วันเสาร์, มิถุนายน 25, 2559

Where to Invade Next: แรงบันดาลใจเหนือภววิสัย


เสน่ห์และความบันเทิงจากหนัง “สารคดี” ของ ไมเคิล มัวร์ มักไม่ได้เกิดจากเนื้อหา ข้อมูลความรู้ หรือซับเจ็กต์ (ผู้ถูกสัมภาษณ์/เจ้าของเรื่องราว) เป็นหลักเท่านั้น แต่กินความไปถึงทักษะการเล่าเรื่อง ตลอดจนบุคลิกอันโดดเด่นของตัวผู้สร้างหนังด้วย อารมณ์ขันอันเจ็บแสบเป็นสิ่งที่ไม่เคยขาดแคลน แม้กระทั่งเมื่อเขาเดินหน้าสำรวจประเด็นตึงเครียดอย่างการสังหารหมู่ในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ (Bowling for Columbine) หรือสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (Fahrenheit 9/11)

ความยียวนกวนบาทาของมัวร์ยังอยู่ครบถ้วน และอาจเพิ่มระดับขึ้นด้วยซ้ำในผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง Where to Invade Next เริ่มตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง ซึ่งมัวร์เล่าว่าเขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม 4 เหล่าทัพที่เพนตากอน ทั้งนี้เพราะบรรดาผู้นำกองทัพทั้งหลายต่างต้องการคำแนะนำจากมัวร์ว่าควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลังจากพวกเขาทุ่มเทเงินทองจำนวนมหาศาลในการซื้อและพัฒนาอาวุธ แต่สุดท้ายอเมริกากลับไม่เคยชนะสงครามอย่างแท้จริงเลยสักครั้งนับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แถมยังมีส่วนก่อให้เกิดกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอย่างไอซิสอีกด้วย สิ่งเดียวที่พวกเขาได้จากสงครามเหล่านั้น (เกาหลี/เวียดนาม/เลบานอน/อิรัก/อัฟกานิสถาน/ซีเรีย) คือ สงครามเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ มัวร์จึงเสนอทางออกว่ากองทัพควรประกาศให้เหล่าทหารได้พักรบ และเขาจะเข้ามาทำหน้าที่แทนด้วยการบุกเดี่ยวไป รุกรานประเทศของคนผิวขาวที่ผมสามารถอ่านชื่อพวกเขาออก แล้วนำสิ่งต่างๆ ที่เราต้องการกลับมายังอเมริกา (หลังจากกองทัพไม่สามารถนำน้ำมันกลับมาจากอิรักได้ตามสัญญา)

โดย “สิ่งต่างๆ” ที่ว่าหมายความถึงแนวคิดหลากหลาย ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือชักนำประเทศไปสู่มาตรฐานที่ดีกว่า ตั้งแต่การออกกฎหมายให้ลูกจ้างหยุดพักร้อนแบบได้ 8 สัปดาห์ต่อปี ไปจนถึงนโยบายเรียนมหาวิทยาลัยฟรี หรือยกเลิกโทษประหารชีวิต

การเริ่มต้นสารคดีด้วยมุกตลกเสียดสีและจินตนาการข้ามขอบฟ้า (โอกาสที่นักทำหนังหัวเอียงซ้ายและต่อต้านการส่งทหารไปอิรักอย่าง ไมเคิล มัวร์ จะได้รับเชิญจากบรรดาผู้นำกองทัพคงเป็นไปได้ยากในชั่วชีวิตนี้) ในแง่หนึ่งได้ช่วยปูพื้นให้คนดูลดกำแพงแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับความเป็นหนังสารคดี ซึ่งต้องนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างหนักแน่น รอบด้าน และพยายามตัดทอนหรือซุกซ่อนอัตวิสัยของนักทำหนังให้แนบเนียนที่สุด ฉากเปิดเรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามัวร์ไม่ลังเลที่จะใช้อารมณ์ขันและเทคนิคการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ปกติทั่วไปมาสนับสนุนข้อคิดที่เขาต้องการถ่ายทอด ฉะนั้นการตั้งแง่ในความเอียงกระเท่เร่ทางด้านข้อมูลอาจเรียกได้ว่าเป็นการมองข้ามจุดมุ่งหมายแท้จริงของหนังไปอย่างน่าเสียดาย เพราะมัวร์เองก็ออกตัวตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขาตั้งใจมา เด็ดดอกไม้ ไม่ใช่วัชพืช

ตัวอย่างแรกที่เด่นชัด ได้แก่ เมื่อเขาพาคนดูไปรู้จักสองผัวเมียชนชั้นแรงงานชาวอิตาเลียน คนหนึ่งมีอาชีพเป็นตำรวจ อีกคนทำงานแผนกจัดซื้อเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้า ทั้งคู่ดูมีความสุข ผ่อนคลาย และไม่เคร่งเครียด (คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคนอิตาเลียนถึงดูเหมือนเพิ่งมีเซ็กซ์อยู่ตลอดเวลา มัวร์ตั้งคำถามลอยๆ กับคนดู) หนึ่งในเหตุผลที่เขาค้นพบ คือ คนงานในอิตาลีมีวันหยุดพักร้อนมากถึง 8 สัปดาห์ต่อปี (รวมกับวันหยุดราชการ) โดยบริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ แถมในเดือนสุดท้ายของปีพวกเขายังได้เงินโบนัสเพิ่มอีกหนึ่งเดือน ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายยังกำหนดให้ลูกจ้างสามารถลาคลอดได้นานถึง 5 เดือนอีกด้วย แน่นอน หลายคนมองการยกข้อมูลดังกล่าวขึ้นมาเปรียบเทียบกับคนงานในอเมริกาว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม หรือบางคนอาจถึงขั้นก่นด่ามัวร์ว่าจงใจแหกตาประชาชน เพราะไม่เขาคิดจะนำเสนอข้อมูลในด้านตรงข้ามว่าอิตาลีมีอัตราคนว่างงานมากกว่าอเมริกาถึงสองเท่า และครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นอิตาเลียนไม่มีงานทำ (นอกเหนือจากภาระหนี้สินของประเทศที่อยู่ในระดับน้องๆ กรีซ) โดยสาเหตุหนึ่งอาจมาจากสวัสดิการอันเลิศหรูดังที่กล่าวมาแล้วก็ได้

แต่ วันหยุด 8 สัปดาห์ที่ได้ค่าจ้างเป็นแค่รางวัลบังหน้า เป็นโอกาสให้มัวร์สร้างความบันเทิงกับคนดู ล้อเลียน เรียกเสียงหัวเราะจากการเปรียบเทียบความแตกต่างราวฟ้ากับเหวระหว่างแนวคิดของประเทศเหล่านั้นกับอเมริกา เช่นเดียวกับระบบการศึกษา (ฟินแลนด์) และโครงการอาหารกลางวันของเด็กๆ (ฝรั่งเศส) ในเวลาต่อมา ส่วนประเด็นจริงๆ ที่สะท้อนถึง ปัญหา ของอเมริกาอยู่ตรงบทสัมภาษณ์เหล่าเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ในอิตาลี ซึ่งไม่รู้สึกว่าพวกเขาสูญเสียกำไรจากการให้พนักงานได้หยุดพักผ่อน มีสวัสดิการ หรือพักทานกลางวันนานสองชั่วโมงที่บ้านของตัวเอง บรรดาผู้บริหารไม่ได้มองว่าพนักงานของพวกเขาเป็นเครื่องจักร แต่เป็นมนุษย์ที่จำเป็นต้องเอ็นจอยชีวิต ซึ่งในแง่หนึ่งก็จะช่วยให้พวกเขาสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมระบบการศึกษาในฟินแลนด์จึงก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า เพราะเหล่าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือครูบาอาจารย์ทั้งหลายตระหนักร่วมกันว่าเด็กๆ ควรได้ใช้เวลาในช่วงชีวิตนี้อย่างเต็มที่ อยู่กับครอบครัว เล่นกีฬา เรียนรู้จากผู้คน สภาพแวดล้อม แทนการนั่งหมกมุ่นอยู่ในห้องเรียนครึ่งค่อนวัน ก่อนจะกลับมานั่งสะสางการบ้านกองพะเนินจนถึงดึกดื่น

ที่สำคัญการกำจัดช่องว่างทางด้านมาตรฐานระหว่างโรงเรียนเอกชนกับโรงเรียนรัฐ (ฟินแลนด์แทบจะไม่มีโรงเรียนเอกชนเลย และกฎหมายระบุห้ามเก็บเงินค่าเล่าเรียน) ทำให้ทุกคนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า โรงเรียนที่ดีที่สุด คือ โรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน เพราะทุกแห่งมีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งผลลัพธ์ทางอ้อม (จากมุมมองของมัวร์) ยังมีส่วนช่วยลดช่องว่างทางชนชั้นอีกด้วยเพราะลูกๆ ของพ่อแม่ที่ร่ำรวยจะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกับลูกๆ ของพ่อแม่ที่ยากจน เติบโตมาด้วยกัน ฉะนั้นเมื่อเติบใหญ่เป็นเศรษฐี พวกเขาต้องทบทวนสองตลบก่อนคิดจะเอาเปรียบเพื่อนตัวเอง มัวร์สรุป

จากอิตาลีสู่ฝรั่งเศสสู่ฟินแลนด์ บทเรียนที่เราได้ไม่ใช่เพียงแค่รูปธรรมของสิ่งต่างๆ เช่น วันหยุดพักร้อน อาหารเปี่ยมโภชนาการ หรือการศึกษาที่เน้นความสุขของเด็กเป็นหลัก แต่ยังรวมถึงวิถีปฏิบัติและทัศนคติระหว่างผู้คนที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้รูปธรรมเหล่านั้น ความนุ่มนวล อ่อนโยนที่นายจ้างมอบให้ลูกจ้าง การดูแลเอาใจใส่ของครูต่อนักเรียน การดำรงอยู่ของมนุษย์ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาตัวรอด เพื่อไต่เต้าให้บรรลุ ความฝันแบบอเมริกัน ความสุขสบายทางด้านวัตถุ โดยไม่สนใจใยดีคนรอบข้างอีกต่อไป สังคมที่ดีไม่ใช่สังคมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา คุณอยู่เป็นสุขได้อย่างไร เมื่อรู้อยู่แก่ใจว่ายังมีคนอีกหลายคนอดอยาก ไม่มีปัญญาหาหมอ ไม่มีเงินเรียนหนังสือ ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งกล่าวกับมัวร์ในช่วงท้ายเรื่อง

แนวคิดดังกล่าวถูกพัฒนาไปสู่ภาพรวมที่กว้างขึ้น พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง เพื่อนมนุษย์ เมื่อหนังเดินทางไปยังประเทศโปรตุเกส ซึ่งยกเลิกการเอาผิดผู้ใช้ยาเสพติดมานาน 15 ปี แล้วใช้ระบบประกันสังคมถ้วนหน้าเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านั้น (ผลคือตัวเลขคนติดยาเสพติดลดลง) ตามด้วยประเทศนอร์เวย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษสูงสุดไว้ที่การจำคุก 21 ปี และระบบคุมขังนักโทษก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ฟื้นฟูไม่ใช่เพื่อแก้แค้น (ผลคือนักโทษส่วนใหญ่ไม่กลับมากระทำผิดซ้ำซากและอัตราการก่ออาชญากรรมลดลง)

ศักดิ์ศรีความเป็นคนคือกระดูกสันหลังของสังคมเรา กฎหมายต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพหลักการดังกล่าว นายตำรวจชาวโปรตุเกสให้สัมภาษณ์กับมัวร์ หลักการเดียวกันนั้นถูกนำมาใช้ที่นอร์เวย์ ซึ่งคุกมีสภาพแทบไม่ต่างจากรีสอร์ตริมทะเล สิ่งเดียวที่พวกเขาแย่งชิงจากเหล่านักโทษ คือ อิสรภาพ นั่นถือว่ามากพอแล้ว ในฉากหนึ่งที่กระทบจิตใจคนดูอย่างรุนแรง มัวร์ได้นั่งพูดคุยกับคุณพ่อที่สูญเสียลูกชายจากการสังหารหมู่ในปี 2011 เขาตระหนักดีว่าคนร้ายจะติดคุกไม่เกิน 21 ปี แต่ก็ไม่เคยคิดอยากฆ่าเขาเองกับมือแม้จะมีโอกาส ถึงจะรู้ว่าเขาเลวแค่ไหน แต่มันไม่ได้ทำให้ผมมีสิทธิ์ปลิดชีวิตเขา หนุ่มใหญ่กล่าว อีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่ถูกพูดถึง แต่ทุกคนตระหนักดี คือ การแก้แค้นย่อมไม่ช่วยให้เขาได้ลูกชายกลับคืนมา

จุดเด่นของหนังไม่ได้อยู่ตรงการแจกแจงข้อมูลรอบด้าน หรือละเอียดรอบคอบ จึงไม่น่าแปลกใจหากใครจะโจมตีหนังว่านำเสนอความจริงเพียงด้านเดียว แต่เป้าประสงค์ของมัวร์อยู่ตรงการกระตุ้นแรงบันดาลใจ แรงผลักดันเพื่อการพัฒนามากกว่านำเสนอข้อเท็จจริงด้วยความเป็นกลางแบบเดียวกับการนำเสนอข่าว สมมุติฐานดังกล่าวยิ่งเด่นชัด เมื่อหนังในครึ่งหลังเริ่มโน้มเอียงไปยังการกระแสการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในตูนีเซีย (ประเทศเดียวในหนังที่นับถืออิสลามและไม่ได้อยู่ในยุโรป) หลังรัฐบาลตั้งท่าจะกีดกันความเท่าเทียมกันในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และไอซ์แลนด์ ซึ่งสถาบันการเงินแห่งเดียวที่รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจบริหารงานโดยผู้หญิงภายใต้กฎเหล็กว่า ถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็ไม่ซื้อ จนนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะผู้ชายถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ทำให้พวกเขามั่นใจเกินควร กล้าได้กล้าเสียเพื่อหวังผลกำไรก้อนโต จนนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่

มองเผินๆ การที่หนังออกฉายในปีแห่งการเลือกตั้งอาจเป็นการแสดงจุดยืนของ ไมเคิล มัวร์ สนับสนุนให้ผู้หญิง (อย่าง ฮิลลารี คลินตัน) ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อสังเกตจากโทนสดุดีสิทธิสตรีในช่วงครึ่งหลัง แต่ความจริงแล้วมัวร์สนับสนุน เบอร์นี แซนเดอร์ส คู่แข่งคลินตันในพรรคเดโมแครต แบบสุดลิ่มทิ่มประตูมานานหลายปี เนื่องจากนโยบายของแซนเดอร์สเน้นการเก็บภาษีเหล่าชนชั้นสูงเพื่อนำมาส่งเสริมสวัสดิการสังคม ปฏิรูปสถาบันการเงิน ซึ่ง ใหญ่เกินกว่าจะล้ม จนรัฐต้องเข้ามาอุ้มในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และแซนเดอร์สยังสนับสนุนรูปแบบการบริหารประเทศแบบเดียวกับแถบสแกนดิเนเวีย (เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, นอร์เวย์, สวีเดน, ไอซ์แลนด์) ซึ่งผสมผสานทุนนิยมเสรีเข้ากับระบบรัฐสวัสดิการ

ในอเมริกาคุณมีแนวคิดเรื่องความฝันแบบอเมริกา มันเป็นดินแดนแห่งโอกาส ทุกคนต่างมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวผู้บริหารหญิงคนหนึ่งตอบคำถามมัวร์ว่าทำไม เรา อเมริกาถึงไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างไอซ์แลนด์หลังวิกฤติ ทำไมคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายทางการเงินถึงลอยนวลอยู่ได้ในวอลสตรีท ทำไมเราถึงมีแบบที่พวกคุณมีไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น เด็กทุกคนควรมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือการรักษาพยาบาล มันไม่ใช่สังคมนิยม แค่เป็นสังคมที่ดี

Where to Invade Next เปรียบเสมือนคำตอบของ ไมเคิล มัวร์ ต่อการโจมตีของพวกฝ่ายขวาที่กล่าวหาว่าเขาไม่รักชาติ ไม่เคยเห็นแง่มุมดีงามของอเมริกา แล้วพยายามจะชักนำประเทศให้ตกต่ำด้วยการวิพากษ์กฎหมายควบคุมอาวุธปืน (Bowling for Columbine) ความโลภในตลาดหุ้นวอลสตรีท (Capitalism: A Love Story) และความล้มเหลวของระบบประกันสุขภาพ (Sicko) ในหนังเรื่องใหม่ มัวร์อาจตั้งข้อสงสัยต่อหลากหลายนโยบาย หรือการแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็แจกแจงให้เห็นว่า สิ่งดีๆ ในประเทศต่างๆ ที่เขาไปรุกรานนั้น ส่วนใหญ่ล้วนได้ไอเดียมาจากอเมริกาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้เด็กรู้จักคิดตั้งคำถาม ความกล้าหาญในการเล่นงานนายธนาคารจอมโลภ การดิ้นรนต่อสู้ของสหภาพแรงงานเพื่อให้ลูกจ้างมีชีวิตที่ดีขึ้น การเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันของสตรี หรือกระทั่งการยกเลิกโทษประหาร

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ไอเดียของยุโรป ไม่ใช่ไอเดียแปลกใหม่ เราไม่ได้จำเป็นต้องรุกรานใครเพื่อขโมยไอเดียเหล่านี้ เพราะพวกมันเป็นไอเดียของเราอยู่แล้ว มัวร์สรุปในฉากสุดท้าย พร้อมกับแทรกฉากจากหนังเรื่อง The Wizard of Oz เข้ามาเพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่อเมริกาต้องการนั้น แท้จริงแล้วอยู่ใกล้ตัวเพียงนิดเดียว แต่กลับถูกมองข้าม หรือหลงลืมไปชั่วขณะ เช่นเดียวกับ แคนซัส สำหรับโดโรธี

ขณะเดียวกันเขายังตอกกลับใส่หน้าคนที่ตั้งท่าจะยิ้มเยาะไอเดียต่างๆ เหล่านั้นว่าโลกสวย เป็นไปไม่ได้ ใช้กับเราไม่ได้เพราะเราแตกต่าง  หรือมีข้อจำกัดโน่นนี่นั่น (ข้ออ้างซึ่งมักได้ยินบ่อยๆ ในบ้านเรา) ด้วยหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของหนัง นั่นคือ เมื่อเขากับเพื่อนอีกคนเดินทางมาร่วมระลึกถึงการทลายกำแพงเบอร์ลินเมื่อปี 1989 ซึ่งเริ่มต้นจากคนสองสามคนพยายามเจาะกำแพงด้วยสิ่วกับค้อน ก่อนจะค่อยๆ จุดประกายเป็นกระแสมวลชน และภายในช่วงเวลาไม่กี่วันทุกอย่างก็จบสิ้น กำแพงที่เหล่าผู้คนในยุคสงครามเย็นเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อคงอยู่ตลอดไป เพื่อแบ่งแยก เรา กับ เขา ถูกทำลายลงในที่สุด สุดท้ายแล้วสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้กลับเป็นไปได้ การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินพิสูจน์ให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ บางครั้งจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ... ที่เราต้องการก็แค่สิ่วกับค้อน  

วันพุธ, มิถุนายน 15, 2559

Embrace of the Serpent: อารยธรรมสูญสลาย


โดยปกติแล้วหนังที่พูดถึงลัทธิอาณานิคม หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ส่วนใหญ่มักจะถ่ายทอดผ่านมุมมองของคนผิวขาว (หรือผู้บุกรุก) แม้กระทั่งหนังที่แสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจ (ในบางกรณีก็อาจถึงขั้นสร้างภาพโรแมนติก) ในชนเผ่าพื้นเมือง และวิพากษ์ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเจ้าอาณานิคมกับคนท้องถิ่นอย่าง A Passage to India (1984) ซึ่งมีฉากหลังเป็นประเทศอินเดียก่อนประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ หรือ Dances with Wolves ซึ่งพูดถึงการยึดครองดินแดนฝั่งตะวันตกของคนผิวขาวโดยการฆ่าและขับไล่ชนเผ่าอินเดียนแดง ข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถใช้อ้างอิงได้กับหนังที่มีฉากหลังเป็นป่าอเมซอนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น The Mission (1986) ซึ่งตัวเอกเป็นมิชชันนารีที่เดินทางไปเผยแผ่ศาสนา Fitzcarraldo (1982) ซึ่งตัวเอกเป็นเจ้าของสวนยางที่ฝันอยากสร้างโรงโอเปรากลางป่าดงดิบ หรือ The Emerald Forest (1985) ซึ่งตัวเอกเป็นวิศวกรเดินทางไปคุมงานสร้างเขื่อนในประเทศบราซิลก่อนลูกชายของเขาจะถูกชนเผ่าในอเมซอนจับตัวไป

ด้วยเหตุนี้ การมาถึงของ Embrace of the Serpent จึงถือเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะแม้ต้นกำเนิดของหนังจะได้แรงบันดาลใจจากบันทึกของนักสำรวจผิวขาวสองคน นั่นคือ นักชาติพันธุ์วิทยาชาวเยอรมัน ธีโอดอร์ คอช-กรุนเบิร์ก และนักชีววิทยาชาวอเมริกัน ริชาร์ด อีแวนส์ ชูลท์ส แต่ตัวละครเอกของหนังกลับเป็นชาวพื้นเมือง การามากาเต ตัวละครที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อเชื่อมโยงสองเส้นเรื่องเข้าด้วยกัน การามากาเตเป็นหมอผีแห่งป่าอเมซอน และบุคคลสุดท้ายของชนเผ่าโกฮุยโนที่เหลือรอดอยู่ หลังชาวยุโรปแผ่ขยายอาณาจักรเพื่อทำสวนยาง และเข่นฆ่า พร้อมกับบีบบังคับชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากมาเป็นแรงงานทาส เขาออกเดินทางร่วมกับสองนักสำรวจผิวขาวเพื่อเสาะหาพืชหายาก ยากรูนา โดยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ราวปี 1909 การามากาเตวัยหนุ่ม (นิลบิโอ ตอร์เรส) ได้ช่วยเหลือธีโอ (แจน บิจัวต์) ซึ่งกำลังป่วยหนัก ค้นหายากรูนาเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะรักษาเขาได้ แม้จะเกลียดชังคนผิวขาว แต่การามากาเตยินยอมช่วยเหลือธีโอ เมื่อฝ่ายหลังอ้างว่าเขาเพิ่งจะบอกลาชนเผ่าโกฮุยโนมาได้ 2-3 ปี พวกเขาที่เหลือรอด (แม้จะมีจำนวนแค่ไม่กี่คน) เป็นผู้มอบสร้อยคอแบบเดียวกับที่การามากาเตห้อยอยู่เป็นของขวัญแก่ธีโอ การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพื่อช่วยชีวิตธีโอเท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามหวนคืนสู่รากเหง้าของการามากาเต ค้นหาเส้นใยสุดท้ายซึ่งเชื่อมโยงเขากับถิ่นกำเนิด

สามสิบกว่าปีต่อมา อีแวน (ไบรออน เดวิส) ได้เดินทางสำรวจตามรอยบันทึกของธีโอเพื่อค้นหายากรูนาเช่นกัน ไม่ใช่เพื่อรักษาโรคภัยทางกาย แต่เป็นโรคภัยทางจิตใจ เขาหวังว่ายากรูนาจะช่วยบำบัดอาการป่วยทางจิตวิญญาณของสังคมยุคใหม่ ที่ทำให้เขาไม่อาจ ฝัน ขณะนอนหลับได้อีกต่อไป อีแวนตามหาการามากาเตในวัยชราจนพบ (รับบทโดย แอนโตนีโอ โบลิวาร์ ซัลวาดอร์ หนึ่งในสมาชิกเผ่าโอเคนา ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่แค่ไม่กี่คน) ที่อาศัยอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในป่าลึก การปลีกวิเวกทำให้เขากลายเป็นเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณ ตัดขาดจากผู้คนและรากเหง้าเพราะเขาเป็นคนสุดท้ายของชนเผ่าที่ยังมีชีวิต สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือความทรงจำอันเลือนลาง เขาร่ำไห้ที่ไม่อาจสื่อสารกับสิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งจดจำวิธีปรุงยาได้อีกต่อไป ในฉากหนึ่งอีแวนลงมือปรุงยาตามวิถีดั้งเดิม ซึ่งเป็นองค์ความรู้โบราณที่ถูกถ่ายทอดจากการจดบันทึกของธีโอ ขณะการามากาเตใช้วิธีถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ฉะนั้นเมื่อชนเผ่าของเขาสูญหาย องค์ความรู้เหล่านั้นก็พลอยสูญหายไปด้วย หลงเหลืออยู่เพียงกลิ่นอายอันเจือจางจากภาพวาดบนแผ่นหิน การามากาเตยินยอมเดินทางไปกับชายหนุ่มพร้อมความหวังไม่ใช่เพื่อค้นหาสมาชิกที่เหลืออยู่ของชนเผ่าเขา แต่เพื่อค้นหาตัวตนที่เหลืออยู่ของเขา

แม้ต้นกำเนิดของหนังจะมาจากบันทึกข้อเท็จจริง รวมถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่  ไซโร กูเออร์รา ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของโคลอมเบีย (หนังของเขาเรื่อง The Wandering Shadows และ The Wind Journeys เคยถูกส่งเป็นตัวแทนโคลอมเบียในการเข้าชิงออสการ์สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2004 และ 2009 ตามลำดับ ก่อนสุดท้ายจะประสบความสำเร็จในครั้งที่สาม นี่ถือเป็นหนังแจ้งเกิดให้กับกูเออร์ราอย่างแท้จริง หลังจากมันเดินหน้ากวาดรางวัลมากมายรวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในสาย Director’s Fortnight) เลือกจะผสมผสานความเชื่อ ตำนานพื้นบ้านลงไปคลุกเคล้าในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน เพราะเขาไม่เพียงต้องการถ่ายทอดเรื่องราวการผจญภัยผ่านตัวละครอินเดียน มอบสุ้มเสียงให้กับชนเผ่าอเมซอนเท่านั้น แต่ยังต้องการพาผู้ชมไปสัมผัสวัฒนธรรม วิถีปฏิบัติ ตลอดจนหลักการดำรงชีวิตที่แตกต่างอีกด้วย เมื่อ ความจริงหาใช่สิ่งที่สัมผัสได้ หรือมองเห็นเบื้องหน้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงความฝันและจินตนาการ

กูเออร์ราอธิบายที่มาของชื่อหนังไว้ว่า ตามตำนานของชาวอเมซอน สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกเดินทางจากทางช้างเผือกลงมายังโลกบนงูยักษ์อนาคอนดา พวกเขาลงมายังมหาสมุทร เดินทางเข้าสู่อเมซอนโดยแวะเยี่ยมชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ พร้อมกับทิ้งต้นแบบเพื่ออธิบายแต่ละชุมชนว่าควรใช้ชีวิตบนโลกอย่างไร เก็บเกี่ยว ตกปลา ล่าสัตว์อย่างไร จากนั้นพวกเขาก็เดินทางกลับสู่ทางช้างเผือก เหลือไว้เพียงอนาคอนดาซึ่งกลายเป็นแม่น้ำ และผิวหนังเหี่ยวย่นของมันซึ่งกลายเป็นน้ำตก นอกจากนี้ พวกเขายังทิ้งของขวัญไว้ให้ 2-3 อย่างเช่น โคคา (พืชที่นำใบมาสกัดเป็นโคเคน) ยาสูบ และอะยาอวสคา (สมุนไพรที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท) ซึ่งคุณใช้สำหรับติดต่อพวกเขา หากมีคำถาม หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำรงอยู่บนโลก เมื่อคุณใช้อะยาอวสคา งูยักษ์จะลงมาจากทางช้างเผือกอีกครั้งแล้วโอบรัดคุณ พาคุณไปยังสถานที่อันไกลโพ้น ไปยังจุดเริ่มต้น ซึ่งชีวิตยังไม่ถือกำเนิด ไปยังสถานที่ซึ่งคุณจะมองเห็นโลกแตกต่างออกไป1

ความพยายามจะรักษาสมดุลระหว่างประวัติศาสตร์กับตำนานคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้กูเออร์ราตัดสินใจถ่ายหนังเป็นขาวดำ เพราะในแง่หนึ่งมันสอดคล้อง ได้อารมณ์แบบเดียวกับภาพถ่ายจริงจากอเมซอนในยุคนั้นของชูลท์สกับคอช-กรุนเบิร์ก แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็ให้อารมณ์เหนือจริง เมื่อสีเขียวอันโดดเด่นของป่าอเมซอนถูกสูบออกจนเหือดแห้ง เหลือเพียงหลากหลายเฉดของสีเทาเพื่อเปิดช่องว่างให้คนดูใส่จินตนาการเข้าไป (ถ้าไม่นับว่ามันมีส่วนช่วยฉุดให้ช็อตไซเคเดลิกในช่วงท้ายเรื่องโดดเด่นยิ่งขึ้น ราวกับหนังจะบอกว่าภาพหลอนจากยากรูนา ซึ่งคล้ายคลึงกับภาพวาดจากความฝันของธีโอและภาพวาดบนแผ่นหินของการามากาเต มี ความจริง มากกว่าศาสตร์แห่งตะวันตก)2 นอกจากนี้ภาพขาวดำยังให้ความรู้สึกของอดีต การผันผ่านของเวลาที่ไม่อาจเรียกคืน ซึ่งตอบสนองเนื้อหาของหนังได้งดงาม และเศร้าสะเทือนใจ

ไม่ต้องสงสัยว่า Embrace of the Serpent วิพากษ์ความโหดร้ายของลัทธิอาณานิคมอย่างเจ็บแสบ ทั้งความโหดร้ายแบบตรงไปมาตรงมาดังเช่นฉากแรงงานทาสชาวพื้นเมืองในสภาพพิกลพิการวิ่งมาโกยน้ำยางกลับใส่ถังอย่างสิ้นหวัง หลังจากมันดูกา (ยัวเอนกู มิไกว) ปัดถังหล่นจากต้นยางด้วยความโกรธแค้น (รอยแผลเป็นบนแผ่นหลังของมันดูกาบ่งบอกชัดเจนว่าเขาเองก็เคยผ่านนรกบนดินของสถานะทาสในสวนยางมาก่อน) และความโหดร้ายที่เคลือบฉาบด้วยความปรารถนาดีดังเช่นฉากที่การามากาเตและธีโอเดินทางมาถึงหมู่บ้านริมแม่น้ำ ซึ่งเคยเป็นสวนยางแต่ถูกแปลงให้กลายเป็นโบสถ์คาทอลิกภายใต้การดูแลของนักบวชชาวสเปน พวกเขาสร้างชุมชนจากเหล่า เด็กกำพร้าของสงครามยาง บีบบังคับให้ชาวพื้นเมืองลืมภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วสื่อสารด้วยภาษาสเปน ร้องสวดเป็นภาษาละติน เลื่อมใสศรัทธาในพระเยซูเจ้า หากเด็กคนไหนแหกคอกก็จะถูกจับมัดกับเสาและเฆี่ยนตี พวกเขาอ้างความว่านำความศิวิไลซ์ ศาสนา ตลอดจนความรู้มาสู่บ้านป่าเมืองเถื่อน ซึ่งเต็มไปด้วยความโง่เขลาและลัทธิกินเนื้อคน ความพยายามของกาลามากาเตที่จะสอนเด็กๆ ไม่ให้ลืมรากเหง้ากลับถูกกล่าวหาจากบาทหลวงว่าเป็นการชักนำปีศาจมาสู่ชุมชน สร้างความแปดเปื้อนแก่เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์

ความหดหู่ของฉากดังกล่าวแปรเปลี่ยนเป็นความสยดสยอง บ้าคลั่งเต็มรูปแบบ เมื่อการามากาเตกลับมายังหมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้งในหลายทศวรรษถัดมา โดยคราวนี้มีอีแวนเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง เนื่องจากมันได้กลายสภาพเป็นเหมือนฐานทัพของผู้พันเคิร์ทซ์ใน Apocalypse Now เมื่อเด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกล้างสมองเต็มรูปแบบ การลงโทษเฆี่ยนตีไม่จำเป็นต้องถูกบังคับอีกต่อไป แต่เกิดจากความยินยอม ส่วนผู้พันเคิร์ทซ์ก็ปรากฏตัวขึ้นในรูปของนักบวชคลั่งศาสนาที่เชื่อว่าตัวเองคือ สิ่งเดียวที่ศักดิ์สิทธิ์ในป่าแห่งนี้ หรือพระเยซูผู้มาโปรดโลก และท่ามกลางภาวะประสาทหลอน (จากยาที่การามากาเตปรุงให้) เขาได้เชื้อเชิญเหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายให้มากัดกินเนื้อสดๆ ของเขา

หนังพลิบตลบให้เห็นมุมมองของอินเดียนต่อคนขาว ผ่านเรื่องราวการปะทะกันของโลกสองใบ องค์ความรู้สองแบบ ซึ่งสะท้อนผ่านวิธีเล่าเรื่องแบบตัดสลับสองเหตุการณ์ผจญภัยที่เกิดขึ้นห่างจากกันหลายสิบปี ครั้งแรกระหว่างอินเดียนหนุ่มกับชายชราผิวขาว และครั้งที่สองระหว่างอินเดียนชรากับชายหนุ่มผิวขาว ชาวอินเดียนเป็นคนเดียวกัน ขณะที่คนผิวขาวในแง่หนึ่งก็อาจพูดได้ว่าเป็นคนเดียวกัน เพราะชูลท์สเดินตามรอยของคอช-กรุนเบิร์กเพื่อบันทึกการมีอยู่ของวัฒนธรรมในผืนป่าอเมซอน พวกเขาเป็นตัวแทนของความรู้สมัยใหม่ (คนหนึ่งมีกล้องถ่ายรูป อีกคนมีเครื่องเล่นแผ่นเสียง) แต่ในเวลาเดียวกันก็นำมาซึ่งการทำลายล้าง ความตาย และลัทธิวัตถุนิยม การามากาเตคือตัวแทนของชนเผ่าที่ยึดถือตามกฎแห่งธรรมชาติ ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมเนียมที่สืบทอดมาหลายชั่วคน เขาไม่เห็นความสำคัญของเงินตรา (“รสชาติมันไม่ได้เรื่อง”) และเซ้าซี้ให้เพื่อนร่วมเดินทางโยนกระเป๋าสัมภาระทั้งหลายลงน้ำ เพราะพวกมันเป็นแค่ สิ่งของ เขาเป็น คนเถื่อนใจธรรมที่ฉลาด ภาคภูมิ แต่ก็น่าเศร้าไปพร้อมๆ กัน เพราะไม่อาจต้านทานสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์

กาลามากาเตดูจะตระหนักในความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวดี เมื่อเขาต่อว่าธีโอที่พยายามทวงคืนเข็มทิศจากชาวอินเดียน ด้วยข้ออ้างว่าคนพวกนี้อ่านทิศทางจากดวงดาวและพระจันทร์ ศาสตร์ดังกล่าวจะสูญหายหากพวกเขาหันมาใช้เข็มทิศแทน คุณเป็นใครถึงได้ปิดกั้นความรู้ เขาย้อนถามธีโอ แต่เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาถึงชนเผ่า (ที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน) ของเขาบ้าง กาลามากาเตกลับเลือกจะทำลายความรู้แทนการหยิบยื่นให้คนขาวผู้ตะกละตะกลามและกระหายสงคราม เช่นเดียวกับภาพงูเขมือบไข่ของตัวเอง หรือพวกเดียวกันในฉากเครดิตต้นเรื่อง และภาพเสือดาวล่าเหยื่อในช่วงท้ายเรื่อง วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองกำลังถูกกลืนกินดังจะเห็นได้จากสภาพของเพื่อนร่วมเผ่าการามากาเตที่เหลืออยู่ ชายฝั่งจำนวนมากตลอดเส้นทางของแม่น้ำ ซึ่งเปรียบได้กับความหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ กำลังสูญสลายอย่างไม่อาจเรียกคืน

สุดท้ายความเศร้าของ Embrace of the Serpent จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความโหดเหี้ยมที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอารยธรรมที่หล่นหายไปจากโลก เหลือเพียงความทรงจำอันเลือนลางและตำนานที่เล่าขาน
               
หมายเหตุ

1. อ้างอิงจากเว็บไซต์ www.cinetaste.com
2. งานวิจัยของ ริชาร์ด อีแวนส์ ชูลท์ส ในป่าอเมซอนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการด้านการผลิตยางและยาที่ออกฤทธิ์หลอนประสาท ในปี 1979 เขากับ ดร.อัลเบิร์ต ฮอฟแมนน์ บิดาผู้ให้กำเนิด LSD ได้เขียนหนังสือร่วมกันชื่อ พืชพันธุ์ของพระเจ้า: พลังอันศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาและสร้างความมึนเมา

วันศุกร์, พฤษภาคม 27, 2559

Demolition: รีโนเวทชีวิต


ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทุกสิ่งกลายเป็นอุปมา เดวิส (เจค จิลเลนฮาล) เขียนระบายความรู้สึกในจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาส่งไปร้องเรียนกับฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทตู้หยอดเหรียญ หลังจากตู้หยอดเหรียญเครื่องหนึ่งที่โรงพยาบาลไม่จ่ายเอ็มแอนด์เอ็มให้เขา เดวิสอยู่ที่โรงพยาบาลหลังประสบอุบัติเหตุรถชน ซึ่งคร่าชีวิตภรรยา จูเลีย (เฮทเธอร์ ลินด์) ขณะเขากลับได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย งานศพ การปลอบประโลม ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โดยที่เดวิสเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงไม่โศกเศร้า หรือกระทั่งเสียน้ำตาสักหยดให้การจากไปอันน่าใจหาย

เขาเกลียดภรรยา หรือหมดรักเธอมาเนิ่นนานแล้วงั้นหรือ

เศษเสี้ยวเดียวที่หนังเปิดโอกาสให้คนดูพอจะรู้จักกับคนทั้งสอง คือ ฉากเปิดเรื่อง ซึ่งอาจสะท้อนถึงความสัมพันธ์หมางเมิน เหินห่าง จนทุกอย่างแลดูเป็นกิจวัตรอยู่บ้าง (ในเชิงเทคนิคภาพยนตร์ หนังจงใจตัดสลับไปมาระหว่างภาพโคลสอัพของสองตัวละครตลอดบทสนทนาร่วมกัน ไม่มีภาพ two shot จากด้านหน้ากระจกรถ หรือช็อตข้ามไหล่ ราวกับพวกเขาต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว โดย 2-3 ครั้งที่ทั้งสองได้อยู่ร่วมช็อตเดียวกัน กล้องจะอยู่เบาะหลังทำให้เราเห็นศีรษะเดวิสจากด้านหลัง และใบหน้าจูเลียสะท้อนผ่านกระจกส่องหลัง หรือไม่ก็เป็นภาพโคลสอัพจูเลีย ซึ่งมีมือของเดวิสยื่นโทรศัพท์ไปทางภรรยาเป็นแค่โฟร์กราวด์เลือนลาง) แต่ในเวลาเดียวกัน เยื่อใย ความผูกพันยังคงส่งกลิ่นอายให้สัมผัสได้จางๆ จากมุกแซวตบท้ายของจูเลีย ซึ่งเดวิส เก็ท” (และคนดูจะรับรู้จากภาพแฟลชแบ็ค) ก่อนช่วงเวลามรณะจะพรากเธอจากเขาไปตลอดกาล

เปรียบไปแล้วชีวิตแต่งงานของทั้งสองก็คงไม่ต่างจากรอยรั่วในตู้เย็น ซึ่งเดวิสเพิกเฉย ปล่อยให้คาราคาซังจนระยะห่างของพวกเขาถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในฉากหนึ่ง เดวิสเดินทางไปตรวจสุขภาพเนื่องจากอาการด้านชาครึ่งซีกบนของร่างกาย เมื่อหมอถามว่าเป็นมานานแค่ไหน คำตอบของเขา คือ 10-12 ปี ไม่ใช่หลังอุบัติเหตุ หรือถ้าพูดอีกอย่าง เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ในโหมดออโต้ไพลอตมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จากนั้นภาพจินตนาการในหัวเดวิสก็เผยให้เห็นว่าหัวใจเขาถูกหนอนผีเสื้อกลางคืนกัดกินจนเป็นรอยแหว่ง... บางทีนี่กระมังที่ทำให้เขาด้านชาต่อการสูญเสีย?

เมื่อเขาโดนตะปูยาวหลายนิ้วแทงทะลุเท้า เดวิสร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่ในเวลาเดียวกันก็ดีใจที่ตนเองยังสามารถรู้สึกรู้สาเหมือนคนอื่นๆ ต่อมาเมื่อคริส (จูดาห์ ลูอิส) ถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรที่โดนยิง (ขณะสวมเสื้อเกราะกันกระสุน) คำตอบของเดวิส คือ มันเจ็บ... แต่เป็นเจ็บแบบสะใจ

การอุปมา เปรียบเปรย แทนค่าความรู้สึก หรือปมปัญหา ซึ่งซับซ้อน ลึกลับ ยากจะอธิบายด้วยสิ่งต่างๆ อันเป็นรูปธรรมของหนังไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเมื่อเดวิสตัดสินใจว่าถึงเวลาเสียทีที่เขาควรจะลุกขึ้นมาสำรวจตรวจสอบชีวิตอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจชีวิตสมรส ความสัมพันธ์ รวมเลยไปถึงตัวเอง เขาจึงนำคำบอกเล่าของพ่อตา ฟิล (คริส คูเปอร์) ที่ว่า ถ้าอยากซ่อมอะไร ให้รื้อทุกอย่าง แล้วดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่สำคัญ จากนั้นค่อยประกอบมันกลับเข้าไปใหม่มาปฏิบัติชนิด ตรงตามตัวอักษรจนกลายเป็นที่มาของชื่อหนัง แต่ในเวลาเดียวกัน พฤติกรรมประหลาดสุดโต่งของเดวิสก็ค่อยๆ ผลักไสคนรอบข้างออกห่าง โดยเฉพาะฟิล ซึ่งเข้าใจว่าเขาเสียสติไปแล้ว

Demolition เป็นผลงานกำกับเรื่องที่สองติดต่อกันของ ฌอง-มาร์ค วัลลี ที่พูดถึงการดิ้นรนเพื่อรับมือกับความสูญเสียหลังจาก Wild เมื่อปีก่อน ในเรื่องนั้นชีวิตของ เชอรีล (รีส วิทเธอร์สพูน) พลันเสียศูนย์และเริ่มดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่องหลังจากแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เช่นเดียวกัน หนังได้เปรียบเปรยการก้าวผ่านวิกฤติด้วยรูปธรรมของการเดินป่าบนเส้นทางอันยาวไกล สุดแสนทรหด มันเป็นวิธีที่เชอรีลเลือกเพื่อให้เวลาตัวเองได้ทบทวนชีวิต แล้วจัดระเบียบครั้งใหม่ สัมภาระทางอารมณ์ที่เธอแบกไว้ก็ไม่ต่างจากแบ็คแพ็คขนาดมหึมา ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้เธอเดินทางด้วยความยากลำบาก และใช้เวลามากเกินควร แต่เมื่อเธอเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องสิ่งของไม่จำเป็นออกจากเป้ การเดินทางก็เริ่มราบรื่นขึ้นจนสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ในที่สุด ไม่ต่างจากการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความโกรธแค้นต่อพระเจ้า ต่อชะตากรรม และทำใจยอมรับความเจ็บปวด โศกเศร้า ซึ่งช่วยให้เธอค้นพบความสงบสุขทางจิตใจ พร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

ความแตกต่างสำคัญน่าจะอยู่ตรงที่อุปมาในผลงานชิ้นใหม่ออกจะหนักมือและดูเสแสร้งไปสักหน่อย มันเป็นเรื่องหนึ่งที่คนเราจะ พักยก ชีวิตไปเดินป่าเป็นระยะทาง 1,100 ไมล์เพื่อพยายามค้นหาตัวเอง (แน่นอนการที่ Wild สร้างจากเรื่องจริงช่วยเพิ่มน้ำหนักให้มันได้ไม่น้อย) แต่การทุบทำลาย รื้อถอนบ้านหรูเพียงเพราะคุณสับสนกับชีวิตมันค่อนข้างจะเกินกว่าเหตุ และก้าวข้ามเส้นแห่งความสมจริง น่าเชื่อถือ ไปสู่ความไร้สาระ

จริงอยู่ คนดูสามารถเข้าใจได้ว่าบ้านหลังนั้นคือตัวแทนความฝันแบบอเมริกัน การดิ้นรนเพื่อครอบครองวัตถุราคาแพง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสารพัด ซึ่งไม่ได้ช่วยให้คุณค้นพบความสุขแท้จริง กระจก พื้นผิวเงางาม พื้นที่ว่างโล่งโปร่ง สะท้อนความเย็นชา แข็งทื่อดุจเครื่องจักร ขณะชีวิตดำเนินไปตามครรลองกฎเกณฑ์ ค่านิยมในสังคมที่มุ่งเน้นครอบครอง บูชาเงินทอง (เดวิสทำงานที่บริษัทจัดการลงทุนของพ่อตา ซึ่งสร้างรายได้จากการซื้อกิจการในราคาถูก แล้วขายต่อทำกำไร เช่นเดียวกับตลาดหุ้น พวกเขาได้เงินจากการคำนวณตัวเลข ไม่ใช่จากการสร้างสรรค์ หรือผลิตสิ่งใด มันจับต้องไม่ได้ เป็นแค่รหัสตัวเลขที่โอนถ่ายในอากาศและด้วยเหตุนี้จึงพยายามชดเชยด้วยการใช้เงินซื้อหาสิ่งของต่างๆ โหยหารูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ด้วยมือ การลงแรงที่เห็นผลเบื้องหน้า แม้ว่ามันจะเป็นการพังทำลายแทนการก่อสร้างก็ตาม) แตกต่างจากบ้านของ แคเรน (นาโอมิ วัตส์) ซึ่งอาจคับแคบ ดูรกรุงรัง แต่ก็ให้อารมณ์อบอุ่น เป็น บ้าน มากกว่า

ผมเกลียดบ้านหลังนี้ มันมีแต่ข้าวของเงางาม เดวิสกล่าวเมื่อแคเรนออกความเห็นว่าบ้านของเขาเป็นเหมือนบ้านในฝันของคนส่วนใหญ่ แต่การปฏิเสธวิถีชีวิตดั้งเดิมจำเป็นต้องไปไกลถึงขั้นซื้อรถตักดินมาพังบ้านกันเลยหรือ บางทีบทหนังอาจต้องการเดินไต่ไปบนเส้นแบ่งอันง่อนแง่นระหว่างทีเล่นกับทีจริง ซึ่งยากที่จะรักษาสมดุล ในแง่หนึ่งมันพยายามคุมโทนโศกเศร้า หดหู่จนไม่อาจบรรลุสถานะแฟนตาซีเลื่อนลอยของชนชั้นกลาง แต่ขณะเดียวกันก็พิลึกพิลั่น แปลกประหลาดเกินกว่าจะถือเป็นจริงเป็นจัง และนั่นส่งผลให้ ไคล์แม็กซ์ในตอนท้ายขาดพลังโน้มน้าวคนดูให้ซาบซึ้ง อิ่มเอมไปกับการบรรลุสัจธรรมของตัวละคร แม้ เจค จิลเลนฮาล จะพยายามทำหน้าที่ของเขาอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม

ผู้กำกับ ฌอง-มาร์ค วัลลี อัดฉีดลูกเล่นสารพัดเพื่อเพิ่มชีวิตชีวาให้กับเรื่องราวอันคุ้นชิน เช่น ในภาพความฝันสโลว์โมชันของเดวิส เมื่อเขาเดินตรงเข้าหากล้องท่ามกลางฝูงคนที่เคลื่อนไหวย้อนกลับ นอกจากนี้วัลลียังเลือกใช้ลูกไม้เดิมๆ ที่เคยได้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมใน Wild ด้วยการสอดแทรกช็อตแฟลชแบ็คเข้ามาเป็นระยะ เมื่อตัวละครหวนคิดถึงอดีตในชั่วแวบแห่งห้วงคิดคำนึง ดุจเดียวกับชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายรอการถูกประกอบขึ้นใหม่ ต่างกันแค่คราวนี้ไม่มีฉากใดที่สามารถจับต้องเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งหมดเป็นแค่เศษเสี้ยวที่ปราศจากแรงดึงดูดไปสู่ภาพรวมของความสัมพันธ์ หรือพลังทางอารมณ์ คนดูไม่อาจสัมผัสได้ถึงสายใยเชื่อมโยงระหว่างเดวิสกับจูเลีย แบบเดียวกับที่รู้สึกได้ระหว่างเชอรีลกับแม่ของเธอ สาเหตุสำคัญน่าจะเป็นเพราะบทหนังหันไปให้น้ำหนักกับสัมพันธภาพระหว่างเดวิสกับแคเรน พนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัทตู้หยอดเหรียญ ซึ่งได้อ่านจดหมายร้องเรียนของเดวิสแล้วรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะกระโจนไปสู่มิตรภาพระหว่างเดวิสกับคริส ลูกชายวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของแคเรนที่ปราศจากพ่อ ในเวลาต่อมา

หนังไม่ได้นำเสนอพวกเขาในฐานะตัวละครที่จะมาเติมเต็มกันและกัน แล้วลงเอยอย่างมีความสุขในสไตล์โรแมนติก-คอมเมดี้ แต่ในฐานะกลุ่มมนุษย์ผู้แตกร้าว เปราะบาง ไม่อาจเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงภายใน แคเรนคบหาอยู่กับ คาร์ล (ซี.เจ. วิลสัน) เจ้าของบริษัทตู้หยอดเหรียญ ซึ่งเธอไม่ได้หลงรัก แต่ก็ไม่กล้าพอจะเดินจากมา ฉันอยากทำให้ได้แบบคุณ... ซื่อตรงกับความรู้สึก เธอสารภาพกับเดวิสในฉากหนึ่ง ส่วนคริสเองก็กำลังสับสนกับเพศสถานะ ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบผู้ชายหรือผู้หญิง และหวาดกลัวเกินกว่าจะสำรวจ ตรวจสอบ


เดวิสก็ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่หยุดทำงาน ประตูห้องน้ำที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด หรือตู้เย็นที่น้ำหยดตลอดเวลา มีบางอย่างผิดปกติ เขาไม่อาจระบายความโศกเศร้าออกมาได้ เหมือนบางอย่างติดแหง็กอยู่ภายใน และจำเป็นต้องรื้อชิ้นส่วนทั้งหมดออกมาดูเพื่อค้นหาจุดบกพร่อง ทบทวนอดีตเพื่อคลี่คลายปัจจุบันและเปิดโอกาสสู่อนาคต เดวิสพบว่าเขาไม่มีความสุขในชีวิต ในอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ของเขากับจูเลียล่มสลายไปพักใหญ่แล้ว ก่อนหน้าจะเกิดอุบัติเหตุด้วยซ้ำ และทางเดียวที่จะซ่อมแซมชีวิต คือ รื้อถอนกิจวัตร หลักปฏิบัติ ซึ่งนำพาเขามายังจุดนี้ เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วสร้างตัวตนใหม่จากความต้องการแท้จริงภายใน... เมื่อนั้นเองเขาถึงจะสามารถวิ่งต่อไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

วันศุกร์, พฤษภาคม 20, 2559

The Witch: มนต์ดำสู่อิสรภาพ


กระแสความหวาดกลัวเกี่ยวกับแม่มดและมนตร์ดำเริ่มต้นขึ้นในยุโรปตั้งแต่ปลายสมัยกลาง (ศตวรรษที่ 13) และดำเนินต่อมาจนถึงต้นสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 16) ภายใต้อิทธิพลของโบสถ์คาทอลิก ก่อนจะลามปามมายังอเมริกา เมื่อชาวยุโรปอพยพไปตั้งรกรากในแถบนิวอิงแลนด์ (ปัจจุบันกินอาณาบริเวณ 6 รัฐทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา นั่นคือ คอนเนตทิคัต, เมน, เวอร์มอนต์,  นิวแฮมป์เชียร์, โรดไอแลนด์ และแมสซาชูเซตส์) เป็นแห่งแรกในปี 1620 โดยการพิจารณาคดีในข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มดที่เมืองซาเลม รัฐแมสซาชูเซตส์ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1692 – พฤษภาคม 1693 (20 คนถูกตัดสินประหารชีวิต 14 ในนั้นเป็นผู้หญิง) ถือเป็นการพิจารณาคดีที่โด่งดัง (และอื้อฉาว) ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและนักเขียนมากมาย

เหยื่อรายแรกต่อปรากฏการณ์ อุปาทานหมู่ ใน 13 อาณานิคม คือ ผู้หญิงชื่อ บริดเจ็ต บิชอป ซึ่งถูกตัดสินว่าผิดจริงในข้อหาเล่นคุณไสยใส่หญิงสาวกลุ่มหนึ่งในเมืองบ้านเกิดของเธอที่ซาเลม โดยหลักฐานคือคำให้การของบรรดาเพื่อนบ้านที่อ้างว่าบิชอปมาที่บ้านแล้วบีบคอและหยิกพวกเธอ นอกจากนี้เธอยังโดนกล่าวหาว่าฆ่าเด็กและทรมานหมูอีกด้วย ขณะเดียวกันเอกสารการสอบสวนในศาลยังระบุว่ามีการตรวจสอบร่างกายจำเลยโดยกลุ่มผู้หญิงท้องถิ่น ซึ่งอ้างว่าบิชอปมี หัวนมที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งในสายตาของพวกเธอถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเธอสมคบคิดกับซาตาน เช่นเดียวกับผู้หญิงอีกหลายคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในข้อหาเป็นแม่มด หลักฐานที่ใช้มัดตัวบิชอปส่วนมากได้แก่ คำให้การของพยาน ซึ่งแน่นอนว่าไม่อาจยึดถือความถูกต้อง แม่นยำได้เท่ากับพยานวัตถุ เพราะมนุษย์ย่อมเต็มไปด้วยอคติ

แม้ว่า The Witch ผลงานกำกับเรื่องแรกของ โรเบิร์ต เอกเกอร์ส จะดำเนินเหตุการณ์ก่อนช่วงเวลาข้างต้น (ราวปี 1630) เมื่อชาวอังกฤษเพิ่งเดินทางมาตั้งรกรากในนิวอิงแลนด์ได้ไม่นาน แต่มันสะท้อนให้เห็น ร่องรอย ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งอุปาทานหมู่ผ่านการกล่าวหาใส่ร้ายกันไปมาระหว่าง โธมาซิน (แอนยา เทย์เลอร์-จอย) กับคู่หูเด็กแฝด เมอร์ซีย์ (เอลลี เกรนเจอร์) และ โจนาส (ลูคัส ดอว์สัน) ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานอันง่อนแง่น ปราศจากพยานวัตถุใดๆ แต่ท่ามกลางความหวาดกลัว ความตื่นตระหนกจากปรากฏการณ์ ประหลาด ทั้งหลาย จากความโดดเดี่ยวของการอยู่ตามลำพัง คำอ้างเหล่านั้นกลับดูน่าเชื่อถือและเป็นไปได้ในความคิดของคนเป็นพ่อแม่อย่าง วิลเลียม (ราล์ฟ อิเนสัน) และ แคทเธอรีน (เคท ดิกกี)

ความหวาดกลัวส่วนหนึ่งมีบ่อเกิดจากการต้องย้ายมาตั้งรกรากยังโลกใบใหม่ ที่คุกคามความคุ้นเคย ความคล้ายคลึงกันอันอบอุ่นของโลกใบเก่า คนดูจะได้เห็นอินเดียนแดงสองสามคนแค่ในฉากช่วงต้นเรื่อง ขณะวิลเลียมพาครอบครัวออกจากอาณานิคม โดยหลังจากนั้นป่าไม้ถูกนำมาใช้เป็นตัวแทนอารมณ์คุกคามของ ความเป็นอื่น มันเป็นเหมือนสิ่งต่างด้าว แปลกปลอมที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง เป็นเขตต้องห้ามสำหรับเด็กๆ โดยอันตรายสามารถไล่เรียงตั้งแต่สัตว์ดุร้ายไปจนถึงมนต์ดำของอินเดียนแดง ซึ่งแคทเธอรีนอ้างถึงในฉากหนึ่ง เมื่อพบว่าลูกชายของเธอ เคเล็บ (ฮาร์วีย์ สคริมชอว์) ป่วยเป็นโรคร้ายหลังหายตัวเข้าไปในป่า เด็กรุ่นใหม่อาจไม่สัมผัสถึงสายใยผูกพันโลกใบเก่ามากเท่าคนรุ่นก่อน พวกเขาไม่มีปัญหามากนักกับการถูกเนรเทศออกจากอาณานิคม ซึ่งเป็นเหมือนเศษเสี้ยวของโลกใบเก่าที่พอจะมอบความอุ่นใจ ความรู้สึกปลอดภัยได้บ้าง ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยารื่นเริงบันเทิงใจของสองฝาแฝด ที่ไม่ทุกข์ร้อนกับการถูกแยกโดดเดี่ยวจากเหล่าผู้อพยพอื่นๆ ในอาณานิคม หรือแม้กระทั่งเคเล็บเองก็เหมือนจะจดจำอะไรเกี่ยวกับประเทศอังกฤษไม่ค่อยได้ คนที่เจ็บปวดและปรับตัวเข้าโลกใหม่ไม่ได้มากสุดคงหนีไม่พ้นแคทเธอรีน ซึ่งวิงวอนขอให้สามีพาเธอกลับ บ้าน โดยอ้างว่าเธอไม่อาจสัมผัสความรักของพระเจ้าได้อย่างแจ่มชัดอีกต่อไปนับแต่ย้ายมาอยู่ที่อเมริกา

ศาสนาถูกนำมาใช้ยึดเหนี่ยวเพื่อสร้างความอุ่นใจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันแปลกแยก แตกต่าง ดังจะเห็นได้ว่าแม้เคเล็บจะไม่ได้คิดถึง บ้านเกิด หรือจดจำเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งก่อนจะอพยพมาตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งใหม่ได้ไม่มากนัก แต่เขาก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าซามูเอล น้องชายทารก จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์เนื่องจากเขาถือกำเนิดหลังครอบครัวถูกเนรเทศออกจากอาณานิคม และไม่ได้เข้าพิธีศีลล้างบาปในโบสถ์เหมือนคนอื่นๆ

คริสตจักรคาทอลิก ซึ่งปกครองโดยเพศชาย ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการควบคุมผู้หญิงให้อยู่ภายใต้ระบอบชายเป็นใหญ่ กดทับพวกเธอให้เชื่อฟังสามี/พ่อ ดังจะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่มีความคิดเป็นผู้นำ หรือแสดงออกถึงความต้องการทางเพศ หรือปรารถนาที่จะเป็นอิสระมักมีโอกาสถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดมากกว่าบรรดาแม่บ้านที่เชื่อฟังสามี ลูกสาวที่อยู่ในโอวาสของพ่อ หรือผู้หญิงที่ปฏิบัติตนตามกรอบจารีตประเพณีแห่งยุคสมัย

เพศสภาพถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มด โดยตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาช้านาน (แน่นอนว่าผ่านแนวคิดชายเป็นใหญ่) ผู้หญิงเป็นเพศที่จิตใจอ่อนไหว อ่อนแอ รวมทั้งยังมีสภาพร่างกายที่ เปิดรับ จึงง่ายต่อการหลับนอนกับซาตาน หรือปีศาจ พวกเธอกระตุ้นราคะของเพศชาย และพลังอำนาจดังกล่าวทำให้พวกเขาหวาดกลัว ดังนั้นผู้หญิงสาวสวยจึงมักจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด เช่นเดียวกับนางผดุงครรภ์และแม่ม่าย เพราะฝ่ายแรกมีอาชีพเกี่ยวข้องกับทารกและการปรุงยาสมุนไพร ส่วนฝ่ายหลังเพราะพวกเธอปกครองตนเองโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของผู้ชาย ความหวาดกลัวตลอดจนหลงใหลในร่างกายเพศหญิงสะท้อนชัดใน The Witch ผ่านสายตาของเคเล็บ ซึ่งเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม และลอบมองร่องอกของพี่สาวตัวเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผสมผสานอารมณ์หื่นกระหายและความรู้สึกผิดบาปไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ความลึกลับของช่องคลอด ซึ่งจะขับเลือดออกมาอย่างต่อเนื่องหลังหญิงสาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็ยังถูกตอกย้ำผ่านภาพชวนสยองของแม่มดที่นำเลือดทารกมาทาตัว หรือภาพแพะที่ขับนมออกมาเป็นเลือด

โธมาซินไม่เพียงจะเปราะบางต่อข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มดจากเรือนร่างภายนอกในฐานะหญิงสาวสวย คุกรุ่นด้วยพลังเย้ายวนทางเพศเท่านั้น แต่เธอยังเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง ไม่ยินยอมต่อชะตากรรมภายใต้อำนาจของเพศชายอีกด้วย เธอไม่ปรารถนาจะไปทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านคนอื่นตามข้อเสนอแนะของแคทเธอรีน ซึ่งกล่าวโทษเธอต่อการจากไปของซามูเอล เมื่อเคเล็บลักลอบเข้าป่าตามลำพังเพื่อไปล่าสัตว์เพื่อหวังจะช่วยพี่สาวไม่ให้ต้องไปเป็นคนรับใช้ เธออาสาจะตามไปด้วย เมื่อถูกกล่าวหาอย่างอยุติธรรมว่าใช้มนต์ดำ เธอเลือกที่จะไม่นิ่งเฉย หรือสงบปากสงบคำ พร้อมกับโต้กลับวิลเลียมว่าเขาปล่อยให้เธอโดนแคทเธอรีนกล่าวหาว่าเป็นขี้โขมย ว่าเขาไม่มีปัญญาหาเลี้ยงครอบครัว ปลูกพืชไม่งอกงาม ล่าสัตว์ไม่ได้ พ่อทำอะไรไม่เป็นนอกจากผ่าฟืน เธอตะโกนต่อว่าเขาด้วยความโกรธ

เธอคุกคามเคเล็บด้วยพลังทางเพศ และคุกคาม ความเป็นชาย ตลอดจนภาพลักษณ์ ผู้นำครอบครัว ของวิลเลียมด้วยบุคลิกไม่เกรงกลัวที่จะพูดความคิดในหัวออกมา ซึ่งนั่นไม่ใช่มาตรฐานสามัญของผู้หญิงในยุคนั้น เนื่องจากอคติทางเพศ ผู้หญิงที่อวดดีหรือหยิ่งจองหองมักถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราะผู้ชายหลายคนในสมัยกลางจนถึงต้นสมัยใหม่ยังมองผู้หญิงเป็นเหมือนสมบัติ หรือแม่วัวสำหรับผลิตลูกสืบสกุล ทั้งโบสถ์คาทอลิกและโปรเตสแตนท์จำกัดการแสดงออกของผู้หญิง พยายามกำราบให้พวกเธอเรียนรู้ที่จะสงบปากสงบคำ เชื่อฟัง และปฏิบัติตามกฎของสมบัติผู้ดี ด้วยคุณสมบัติทั้งหลายที่กล่าวมาของโธมาซิน จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อเธอบรรลุชะตากรรมอันไม่อาจหลีกเลี่ยงในท้ายที่สุด

ความน่าสนใจของ The Witch อยู่ตรงที่มันประสบความสำเร็จทั้งในภาคหนังสยองขวัญแบบตรงไปตรงมา ผ่านการสร้างบรรยากาศหลอกหลอนอันเปี่ยมประสิทธิภาพ โดยไม่ได้หวังพึ่งพาจังหวะตุ้งแช่เหมือนหนังสยองขวัญดาษๆ ทั่วไป และในภาคหนังดรามาครอบครัวเจือนัยยะแห่งการวิพากษ์สังคม โดยความคลุมเครือที่ผู้กำกับพยายามหล่อเลี้ยงเอาไว้ตลอดทั้งเรื่องได้ช่วยยกระดับให้มันก้าวข้ามสถานะของผลงานเพื่อความบันเทิงฉาบฉวยขึ้นไปอีกขั้น เช่น ในช่วงต้นเรื่อง คนดูจะไม่ได้เห็นภาพแม่มดขโมยตัวซามูเอลไป (เหล่าตัวละครต่างพยายามปลอบใจกันว่าน่าจะเป็นฝีมือของหมาป่ามากกว่า) ฉากหญิงชราในป่าที่สังหารทารก แล้วนำเลือดมาอาบทั่วตัวจึงอาจเป็นเพียงภาพในจินตนาการอันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัว และความเชื่อดั้งเดิม เช่นเดียวกับภาพหลอนที่เคเล็บเห็นระหว่างหลงป่า ความกดดัน เปราะบางในสถานการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญ (ดิ้นรนตามลำพังท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย) ทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรบ้างที่จริง หรือไม่จริง ไม่แตกต่างจากเมอร์ซีย์ ซึ่งหลงเชื่อคำหลอกของโธมาซินเป็นตุเป็นตะ เธอกับโจนาสอาจไม่ได้จงใจเอาคืนด้วยการใส่ร้ายโธมาซิน แต่เชื่อจริงๆ ตามนั้นแบบเดียวกับเหล่าผู้คนที่ตกอยู่ในภาวะอุปาทานหมู่ระหว่างช่วงการล่าแม่มด

และความคลุมเคลือที่สำคัญที่สุด คือ ฉากบทสนทนาระหว่างโธมาซินกับซาตานในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งผู้กำกับจงใจไม่ให้คนดูเห็นแพะดำฟิลลิป แต่กลับได้ยินเพียง วอยซ์ โอเวอร์ ที่ดังลอยมา (ให้เสียงโดย วาฮับ ชอดรีย์) ขณะกล้องจับจ้องไปยังโธมาซินเป็นหลักราวกับเธอกำลังสนทนาอยู่กับจิตใต้สำนึกของตัวเอง ซึ่งหากพิจารณาจากชุดเหตุการณ์เลวร้ายที่เธอเพิ่งเผชิญมาติดๆ กัน ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะสติหลุดจนได้ยินเสียงแว่วจากจิตใต้สำนึก


มองในแง่นิทานพื้นบ้านสยองขวัญ ฉากจบของ The Witch อาจกล่าวได้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ของศรัทธาต่อซาตานและมนต์ดำ แต่หากมองในเชิงสัญลักษณ์ว่าแม่มดแท้จริงแล้วหาใช่สตรีผู้ยอมจำนนต่อความชั่วร้าย หรือบุคคลที่หันหลังให้กับพระเจ้า แต่เป็นขบถซึ่งกล้าจะลุกขึ้นยืนหยัดต่อต้านบรรทัดฐานของชายเป็นใหญ่ ต่อจารีตที่กดทับและตีเส้นจำกัดศักยภาพแห่งเพศหญิง ฉากแปลงร่าง ของโธมาซินจึงถือเป็นชัยชนะ เมื่อเธอปลดแอกจากพันธนาการแห่งครอบครัว ธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วค้นพบอิสระที่จะไปสัมผัสโลกกว้าง ใช้ชีวิตอันหอมหวาน... และในสภาพเปลือยเปล่า เธอได้ถือกำเนิดใหม่

วันจันทร์, เมษายน 18, 2559

10 Cloverfield Lane: อันตรายจากความกลัว


โครงการสร้างหนังเรื่อง 10 Cloverfield Lane ถูกเก็บงำเป็นความลับสุดยอด ชนิดที่ไม่มีใครรู้ว่ามีหนังเรื่องนี้อยู่ด้วยซ้ำจนกระทั่งสตูดิโอปล่อยทีเซอร์ตัวแรกออกมา ซึ่งเก็บงำบทเฉลยความลับเกี่ยวกับหายนะไว้อย่างมิดชิด คนดูไม่รู้ว่ามี หรือไม่มี อะไรข้างนอกนั่นกันแน่ และขณะเดียวกันก็สื่อนัยยะว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์บางอย่างที่คุณไม่ควรรู้จากใครจนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตัวเองบนจอ แต่ไม่นานต่อมาเมื่อตัวอย่างที่สองกับโปสเตอร์หนังชุดใหม่ถูกปล่อย เสียงโวยวาย จนถึงขั้นก่นด่าก็เริ่มดังสนั่นโดยเฉพาะจากตัวผู้กำกับว่าพวกมันเฉลยปมสำคัญของหนังอย่างน่าละอาย

หลังจากชมภาพยนตร์จบ สิ่งที่ผมสงสัยอย่างหนักไม่ใช่ว่าทำไมสตูดิโอถึงทำลายหนังด้วยการเฉลยตอนจบในตัวอย่าง หรือโปสเตอร์หนัง ตรงกันข้าม ผมนึกสงสัยว่าทำไมผู้กำกับ แดน แทรชเทนเบิร์ก ถึงคิดว่าไคล์แม็กซ์ของหนังเปรียบเสมือนจุดหักมุมที่จะทำให้คนดูตื่นตะลึง หรือไม่คาดคิดมาก่อนในระดับเดียวกับ The Sixth Sense จนการรู้ตอนจบก่อนดูหนังจะเป็นการทำลายความสนุกลงไปเกือบครึ่ง เพราะพูดกันตามตรง ตอนจบของหนังเรื่องนี้หมดเซอร์ไพรส์ (ที่อาจพอมีอยู่บ้าง) ไปแล้วตั้งแต่การตั้งชื่อหนัง แทรชเทนเบิร์กจะเป็นเดือดเป็นร้อนทำไมในเมื่อคนดูคาดเดาตอนจบได้อยู่แล้วตั้งแต่เห็นชื่อหนัง และนั่นนำไปสู่ข้อสงสัยต่อมาที่ว่าทำไมชื่อเรื่องต้องผูกโยงไปยัง Cloverfield ทั้งที่มันไม่ใช่ภาคต่อ หรือภาคก่อนหน้า หรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันเลยในเชิงเนื้อเรื่อง รวมทั้งยังแตกต่างสุดขั้วในแง่สุนทรียะทางภาพยนตร์อีกด้วย (บทหนังดั้งเดิมใช้ชื่อว่า The Cellar และชื่อใหม่ก็ไม่ถูกเปิดเผยจนกระทั่งทีเซอร์ตัวแรกเปิดตัว) หรือสตูดิโอต้องการเกาะกระแสความดังของหนังเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขนาดนั้น (ทำเงินทั่วโลกราว 170 ล้านเหรียญ) ลำพังแค่ชื่อเสียงของ เจ.เจ. อับราฮัมส์ ในฐานะผู้อำนวยการสร้างก็น่าจะช่วยอัพเครดิตให้หนังได้มากพอแล้ว แทรชเทนเบิร์กไม่รู้จริงๆ หรือว่าการตีตรา Cloverfield ลงบนชื่อหนังถือเป็นการเฉลยตอนจบไปในตัว

อย่างไรก็ตาม จากทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าการรู้ตอนจบจะทำให้ความสนุกของหนังเรื่องนี้ลดน้อยลงแต่อย่างใด อันที่จริงดีเสียอีกถ้าคุณรู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไรตั้งแต่ก่อนเข้าโรง เพราะคุณจะไม่รู้สึกผิดหวังเมื่อพบว่ามันไม่ได้พลิกไปจากความคาดหมายดั้งเดิมเหมือนที่ผมรู้สึก (หลังตัวเอกหลุดมาข้างนอก ผมได้แต่คิดเสมอว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้สิ ไม่งั้นผู้กำกับจะเป็นเดือดเป็นแค้นขนาดนั้นทำไม) ซึ่งนั่นถือว่าไม่ยุติธรรมต่อหนังสักเท่าไหร่ เพราะอาจพูดได้ว่าบทเฉลยราวๆ 15 นาทีสุดท้ายของหนังถือเป็นส่วนที่อ่อนปวกเปียกที่สุดของหนังจนเกือบจะเป็นแอนตี้ไคลแม็กซ์ โดยความสนุกแท้จริงของหนังอยู่ตรงช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น

นอกเหนือจาก เจ.เจ. อับรัมส์ ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง และบทเฉลยของหนังแล้ว 10 Cloverfield Lane แทบจะไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับผลงานเมื่อ 8 ปีก่อนเลย จะว่าไปแล้วหนังสองเรื่องนี้เป็นขั้วตรงข้ามของกันด้วยซ้ำ เพราะ Cloverfield ดำเนินรอยตามแนวทางหนังหายนะถล่มโลก โดยใช้รูปแบบของ ฟุตเตจจริง มาถ่ายทอดและสร้างความแปลกใหม่ (ในช่วงเวลานั้น) ซึ่งนั่นหมายถึงเต็มไปด้วยภาพสั่นไหว ส่ายไปส่ายมาเพื่อความสมจริง และตัวละครพูดกับกล้องโดยตรง ขณะที่ผลงานชิ้นล่าสุดเป็นหนังในตระกูลเขย่าขวัญ ที่เน้นการเลือกช็อตอย่างพิถิพิถันเพื่อปลุกเร้าอารมณ์คนดูให้ลุ้นเอาใจช่วยตัวละคร กล้องเคลื่อนที่อย่างลื่นไหล ภาพส่วนใหญ่ค่อนข้างนิ่ง และไม่มีการให้ตัวละครพูดกับกล้องโดยตรง มันถือเป็นการ ปรุงแต่ง แบบคลาสสิก ดั้งเดิม (แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังแนวฟุตเตจจริงจะไม่เน้นการปรุงแต่ง เพราะแน่นอนความพยายามทำให้ทุกอย่างดู เหมือนจริง ที่สุดก็ถือเป็นการปรุงแต่งในอีกรูปแบบหนึ่ง) จนไม่น่าแปลกใจที่นักวิจารณ์หลายคนจะนึกเปรียบเทียบหนังกับผลงานอันเลื่องชื่อในอดีตของบิดาหนังเขย่าขวัญสั่นประสาทอย่าง อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะพล็อตหนังส่งกลิ่นอาย Psycho อยู่จางๆ (นอกเหนือจากช็อต กุญแจดอกสำคัญในกำมือ ซึ่งชวนให้นึกถึงช็อตดังจากหนังเรื่อง Notorious อยู่ไม่น้อย) เริ่มจากเรื่องราวของหญิงสาวที่หนีเสือปะจระเข้ โดยใน Psycho แมเรียน เครน ขโมยเงินบริษัทเพื่อหวังจะนำไปใช้หนี้ให้แฟนหนุ่ม แต่ระหว่างขับรถออกนอกเมือง เธอต้องหลบฝนเข้าไปพักในโรงแรมข้างทางแห่งหนึ่ง ส่วน 10 Cloverfield Lane มิเชล (แมรี อลิซาเบ็ธ วินสตีด) มีปัญหาระหองระแหงกับแฟนหนุ่ม (ให้เสียงโดย แบรดลีย์ คูเปอร์) เธอตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋า แล้วขับรถหนีออกนอกเมือง แต่ระหว่างทางเธอประสบอุบัติเหตุและตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องปิดทึบใต้ดินพร้อมโซ่ล่ามขา ซึ่งชั่วแวบหนึ่งทำให้คนดูนึกไปถึงหนังสยองขวัญตระกูล Saw กับ Hostel ก่อนไม่กี่ฉากต่อมาบทหนังจะคลี่คลายให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ภารกิจจับคนมาทรมาน

โฮเวิร์ดคล้ายคลึงกับ นอร์แมน เบทส์ ตรงที่มองจากภายนอก เขาดูเหมือนน่าคบหาและไม่คุกคาม แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถสะท้อนความบิดเบี้ยว ดำมืดของจิตใจได้อย่างน่าเชื่อ (คนแรกมีปมเรื่องลูกสาว ส่วนคนหลังมีปมเรื่องแม่) ซึ่งในจุดนี้การคัดเลือก จอห์น กู๊ดแมน มารับบทโฮเวิร์ดถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่ง เพราะมันใช้ประโยชน์จากทั้งภาพลักษณ์อบอุ่นน่ารักของเขาในหนังส่วนใหญ่ (นิยามที่ชัดเจนสุดน่าจะเป็นซัลลีในอนิเมชันเรื่อง Monsters, Inc.) และภาพลักษณ์ของความลึกลับ บ้าคลั่ง ชวนสะพรึงแบบในหนังของสองพี่น้องโคนอย่าง Barton Fink

หนังมีจุดเด่นตรงการเร้าอารมณ์คนดูให้จิกเบาะแบบลุ้นระทึกผ่านทักษะภาพยนตร์ที่ได้ผลในหลายๆ ฉาก ความเงียบ (รวมถึงการแสดงอันยอดเยี่ยมของสามดารานำ) ช่วยรักษาระดับความตึงเครียดของฉากบนโต๊ะอาหารได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมิเชลต้องระวังไม่ให้กุญแจที่เธอขโมยมาส่งเสียงกระทบกันจนโฮเวิร์ดรู้ตัว แต่ความลับดังกล่าวจะได้เก็บรักษาไว้ได้นานแค่ไหน หากโฮเวิร์ดเคลื่อนไหวแล้วไม่ได้ยินเสียงกุญแจที่เขาห้อยติดตัวตลอดเวลา บทหนังเองก็เล่นเอาล่อเอาเถิดกับการคาดเดาของคนดูได้อย่างสนุกสนาน โฮเวิร์ดเริ่มต้นด้วยภาพลักษณ์ของชายสติหลุดที่หวาดระแวง หมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีสมคมคิด ก่อนจะผันแปรไปเป็นคุณพ่อน่าสงสารที่ต้องเหินห่างจากลูกสาว แล้วพลิกตลบมาเป็นฆาตกรโรคจิตอย่างสมบูรณ์แบบในตอนท้าย จนคนดูอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าเขาขับรถชนมิเชลเพราะกำลังรีบร้อน ไม่ได้สติอย่างที่บอก หรือว่าจริงๆ แล้วเขากำลังมองหาเหยื่อรายใหม่ที่จะมารับบทเป็นลูกสาวของเขากันแน่ (กรณี นอร์แมน เบทส์ เขาปลุกวิญญาณแม่ที่ตายจากไปด้วยการสวมเสื้อผ้าของเธอ ส่วนในกรณีโฮเวิร์ด เขาสร้างตัวแทนด้วยการให้มิเชลสวมเสื้อผ้าของลูกสาวเขา)

ไม่เพียงโฮเวิร์ดเท่านั้นที่มีปม เสียดายในอดีต แต่ยังรวมถึง เอ็มเม็ท (จอห์น กัลเลเกอร์ จูเนียร์) กับ มิเชล โดยคนแรกหวาดกลัวเกินกว่าจะลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงชีวิต ขณะที่คนหลังหวาดกลัวเกินกว่าจะหยืนหยัดเผชิญปัญหา และแน่นอนในท้ายที่สุดบทหนังเปิดโอกาสให้พวกเขาได้พิสูจน์ความกล้า โดยเฉพาะในกรณีของคนหลัง ซึ่งไม่เพียงต้องยืนหยัดต่อกรกับโฮเวิร์ดเท่านั้น (เธอทำได้อย่างน่าชื่นชมจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกับเรื่องราวความหลังที่เธอเล่าให้เอ็มเม็ทฟัง) แต่ยังพบโชคสองชั้นหลังออกจากหลุมหลบภัยด้วย 

น่าสังเกตว่า Cloverfield ออกฉายในปี 2008 ซึ่ง บารัค โอบามา ได้รับเลือกให้เข้าทำเนียบขาวเป็นสมัยแรก และแปดปีต่อมา 10 Cloverfield Lane ก็ออกฉายในปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นปีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กินพื้นที่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือรายงานข่าวทางโทรทัศน์มากกว่าผู้สมัครแทบทุกคนจากคำพูดอวดกร่าง หยาบกระด้าง (ซึ่งบางคนมองว่าเป็นความตรงไปตรงมา) ตลอดจนทัศนคติเหยียดผู้หญิง เหยียดผู้อพยพ เหยียดคนต่างด้าว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หนังทั้งสองเรื่องจะถูกมองว่ามีนัยยะสะท้อนวิกฤติการเมืองในอเมริกา เรื่องแรกเปรียบดังภาพจำลองเหตุการณ์ 9/11 เมื่อนิวยอร์กโดนทำลายล้างโดยสัตว์ประหลาดจากต่างดาว ศัตรูถูกแทนที่เป็นรูปธรรมชัดเจน มีขนาดใหญ่โต มโหฬาร น่าหวาดหวั่น น่าเกรงขามแทนที่จะเป็นกลุ่มแนวคิด อุดมการณ์ ความเชื่อ ซึ่งปราศจากรูปร่างหน้าตาอย่าง “ผู้ก่อการร้ายแม้ว่าประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช จะพยายามเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาคมโลกด้วยการชี้นิ้วกล่าวโทษไปยังบุคคล หรือประเทศหนึ่งประเทศใดมากแค่ไหนก็ตาม จนนำไปสู่สงครามในประเทศอิรักและอัฟกานิสถาน

เช่นเดียวกัน 10 Cloverfield Lane นำเสนอให้เห็นภัยคุกคามจากต่างดาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในรูปแบบหนึ่งแทนความเป็นอื่น ความแตกต่าง ในลักษณะของ พวกเขากับ “พวกเรา เทียบง่ายๆ ได้กับมุสลิม หรือผู้อพยพ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงตลอดการหาเสียงปีนี้ (ทรัมป์เสนอให้สร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขามาแย่งงานพวกเรา) ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ 10 Cloverfield Lane ไม่ได้เน้นย้ำให้เห็นอันตรายจากภายนอกมากเท่ากับจากภายใน จริงอยู่ 15 นาทีสุดท้ายของหนังพิสูจน์ให้เห็นว่าคำกล่าวอ้างของโฮเวิร์ดเป็นจริง มีภัยคุกคามนอกห้องหลบภัยจริง และเกิดจากสิ่งอื่นที่ แตกต่างที่เราไม่คุ้นเคย หรือเคยพบเห็นมาก่อน ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ในยุโรปตลอดช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมาได้ไม่น้อย จากการโจมตีปารีสและบรัสเซลส์ของกลุ่มไอเอส แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าตลอดหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ หนังมุ่งเน้นที่จะสร้างความหวาดกลัวให้คนดูจากสิ่งที่เราไม่รู้

ตัวละครอย่างโฮเวิร์ดแทบไม่ต่างจาก โดนัลด์ ทรัมป์ (แม้ภาพรวมอาจดูมีความเป็นมนุษย์มากกว่า) ตรงที่เขาปราศจากข้อเท็จจริงแน่ชัด เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์ สงครามโลก หรือการโจมตีจากต่างดาว แต่กลับไม่ลังเลที่จะปลูกฝังความหวาดกลัวในหมู่สมาชิกร่วมหลุมหลบภัย ในลักษณะเดียวกับการแอบอ้างโดยปราศจากข้อมูลแน่ชัดถึง “อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างรุนแรงของรัฐบาลบุชเพื่อสร้างความชอบธรรมในการรุกรานประเทศอิรัก เพราะสุดท้ายแล้วอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างรุนแรงก็เป็นแค่สัตว์ประหลาดในนิทานโบราณ ซึ่งพ่อแม่นำมาเล่าสืบต่อกันเพื่อหลอกเด็กให้หวาดกลัวจนไม่กล้าเดินเข้าไปในป่า (เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน เคยนำประเด็นคล้ายกันนี้มาใช้เป็นจุดหักมุมใน The Village เมื่อสังคมอนุรักษ์นิยมขีดกรอบจำกัดประชาชนเพื่อป้องกันภัยจากภายนอก) เป็นแค่เครื่องมือที่จะ ควบคุม ไม่ให้ประชาชนแตกแถว ใครที่คิดต่าง หรือตั้งข้อสงสัยจะถูกตราหน้าเป็นคนไม่รักชาติในทันที

น่าตลกตรงที่เมื่อมิเชลต้องเผชิญหน้ากับภัยจากนอกโลกจริงๆ เธอกลับรับมือได้แบบไม่ยากเย็นนัก อย่างน้อยก็เหมือนจะง่ายกว่าการดิ้นรนให้หลุดรอดจากเงื้อมมือของคนแบบโฮเวิร์ดหลายเท่า... บางทีความหวาดกลัวที่ถูกโหมกระพือจนเกินกว่าเหตุอาจมีอันตรายยิ่งกว่าภัยคุกคามโดยตรงเสียอีก เพราะมันไม่เพียงบิดเบือนข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยังปิดกั้นการค้นหาหนทางเพื่อแก้ปัญหาอีกด้วย