่จะเรียงร้อยแต่ละช็อต แต่ละเหตุการณ์ให้เป็นเหตุผล เป็นเรื่องราวที่ก้าวหน้า สามารถเข้าใจได้ และนำไปสู่จุดหมายชัดเจน (แน่นอนเขาไม่ได้ขาดทักษะพื้นฐานเสียทีเดียว ดูตัวอย่างได้จากหนังสองเรื่องแรกอย่าง Badlands และ Days of Heaven) แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างในหนังของมาลิคจะถูกใส่เข้ามาอย่างสุ่มเดา หรือปราศจากหลักเกณฑ์ เพียงแต่พวกมันเชื่อมโยงกันอย่างหลวมๆ ไม่ใช่ในรูปของเส้นตรง แต่เป็นใยแมงมุม ซึ่งเต็มไปด้วยทางเลือกสำหรับการตีความหรือความเป็นไปได้อันหลากหลาย

Knight of Cups เป็นหนังที่พูดถึงการเดินทางภายในจิตใจ ขณะภาพบนจอตอกย้ำหลายครั้งด้วยฉากตัวละครนั่งอยู่บนรถที่กำลังวิ่ง หรือมองไปยังเครื่องบินบนท้องฟ้า หรือกระทั่งขบวนรถไฟในฉากหลัง หนังเปิดเรื่องด้วยการยกคำพูดจากบทเกริ่นของ The Pilgrim’s Progress อุปมานิทัศน์ (allegory) หรือนิทานชาดก เขียนโดย จอห์น บันยัน ซึ่งเล่าเรื่องราวในรูปของความฝันเกี่ยวกับการเดินทางสู่ สวรรค์ ของชายหนุ่มชื่อว่า คริสเตียน บนเส้นทางอันเต็มไปด้วยการล่อหลอกและบททดสอบให้พลัดหลง มัวเมา แต่ท่ามกลางความยากลำบาก เต็มไปด้วยกับดัก พระเจ้ายังคงเฝ้ามอง คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด และขับเน้นพลังศรัทธาในตัวคริสเตียนให้เพิ่มทวีขึ้น

หลังจากปูโครงเรื่องคร่าวๆ ว่านี่น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับการเดินทาง หรือการค้นหาเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว เสียงบรรยายของโจเซฟก็พูดถึงนิทานที่เขาเล่าให้ลูกชายฟังสมัยยังเด็ก เกี่ยวกับอัศวินที่เดินทางไปค้นหาไข่มุกจากทะเลลึกตามคำสั่งของบิดา แต่เมื่อเขาเดินทางไปถึงอียิปต์ ผู้คนได้รินน้ำใส่ถ้วยให้เขาดื่ม มันลบความทรงจำของเขาจนสิ้น เขาลืมว่าตนเป็นลูกชายกษัตริย์ ลืมเรื่องไข่มุก และตกสู่ห้วงนิทรา แต่พระราชาไม่ได้หลงลืมลูกชาย เขายังส่งข้อความ ผู้นำสานส์ และเบาะแสให้ลูกชายอย่างต่อเนื่อง กระนั้นเจ้าชายก็ยังไม่ตื่นจากการหลับใหล เรื่องราวดังกล่าวเป็นอีกด้านหนึ่งของ The Pilgrim’s Progress การเดินทางของคริสเตียนก็เปรียบได้กับภารกิจของอัศวิน ส่วนพระราชาก็ไม่ต่างจากพระเจ้าที่คอยส่งสัญญาณให้มนุษย์ได้ค้นพบเส้นทางกลับคืนสู่สวรรค์ ซึ่งในที่นี้คือไข่มุก ไม่กี่ช็อตถัดมาหลังจบเรื่องเล่า คนดูก็จะได้เห็นริคสะดุ้งตื่นจากเหตุแผ่นดินไหว แต่นั่นคงเป็นแค่ร่างกายเท่านั้น เพราะจิตวิญญาณของเขายังคงหลับใหลไม่ต่างจากอัศวิน

ลูกพ่อ เจ้าก็เหมือนพ่อ สับสนในชีวิต ไม่อาจเชื่อมต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน... นักเดินทางบนโลก คนแปลกหน้า มนุษย์ที่แตกสลาย เสียงบรรยายของโจเซฟดังขึ้น ต่อด้วยเสียงบรรยายของริคว่า ผมก้าวผิดที่ตรงไหน จากนั้นหนังก็ตัดไปยังภาพใต้น้ำตามติดหญิงสาวที่กำลังก้าวขึ้นจากสระ ก่อนหนังจะเปิดตัวบทแรกด้วย The Moon ไพ่ซึ่งเป็นตัวแทนของค่ำคืน การหลับใหล และจิตใต้สำนึก น้ำดูจะเป็นสัญลักษณ์ที่มาลิคใช้สำหรับอธิบายต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกจากภาพจำเกี่ยวกับสัตว์เซลล์เดียวในท้องทะเลตามสมมุติฐานของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นช็อตตัวละครเดินชายหาด เล่นน้ำทะเล เดินเล่นในสระซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้งเพื่อตอกย้ำให้เห็นที่มาของมนุษย์ ขณะเดียวกันท้องฟ้า (อีกหนึ่งช็อตโปรดของมาลิค) ก็อาจเทียบได้กับสวรรค์ที่มนุษย์พยายามจะหวนกลับคืน ดังเช่นเรื่องเล่าเกี่ยวกับจิตวิญญาณปีกหักในหนังเรื่องนี้ หรือตำนานของอดัมกับอีฟ (ถูกขับไล่ลงจากสวรรค์เพราะขัดคำสั่งพระเจ้า) ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังของมาลิคหลายครั้งทั้งทางตรงและทางอ้อมตั้งแต่ Days of Heaven มาจนถึง The Thin Red Line, The New World และ The Tree of Life

ดังเช่นจิตวิญญาณตกสวรรค์ ซึ่งจำต้องถือครองร่างของมนุษย์เดินดิน ทั้งที่โหยหาความงามเบื้องบนและปรารถนาจะโบยบิน แต่ไร้ปีก ริคสูญสิ้นความสนใจในโลกรอบข้าง ขณะที่คริสเตียนใน The Pilgrim’s Progress ต้องเผชิญการล่อลวงของปีศาจให้ออกนอกเส้นทาง แต่ชื่อเสียง เงินทอง กลับไม่ใช่กิเลสเย้ายวนสำหรับริค เขาก็เหมือนกับอัศวิน ทั้งสองไม่ตระหนักถึงภารกิจ หรือเส้นทางข้างหน้าด้วยซ้ำ ฉันควรจะไปทางไหน เสียงบรรยายของริคดังขึ้นในฉากหนึ่ง เขาไม่ตื่นเต้นกับข้อเสนอของเอเยนต์ ไม่ได้อิ่มเอม เปี่ยมสุขกับความหรูหรา ฟุ้งเฟ้อรอบตัว เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความจริงจำลอง เช่นเดียวกับโลกประดิษฐ์ในโรงถ่ายภาพยนตร์ที่แอลเอ หรือพีระมิดปลอม หอไอเฟลปลอม และกระทั่งท้องฟ้าปลอมที่ลาสเวกัส

ภาษาหนังของมาลิคสะท้อนภาวะข้างต้นของตัวละครเอกได้อย่างงดงาม ทั้งจากบทสนทนาที่ขาดห้วง ถูกกลบด้วยเสียงดนตรี เสียงประกอบรอบข้าง และจากกล้องที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา บางครั้งในระยะประชิดจนเกือบจะเหมือนบุกรุกความเป็นส่วนตัว แต่ในเวลาเดียวกันกลับไม่ใส่ใจตัวละคร เพราะหลายครั้งกล้องจะเบี่ยงเบนจากใบหน้าพวกเขาไปโฟกัสยังอากัปกิริยา หรือองค์ประกอบเจาะจง เช่น สเวตเตอร์ไหมพรมของอลิซาเบ็ธ (นาตาลี พอร์ตแมน) หรือเท้าเปลือยเปล่าของแนนซี (เคท แบลนเช็ตต์) นอกจากนั้น การออกแบบงานสร้าง รวมถึงภูมิทัศน์ ยังทำหน้าที่อธิบายตัวละครและสถานการณ์ของพวกเขาได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งภาพทะเลทรายเวิ้งว้าง แยกทิศทางไม่ออก ห้องร้างในอาคาร ซากบ้านโดนทุบทำลาย และอพาร์ตเมนต์แบบมินิมอลลิสม์ขนาดโจรยังต้องตัดพ้อ

ชีวิตจริงหาได้ยากยิ่ง มันอยู่ไหน จะค้นพบได้อย่างไร แคเรน หญิงสาวคนหนึ่งของริค เอื้อนเอ่ยในห้วงคำนึง หลังปล่อยตัวจมดิ่งอยู่กับโลกของการใช้เงินซื้อหาความสุขมาเนิ่นนาน ไม่ต่างจากผลงานสองชิ้นก่อนหน้า Knight of Cups ยังคงกรุ่นกลิ่นอายเข้มข้นของคริสตศาสนา มันพูดถึงการงัดข้อระหว่างวิถีแห่งธรรมชาติและวิถีแห่งพระเจ้า กิเลส ตัณหา เงินทอง ความสุขสบาย โรงแรมห้าดาว เหล่านี้เป็นเพียงสิ่งล่อใจให้คุณหักเหออกนอกวิถีของพระเจ้า และหนทางเดียวที่จะหวนคืนสู่สรวงสวรรค์ หรือค้นพบไข่มุกแห่งท้องทะเล คือ ยึดมั่นในศรัทธา (“แม้ฉันจะอยู่ในความมืดมิด ฉันก็เชื่อในแสงสว่าง”) ดังคำสอนของบาทหลวง (อาร์มิน มูลเลอร์-สตาห์ล) ที่ว่าความทุกข์หาใช่การลงโทษของพระเจ้า แต่เป็นของขวัญเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปนอกจากเราและความพยายามขวนขวายหาความสุขใส่ตัว เช่นเดียวกับ The Tree of Life มาลิคไม่เพียงย้ำเตือนผู้ชมถึงความงดงามของสิ่งสามัญรอบตัว แต่ยังสะท้อนให้เห็นความทุกข์ทรมานอีกด้วยจากภาพคนจรจัด คนไข้โรคผิวหนังของแนนซี ทั้งนี้เพื่อบ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์หลงทางอยู่ในจักรวาลแห่งตน กอบโกยความสุขจนลืมวิถีแห่งพระเจ้า ซึ่งนำทางโดย แสงสว่างในดวงตาของคนอื่น... บางทีการรื้อถอนไวยากรณ์ทางภาพยนตร์เพื่อปลุกเร้าความแปลกใหม่ ไม่คุ้นเคยอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการนำเสนอสานส์อันเก่าแก่อย่างเมตตาและความเห็นอกเห็นใจ

วันเสาร์, มีนาคม 19, 2559

Carol: ค่างวดของความรัก


ในลักษณะเดียวกับ Brokeback Mountain ซึ่งนำเสนอตัวละครชายรักชายเป็นคาวบอยแมนๆ มีลูกเมีย และปราศจากท่าทางกระตุ้งกระติ้งแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยเวลาพูดถึงเกย์ หรือกะเทย Carol เป็นภาพยนตร์กระแสหลักที่ทำลายภาพลักษณ์เหมารวมของตัวละครหญิงรักหญิงเช่นกันด้วยการนำเสนอพวกเธอเป็นผู้หญิงที่แต่งหน้า ทาเล็บ สวมประโปรง และปราศจากท่าทางทอมบอยแบบที่คนดูคุ้นเคยเวลาพูดถึงเลสเบี้ยน ในฉากที่ เทเรซ (รูนีย์ มารา) ไปซื้อแผ่นเสียงเป็นของขวัญคริสต์มาสให้แครอล (เคท แบลนเช็ตต์) เธอเหลือบเห็นเลสเบี้ยนมาดทอมสองคนในร้าน สำหรับเทเรซ เธอไม่ได้รู้สึก เข้าพวก กับทั้งสองมากไปกว่าบรรทัดฐานของสังคมชายรักหญิง

ฉากถัดมาเทเรซถาม ริชาร์ด (เจค เลซี) แฟนหนุ่มที่เธอไม่ได้รักหรืออยากมีสัมพันธ์ทางเพศด้วย ว่าเขาเคยตกหลุมรักผู้ชายหรือเปล่า เขาตอบปฏิเสธ แต่คุณเคยได้ยินใช่ไหม เธอถามต่อ หมายถึงผมเคยได้ยินเรื่องคนแบบนั้นหรือเปล่าน่ะเหรอ แน่นอน เขาตอบด้วยเข้าใจว่าเทเรซหมายถึงเกย์ เลสเบี้ยนแบบที่คนทั่วไปเข้าใจโดยใช้คำว่า คนแบบนั้น แต่ความหมายของเทเรซคือคนสองคนที่ตกหลุมรักกัน รู้สึกถูกดึงดูดเข้าหากัน และบังเอิญแค่ว่าทั้งสองมีเพศเดียวกัน ผมไม่รู้จักใครแบบนั้น แต่จะบอกให้ก็ได้ มันต้องมีเหตุผลอธิบายได้จากวัยเด็ก ริชาร์ดกล่าว1

สำหรับริชาร์ด เขาไม่เชื่อว่าความรักสามารถเกิดขึ้นกับคนเพศเดียวกันได้ ยกเว้นคุณจะมีปัญหาบางอย่างทางจิตวิทยา เช่น ชายอยากเป็นหญิง หรือหญิงอยากเป็นชาย เขาวางมาตรฐานไว้ชัดเจน เคร่งครัดว่าชายต้องคู่กับหญิง และอะไรก็ตามที่ต่างจากนั้นคือผิดปกติ มันเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ตัดสินว่าแครอลจำเป็นต้องไปพบจิตแพทย์ หากเธอต้องการรักษาความหวังที่จะได้สิทธิ์เลี้ยงดูลูกสาวร่วมกับสามี หลังฮาร์จ (ไคล์ แชนด์เลอร์) จับได้ว่าเธอแอบมีความสัมพันธ์กับเทเรซ ความโกรธของเขาทับถมเป็นเท่าทวีเพียงเพราะคนรักใหม่ของแครอลเป็นผู้หญิงใช่ไหม เพราะมันทำให้อัตตาความเป็นชายของเขาด่างพร้อยที่ไม่อาจให้ความสุขกับหญิงคนรักได้ จนเธอต้องหนีไปหาคนเพศเดียวกัน เขาจะเจ็บแค้นขนาดนี้ไหมถ้าคนรักใหม่ของแครอลเป็นผู้ชายอีกคน หรือทำใจยอมรับได้ง่ายขึ้น

น่าสังเกตว่าแครอลมีพลัง คุกคาม ความเป็นชายของฮาร์จมากขึ้นอีกตรงที่เธอ แม้จะใช้ชีวิตอยู่ในช่วงยุค 1950 ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเขาทั้งด้านการเงิน สังคม และจิตใจ เธอสามารถใช้ชีวิตอิสระโดยไร้สามีได้อย่างไม่มีปัญหา ดังจะเห็นว่าเธอเลือกย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ตามลำพังในช่วงท้ายเรื่อง แถมยังมีงานมีการทำ เป็นฝ่ายจัดซื้อให้บริษัทขายเฟอร์นิเจอร์ เธอไม่ใช่แม่บ้านที่ปราศจากความรู้ หรือทักษะ และต้องพึ่งพาสามีให้เป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงชีพดังเช่นเพื่อนบางคน (ในฉากหนึ่งเธอแซวเพื่อนที่หลบมาสูบบุหรี่เพราะสามีสั่งห้ามว่า ไม่งั้นทำไม เขาจะตัดเบี้ยเลี้ยงเธอเหรอ แครอลดูจะไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าเราจำเป็นต้องเลิกความชอบบางอย่างเพียงเพื่อเอาใจสามี) เทเรซเองก็มีภาพลักษณ์ของผู้หญิงอิสระไม่แพ้กัน เธอสนใจเรื่องการถ่ายภาพ และไม่ต้องการจะดำรงอาชีพเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าไปตลอด ความมุ่งมั่น ทะเยอทะยานในอาชีพการงานของเธอนำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจของเพศชาย ซึ่งเริ่มต้นจากการแซวขำๆ (“เธอตื่นเต้นกับกล้องถ่ายรูปมากกว่าการจะได้ล่องเรือไปยุโรปกับฉันซะอีก”) ก่อนจะทับถมทวีกลายเป็นความกังวลจริงจัง เช่น เมื่อเทเรซเล่าว่าเธอคิดจะรวบรวมผลงานเพื่อนำไปเสนอกับ นิวยอร์ก ไทมส์ ริชาร์ดกลับไม่ใส่ใจรับฟัง เอาแต่ทวงถามว่าเธอจะเดินทางไปยุโรปกับเขาหรือเปล่า สำหรับเขาอาชีพการงานของผู้หญิงไม่ควรจะมีความสำคัญมากไปกว่าการได้แต่งงาน มีครอบครัวเป็นหลักแหล่ง

ในทางตรงกันข้าม แครอลนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจหนึ่งให้เทเรซลุกขึ้นมาสนใจถ่ายภาพ ผู้คน แทนที่จะโฟกัสไปยังต้นไม้ นก หน้าต่างเหมือนเก่าก่อน เธอยังกระตือรือร้นที่จะขอดูผลงานของเทเรซ และซื้อกล้องให้เป็นของขวัญคริสต์มาสเพราะจำได้ว่าเทเรซเคยบ่นว่ากล้องของตัวเองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แอ็บบี้บอกว่าเธอกำลังไปได้สวย แครอลพูดถึงอาชีพใหม่ของเทเรซที่ นิวยอร์ก ไทมส์ ในช่วงท้ายเรื่อง เธอไม่รู้หรอกว่าฉันดีใจแทนเธอมากแค่ไหน สำหรับแครอล ความสุข ความก้าวหน้าของเทเรซมีค่าเหนืออื่นใด แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดจากการไม่อาจครอบครอง ทัศนคติดังกล่าวตรงกันข้ามกับฮาร์จ ที่พยายามทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งจับลูกสาวเป็นตัวประกัน เพื่อไม่ให้แครอลสุขสมหวังโดยใช้ความรักเป็นข้ออ้าง กล่าวคือ หากเขาไม่ได้เธอมาครอบครอง คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้เธอไป

งานกำกับภาพอันวิจิตร งดงามของ เอ็ดเวิร์ด ลาคแมน หลายครั้งเป็นช็อตถ่ายผ่านกระจกรถ หน้าต่างอาคาร ซึ่งไม่ได้กระจ่างใส แต่กลับค่อนข้างพร่ามัว เลอะคราบ มีหยดน้ำเกาะ หรือเงาสะท้อน ในแง่หนึ่งมันบ่งบอกภวังค์รักและความหลงใหลได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นตัวแทนของภาวะไม่อาจเข้าถึง

เราไม่รู้ว่าทำไมถึงถูกใจบางคน แต่ไม่ถูกใจบางคน สิ่งเดียวที่รู้ คือ เรารู้สึกหลงใหลหรือไม่หลงใหลคนนั้นๆ แดนนี่ (จอห์น มากาโร) บอกเทเรซตอนพาเธอไปเยี่ยมชมออฟฟิศของ นิวยอร์ก ไทมส์ เพราะเขา ถูกใจ เธอ แต่เทเรซกลับหลงใหลในตัวแครอลตั้งแต่แรกพบ เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งสองดึงดูดเข้าหากันราวแม่เหล็กซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะ ยีน รักร่วมเพศ เนื่องจากมองผิวเผินภายนอก แครอลกับเทเรซก็ไม่ต่างกับผู้หญิงทั่วไป ผู้กำกับ ท็อด เฮย์นส์ และคนเขียนบท ฟิลลิส นอจ ตอกย้ำประเด็นนี้อย่างชัดเจนด้วยการเปิดเรื่องให้ แจ๊ค (เทรนท์ โรวแลนด์) เพื่อนคนหนึ่งของเทเรซบังเอิญมาเจอเธอในร้านอาหาร ขณะกำลังนั่งคุยอยู่กับแครอล ทุกอย่างดูปกติเหมือนการพบปะระหว่างเพื่อนหญิงสองคน จากนั้นหนังก็ค่อยๆ ย้อนไปเล่าความเป็นมาทั้งหมด เริ่มต้นตั้งแต่การเจอกันครั้งแรกในห้างสรรพสินค้า จนกระทั่งเมื่อหนังเวียนกลับมาบรรจบที่ฉากดังกล่าวอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่อง ฉากที่ดูสามัญ ธรรมดาในตอนแรกกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์โหยหา ภาพที่แครอลวางมือลงบนไหล่เทเรซก่อนบอกลาจากกันสูบฉีดไปด้วยพลังและความหมายลึกซึ้ง

นิยายต้นฉบับของ Carol มีชื่อว่า The Price of Salt ซึ่งไฮห์สมิธเขียนโดยใช้นามแฝงว่า แคลร์ มอร์แกน หลายคนเชื่อว่าชื่อดังกล่าวอ้างอิงไปถึงเรื่องราวของล็อตในคัมภีร์ไบเบิล (ตามคำบอกเล่าของนอจ)2 เพราะเช่นเดียวกับภรรยาของล็อต แครอลไม่อาจย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ ชีวิตการแต่งงานหลอกๆ ก่อนเธอจะได้พบกับเทเรซ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงจำเป็นต้องเสียสละลูกสาวให้กับฮาร์จ ยอมให้เขาเป็นผู้เลี้ยงดูรินดี้ (เซดี้ ไฮม์) นั่นคือราคาที่เธอต้องจ่ายเพื่อให้สามารถมีชีวิตต่อไปโดยไม่หลบซ่อนอยู่ใต้เปลือกที่สังคมบีบบังคับ และรักษาปัจเจกภาพเอาไว้

แต่ขณะเดียวกันในตัวนิยาย เกลือดูเหมือนจะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนบางสิ่งที่ทรงคุณค่า มีความสำคัญ3 ฉะนั้นการติด ราคา ให้มันจึงกระตุ้นความรู้สึกสูญเสียไปพร้อมๆ กัน ความรู้สึกว่าบางอย่างจำเป็นต้องสูญสลายเพื่อให้อีกอย่างสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ มันอาจหมายถึงการเสียสละรินดี้ของแครอลเพื่อให้เธอสามารถดำรงความรักที่มีต่อเทเรซ หรือเป็นบทเปรียบเปรยธรรมชาติแห่งความรัก ซึ่งย่อมจะมีความเจ็บปวด การสูญเสียผูกติดมาเสมอ เฉกเช่นเมื่อเทเรซเปิดใจให้แครอล แต่กลับโดนเธอทอดทิ้งในท้ายที่สุด หรือกระทั่งตอนที่แครอลหวนกลับมา ร้องขอให้เธอไปอยู่ด้วยกัน ในแง่หนึ่งเทเรซก็จำเป็นต้องสูญเสียชีวิตใหม่ที่เธอกำลังเริ่มเรียนรู้เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้หลังปราศจากแครอล ที่ฉากงานเลี้ยงก่อนเทเรซจะตัดสินใจกลับไปหาแครอล คนดูจะได้เห็นสิ่งที่เธอต้องหันหลังให้ (ริชาร์ด ซึ่งตอนนี้มีแฟนสาวคนใหม่, หญิงสาววัยใกล้เคียงกันที่ตรงเข้ามา จีบ เธอ) เพื่อหล่อเลี้ยงความรักระหว่างเธอกับแครอลต่อไปได้

จุดเด่นที่แตกต่างของ Carol จากนิยายในยุคสมัยนั้น คือ ฉากจบ แฮปปี้ เอนดิ้ง สำหรับสองตัวละครหญิง4 แต่ความอิ่มเอมหาได้เกิดจากการได้เห็นความรักลงเอยอย่างมีความสุข (หรือมีแนวโน้มว่าจะมีความสุข) เท่านั้น มันยังรวมไปถึงความกล้าหาญของตัวละครที่จะปฏิเสธบรรทัดฐานของสังคมชายเป็นใหญ่ สังคมชายรักหญิงจากการที่แครอลเลือกจะยอมเสียสละลูกสาวเพื่อรักษาตัวตนเอาไว้ จะมีประโยชน์อะไรถ้าฉันต้องใช้ชีวิตโดยหลอกตัวเอง เธอกล่าวในห้องรับฟังคดี หลังจากยืดอกยอมรับในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเทเรซว่าเป็นความต้องการที่แท้จริงของเธอ ขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ครบถ้วน หาใช่ผลจากพฤติกรรมไร้เหตุผลของสามีเธอดังที่ทนายของเธอ (เควิน โครวลีย์) พยายามจะโน้มน้าวแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างของ Carol กับ Brokeback Mountain จึงไม่ได้อยู่ตรงแค่ชะตากรรมสุดท้ายของสองคู่รักที่ตรงข้ามกันราวฟ้ากับเหวเท่านั้น ความพ่ายแพ้ของ เอนนิส เดล มาร์ ใน Brokeback Mountain ไม่ใช่แค่การที่เขาปฏิเสธข้อเสนอของคู่รักที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่ยังรวมไปถึงการปฏิเสธจะยอมรับตัวตน ยอมรับความรักที่เขามีให้ แจ๊ค ทวิสต์ ขณะที่ชัยชนะของแครอลอยู่ตรงการเลือกจะยอมรับความต้องการที่แท้จริงของตน แม้ว่ามันจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดของการสูญเสียบางอย่างไป แต่นั่นเป็นราคาที่เธอยินดีจ่าย เพื่อดำรงไว้ซึ่งคุณค่าภายในตัวเอง ดังเช่นคำกล่าวในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า... หากเกลือสูญเสียความเค็มไปแล้ว มันจะยังเป็นเกลืออยู่ได้อย่างไร เกลือนั้นย่อมไร้ค่า มีแต่จะถูกทอดทิ้งให้คนเหยียบย่ำ

หมายเหตุ

1. ในนิยายต้นฉบับ แพ็ทริเซีย ไฮห์สมิธ วาดภาพเทเรซว่าเธอแปลกใจที่ประสบการณ์หญิงรักหญิงของเธอไม่สอดคล้องภาพลักษณ์ ทอมดี้ ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเขียนบรรยายว่า เธอเคยได้ยินเรื่องผู้หญิงที่ตกหลุมรักเพศเดียวกัน และเธอก็รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นคนแบบไหนและมีบุคลิกท่าทางแบบใด แต่ทั้งเธอและแครอลไม่ได้ดูเหมือนคนพวกนั้นเลย

2. สองเทวดาได้รับเชิญให้มาพักค้างคืนที่บ้านของล็อต เมื่อฟ้าใกล้สางเทวดาทั้งสองได้บอกให้ล็อตกับครอบครัวหลบหนีไปจากเมืองนี้ ก่อนหายนะจะบังเกิด ทั้งสองบอกให้พวกเขาวิ่งหนีสุดชีวิต อย่าเหลียวหลังกลับ หรือหยุดพักที่ไหนเด็ดขาด แต่ภรรยาของล็อตไม่เชื่อคำสั่งและเหลียวหลังกลับ เธอจึงกลายเป็นเสาหินแห่งเกลือ

3. ในหนังสือ เกลือ ถูกเขียนถึงอยู่สองครั้ง คือ เธอเปิดประตูร้านกาแฟ แต่พวกเขากำลังเล่นเพลงที่เธอกับแครอลเคยฟังร่วมกัน เธอปิดประตูและเดินจากมา เสียงเพลงยังดังกังวาล แต่โลกทั้งใบดับสูญ และวันหนึ่งเสียงเพลงก็คงเงียบหายไป เธอคิด แต่โลกจะกลับมามีชีวิตได้อย่างไร เกลือของมันจะกลับมาได้อย่างไร และ เธออายเวลาอยู่กับเขา แต่ก็สนิทใจ เป็นความใกล้ชิดแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกเวลาอยู่กับริชาร์ด เป็นความลึกลับที่เธอชื่นชอบ มีเกลือนิดหน่อย เธอคิด

4. ไฮห์สมิธเขียนถึงนิยายของเธอในฉบับตีพิมพ์ครั้งใหม่ว่า เสน่ห์ของ The Price of Salt คือ ตัวละครเอกสองคนลงเอยอย่างมีความสุข หรืออย่างน้อยพวกเขาก็พยายามจะสร้างอนาคตร่วมกัน ก่อนหน้าหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ ชายรักชายและหญิงรักหญิงในนิยายอเมริกันล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับพฤติกรรมเบี่ยงเบนด้วยการเชือดข้อมือตัวเอง โดดน้ำตาย หรือเปลี่ยนไปเป็นชายรักหญิง หรือทนเปลี่ยวเหงา เศร้าสร้อยตามลำพังดุจเดียวกับการตกนรกหมกไหม้