วันจันทร์, เมษายน 18, 2559

10 Cloverfield Lane: อันตรายจากความกลัว


โครงการสร้างหนังเรื่อง 10 Cloverfield Lane ถูกเก็บงำเป็นความลับสุดยอด ชนิดที่ไม่มีใครรู้ว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่ด้วยซ้ำจนกระทั่งสตูดิโอปล่อยทีเซอร์ตัวแรกออกมา ซึ่งเก็บงำบทเฉลยความลับเกี่ยวกับหายนะไว้อย่างมิดชิด คนดูไม่รู้ว่ามี หรือไม่มี อะไรข้างนอกนั่นกันแน่ และขณะเดียวกันก็สื่อนัยยะว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์บางอย่างที่คุณไม่ควรรู้จากใครจนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตัวเองบนจอ แต่ไม่นานต่อมาเมื่อตัวอย่างที่สองกับโปสเตอร์หนังชุดใหม่ถูกปล่อย เสียงโวยวาย จนถึงขั้นก่นด่าก็เริ่มดังสนั่นโดยเฉพาะจากตัวผู้กำกับว่าพวกมันเฉลยปมสำคัญของหนังอย่างน่าละอาย

หลังจากชมภาพยนตร์จบ สิ่งที่ผมสงสัยอย่างหนักไม่ใช่ว่าทำไมสตูดิโอถึงทำลายหนังด้วยการเฉลยตอนจบในตัวอย่าง หรือโปสเตอร์หนัง ตรงกันข้าม ผมนึกสงสัยว่าทำไมผู้กำกับ แดน แทรชเทนเบิร์ก ถึงคิดว่าไคล์แม็กซ์ของหนังเปรียบเสมือนจุดหักมุมที่จะทำให้คนดูตื่นตะลึง หรือไม่คาดคิดมาก่อนในระดับเดียวกับ The Sixth Sense จนการรู้ตอนจบก่อนดูหนังจะเป็นการทำลายความสนุกลงไปเกือบครึ่ง เพราะพูดกันตามตรง ตอนจบของหนังเรื่องนี้หมดเซอร์ไพรส์ (ที่อาจพอมีอยู่บ้าง) ไปแล้วตั้งแต่การตั้งชื่อหนัง แทรชเทนเบิร์กจะเป็นเดือดเป็นร้อนทำไมในเมื่อคนดูคาดเดาตอนจบได้อยู่แล้วตั้งแต่เห็นชื่อหนัง และนั่นนำไปสู่ข้อสงสัยต่อมาที่ว่าทำไมชื่อเรื่องต้องผูกโยงไปยัง Cloverfield ทั้งที่มันไม่ใช่ภาคต่อ หรือภาคก่อนหน้า หรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันเลยในเชิงเนื้อเรื่อง รวมทั้งยังแตกต่างสุดขั้วในแง่สุนทรียะทางภาพยนตร์อีกด้วย (บทหนังดั้งเดิมใช้ชื่อว่า The Cellar และชื่อใหม่ก็ไม่ถูกเปิดเผยจนกระทั่งทีเซอร์ตัวแรกเปิดตัว) หรือสตูดิโอต้องการเกาะกระแสความดังของหนังเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขนาดนั้น (ทำเงินทั่วโลกราว 170 ล้านเหรียญ) ลำพังแค่ชื่อเสียงของ เจ.เจ. อับราฮัมส์ ในฐานะผู้อำนวยการสร้างก็น่าจะช่วยอัพเครดิตให้หนังได้มากพอแล้ว แทรชเทนเบิร์กไม่รู้จริงๆ หรือว่าการตีตรา Cloverfield ลงบนชื่อหนังถือเป็นการเฉลยตอนจบไปในตัว

อย่างไรก็ตาม จากทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าการรู้ตอนจบจะทำให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ลดน้อยลงแต่อย่างใด อันที่จริงดีเสียอีกถ้าคุณรู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไรตั้งแต่ก่อนเข้าโรง เพราะคุณจะไม่รู้สึกผิดหวังเมื่อพบว่ามันไม่ได้พลิกไปจากความคาดหมายดั้งเดิมเหมือนที่ผมรู้สึก (หลังตัวเอกหลุดมาข้างนอก ผมได้แต่คิดเสมอว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้สิ ไม่งั้นผู้กำกับจะเป็นเดือดเป็นแค้นขนาดนั้นทำไม) ซึ่งนั่นถือว่าไม่ยุติธรรมต่อหนังสักเท่าไหร่ เพราะอาจพูดได้ว่าบทเฉลยราวๆ 15 นาทีสุดท้ายของหนังถือเป็นส่วนที่อ่อนปวกเปียกที่สุดของหนังจนเกือบจะเป็นแอนตี้ไคลแม็กซ์ โดยความสนุกแท้จริงของหนังอยู่ตรงช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น

นอกเหนือจาก เจ.เจ. อับรัมส์ ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง และบทเฉลยของหนังแล้ว 10 Cloverfield Lane แทบจะไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับผลงานเมื่อ 8 ปีก่อนเลย จะว่าไปแล้วหนังสองเรื่องนี้เป็นขั้วตรงข้ามของกันด้วยซ้ำ เพราะ Cloverfield ดำเนินรอยตามแนวทางหนังหายนะถล่มโลก โดยใช้รูปแบบของ ฟุตเตจจริง มาถ่ายทอดและสร้างความแปลกใหม่ (ในช่วงเวลานั้น) ซึ่งนั่นหมายถึงเต็มไปด้วยภาพสั่นไหว ส่ายไปส่ายมาเพื่อความสมจริง และตัวละครพูดกับกล้องโดยตรง ขณะที่ผลงานชิ้นล่าสุดเป็นหนังในตระกูลเขย่าขวัญ ที่เน้นการเลือกช็อตอย่างพิถิพิถันเพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนดูให้ลุ้นเอาใจช่วยตัวละคร กล้องเคลื่อนที่อย่างลื่นไหล ภาพส่วนใหญ่ค่อนข้างนิ่ง และไม่มีการให้ตัวละครพูดกับกล้องโดยตรง มันถือเป็นการ ปรุงแต่ง แบบคลาสสิก ดั้งเดิม (แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังแนวฟุตเตจจริงจะไม่เน้นการปรุงแต่ง เพราะแน่นอนความพยายามทำให้ทุกอย่างดู เหมือนจริง ที่สุดก็ถือเป็นการปรุงแต่งในอีกรูปแบบหนึ่ง) จนไม่น่าแปลกใจที่นักวิจารณ์หลายคนจะนึกเปรียบเทียบหนังกับผลงานอันเลื่องชื่อในอดีตของบิดาหนังเขย่าขวัญสั่นประสาทอย่าง อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะพล็อตหนังส่งกลิ่นอาย Psycho อยู่จางๆ (นอกเหนือจากช็อต กุญแจดอกสำคัญในกำมือ ซึ่งชวนให้นึกถึงช็อตดังจากหนังเรื่อง Notorious อยู่ไม่น้อย) เริ่มจากเรื่องราวของหญิงสาวที่หนีเสือปะจระเข้ โดยใน Psycho แมเรียน เครน ขโมยเงินบริษัทเพื่อหวังจะนำไปใช้หนี้ให้แฟนหนุ่ม แต่ระหว่างขับรถออกนอกเมือง เธอต้องหลบฝนเข้าไปพักในโรงแรมข้างทางแห่งหนึ่ง ส่วน 10 Cloverfield Lane มิเชล (แมรี อลิซาเบ็ธ วินสตีด) มีปัญหาระหองระแหงกับแฟนหนุ่ม (ให้เสียงโดย แบรดลีย์ คูเปอร์) เธอตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า แล้วขับรถหนีออกนอกเมือง แต่ระหว่างทางเธอประสบอุบัติเหตุและตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องปิดทึบใต้ดินพร้อมโซ่ล่ามขา ซึ่งชั่วแวบหนึ่งทำให้คนดูนึกไปถึงหนังสยองขวัญตระกูล Saw กับ Hostel ก่อนไม่กี่ฉากต่อมาบทหนังจะคลี่คลายให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ภารกิจจับคนมาทรมาน

โฮเวิร์ดคล้ายคลึงกับ นอร์แมน เบทส์ ตรงที่มองจากภายนอก เขาดูเหมือนน่าคบหาและไม่คุกคาม แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถสะท้อนความบิดเบี้ยว ดำมืดของจิตใจได้อย่างน่าเชื่อ (คนแรกมีปมเรื่องลูกสาว ส่วนคนหลังมีปมเรื่องแม่) ซึ่งในจุดนี้การคัดเลือก จอห์น กู๊ดแมน มารับบทโฮเวิร์ดถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่ง เพราะมันใช้ประโยชน์จากทั้งภาพลักษณ์อบอุ่นน่ารักของเขาในหนังส่วนใหญ่ (นิยามที่ชัดเจนสุดน่าจะเป็นซัลลีในอนิเมชันเรื่อง Monsters, Inc.) และภาพลักษณ์ของความลึกลับ บ้าคลั่ง ชวนสะพรึงแบบในหนังของสองพี่น้องโคนอย่าง Barton Fink

หนังมีจุดเด่นตรงการเร้าอารมณ์คนดูให้จิกเบาะแบบลุ้นระทึกผ่านทักษะภาพยนตร์ที่ได้ผลในหลายๆ ฉาก ความเงียบ (รวมถึงการแสดงอันยอดเยี่ยมของสามดารานำ) ช่วยรักษาระดับความตึงเครียดของฉากบนโต๊ะอาหารได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมิเชลต้องระวังไม่ให้กุญแจที่เธอขโมยมาส่งเสียงกระทบกันจนโฮเวิร์ดรู้ตัว แต่ความลับดังกล่าวจะได้เก็บรักษาไว้ได้นานแค่ไหน หากโฮเวิร์ดเคลื่อนไหวแล้วไม่ได้ยินเสียงกุญแจที่เขาห้อยติดตัวตลอดเวลา บทหนังเองก็เล่นเอาล่อเอาเถิดกับการคาดเดาของคนดูได้อย่างสนุกสนาน โฮเวิร์ดเริ่มต้นด้วยภาพลักษณ์ของชายสติหลุดที่หวาดระแวง หมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีสมคมคิด ก่อนจะผันแปรไปเป็นคุณพ่อน่าสงสารที่ต้องเหินห่างจากลูกสาว แล้วพลิกตลบมาเป็นฆาตกรโรคจิตอย่างสมบูรณ์แบบในตอนท้าย จนคนดูอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าเขาขับรถชนมิเชลเพราะกำลังรีบร้อน ไม่ได้สติอย่างที่บอก หรือว่าจริงๆ แล้วเขากำลังมองหาเหยื่อรายใหม่ที่จะมารับบทเป็นลูกสาวของเขากันแน่ (กรณี นอร์แมน เบทส์ เขาปลุกวิญญาณแม่ที่ตายจากไปด้วยการสวมเสื้อผ้าของเธอ ส่วนในกรณีโฮเวิร์ด เขาสร้างตัวแทนด้วยการให้มิเชลสวมเสื้อผ้าของลูกสาวเขา)

ไม่เพียงโฮเวิร์ดเท่านั้นที่มีปม เสียดายในอดีต แต่ยังรวมถึง เอ็มเม็ท (จอห์น กัลเลเกอร์ จูเนียร์) กับ มิเชล โดยคนแรกหวาดกลัวเกินกว่าจะลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงชีวิต ขณะที่คนหลังหวาดกลัวเกินกว่าจะหยืนหยัดเผชิญปัญหา และแน่นอนในท้ายที่สุดบทหนังเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พิสูจน์ความกล้า โดยเฉพาะในกรณีของคนหลัง ซึ่งไม่เพียงต้องยืนหยัดต่อกรกับโฮเวิร์ดเท่านั้น (เธอทำได้อย่างน่าชื่นชมจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกับเรื่องราวความหลังที่เธอเล่าให้เอ็มเม็ทฟัง) แต่ยังพบโชคสองชั้นหลังออกจากหลุมหลบภัยด้วย 

น่าสังเกตว่า Cloverfield ออกฉายในปี 2008 ซึ่ง บารัค โอบามา ได้รับเลือกให้เข้าทำเนียบขาวเป็นสมัยแรก และแปดปีต่อมา 10 Cloverfield Lane ก็ออกฉายในปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นปีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กินพื้นที่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือรายงานข่าวทางโทรทัศน์มากกว่าผู้สมัครแทบทุกคนจากคำพูดอวดกร่าง หยาบกระด้าง (ซึ่งบางคนมองว่าเป็นความตรงไปตรงมา) ตลอดจนทัศนคติเหยียดผู้หญิง เหยียดผู้อพยพ เหยียดคนต่างด้าว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หนังทั้งสองเรื่องจะถูกมองว่ามีนัยยะสะท้อนวิกฤติการเมืองในอเมริกา เรื่องแรกเปรียบดังภาพจำลองเหตุการณ์ 9/11 เมื่อนิวยอร์กโดนทำลายล้างโดยสัตว์ประหลาดจากต่างดาว ศัตรูถูกแทนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน มีขนาดใหญ่โต มโหฬาร น่าหวาดหวั่น น่าเกรงขามแทนที่จะเป็นกลุ่มแนวคิด อุดมการณ์ ความเชื่อ ซึ่งปราศจากรูปร่างหน้าตาอย่าง “ผู้ก่อการร้ายแม้ว่าประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช จะพยายามเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาคมโลกด้วยการชี้นิ้วกล่าวโทษไปยังบุคคล หรือประเทศหนึ่งประเทศใดมากแค่ไหนก็ตาม จนนำไปสู่สงครามในประเทศอิรักและอัฟกานิสถาน

เช่นเดียวกัน 10 Cloverfield Lane นำเสนอให้เห็นภัยคุกคามจากต่างดาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในรูปแบบหนึ่งแทนความเป็นอื่น ความแตกต่าง ในลักษณะของ พวกเขากับ “พวกเรา เทียบง่ายๆ ได้กับมุสลิม หรือผู้อพยพ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงตลอดการหาเสียงปีนี้ (ทรัมป์เสนอให้สร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามาแย่งงานพวกเรา) ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ 10 Cloverfield Lane ไม่ได้เน้นย้ำให้เห็นอันตรายจากภายนอกมากเท่ากับจากภายใน จริงอยู่ 15 นาทีสุดท้ายของหนังพิสูจน์ให้เห็นว่าคำกล่าวอ้างของโฮเวิร์ดเป็นจริง มีภัยคุกคามนอกห้องหลบภัยจริง และเกิดจากสิ่งอื่นที่ แตกต่างที่เราไม่คุ้นเคย หรือเคยพบเห็นมาก่อน ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ในยุโรปตลอดช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมาได้ไม่น้อย จากการโจมตีปารีสและบรัสเซลส์ของกลุ่มไอเอส แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าตลอดหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ หนังมุ่งเน้นที่จะสร้างความหวาดกลัวให้คนดูจากสิ่งที่เราไม่รู้

ตัวละครอย่างโฮเวิร์ดแทบไม่ต่างจาก โดนัลด์ ทรัมป์ (แม้ภาพรวมอาจดูมีความเป็นมนุษย์มากกว่า) ตรงที่เขาปราศจากข้อเท็จจริงแน่ชัด เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์ สงครามโลก หรือการโจมตีจากต่างดาว แต่กลับไม่ลังเลที่จะปลูกฝังความหวาดกลัวในหมู่สมาชิกร่วมหลุมหลบภัย ในลักษณะเดียวกับการแอบอ้างโดยปราศจากข้อมูลแน่ชัดถึง “อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างรุนแรงของรัฐบาลบุชเพื่อสร้างความชอบธรรมในการรุกรานประเทศอิรัก เพราะสุดท้ายแล้วอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างรุนแรงก็เป็นแค่สัตว์ประหลาดในนิทานโบราณ ซึ่งพ่อแม่นำมาเล่าสืบต่อกันเพื่อหลอกเด็กให้หวาดกลัวจนไม่กล้าเดินเข้าไปในป่า (เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน เคยนำประเด็นคล้ายกันนี้มาใช้เป็นจุดหักมุมใน The Village เมื่อสังคมอนุรักษ์นิยมขีดกรอบจำกัดประชาชนเพื่อป้องกันภัยจากภายนอก) เป็นแค่เครื่องมือที่จะ ควบคุม ไม่ให้ประชาชนแตกแถว ใครที่คิดต่าง หรือตั้งข้อสงสัยจะถูกตราหน้าเป็นคนไม่รักชาติในทันที

น่าตลกตรงที่เมื่อมิเชลต้องเผชิญหน้ากับภัยจากนอกโลกจริงๆ เธอกลับรับมือได้แบบไม่ยากเย็นนัก อย่างน้อยก็เหมือนจะง่ายกว่าการดิ้นรนให้หลุดรอดจากเงื้อมมือของคนแบบโฮเวิร์ดหลายเท่า... บางทีความหวาดกลัวที่ถูกโหมกระพือจนเกินกว่าเหตุอาจมีอันตรายยิ่งกว่าภัยคุกคามโดยตรงเสียอีก เพราะมันไม่เพียงบิดเบือนข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยังปิดกั้นการค้นหาหนทางเพื่อแก้ปัญหาอีกด้วย

วันจันทร์, เมษายน 11, 2559

Knight of Cups: กระทงหลงทาง


นอกจากความคล้ายคลึงกันในเชิงเรื่องราวเกี่ยวกับวิกฤติทางจิตวิญญาณของชายหนุ่มวัยกลางคน รวมถึงเทคนิคการเล่าเรื่องที่ไม่ยึดติดกับโครงสร้างเดิมๆ แล้ว ดูเหมือนผลงานกำกับสามชิ้นหลังของ เทอร์เรนซ์ มาลิค ยังผสมความเป็นอัตชีวประวัติเอาไว้ค่อนข้างสูงอีกด้วย โดย Knight of Cups อาจเรียกได้ว่าเป็นภาคขยายของเรื่องราว ฌอน เพนน์ (ตัวแทนของมาลิค) ใน The Tree of Life ที่ปรากฏตัวให้เห็นบนจอไม่มากนักและปราศจากคำอธิบายถึงที่มาที่ไป ผู้ชมจะเห็นแค่ว่าเขาดูไม่มีความสุข ใช้ชีวิตล่องลอยไร้จุดหมาย โดยในผลงานชิ้นล่าสุด แจ๊คถูกเปลี่ยนชื่อเป็นริค (คริสเตียน เบล) ส่วนอาชีพเขาก็ถูกเปลี่ยนจากสถาปนิกมาเป็นนักเขียนบทในฮอลลีวู้ด ซึ่งยิ่งใกล้เคียงกับชีวิตจริงของมาลิคมากขึ้นอีก แต่ทั้งแจ๊คกับริคต่างมีพื้นเพเดียวกัน นั่นคือ มีพ่อที่เข้มงวด และน้องชายสองคน คนหนึ่งฆ่าตัวตาย ซึ่งนั่นกลายเป็นปมบาดหมางที่สร้างความเจ็บปวดยาวนาน

หลังจาก The Tree of Life เน้นถ่ายทอดชีวิตครอบครัวในวัยเด็ก To the Wonder ก็หันมาสำรวจชีวิตรักในวัยหนุ่มของมาลิค (ตามเครดิตชายหนุ่มชื่อนีล แต่ในหนังชื่อของเขาไม่ถูกเอ่ยถึงเลยสักครั้ง) โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขาตกหลุมรักหญิงสาวในปารีส ก่อนทุกอย่างจะล่มสลายเมื่อทั้งสองย้ายกลับมายังอเมริกา มาลิคเป็นชายที่ลุ่มหลงความรัก ความโรแมนติก ดังจะเห็นได้ว่าเขาผ่านการแต่งงานมาทั้งหมดสามครั้ง และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงอีกหลายคน แง่มุมนี้สะท้อนชัดในตัวละครเอกของ Knight of Cups เช่นกัน ผู้หญิงสาวสวยผ่านเข้ามาในชีวิตของริคหลายคน แต่ไม่มีใครอยู่เคียงข้างเขาไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในช่วงต้นเรื่องเสียงบรรยายของเดลลา (อีโมเจน พูตส์) หญิงสาวคนหนึ่งของริค บอกว่า คุณไม่ต้องการความรัก คุณต้องการประสบการณ์ของความรัก ซึ่งนั่นดูจะตรงกับคำนิยามของไพ่อัศวินถ้วยอย่างเหมาะเจาะ

เพราะไพ่อัศวินถ้วยถือเป็นไพ่อัศวินที่มี ความเป็นหญิง สูงสุดในบรรดาไพ่อัศวินทั้งหลาย สื่อความหมายว่าบุคคลนั้นมีเสน่ห์ดึงดูด แต่ขณะเดียวกันก็อาจหลงใหลในความรัก แล้วใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือชี้นำทางชีวิต ดังนั้นเขาจะเป็นคนที่เชื่อในหัวใจมากกว่าสมอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจ เขาจะทำตามที่ใจเรียกร้อง ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม นอกจากนี้มันยังเป็นไพ่ที่เชื่อมโยงกับจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ แต่บางครั้งการยึดติดอยู่กับแฟนตาซี หรือความโรแมนติกก็อาจทำให้คุณล่องลอยจากโลกแห่งความเป็นจริง และปฏิเสธการผูกมัด... ในฉากหนึ่ง แคเรน (เทเรซา พัลเมอร์) นักเต้นระบำเปลื้องผ้าชาวออสซีถามริคว่า คุณอาศัยอยู่ในโลกของจินตนาการใช่ไหม ซึ่งนั่นไม่เพียงสอดคล้องกับไพ่อัศวินถ้วย แต่ยังสะท้อนเรื่องเล่าของอัศวินในฉากเปิดของหนังอีกด้วย

ไม่ใช่แค่ชื่อหนังเท่านั้นที่เชื่อมโยงไปยังไพ่ทาโรต์ แต่มาลิคยังแบ่งหนังเป็นบทตามไพ่ทาโรต์อีกด้วย ซึ่งมองเผินๆ อาจปราศจากความหมายเชื่อมโยงโดดเด่น เหมือนไวยากรณ์ภาพยนตร์ของมาลิคที่ดูกระจัดกระจาย ปราศจากระบบระเบียบ แต่หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นความแม่นยำบางอย่าง เช่น ในบทฤาษี (The Hermit) หนังสะท้อนความฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ฟู่ฟ่าของฮอลลีวู้ดผ่านฉากงานปาร์ตี้ในคฤหาสน์หลังโต ซึ่งเจ้าภาพ โทนีโอ (แอนโตนีโอ แบนเดอรัส) เปรียบเทียบผู้หญิงว่าเหมือนรสชาติไอศกรีม บางทีคุณก็อยากกินรสราสเบอร์รี แต่ผ่านไปสักพักก็อาจจะอยากกินรสสตรอว์เบอร์รีบ้าง เราจะเห็นภาพสระว่ายน้ำกว้างขวาง เพดานสูง เสาโรมัน สาวสวยไฮโซ คนดังในวงการ (หรือกำลังพยายามไต่เต้าบันไดดารา) เครื่องเพชร โคมระย้า น้ำแข็งแกะสลัก ผู้ชายถูกสวมปลอกคอจูงเป็นหมา ฯลฯ จากนั้นเสียงบรรยายช่วงหนึ่งของโจเซฟ (ไบรอัน เดนเนฮีย์) พ่อของริค ก็ดังขึ้นว่า หิวโหย ปรารถนาในสิ่งอื่น แต่ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่

ประเด็นของซีแควนซ์นี้ดูจะสรุปเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนจากช็อตสุนัขที่พยายามจะงับลูกเทนนิสในสระน้ำ แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน มันก็ทำไม่สำเร็จ ไม่ต่างจากมนุษย์ที่ไล่ล่าหาความสุขจากวัตถุภายนอก จากเนื้อหนังมังสา เปลี่ยนผู้หญิงเหมือนเปลี่ยนรสชาติไอศกรีม แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ค้นพบความพอใจที่แท้จริง หลายครั้งกล้องจะพาคนดูเข้าไปลอบฟังบทสนทนาในบางช่วง แต่มันขาดหายเป็นห้วงๆ หรือจับแก่นสารไม่ได้ ราวกับหนังไม่เห็นความสำคัญของบทสนทนาเหล่านั้น เช่น เมื่อแขกผู้หญิงในงานพูดถึงยาทาเล็บสีชมพู ริคอาจแตกต่างจากโทนีโอตรงที่เขา ตระหนัก ความจอมปลอมเหล่านี้ แล้วมองสำรวจความฟุ้งเฟ้อด้วยท่าทีถอยห่าง เย็นชา เขาไม่ปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ไล่ล่า ไขว่คว้าสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่พวกโจรจะไม่พบทรัพย์สินมีค่าใดๆ ให้น่าขโมยเลยสักชิ้นในอพาร์ตเมนต์ของริค

โลกนี้เป็นเหมือนหนองบึง เราต้องโบยบินข้ามมันไป บินให้สูงจนทุกอย่างกลายเป็นจุดเล็กๆ โทนีโอพูดถึงปรัชญาการดำรงชีวิตของเขา ซึ่งช็อตหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างงดงาม คือ ภาพรถวิ่งในยามค่ำคืน แต่ถูกเร่งความเร็วจนแสงไฟหน้ารถ หรือบนท้องถนนกลายเป็นแค่จุดเรืองแสง... คำถามที่ตามมา คือ เรากำลังแข่งขัน วิ่งไล่กวดเพื่อกอบโกยสิ่งต่างๆ จนมืดบอดต่อสิ่งรอบข้าง หรือความสำคัญอันแท้จริงของชีวิตหรือไม่

ไพ่ฤาษีสื่อความหมายถึงความไม่ปรารถนาในชื่อเสียง เงินทอง มีอยู่สองสามครั้งที่คนดูจะเห็นเอเยนต์พยายามล่อลวงริคด้วยเงินก้อนโต หรือข้อเสนอที่จะได้ทำงานกับดาวตลกชื่อดัง แต่เขากลับไม่แสดงท่าทีสนใจแต่อย่างใด (“ห้าปีก่อนนายมาหาฉัน บอกว่าอยากเขียนบทหนังฟอร์มใหญ่ให้ฮอลลีวู้ด”) มาลิคก็เช่นเดียวกับริค เขาเริ่มต้นอาชีพในฮอลลีวู้ดด้วยการเป็นนักเขียนบท แต่ชื่อเสียง เงินทองดูจะไม่สามารถเติมเต็มชีวิตเขาได้ และขณะก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพการงานหลังความสำเร็จของ Days of Heaven (1978) ข้อเสนอมากมายก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา นายทำงานหนักเพื่อมาถึงจุดนี้ อากาศสดชื่นบนยอดเขา อิสรภาพ แล้วยังไง จะคลานกลับลงไปเพราะไม่ชอบความสูงงั้นเหรอ เฮิร์บ (ไมเคิล วินค็อต) กล่าวกับริค และนั่นล่ะคือสิ่งที่มาลิคทำ เขาคลานกลับลงไป เขาตัดสินใจหันหลังให้สตูดิโอฮอลลีวู้ด เงินก้อนโต โอกาสต่างๆ นานา หนีไปอยู่ปารีส แล้วเก็บตัวสันโดษอยู่นานสองทศวรรษ ก่อนจะหวนคืนสู่วงการอีกครั้งด้วยการกำกับ The Thin Red Line (1998)

การจำศีลเปรียบเหมือนช่วงเวลาของสำรวจจิตวิญญาณ ก่อนจะกลับมาในฐานะ คนใหม่ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ และอาชีพการงานก็ดูจะช่วยเติมเต็มเขาได้มากขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากความกระตือรือร้นสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-6 ปีหลัง การทำหนังเป็นเหมือนขั้นตอนจิตบำบัดสำหรับมาลิค เมื่อพิจารณาว่าพวกมันมีความใกล้เคียงกับชีวิตจริงของเขามากแค่ไหน (โดยเฉพาะสามเรื่องหลังนับจาก The New World) เขาค้นพบอิสรภาพที่แท้จริงจากการทำหนังในแบบที่เขาต้องการ ไม่ใช่ที่คนดู หรือสตูดิโอต้องการ นอกจากนี้เขายังปลดแอกจากหลักเกณฑ์การเล่าเรื่องของภาพยนตร์อีกด้วย บางคนอาจโจมตีมาลิคว่าขาดแคลนวินัย หรือความทุ่มเทที่จะเรียงร้อยแต่ละช็อต แต่ละเหตุการณ์ให้เป็นเหตุผล เป็นเรื่องราวที่ก้าวหน้า สามารถเข้าใจได้ และนำไปสู่จุดหมายชัดเจน (แน่นอนเขาไม่ได้ขาดทักษะพื้นฐานเสียทีเดียว ดูตัวอย่างได้จากหนังสองเรื่องแรกอย่าง Badlands และ Days of Heaven) แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างในหนังของมาลิคจะถูกใส่เข้ามาอย่างสุ่มเดา หรือปราศจากหลักเกณฑ์ เพียงแต่พวกมันเชื่อมโยงกันอย่างหลวมๆ ไม่ใช่ในรูปของเส้นตรง แต่เป็นใยแมงมุม ซึ่งเต็มไปด้วยทางเลือกสำหรับการตีความหรือความเป็นไปได้อันหลากหลาย

Knight of Cups เป็นหนังที่พูดถึงการเดินทางภายในจิตใจ ขณะภาพบนจอตอกย้ำหลายครั้งด้วยฉากตัวละครนั่งอยู่บนรถที่กำลังวิ่ง หรือมองไปยังเครื่องบินบนท้องฟ้า หรือกระทั่งขบวนรถไฟในฉากหลัง หนังเปิดเรื่องด้วยการยกคำพูดจากบทเกริ่นของ The Pilgrim’s Progress อุปมานิทัศน์ (allegory) หรือนิทานชาดก เขียนโดย จอห์น บันยัน ซึ่งเล่าเรื่องราวในรูปของความฝันเกี่ยวกับการเดินทางสู่ สวรรค์ ของชายหนุ่มชื่อว่า คริสเตียน บนเส้นทางอันเต็มไปด้วยการล่อหลอกและบททดสอบให้พลัดหลง มัวเมา แต่ท่ามกลางความยากลำบาก เต็มไปด้วยกับดัก พระเจ้ายังคงเฝ้ามอง คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด และขับเน้นพลังศรัทธาในตัวคริสเตียนให้เพิ่มทวีขึ้น

หลังจากปูโครงเรื่องคร่าวๆ ว่านี่น่าจะเป็นหนังเกี่ยวกับการเดินทาง หรือการค้นหาเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว เสียงบรรยายของโจเซฟก็พูดถึงนิทานที่เขาเล่าให้ลูกชายฟังสมัยยังเด็ก เกี่ยวกับอัศวินที่เดินทางไปค้นหาไข่มุกจากทะเลลึกตามคำสั่งของบิดา แต่เมื่อเขาเดินทางไปถึงอียิปต์ ผู้คนได้รินน้ำใส่ถ้วยให้เขาดื่ม มันลบความทรงจำของเขาจนสิ้น เขาลืมว่าตนเป็นลูกชายกษัตริย์ ลืมเรื่องไข่มุก และตกสู่ห้วงนิทรา แต่พระราชาไม่ได้หลงลืมลูกชาย เขายังส่งข้อความ ผู้นำสานส์ และเบาะแสให้ลูกชายอย่างต่อเนื่อง กระนั้นเจ้าชายก็ยังไม่ตื่นจากการหลับใหล เรื่องราวดังกล่าวเป็นอีกด้านหนึ่งของ The Pilgrim’s Progress การเดินทางของคริสเตียนก็เปรียบได้กับภารกิจของอัศวิน ส่วนพระราชาก็ไม่ต่างจากพระเจ้าที่คอยส่งสัญญาณให้มนุษย์ได้ค้นพบเส้นทางกลับคืนสู่สวรรค์ ซึ่งในที่นี้คือไข่มุก ไม่กี่ช็อตถัดมาหลังจบเรื่องเล่า คนดูก็จะได้เห็นริคสะดุ้งตื่นจากเหตุแผ่นดินไหว แต่นั่นคงเป็นแค่ร่างกายเท่านั้น เพราะจิตวิญญาณของเขายังคงหลับใหลไม่ต่างจากอัศวิน

ลูกพ่อ เจ้าก็เหมือนพ่อ สับสนในชีวิต ไม่อาจเชื่อมต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน... นักเดินทางบนโลก คนแปลกหน้า มนุษย์ที่แตกสลาย เสียงบรรยายของโจเซฟดังขึ้น ต่อด้วยเสียงบรรยายของริคว่า ผมก้าวผิดที่ตรงไหน จากนั้นหนังก็ตัดไปยังภาพใต้น้ำตามติดหญิงสาวที่กำลังก้าวขึ้นจากสระ ก่อนหนังจะเปิดตัวบทแรกด้วย The Moon ไพ่ซึ่งเป็นตัวแทนของค่ำคืน การหลับใหล และจิตใต้สำนึก น้ำดูจะเป็นสัญลักษณ์ที่มาลิคใช้สำหรับอธิบายต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกจากภาพจำเกี่ยวกับสัตว์เซลล์เดียวในท้องทะเลตามสมมุติฐานของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นช็อตตัวละครเดินชายหาด เล่นน้ำทะเล เดินเล่นในสระซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้งเพื่อตอกย้ำให้เห็นที่มาของมนุษย์ ขณะเดียวกันท้องฟ้า (อีกหนึ่งช็อตโปรดของมาลิค) ก็อาจเทียบได้กับสวรรค์ที่มนุษย์พยายามจะหวนกลับคืน ดังเช่นเรื่องเล่าเกี่ยวกับจิตวิญญาณปีกหักในหนังเรื่องนี้ หรือตำนานของอดัมกับอีฟ (ถูกขับไล่ลงจากสวรรค์เพราะขัดคำสั่งพระเจ้า) ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังของมาลิคหลายครั้งทั้งทางตรงและทางอ้อมตั้งแต่ Days of Heaven มาจนถึง The Thin Red Line, The New World และ The Tree of Life

ดังเช่นจิตวิญญาณตกสวรรค์ ซึ่งจำต้องถือครองร่างของมนุษย์เดินดิน ทั้งที่โหยหาความงามเบื้องบนและปรารถนาจะโบยบิน แต่ไร้ปีก ริคสูญสิ้นความสนใจในโลกรอบข้าง ขณะที่คริสเตียนใน The Pilgrim’s Progress ต้องเผชิญการล่อลวงของปีศาจให้ออกนอกเส้นทาง แต่ชื่อเสียง เงินทอง กลับไม่ใช่กิเลสเย้ายวนสำหรับริค เขาก็เหมือนกับอัศวิน ทั้งสองไม่ตระหนักถึงภารกิจ หรือเส้นทางข้างหน้าด้วยซ้ำ ฉันควรจะไปทางไหน เสียงบรรยายของริคดังขึ้นในฉากหนึ่ง เขาไม่ตื่นเต้นกับข้อเสนอของเอเยนต์ ไม่ได้อิ่มเอม เปี่ยมสุขกับความหรูหรา ฟุ้งเฟ้อรอบตัว เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความจริงจำลอง เช่นเดียวกับโลกประดิษฐ์ในโรงถ่ายภาพยนตร์ที่แอลเอ หรือพีระมิดปลอม หอไอเฟลปลอม และกระทั่งท้องฟ้าปลอมที่ลาสเวกัส

ภาษาหนังของมาลิคสะท้อนภาวะข้างต้นของตัวละครเอกได้อย่างงดงาม ทั้งจากบทสนทนาที่ขาดห้วง ถูกกลบด้วยเสียงดนตรี เสียงประกอบรอบข้าง และจากกล้องที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา บางครั้งในระยะประชิดจนเกือบจะเหมือนบุกรุกความเป็นส่วนตัว แต่ในเวลาเดียวกันกลับไม่ใส่ใจตัวละคร เพราะหลายครั้งกล้องจะเบี่ยงเบนจากใบหน้าพวกเขาไปโฟกัสยังอากัปกิริยา หรือองค์ประกอบเจาะจง เช่น สเวตเตอร์ไหมพรมของอลิซาเบ็ธ (นาตาลี พอร์ตแมน) หรือเท้าเปลือยเปล่าของแนนซี (เคท แบลนเช็ตต์) นอกจากนั้น การออกแบบงานสร้าง รวมถึงภูมิทัศน์ ยังทำหน้าที่อธิบายตัวละครและสถานการณ์ของพวกเขาได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งภาพทะเลทรายเวิ้งว้าง แยกทิศทางไม่ออก ห้องร้างในอาคาร ซากบ้านโดนทุบทำลาย และอพาร์ตเมนต์แบบมินิมอลลิสม์ขนาดโจรยังต้องตัดพ้อ

ชีวิตจริงหาได้ยากยิ่ง มันอยู่ไหน จะค้นพบได้อย่างไร แคเรน หญิงสาวคนหนึ่งของริค เอื้อนเอ่ยในห้วงคำนึง หลังปล่อยตัวจมดิ่งอยู่กับโลกของการใช้เงินซื้อหาความสุขมาเนิ่นนาน ไม่ต่างจากผลงานสองชิ้นก่อนหน้า Knight of Cups ยังคงกรุ่นกลิ่นอายเข้มข้นของคริสตศาสนา มันพูดถึงการงัดข้อระหว่างวิถีแห่งธรรมชาติและวิถีแห่งพระเจ้า กิเลส ตัณหา เงินทอง ความสุขสบาย โรงแรมห้าดาว เหล่านี้เป็นเพียงสิ่งล่อใจให้คุณหักเหออกนอกวิถีของพระเจ้า และหนทางเดียวที่จะหวนคืนสู่สรวงสวรรค์ หรือค้นพบไข่มุกแห่งท้องทะเล คือ ยึดมั่นในศรัทธา (“แม้ฉันจะอยู่ในความมืดมิด ฉันก็เชื่อในแสงสว่าง”) ดังคำสอนของบาทหลวง (อาร์มิน มูลเลอร์-สตาห์ล) ที่ว่าความทุกข์หาใช่การลงโทษของพระเจ้า แต่เป็นของขวัญเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปนอกจากเราและความพยายามขวนขวายหาความสุขใส่ตัว เช่นเดียวกับ The Tree of Life มาลิคไม่เพียงย้ำเตือนผู้ชมถึงความงดงามของสิ่งสามัญรอบตัว แต่ยังสะท้อนให้เห็นความทุกข์ทรมานอีกด้วยจากภาพคนจรจัด คนไข้โรคผิวหนังของแนนซี ทั้งนี้เพื่อบ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์หลงทางอยู่ในจักรวาลแห่งตน กอบโกยความสุขจนลืมวิถีแห่งพระเจ้า ซึ่งนำทางโดย แสงสว่างในดวงตาของคนอื่น... บางทีการรื้อถอนไวยากรณ์ทางภาพยนตร์เพื่อปลุกเร้าความแปลกใหม่ ไม่คุ้นเคยอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการนำเสนอสานส์อันเก่าแก่อย่างเมตตาและความเห็นอกเห็นใจ

วันเสาร์, มีนาคม 19, 2559

Carol: ค่างวดของความรัก


ในลักษณะเดียวกับ Brokeback Mountain ซึ่งนำเสนอตัวละครชายรักชายเป็นคาวบอยแมนๆ มีลูกเมีย และปราศจากท่าทางกระตุ้งกระติ้งแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยเวลาพูดถึงเกย์ หรือกะเทย Carol เป็นภาพยนตร์กระแสหลักที่ทำลายภาพลักษณ์เหมารวมของตัวละครหญิงรักหญิงเช่นกันด้วยการนำเสนอพวกเธอเป็นผู้หญิงที่แต่งหน้า ทาเล็บ สวมประโปรง และปราศจากท่าทางทอมบอยแบบที่คนดูคุ้นเคยเวลาพูดถึงเลสเบี้ยน ในฉากที่ เทเรซ (รูนีย์ มารา) ไปซื้อแผ่นเสียงเป็นของขวัญคริสต์มาสให้แครอล (เคท แบลนเช็ตต์) เธอเหลือบเห็นเลสเบี้ยนมาดทอมสองคนในร้าน สำหรับเทเรซ เธอไม่ได้รู้สึก เข้าพวก กับทั้งสองมากไปกว่าบรรทัดฐานของสังคมชายรักหญิง

ฉากถัดมาเทเรซถาม ริชาร์ด (เจค เลซี) แฟนหนุ่มที่เธอไม่ได้รักหรืออยากมีสัมพันธ์ทางเพศด้วย ว่าเขาเคยตกหลุมรักผู้ชายหรือเปล่า เขาตอบปฏิเสธ แต่คุณเคยได้ยินใช่ไหม เธอถามต่อ หมายถึงผมเคยได้ยินเรื่องคนแบบนั้นหรือเปล่าน่ะเหรอ แน่นอน เขาตอบด้วยเข้าใจว่าเทเรซหมายถึงเกย์ เลสเบี้ยนแบบที่คนทั่วไปเข้าใจโดยใช้คำว่า คนแบบนั้น แต่ความหมายของเทเรซคือคนสองคนที่ตกหลุมรักกัน รู้สึกถูกดึงดูดเข้าหากัน และบังเอิญแค่ว่าทั้งสองมีเพศเดียวกัน ผมไม่รู้จักใครแบบนั้น แต่จะบอกให้ก็ได้ มันต้องมีเหตุผลอธิบายได้จากวัยเด็ก ริชาร์ดกล่าว1

สำหรับริชาร์ด เขาไม่เชื่อว่าความรักสามารถเกิดขึ้นกับคนเพศเดียวกันได้ ยกเว้นคุณจะมีปัญหาบางอย่างทางจิตวิทยา เช่น ชายอยากเป็นหญิง หรือหญิงอยากเป็นชาย เขาวางมาตรฐานไว้ชัดเจน เคร่งครัดว่าชายต้องคู่กับหญิง และอะไรก็ตามที่ต่างจากนั้นคือผิดปกติ มันเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ตัดสินว่าแครอลจำเป็นต้องไปพบจิตแพทย์ หากเธอต้องการรักษาความหวังที่จะได้สิทธิ์เลี้ยงดูลูกสาวร่วมกับสามี หลังฮาร์จ (ไคล์ แชนด์เลอร์) จับได้ว่าเธอแอบมีความสัมพันธ์กับเทเรซ ความโกรธของเขาทับถมเป็นเท่าทวีเพียงเพราะคนรักใหม่ของแครอลเป็นผู้หญิงใช่ไหม เพราะมันทำให้อัตตาความเป็นชายของเขาด่างพร้อยที่ไม่อาจให้ความสุขกับหญิงคนรักได้ จนเธอต้องหนีไปหาคนเพศเดียวกัน เขาจะเจ็บแค้นขนาดนี้ไหมถ้าคนรักใหม่ของแครอลเป็นผู้ชายอีกคน หรือทำใจยอมรับได้ง่ายขึ้น

น่าสังเกตว่าแครอลมีพลัง คุกคาม ความเป็นชายของฮาร์จมากขึ้นอีกตรงที่เธอ แม้จะใช้ชีวิตอยู่ในช่วงยุค 1950 ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเขาทั้งด้านการเงิน สังคม และจิตใจ เธอสามารถใช้ชีวิตอิสระโดยไร้สามีได้อย่างไม่มีปัญหา ดังจะเห็นว่าเธอเลือกย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ตามลำพังในช่วงท้ายเรื่อง แถมยังมีงานมีการทำ เป็นฝ่ายจัดซื้อให้บริษัทขายเฟอร์นิเจอร์ เธอไม่ใช่แม่บ้านที่ปราศจากความรู้ หรือทักษะ และต้องพึ่งพาสามีให้เป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงชีพดังเช่นเพื่อนบางคน (ในฉากหนึ่งเธอแซวเพื่อนที่หลบมาสูบบุหรี่เพราะสามีสั่งห้ามว่า ไม่งั้นทำไม เขาจะตัดเบี้ยเลี้ยงเธอเหรอ แครอลดูจะไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าเราจำเป็นต้องเลิกความชอบบางอย่างเพียงเพื่อเอาใจสามี) เทเรซเองก็มีภาพลักษณ์ของผู้หญิงอิสระไม่แพ้กัน เธอสนใจเรื่องการถ่ายภาพ และไม่ต้องการจะดำรงอาชีพเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าไปตลอด ความมุ่งมั่น ทะเยอทะยานในอาชีพการงานของเธอนำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจของเพศชาย ซึ่งเริ่มต้นจากการแซวขำๆ (“เธอตื่นเต้นกับกล้องถ่ายรูปมากกว่าการจะได้ล่องเรือไปยุโรปกับฉันซะอีก”) ก่อนจะทับถมทวีกลายเป็นความกังวลจริงจัง เช่น เมื่อเทเรซเล่าว่าเธอคิดจะรวบรวมผลงานเพื่อนำไปเสนอกับ นิวยอร์ก ไทมส์ ริชาร์ดกลับไม่ใส่ใจรับฟัง เอาแต่ทวงถามว่าเธอจะเดินทางไปยุโรปกับเขาหรือเปล่า สำหรับเขาอาชีพการงานของผู้หญิงไม่ควรจะมีความสำคัญมากไปกว่าการได้แต่งงาน มีครอบครัวเป็นหลักแหล่ง

ในทางตรงกันข้าม แครอลนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจหนึ่งให้เทเรซลุกขึ้นมาสนใจถ่ายภาพ ผู้คน แทนที่จะโฟกัสไปยังต้นไม้ นก หน้าต่างเหมือนเก่าก่อน เธอยังกระตือรือร้นที่จะขอดูผลงานของเทเรซ และซื้อกล้องให้เป็นของขวัญคริสต์มาสเพราะจำได้ว่าเทเรซเคยบ่นว่ากล้องของตัวเองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แอ็บบี้บอกว่าเธอกำลังไปได้สวย แครอลพูดถึงอาชีพใหม่ของเทเรซที่ นิวยอร์ก ไทมส์ ในช่วงท้ายเรื่อง เธอไม่รู้หรอกว่าฉันดีใจแทนเธอมากแค่ไหน สำหรับแครอล ความสุข ความก้าวหน้าของเทเรซมีค่าเหนืออื่นใด แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดจากการไม่อาจครอบครอง ทัศนคติดังกล่าวตรงกันข้ามกับฮาร์จ ที่พยายามทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งจับลูกสาวเป็นตัวประกัน เพื่อไม่ให้แครอลสุขสมหวังโดยใช้ความรักเป็นข้ออ้าง กล่าวคือ หากเขาไม่ได้เธอมาครอบครอง คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้เธอไป

งานกำกับภาพอันวิจิตร งดงามของ เอ็ดเวิร์ด ลาคแมน หลายครั้งเป็นช็อตถ่ายผ่านกระจกรถ หน้าต่างอาคาร ซึ่งไม่ได้กระจ่างใส แต่กลับค่อนข้างพร่ามัว เลอะคราบ มีหยดน้ำเกาะ หรือเงาสะท้อน ในแง่หนึ่งมันบ่งบอกภวังค์รักและความหลงใหลได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นตัวแทนของภาวะไม่อาจเข้าถึง

เราไม่รู้ว่าทำไมถึงถูกใจบางคน แต่ไม่ถูกใจบางคน สิ่งเดียวที่รู้ คือ เรารู้สึกหลงใหลหรือไม่หลงใหลคนนั้นๆ แดนนี่ (จอห์น มากาโร) บอกเทเรซตอนพาเธอไปเยี่ยมชมออฟฟิศของ นิวยอร์ก ไทมส์ เพราะเขา ถูกใจ เธอ แต่เทเรซกลับหลงใหลในตัวแครอลตั้งแต่แรกพบ เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งสองดึงดูดเข้าหากันราวแม่เหล็กซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะ ยีน รักร่วมเพศ เนื่องจากมองผิวเผินภายนอก แครอลกับเทเรซก็ไม่ต่างกับผู้หญิงทั่วไป ผู้กำกับ ท็อด เฮย์นส์ และคนเขียนบท ฟิลลิส นอจ ตอกย้ำประเด็นนี้อย่างชัดเจนด้วยการเปิดเรื่องให้ แจ๊ค (เทรนท์ โรวแลนด์) เพื่อนคนหนึ่งของเทเรซบังเอิญมาเจอเธอในร้านอาหาร ขณะกำลังนั่งคุยอยู่กับแครอล ทุกอย่างดูปกติเหมือนการพบปะระหว่างเพื่อนหญิงสองคน จากนั้นหนังก็ค่อยๆ ย้อนไปเล่าความเป็นมาทั้งหมด เริ่มต้นตั้งแต่การเจอกันครั้งแรกในห้างสรรพสินค้า จนกระทั่งเมื่อหนังเวียนกลับมาบรรจบที่ฉากดังกล่าวอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่อง ฉากที่ดูสามัญ ธรรมดาในตอนแรกกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์โหยหา ภาพที่แครอลวางมือลงบนไหล่เทเรซก่อนบอกลาจากกันสูบฉีดไปด้วยพลังและความหมายลึกซึ้ง

นิยายต้นฉบับของ Carol มีชื่อว่า The Price of Salt ซึ่งไฮห์สมิธเขียนโดยใช้นามแฝงว่า แคลร์ มอร์แกน หลายคนเชื่อว่าชื่อดังกล่าวอ้างอิงไปถึงเรื่องราวของล็อตในคัมภีร์ไบเบิล (ตามคำบอกเล่าของนอจ)2 เพราะเช่นเดียวกับภรรยาของล็อต แครอลไม่อาจย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ ชีวิตการแต่งงานหลอกๆ ก่อนเธอจะได้พบกับเทเรซ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงจำเป็นต้องเสียสละลูกสาวให้กับฮาร์จ ยอมให้เขาเป็นผู้เลี้ยงดูรินดี้ (เซดี้ ไฮม์) นั่นคือราคาที่เธอต้องจ่ายเพื่อให้สามารถมีชีวิตต่อไปโดยไม่หลบซ่อนอยู่ใต้เปลือกที่สังคมบีบบังคับ และรักษาปัจเจกภาพเอาไว้

แต่ขณะเดียวกันในตัวนิยาย เกลือดูเหมือนจะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนบางสิ่งที่ทรงคุณค่า มีความสำคัญ3 ฉะนั้นการติด ราคา ให้มันจึงกระตุ้นความรู้สึกสูญเสียไปพร้อมๆ กัน ความรู้สึกว่าบางอย่างจำเป็นต้องสูญสลายเพื่อให้อีกอย่างสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ มันอาจหมายถึงการเสียสละรินดี้ของแครอลเพื่อให้เธอสามารถดำรงความรักที่มีต่อเทเรซ หรือเป็นบทเปรียบเปรยธรรมชาติแห่งความรัก ซึ่งย่อมจะมีความเจ็บปวด การสูญเสียผูกติดมาเสมอ เฉกเช่นเมื่อเทเรซเปิดใจให้แครอล แต่กลับโดนเธอทอดทิ้งในท้ายที่สุด หรือกระทั่งตอนที่แครอลหวนกลับมา ร้องขอให้เธอไปอยู่ด้วยกัน ในแง่หนึ่งเทเรซก็จำเป็นต้องสูญเสียชีวิตใหม่ที่เธอกำลังเริ่มเรียนรู้เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้หลังปราศจากแครอล ที่ฉากงานเลี้ยงก่อนเทเรซจะตัดสินใจกลับไปหาแครอล คนดูจะได้เห็นสิ่งที่เธอต้องหันหลังให้ (ริชาร์ด ซึ่งตอนนี้มีแฟนสาวคนใหม่, หญิงสาววัยใกล้เคียงกันที่ตรงเข้ามา จีบ เธอ) เพื่อหล่อเลี้ยงความรักระหว่างเธอกับแครอลต่อไปได้

จุดเด่นที่แตกต่างของ Carol จากนิยายในยุคสมัยนั้น คือ ฉากจบ แฮปปี้ เอนดิ้ง สำหรับสองตัวละครหญิง4 แต่ความอิ่มเอมหาได้เกิดจากการได้เห็นความรักลงเอยอย่างมีความสุข (หรือมีแนวโน้มว่าจะมีความสุข) เท่านั้น มันยังรวมไปถึงความกล้าหาญของตัวละครที่จะปฏิเสธบรรทัดฐานของสังคมชายเป็นใหญ่ สังคมชายรักหญิงจากการที่แครอลเลือกจะยอมเสียสละลูกสาวเพื่อรักษาตัวตนเอาไว้ จะมีประโยชน์อะไรถ้าฉันต้องใช้ชีวิตโดยหลอกตัวเอง เธอกล่าวในห้องรับฟังคดี หลังจากยืดอกยอมรับในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเทเรซว่าเป็นความต้องการที่แท้จริงของเธอ ขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ครบถ้วน หาใช่ผลจากพฤติกรรมไร้เหตุผลของสามีเธอดังที่ทนายของเธอ (เควิน โครวลีย์) พยายามจะโน้มน้าวแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างของ Carol กับ Brokeback Mountain จึงไม่ได้อยู่ตรงแค่ชะตากรรมสุดท้ายของสองคู่รักที่ตรงข้ามกันราวฟ้ากับเหวเท่านั้น ความพ่ายแพ้ของ เอนนิส เดล มาร์ ใน Brokeback Mountain ไม่ใช่แค่การที่เขาปฏิเสธข้อเสนอของคู่รักที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่ยังรวมไปถึงการปฏิเสธจะยอมรับตัวตน ยอมรับความรักที่เขามีให้ แจ๊ค ทวิสต์ ขณะที่ชัยชนะของแครอลอยู่ตรงการเลือกจะยอมรับความต้องการที่แท้จริงของตน แม้ว่ามันจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดของการสูญเสียบางอย่างไป แต่นั่นเป็นราคาที่เธอยินดีจ่าย เพื่อดำรงไว้ซึ่งคุณค่าภายในตัวเอง ดังเช่นคำกล่าวในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า... หากเกลือสูญเสียความเค็มไปแล้ว มันจะยังเป็นเกลืออยู่ได้อย่างไร เกลือนั้นย่อมไร้ค่า มีแต่จะถูกทอดทิ้งให้คนเหยียบย่ำ

หมายเหตุ

1. ในนิยายต้นฉบับ แพ็ทริเซีย ไฮห์สมิธ วาดภาพเทเรซว่าเธอแปลกใจที่ประสบการณ์หญิงรักหญิงของเธอไม่สอดคล้องภาพลักษณ์ ทอมดี้ ที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยเขียนบรรยายว่า เธอเคยได้ยินเรื่องผู้หญิงที่ตกหลุมรักเพศเดียวกัน และเธอก็รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นคนแบบไหนและมีบุคลิกท่าทางแบบใด แต่ทั้งเธอและแครอลไม่ได้ดูเหมือนคนพวกนั้นเลย

2. สองเทวดาได้รับเชิญให้มาพักค้างคืนที่บ้านของล็อต เมื่อฟ้าใกล้สางเทวดาทั้งสองได้บอกให้ล็อตกับครอบครัวหลบหนีไปจากเมืองนี้ ก่อนหายนะจะบังเกิด ทั้งสองบอกให้พวกเขาวิ่งหนีสุดชีวิต อย่าเหลียวหลังกลับ หรือหยุดพักที่ไหนเด็ดขาด แต่ภรรยาของล็อตไม่เชื่อคำสั่งและเหลียวหลังกลับ เธอจึงกลายเป็นเสาหินแห่งเกลือ

3. ในหนังสือ เกลือ ถูกเขียนถึงอยู่สองครั้ง คือ เธอเปิดประตูร้านกาแฟ แต่พวกเขากำลังเล่นเพลงที่เธอกับแครอลเคยฟังร่วมกัน เธอปิดประตูและเดินจากมา เสียงเพลงยังดังกังวาล แต่โลกทั้งใบดับสูญ และวันหนึ่งเสียงเพลงก็คงเงียบหายไป เธอคิด แต่โลกจะกลับมามีชีวิตได้อย่างไร เกลือของมันจะกลับมาได้อย่างไร และ เธออายเวลาอยู่กับเขา แต่ก็สนิทใจ เป็นความใกล้ชิดแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกเวลาอยู่กับริชาร์ด เป็นความลึกลับที่เธอชื่นชอบ มีเกลือนิดหน่อย เธอคิด

4. ไฮห์สมิธเขียนถึงนิยายของเธอในฉบับตีพิมพ์ครั้งใหม่ว่า เสน่ห์ของ The Price of Salt คือ ตัวละครเอกสองคนลงเอยอย่างมีความสุข หรืออย่างน้อยพวกเขาก็พยายามจะสร้างอนาคตร่วมกัน ก่อนหน้าหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ ชายรักชายและหญิงรักหญิงในนิยายอเมริกันล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับพฤติกรรมเบี่ยงเบนด้วยการเชือดข้อมือตัวเอง โดดน้ำตาย หรือเปลี่ยนไปเป็นชายรักหญิง หรือทนเปลี่ยวเหงา เศร้าสร้อยตามลำพังดุจเดียวกับการตกนรกหมกไหม้

วันศุกร์, มีนาคม 18, 2559

oscar 2016: ตัวเลือกที่ทุกคนเห็นพ้อง


หลังจาก The Revenant คว้าสองรางวัลใหญ่บนเวที BAFTA และ อเลฮานโดร จี. อินาร์ริตู ยังได้รางวัล DGA ไปครองดูเหมือนกระแสในช่วงโค้งสุดท้ายจะเทไปยังฝั่ง The Revenant อย่างเห็นได้ชัด และนักวิเคราะห์ออสการ์หลายคนก็เริ่มเปลี่ยนข้างด้วยการสละเรือ Spotlight ซึ่งเป็นตัวเก็งอันดับแรกมาตั้งแต่ต้น แต่จากผลในคืนวันประกาศรางวัล เห็นได้ชัดว่าวิธีลงคะแนนแบบ “เรียงลำดับส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อหนังมหากาพย์ท่องป่าของอินาร์ริตู ซึ่งอาจมีคนเลือกเป็นเบอร์หนึ่งมากกว่าใคร แต่ขณะเดียวกันก็น่าจะมีคนชิงชังจำนวนไม่น้อย ถึงขนาดใส่เอาไว้เป็นอันดับ 7 หรือ 8 ตรงข้ามกับ Spotlight หนังซึ่งแทบจะไม่มีใครเกลียดชัง ฉะนั้นแม้มันจะได้คะแนนอันดับหนึ่งน้อยกว่าเรื่องอื่นอย่าง The Revenant หรือกระทั่ง The Big Short แต่สุดท้ายก็สามารถตีตื้นขึ้นมาได้จากคะแนนอันดับ 2 และ 3

นี่ถือเป็นครั้งที่สามในรอบ 4 ปีที่สองรางวัลสูงสุดถูกแบ่งให้หนังสองเรื่อง จากปรากฏการณ์ที่มักจะเกิดขึ้นนานๆ ครั้งในอดีต ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง นอกจากนี้การเฉลี่ยรางวัลยังทำให้ยุคสมัยของการ “กวาดเรียบกลายเป็นเรื่องยากมาก ดังจะเห็นได้ว่าในรอบ ปีที่ผ่านมา หนังที่ได้ออสการ์เยอะสุด คือ The Artist (5 รางวัล) ขณะที่ Birdman กับ The King’s Speech ได้ไปคนละ 4 รางวัล 12 Years a Slave กับ Argo ได้ไปคนละ 3 รางวัล ส่วน Spotlight ก็กลายเป็นหนังเรื่องแรกนับจาก The Greatest Show on Earth (1953) ที่ได้ออสการ์แค่ 2 รางวัล แถมยังเป็นรางวัลในสาขาเดียวกันด้วย นั่นคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

สองตัวแปรที่ทำร้าย The Revenant คือ การพลาดเข้าชิง “นักแสดงกลุ่มของ SAG และการที่บทภาพยนตร์ไม่ได้เข้าชิงออสการ์ ข้อหลังอาจไม่เป็นปัญหาหากหนังเป็นมหากาพย์แห่งความบันเทิงในระดับเดียวกับ Titanic แต่ The Revenant ไม่ใช่ขวัญใจมวลชนขนาดนั้น ถึงแม้มันจะทำเงินได้เหนือความคาดหมายก็ตาม เพราะหลายคนคิดว่ามันค่อนข้างน่าเบื่อเสีย เนื้อเรื่องไม่คืบหน้าไปไหน ส่วนบรรดานักวิจารณ์เองก็ไม่ค่อยจะปราณีตัวหนังสักเท่าไหร่เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับหนังเข้าชิงออสการ์รางวัลสูงสุดเรื่องอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การพลาดเข้าชิง SAG น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ The Revenant พลาดออสการ์ เพราะมันบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหนังไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนมากเท่าที่ควรจากกลุ่มนักแสดง ซึ่งเป็นกรรมการกลุ่มใหญ่สุดของสถาบัน อีกทั้งเมื่อการประกาศผลเริ่มต้นขึ้น และปรากฏว่า Mad Max: Fury Road เดินหน้ากวาดรางวัลทางด้านเทคนิคมาครองแบบไม่แบ่งให้ใคร ลางหายนะก็ยิ่งชัดเจนว่าหนังของอินาร์ริตูคงยากจะคว้ารางวัลสูงสุดมาครอง

นอกเหนือจากสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งถือเป็นการขับเคี่ยวกันอย่างสูสีแล้ว (เพราะไม่มีใครรู้แน่ว่าหวยจะไปออกที่ Spotlight หรือ The Revenant หรือ The Big Short) รางวัลอื่นๆ ดูเหมือนจะดำเนินไปตามโผเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ยังพอมีเซอร์ไพรส์ เรียกเสียงฮือฮาได้บ้างเป็นครั้งคราว และคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าผลรางวัลโดยรวมค่อนข้างน่าพอใจในระดับหนึ่ง หนังหลายเรื่องต่างได้รางวัลปลอบใจไปครองคนละตัวสองตัว หรือหกตัวในกรณีของ Mad Max: Fury Road ที่พลาดรางวัลผู้กำกับไปอย่างน่าเสียดาย (แต่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจโดยผู้แพ้ที่เจ็บหนักสุดคงหนีไม่พ้น The Martian ซึ่งไม่ได้รางวัลเลยจากการเข้าชิง 7 สาขา เช่นเดียวกับ Carol ซึ่งทำสถิติ 6-0 ตามความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้หนังของ ท็อด เฮย์นส์ เรื่อง Far From Heaven ก็เคยเข้าชิง 4 สาขา และฟาดแห้วไปกินทั้งหมดเช่นกัน

จะว่าไปเฮย์นส์กับออสการ์คงไม่ถูกโฉลกกันเท่าไหร่ เพราะหนังที่เขากำกับยังไม่เคยคว้ารางวัลออสการ์มาครองเลยสักรางวัล รวมถึงการเข้าชิงในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (เคท แบลนเช็ตต์) จาก I’m Not There และออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมจาก Velvet Goldmine

สำหรับงานโดยรวมปีนี้ถือว่าอยู่ในระดับสอบผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่านี่เป็นปีที่หนักหนาสาหัสพอควรจากประเด็น OscarSoWhite สุดอื้อฉาว ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอก และพิธีกร คริส ร็อค ก็ตัดสินใจถูกด้วยการพุ่งชนประเด็นดังกล่าวแบบไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมตั้งแต่เริ่มแรก

ขอต้อนรับสู่งานประกาศผลรางวัลออสการ์ หรือที่รู้จักกันในนามรางวัลตัวเลือกของคนผิวขาว” ประโยคเกริ่นนำของเขาสามารถเรียกเสียงหัวเราะได้พอควร แต่ร็อคไม่ใช่ดาวตลกที่เน้น “เพลย์เซฟ” แบบ เอลเลน ดีเจเนอเรส ฉะนั้นรับประกันได้ว่ามุกตลกของเขาจะยิ่งเริ่มคาบเกี่ยวระหว่างการหยอกเอินกับกัดเจ็บเลือดอาบมากขึ้น เช่น เมื่อเขาตั้งข้อสังเกตว่าทำไมประเด็นของออสการ์เหยียดคนผิวดำถึงเพิ่งจุดติดรุนแรงในปีที่ 88 ของการจัดงาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้สักประมาณ 70 กว่าครั้งได้ ก็แทบจะไม่มีนักแสดงผิวดำเข้าชิงออสการ์เป็นปกติอยู่แล้ว เหตุผลของร็อค คือ เพราะคนผิวดำยุค 50 หรือ 60 มีประเด็น “จริงจังให้ประท้วงมากกว่า “เรามัวแต่วุ่นอยู่กับการโดนข่มขืนและประหารโดยศาลเตี้ยเกินกว่าจะมานั่งลุ้นว่าใครได้รางวัลสาขากำกับภาพ เวลายายของคุณห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ มันยากที่จะใส่ใจว่าใครจะได้เข้าชิงสาขาหนังสารคดีขนาดสั้น

ร็อคเปรียบเทียบแนวคิดเหยียดผิวในฮอลลีวู้ดว่าเป็นเหมือนการกีดกันในสโมสรของนักเรียนหญิง เราชอบเธอนะ รอนด้า แต่เธอไม่เหมาะกับแคปปาแต่ในทางกลับกันเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้คนจุดไฟหลุดรอดไปง่ายๆ ด้วยการจิกกัดสองสามีภรรยาตระกูลสมิธว่า “ผมเข้าใจที่เธอ (จาดา) โมโห มันไม่ยุติธรรมที่วิลแสดงดีขนาดนี้ (ใน Concussion) แต่ไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง เธอพูดถูก แต่มันก็ไม่ยุติธรรมเหมือนกันที่วิลได้ค่าตัว 20 ล้านเพื่อเล่นหนังอย่าง Wild Wild West

บทพูดในช่วงเปิดตัวของ คริส ร็อค ค่อนข้างได้ผลในแง่การเรียกเสียงหัวเราะ แม้มุกตลกจะค่อนข้างปราศจากความหลากหลาย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าขำเมื่อพิจารณาว่าประเด็นสำคัญของงานคืนนี้ คือ ความหลากหลาย น่าสังเกตว่าบทพูดเปิดงานของเขาโฟกัสไปยังประเด็นสีผิวเป็นหลัก และเฉพาะเจาะจงที่ “ขาวกับดำแทนการเหมารวมไปถึงละติน เอเชีย ฯลฯ เขาโฟกัสไปยังคนที่ไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง (ซึ่งในแง่หนึ่งก็สะท้อนให้เห็นปัญหาของฮอลลีวู้ดในวงกว้าง เมื่อดาราออสการ์อย่าง เจมี ฟ็อกซ์ ไม่ได้รับข้อเสนอให้เล่นบทดีๆ มากเท่ากับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) แทนที่จะเฉลิมฉลองผู้เข้าชิง ที่สำคัญ เสียงเรียกร้อง “ความหลากหลายของเขายังออกจะย้อนแย้งกับแก๊กตลกในช่วงกลางงาน เมื่อร็อคล้อเลียนภาพลักษณ์แบบเหมารวมของชาวเอเชีย (ขยัน เก่งเลข) ด้วยการแนะนำกลุ่มอาตี๋อาหมวยตัวน้อยๆ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการคำนวณคะแนนเพื่อหาผู้ชนะของบริษัท ไพรซ์ วอเตอร์เฮาส์ ก่อนจะสรุปตบท้ายว่า “ถ้าใครรู้สึกว่ามุกนี้เป็นการเหยียดเชื้อชาติละก็ ให้ทวีตข้อความบนโทรศัพท์ ซึ่งเด็กพวกนี้เป็นคนประกอบเช่นกัน

ความสนุกสนานของการถ่ายทอดสดดูจะพีคสุดในช่วงหนึ่งชั่วโมงแรก ก่อนพลังงานจะเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากมุกตลกที่ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องสีผิวไม่เลิกรา แม้ในระหว่างทางจะมีดาราหลายคนมาช่วยเพิ่มสีสันให้กับการประกาศรางวัลได้บ้าง เช่น เมื่อ ไรอัน กอสลิง จับคู่มากับ รัสเซล โครว หรือ ทีนา เฟย์ กับ สตีฟ คาเรล แต่บางครั้งความพยายามตลกก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าใดนัก เช่น กรณีของ ซาชา บารอน โคเฮน ที่ออกมาแนะนำหนังเรื่อง Room แล้วพล่ามออกนอกเรื่องไปไกลถึงประเด็นความหลากหลาย แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการเปรียบเทียบมีเนียนกับคนเอเชีย หรือ เมื่อ ซาราห์ ซิลเวอร์แมน พยายามจะเล่นมุกตลกเกี่ยวกับ เจมส์ บอนด์ ด้วยการบอกว่า 007 ห่วยแตกเรื่องบนเตียง เพราะผู้หญิงแทบทุกคนที่มีเซ็กซ์กับเขา ต่างพยายามจะฆ่าเขาในเวลาต่อมา

ไฮไลท์ของงานน่าจะอยู่ตรงการคว้าออสการ์มาครอง (ตามความคาดหมาย) เป็นครั้งแรกของดิคาปริโอและ เอนนิโอ มอร์ริโคเน ซึ่งแน่นอนว่าได้เสียงตอบรับเป็นการ standing ovation แต่ตำแหน่งเจ้าของคำกล่าวบนเวทีที่น่าจดจำสุดกลับตกเป็นของ ชาร์มีน โอเบด-ชินอย ซึ่งได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นจากเรื่อง A Girl in the River: The Price of Forgiveness โดยหนังบอกเล่าชีวิตของเด็กสาวอายุ 18 ปีที่รอดตายจาก “การฆ่าเพื่อรักษาเกียรติเมื่อลุงกับพ่อของเธอพยายามฆ่าเธอด้วยการยิงที่หน้า แล้วผลักตกแม่น้ำเพียงเพราะเหตุผลว่าเธอตกหลุมรักกับชายหนุ่มที่พวกเขาไม่เห็นชอบ และพยายามจะหนีตามกันไป “นายกรัฐมนตรีของปากีสถานบอกว่าเขาจะเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติหลังได้ชมหนังเรื่องนี้ชินอยกล่าว “นี่ล่ะพลังของภาพยนตร์


All about Stats

* นี่ถือเป็นปีแรกนับจาก 2009 เมื่อ PGA เปลี่ยนมาใช้ระบบนับคะแนนแบบ เรียงลำดับตัวเลือกแบบเดียวกับออสการ์ ที่รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของ PGA กับออสการ์ไม่ตรงกัน โดยเวทีแรกมอบหนังเยี่ยมให้กับ The Big Short ส่วนเวทีหลัง Spotlight กลับเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปครอง

* Mad Max: Fury Road เป็นหนังไซไฟเรื่องแรกที่ได้รางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายนับจาก Star Wars (1977) โดยก่อนหน้านี้ เจนนี บีแวน เคยชนะออสการ์จากหนังพีเรียดเรื่อง A Room with a View (1985)

* เอ็มมานูเอล ลูเบซกี้ กลายเป็นผู้กำกับภาพคนแรกและคนเดียวที่ได้ออสการ์สามปีซ้อน ก่อนหน้านี้เขาถือครองสถิติร่วมกับ จอห์น โทล (Legends of the Fall กับ Braveheart) ลีออน แชมรอย (Wilson กับ Leave Her to Heaven) และ วินตัน ฮอช (Joan of Arc กับ She Wore a Yellow Ribbon)

* ชัยชนะครั้งแรกจาก The Hateful Eight ทำให้ เอนนิโอ มอร์ริโคเน กลายเป็นผู้ชนะที่อายุมากสุด คือ 87 ปี โดยนักแสดงอายุมากสุดที่ได้ออสการ์ คือ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (Beginners) อายุ 82 ปี ส่วนผู้กำกับอายุมากสุดที่ได้ออสการ์ คือ คลินต์ อีสต์วู้ด (Million Dollar Baby) อายุ 74 ปี

* Writing’s on the Wall เป็นเพลง เจมส์ บอนด์ เพลงที่สองที่ได้ออสการ์ต่อจาก Skyfall ส่วนอีกสามเพลงที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิง คือ Live and Let Die, Nobody Does It Better (จากเรื่อง The Spy Who Loved Me) และ For Your Eyes Only

* ชาร์มีน โอเบด-ชินอย เป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้ารางวัลในสาขาหนังสารคดีขนาดสั้นมาครองสองครั้ง จาก Saving Face (2011) และ A Girl in the River: The Price of Forgiveness (2015) โดยสามคนที่ทำสำเร็จก่อนหน้า คือ วอลต์ ดิสนีย์ (Alaskan Eskimo กับ Men Against the Artic) ชาร์ลส์ อี กูเกนไฮม์ (The Johnstown Flood กับ A Time for Justice) และ โรบิน เลห์แมน (Don’t กับ End of the Game)

* อเลฮานโดร จี. อินาร์ริตู กลายเป็นผู้กำกับคนที่สามที่คว้ารางวัลออสการ์มาครองได้สองปีซ้อนหลังจาก จอห์น ฟอร์ด (The Grapes of Wrath กับ How Green Was My Valley ในปี 1940-1941) และ โจเซฟ แอล แมนคีวิคซ์ (A Letter to Three Wives และ All About Eve ในปี 1949-1950) แต่ยังไม่มีใครกำกับหนังที่ได้รางวัลออสการ์สูงสุดสองปีซ้อน

* ทอม ฮูเปอร์ กลายเป็นผู้กำกับคนแรกที่สามารถส่งนักแสดงให้คว้ารางวัลออสการ์ได้สามเรื่องซ้อน หลังจาก โคลิน เฟิร์ธ (นำชาย) ใน The King’s Speech แอนน์ แฮธาเวย์ ใน Les Miserables และ อลิเซีย วิแคนเดอร์ ใน The Danish Girl ต่างก็ได้ออสการ์ไปนอนกอดกันถ้วนหน้า

* Spotlight ทำสถิติเป็นหนังออสการ์ที่ได้รางวัลน้อยที่สุดอันดับสอง (สองรางวัล) เทียบเท่า Wings (1927) ซึ่งได้เข้าชิง 2รางวัล All Quiet on the Western Front (1930) ซึ่งได้เข้าชิง 4 รางวัล You Can’t Take It with You (1938) ซึ่งได้เข้าชิง 7 รางวัล Rebecca (1940) ซึ่งได้เข้าชิง 11 รางวัล และ The Greatest Show on Earth (1952) ซึ่งได้เข้าชิง 5 รางวัล ส่วนสถิติต่ำสุด คือ การคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครองแค่รางวัลเดียว ยังคงตกเป็นของหนังสามเรื่อง ได้แก่ The Broadway Melody (1929) ซึ่งได้เข้าชิง 3 รางวัล Grand Hotel (1932) ซึ่งได้เข้าชิง 1 รางวัล และ Munity on the Bounty (1935) ซึ่งได้เข้าชิง 8 รางวัล

* Ex Machina กลายเป็นหนังเรื่องแรกที่ไม่ได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยม แต่สามารถคว้าชัยชนะในสาขาเทคนิคพิเศษด้านภาพมาครองเหนือคู่แข่งที่เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง Mad Max: Fury Road และ The Revenant โดยครั้งล่าสุดที่ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้น คือ 45 ปีก่อน เมื่อ Tora! Tora! Tora! คว้าชัยชนะเหนือ Patton


Surprises of the Night

* หลายคนคาดการณ์ว่า Mad Max: Fury Road น่าจะกวาดรางวัลทางด้านเทคนิคมาครองมากที่สุด แต่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะสามารถคว้ามาได้ถึง 6 รางวัล รวมถึงสาขาที่การแข่งขันค่อนข้างสูงอย่างลำดับภาพยอดเยี่ยม (ตัวเก็งอันดับหนึ่ง คือ The Big Short เพราะกรรมการขึ้นชื่อมาตลอดว่านิยมมอบรางวัลให้กับหนังที่ ตัดเยอะสุด แต่ขณะเดียวกันเทียบกับสถิติในปีก่อนๆ หนังแอ็กชั่นดูเหมือนจะได้เปรียบในสาขานี้อยู่เล็กน้อย ดังจะเห็นได้จากชัยชนะของ The Bourne Ultimatum, The Hurt Locker, The Girl with the Dragon Tattoo และ Argo) หรือสาขาที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง สูสีอย่างออกแบบเครื่องแต่งกาย บันทึกเสียง และตัดต่อเสียง

* สองตัวเก็งในสาขาเทคนิคพิเศษด้านภาพยอดเยี่ยม คือ Mad Max: Fury Road และ Star Wars: Episode VII – The Force Awakens โดยเรื่องแรกอาจเสียเปรียบตรงที่หนังไม่ได้ใช้เทคนิคด้านภาพเยอะแยะมากมายนอกเหนือจากฉากพายุทะเลทราย ส่วนใหญ่จะเป็นงานสตั๊นท์และเทคนิคที่จับต้องเสียมากกว่า แต่มันได้เปรียบตรงเป็นหนังเข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกรรมการบางครั้งก็มักจะเลือกจากภาพรวมของหนังมากกว่าเจาะจงไปยังผลงาน ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์บางคนมองว่ากรรมการอาจจะอยากให้รางวัลกับ Star Wars เพราะมันเป็นหนังที่หลายคนชื่นชอบ โกยเงินมหาศาล และสาขานี้ดูน่าจะมีความเป็นไปได้สูงสุด แต่ผลกลับปรากฏว่าหนังอินดี้ฟอร์มเล็กอย่าง Ex Machina (ซึ่งได้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์อย่างอบอุ่น) คว้าชิ้นปลามันไปกินท่ามกลางเสียงเฮจากกลุ่มกองเชียร์จำนวนมหาศาล (ราคาต่อรองที่มันจะได้รางวัลอยู่ที่ 80 ต่อ 1) มันกลายเป็นผู้ชนะที่ทำเงินได้น้อยที่สุดนับแต่ Innerspace เมื่อปี 1987 โดย Ex Machina ทำเงินในอเมริกาได้ 25.4 ล้านเหรียญ ส่วน Innerspace ทำเงินในอเมริกาได้ 25.8 ล้านเหรียญ ชัยชนะในครั้งนี้น่าประทับใจตรงที่ปกติกรรมการออสการ์มักจะเน้นให้รางวัลหนังที่ใช้เอฟเฟ็กต์เยอะมากกว่าหนังที่สอดแทรกเทคนิคพิเศษได้อย่างกลมกลืน แล้วทำงานรับใช้เนื้อเรื่องมากกว่าเรียกร้องความสนใจจากคนดู เช่น ชัยชนะของ Forest Gump หรือ Death Becomes Her เมื่อ 20 กว่าปีก่อน

* ตอนที่ Writing’s on the Wall หลุดเข้าชิงเป็น 1 ใน 5 เพลงยอดเยี่ยม หลายคนก็ดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เมื่อเพลงดังบางเพลงอย่าง Love Me Like You Do และ See You again โดนแทนที่โดยเพลง เจมส์ บอนด์ ที่ค่อนข้างน่าเบื่อและแห้งแล้งชีวิตชีวา หลังจบการแสดงสุดอลังการ เล่นใหญ่จัดเต็มของ เลดี้ กาก้า บนเวทีออสการ์ หลายคนค่อนข้างมั่นใจว่าเพลง Til It Happens to You ของเธอ ซึ่งเป็นตัวเก็งมาตั้งแต่แรก น่าจะคว้ารางวัลไปครองในที่สุด (ผู้ชมในงานลุกขึ้นยืนปรบมือให้เธอ และหลายคนน้ำตาคลอเบ้าแบบเดียวกับการแสดงเพลง Glory เมื่อปีก่อน) แต่ปรากฏว่า แซม สมิธ กลับได้ชัยชนะไปแบบเหนือความคาดหมาย ต้องยอมรับว่าประวัติการเข้าชิงเป็นครั้งที่ 8 แต่ยังไม่เคยได้รางวัลของ ไดแอน วอร์เรน คนแต่งเพลง ชื่อเสียงของ เลดี้ กาก้า การแคมเปญอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการเล่นกับประเด็นสำคัญอย่างข่มขืน (หนังสารคดีเรื่อง The Hunting Ground พูดถึงหลากหลายเหตุการณ์ทารุณทางเพศในหอพักของมหาวิทยาลัย) ไม่ได้ช่วยสร้างแต้มต่อให้กับเพลงอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้

* ทุกคนคิดว่ากรรมการจะเลือกย้อนรอยประวัติศาสตร์กับ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ซึ่งเวียนว่ายอยู่ในวงการมานาน แต่ดูเหมือนการพลาดเข้าชิง SAG จะบ่งบอกแนวโน้มบางอย่างว่าเขาไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนในวงการมากนัก และผลงานการแสดงของเขาก็ไม่โดดเด่นเทียบเท่า มาร์ค ไรแลนซ์ ซึ่งเป็นขวัญใจรางวัลนักวิจารณ์ (ผู้ชนะรางวัล SAG คือ ไอดริส อัลบา จาก Beasts of No Nation แต่เขาไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์) แถมหนังที่ไรแลนซ์นำแสดงยังเข้าชิงในสาขาหนังยอดเยี่ยมอีกด้วย ขณะที่สตอลโลนเป็นตัวแทนคนเดียวจาก Creed ที่ได้เข้าชิง บางทีกระแส OscarSoWhite อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนของเขา (กรรมการบางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องหรือ ถ้าจะโหวตให้นักแสดงผิวขาวเพียงคนเดียวใน Creed โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักแสดงคนนั้นลืมจะกล่าวขอบคุณผู้กำกับผิวดำตอนเขาก้าวขึ้นไปรับรางวัลลูกโลกทองคำ) ขณะเดียวกันผลงานโดยรวมที่ผ่านมาของสตอลโลนก็ไม่กระตุ้นอารมณ์ให้ผู้คนอยากเฉลิมฉลอง หรือสดุดีเขาในแบบเดียวกับ เจฟฟ์ บริดเจส (Crazy Heart) สักเท่าไหร่


Best Moments

* ดาวตลก หลุยส์ ซี.เค. เรียกเสียงฮาได้หนักสุดเมื่อเขาออกมาประกาศรางวัลภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม “นี่เป็นรางวัลเดียวในงานที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตคน... ออสการ์ในสาขาอื่นๆ คงไปวางโชว์อยู่ในแมนชั่นสุดหรู ในบ้านของคนที่มีสหภาพแรงงานมั่นคง และมีงานทำตลอด แต่นี่เป็นสาขาสารคดีขนาดสั้น มันไม่ใช่สารคดีขนาดยาวด้วยซ้ำ ซึ่ง อัล กอร์ ก็เคยได้ หรือ ไมเคิล มัวร์ คุณไม่สามารถหาเงินสักบาทได้จากการเข้าชิงสาขานี้ คนพวกนี้ไม่มีวันร่ำรวยตลอดชั่วชีวิต ฉะนั้นออสการ์จึงมีความหมายต่อพวกเขามาก เพราะสิ่งเดียวที่พวกเขาทำ คือ บอกเล่าเรื่องราวที่สำคัญ จริงอยู่พวกคุณก็ทำ แต่พวกคุณก็ได้เงินได้ทองด้วย แต่สำหรับคนพวกนี้ออสการ์จะเดินทางกลับบ้านไปในรถ ฮอนด้า ซีวิค ออสการ์จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาได้รับในชีวิต ทำให้พวกเขากังวลจนนอนไม่หลับหากต้องเก็บมันไว้ในอพาร์ตเมนต์โกโรโกโส”... โน้ตถึงผู้จัดงานออสการ์ ได้โปรดพิจารณาเขาเป็นตัวเลือกสำหรับงานพิธีกรในปีหน้าด้วย

* เสียงร้องอันไพเราะของ เดฟ โกรห์ล จากวง Foo Fighter ในเพลง Blackbird ของ The Beatles เวอร์ชั่นกีตาร์อะคูสติกช่วยสร้างบรรยากาศหวานปนเศร้าในช่วง In Memoriam ได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะคนดูไว้อาลัยถึงศิลปินชั้นยอดอย่าง อลัน ริคแมน, เดวิด โบวี และ คริสโตเฟอร์ ลี สิ่งเดียวที่อาจทำให้ช่วงเวลานี้ด่างพร้อย คือ การตกหล่นชื่อของ ฌาคส์ รีแวตต์ (La belle noiseuse, Celine and Julie Go Boating) นักทำหนังระดับตำนานชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2016

* เลดี้ กาก้า แทบจะกลายเป็นขาประจำบนเวทีออสการ์ไปแล้ว และในปีนี้การแสดงของเธอก็ยังคงเรียกแขกได้เช่นเคย ทำให้ผู้ชมทั้งฮอลลุกขึ้นยืนปรบมือจากการครวญเพลง Til It Happens to You ด้วยพลังเสียงที่มั่นใจ ทรงพลัง โดยเธอได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากเหล่าเหยื่อข่มขืนทั้งชายและหญิงที่เดินออกมาจากด้านหลังเวทีเพื่อสนับสนุนการหยุดใช้กำลังทางเพศ

* คลิปวิดีโอที่เรียกเสียงฮาได้มากสุดคงหนีไม่พ้นคลิปล้อเลียนฮอลลีวู้ดด้วยการให้นักแสดงผิวสีมาเล่นหนังดังบนเวทีออสการ์ปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น วูปปี้ โกลด์เบิร์ก ที่มาช่วย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ โฆษณาขายม็อบถูพื้นใน Joy เลสลี โจนส์ เล่นงาน ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ใน The Revenant จนสะบักสะบอมเพราะไม่เขาไม่ยอมโทรกลับ เทรซี มอร์แกน รับบทกะเทยแต่งหญิงที่ชอบกินขนมเดนิชใน The Danish Girl หรือ คริส ร็อค เล่นเป็นนักบินอวกาศที่ เจฟฟ์ เดเนียลส์ กับ คริสเตน วิก ใน The Martian ไม่อยากช่วยเหลือ


What is a Merkin?

ระหว่างขึ้นมากล่าวแนะนำรางวัลแต่งหน้าทำผม จาเร็ด เลโต บอกว่า “หากปราศจากอัจฉริยภาพของเหล่าเมคอัพอาร์ติสและช่างทำผม เราคงไม่มีทางอินไปกับเรื่องราวในหนังคลาสสิกอย่าง The Godfather, The Elephant Man, Raging Bull และ Magic Mike 2… พวกเขาสมควรได้รับรางวัลจากการต้องทนรับมือกับเหล่านักแสดงเรื่องมาก นี่ยังไม่ต้องพูดถึงบรรดาอวัยวะเทียม วิกผม และเมอร์กิน... ถ้าคุณกำลังหัวเราะอยู่ ได้โปรดอธิบายกับคนที่นั่งข้างๆ ด้วย แต่ถ้าคุณไม่ขำ ก็ลองเซิร์จกูเกิลคำว่าเมอร์กินดูเมอร์กิน คือ วิกขนเพชรที่นักแสดงจะใส่เวลาเข้าฉากโป๊เปลือย บ่อยครั้งเมอร์กินมักถูกใช้ในหนังตลกเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ เช่น Sex and the City และ Scary Movie แต่หลายครั้งเมอร์กินช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักแสดงเวลาต้องเข้าฉากเปลือย ทำให้พวกเธอรู้สึกไม่ ตัวเปล่าเสียทีเดียว รูนีย์ มารา ใส่เมอร์กินระหว่างถ่ายทำ The Girl with the Dragon Tattoo เพื่อปกป้องจุดซ่อนเร้นของร่างกาย โดยเธออธิบายว่ามันเป็นเหมือน บิกินีขนเฟอร์” 


Worst Feeling after Winning

บางครั้งชัยชนะก็ใช่จะนำมาแต่เรื่องดีๆ เสมอไป ดังจะเห็นได้จากประสบการณ์ของ แซม สมิธ ในคืนออสการ์ รวมถึงผลกระทบที่ตามมาในวันรุ่งขึ้น เขาเริ่มต้นค่ำคืนได้อย่างกระปรกกระเปรี้ยจากการโชว์เพลง Writing’s on the Wall ที่ไม่ค่อยน่าจดจำ (กระทั่งเขาเองก็ยอมรับกับ BBCว่ามันเป็น ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผม”) ทุกอย่างเหมือนจะดีขึ้น เมื่อเพลงของเขาคว้ารางวัลมาครองแบบเหนือความคาดหมาย แต่สมิธกลับพลาดท่าด้วยการพูดบนเวทีระหว่างรับรางวัลว่า สองสามเดือนก่อนผมได้อ่านบทความของ เอียน แม็คเคลเลน ที่บอกว่ายังไม่เคยมีเกย์ที่เปิดเผยตัวเองคนไหนได้ออสการ์มาก่อน ถ้านั่นเป็นจริง หรือต่อให้มันไม่เป็นจริงก็ตาม ผมอยากอุทิศรางวัลนี้ให้กับชุมชน LGBT ทั่วโลกคำพูดของเขาก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “ระเบิดลงในโลกออนไลน์ทันที เพราะเขาไม่เพียงเข้าใจความหมายของแม็คเคลเลนผิดเท่านั้น (นักแสดงชาวอังกฤษผู้โด่งดังจากการรับบทเป็นแกนดาล์ฟในไตรภาค The Lord of the Rings และ The Hobbit หมายถึงยังไม่เคยมี นักแสดงเกย์ที่เปิดเผยตัวเองคนไหนเคยได้ออสการ์สาขานำชาย พลางนึกสงสัยว่ามันเป็นเพราะอคติหรือแค่เรื่องบังเอิญ) แต่ยังมืดบอดต่อข้อเท็จจริงอีกด้วย เพราะมีเกย์ หลายคนเคยได้ออสการ์มาแล้ว หนึ่งในนั้นก็เป็นเพื่อนร่วมชาติชาวอังกฤษของสมิธอีกด้วยอย่าง เอลตัน จอห์น ผู้คว้ารางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมเมื่อปี 1994 จาก Can You Feel the Love Tonight? นี่ยังไม่รวมสาขาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น บิล คอนดอน (Gods and Monsters) อลัน บอล (American Beauty) เปโดร อัลโมโดวาร์ (Talk to Her) ดัสติน แลนซ์ แบล็ค (Milk) โดยคนหลังดูจะออกอาการหงุดหงิดหนักสุดกับความไม่รู้เรื่องรู้ราวของสมิธถึงขนาดโพสต์ลงทวิตเตอร์ในทำนองว่า ถ้าสมิธไม่รู้จักเขาก็น่าจะเลิกส่งข้อความหาคู่หมั้นหนุ่มของเขา (นักกระโดดน้ำชื่อดังชาวอังกฤษ ทอม เดลีย์) ได้แล้ว พร้อมกับแปะลิงก์ตอนเขาได้รับรางวัลออสการ์ลงไปด้วย

แต่อย่าคิดว่าสมิธจะหยุดความสะเหล่อของตัวเองไว้แค่นั้น เพราะหลังจากนักข่าวยกตัวอย่างว่า โฮเวิร์ด แอชแมน เคยได้รางวัลเพลงยอดเยี่ยมจาก Under the Sea และ Beauty and the Beast นักร้องหนุ่มเจ้าของรางวัลแกรมมีก็ตอบว่า ผมน่าจะรู้จักเขา เราน่าจะได้ออกเดทกันโดยหารู้ไม่ว่าแอชแมนเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1991 ด้วยโรคเอดส์ขณะอายุ 40 ปี... บางทีการพูดว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รางวัลนี้ และขออุทิศให้กับชุมชน LGBT ทั่วโลกสั้นๆ ง่ายๆ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับ น่าเสียดายที่ แซม สมิธ ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้


WTF Moments

* ออสการ์ปีนี้พล่ามถึงประเด็น “ความหลากหลายแต่ความหมายจริงๆ คงหยุดอยู่แค่ “คนผิวดำ แทนที่จะกินความรวมไปถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติ สีผิว หรือเพศอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการตัดสินใจของผู้จัดงานที่จะคัดสองเพลงที่ได้เข้าชิงออสการ์ออกจากการแสดงบนเวที หนึ่งในนั้น คือ เพลง Manta Ray (จากหนังเรื่อง Racing Extinction) ของ แอนโทนีย์ เฮการ์ตี้ ศิลปินชายข้ามเพศ (อีกเพลง คือ Simple Song # 3 จากหนังเรื่อง Youth) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อประหยัดเวลาในการออกอากาศ แต่เหตุผลแท้จริงคงเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้โด่งดังเหมือนศิลปินในอีกสามเพลงเสียมากกว่า แม้ว่าทุกเพลงที่ได้รับเลือกให้นำมาร้องบนเวทีล้วนถูกหั่นความยาวออกจากเวอร์ชั่นปกติที่เล่นตามวิทยุ ฉะนั้นหากจะมีการแสดงอีกสองเพลงเพิ่มเข้ามา พวกมันก็น่าจะกินเวลาไม่เกิน 8 นาที ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เมื่อพิจารณาว่าการถ่ายทอดสดทั้งงานยาวนานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง ถ้ามันจะนานขึ้นอีกสัก 8 นาที เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงก็คงไม่เป็นไร หรือถ้าผู้จัดอยากให้งานกระชับจริงๆ ก็น่าจะหาเวลาหั่นซอยเอาจากมุกตลกที่ไม่ค่อยได้ผลของ คริส ร็อค (มันจำเป็นเหรอที่จะต้องรีไซเคิลมุกซ้ำซากประเภทให้เด็กๆ มาเดินขายคุกกี้แบบเดียวกับตอนที่ เอลเลน ดีเจเนอเรส สั่งพิซซาให้ผู้ร่วมงานเมื่อสองปีก่อน)

* สเตซี แดช เป็นนักแสดงผิวสีที่โด่งดังจากหนังเรื่อง Clueless (1995) แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนเธอจะขึ้นชื่อมากกว่าในแง่การแสดงความเห็นทางการเมืองแบบเอียงขวาสุดโต่ง เธอโหวตให้ บารัค โอบามา ในปี 2008 ก่อนจะเปลี่ยนมาอยู่ฝั่งพรรครีพับริกันในปี 2012 และสนับสนุน มิท รอมนีย์ ล่าสุดเธอเพิ่งตกเป็นข่าวอื้อฉาวจากการเสนอให้ยกเลิกทีวีเคเบิลช่อง BET ซึ่งมุ่งเน้นทำรายการตอบสนองคนผิวดำ (“เราควรกำจัดช่อง BET รางวัล BET Awards และ Image Awards ซึ่งคุณต้องเป็นคนผิวดำเท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้รางวัล”) และเทศกาล Black History Month โดยให้เหตุผลว่ามันเป็นการแบ่งแยกเกินและสองมาตรฐาน “เราทุกคนล้วนเป็นชาวอเมริกันเธอกล่าว สำหรับผู้ชมนอกอเมริกา การปรากฏตัวของเธอบนเวทีออสการ์คงสร้างความงุนงงไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้จักว่าเธอเป็นใคร มีจุดยืนทางการเมืองต่อประเด็นสีผิวอย่างไร และมันเป็นการ “เสียดสีแค่ไหนที่ได้เห็นเธอออกมาพูด “สุขสันต์เดือนแห่งประวัติศาสตร์คนผิวดำแต่ปัญหา คือ ต่อให้คุณเข้าใจแบ็คกราวด์ทุกอย่างครบถ้วน ช่วงเวลาดังกล่าวก็ยังเข้าข่าย “มุกแป้กสมบูรณ์แบบอยู่ดี และภาพใบหน้าของเหล่าผู้ชมในงานตอนกล้องตัดภาพไปยัง คริสซี ไทเกน หรือ The Weekend ก็น่าจะบ่งบอกทุกอย่างได้ครบถ้วน

รายชื่อผู้ชนะรางวัลออสการ์

Best Picture: Spotlight
Direction: Alejandro G. Inarritu (The Revenant)
Actor: Leonardo DiCaprio (The Revenant)
Actress: Brie Larson (Room)
Supporting Actor: Mark Rylance (Bridge of Spies)
Supporting Actress: Alicia Vikander (The Danish Girl)
Adapted Screenplay: The Big Short
Original Screenplay: Spotlight
Cinematography: The Revenant
Production Design: Mad Max: Fury Road
Film Editing: Mad Max: Fury Road
Visual Effects: Ex Machina
Costume Design: Mad Max: Fury Road
Makeup: Mad Max: Fury Road
Sound Editing: Mad Max: Fury Road
Sound Mixing: Mad Max: Fury Road
Score: The Hateful Eight
Song: Writing’s on the Wall (Spectre)
Foreign Language Film: Son of Saul (Hungary)
Animated Feature: Inside Out
Documentary Feature: Amy
Animated Short: Bear Story
Documentary Short: A Girl in the River: The Price of Forgiveness
Live Action Short: Strutterer