วันอาทิตย์, พฤษภาคม 25, 2557

Nebraska: ร่องรอยในความทรงจำ


ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายถึงความงดงามของ Nebraska ผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น ซึ่งยังคงคลุกเคล้าอารมณ์ขันร้ายกาจเข้ากับความจริงอันขมขื่นได้อย่างกลมกลืน ภายใต้โครงสร้างคร่าวๆ ของแนวทาง road movie ที่แทบจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปแล้ว (นี่ถือเป็นผลงานที่เข้าข่าย road movie เรื่องที่สามของเขาในรอบ 10 ปีหลังจาก About Schmidt และ Sideways) มองในชั้นแรก ความงดงามที่สามารถสัมผัสได้ชัดเจนอยู่ตรงการแสดงอันน่าจดจำของเหล่าดารานำทั้งสาม บทสนทนา ซึ่งลื่นไหลเป็นธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็สอดแทรกอารมณ์ขันและความนัยอันเฉียบคมเอาไว้อย่างแนบเนียน รวมไปถึงงานกำกับภาพขาวดำของตากล้อง ฟีดอน ปาปาไมเคิล ที่สวยงาม สื่อความหมาย ทั้งแสงเงาและการจัดองค์ประกอบภาพ ให้อารมณ์คลาสสิก ถวิลหาอดีต (เช่นเดียวกับเทคนิคจางซ้อน หรือกวาดภาพเพื่อเชื่อมโยงช็อต ซึ่งพบเห็นไม่บ่อยนักในหนังยุคปัจจุบันที่นิยมการตัดภาพแบบรวดเร็วฉับไว) สอดคล้องกับเรื่องราวการเดินทางหวนคืนสู่เมืองบ้านเกิดของตัวละครเอก

ทว่าหากมองให้ลึกลงไปแล้ว ความงดงามที่น่าประทับใจสูงสุดของ Nebraska คงเป็นการที่มันเล่าถึงชะตากรรมของครอบครัวๆ หนึ่ง ณ สถานที่อันจำเพาะเจาะจง แต่สุดท้าย ความจริงที่แฝงอยู่ภายในกลับสามารถสร้างอารมณ์ร่วมสากลได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้คนดูมองเห็น หรือกระทั่งสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวบางอย่างในชีวิตจริงของพวกเขาผ่านตัวละครและเรื่องราวที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา

เช่นเดียวกับคนแก่อีกจำนวนมาก ความดื้อด้านของ วู้ดดี้ แกรนท์ (บรูซ เดิร์น) ดูจะพอกพูนขึ้นตามอายุขัย ขณะที่หลักตรรกะของเขาหลายครั้งก็หลุดโลก จนเราไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันเป็นผลจากเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรืออาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อมกันแน่ วู้ดดี้คิดว่าตัวเองโชคดีชนะเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ถึงแม้ เดวิด (วิล ฟอร์ท) ลูกชายคนเล็กของเขาจะยืนกรานว่าจดหมายฉบับนั้นเป็นแค่กลโกงโฆษณา เพื่อหวังดึงดูดลูกค้าให้มาสมัครเป็นสมาชิกนิตยสาร วู้ดดี้วางแผนจะเดินเท้าเป็นระยะทาง 750 ไมล์จากเมืองบิลลิงส์ รัฐมอนทานาไปยังเมืองลินคอล์น รัฐเนบราสกา เพื่อเคลมเงินรางวัล แทนการส่งจดหมายตอบกลับไปโดยให้เหตุผลว่า ฉันไม่ไว้ใจไปรษณีย์หรอก เงินตั้งล้านเหรียญและเมื่อลูกชายถามว่าพ่อจะไปยังไง กระเป๋าเดินทางก็ไม่มี คำตอบที่ได้กลับมา คือ ก็ฉันไม่ได้จะไปอยู่ที่นั่นนี่

ตำรวจพาวู้ดดี้ไปยังสถานี หลังจากพบชายชรากำลังเดินดุ่มๆ อยู่บนทางหลวงเส้นหนึ่ง พร้อมกับโทรแจ้งสมาชิกครอบครัวให้มารับตัวกลับไป เคท (จูน สควิบบ์) ภรรยาของวู้ดดี้ที่สติปัญญายังเฉียบคมพอๆ กับฝีปาก ต้อนรับการกลับมาของสามีด้วยเสียงก่นด่า ก่อนตบท้ายด้วยการเทศน์สัจธรรมว่า ไม่ยักกะรู้อีตานี่อยากเป็นเศรษฐีเงินล้านกับเขาด้วย น่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว และตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินเธอมีบุคลิกตรงกันข้ามกับสามีที่มักจะสงวนคำพูดและเก็บงำความรู้สึกจนไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองจะอยู่กินด้วยกันได้เนิ่นนานหลายสิบปี พฤติกรรมปากปลาร้าของเคทกลายเป็นขุมทองสำหรับเรียกเสียงหัวเราะจากคนดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอพูดถึงเรื่องเซ็กซ์อย่างตรงไปตรงมา ขัดกับลักษณะภายนอกที่ดูเหมือนคุณยายใจดี น่ารัก น่ากอด แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ คนดูก็พลันตระหนักว่าวู้ดดี้ต้องการคู่ครองเข้มแข็งแบบเคท ซึ่งมักจะคอยออกโรง เป็นปากเป็นเสียงให้กับชายผู้ ปฏิเสธใครไม่เป็นจนเป็นเหตุให้เขาถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนรอบข้าม ดังจะเห็นได้จากฉากที่เคทสวนกลับบรรดาแร้งร่วมสายเลือด ซึ่งมารุมทวงบุญคุณวู้ดดี้ หลังตาแก่ดันเผลอคุยโวว่าตัวเองกำลังจะเป็นเศรษฐีเงินล้านให้อดีตหุ้นส่วนอู่ซ่อมรถฟัง เอ็ด เพแกรม (สเตซี คีช) จนข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองภายในชั่วข้ามคืน

ขณะที่ชีวิตส่วนตัวกำลังล่มสลาย ส่วนหน้าที่การงานก็ไม่ก้าวหน้าไปไหน เดวิดจึงตัดสินใจอาสาพาพ่อไป เคลมเงินรางวัล ที่เมืองลินคอล์น ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะหุบปากตาแก่ให้เลิกเพ้อถึงเงินล้าน อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับพ่อในช่วงบั้นปลายชีวิต ขณะที่เขายังพอจะพูดจาสื่อสารกันรู้เรื่อง แต่ระหว่างทางดันเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย ส่งผลให้ทั้งสองได้แวะไปเยี่ยมเมืองฮอร์ธอร์น บ้านเกิดของวู้ดดี้ และที่นั่นเอง เดวิดก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของพ่อเขา เช่น การไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ซึ่งมีส่วนทำให้เขาเริ่มดื่มเหล้าหนัก (นอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ว่าชีวิตในเมืองบ้านนอกเล็กๆ ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากนัก รวมถึงความยากลำบากของการประคับประคองชีวิตแต่งงาน เป็นแกก็คงติดเหล้าถ้าต้องแต่งงานอยู่กินกับผู้หญิงแบบแม่ของแกวู้ดดี้บอกลูกชาย) ได้รู้จักกับ  เพ็ก เบนเดอร์ (แองเจลา แม็กอีแวน) แฟนเก่าของวู้ดดี้ ซึ่งมีบุคลิกอ่อนหวาน อ่อนโยน และสุภาพเรียบร้อย (ตรงกันข้ามกับเคทอย่างสิ้นเชิง) และสุดท้าย คือ ได้รับรู้ความลับเกี่ยวกับคบชู้ของพ่อเขาตั้งแต่สมัยที่เดวิดยังไม่ลืมตาขึ้นมาดูโลกด้วยซ้ำ

หากเป็นในหนังเรื่องอื่น หรือในมือของผู้กำกับคนอื่น ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำมาใช้เร้าอารมณ์ดรามา หรือเบิกทางสู่ขั้นตอนไถ่บาปของตัวละคร ตลอดจนการปรับความเข้าใจกันระหว่างพ่อกับลูก แต่ Nebraska กลับเลือกจะนำเสนอแบบผ่านๆ ไม่ได้บีบเค้นใดๆ พวกมันไม่ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนพล็อต แต่ช่วยให้คนดูเข้าใจตัวละครในมิติที่กว้างขึ้น รอบด้านขึ้น วู้ดดี้ยังคงเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ยังคงเป็นพ่อขี้เหล้าที่ไม่เคยใส่ใจความเป็นอยู่ของลูกๆ และไม่มีทีท่าว่าอยากเปลี่ยนแปลง หรือบางทีอาจสายเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากช่วงเวลานี้ของชีวิตผ่านไป อย่างน้อยเดวิด (และคนดู) ก็ได้รู้จักตาแก่วู้ดดี้มากขึ้น ได้รู้ว่าเขาถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์แบบใด ในโลกแบบใด ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างอย่างมากจากโลกที่ลูกชายของเขาเติบโตขึ้นมา

บทสนทนาระหว่างพ่อลูกในบาร์เหล้าดูจะสะท้อนความจริงดังกล่าวอยู่ไม่น้อย เมื่อลูกชายถามพ่อว่าทำไมถึงแต่งงานกับแม่ (“ก็แม่แกอยากแต่ง”) และทำไมถึงตัดสินใจมีลูก (“ก็ฉันชอบมีเซ็กซ์ และแม่แกเป็นคาทอลิก”) คำตอบของวู้ดดี้ ซึ่งตรงไปมาตรงมา ปราศจากกลิ่นอายแห่งอารมณ์อ่อนไหว หรือความโรแมนติกใดๆ ไม่เพียงทำหน้าที่ในการสร้างอารมณ์ขันอย่างได้ผลเท่านั้น (ตัวลูกชายคงหวังว่าจะได้รับฟังคำสอนอันมีประโยชน์เกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ หรือเรื่องเล่าอันจับใจที่จะช่วยฟื้นคืนศรัทธาในรักแท้จากคนเป็นพ่อ) แต่ยังช่วยตอกย้ำช่องว่างให้เห็นเด่นชัดระหว่างคนสองคน สังคมสองแบบ โลกสองใบ กล่าวคือ เดวิดต้องแยกทางกับแฟนสาว โนเอล (มิสซี ด็อตตี้) หลังจากอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาสองปี เพราะชายหนุ่มไม่คิดจะเดินหน้าความสัมพันธ์ไปไหนด้วยข้ออ้างว่า เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นความรักหรือไม่ และคนๆ นี้ใช่คนที่เขาอยากจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตหรือไม่ การเติบโตมาในเมือง ตลอดจนสภาพสังคมที่ซับซ้อนขึ้นส่งผลให้เดวิดอดไม่ได้ที่จะคิดทบทวนหลายตลบเกี่ยวกับการลงหลักปักฐาน เลือกคู่ชีวิต และมีทายาทสืบสกุล ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะออกอาการช็อกเล็กน้อย เมื่อพบว่าพ่อตัวเองแต่งงานมีลูกมีเต้าโดยไม่ได้คิดใคร่ครวญถึงเรื่องความรักใดๆ ด้วยซ้ำ แถมยังนึกอยากจะหย่าขาดวันละหลายรอบ

อย่างไรก็ตาม ประโยคสำคัญอยู่ตรงที่วู้ดดี้ตบท้ายว่า มันอาจเลวร้ายกว่านี้ก็ได้ เพราะถึงที่สุดแล้ว แม้เคทจะเป็นผู้หญิงปากร้าย เจ้ากี้เจ้าการ แต่เธอก็ต้องอดทนกับพฤติกรรมขี้เหล้าของวู้ดดี้มาตลอดหลายปี เธออาจจะชอบก่นด่าความโง่เง่า ดื้อรั้นของสามีอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ในฉากโรงพยาบาลช่วงท้ายเรื่อง ท่าทีที่เธอจัดแต่งผมให้วู้ดดี้ ก่อนจะบรรจงจูบลาสามีก็บ่งบอกชัดเจนว่าชีวิตสมรสของพวกเขาหาได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไม่ และยังมีสายใยความผูกพัน ห่วงหาอาทรซุกซ่อนอยู่ภายใต้พฤติกรรมอันแข็งกระด้าง

อดีตและความทรงจำล่องลอยอยู่ในหนังตลอดทั้งเรื่อง โดยไฮไลท์คงเป็นตอนที่ครอบครัวแกรนท์เดินทางไปเยี่ยมบ้านไร่หลังเก่าของวู้ดดี้ ซึ่งพ่อของเขากับบรรดาพี่น้องสร้างขึ้นเองกับมือ แต่ตอนนี้กลับอยู่ในสภาพรกร้าง ทรุดโทรม ไม่ต่างจากผู้มาเยือน กล้องตามติดเหล่าตัวละครไปสำรวจตามห้องต่างๆ อย่างอ้อยอิ่ง จากบานหน้าต่างที่ผุพัง ไปยังเก้าอี้ไม้ขาหัก พร้อมกับเสียงบอกเล่าถึงซากตกค้างจากความทรงจำ เช่น เมื่อวู้ดดี้พูดขึ้นว่า นี่เป็นห้องนอนของปู่กับย่า พ่อจะโดนเฆี่ยนถ้าถูกจับได้ว่าแอบเข้ามา แต่ตอนนี้ไม่เหลือใครที่จะมาเฆี่ยนพ่อแล้ว

ความน่าเศร้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเวลาที่ผันผ่าน ล่วงเลย ไม่อาจหวนคืน หรือภาพจินตนาการถึงวัยเด็กอันทุกข์ยากของวู้ดดี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการตระหนักในท้ายที่สุดว่าวู้ดดี้นั้นก็ไม่ต่างจากบ้านไร่หลังเก่า หรือเมืองเกษตรกรรมอย่างฮอร์ธอร์น ที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง เปี่ยมชีวิตชีวา และปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ทรุดโทรม แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย โรงนายังไม่พัง” (The barn is still standing) เขากล่าวขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟังเผินๆ มันอาจเป็นแค่ประโยคบอกเล่าลอยๆ ถึงโรงนาอันเป็นรูปธรรม แม้โดยนัยยะแล้ว คำว่า still standing ยังสามารถกินความหมายครอบคลุมไปถึงตัวละครในวัยชราได้อีกด้วย จริงอยู่ว่าสมองของเขาอาจไม่เฉียบคมเหมือนก่อน ความจำของเขาอาจเลอะเลือน พร่ามัว ร่างกายของเขาอาจอ่อนระโหยโรยแรง แข้งขาก็กะโผลกกะเผลก แต่สุดท้ายแล้วเขายังคงยืนหยัดอยู่ ไม่ได้สูญสลายหายไป... อย่างน้อยก็ในเวลานี้

 และบางทีนั่นเองเป็นเหตุผลว่าทำไมวู้ดดี้ถึงอยากได้รางวัลเงินล้าน มันไม่ใช่ความโลภ หวังจะรวยตอนแก่ หรือแค่อยากได้รถกระบะคันใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นเพราะเขาต้องการจะเหลืออะไรบางอย่างเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึง นอกเหนือไปจากความทรงจำเกี่ยวกับพ่อขี้เหล้าที่ไม่ใส่ใจลูกๆ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าวู้ดดี้ไม่ได้ชนะรางวัลเงินล้านจริงๆ (แน่ล่ะ นี่เป็นหนังของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น ซึ่งอ้างอิงกับโลกแห่งความเป็นจริง) เดวิดจึงตัดสินใจซื้อรถกระบะคันใหม่ให้พ่อ อ้างว่ามันเป็นเหมือนรางวัลปลอบใจของทางบริษัท เพื่อให้พ่อของเขาได้ขับรถออกจากเมืองบ้านเกิดในฐานะผู้ชนะ รถกระบะของเดวิดก็เปรียบเสมือนภูเขารัชมอร์ ที่สองพ่อลูกแวะไปเยี่ยมเยียนระหว่างทาง สร้างขึ้นโดยคนรุ่นหลังเพื่อสดุดีแด่คนรุ่นก่อนหน้า มันอาจจะไม่สมบูรณ์พร้อมเช่นเดียวกัน (“ลินคอล์นไม่มีหูด้วยซ้ำวู้ดดี้ตั้งข้อสังเกต) เพราะเราต่างตระหนักดีว่าวู้ดดี้ไม่ได้ชนะเงินรางวัลจริง แต่ก็งดงามในแง่เจตนารมณ์

ความรู้สึกดีๆ ในฉากจบของ Nebraska ไม่ได้เกิดจากการแก้แค้นของวู้ดดี้ หรือความสุขสมหวังของตัวละครใดๆ (ปัญหาในชีวิตของเดวิดไม่ได้รับการคลี่คลาย และคงจะดำเนินต่อไป ส่วนสภาพร่างกายของวู้ดดี้ก็คงมีแต่จะทรุดโทรมลงจนวันหนึ่งอาจจดจำอะไรไม่ได้อีก) หากเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ถึงแม้วู้ดดี้จะไม่ได้ชนะรางวัลเป็นตัวเงิน แต่อย่างน้อยการเดินทางไปยังเมืองลินคอล์นก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว และแววตาที่ลูกชายเหลือบมองพ่อขณะพ่อของเขาขับรถกระบะคันใหม่เอี่ยมตัดผ่านตัวเมืองฮอร์ธอร์นก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ารางวัลที่พวกเขาได้รับนั้นมีค่ามากกว่าเงินล้านเสียอีก

วันอาทิตย์, มีนาคม 16, 2557

Short Comment: All Is Lost


ผลงานกำกับชิ้นที่สองของ เจ. ซี. แชนดอร์ เรียกได้ว่าเป็นการพลิกตลบไปยังทิศทางตรงข้ามกับผลงานชิ้นแรกของเขาเรื่อง Margin Call (2011) ซึ่งเล่าถึงวิกฤติของสถาบันการเงินแห่งหนึ่งจนนำไปสู่การล่มสลายทั้งระบบในระหว่างช่วงปี 2007-2008 ผ่านบทสนทนาอันเฉียบคมและการแสดงชั้นยอดของทีมดาราเกรดเอชุดใหญ่ ทั้งนี้เพราะ All Is Lost ใช้นักแสดงแค่คนเดียว (แต่เป็นคนที่สั่งสมประสบการณ์และชื่อเสียงมานานจนกลายเป็นตำนานฮอลลีวู้ด) โดยปราศจากพล็อต หรือกระทั่งบทสนทนา (นอกเหนือจากเสียงวอยซ์โอเวอร์ในฉากเปิดเรื่องแล้ว หนังมีบทพูดเพียงเล็กน้อย และหนึ่งคำสบถซึ่งมาได้ถูกที่ถูกเวลา) เพื่อเล่าถึงวิบากกรรมเรือแตกของตัวละครที่คนดูไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกับความพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดของเขาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย ความคล้ายคลึงกันเพียงอย่างเดียวของหนังทั้งสองเรื่อง คือ ฉากหลังอันปิดกั้น จำกัดพื้นที่ กล่าวคือ เรื่องแรกดำเนินเหตุการณ์ส่วนใหญ่ในห้องทำงาน/ห้องประชุม ส่วนเรื่องหลังแม้โดยรูปธรรมแล้วจะเปิดกว้าง เป็นอิสระกว่า (มหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล) แต่โดยนัยยะ หรือในเชิงการเล่าเรื่องแล้วกลับให้อารมณ์ติดกับ อึดอัด และกดดันที่หนักข้อกว่า เนื่องจากหนังปฏิเสธที่จะใช้การตัดภาพแฟลชแบ็คใดๆ ทำให้ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมง คนดูต้อง อยู่กับตัวละครและหายนะที่เขากำลังเผชิญตลอดเวลา

น่าสนใจตรงที่แชนดอร์เชื่อมโยงถึงบทวิพากษ์ทุนนิยมและความฝันอเมริกันใน Margin Call ด้วย ผ่านรายละเอียดที่ว่าตัวการซึ่งทำให้เรือแตก ได้แก่ ตู้คอนเทนเนอร์จากเรือเดินสมุทรภายในบรรจุรองเท้าผ้าใบจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พระเอกของเรา (โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) เป็นชายชราฐานะดี (เมื่อสังเกตจากสภาพของเรือสำราญ) ที่บรรลุปลายทางแห่งความฝันอเมริกัน แต่กลับเลือกจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อมาล่องเรือเพียงลำพังกลางมหาสมุทร ในช่วงต้นเรื่องคนดูจะได้ยินเสียงพูดของเขา (ซึ่งในเวลาต่อมาสามารถอนุมานได้ว่ามันคงเป็นจดหมายที่เขาเขียนใส่ในขวด) กล่าวขอโทษใครบางคน พร้อมกับบอกว่าตนได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “…ทุกอย่างสูญสิ้น นอกจากร่างกายและจิตวิญญาณ หรือซากผุกร่อนที่เหลืออยู่ของพวกมัน...มองในแง่การเล่าเรื่อง ประโยคดังกล่าวอาจสะท้อนถึงสภาวะใกล้ตาย ไร้ทางออกของตัวละคร เมื่ออาหารเหลืออยู่เพียงน้อยนิด เช่นเดียวกับเรี่ยวแรง น้ำดื่ม ตลอดจนความหวังว่าจะมีใครมาช่วยเหลือ แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจแสดงนัยยะถึงแก่นของชีวิต ซึ่งเมื่อถูกปลดเปลื้องจากวัตถุสิ้นเปลือง ฟุ้งเฟ้อ ทั้งหลายแล้ว ก็เหลือเพียงลมหายใจและเจตจำนงที่จะดำรงอยู่

หนังดูเหมือนจะไม่เชื่อในหลักจิตวิทยา รวมถึงทักษะการเล่าเรื่องเพื่อเร้าอารมณ์แบบคลาสสิก เพราะคนดูไม่อาจตระหนักได้ว่าตัวละครต่อสู้เพื่ออะไร หรือมีอะไรรอเขาอยู่หรือไม่ ซึ่งคุ้มค่าพอให้ต่อสู้ ดิ้นรน เราไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเขามีครอบครัว คนรัก หรือกระทั่งเพื่อนสนิทสักคนไหม เพราะข้อความในจดหมายของเขาดูจงใจที่จะไม่ระบุตัวบุคคลชัดเจนและเลือกใช้คำกลางๆ ว่า คุณ ด้วยเหตุนี้ พระเอกของเราจึงให้ความรู้สึกเหมือนสัญลักษณ์แทน ตัวเราเจตจำนงที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปของเขาถือกำเนิดขึ้นจากระดับสัญชาตญาณ จากจิตสำนึกที่จะเอาตัวรอดของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็น่าตื่นตะลึง เมื่อพิจารณาว่าตัวละครต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานมากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีแรงขับให้ยึดเหนี่ยวความหวังไว้จนกระทั่งนาทีสุดท้าย

ฉากจบของ All Is Lost ยิ่งเชื่อมโยงมันให้ใกล้เคียงกับหนังเรื่อง Gravity ซึ่งมีรูปแบบการทดลองในเชิงการเล่าเรื่องลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ผลงานกำกับของ อัลฟอนโซ คัวรอน อาจจะไม่เดินทางไปสุดโต่งเท่า เมื่อตัวละครประกาศยอมจำนนต่อชะตากรรม หลังจากตระหนักว่าเขาคงต้องจบชีวิตลงตรงนี้แน่นอนแล้ว เพราะไม่เหลือทางออก หรือตัวเลือกใดๆ อีกแล้ว ทุกอย่างสูญสิ้น แม้กระทั่งแพยางที่เป็นแหล่งพักพิงสุดท้าย เขาได้พยายามทุกอย่างจนเต็มความสามารถแล้ว แต่ขณะจมดิ่งลงสู่อ้อมกอดของน้ำทะเล อะไรบางอย่างได้กระตุ้นให้เขาลืมตาขึ้นมองไปยังผิวน้ำอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่มันกระตุ้นให้ ดร. ไรอัน สโตน (แซนดร้า บูลล็อค) มองเห็นทางสว่างในรูปของ แม็ท โควัลสกี้ (จอร์จ คลูนีย์) และบางสิ่งบางอย่างนั้นเองที่มอบคุณค่าให้กับชีวิตมนุษย์

Oscar 2014: บทสรุปที่คาดเดาได้ในปีแห่งประวัติศาสตร์


ต้องยอมรับว่าผลรางวัลออสการ์ในปีนี้ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเลยแม้แต่สาขาเดียว ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามความคาดหมาย และเดินหน้าตามแนวโน้มของบรรดารางวัลต่างๆ ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้อย่างซื่อตรง ตั้งแต่ Critic Choice จนถึงลูกโลกทองคำ และ BAFTAโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งรางวัลใหญ่กันระหว่าง Gravity และ 12 Years a Slave ส่งผลให้คณะกรรมการ ดูดีในสายตาของหมู่มวลมหาชน ไม่มีใครสามารถหงุดหงิดกับคำตัดสินดังกล่าวได้ อาจจะยกเว้นเพียงกลุ่มคนซึ่งชื่นชอบหนังเรื่อง American Hustle เพราะมันเป็นหนังตัวเก็งที่ต้องกลับบ้านมือเปล่า แม้จะได้เข้าชิงสูงสุดถึง 10 สาขา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

ความสำเร็จของ Gravity ในสาขาที่การแข่งขันค่อนข้างเข้มข้นอย่างลำดับภาพ ซึ่งมีคู่แข่งอย่าง Captain Phillips และ American Hustle หายใจรดต้นคอ (อันที่จริง Gravity อาจถือเป็นเต็งสองด้วยซ้ำหลังจาก Captain Phillips คว้ารางวัลจากสมาคมนักตัดต่อแห่งอเมริกามาครอง นอกจากนี้หากสังเกตจากผู้ชนะในอดีต ข้อเท็จจริงที่ว่าหนังซึ่งตัดต่อ เยอะมักเป็นผู้คว้าชัยในสาขานี้ก็ถือเป็นลางหายนะสำหรับผลงานที่อุดมไปด้วย long take อย่าง Gravity) กลายเป็นสัญญาณอันดีที่บ่งบอกว่าหนังอาจพลิกมาคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ได้ แต่สุดท้าย 12 Years a Slave ซึ่งนั่งหงอยมาตลอดทั้งงาน (แม้จะได้รางวัลที่ควรได้แบบไม่ขาดตกบกพร่องอย่างบทดัดแปลงยอดเยี่ยมและสมทบหญิงยอดเยี่ยม) กลับคว้าออสการ์ไปครองตามความคาดหมาย

เป็นเวลาหลายสิบปีที่รางวัลหนังยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมมักจะเดินคู่กันไปบนเวทีออสการ์ แต่นี่ถือเป็นปีที่สองติดต่อกันที่พวกมันถูกแบ่งให้กับหนังสองเรื่อง

รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมของ สไปค์ จอนซ์ จาก Her เรียกได้ว่าเป็นชัยชนะของกรรมการออสการ์ไปในตัว เพราะถึงแม้จอนซ์จะเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งจากการเดินหน้ากวาดรางวัลมาแล้วมากมาย แต่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าหนังอาจ พิลึกเกินไปสำหรับเหล่ากรรมการหัวโบราณ (เช่นเดียวกับผลงานในอดีตของเขาอย่าง Being John Malkovich) และนี่อาจเป็นสาขาที่พวกเขาเลือกจะมอบรางวัลชดเชยให้กับ American Hustle จากการเข้าชิงถึง 10 รางวัล แต่สุดท้าย สามัญสำนึกก็เป็นฝ่ายมีชัย

เมื่อผลรางวัลปราศจากเซอร์ไพรซ์ ภาระหนักอึ้งจึงตกอยู่บนบ่าของ เอลเลน ดีเจเนอเรส ในการสร้างชีวิตชีวาให้กับงาน ซึ่งเธอก็สอบผ่านแบบฉิวเฉียด ไม่ใช่เพราะอารมณ์ขันของเธอเท่านั้น แต่ยังเป็นความกล้าที่จะคิด นอกกรอบ ด้วยแก๊กประเภทโทรสั่งพิซซาให้กับแขกเหรื่อในงาน หรือถ่ายรูป selfie กับดารา ซึ่งเป็นการรีไซเคิลมุกเก่า เพราะตอนเธอรับหน้าที่พิธีกรในปี 2007 เธอก็เคยขอให้ สตีเวน สปีลเบิร์ก ถ่ายรูปเธอกับ คลินต์ อีสต์วู้ด ระหว่างถ่ายทอดสดมาแล้ว โดยบอกว่าจะนำไปโพสต์ใน Myspace (ชะตากรรมของ Myspace ในตอนนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าโลกของสังคมออนไลน์นั้นเปลี่ยนเทรนด์ไปมาอยู่ตลอดเวลา และไม่แน่ Twitter ก็อาจประสบชะตากรรมเดียวกันในอีก 10 ปีข้างหน้า) ทั้งสองไอเดียถือว่าประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย ทั้งนี้เนื่องจากเหล่าดาราเอลิสต์ต่างให้ความร่วมมือกันอย่างคับคั่ง (เมอรีล สตรีพ คว้าพิซซามากินอย่างไม่หวาดหวั่น แม้เธอจะสวมชุดเดรสสีขาว) ทำให้สองปรากฏการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกของโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญน่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านพิซซา Big Mama’s & Papa’s Pizzaria ได้มหาศาล

(หมายเหตุ: เด็กส่งพิซซามีชื่อว่า เอ็ดการ์ มาร์ทริรอยแซน เอลเลนบอกกับเขาว่าจะนำพิซซาไปมอบให้ทีมนักเขียนหลังเวที ก่อนชายหนุ่มจะช็อกสุดขีดเมื่อเธอหลอกเขาให้เดินออกมาหน้าเวทีระหว่างการถ่ายทอดสด ในรายการ The Ellen DeGeneres Show วันรุ่งขึ้น เอลเลนได้มอบค่าทิป ซึ่งเธอรวบรวมมาได้จาก ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน, จอห์น ทราโวลต้า, เควิน สเปซีย์ และ แบรด พิทท์ ให้กับเด็กส่งพิซซา มันตกอยู่ที่ประมาณ 600 ดอลลาร์ จากนั้นเธอก็เพิ่มทิปให้เขาอีก 400 เพื่อจะได้ลงตัวที่ 1000 ดอลลาร์พอดีมันบ้ามากๆเอ็ดการ์พูดถึงประสบการณ์ดังกล่าว ก่อนจะเปิดเผยว่าดาราที่เขาตื่นเต้นที่ได้เจอตัวเป็นๆ มากที่สุด คือ จูเลีย โรเบิร์ตส์ เธอเป็นเหมือนผู้หญิงในฝันของผม ผมติดตามดูหนังที่เธอเล่นมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่มอสโคว์”)

ผู้ชมในอเมริกาเปิดมาดูงานออสการ์ปีนี้มากกว่า 40 ล้านคน สูงกว่าสถิติจากปีก่อนประมาณ 7% และสูงที่สุดนับจาก Lords of the Rings: The Return of the King ได้รางวัลออสการ์มาครอง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่หนังมหาฮิตอย่าง Gravity เป็นตัวเก็งลำดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ชมดังกล่าวยังเทียบไม่ได้กับปี 1998 เมื่อ Titanic คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมมาครอง โดยในปีนั้นมีชาวอเมริกันมากกว่า 55 ล้านคนเปิดมาชมงานประกาศผล


Memorable Quotes

·   “คืนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ มีความเป็นไปได้มากมาย ความเป็นไปได้ข้อที่ 1 หนังเรื่อง 12 Years a Slave ได้รางวัลหนังยอดเยี่ยม ความเป็นไปได้ข้อที่ 2 พวกคุณทุกคนเป็นพวกเหยียดผิว... กรุณาปรบมือต้อนรับผู้ประกาศรางวัลผิวขาวคนแรกของเรา แอนน์ แฮทธาเวย์เอลเลน ดีเจเนอเรส

·   “(และขอบคุณ) บรรดามาเฟีย (wise guys) แห่ง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส... เอ่อ บรรดาคนฉลาด (wise people) แห่ง วอร์เนอร์ บราเธอร์สอัลฟอนโซ คัวรอน (ผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Gravity)

·   “เมื่อใดก็ตามที่ฉันมองดูตุ๊กตาสีทองตัวนี้ มันจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ฉัน และเด็กๆ ทุกคนตระหนักว่า ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน ความฝันของคุณสามารถเป็นจริงได้เสมอลูพีตา นียังโก (นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก 12 Years a Slave)

·   “ฉันภูมิใจมากที่หนังเรื่อง Blue Jasmine ยืนโรงฉายได้นานขนาดนี้ ขอบคุณ โซนี คลาสสิก ไมเคิลและทอม ที่จัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้ด้วยความกล้าหาญและชาญฉลาด และขอบคุณคนดูที่ไปอุดหนุน สำหรับใครก็ตามในวงการที่ยังคงยึดติดอยู่กับความคิดคร่ำครึว่าหนังที่มีผู้หญิงเป็นตัวเดินเรื่องคือประสบการณ์สำหรับคนกลุ่มน้อย พวกคุณคิดผิด ผู้ชมอยากดูหนังเหล่านี้ และความจริง คือ พวกมันเป็นหนังทำเงิน โลกนี้กลม รู้ไว้ซะด้วยเคท แบลนเช็ตต์ (นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Blue Jasmine)

·   “ฉันไม่อยากให้พวกคุณคิดว่านี่คือการแข่งขัน มันเป็นการเฉลิมฉลองมากกว่า... แต่ใครจะเชื่อ นี่มัน The Hunger Games ชัดๆ มีกล้องติดตั้งอยู่ทั่วทุกมุม ทุกคนหิวโหย และ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เป็นผู้ชนะจากปีก่อน นี่แหละ The Hunger Gamesเอลเลน ดีเจเนอเรส

·   “เมื่อปี 1971 ที่เมืองบอสเซียร์ รัฐลุยเซียนา มีเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งตั้งท้องลูกคนที่สอง เธอเรียนไม่จบชั้นมัธยมและต้องเลี้ยงดูลูกๆ เพียงลำพัง แต่เธอก็กัดฟันสร้างชีวิตดีๆ ให้กับตัวเองและลูกๆ ได้สำเร็จ เธอสนับสนุนให้พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์และทำงานหนัก เด็กสาวคนนั้นคือแม่ของผม และเธอก็อยู่ที่นี่ในคืนนี้ ผมแค่อยากจะบอกว่า ผมรักแม่ครับ ขอบคุณที่สอนให้ผมมีความฝัน... และผมขออุทิศรางวัลนี้ให้กับผู้คน 36 ล้านคนที่พ่ายแพ้ต่อโรคเอดส์ และทุกคนที่ต้องเผชิญกับความอยุติธรรมเพียงเพราะตัวตนที่คุณเป็นและบุคคลที่คุณเลือกจะรัก คืนนี้ผมขอยืนหยัดต่อหน้าคนทั้งโลกเคียงข้างคุณและเพื่อคุณ ขอบคุณมากครับและราตรีสวัสดิ์แจเร็ด เลโต (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Dallas Buyers Club)

·   เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ฮอลลีวู้ดต้องพึ่งพาเวทมนต์พิเศษบางอย่างในการสร้างวีรบุรุษแห่งโลกภาพยนตร์ที่มีรูปลักษณ์และขนาดแตกต่างกันไป จากยักษ์ในตะเกียงวิเศษ ไปจนถึงของเล่นพูดได้ ช้างบินได้ และเพนกวินเต้นได้ แน่นอน เวทมนต์ที่ผมกำลังพูดถึงก็คือ แอลเอสดี... (หยิบแว่นขึ้นมาใส่) สงสัยผมจะอ่านผิด ก็คือ แอนิเมชั่น ว้าว คนละเรื่องกันเลย จิม แคร์รี ขณะขึ้นมากล่าวแนะนำคลิปฮีโร่ในหนังการ์ตูน



And the Oscar Goes to... Samsung

ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงานออสการ์ปีนี้ ไม่ใช่ Gravity ซึ่งคว้าออสการ์มาครอง 7 ตัว หรือ 12 Years a Slave ซึ่งคว้ารางวัลสูงสุดมาครอง แต่เป็น บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน และทุ่มงบไปกว่า 20 ล้านเพื่อลงโฆษณาระหว่างช่วงพักเบรก แต่กลับได้ประโยชน์สูงสุดจากกลยุทธ์ product placement ขั้นเทพด้วยการให้พิธีกร เอลเลน ดีเจเนอเรส ใช้โทรศัพท์ซัมซุงรุ่น Galaxy Note 3 เพื่อถ่ายรูป selfie แห่งประวัติศาสตร์ โดยบุคคลภายในรูปประกอบด้วย แจเร็ด เลโต, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, เมอรีล สตรีพ, เอลเลน, แบรดลีย์ คูเปอร์, ปีเตอร์ นียังโก (น้องชายของลูพีตา), แชนนิง ตาตัม, จูเลีย โรเบิร์ตส์, เควิน สเปซีย์, แบรด พิทท์, ลูพีตา นียังโก และ แองเจลินา โจลี นาทีดังกล่าวอาจดูเป็นธรรมชาติ แต่จริงๆ ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว (เป็นหนึ่งในข้อตกลงของดีล 20 ล้านเหรียญที่ซัมซุงทำไว้กับสถานี ABC) โดยในวันซ้อม ผู้บริหารของซัมซุงต้องมาเปิดคอร์สฝึกฝนเอลเลนให้สามารถใช้ Samsung Galaxy ได้อย่างคล่องแคล่ว (มีคนแอบถ่ายภาพเบื้องหลังเวทีได้ว่าโทรศัพท์จริงๆ ของเอลเลน คือ ไอโฟน) “มันเป็นเทคนิคประชาสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมของซัมซุงนักวิเคราะห์การตลาดกล่าว ภาพ selfie ของเอลเลนจะทรงอิทธิพลมากกว่าโฆษณาหลายเท่า เงินอย่างเดียวไม่อาจเนรมิตปรากฏการณ์ไวรอลแบบนี้ได้” (ซัมซุงเป็นผู้นำทางด้านยอดขายสมาร์ทโฟนในตลาดโลก แต่ยังคงตามหลังไอโฟนในตลาดอเมริกา)


Simply the Best

·   เสน่ห์อย่างหนึ่งของงานออสการ์ครั้งนี้ คือ ความพยายามจะลดทอนบรรยากาศตึงเครียดและเป็นทางการของงาน ซึ่งคงไม่มีใครเชี่ยวชาญ (หรือกล้าบ้าบิ่น) มากเท่า เอลเลน ดีเจเนอเรส ตั้งแต่การเนรมิตงานออสการ์ให้กลายเป็นปาร์ตี้พิซซา หรือการถ่ายรูป selfie ลง Twitter ร่วมกับเหล่าซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย พร้อมคำบรรยายว่า คงจะดีถ้าแขน แบรดลีย์ คูเปอร์ ยาวกว่านี้ ภาพถ่ายที่ดีที่สุดตลอดกาลนำไปสู่การทุบสถิติรูปที่ถูก retweet มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจนถึงตอนบ่ายของวันจันทร์ รูปดังกล่าวถูก retweet มากถึง 2.8 ล้านครั้ง ทิ้งห่างเจ้าของสถิติเดิม นั่นคือ รูปประธานาธิบดี บารัค โอบามา กอดกับภรรยาหลังชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 2012 ซึ่งถูก retweet ทั้งหมด 810,000 ครั้ง

·   หลังการบีบบังคับให้คนได้รางวัลรีบพูดและรีบลงไปจากเวทีก้าวไกลไปถึงจุดก้ำกึ่งระหว่างหยาบคายและหยอกเอินในปีก่อนด้วยการเล่นเพลงธีมจากหนังเรื่อง Jaws ไล่ผู้ชนะที่พล่ามเกินเวลาที่กำหนด มาปีนี้ทีมงานได้แก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวได้อย่างสวยงามด้วยการ ไม่เล่นดนตรีไล่ใครลงจากเวที

·   ถ้าใครก็ตามคิดว่า แบรด พิทท์ ยังไม่ตรงกับสเปคผู้ชายในฝันมากพอ งานออสการ์ครั้งนี้จะช่วยลบข้อสงสัยใดๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่ในใจคุณ ขณะเห็นเขาจุมพิตหน้าผากภรรรยา หลังจบคลิปจากงาน Governors Awards ซึ่ง แองเจลินา โจลี ได้รางวัล Jean Hersholt Humanitarian Award (อันที่จริง ออสการ์ควรนำเอาช่วงรางวัลเกียรติยศกลับมาผนวกในรายการถ่ายทอดสดได้แล้ว และปีที่ผ่านมาก็ถือเป็นหลักฐานที่จะช่วยสนับสนุนข้อเสนอแนะนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะสุนทรพจน์ขณะขึ้นรับรางวัลของ แองเจลินา โจลี ถือว่าสุดยอดมาก เช่นเดียวกับสุนทรพจน์ของ สตีฟ มาร์ติน และ แองเจลา แลนส์เบอรี) จากนั้น เมื่อพิซซาถูกนำมาส่ง เขาก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการช่วยเหลือเอลเลนกับเด็กส่งพิซซาแจกจ่ายจานกระดาษให้กับเหล่าดาราผู้หิวโหยทั้งหลาย # แองเจลินา โจลี หล่อนโชคดีมาก

·   ในเบรกหนึ่งก่อนหน้าจะตัดเข้าโฆษณา เอลเลน ดีเจเนอเรส ย่องมาโผล่มาข้างหลัง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ แซนดร้า บูลล็อค เพื่อพูดกับกล้องว่า เตรียมพบกับเซอร์ไพรซ์อีกมากในช่วงถัดไปเล่นเอาสองซูเปอร์สตาร์ตกใจจนหน้าเหวอ (โดยเฉพาะลีโอนาร์โด) มันเป็นจังหวะเรียกเสียงฮาแบบง่ายๆ และขณะเดียวกันก็น่าประหลาดใจไม่น้อยที่แก๊กดังกล่าวได้ผล เพราะกล้องน่าจะต้องตามติดพิธีกรอย่างเอลเลนอยู่ตลอดเวลาจนไม่น่าเชื่อว่าเธอจะสามารถโผล่ไปด้านหลังเก้าอี้ใครโดยไม่ให้คนๆ นั้นรู้ตัวได้ แต่อย่างว่า ซูเปอร์สตาร์แบบบูลล็อคกับดิคาปริโอคงเคยชินกับการมีกล้องเวียนว่ายไปมารอบๆ ตัวอยู่ตลอดเวลา (ใครที่เป็นแฟนประจำของรายการทอล์คโชว์ The Ellen DeGeneres Show จะรู้ดีว่าการแกล้งดาราเป็นเหมือนของหวานสำหรับดีเจเนอเรส)

·   ความโก๊ะของ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ กำลังจะกลายเป็นธรรมเนียมออสการ์ไปแล้ว เมื่อปีก่อน เธอสะดุดชุดตัวเองตอนเดินขึ้นบันไดไปรับรางวัล มาปีนี้เธอรีบขโมยซีนก่อนตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน ด้วยการสะดุดโคนกั้นสีส้มระหว่างลงจากรถมาเดินบนพรมแดง จนโดนเอลเลนหยิบมาใช้เป็นมุกล้อเลียนในช่วงเปิดงานว่า ถ้าคืนนี้คุณชนะรางวัล ฉันคิดว่าเราควรเอาออสการ์ไปมอบให้คุณ

·   ถึงแม้ Happy จะพลาดรางวัลเพลงยอดเยี่ยมให้กับ Let It Go แต่โชว์ของ ฟาร์เรล วิลเลียมส์ ถือเป็นโชว์ที่ดีที่สุดในบรรดา 4 เพลงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขากระโดดลงมาจากเวทีเพื่อขอความร่วมมือจากผู้ชมให้สนุกไปกับเพลง ส่งผลให้พวกเรามีโอกาสเห็น ลูพีตา นียังโก, เมอรีล สตรีพ และ เอมี อดัมส์ โชว์ลีลาการเต้นแบบที่คงไม่มีให้เห็นได้บ่อยๆ

·   เซอร์ไพรซ์ที่น่าประทับใจเกิดขึ้นตอน ดาร์ลีน เลิฟ ร้องเพลง His Eye Is on the Sparrow ขณะขึ้นรับรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมพร้อมกับทีมงาน 20 Feet from Stardom ซึ่งเล่าถึงชีวิตของเหล่านักร้องแบ็คอัพทั้งหลาย และเลิฟคือหนึ่งในนั้น เธอเคยร้องแบ็คอัพให้กับน้องร้องชื่อดังมากมาย อาทิ เอลวิส เพรสลีย์, แฟรงค์ ซินาตรา, อาเรธา แฟรงคลิน และ บรูซ สปริงส์ทีน แน่นอนว่าเสียงตอบรับต่อเซอร์ไพรซ์ดังกล่าว คือ การที่คนทั้งฮอลลุกขึ้นยืนปรบมือเป็นเกียรติให้เธอ (เมื่อ U2 เล่นเพลง Ordinary Love จากหนังเรื่อง Mandela: Long Walk to Freedom จบ โบโนตบท้ายการแสดงด้วยการตะโกนชื่อ ดาร์ลีน เลิฟ”) มนต์เสน่ห์ดังกล่าวทำให้หลายคนกล้ำกลืนความช้ำใจได้ง่ายขึ้น เมื่อ The Act of Killing พลาดรางวัลที่สมควรได้รับไปอย่างน่าเสียดาย


WTF Moments

·   วัยชราทำท่าจะไล่ตาม จอห์น ทราโวลต้า มาติดๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมองจอป้อนบทไม่ชัด หรือจู่ๆ สมองเกิดเบลอขึ้นมากะทันหัน เขาถึงลงเอยด้วยการอ่านชื่อของ เอดีนา เมนเซล ผิดไปเป็นคนละคน ทั้งที่ชื่อเธอก็ไม่ได้ออกเสียงยากเย็นในระดับเดียวกับสองนักแสดงนำจาก 12 Years A Slave สักหน่อย สุดท้ายเขากล่าวแนะนำนักแสดงจากละครเพลงสุดฮิตเรื่อง Wicked ที่กำลังจะโชว์พลังแปดหลอดบนเวทีเพื่อร้องเพลง Let It Go ว่าชื่อ อเดล ดาซีมหรืออะไรทำนองนั้น ที่สำคัญ เมื่อพูดผิดไปแล้ว ทราโวลต้าก็ไม่ได้พยายามจะพูดใหม่ให้ถูกต้อง (กรณีที่ลิ้นของเขาเกิดพันกันจนพูดผิดไปโดยไม่ตั้งใจ) แต่กลับปล่อยผ่านไปเฉยๆ... โชคดีที่ เอลเลน ดีเจเนอเรส เข้ามาช่วยแก้ไขความผิดพลาดด้วยการกล่าวขอบคุณเมนเซลหลังจากเธอร้องเพลงจบแล้ว

·   รางวัลนักแสดง หน้าใหม่แห่งค่ำคืนนี้ตกเป็นของ โกลดี้ ฮอว์น , ไลซา มินเนลลี, จอห์น ทราโวลต้า และ คิม โนแว็ค พวกเขาดูเหมือนอดีตซูเปอร์สตาร์ที่สร้างชื่อเสียงจากหนังอย่าง Private Benjamin, Cabaret, Pulp Fiction และ Vertigo ตามลำดับ แต่ปัจจุบันกลับเหมาะจะนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ซึ่งทุกอย่างดูคล้ายจริง แต่ไม่ใช่ของจริงเสียทีเดียว งานนี้คนที่โดนเมาท์หนักสุดคงหนีไม้พ้นนักแสดงหญิงจากหนังที่เพิ่งได้รับการโหวตว่าดีที่สุดในโลก เช่น Time ยกให้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการประกาศรางวัลหนังการ์ตูนยอดเยี่ยม เพราะมันตกเป็นของหนังเรื่อง “Frozen” ส่วนในโลกของทวิตเตอร์ก็โหดร้ายไม่แพ้กัน ตัวอย่างเช่น ฉันนึกว่า คิม โนแว็ค ออกมาแนะนำหนังเรื่อง Mask ซะอีก... บางทีแก๊กตลกของเอลเลนในช่วงเปิดงานอาจใกล้เคียงความจริงเกินกว่าจะขำออกเมื่อเธอพูดว่า ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจให้เรา ฉันไม่ได้หมายความว่าภาพยนตร์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก เพราะเราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ คือ วัยเยาว์ ขณะเดียวกัน ก็ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใด ไลซา มินเนลลี จึงไม่ค่อยฮาไปกับมุกตลกที่เอลเลนล้อเลียนว่าเธอเป็นกะเทยแปลงเพศที่แต่งตัวเลียนแบบ ไลซา มินเนลลี สักเท่าไหร่ ทั้งนี้เพราะมุกดังกล่าวมัน จริงเกินไป

·   บางทีก็น่าสงสัยว่าคนตัดคลิปสำหรับนำมาใช้งานออสการ์ซัดกระทิงแดงไปกี่ขวดระหว่างเร่งงานให้ทันเส้นตาย พวกเขาชอบสร้างปริศนาน่าฉงนเป็นประจำ กับหลักตรรกะแปลกๆ โดยคลิปชุดแรกที่ แซลลี ฟิลด์ ออกมาแนะนำพอจะเมกเซนส์อยู่บ้าง เพราะเป็นการรวบรวมบรรดาหนังชีวประวัติบุคคลที่สร้าง วีรกรรมเอาไว้ให้โลกจารึก ตามธีมของงานในปีนี้ นั่นคือ วีรบุรุษ/สตรี อาทิ Gandhi, Norma Rae, Lincoln, Lawrence of Arabia และ Captain Phillips ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่น แม้จะน่าเบื่ออยู่สักหน่อย (หรือถ้าจะพูดตรงๆ คือ คลิปเหล่านี้ไม่มีประโยชน์โพดผล นอกเหนือจากทำให้งานยืดยาดเกินจำเป็น มันไม่ตลก ฉลาด หรือสร้างอารมณ์ฮึกเหิม ซาบซึ้งใดๆ) แต่เรื่องชวนพิศวงปรากฏขึ้นในคลิปชุดที่สอง ซึ่งได้กัปตันอเมริกา คริส อีแวนส์ ออกมาแนะนำ โดยหลักการแล้ว มันน่าจะเป็นคลิปของบรรดา ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลาย  ซึ่งหนังอย่าง Iron Man, The Amazing Spider-Man, Captain America, Man of Steel และ The Avengers ถือว่าเข้าพวก ส่วนหนังอย่าง The Hunger Games, Star Wars, Harry Potter, Die Hard ก็พอจะกล้อมแกล้มจับยัดเข้ามาได้ (อีกหนึ่งความพยายามของผู้จัดงานที่จะเอาใจเหล่านักดูหนังตลาดทั้งหลาย?) แต่คำถามที่เกิดขึ้น คือ คลิปจาก Footloose และ Beasts of the Southern Wild มันเข้าพวกกับเรื่องอื่นๆ ตรงไหนเหรอ #ดื่มวีต้าแล้วไปนอนก่อนดีมั้ย

·   แน่นอนว่า เบ็ตต์ มิดเลอร์ สามารถครวญเพลง Wind Beneath My Wings ได้แบบไม่มีหลงโน้ตแม้กระทั่งในยามหลับ และครั้งนี้เสียงร้องของเธอก็ยังน่าฟังเช่นเคย แม้ว่าเพลงที่นำมาร้องจะถูกใช้ซ้ำไปซ้ำมาบ่อยครั้งในหลายๆ โอกาสจนเกร่อไปแล้วก็ตาม แต่เหตุใดโปรดิวเซอร์จึงเลือกให้เธอมาร้องเพลง หลังจาก คลิปไว้อาลัยผู้จากไปเล่นเสร็จแล้ว (พร้อมกับเสียงดนตรีซาวด์แทร็กแสนหวานปนเศร้าจากหนังเรื่อง Somewhere in Time ประพันธ์โดย จอห์น แบร์รี) แทนที่จะให้เธอร้อง ควบคู่ไปกับคลิป หรือพวกเขาคิดว่าแค่ 3 ชั่วโมงยังถือว่ายาวไม่พอ ควรจะลากงานให้ยืดยาวเป็น 4 ชั่วโมงไปเลยจะดีกว่า

·   ไม่ใช่ว่าหนังคลาสสิกอย่าง The Wizard of OZ ไม่สมควรได้รับการเชิดชู หรือคาราวะ แต่อะไรเป็นเหตุผลให้มันกลายเป็นหนังเรื่องเดียวที่ถูกพูดถึงจากปีนั้น (หากเหตุผล คือ การฉลองครบรอบ 75 ปี) หรือว่าหนังอย่าง Gone with the Wind, Stagecoach และ Only Angels Have Wings ไม่มีคุณค่าพอให้เฉลิมฉลอง (โอเค หนังอย่าง Gone with the Wind อาจไม่เหมาะสำหรับเวทีออสการ์ในปีที่หนังอย่าง 12 Years a Slave เป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งเท่าใดนัก) เหตุผลสำหรับจัดพิธีสดุดีดังกล่าวน่ากังขาพอๆ กับการสดุดีหนังเพลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของงานออสการ์ปีก่อน และที่สำคัญ ถ้าออสการ์อยากจะให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ รากเหง้า และความสำเร็จในเชิงศิลปะอย่างแท้จริงละก็ ทำไมถึงไม่เอาเวลาอันมีค่าเหล่านั้นไปอุทิศให้กับการมอบรางวัลเกียรติยศแก่บรรดาศิลปินระดับตำนานในวงการภาพยนตร์ แทนการตัดต่อคลิปของหนังทำเงินมากมาย หรือสดุดีหนังเก่าคลาสสิกเพียงหนึ่งเรื่องโดยปราศจากความจำเป็นใดๆ นอกจากนี้ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผู้จัดงานเลือกพิงค์มาร้องเพลง Over the Rainbow จริงอยู่เธอทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่คำถาม คือ เธอมีความเกี่ยวพันอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ หรือนี่ก็แค่อีกหนึ่งความพยายามที่จะดึงดูดกลุ่มคนดูวัยรุ่น ส่วนดาราดังที่เกี่ยวพันกับหนังเรื่องนี้โดยตรงอย่าง ไลซา มินเนลลี ซึ่งมีพรสวรรค์ในการร้องเพลงไม่แพ้ จูดี้ การ์แลนด์ ต้นตำรับเสียงร้องของเพลงอมตะดังกล่าว กลับถูกเชิญให้มานั่งเฉยๆ โดยไม่ได้ขึ้นมากล่าวแนะนำหนังด้วยซ้ำ (คนทำหน้าที่นั้นกลายเป็น วูปปี้ โกลด์เบิร์ก ซึ่งก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าเกี่ยวพันกับหนังเรื่องนี้อย่างไร)... บางทีสิ่งเดียวที่เมกเซนส์สำหรับช่วงสดุดีดังกล่าว คือ การได้เห็นเอลเลนสวมชุด แม่มดใจดี กลินดา แบบเต็มยศ

·   ถ้าคุณยังไม่หลับไปเสียก่อน คุณอาจสัมผัสได้ถึงพลังมาคุบางอย่างหลังจาก เพเนโลปี ครูซ ประกาศว่าหนังเรื่อง 12 Years a Slave เป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ทั้งนี้เพราะขณะที่ จอห์น ริดลีย์  ขึ้นไปรับรางวัล เขาต้องเดินผ่านผู้กำกับ สตีฟ แม็คควีน แบบเต็มๆ แต่ทั้งสองกลับไม่แม้แต่จะหันมาสบตากันด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่กอด หรือจับมือแสดงความยินดีเลย และริดลีย์ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อแม็คควีนในคำกล่าวขอบคุณบนเวทีด้วย (ซึ่งแม็คควีนก็ตอบแทนด้วยการไม่เอ่ยถึงริดลีย์เช่นกันตอนเขาขึ้นไปรับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) รอยบาดหมางดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่แม็คควีนอ้างว่าเขามีส่วนร่วมในการแก้ไขบทหนัง และเรียกร้องขอเครดิตเขียนบทร่วม แต่ถูกริดลีย์ปฏิเสธ ฟ็อกซ์ เซิร์ชไลท์ เข้าข้างริดลีย์ ส่วนคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะลดทอนความร้อนแรงของประเด็นดังกล่าวด้วยการหุบปากเงียบ เพื่อไม่ให้มันส่งผลร้ายต่อโอกาสคว้ารางวัลออสการ์ของหนัง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ริดลีย์มีปัญหากับผู้กำกับ เพราะเมื่อ 15 ปีก่อนเขาก็เคยงัดข้อแบบเดียวกันกับ เดวิด โอ. รัสเซลล์ มาแล้วเกี่ยวกับเครดิตของหนังเรื่อง Three Kings แต่ครั้งนั้น WGA ได้ตัดสินให้ริดลีย์ได้เครดิต เรื่องโดยส่วนรัสเซลล์ได้เครดิต บทภาพยนตร์โดยอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนรอยร้าวแต่เก่าก่อนจะหายสนิทแล้ว เพราะระหว่างเดินไปรับรางวัลริดลีย์ได้แวะกอดกับรัสเซลล์ ส่วนในกรณีของแม็คควีนนั้น เราคงต้องรอดูผลกันต่อไป... บางทีคราวนี้อาจจะใช้เวลาแค่ 10 ปี


Fun Facts

·   American Hustle เป็นหนังเรื่องแรกนับจาก Sunset Boulevard (1950) ที่ได้เข้าชิงสาขานักแสดงครบทั้งสี่สาขา แต่พลาดรางวัลไปหมด และเป็นหนังเรื่องที่ 3 จากทั้งหมด 15 เรื่องที่ไม่ได้รางวัลการแสดงกลับบ้านจากการเข้าชิงใน 4 สาขา (อีกเรื่อง คือ My Man Godfrey ในปี 1936) นอกจากนี้ สถิติชีช้ำยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น นี่ยังถือเป็นหนังเรื่องที่สามนับจาก Gangs of New York และ True Grit ที่ได้เข้าชิง 10 รางวัล แล้วไม่มีอะไรติดมือกลับไปเลย โดยสถิติสูงสุดยังคงเป็นของ The Color Purple และ The Turning Point ที่เข้าชิง 11 รางวัล แต่ได้ 0

·   12 Years a Slave กลายเป็นหนังที่กำกับโดยผู้กำกับผิวดำเรื่องแรกที่คว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีออสการ์มาครอง ส่วน สตีฟ แม็คควีน ก็เป็นผู้กำกับผิวดำคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์เท่านั้นที่ได้เข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ต่อจาก จอห์น ซิงเกิลตัน (Boyz n the Hood) และ ลี เดเนียลส์ (Precious) ขณะที่ อัลฟอนโซ คัวรอน สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้กำกับเชื้อสายละตินคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครอง

·   ชัยชนะจากการแต่งเพลง Let It Go ทำให้ บ็อบบี้ โลเปซ กลายเป็นบุคคลที่ 12 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลสูงสุดจาก 4 วงการมาครองได้แบบหมดจด ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า EGOT (Emmy, Grammy, Oscar, Tony) แถมเขายังเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุด (39 ปี) ที่บรรลุสุดยอดปรารถนาดังกล่าวอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้ เขาเคยได้รางวัลโทนีจาก Avenue Q และ The Book of Mormon ได้รางวัลแกรมมีจาก The Book of Mormon และได้รางวัลเอ็มมีจาก Wonder Pets ส่วนบุคคลที่ประสบความสำเร็จแบบเดียวกันในอดีตก็เช่น ออเดรย์ เฮปเบิร์น, เมล บรู้กส์, วูปปี้ โกลด์เบิร์ก, ไมค์ นิโคลส์ และ ริชาร์ด ร็อดเจอร์ส

·   เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ซึ่งทำสถิติเป็นนักแสดงหญิงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เข้าชิงออสการ์สามครั้ง (23 ปี) ทำลายสถิติเดิมของ เทเรซา ไรท์ ซึ่งอายุ 24 ปีตอนถูกเสนอชื่อเข้าชิงเป็นครั้งที่สาม กลายเป็นนักแสดงหญิงคนแรกในรอบ 13 ปีนับแต่รางวัล BAFTA ย้ายมาประกาศก่อนหน้ารางวัลออสการ์ ที่สามารถคว้ารางวัลลูกโลกทองคำและ BAFTA มาครอง (สมทบหญิงจาก American Hustle) แต่กลับพลาดรางวัลบนเวทีออสการ์ให้กับ ลูพีตา นียังโก (12 Years a Slave) ซึ่งเป็นผู้ชนะบนเวที SAG ตัวอย่างของผู้ชนะควบสองเวทีข้างต้น แล้วเดินหน้าคว้ารางวัลออสการ์มาครองก็เช่น เมอรีล สตรีพ (The Iron Lady) ที่มีชัยเหนือเจ้าของรางวัล SAG วีโอลา เดวิส (The Help) และ มาริยง โกติญาร์ (La Vie En Rose) ที่มีชัยเหนือเจ้าของรางวัล SAG จูลี คริสตี้ (Away From Her)

·   หนังที่คว้ารางวัลออสการ์มาครองมากสุด แต่พลาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ Cabaret ซึ่งถือครองสถิติจากการคว้าออสการ์มาครอง 8 ตัว รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยมและนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม แต่พลาดรางวัลสูงสุดให้กับ The Godfather ที่ได้สามรางวัลเหมือน 12 Years a Slave นั่นคือ หนัง นำชาย และบทดัดแปลง อันดับที่สองได้แก่ Gravity ซึ่งได้ 7 รางวัลออสการ์ รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยม อันดับสามได้แก่ A Place in the Sun ซึ่งได้ 6 ออสการ์ รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่พ่ายแพ้ในสาขาหนังยอดเยี่ยมให้กับ An American in Paris

รายชื่อผู้ชนะรางวัลออสการ์

Best Picture: 12 Years a Slave
Best Director: Alfonso Cuaron (Gravity)
Best Actress: Cate Blanchett (Blue Jasmine)
Best Actor: Matthew McConaughey (Dallas Buyers Club)
Best Supporting Actress: Lupita Nyong’o (12 Years a Slave)
Best Supporting Actor: Jared Leto (Dallas Buyers Club)
Best Foreign Language Film: The Great Beauty (Italy)
Best Animated Feature: Frozen
Best Documentary Feature: 20 Feet from Stardom
Best Adapted Screenplay: 12 Years a Slave
Best Original Screenplay: Her
Best Cinematography: Gravity
Best Film Editing: Gravity
Best Original Score: Gravity
Best Production Design: The Great Gatsby
Best Costume Design: The Great Gatsby
Best Sound Editing: Gravity
Best Sound Mixing: Gravity
Best Visual Effects: Gravity
Best Makeup and Hair: Dallas Buyers Club
Best Original Song: Let It Go (Frozen)
Best Documentary Short: The Lady in Number 6
Best Animated Short: Mr. Hublot
Best Live Action Short: Helium

วันอาทิตย์, มีนาคม 02, 2557

Oscar 2014: Best Picture



Dallas Buyers Club

ผู้กำกับ ฌอง-มาร์ก วาลี รีบเตือนผู้ชมแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ชื่อหนังจะฉายขึ้นบนจอเสียด้วยซ้ำ ว่า Dallas Buyers Club ไม่ใช่หนังสำหรับแฟนๆ ผู้ชื่นชอบ แม็ทธิว แม็คคอนาเฮย์ คนเดิมจากผลงานอย่าง How to Lose a Guy in 10 Days เพราะตั้งแต่ฉากแรกเขาก็ปรากฏกายในสภาพผอมกะหร่อง กำลังมีเซ็กซ์ฉาบฉวยกับผู้หญิงที่ดูเหมือนโสเภณี พลางเฝ้ามองการขี่วัวกระทิงท่ามกลางเสียงอึกทึกรอบข้างและเสียงพ่นลมหายใจของวัว เขารับบทเป็น รอน วู้ดรูฟ ช่างไฟฟ้าชาวเท็กซัสที่เสพติดเซ็กซ์และโคเคนอย่างหนัก จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดค้นพบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV ซึ่งในขณะนั้น (ค.ศ. 1985) ยังเป็นโรคใหม่ที่แพร่หลายในหมู่คนรักร่วมเพศ แพทย์วินิจฉัยว่าเขามีเวลาเหลือแค่ 30 วันเท่านั้น แต่รอนก็ไม่ยอมแพ้ เขาหาข้อมูล ดิ้นรนค้นหายาทางเลือกต่างๆ จากทั่วโลก จนกระทั่งค้นพบหนทางที่จะช่วยเหลือตัวเขา (รวมถึงผู้ป่วยอีกจำนวนมาก) ให้มีชีวิตยืนยาวได้อีกนานหลายปี

ความจริงโครงการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ล้มลุกคลุกคลานไม่ต่างจากวู้ดรูฟกว่าจะเจอแสงสว่างที่ปลายทาง โดยกินเวลานานกว่าสองทศวรรษนับแต่คนเขียนบท เครก บอร์เทน ได้อ่านบทความเกี่ยวกับรอนในปี 1992 แต่เดิมโครงการเคยจะกลายเป็นรูปเป็นร่างครั้งหนึ่งแล้วในช่วงกลางทศวรรษ 90 โดยมี เดนนิส ฮ็อปเปอร์ นั่งเก้าอี้ผู้กำกับ และ วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน รับบทนำเป็นวู้ดรูฟ กระทั่งเมื่อ ร็อบบี้ เบรนเนอร์ ตกลงใจรับหน้าที่โปรดิวเซอร์ในปี 1996  หนังก็ยังประสบปัญหาเปลี่ยนทีมดารา-ผู้กำกับจนนับครั้งไม่ถ้วน จาก มาร์ค ฟอร์สเตอร์-แบรด พิทท์ เป็น เครก กิลเลสไพ-ไรอัส กอสลิง เราถูกปฏิเสธราว 87 ครั้งได้เบรนเนอร์เล่า พวกเขาบอกว่าเอดส์ไม่ใช่ประเด็นฮอตฮิตอีกต่อไปแล้ว มันเป็นหนังย้อนยุค บทหนังยอดมากเลย แต่มันถูกดองไว้นานเกินไป

ตอนที่วาลีตกลงใจมากำกับหนัง เขาไม่ค่อยแน่ใจนักกับการมอบบทนำให้ หนุ่มรูปหล่อกล้ามใหญ่อย่างแม็คคอนาเฮย์ แต่หลังจากได้พูดคุยกัน วาลีจึงพบว่าแม็คคอนาเฮย์กำลังกระตือรือร้นที่จะสลัดภาพลักษณ์ของตัวเองให้หลุดจากหนังแนวตลก-โรแมนติกไปสู่บทบาทแนวอื่นที่ท้าทายกว่า วาลีขอใช้เวลา 1 ปีในการขัดเกลาบท ขณะแม็คคอนาเฮย์ลดน้ำหนักลงจากเดิม 40 กก. เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานแสดงครั้งสำคัญ แต่วิบากกรรมยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะ 6 สัปดาห์ก่อนเปิดกล้อง จู่ๆ นายทุนก็เกิดตื่นตระหนกและถอนตัวกะทันหัน ฉะนั้นจากเดิมที่หนังจะได้เงินทุนทั้งหมด 8 ล้านเหรียญสำหรับการถ่ายทำ 40 วัน ทุกอย่างจึงถูกลดลงครึ่งหนึ่ง หลังเบรนเนอร์กระเสือกกระสนหานายทุนรายใหม่มาได้ในนาทีสุดท้าย ระหว่างการถ่ายทำทีมงานต้องขวนขวายแก้ปัญหากันรายวันโดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น จุดเทียน 150 เล่มในฉากบาร์เต้นระบำเปลื้องผ้าแทนการเช่าไฟราคาแพง สุดท้ายหนังใช้เวลาถ่ายทำทั้งสิ้น 25 วัน ฉันไม่เคยถ่ายหนังเรื่องไหนเสร็จไวขนาดนี้มาก่อนเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ ซึ่งรับบทเป็นหมอที่คอยช่วยเหลือวู้ดรูฟ กล่าว

สิ่งที่ช่วยยกระดับให้ Dallas Buyers Club ทรงพลังเกินหน้าหนังที่สร้างออกฉายทางช่องเคเบิล นอกเหนือจากงานแสดงระดับสุดยอดของเหล่าดารานำแล้ว ได้แก่ การกำกับของผู้กำกับ ฌอง-มาร์ก วาลี ที่ไม่เน้นบีบคั้นอารมณ์ แต่ก็ยังรักษาระดับความเข้มข้นของเรื่องราวเอาไว้ได้อย่างพอเหมาะ โดยไม่ลืมที่จะสอดแทรกอารมณ์ขันแบบถูกที่ถูกเวลา ซึ่งแม็คคอนาเฮย์ได้ยกตัวอย่างเอาไว้สองฉาก ฉากที่รอนมีเซ็กซ์หลังจากรู้ว่าตัวเองติดเชื้อ HIV อาจถูกบิลด์ให้เป็นดรามาได้ แต่สุดท้ายมันดูตลกขบขันเพราะฌอง-มาร์กตัดไปยังภาพผู้คนกำลังแอบฟัง เช่นเดียวกับฉากที่รอนช่วยตัวเอง ซึ่งกล้องค่อยๆ แพนจากภาพโป๊ผู้หญิงไปเป็นภาพของ มาร์ค โบแลน ที่เรยอนติดไว้บนฝาผนัง ตอนนั้นตัวละครอาจห่างไกลจากภาวะเกลียดกะเทยแบบช่วงต้นเรื่องแล้วก็จริง แต่ภาพดังกล่าวยังคงสามารถทำให้เขาหมดอารมณ์ได้ง่ายๆ อารมณ์ขันของฌอง-มาร์กค่อนข้างย่อยง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายความจริงจังของโทนหนังโดยรวม


The Wolf of Wall Street

หากมองในแง่ของการเป็นหนังตลกล้อเลียนแล้ว The Wolf of Wall Street มีลักษณะใกล้เคียงกับผลงานคลาสสิกอย่าง Catch-22 และ Dr. Strangelove: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการนำเอาประเด็นหนักหน่วง มืดหม่น มานำเสนอในลักษณะเสียดสี เน้นความตลกขบขันและเกินเลยความเป็นจริง โดยผลงานกำกับเรื่องล่าสุดเป็นเหมือนปฏิกิริยาของ มาร์ติน สกอร์เซซี ต่อวิกฤติทางการเงินในปี 2008 เล่าถึงการพุ่งทะยานขึ้นสู่สถานะมหาเศรษฐีของ จอร์แดน เบลฟอร์ท โบรกเกอร์ตลาดหุ้นที่ต้องออกมาเตะฝุ่นอยู่พักหนึ่งหลังจาก วอล สตรีท ดำดิ่งสู่หุบเหวในปี 1989 แต่เบลฟอร์ทไม่เคยหยุดฝันที่จะร่ำรวย จึงเปิดบริษัทซื้อขายหุ้นในโรงจอดรถเก่าๆ แล้วก้าวสู่ความรุ่งโรจน์ภายในเวลาชั่วข้ามคืนด้วยการหลอกขายหุ้นชั้นเลวให้กับนักลงทุนมือใหม่

โครงการสร้างหนังเริ่มต้นเมื่อ เทอเรนซ์ วินเทอร์ ได้รับต้นฉบับหนังสืออัตชีวประวัติของ จอร์แดน เบลฟอร์ท ชื่อ The Wolf of Wall Street เมื่อปี 2007 ซึ่งเขานั่งอ่านชนิดรวดเดียวจบ “ผมไม่อยากเชื่อว่าคนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ยังมีชีวิตอยู่วินเทอร์กล่าว เขาส่งต้นฉบับดังกล่าวต่อไปยัง ลีโอนาร์โอ ดิคาปริโอ ซึ่งก็รู้สึกแบบเดียวกันหลังจากอ่านจบ ก่อนจะนำไปเสนอให้สกอร์เซซี ที่นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารของซีรีย์ HBO ชุด Boardwalk Empire ซึ่งวินเทอร์เป็นหนึ่งในทีมเขียนบท หลังจากนั้นทุกอย่างก็เดินหน้าอย่างรวดเร็ว มาร์ตี้สนใจอยากจะดัดแปลงมันเป็นหนังเอ็มมา ทิลลิงเกอร์ คอสคอฟฟ์ โปรดิวเซอร์ที่ร่วมงานกับสกอร์เซซีมาแล้วห้าครั้ง รวมถึงหนังรางวัลออสการ์เรื่อง The Departed กล่าว “เขามองว่ามันเป็นเรื่องราวที่เหมาะจะนำมาทำเป็นหนังตลกร้าย

สำหรับวินเทอร์ความท้าทายอย่างหนึ่งระหว่างขั้นตอนการเขียนบท คือ จะทำอย่างไรให้ผู้ชมสนใจเรื่องราวของตัวละครที่ประพฤติชั่วจนยากจะให้อภัยแบบเบลฟอร์ท ทางออกของเขาน่ะเหรอ มันเป็นการตัดสินใจโดยใช้สัญชาตญาณ ผมเลือกให้จอร์แดนบอกเล่าเรื่องราวกับคนดูโดยตรงเหมือนเขากำลังขายของให้คุณ คนดูจะไม่เห็นคนที่ปลายสายโทรศัพท์ เพราะโดยหลักการแล้วคนดูก็คือคนที่ปลายสายนั่นเอง เมื่อหนังดำเนินไปพวกเขาจะรู้สึกเหมือนได้หัวเราะไปกับเบลฟอร์ด และกระทั่งชื่นชมคุณสมบัติบางอย่างในตัวเขา แต่พอทุกอย่างเริ่มเอนเข้าหาด้านมืดมากขึ้นเรื่อยๆ คนดูก็จะพลันตระหนักว่า ‘คุณพระช่วย เรากำลังโดนหลอกขายของแบบเดียวกับเหยื่อพวกนั้น!’

ถึงแม้บทของวินเทอร์จะเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและอารมณ์ขันร้ายกาจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายฉากในหนังเกิดขึ้นจากการอิมโพรไวส์ระหว่างถ่ายทำ หนึ่งในนั้น คือ ฉากทุบอกของ แม็ทธิว แม็คคอนาเฮย์ ที่ปรากฏอยู่ในหนังตัวอย่าง ก่อนเข้าฉากผมจะชอบทุบอกแบบนั้นเพื่อช่วยผ่อนคลาย” แม็คคอนาเฮย์เล่าถึงที่มา “ผมต้องเข้าฉากกับลีโอนาร์โดในหนังของ มาร์ติน สกอร์เซซี หลังจากทีมงานถ่ายทำกันไปพักใหญ่แล้ว ทุกอย่างดำเนินมาอย่างราบรื่น ผมจำเป็นต้องผ่อนคลายตัวเอง เช่นเดียวกับตัวละครที่ผมเล่นในฉากนั้น เลยจะทุบอกตัวเองทุกครั้งก่อนเริ่มเทคใหม่ หลังจากผ่านไปห้าเทค ผมแฮ็ปปี้ มาร์ตินแฮ็ปปี้ เราเลยสรุปกันว่าจะเปลี่ยนไปถ่ายฉากต่อไป จนกระทั่งจู่ๆ ลีโอนาร์โดก็ยกมือขึ้นแล้วพูดว่า ‘เดี๋ยวนะ มาร์ตี้จากนั้นก็หันมาถามว่าผมทุบอกแบบนั้นทำไม ผมอธิบายว่ามันเป็นวิธีที่ช่วยให้ผมผ่อนคลาย เขาเลยพูดขึ้นว่า ทำมันในฉากสิ!’ ฉะนั้นเทคถัดมาเราจึงใส่ท่าทุบอกลงไป ผมไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นฉากที่ใครๆ ก็จำได้

ขั้นตอนการถ่ายทำดูเหมือนจะผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่ง Paramount แจ้งว่าพวกเขาต้องการให้หนังเข้าฉายให้ทันก่อนสิ้นปี หลังจากนั้นภาระหนักจึงตกอยู่กับ เทลมา ชูเมคเกอร์ มือตัดต่อคู่ใจของสกอร์เซซีตลอดเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากหนังเวอร์ชั่นแรกมีความยาวมากถึง 4 ชั่วโมง “เราต้องเร่งงานแข่งกับเวลา” มือตัดต่อระดับตำนานวัย 73 ปีกล่าว “แต่โชคดีที่เราไม่จำเป็นต้องยกฉากใดออกทั้งฉาก... แค่เกลามันให้สั้นลง


Gravity

ท่ามกลางความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ทั้งในแง่การทำเงินและคำวิจารณ์ สิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้ผู้กำกับ อัลฟอนโซ คัวรอน รู้สึกยินดีปรีดามากที่สุด คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า Gravity มีตัวละครเอกเป็นผู้หญิง (และเธอต้องแบกหนังไว้บนบ่าแทบจะคนเดียวตลอดทั้งเรื่อง) หาได้ส่งผลกระทบแง่ลบใดๆ ต่อรายได้บนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ สตูดิโอบอกผมตั้งแต่วันแรกว่าไม่มีใครอยากดูหนังที่ดำเนินเรื่องในอวกาศโดยมีผู้หญิงเป็นดารานำหรอก ผู้กำกับชาวเม็กซิโกกล่าว ผมไม่เคยคิดว่ามันจะกลายเป็นประเด็น เพราะตอนผมเขียนบทร่วมกับโจนาส (ลูกชายของเขา) พูดคุยกันถึงประเด็นหลักของหนัง เรานึกเห็นภาพนักบินอวกาศล่องลอยห่างออกไปในความมืดมิด นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง และนักบินอวกาศคนนั้นก็เป็นผู้หญิง เราไม่ได้ถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้เลยด้วยซ้ำ ในบทร่างแรกเราใช้ชื่อเรียกตัวละครว่า ผู้หญิง ต่อมาเมื่อมีคนเสนอให้เราเปลี่ยนเพศของตัวละครเอก โจนาสกับผมจึงอธิบายว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแผ่นดินแม่และการเกิดใหม่ โชคดีที่สุดท้ายพวกเขาก็เข้าใจ

บางทีข้อกังวลดังกล่าวอาจฟังขึ้นในอดีต แต่ไม่ใช่ในปีที่ The Hunger Games: Catching Fire สามารถทำเงินแซงหน้า Iron Man 3 ได้สำเร็จจนกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดประจำปี 2013 อุตสาหกรรมหนังยังคงหล่อเลี้ยงความเชื่อผิดๆ นี้ไว้ มันน่าประหลาดใจเหลือเกิน ลองคิดดูสิ ตอนที่หนังเรื่อง Alien ออกฉาย ก็ไม่เห็นว่ามันจะประสบปัญหาเรื่องการทำเงิน คัวรอนกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องอื่นที่เขาต้องกังวลมากกว่าโดยเฉพาะในแง่เทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ว่าทำอย่างไรตัวละครถึงจะดูเหมือนล่องลอยอยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงได้อย่างสมจริง คัวรอนกับทีมงานจำเป็นต้องวาดสตอรีบอร์ดหนังทั้งเรื่องแบบช็อตต่อช็อตเอาไว้ล่วงหน้า ก่อนจะให้ แซนดร้า บูลล็อค กับ จอร์จ คลูนีย์ มาเข้าฉาก ซึ่งเป็นเทคนิคที่ไม่ต่างกันกับการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่น โดยทุกช็อตต้องถูกกำหนดทิศทาง จับเวลา และวางพื้นที่เฟรมเผื่อสำหรับนักแสดงชนิดที่ทุกอย่างต้องเป๊ะแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

นั่นหมายความว่านักแสดงจะถูกจำกัดด้วยพื้นที่และเวลาอย่างเคร่งครัด (พวกเขาต้องอยู่ในกล่องสูง 20 ฟุต ผนังด้านข้างติดตั้งหลอดไฟจำนวนมาก และห้อมล้อมด้วยกล้องบนแขนหุ่นยนต์ที่ควบคุมโดยใช้รีโมท บูลล็อคดูจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ได้อย่างเชี่ยวชาญ จนกล่องข้างต้นถูกทีมงานขนานนามว่า กรงของแซนดี้”) ฉะนั้นการอิมโพรไวส์ถือเป็นเรื่องที่ลืมไปได้เลย คัวรอนยกเครดิตให้กับสองนักแสดงนำของเขา ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์เบื้องลึกของตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาติท่ามกลางข้อจำกัดนานัปการ การแสดงของพวกเขาลื่นไหลจนทำให้ทุกคนลืมนึกถึงข้อจำกัดระหว่างการถ่ายทำ นั่นเป็นข้อพิสูจน์อันเด่นชัดถึงความเก่งกาจของนักแสดงคัวรอนกล่าว กระนั้นความซับซ้อนในแง่เทคนิคหาได้กลบเกลื่อนแนวคิดเชิงปรัชญาที่คัวรอนพยายามสอดแทรกเอาไว้ เพราะอวกาศถือเป็นฉากหลังที่เหมาะสมในการตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ และการดำรงอยู่ ตอนแรกผมคิดว่าหนังจะเรียบง่ายกว่านี้ แต่พอเริ่มถ่ายทำโดยใช้เทคนิคพื้นฐานเดิมๆ ผมจึงตระหนักว่าเราจำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้น ถ้าต้องการให้หนังออกมาดูเหมือนเราได้ยกกองถ่ายไปยังอวกาศกันจริงๆคัวรอนกล่าว

หนังใช้เวลาถ่ายทำทั้งสิ้นหกเดือน ตามมาด้วยขั้นตอนการสร้างสรรค์เทคนิคพิเศษด้านภาพอีกหนึ่งปีเต็ม แต่นั่นก็ยังไม่กินเวลามากเท่าช่วงเวลาการเตรียมงานสร้าง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2009 โดยมี แองเจลินา โจลี รับบท ดร.ไรอัน สโตน แต่เนื่องจากความประณีตของคัวรอน สุดท้ายเธอทนรอไม่ไหวจึงเบนเข็มไปหาโครงการอื่นแทน เช่นเดียวกับ นาตาลี พอร์ตแมน และ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ซึ่งถูกวางตัวให้มารับบทของ จอร์จ คลูนีย์ ในเรื่อง แม้ว่าสำหรับคนหลังคัวรอนจะรู้สึกโล่งใจอยู่ไม่น้อย โรเบิร์ตคงไม่เหมาะกับเทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นมาผู้กำกับวัย 52 ปีอธิบาย เพราะเขาถนัดการอิมโพรไวส์และปล่อยมุกสด ซึ่งเทคโนโลยีของเราไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้นได้ มันคงเหมือนการจับเขามาล่ามโซ่


Nebraska

เช่นเดียวกับหนังอีกหลายเรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลสูงสุดบนเวทีออสการ์ปีนี้ Nebraska ต้องใช้เวลานานถึง 10 ปีกว่าสองโปรดิวเซอร์ อัลเบิร์ต เบอร์เกอร์ กับ รอน เยอร์ซา ซึ่งเคยสร้างหนังดังอย่าง Little Miss Sunshine, Little Children และ Cold Mountain จะผลักดันฝันให้กลายเป็นจริง ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งส่งบทที่เขียนโดย บ็อบ เนลสัน มาให้พวกเขา มันให้กำลังใจชีวิต มองโลกแง่ดี แต่ก็ไม่ลืมจะสะท้อนให้เห็นแง่มุมที่มืดหม่นเยอรร์ซากล่าวถึงบทที่เขาได้อ่าน มันถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ของตัวละครได้อย่างละเมียด ค่อนข้างลุ่มลึกหลังจากได้แหล่งทุนแล้ว พวกเขาก็ส่งบทไปให้ผู้กำกับชาวเนบราสกาโดยกำเนิดอย่าง อเล็กซานเดอร์ เพย์น ซึ่งแสดงท่าทีสนใจ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ตอนนั้นเพย์นเพิ่งจะเริ่มต้นเตรียมงานสร้างหนังเรื่อง Sideways และก่อนหน้านั้นก็เพิ่งทำ About Schmidt ออกฉาย เขาไม่อยากทำหนัง road movie ติดกันสามเรื่องรวด จึงขอให้สองโปรดิวเซอร์รอเขาทำหนังคั่นอีกสักเรื่องหนึ่งก่อน เราตอบตกลง เพราะไม่คิดว่าเขาจะใช้เวลา 7 ปีในการทำ Sideways จากนั้นค่อยต่อด้วย The Descendantsเบอร์เกอร์เล่า

ระหว่างรอเพย์น พวกเขาก็ขายสิทธิ์จัดจำหน่ายให้กับ Paramount Classics ต่อมาเมื่อบริษัทเกิดปิดตัวไป ลิขสิทธิ์จึงเปลี่ยนมือไปยัง Paramount Vantage ซึ่งก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน สุดท้ายโครงการสร้างหนังเรื่องนี้จึงไปอยู่ในความดูแลของบริษัทแม่ นั่นคือ Paramount ซึ่งไม่ได้เห็นดีด้วยแบบเดียวกับบริษัทลูกทั้งสองในการถ่ายทำ Nebraska เป็นหนังขาวดำ พร้อมยื่นข้อเสนอว่าจะให้งบประมาณ 17 ล้านเหรียญก็ต่อเมื่อผู้กำกับยอมเปลี่ยนไปถ่ายหนังสีแทน พวกเขาช็อกและผิดหวังกันถ้วนหน้าเมื่ออเล็กซานเดอร์ยืนกรานกลางที่ประชุมว่าจะถ่ายหนังเป็นขาวดำเยอร์ซาเล่า พวกเขาบอกว่าหนังขาวดำไม่เวิร์คสำหรับส่งสายต่างประเทศ หรือขายลิขสิทธิ์ให้ฉายทางทีวี ฉะนั้นเงินทุนต้องถูกลดลงจนกว่าจะอยู่ในจุดที่พวกเขารับได้ หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นสมรภูมิแห่งการต่อรองแรกเริ่มสตูดิโอเสนอทุนต่ำกว่า 5 ล้านเหรียญ ก่อนเบอร์เจอร์จะประนีประนอมให้อยู่ที่ 13 ล้านเหรียญได้ในที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในเวลานั้นหนังเรื่อง The Descendants ของเพย์นทำเงินได้น่าพอใจและกลายเป็นขวัญใจนักวิจารณ์

แต่ด้วยทุนสร้างอันจำกัดจำเขี่ย และเพย์นก็ยืนกรานว่าจะต้องถ่ายทำตามโลเกชั่นจริงในรัฐมอนทานา ไวโอมิง เซาท์ดาโกตา และเนบราสกา ซึ่งเป็นสี่รัฐที่ไม่มีการลดหย่อนภาษีให้กับการถ่ายหนัง ทุกคนจึงต้องรับค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อให้หนังสามารถปิดกล้องได้ตามงบ ความท้าทายอีกอย่างอยู่ตรงที่เพย์นใช้เวลาหนึ่งปีเลือกเฟ้นโลเกชั่นที่เวิร์คในแง่สุนทรียะ แต่ไม่ค่อยเวิร์คในแง่ความสะดวก ส่งผลให้บนถนนเส้นหนึ่งในหนังอาจมีร้านขายของชำอยู่ในเมืองหนึ่ง และบาร์เหล้าอยู่ในอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาขับรถนาน 45 นาที แต่สุดท้ายเราก็สามารถปิดกล้องได้ตรงตามกำหนดเวลาและต่ำกว่าทุนเบอร์เกอร์สรุป และยกเครดิตส่วนหนึ่งให้กับนักแสดงนำอย่าง บรูซ เดิร์น และ วิล ฟอร์ท ที่ยินจะมาถึงกองถ่ายก่อนกำหนด หรือสละเวลาช่วงพักมาถ่ายทำ

ปกติเพย์นจะใช้เวลาประมาณ 36 สัปดาห์ในการตัดหนัง แต่หลังจากผ่านไปแค่ 12 สัปดาห์ เขากับคนตัดต่อ เควิน เทนท์ ซึ่งพยายามจะหาสมดุลระหว่างความตลกขบขันกับดรามา และพัฒนาจังหวะเล่าเรื่องราวที่ค่อนข้างเชื่องช้าให้ลื่นไหล ชวนติดตาม ก็นำหนังเวอร์ชั่นสมบูรณ์มาฉายที่ Paramount พวกผู้บริหารสตูดิโอชื่นชอบหนังกันมาก เนื่องจากยังเหลือเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์กว่าจะถึงเส้นตายของเทศกาลหนังเมืองคานส์ พวกเขาเลยลองส่งหนังไปพิจารณา ปรากฏว่าทางผู้จัดคัดเลือกหนังเข้าสายการประกวด ในการฉายรอบปฐมทัศน์ทุกอย่างทำท่าเหมือนจะแป้ก เยอร์ซาเล่า อัลเบิร์ตกับผมหันมามองหน้ากัน ผู้ชมไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ จนกระทั่งเครดิตท้ายเรื่องปรากฏ จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงตะโกนโห่ร้องและลุกขึ้นยืนปรบมือแบบยาวนาน มันเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึงจริงๆ


Her

ตอนอายุ 20 ปี ความคิดว่าจะมีอาชีพเป็นนักทำหนังไม่เคยแวบผ่านเข้ามาในหัวผมเลย ผู้กำกับ สไปค์ จอนซ์ ให้สัมภาษณ์ในห้องตัดต่อ ตอนนั้นผมกับเพื่อนๆ ชอบอ่านนิตยสาร BMX และพวกนิตยสารเกี่ยวกับสเก็ตบอร์ดทั้งหลาย โดยผมจะเป็นคนถ่ายวิดีโอตอนเพื่อนๆ เล่นสเก็ตบอร์ดกันสองทศวรรษผ่านไป จอนซ์ได้กลายเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอระดับแนวหน้า โด่งดังจากการร่วมงานกับ Sonic Youth, Bjork และ Beastie Boys รวมถึงเป็นนักสร้างหนังซึ่งกวาดเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากผลงานอย่าง Being John Malkovich และ Adaptation โดยทั้งสองเรื่องนั้นเขียนบทโดย ชาร์ลี คอฟแมน ส่วน Her ถือเป็นหนังเรื่องแรกของจอนซ์ที่สร้างจากบทซึ่งเขาเขียนเองคนเดียว

หลังจาก Where the Wild Things Are (เขียนบทร่วมกับ เดฟ เอ็กเกอร์ส) ผมรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในฐานะนักเขียนผู้กำกับวัย 44 ปีพูด ผมอยากจะก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น แล้วสร้างหนังจากจินตนาการของผมล้วนๆ” Her เล่าถึงชีวิตของธีโอดอร์ (วาคีน ฟีนิกซ์) หนุ่มวัยกลางคนที่เพิ่งหัวใจสลายจากการหย่าร้าง เขาทำงานให้เว็บไซต์ รับจ้างเขียนจดหมายโต้ตอบให้กับลูกค้า ซึ่งมีความปรารถนาดีๆ จะส่งมอบให้คนอื่นแต่ไม่มีเวลามานั่งเขียนเอง วันหนึ่งเมื่อธีโอดอร์ตัดสินใจอัพเกรดระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ เสียงแหบเสน่ห์ของ สการ์เล็ต โจแฮนสัน ก็กล่าวทักทายเขา และบอกให้เขาเรียก เธอ ว่าซาแมนธา เธอเริ่มต้นด้วยการช่วยจัดระเบียบฮาร์ดไดรฟ จดตารางนัดหมาย ลบเมลขยะในอินบ็อกซ์ ก่อนสุดท้ายจะลงเอยด้วยการขโมยหัวใจเขาไปครอง เพื่อนรักของธีโอดอร์ (เอมี อดัมส์) ยินใจด้วยที่เขาได้ค้นพบความสุข ตรงกันข้ามกับอดีตภรรยาเขา (รูนีย์ มารา) ที่ไม่สบายใจกับความสัมพันธ์อันผิดปกตินี้

เรื่องราวของชายหนุ่มที่ตกหลุมรักกับระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ฟังดูอาจเหมือนพล็อตหนังตลกล้อเลียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมดิจิตอล แต่นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของจอนซ์ มีหลายอย่างที่เทคโนโลยีทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น และอีกหลายอย่างที่มันทำให้คนเรายิ่งห่างไกล แปลกแยกจากกันแต่ Her ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น นี่เป็นหนังที่ต้องการพูดถึงความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ การโหยหาความสัมพันธ์ ตลอดจนความล้มเหลวที่จะเชื่อมโยงกับคนๆ หนึ่ง หรือความกลัวความใกล้ชิด อะไรทั้งหลายเหล่านั้นฉากหลังของหนังอาจเป็นโลกอนาคต แต่จอนซ์พยายามหลีกเลี่ยงโลกจินตนาการในแบบ Blade Runner และ The Matrix แล้วพุ่งเข้าหาความสมจริง (เขาเลือกถ่ายตามโลเกชั่นที่ไม่ค่อยคุ้นตาของลอสแองเจลิสและเซี่ยงไฮ้) ซึ่งให้อารมณ์ย้อนยุคมากพอๆ กับทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นกางเกงทรงเอวสูง เฟอร์นิเจอร์ไม้ และสมาร์ทโฟนที่ดูเหมือนไฟแช็กโบราณ

แรกเริ่มเดิมที ซาแมนธา มอร์ตัน รับหน้าที่เป็นคนพากย์เสียงของซาแมนธา แต่ระหว่างขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่นจอนซ์ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้เสียงของโจแฮนสันแทน ผมรักซาแมนธา เธอมอบอะไรหลายอย่างให้กับหนังเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เราทำร่วมกันมันไม่เหมาะกับภาพที่ผมนึกไว้ในหัว มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากและเจ็บปวดมากกระนั้นเขาก็ไม่ได้ให้เหตุผลที่เจาะจงลงไปว่าทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น คุณต้องคอยรับฟังหนังของคุณ ฟังว่ามันคืออะไร ต้องการอะไร หลายฉากถูกหั่นทิ้งในห้องตัดต่อ ฉากที่ผมชอบมากๆ ด้วย แต่มันก็เหมือนการผ่าตัด ร่างกายจะปฏิเสธ ถ้าอวัยวะใหม่ที่ใส่เข้าไปไม่สามารถเข้ากันได้กับส่วนอื่นๆ

จอนซ์เป็นหนึ่งในผู้กำกับเพียงไม่กี่คนที่ผสมผสานจินตนาการอันล้ำเลิศเข้ากับอารมณ์ที่ลุ่มลึกของเรื่องราวและตัวละครได้อย่างลงตัว นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเมื่อพิจารณาจากตัวตนจริงๆ ของเขา ในด้านหนึ่งเขามีบุคลิกขี้เล่น บ้าระห่ำ และในเวลาเดียวกันก็มีอารมณ์หม่นๆ เศร้าๆ ซ่อนลึกอยู่ข้างใน ผู้กำกับเพื่อนสนิทของเขา เดวิด โอ. รัสเซลล์ กล่าวบางทีเขายังแกล้งผมเล่นอยู่ดีๆ แต่พอ 10 นาทีต่อมา เรากลับได้พูดเปิดใจกันจนถึงขั้นร้องห่มร้องไห้ ในเมื่อคุณมีอารมณ์แบบนี้ซ่อนอยู่ สุดท้ายแล้วมันย่อมสะท้อนออกมาในฉาก ในเรื่องราว และตัวละครของคุณอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง


Philomena

เมื่อสี่ปีก่อน สตีฟ คูแกน กวาดตาไปเจอบทความในอินเทอร์เน็ต หัวข้อบทความที่ว่า “โบสถ์คาทอลิกขายลูกของฉัน” สะดุดความสนใจเขามาก มันเล่าถึงเรื่องราวของผู้หญิงชราชาวไอริชชื่อ ฟีโลมีนา ลี ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนยังเป็นวัยรุ่น เคยตั้งครรภ์ลูกนอกสมรส ครอบครัวเธอจึงไล่ออกจากบ้านและส่งตัวไปอยู่คอนแวนต์ เธอต้องทำงานหนักเพื่อแลกอาหารและที่พักพิง ก่อนจะคลอดลูกชายชื่อว่าแอนโธนีย์ ซึ่งต่อมาถูกบรรดาแม่ชีพรากไปตอนอายุได้สามขวบแล้วขายให้ครอบครัวชาวอเมริกันรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ฟีโลมีนาเก็บความลับนี้ไว้ตลอดเวลากว่า 50 ปี เพราะเธอยังมีความรู้สึกผิดกับพฤติกรรม “ท้องก่อนแต่ง”

เรื่องราวมันกระทบใจผมอย่างแรงคูแกนกล่าว พร้อมกับเสริมว่าอีกสิ่งหนึ่งที่สะดุดใจเขา คือ ภาพถ่ายที่ฟีโลมีนานั่งอยู่ข้างๆ มาร์ติน ซิกซ์สมิธ คนแต่งหนังสือเรื่อง The Lost Child of Philomena Lee ซึ่งกำลังจะถูกตีพิมพ์ในเวลานั้นพวกเขาดูเหมือนคู่หูที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ คนหนึ่งมีอาชีพนักข่าว เป็นปัญญาชนที่เรียนจบจากออกซ์ฟอร์ด และชนชั้นกลาง ส่วนอีกคนเคยทำอาชีพนางพยาบาล แต่ตอนนี้อยู่ในวัยเกษียณ และมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน มันเป็นความสัมพันธ์แบบต่างเพศ ต่างวัย ต่างชนชั้นที่ผมคิดว่าน่าสนใจดีหลังจากนั้นเมื่อคูแกนเดินทางกลับประเทศอังกฤษ เขาก็บังเอิญเจอโปรดิวเซอร์ เกบี้ ทานา เลยเล่าเรื่องบทความที่ได้อ่านให้เธอฟัง เธอแสดงท่าทีสนใจอยากจะดัดแปลงเป็นหนัง คูแกนจึงรีบติดต่อซิกซ์สมิธเพื่อชิงซื้อลิขสิทธิ์หนังสือของเขา

หนึ่งในฉากสำคัญของหนังที่สะท้อนให้เห็นบุคลิกอันแตกต่างของตัวละครหลักทั้งสองเป็นตอนที่ซิกซ์สมิธ (คูแกน) กับ ฟีโลมีนา (จูดี้ เดนช์) เดินทางมาเผชิญหน้ากับแม่ชีที่พยายามปกปิดข้อมูลไม่ให้เธอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของเธอ เขาแสดงอาการโกรธอย่างออกนอกหน้า ส่วนเธอกลับดูสงบนิ่ง และมีท่าทีให้อภัยมากกว่า มาร์ตินรู้สึกโกรธแค้นอยู่ภายในคูแกนอธิบาย เขาเป็นคนมองโลกแบบเยาะหยันและปราศจากศรัทธาทางศาสนา ขณะที่ฟีโลมีนายังมีศรัทธาอยู่เต็มเปี่ยม แม้กระทั่งหลังจากความเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเธอ มันเป็นหนังสไตล์ road movie ที่ตัวละครสองคนออกเดินทางไปด้วยกันเพื่อค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายเธอ พวกเขามีมุมมองต่อโลกและชีวิตที่แตกต่าง แต่ลงเอยด้วยการยอมรับโลกอีกใบหนึ่ง และทางเลือกของอีกฝ่ายในการดำรงชีวิต มันคือหนังที่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับการยอมรับและเข้าใจในความต่าง

จะว่าไปแล้วนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมืออย่างเดนช์กับดาวตลกอย่างคูแกนก็อาจนับเป็นคู่หูที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เช่นกัน แต่การร่วมงานกับนักแสดงตลกไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเดนช์ เพราะในหนังเรื่องแรกที่ทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก (และถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม) เรื่อง Mrs. Brown เธอก็ต้องแสดงประกบ บิลลี คอนนอลลี พวกเขาจะทุ่มเทเป็นพิเศษเมื่อต้องลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาไม่คุ้นเคยเดนช์กล่าวถึงดาวตลกอย่างคูแกนและคอนนอลลี จากนั้นระหว่างเทคพวกเขาจะทำให้เราหัวเราะจนน้ำตาไหล

เดนช์เป็นตัวเลือกแรกสำหรับบทฟีโลมีนา และเธอก็ตอบตกลงรับเล่นหนังทันทีที่คูแกนอ่านบทให้ฟัง แต่สำหรับ สตีเฟน เฟรียร์ส คูแกนต้องใช้เวลาโน้มน้าวอยู่นานพอสมควรกว่าเขาจะตอบตกลง อย่างไรก็ตาม การที่เดนช์เซ็นสัญญาก่อนช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น (เขาเคยร่วมงานกับเดนช์มาแล้วสามครั้ง ล่าสุด คือหนังเรื่อง Mrs. Henderson Presents) จากนั้นเฟรียร์สกับคูแกน และ เจฟฟ์ โปป ก็ช่วยกันแก้ไขบทอยู่นานสามเดือนจนกระทั่งเฟรียร์สพอใจก่อนจะเริ่มเปิดกล้อง หนังเรื่องนี้เล่าถึงเรื่องราวโศกนาฏกรรมเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกพรากลูกไปจากอก แต่อีกส่วนหนึ่งก็ให้ความรู้สึกเกือบจะคล้ายหนังตลก-โรแมนติกผู้กำกับที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก The Queen และ The Grifters กล่าว ฉะนั้นคนดูจะได้สัมผัสทั้งความสุขและความเศร้าไปพร้อมๆ กัน


American Hustle

แรกทีเดียวนักเขียนบท อีริก วอร์เรน ซิงเกอร์ ต้องการจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิบัติการ Abscam  อันอื้อฉาวในทศวรรษ 1970 (เจ้าหน้าที่ FBI จับมือร่วมกับนักต้มตุ๋นเพื่อเล่นงานบรรดานักการเมืองขี้ฉ้อแต่เมื่อบทถูกนำไปเสนอให้ผู้กำกับ เดวิด โอ. รัสเซลล์ ฝ่ายหลังได้เสนอให้เปลี่ยนทิศทางของเรื่องราวใหม่จากการโฟกัสที่ปฏิบัติการไปเน้นการศึกษาตัวละครแทน พร้อมทั้งผสมผสานความทรงจำส่วนตัวและการสร้างตัวละครสมมุติเข้ากับเรื่องจริง พ่อผมเป็นนักธุรกิจในยุค 60 และ 70 ท่านเป็นเหมือนพ่อของ คริสเตียน เบล ในเรื่อง คือ เป็นคนซื่อสัตย์ เคร่งศีลธรรม และผมก็เห็นท่านโดนเอารัดเอาเปรียบมาตลอด ในโลกของธุรกิจคนดีๆ มักไม่ค่อยจะมีที่ยืน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเข้าใจความรู้สึกทั้งสองด้านของตัวละครที่แง่หนึ่งก็นึกชื่นชมในความซื่อสัตย์ของพ่อตัวเอง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เดินหน้าผลักดันชีวิตของตนไม่ให้ต้องลงเอยแบบเดียวกันรัสเซลล์กล่าว

กลโกงใน American Hustle ไม่ได้กินความแค่พล็อตหลักเท่านั้น แต่ยังนำเสนอผ่านรายละเอียดหลากหลาย ตั้งแต่ฉากแรกที่ เออร์วิง (เบล) บรรจงจัดแต่งวิกผมปิดหัวล้านให้ดูแนบเนียนที่สุด ไปจนถึงการสลับบุคลิกไปมาของซิดนีย์ (เอมี อดัมส์) “แนวคิดเกี่ยวกับหลอกลวงสอดแทรกอยู่ในทุกๆ ส่วนของหนังเรื่องนี้โปรดิวเซอร์ ชาร์ลส์ โรเวน กล่าว ใครกันแน่ที่เออร์วิงกับซิดนีย์กำลังหลอกลวงอยู่ เหยื่อที่มาติดเบ็ดพวกเขาเพราะความโลภ หรือพวกเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ หลอกตัวเองว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เมื่อเราติดแหง็กอยู่กับงานที่เราเกลียด หรือความสัมพันธ์ที่เลวร้าย เราจะหลอกตัวเองว่าสักวันทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง เราทุกคนต่างค้นหาวิธีที่จะอยู่รอด เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้ และนั่นคือสิ่งที่บรรดาตัวละครในหนังกำลังทำกันอยู่

หัวใจหลักของหนังอยู่ตรงความรักระหว่างเออร์วิงกับซิดนีย์ ซึ่งต้องเผชิญอุปสรรคขวากหนามมากมาย ทั้งจากแรงกดดันของ FBI ให้ทำตามแผนที่เสี่ยงอันตรายใหญ่หลวง และ โรซาลิน โรเซนเฟลด์ (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ภรรยาของเออร์วิงที่หลอกตัวเองไปวันๆ ว่ามีความสุข แม้จะตระหนักดีว่าสามีของเธอกำลังคบชู้ สำหรับผมหนังในช่วงแรกจะแสดงให้เห็นว่าเออร์วิงกับซิดนีย์ตกหลุมรักกันได้อย่างไร ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกพิเศษสุดเมื่ออยู่ด้วยกัน และพวกเขามีความสุขกับชีวิตมากแค่ไหน มนตร์เสน่ห์แห่งความรักกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งปัญหาเริ่มย่างกรายเข้ามา บีบให้พวกเขาต้องสร้างตัวตนขึ้นใหม่เพื่อให้อยู่รอด แต่เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว ความรักของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปไหม นั่นเป็นคำถามสำคัญในช่วงครึ่งหลังของหนังรัสเซลล์กล่าว

นอกจากบทภาพยนตร์อันยอกย้อน คมคาย และสนุกสนานแล้ว American Hustle ยังโดดเด่นตรงทีมนักแสดงที่เล่นเข้าขากันอย่างเหลือเชื่อ จนไม่น่าแปลกที่มันจะคว้ารางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมมาครองจากเวทีของสมาคมนักแสดงแห่งอเมริกา ผมรักที่จะทำงานกับเดวิด ถ้าคุณเชื่อใจเขา เขาจะพาคุณไปยังจุดที่สมจริงที่สุดทางอารมณ์ ส่งผลให้ตัวละครและการแสดงเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและความหมาย มันเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างหนักหน่วง เพราะในฐานะนักแสดงคุณจะค่อนข้างเปราะบางทางอารมณ์ แต่ขณะเดียวกันภาวะดังกล่าวก็ช่วยให้คุณสามารถปลดปล่อยความจริงออกมาจากภายใน ยิ่งคุณทราบขั้นตอนการทำงานของเดวิดและคุ้นเคยกับมันเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นเรื่องง่ายขึ้นที่คุณจะกระโจนลงไปแบบเต็มตัว เพราะรู้ว่าคุณกำลังกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของครอบครัวแบรดลีย์ คูเปอร์ ในบท FBI หนุ่มที่กำลังหลอกตัวเองว่าเขาพร้อมสำหรับงานที่ใหญ่เกินตัว กล่าวถึงรัสเซลล์

ซิงเกอร์ได้สรุปประเด็นของหนังเอาไว้อย่างน่าฟังว่า ตัวละครทั้งหมดล้วนกำลังเดินทางไปสู่การเผชิญหน้ากับความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนดูสามารถมีอารมณ์ร่วมได้ไม่ยาก สำหรับบางคนนาทีแห่งการเผชิญหน้าอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่บางคนอาจบาดเจ็บ ปวดร้าวจนไม่อาจก้าวต่อไปได้ นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากจะพูด คุณไม่มีทางเอาชนะความจริง สุดท้ายแล้วมันจะตามล่าหาคุณจนเจอ


12 Years a Slave

ถึงแม้จะขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำในเลือกช็อตและนำเสนอลองเทคอันงดงาม แต่เชื่อหรือไม่ว่าบ่อยครั้งผู้กำกับ สตีฟ แม็คควีน จะเดินทางมาถึงกองถ่ายโดยไม่ได้วางแผนการใดๆ มาเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะถ่ายอะไร หรือถ่ายอย่างไรดี ผมไม่อยากพูดคำว่าสตอรีบอร์ดด้วยซ้ำ แค่ได้ยินก็รู้สึกคลื่นไส้แล้ว สำหรับผม มันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในโลเกชั่น นักแสดง และเปิดแขนต้อนรับสิ่งที่คุณจะเจอในแต่ละวันผู้กำกับที่ฝึกฝนทักษะจากการถ่ายหนังสั้นและงานแสดงศิลปะอธิบายวิธีการทำงานของเขา

แนวคิดข้างต้นถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า 12 Years a Slave ผลงานชิ้นล่าสุดของเขา ไม่ใช่หนังอินดี้เล็กๆ แบบเดียวกับ Hunger หรือ Shame แต่เป็นหนังโปรดักชั่นใหญ่ ดาราเยอะ และที่สำคัญมีฉากหลังเป็นช่วงระหว่างทศวรรษ 1840-1850 ก่อนจะเกิดสงครามกลางเมืองในอเมริกา เล่าถึงชะตากรรมของชายอเมริกันผิวดำในเมืองนิวยอร์กที่ถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาสในรัฐทางตอนใต้ ทุกอย่างจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็ต่อเมื่อนักแสดงเดินเข้าฉาก คุณอาจรู้บางอย่างล่วงหน้าว่าต้องเจออะไรบ้าง แต่คุณจะได้เซอร์ไพรซ์ตลอดเวลา การซักซ้อมบทมักจะเกิดขึ้นในห้องโล่งๆ และบางทีกระทั่งนักแสดงเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไรตอนเดินมาเข้าฉากฌอน บ็อบบิท ตากล้องคู่ใจของแม็คควีนตั้งแต่สมัยทำหนังสั้นกล่าว

ลักษณะการทำงานแบบนี้ส่งผลให้นักออกแบบงานสร้าง อดัม สต๊อกเฮาเซน (Moonrise Kingdom) ต้องค้นคว้าหาข้อมูลอย่างหนักเพื่อให้ฉากในโลเกชั่นดูสมจริงที่สุด โดยเขาเลือกศึกษาจากภาพวาดโบราณ ภาพถ่ายตามช่วงเวลานั้น และหนังสือ The Back of the Big House: Architecture of Plantation Slavery ของ ไมเคิล วลาช นอกจากนี้ แม็คควีนต้องการที่จะสามารถถ่ายทำจากทุกมุมของฉากได้แบบ 360 องศา ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องยากไม่น้อยสำหรับหนังย้อนยุค ถ้าคุณกำลังถ่ายตรงจุดหนึ่งอยู่ แล้วอยากเดินกล้องต่อไปถ่ายอีกจุดหนึ่งซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 75 ฟุต ก็สามารถทำได้สต๊อกเฮาเซนอธิบายฉากที่เขาสร้างขึ้นสำหรับหนังเรื่องนี้ มันเหมือนกับเราได้สร้างโลกทั้งใบขึ้นมา ที่เราสามารถเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่พบสิ่งใดหลุดจากความสมจริงตามยุคสมัยไม่เพียงสิ่งที่มองเห็นเท่านั้น แต่ทุกเสียงที่ได้ยินก็จะต้องใกล้เคียงกับความเป็นจริงด้วย ผมไม่เคยไปลุยเซียนามาก่อนแม็คควีนสารภาพ หลังอ่านหนังสือจบไปได้ครึ่งเล่ม ผมจึงบินไปที่นั่นและพบว่ามันเป็นสถานที่ซึ่งมีเอกลักษณ์มากๆเสียงของจักจั่น นก กบ และแมลงวัน กลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศไม่ต่างจากดนตรีประกอบ

หลายช็อตที่เรียบง่าย แต่งดงามและทรงพลังเกิดขึ้นจากการอิมโพรไวส์ระหว่างการถ่ายทำ เช่น ฉากที่โซโลมอนเผาจดหมายซึ่งเขาเขียนถึงครอบครัว เดิมทีฉากดังกล่าวจะถ่ายแค่ใบหน้าของ ชิวเอเทล เอจีโอฟอร์ ที่สว่างวาบจากแสงของไฟ แต่เมื่อเขาทิ้งจดหมายลงบนพื้น บ็อบบิทได้แพนกล้องตามลงไปโดยสัญชาตญาณเพื่อจับภาพจดหมายที่กำลังมอดไหม้จนไม่เหลือซากและค่อยๆ ดับแสงลง มันเป็นช็อตที่สะท้อนความรู้สึกของตัวละครในตอนนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แม็คควีนเปลี่ยนใจแล้วใส่ช็อตจดหมายไหม้ไฟแทรกเข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม หนึ่งในฉากเด่นของหนังช่วงต้นเรื่องเป็นลองเทคที่แม็คควีนวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว นั่นคือ ตอนที่โซโลมอนถูกจับแขวนคอโดยปลายเท้าแทบจะเหยียดไม่ถึงพื้น และต้องดิ้นรนอยู่ในท่านั้นตลอดทั้งวันเพื่อไม่ให้ตัวเองขาดอากาศหายใจ แม็คควีนเลือกจะตั้งกล้องนิ่งๆ ไว้เนิ่นนานด้วยภาพแบบลองช็อต เผยให้เห็นคนงานอื่นๆ ในไร่เดินออกมาทำกิจกรรมของตนเองตามปกติราวกับไม่เห็นความเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้น ผมอยากให้คนดูสัมผัสได้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แม็คควีนกล่าว คนงานอื่นๆ แทบจะไม่ได้มองหน้าเขาด้วยซ้ำ มันเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของการเป็นทาส


Captain Phillips

ตอนที่โปรดิวเซอร์ ไมค์ เดอ ลูกา และ ดานา บรูเนตตี้ นั่งดูข่าวโจรสลัดปล้นเรือบรรทุกสินค้าในเดือนเมษายน 2009 พวกเขาเกิดความคิดที่จะนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาสร้างเป็นหนังขึ้นพร้อมๆ กัน แต่ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลังจากกัปตัน ริชาร์ด ฟิลลิปส์ ถูกโจรสลัดสี่คนลากตัวไปลงเรือชูชีพขนาดเล็ก ฉันคิดว่ามันต้องจบไม่สวยแน่ๆ และบอกกับไมค์ไปว่ามันไม่ใช่หนังแบบที่ฉันอยากสร้าง ซึ่งเขาก็เห็นด้วยบรูเนตตี้กล่าว (ทั้งสองร่วมกันอำนวยการสร้างหนังเรื่อง The Social Network ร่วมกับ สก็อตต์ รูดิน) จนกระทั่งวิกฤติจับตัวประกันที่กินเวลาสี่วันเกิดพลิกโผ แล้วจบลงด้วยชัยชนะของหน่วยนาวิกโยธิน ซึ่งสามารถช่วยชีวิตกัปตันฟิลลิปส์ได้สำเร็จ พร้อมทั้งสังหารโจรสลัดสามนายเสียชีวิต ส่วน มูส หัวหน้าแก๊งก็ถูกจับเข้าคุก ทั้งสองจึงรีบคว้าโอกาส แล้วติดต่อครอบครัวของฟิลลิปส์ในทันที ตอนเราไปดินเนอร์กับฟิลลิปส์และครอบครัว ข้อมือเขายังมีรอยฟกช้ำจากการถูกมัดอยู่เลย คนพากันสงสัยว่าพวกเราเข้าถึงตัวเขาได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ถ้าเราชักช้า คนอื่นก็คงเข้าไปเสียบแทนแล้วบรูเนตตี้เล่า

ฟิลลิปส์บอกว่าเขาจำเป็นต้องรอจนกว่าหนังสือ A Captain’s Duty: Somali Pirates, Navy Seals and Dangerous Days At Sea จะเขียนเสร็จก่อนถึงสามารถเซ็นสัญญามอบสิทธิ์ในการสร้างหนังได้ เมื่อหนังสือตีพิมพ์ในปี 2010 มันก็ถูกส่งต่อไปยังนักเขียนบท บิลลี เรย์ (The Hunger Games) ซึ่งนึกวาดภาพ ทอม แฮงค์ ไว้ในหัวตั้งแต่แรก หลายครั้งคุณเขียนตัวละครโดยนึกภาพนักแสดงเจ๋งๆ เอาไว้ในหัว แต่พอถ่ายทำจริงกลับไม่ได้คนๆ นั้นมาเล่น ผมไม่คิดว่าจะมีใครอื่นสามารถเล่นบทนี้ได้ ไม่มีทางเลย ตอนทอมเซ็นสัญญารับแสดง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองฝันไปและหลังจาก พอล กรีนกราส ได้อ่านบทร่างแรก เขาก็ตกลงใจรับหน้าที่กำกับทันที

แต่บทร่างแรกได้ถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงอยู่หลายรอบ บางฉบับเปิดเรื่องในตอนที่ฟิลลิปส์พยายามจะหนีจากเรือชูชีพ บางฉบับมีการตัดภาพสลับไปยังความวุ่นวายภายในบ้านของฟิลลิปส์หลังจากเห็นข่าวทางทีวี ทางด้านกรีนกราสเองก็แสดงท่าทีสนใจที่จะสำรวจสถานการณ์ในเพนตากอน ซึ่งหลายคนพยายามหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน แต่สุดท้ายเป็น ทอม แฮงค์ ที่เสนอให้หนังโฟกัสไปยังเรือชูชีพเป็นหลัก เพราะมันคือสิ่งที่คนดูอยากจะรู้ และถูกโน้มน้าวให้รู้สึกเหมือนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยตั้งแต่แรก

นอกเหนือจาก ทอม แฮงค์ แล้ว นักแสดงหลักคนอื่นๆ ล้วนไม่เคยเล่นหนังมาก่อน (กรีนกราสใช้หน่วยซีลจริงๆ มาเล่นหนังเพื่อเพิ่มความสมจริงขึ้นไปอีก) ส่วนการถ่ายทำก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย เนื่องจากพวกเขาต้องแบกกล้องถ่ายกันบนเรือแคบๆ ที่อยู่กลางทะเล มันเป็นการทำงานในลักษณะกองโจร ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเจ้าพ่อกล้องส่ายอย่าง พอล กรีนกราส (United 93) แต่แน่นอนว่าไม่ใช่สถานการณ์ที่ ทอม แฮงค์ คุ้นเคย แต่เขาก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และถ่ายทอดการแสดงอันทรงพลังที่สุดนับจาก Cast Away

อาจพูดได้ว่าหนึ่งในทีเด็ดของหนัง คือ ฉากจบเมื่อกัปตันฟิลลิปส์รอดชีวิตจากเรือชูชีพ และต้องไปตรวจร่างกายในห้องพยาบาลด้วยสภาพจิตใจที่สั่นคลอนอย่างหนัก จากคำบอกเล่าของแฮงค์ฉากดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในบท และถูกสร้างขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วนหลังจากกรีนกราสได้พูดคุยกับกัปตันบนเรือแบมบริดจ์ ถามว่าเขาทำอย่างไรกับฟิลิปส์ตอนเขาขึ้นเรือ ตามมาด้วยการพาไปชมสถานที่จริงของห้องพยาบาล พร้อมกับสัมภาษณ์บุคคลอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ จากนั้นเราก็ตัดสินใจที่จะบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มเข้าไป  ทีมงานบอกกับบรรดาลูกเรือว่าให้ทำเหมือนนี่เป็นการฝึกซ้อม เราถ่ายทำกันอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงสี่สิบห้านาทีจนกระทั่งได้ผลลัพธ์น่าพอใจแฮงค์เล่า นี่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความยืดหยุ่นของพอลที่จะด้นสดนอกบท นอกแผนการ นอกตาราง แล้วถ่ายทำกับผู้คนจริงๆ ที่ไม่ใช่นักแสดง ในสถานที่ซึ่งเราไม่ได้สำรวจตรวจสอบมาก่อน