วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 12, 2560

La La Land: แด่เปลวไฟแห่งความฝัน


ทำไมพี่ถึงพูดว่า โรแมนติกเหมือนมันเป็นคำน่ารังเกียจเซบาสเตียน (ไรอัน กอสลิง) ตอบโต้พี่สาว (โรสแมรี เดอวิท) ในฉากหนึ่งช่วงต้นเรื่อง เธออยากให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่เสียที แล้วหางานทำที่มั่นคงเป็นหลักแหล่ง แทนการหมกมุ่นอยู่กับดนตรีแจ๊ส ดั้งเดิมที่กำลังจะตายและใช้หาเงินเป็นกอบเป็นกำไม่ได้ แม้ว่ามันจะมีคุณค่าต่อจิตใจแค่ไหนก็ตาม ใบแจ้งหนี้มันไม่โรแมนติกหรอกเธอแขวะเขากลับ ก่อนจะพยายามยัดเยียดให้น้องชายยอมไปดูตัวหญิงสาวซึ่งไม่ชอบเพลงแจ๊ส นั่นคงเป็นอีกอย่างที่ไม่ค่อยโรแมนติกพอๆ กับใบแจ้งหนี้ เพราะมันดู เบสิกมากเกินไป ถ้าเธอลงเอยกลายเป็นคู่ชีวิตของเขาผ่านการแนะนำของพี่สาว

สถานการณ์โรแมนติกก็เช่น หญิงสาว (ที่ไม่ชอบเพลงแจ๊สเหมือนกัน) กำลังจะกลับจากงานปาร์ตี้น่าเบื่อ ระหว่างทางเธอบังเอิญได้ยินเสียงเปียโนดังแว่วมาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่นั่นเธอพบชายหนุ่มกำลังบรรเลงเพลงอย่างดื่มด่ำ เธอสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์หลงใหลของเขาในทุกตัวโน้ต ต่างกับเจ้าของร้านอาหาร ซึ่งอยากให้เขาเล่นเพลงตามเทศกาลเหมือนตู้กดเพลง ไม่ใช่ด้นสดตามอารมณ์ศิลปิน ความหงุดหงิดที่โดนไล่ออกจากงานเพราะไม่ยอมทำตาม คำสั่งทำให้เขาไม่แยแสแม้แต่จะทักทายหญิงสาว ซึ่งตรงเข้ามาพูดคุยกับเขา... แต่แน่นอนนั่นไม่ใช่ครั้งแรก หรือครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกัน

ตลกดีเนาะที่เราบังเอิญเจอกันอยู่เรื่อยมีอา (เอ็มมา สโตน) ตั้งข้อสังเกตกับเซบาสเตียน หลังเจอเขาอีกเป็นครั้งที่สามในงานปาร์ตี้ ความโรแมนติกอยู่ตรงนัยยะแห่งชะตาฟ้าลิขิต หรือพรหมบันดาลในทำนองว่าคนที่เกิดมาคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วคลาดกัน ดังนั้นถึงแม้ในครั้งแรกและครั้งที่สองจังหวะชีวิตของพวกเขาจะยังไม่ลงตัว แต่สวรรค์ก็ดลใจให้มีครั้งที่สามตามมาเพื่อโอกาสแก้ตัว

ไม่ต้องสงสัยว่า La La Land เป็นหนังที่เฉลิมฉลองความโรแมนติกอย่างสุดติ่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้มองข้ามความจริงอันเจ็บปวดของชีวิต ความโรแมนติกในหนังถูกถ่ายทอดออกมาสองรูปแบบผ่านพล็อตสองพล็อต ซึ่งคลี่คลายในลักษณะสวนทางกันอยู่ในที  นั่นคือ พล็อตความรักทำนองพ่อแง่แม่งอนกับพล็อตอาชีพทำนองฝันให้ไกลไปให้ถึง โดยเพลงทั้งหมดในหนังก็สามารถจัดแบ่งหมวดหมู่คร่าวๆ ได้เป็นสองประเภทเช่นกัน ได้แก่ กลุ่มความรัก (A Lovely Night, City of Stars, Start a Fire) และกลุ่มความฝัน (Another Day of Sun, Someone in the Crowd, Audition) กระนั้นมีข้อสังเกตว่าเพลง Someone in the Crowd อาจคาบเกี่ยวระหว่างสองกลุ่ม เพราะเนื้อเพลง ซึ่งพูดถึงการรอคอยวันที่จะถูก “ค้นพบโดยใครสักคนอาจหมายความถึงแมวมองดารา หรือรักแท้ก็ได้  

สองพล็อตนี้ดูจะพัฒนาขึ้นลงในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ขณะที่อาชีพในฝันของมีอากับเซบาสเตียนกำลังลุ่มๆ ดอนๆ คนหนึ่งไปทดสอบบททีไรก็พบเจอแต่ความผิดหวัง อีกคนปราศจากรายได้ที่แน่นอน อย่าว่าแต่จะเก็บเงินเปิดผับแจ๊สเลย ลำพังแค่ให้พอกินอยู่เป็นเดือนๆ ยังลำบาก และต้องกล้ำกลืนฝืนใจรับจ้างเป็นมือคีย์บอร์ดเล่นเพลงป็อปย้อนยุคตามงานปาร์ตี้ ความรักของทั้งสองกลับค่อยๆ เบ่งบาน หยั่งรากลึกเนื่องจากอารมณ์ร่วมของศิลปิน (ต่างวงการ) ที่หลงใหลในศาสตร์และสุนทรียะ รวมไปถึงความพยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตนเอง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมมีอาถึงเลือกจะทิ้งเกร็ก (ฟิน วิทล็อค) ไปหาเซบาสเตียน เธอรู้สึกไม่เข้าพวก เบื่อหน่ายเมื่อต้องทนฟังบทสนทนาธุรกิจบนโต๊ะอาหาร หรือเสียงบ่นเกี่ยวกับความสกปรกในโรงหนัง แต่กลับสนใจฟังเซบาสเตียนสาธยายประวัติดนตรีแจ๊ส แม้เธอจะเคยออกตัวตั้งแต่แรกว่าไม่ชอบเพลงแจ๊ส ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำคนก็จะชอบเธอกล่าว เช่นเดียวกัน เซบาสเตียนเองก็สามารถฟังมีอาสาธยายความผูกพันของเธอต่อโลกของภาพยนตร์ได้อย่างไม่มีเบื่อ อีกทั้งยังชวนเธอไปดูหนังคลาสสิกเรื่อง Rebel Without a Cause เพื่อ ศึกษาและเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบบทรอบสองด้วย

พวกเขาไม่ได้เข้าคู่กันอย่างเหมาะเจาะเพียงเพราะต่างเข้าใจหัวอกของ คนโง่ผู้เฝ้าฝันเท่านั้น แต่ยังคอยหล่อเลี้ยงความฝันของอีกฝ่ายให้ลุกโชติช่วง ไม่มอดดับไปพร้อมกับ หัวใจที่บอบช้ำเมื่อเซบาสเตียนทำท่าจะเอนหลังผ่อนคลายอยู่ใน คอมฟอร์ท โซน ที่ คีธ (จอห์น เลเจนด์) จัดหามาให้ มีอาเป็นคนที่คอยเตือนสติให้เขาหวนคืนสู่เส้นทางฝันและจริงใจกับตัวเอง เมื่อมีอาหมดเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ รับมือกับคำปฏิเสธและความอับอายครั้งแล้วครั้งเล่า เซบาสเตียนเป็นคนที่ฉุดเธอขึ้นจากหุบเหวแห่งความหดหู่ สิ้นหวัง ทำให้เธอกล้าจะลุกขึ้นมาสู้เพื่อความฝันอีกครั้ง และสุดท้ายแล้วทั้งสองล้วนบรรลุความฝันตามปรารถนา เธอกลายเป็นนักแสดงโด่งดัง ส่วนเขาก็เปิดผับแจ๊สที่ประสบความสำเร็จ แต่ความสัมพันธ์กลับต้องดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด

อารมณ์หวานปนเศร้าของฉากจบเกิดจากการที่ตัวละครต้องพลัดพราก ไม่ลงเอยอย่างมีความสุข แต่ขณะเดียวกันพวกเขาต่างก็บรรลุความฝันที่วิ่งไล่ไขว่คว้ามาตลอด “ฉันจะรักคุณไปตลอด” มีอากล่าวกับเซบาสเตียน “ผมก็จะรักคุณไปตลอด” เขาตอบเธอก่อนต่างฝ่ายจะแยกย้ายกันไปทำตามความฝัน สายตาและรอยยิ้มที่ทั้งสองมอบให้กันในฉากสุดท้ายไม่เพียงสะท้อนความรักระหว่างหนุ่มสาว แต่ยังเป็นความรักระหว่างคนโง่ผู้เฝ้าฝัน ซึ่งตระหนักดีว่าพวกเขาคงไม่สามารถมายืน ณ จุดนี้ได้ หากปราศจากกำลังใจ ตลอดจนแรงผลักดันของอีกฝ่าย

มองทาจในตอนท้ายเปรียบเสมือนการคารวะมนตร์เสน่ห์แห่งโลกภาพยนตร์ทั้งในเชิงรูปธรรม และในฐานะความบันเทิงเพื่อปลอบประโลมจิตใจผ่านภาพปะติดปะต่อความฝันในห้วงคำนึง เมื่อเรื่องราวทุกอย่างในอดีตที่ผ่านมาล้วนลงเอยอย่างสุขสันต์ (เซบาสเตียนไม่ได้เมินเฉยมีอาในการเจอกันครั้งที่สอง ละครโชว์เดี่ยวของมีอามีคนดูมาร่วมชื่นชมเนืองแน่น หนึ่งในนั้น คือ เซบาสเตียน ซึ่งไม่ได้ติดงานจนมาดูละครไม่ทัน ทั้งสองเดินทางไปปารีสด้วยกันหลังมีอาได้ข้อเสนอให้เล่นหนัง ฯลฯ) แต่น่าเศร้าตรงที่ชีวิตจริงไม่ได้ลงตัว เปี่ยมสุขเฉกเช่นภาพยนตร์ หลายครั้งเราจำเป็นต้องเสียสละบางสิ่งเพื่อแลกกับโอกาส เสียสละความสัมพันธ์เพื่อแลกกับความฝัน เหมือนการที่มีอาเลือกไปปารีส ขณะเซบาสเตียนก็ตัดสินใจอยู่แอลเอทำงานของเขาต่อไป

เรื่องราวทำนองเดียวกันเคยปรากฏให้เห็นมาแล้วในผลงานสร้างชื่อชิ้นก่อนของ เดเมียน ชาเซลล์ แต่อารมณ์ที่ได้ดูจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะ แอนดรูว์ (ไมส์ เทลเลอร์) ใน Whiplash มีบุคลิกที่ก้ำกึ่งระหว่างมุ่งมั่นกับบ้าคลั่ง และความทุ่มเทของเขาเพื่อเป็นมือกลองวงแจ๊สก็หมิ่นเหม่อยู่บนเส้นลวดบางๆ ระหว่างการทำตามความฝันกับการเอาชนะ/โอ้อวดตน ดังนั้นเมื่อเขาตัดสินใจบอกเลิกแฟนสาวอย่างไม่แยแสด้วยเหตุผลว่าเขาไม่มีเวลาสำหรับความสัมพันธ์ เพราะต้องทุ่มเทเวลาทุกนาทีให้กับการซ้อม คนดูก็อดคิดแบบเดียวกับแฟนสาวของเขาไม่ได้ว่า “มึงบ้ารึเปล่าถึงแม้โดยพื้นฐานแล้วนั่นถือเป็นเหตุผลแบบเดียวกันที่ทำให้มีอากับเซบาสเตียนต้องแยกทาง ทั้งสองเลือกจะเสียสละความรักเพื่อถนอมความฝัน เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่นิยามตัวตนของพวกเขา

เวลาเรานึกถึงหนังเรื่อง Whiplash อารมณ์แวบแรกในหัวคงเป็นความสยอง ความหดหู่ เพราะการไล่ตามความฝันดูจะไม่ใช่อุดมคติที่สุดแสนโรแมนติกอย่างที่เราคุ้นเคย แต่กลับเต็มไปด้วยความอึดถึก หยาดเหงื่อ และบางทีอาจถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อเลยด้วยซ้ำ กระนั้นชาเซลล์เลือกจะจบหนังด้วยความหวังอยู่กลายๆ เพราะแม้อนาคตของแอนดรูว์จะปราศจากบทสรุปแน่ชัด แต่สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจได้ คือ เขามีดีและเปี่ยมพรสวรรค์พอจะบรรลุความฝัน ไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้สมบูรณ์แบบอย่าง เซดี้ ฟลัด (เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์) ใน Georgia (1995) ซึ่งไม่มีวันเป็นนักร้องชั้นยอดแบบพี่สาวของเธอได้ ฉากที่น่าเศร้าที่สุดของหนัง ไม่ใช่ตอนที่แอนดรูว์โดนกดดัน โดนกดขี่ โดนขว้างเก้าอี้ใส่ (แต่ก็ยังยอมทนโดนตะคอกจนร้องไห้ หรือพยายามกระเสือกกระสนออกจากซากรถชนเพื่อไปให้ทันการแข่งครั้งสำคัญ แต่เป็นตอนที่เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียน ตัดสินใจเลิกตีกลอง แล้วปล่อยชีวิตให้ล่องลอยอย่างไร้วิญญาณผ่านกิจวัตรอันซ้ำซาก น่าเบื่อ

ความโรแมนติกของ La La Land ก็ไม่ต่างจาก Whiplash จริงอยู่มีอาอาจเผชิญความผิดหวังและคำปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ลึกๆ แล้วเธอมีพรสวรรค์ที่รอวันจะถูกค้นพบไม่ต่างจากแอนดรูว์ ความแตกต่างคงอยู่ตรงที่พล็อตในส่วนความฝัน (เป็นนักแสดง/เปิดผับแจ๊ส) จบลงอย่างงดงาม หมดจด ไม่ได้คลุมเครือเหมือนในWhiplash

เทียบไปแล้วเซบาสเตียนคงเหมือนตัวแทนของ เดเมียน ชาเซลล์ ทั้งในแง่ความหลงใหลในดนตรีแจ๊ส (นี่เป็นหนังเรื่องที่สามของเขาที่พูดถึงดนตรีแจ๊สหลัง Guy and Madeline on a Park Bench และ Whiplash) และความพร่ำเพ้อถึงอดีตอันหอมหวน (นอกจาก La La Land จะเน้นสดุดีหนังเพลงยุครุ่งเรืองแล้ว มันยังอ้างอิงถึงหนังเก่ามากมาย ตั้งแต่ Rebel Without a Cause ไปจนถึง Casablanca โดยเฉพาะเรื่องหลัง เนื่องจากฉากสุดท้ายของหนังทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ถึงฉาก อินกริด เบิร์กแมน เดินเข้ามาในไนท์คลับของ ฮัมฟรีย์ โบการ์ด แล้วขอให้นักเปียโนเล่น “เพลงของเรา”) เซบาสเตียนไม่ได้แค่อยากเล่นดนตรีแจ๊ส แต่เขายังอยาก “อนุรักษ์แจ๊สดั้งเดิมไม่ให้ล้มหายตายจาก หรือกลายพันธุ์เป็นเพลงกระแสหลักสไตล์ เคนนี จี ที่ใช้เปิดในลิฟต์ ความรู้สึกของชาเซลล์ต่อหนังเพลงยุคเก่าก็คงไม่แตกต่างกัน เพราะรายละเอียดในแทบทุกส่วนของ La La Land ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ภาพ (เน้น long take และถ่าย long shot แทนการตัดภาพถี่ๆ หรือถ่ายเจาะโคลสอัพในสไตล์หนังเพลงยุคใหม่อย่าง Moulin Rouge! และ Chicago) ดนตรี ท่าเต้น หรืองานสร้างโดยรวม ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผมไปถึงภาพวาดตามกำแพงและโปสเตอร์บนผนังห้องล้วนอบอวลไปด้วยกลิ่นอายย้อนยุคจนคนดูสัมผัสได้ แม้ว่าเรื่องราวในหนังจะดำเนินเหตุการณ์ในยุคปัจจุบันก็ตาม

ความหดหู่ของเซบาสเตียน คือ การเห็นผับแจ๊สชั้นยอด รุ่มรวยประวัติศาสตร์ต้องปิดตัวลง แล้วแปลงโฉมไปสู่ร้านอาหาร ซึ่งดนตรีสดเป็นแค่เสียงแบ็คกราวด์ ไม่ใช่จุดดึงดูดหลัก แต่นั่นคือสัจธรรมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นวัฏจักรแห่งสังคมทุนนิยม และการหยุดนิ่งแช่แข็งหมายถึงจุดจบอันไม่อาจหลีกเลี่ยง “นายจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในเมื่อยังคร่ำครึแบบนี้คีธเตือนสติเซบาสเตียนในฉากหนึ่ง “นายยึดติดกับอดีต แต่แจ๊สเป็นเรื่องของอนาคตรสนิยมที่ผูกติดกับอดีตแบบไม่ประนีประนอนของเซบาสเตียน ซึ่งหนังนำเสนอว่าเปรียบดังการยึดมั่นในหลักการและจรรยาบรรณมากกว่าการไม่รู้จักปรับตัว ปกติมักจะลงเอยด้วยหายนะ ไม่เชื่อก็ลองดูชะตากรรมของตัวละครเอกใน Inside Llewyn Davis เป็นตัวอย่าง

ถามว่าบทสรุปของหนังเมื่อเซบาสเตียนเปิดผับแบบที่เขาต้องการได้สำเร็จ และยังได้รับความนิยมอย่างน่าพอใจถือเป็นฉากจบที่ปลอบประโลมคนดูด้วยความรู้สึกชวนฝัน โรแมนติก แบบเดียวกับหนังเพื่อความบันเทิงที่ La La Land พยายามแยกตัวออกห่างผ่านมองทาจในช่วงท้ายเรื่องหรือไม่... ก็อาจจะใช่

ท่ามกลางกระแสหนังซูเปอร์ฮีโร่เกลื่อนตลาด การเสนอโครงการสร้างหนังเพลงราคา 20 ล้านเหรียญของชาเซลล์ก็คงไม่ต่างจากการเปิดผับแจ๊สแบบดั้งเดิมของเซบาสเตียน มันเสี่ยงต่อหายนะอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การคาดหวังความสำเร็จก็ใช่จะเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ เสมอไปตราบใดที่คุณ “มีของมีความมุ่งมั่น เพราะสุดท้ายทุกอย่างอาจลงเอยอย่างมีความสุขได้ เหมือนที่มีอาบอก “ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำคนก็จะชอบไม่ว่าคุณจะมีความคิดอย่างไรกับหนังเรื่อง La La Land แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนน่าจะเห็นพ้องต้องกัน คือ ชาเซลล์รักในสิ่งที่เขาทำอยู่ และความรักนั้นก็สะท้อนออกมาในผลงานได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของหนัง (ตอนนี้ในอเมริกาหนังมีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะทำเงินเกิน 100 ล้าน) ในแง่หนึ่งอาจช่วยพิสูจน์คำพูดของมีอาว่าพอจะฟังขึ้นอยู่เหมือนกัน

ชะตากรรมอันมืดหม่นหาไม่ได้เทียบสมการเท่ากับความจริงเสมอไป เพราะดังจะเห็นได้จากกรณีเซบาสเตียน, มีอา รวมไปถึง เดเมียน ชาเซลล์ กับ La La Land บางครั้งฝันก็กลายเป็นจริงได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณกล้าบ้าบิ่นพอจะกระโดดลงไปในแม่น้ำแซนหรือไม่

วันเสาร์, ธันวาคม 24, 2559

Oscar 2017: Revenge of the Black


ขณะกระแส #oscarsowhite กำลังทะยานสู่ความบ้าคลั่งสูงสุด ในเทศกาลหนังซันแดนซ์ช่วงปลายเดือนมกราคม The Birth of a Nation ซึ่งเล่าเรื่องราวชีวิตของ แนท เทอร์เนอร์ ทาสผิวดำที่ลุกขึ้นก่อหวอดการประท้วงในรัฐเวอร์จิเนียเมื่อปี 1831 (เป็นความตั้งใจของผู้กำกับ เนท พาร์คเกอร์ ที่จะตั้งชื่อซ้ำกับหนัง โฆษณาชวนเชื่อคูคลักซ์แคลน ของ ดี. ดับเบิลยู. กริฟฟิธ) ก็สร้างกระแสฮือฮา เมื่อ ฟ็อกซ์ เซิร์ชไลท์ ซื้อสิทธิ์จัดจำหน่ายทั่วโลกไปในราคา 17.5 ล้านเหรียญ (หนังลงทุน 8.5 ล้านเหรียญ) กลายเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ซันแดนซ์ หลังจากนั้นหนังก็เดินหน้าคว้ารางวัลขวัญใจผู้ชมและรางวัลหนังยอดเยี่ยมไปครอง ส่งผลให้มันจุดกระแส ออสการ์ได้ล่วงหน้าเกือบหนึ่งปี แต่แล้วในเดือนสิงหาคม 2016 เมื่อเทศกาลออสการ์เริ่มเดินเครื่อง หายนะก็พลันบังเกิด

เนท พาร์คเกอร์ กับเพื่อนผู้ร่วมเขียนบท จอน แม็กจีอันนี เซเลสติน ถูกขุดว่าระหว่างเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ทั้งสองเคยโดนตั้งข้อหาว่าล่วงละเมิดทางเพศเพื่อนนักศึกษาสาว โดยคนแรกหลุดพ้นข้อหาในปี 2001 แต่คนหลังถูกศาลตัดสินว่าผิดจริง ก่อนจะขออุทธรณ์และหลุดพ้นข้อหาในปี 2005 เนื่องจากเหยื่อไม่ปรารถนาจะขึ้นให้การอีกครั้ง เหยื่อให้การด้วยว่าทั้งพาร์คเกอร์และเซเลสตินข่มขู่และกลั่นแกล้งเธอสารพัด หนึ่งในนั้นคือจ้างนักสืบเอกชนให้ขุดคุ้ยเรื่องของเธอมาประจาน ในปี 2012 เหยื่อได้ฆ่าตัวตาย (ข้อเท็จจริงที่เนทเพิ่งทราบ) โดยในมรณะบัตรระบุว่าเธอเป็นโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรงอันเป็นจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

การขุดอดีตส่วนตัวที่อื้อฉาวมาดิสเครดิตผลงานในทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับ โรมัน โปลันสกี้ และ วู้ดดี้ อัลเลน แต่นั่นดูจะไม่ส่งกระทบต่อโอกาสในการคว้ารางวัลออสการ์ของพวกเขา (The Pianist และ Midnight in Paris) แต่พาร์คเกอร์เพิ่งกำกับหนังเป็นเรื่องแรก ไม่ได้มีเครดิตสวยหรูยาวเหยียด เป็นที่ยอมรับของคนในวงการก่อนจะเกิดเรื่องเหมือนอัลเลนกับโปลันสกี้ แม้เขาจะไม่ถูกตัดสินว่าผิดเช่นเดียวกับอัลเลน แต่การที่เพื่อนซี้เขาถูกตัดสินว่าผิดจริง (ตามท้องเรื่องเข้าใจกันว่าพาร์คเกอร์กำลังมีเพศสัมพันธ์แบบสมยอมกับเหยื่อ ก่อนจะกวักมือชักชวนเพื่อนซี้มาร่วมวงโดยที่หญิงสาวไม่ได้ยินยอมเห็นชอบด้วย) ย่อมทำให้เขาไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือเข้าทำนอง ราโชมอนแบบกรณีอัลเลนเสียทีเดียว ขณะเดียวกันการที่เหยื่อของเขาลงเอยด้วยการฆ่าตาย ไม่ได้ก้าวพ้นปมวิกฤติและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขแบบเดียวกับเหยื่อของโปลันสกี้ ก็ยิ่งเพิ่มระดับความเข้มข้นให้กระแสดราม่าจุดคบเพลิง จับจอมข่มขืนไปตรึงกางเกง

นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ดับกระแส The Birth of a Nation และอาจมีส่วนนำไปสู่การตอกตะปูปิดฝาโลงในเวลาต่อมา นั่นคือ หนังล้มคว่ำแบบไม่เป็นท่าบนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ โดยทำเงินไปแค่ 15 ล้านเหรียญ สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังชีวิตเชิงประวัติศาสตร์เป็นเรื่องขายยากอยู่แล้ว แต่อีกสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะคนดูจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะผู้หญิงเลือกจะบอยคอตหนังและ/หรือไม่ช่วยผลักดันหนัง (หนึ่งในนั้น คือ แกเบรียล ยูเนียน ดารานำคนหนึ่งของหนัง) เพราะข่าวอื้อฉาว ส่วนพาร์คเกอร์เองก็ต้องจำกัดการเดินสายโปรโมตเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้

หนังเกี่ยวกับคนดำอาจถูกยิงตกไปหนึ่งเรื่อง แต่ช่วงปลายปีกลับมีหนังคนดำผุดมาแทนที่อีกหลายเรื่อง นำทีมโดย Moonlight หนังแนว coming-of-age ขวัญใจนักวิจารณ์เกี่ยวกับเด็กชายผิวดำจากครอบครัวยากไร้ เล่าผ่านสามช่วงอายุจากเด็กสู่ชายหนุ่มในลักษณะใกล้เคียงกับ Boyhood แต่ใช้นักแสดงสามคนแทนสามช่วงเวลา ตามมาด้วย Fences ผลงานกำกับชิ้นที่สามของ เดนเซล วอชิงตัน (Antwone Fisher, The Great Debaters) ซึ่งรับประกันการเข้าชิงของเขากับ วีโอลา เดวิส ในสาขาการแสดงได้อย่างแน่นอน ส่วนในสาขาหนังและผู้กำกับอาจต้องรอดูเสียงตอบรับวงกว้างหลังหนังเข้าฉายในโรงแล้ว เพราะตอนนี้นักวิจารณ์ส่วนหนึ่งที่ได้ดูเหมือนจะเสียงแตกเป็นสองฝ่าย แต่โอนเอียงไปทางชื่นชม และปิดท้ายด้วยหนังรวมพลังหญิงผิวดำเรื่อง Hidden Figures เกี่ยวกับนักฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์อวกาศ และนักคณิตศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังภารกิจส่งยานอพอลโล 11 ไปยังดวงจันทร์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นหนังขวัญใจมวลชนในระดับเดียวกับ The Help ได้ไม่ยาก โดยหนึ่งในดารานำ คือ ออกเทเวีย สเปนเซอร์ ที่เคยคว้าออสการ์สมทบหญิงมาแล้วจาก The Help

นี่ยังไม่นับหนังที่เล่นประเด็นความสัมพันธ์ต่างสีผิวอย่าง Loving ซึ่งมีโอกาสจะโผล่มาเข้าชิงในสาขาสำคัญๆ หลายรางวัลอีกด้วย เช่นเดียวกับหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศแถบเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น (Silence) และ อินเดีย (Lion) นั่นพิสูจน์ให้เห็นพัฒนาการความหลากหลายจากปีก่อนได้อย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องมาดูกันอีกทีว่าสุดท้ายแล้วออสการ์จะเดินตามเส้นทางที่ทุกคนคาดคิดมากน้อยแค่ไหน หรือผลลัพธ์จะสุดเซอร์ไพรส์ในลักษณะเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา

หนัง

ตอนนี้ตัวเก็งที่ร้อนแรงสุดคงหนีไม่พ้น La La Land หนังเพลงเชิดชูฮอลลีวู้ด ซึ่งเข้าทางออสการ์ในทุกๆ ด้าน จนตอนนี้ทุกคนพากันมองข้ามช็อตไปแล้วว่ามันจะทำสถิติเป็นหนังเพลงเรื่องแรกนับจาก Chicago ในการคว้ารางวัลสูงสุดมาครองได้สำเร็จหรือไม่ และบางทีการหลบหนีจากโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายไปสู่โลกแห่งมนตร์เสน่ห์ของภาพยนตร์อาจเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการมากสุดในเวลานี้ หลังจากอเมริกาได้ โดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ในช่วงโค้งแรกของการแข่งขัน ผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของ เดเมียน ชาเซล ทำท่าจะเป็นขวัญใจนักวิจารณ์ หลังจากเริ่มต้นกวาดรางวัลสูงสุดไปแล้ว 3 จาก 5 สถาบันที่ประกาศผล คู่แข่งสำคัญในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็น Moonlight กับ Manchester by the Sea แต่อย่างที่ทราบกันดีเราไม่อาจใช้รางวัลนักวิจารณ์เป็นมาตรวัดได้เสมอไป สังเกตจากกรณีของ The Social Network vs. The King’s Speech และ Birdman vs. Boyhood ปัจจัยที่อาจช่วยหนุนนำให้กระแส La La Land ยิ่งฉุดไม่อยู่ คือ ถ้าหนังสามารถทำเงินได้น่าพอใจบนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ

พูดถึงเรื่องการทำเงิน ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่ฮอลลีวู้ดกับออสการ์หมางเมินกัน ในบรรดาหนังทำเงินสูงสุด 20 อันดับแรกที่อเมริกา มีหนังแค่สองเรื่องเท่านั้นที่มีโอกาสถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสูงสุด ณ เวลานี้ นั่นคือ The Jungle Book (อันดับ 4) และ Sully (อันดับ 18) ส่วนที่เริ่มเปิดฉายวงกว้างแล้วและทำเงินได้น่าพอใจ คือ Arrival ขณะเดียวกันก็คาดว่าหนังฟีลกู๊ดอย่าง Lion น่าจะเป็นที่ยอมรับในตลาดวงกว้างไม่น้อย ส่วน Passengers ก็คงทำเงินเกิน 100 ล้านได้ไม่ยากพิจารณาจากหน้าหนังและพลังดารา แต่ยังไม่แน่ว่าคุณภาพของมันจะเป็นที่ยอมรับบนเวทีออสการ์หรือไม่ แม้ผู้กำกับ มอร์เทน ทิลดัม (The Imitation Game) จะช่วยเพิ่มเครดิตความเป็นหนังรางวัลได้พอสมควร หากหนังได้คำชมน่าพอใจและทำเงินถล่มทลาย มันอาจหลุดเข้าชิงในนาทีสุดท้ายเช่นเดียวกับ American Sniper เมื่อสองปีก่อน

Silence เพิ่งเปิดฉายให้นักวิจารณ์บางกลุ่มดู (NBR กับ NYFCC) และดูเหมือนจะได้คำวิจารณ์ค่อนข้างดี แม้จะไม่ดีมากถึงขนาดพลิกมาคว้ารางวัลสำคัญๆ (แต่ในเวลาเดียวกันอาจเป็นไปได้ว่ากรรมการทั้งหมดไม่ได้มาดูในรอบพิเศษที่จัดขึ้นทำให้เสียงโหวตหายไปส่วนหนึ่ง) เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่า มาร์ติน สกอร์เซซี จะทำสำเร็จแบบเดียวกับ The Wolf of Wall Street เมื่อสามปีก่อนหรือไม่
               
ล็อก: La La Land, Manchester by the Sea, Moonlight
โอกาสสูง: Fences, Arrival, Sully, Jackie, Lion, Silence
ตัวสอดแทรก: Hell or High Water, Hidden Figures, Loving

ผู้กำกับ

ออสการ์มีแนวโน้มเฉลิมฉลองผู้กำกับที่โดดเด่นในแง่ สไตล์เน้นการโชว์ออฟ หรือมีมุมมองด้านภาพอันโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์มากกว่าผู้กำกับที่นิยมปล่อยให้เนื้อเรื่อง ประเด็น หรือตัวละครฉายแสง แล้วเลี้ยงองค์ประกอบด้านอื่นให้คอยรับใช้แค่ในฐานะผู้ปิดทองหลังพระ ดังจะเห็นได้จากชัยชนะของ อเลฮานโดร อินาร์ริตู (Birdman, The Revenant) เหนือ ทอม แม็คคาร์ธีย์ (Spotlight) และ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ (Boyhood) เมื่อมองในแง่นี้จะพบว่า เดเมียน ชาเซล ถือแต้มต่อเหนือ เคทเน็ธ โลเนอร์แกน อยู่ไม่น้อย และการที่คนหลังหลุดโผ Independent Spirit Awards ไปอย่างน่าพิศวง ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างบอบบางต่อการหลุดจากโผออสการ์ (และสุดท้ายคงลงเอยด้วยการคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมไปครองเป็นรางวัลปลอบใจ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาต้องต่อกรกับผู้กำกับที่หวือหวาในแง่สไตล์และการสร้างบรรยากาศยิ่งกว่าอย่าง เดนิส วิลเนิฟ ผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง แบร์รี เจนกินส์ และขาประจำอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ถ้า Silence ได้เสียงชื่นชมอย่างอบอุ่นจากกรรมการ ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไป

ความป็อปปูล่าในหมู่กรรมการสายนักแสดงของ เดนเซล วอชิงตัน นั้นปราศจากข้อกังขา แต่สำหรับสายผู้กำกับ ซึ่งค่อนข้างจุกจิกและให้ความสำคัญกับเครดิต หรือการยอมรับในวงกว้าง (พวกเขาเลือกจะเสนอชื่อผู้กำกับอย่าง เดวิด ลินช์ และ เปโดร อัลโมโดวาร์ ให้เข้าชิง ขณะที่หนังของพวกเขาชวดการเข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) วอชิงตันถือว่ายังเป็นแค่ตัวสอดแทรก ถึงแม้จากกระแสในช่วงแรก Fences จะกวาดคำชมไปครองมากพอสมควร เพราะในขณะเดียวกันตัวหนังค่อนข้าง ซื่อตรงต่อบทละครอย่างมากและไม่ได้พยายามจะดัดแปลงให้เป็น ภาพยนตร์อย่างเด่นชัด ซึ่งแน่นอนอาจถูกตั้งข้อหาว่าขาดจินตนาการ หรือแบนราบในแง่สไตล์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับบทภาพยนตร์ รายละเอียดในการแสดง หรือบทสนทนาอันเป็นธรรมชาติ แต่ลึกซึ้ง อย่าง ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ และ เคนเน็ธ โลเนอร์แกน มักถูกกล่าวหามาโดยตลอดไม่มากก็น้อย

กรรมการในสายผู้กำกับไม่เคยหวาดกลัวที่จะเสนอชื่อ หรือกระทั่งมอบรางวัลให้กับชาวต่างชาติ (ในช่วง 11 ปีหลังสุด สาขานี้ตกเป็นของคนจีน 2 ครั้ง คนเม็กซิกัน 3 ครั้ง คนอังกฤษ 2 ครั้ง คนฝรั่งเศส 1 ครั้ง และคนอเมริกัน 3 ครั้ง) ฉะนั้น พาโบล ลาร์เรน ผู้กำกับชื่อดังชาวชิลีจึงถือเป็นตัวสอดแทรกที่อันตราย เขาเคยเข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมจาก No เมื่อปี 2012 และมีแววว่าน่าจะได้เข้าชิงอีกครั้งในปีนี้อีก เมื่อหนังเรื่อง Neruda ของเขาเป็นตัวแทนชิลีเข้าชิงออสการ์และคือหนึ่งในตัวเก็งสำคัญ นอกเหนือจาก Elle (ฝรั่งเศส), Toni Erdmann (เยอรมนี), Julieta (สเปน) และ The Salesman (อิหร่าน)

ล็อก: เดเมียน ชาเซล (La La Land), แบร์รี เจนกินส์ (Moonlight)
โอกาสสูง: เคนเน็ธ โลเนอร์แกน (Manchester by the Sea), มาร์ติน สกอร์เซซี (Silence)
ตัวสอดแทรก: เดนิส วิลเนิฟ (Arrival), พาโบล ลาร์เรน (Jackie), เดนเซล วอชิงตัน (Fences)

นักแสดงนำชาย

พ้นจาก เคซีย์ อัฟเฟล็ก กับ เดนเซล วอชิงตัน แล้ว อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ในสาขานักแสดงนำชาย ดูเหมือนทุกคนจะมีจุดอ่อนที่อาจทำให้หลุดจากโผได้ตลอด เริ่มต้นจาก แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ซึ่งมีบทเด่นในหนังถึงสองเรื่องพร้อมกัน นั่นคือ Hacksaw Ridge กับ Silence และอาจตัดคะแนนกันเอง ตอนนี้บทจากเรื่องแรกดูจะมีภาษีกว่านิดหน่อย เนื่องจากเขาเป็นตัวเอกที่โดดเด่นชัดเจน ต่างจากในหนังของ มาร์ติน สกอร์เซซี ซึ่งเขาต้องแชร์ความเด่นกับ อดัม ไดรเวอร์ โดยถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็คงคล้ายกรณี ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่ได้เข้าชิงจาก Blood Diamond แทนการเข้าชิงจาก The Departed เพราะในเรื่องแรกเขาไม่ต้องแบ่งเวลาบนจอกับ แมท เดมอน ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน (นอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ว่าบทของเขาใน Blood Diamond เข้าทางออสการ์มากกว่า) อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กระแสของ Silence ยังไม่ชัดเจนนัก ฉะนั้นความเป็นไปได้ที่การ์ฟิลด์จะได้เข้าชิงจากหนังของ เมล กิ๊บสัน จึงชัดเจนกว่า แต่คำถามที่ทุกคนสนใจใคร่รู้ คือ ตอนนี้คนในฮอลลีวู้ดยินดีจะให้อภัย เมล กิ๊บสัน แล้วหรือยัง จากสารพัดคำพูดเหยียดเชื้อชาติ สีผิว และรสนิยมทางเพศ ที่เขาพ่นออกจากปากตลอดระยะเวลาหลายปี

มองจากความแรงของ La La Land ไรอัน กอสลิง น่าจะเป็นตัวเต็งในกลุ่มผู้เข้าชิง แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ออสการ์ดูเหมือนจะหินกับดาราชายมากกว่าดาราหญิงในหนังเพลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สังเกตได้จากการที่ ริชาร์ด เกียร์ เป็นคนเดียวที่ไม่ได้เข้าชิงจาก Chicago หรือการที่ ยวน แม็คเกรเกอร์ ไม่ได้เข้าชิงนำชาย ขณะที่ นิโคล คิดแมน เข้าชิงนำหญิงจาก Moulin Rouge! (หรือบางทีอาจเป็นเพราะสาขานำชาย/สมทบชายมักเต็มไปด้วยการแข่งขันเข้มข้นกว่าสาขานำหญิง/สมทบหญิง) นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าทักษะร้องเพลง เต้นแท็ปของกอสลิงนั้นไม่ได้อยู่ในลีกเดียวกัน จีน เคลลี ซึ่งก็ชวดการเข้าชิงจากบทระดับตำนานในหนังคลาสสิกอย่าง Singing in the Rain และ An American in Paris โชคดีของกอสลิง การแข่งขันในสาขานำชายปีนี้ค่อนข้างอ่อน และหนังเขาเป็นเต็งหนึ่งในการคว้ารางวัลสูงสุด ฉะนั้นเขาอาจได้กระแสหนังช่วยหอบขึ้นไปเข้าชิงด้วย

ความคล้ายคลึงกับของกอสลิงกับ โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน คือ พวกเขาถูกพูดถึง หรือชื่นชมน้อยกว่าดารานำหญิง แต่ในกรณีของเอ็ดเกอร์ตัน เขาอาจต้องลุ้นให้กรรมการชอบ Loving มากพอที่จะดันเขาขึ้นไปเบียดตัวเก็งคนอื่นๆ ให้หลุดจากตำแหน่ง ซึ่งแน่นอนโอกาสก็ย่อมเป็นไปได้เสมอ ขณะที่ วีโก มอร์เทนเซน นั้นความหวังคงค่อนข้างริบหรี่ เพราะถึงแม้การแสดงของเขาจะกวาดเสียงชื่นชมอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่ Captain Fantastic อาจลับแลเกินกว่าจะรวบรวมคะแนนได้มากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเหล่ารางวัลนักวิจารณ์ไม่ช่วยผลักดันให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นที่จับตาของกรรมการ ตอนนี้มีเพียงรางวัล Independent Spirit Awards เท่านั้นที่ยังไม่ลืมหนังซึ่งเข้าฉายไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

ทอม แฮงค์ ถือเป็นหนึ่งในกรณีพิศวง ตามสถิติในอดีตเขาคือขวัญใจออสการ์จากการคว้านำชายมาครองสองปีซ้อน แต่ดูเหมือนช่วงหลังๆ งานแสดงที่น่าประทับใจของเขาในหนังซึ่งเป็นที่รักของกรรมการกลับถูกมองข้ามบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Bridge of Spies และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Captain Phillips ซึ่งในช่วงแรกเขาเป็นตัวเก็งลำดับต้นๆ แต่กลับถูก คริสเตียน เบล (American Hustle) เบียดแซงช่วงโค้งสุดท้ายแบบหน้าตาเฉย ปีนี้เขากลับมาอีกครั้งกับ Sully ซึ่งได้คำชมไม่น้อย และตัวหนังเองก็กลายเป็นบล็อกบัสเตอร์เหนือความคาดหมาย แต่เขาไม่มีฉากโชว์การแสดงที่เด่นชัด แตกต่างจาก Captain Phillips ฉะนั้นคงต้องพูดว่าเขาเองก็มีความไม่แน่นอนพอๆ กับกอสลิง หรือการ์ฟิลด์

ล็อก: เคซีย์ อัฟเฟล็ก (Manchester by the Sea), เดนเซล วอชิงตัน (Fences)
โอกาสสูง: ทอม แฮงค์ (Sully), แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (Hacksaw Ridge), ไรอัน กอสลิง (La La Land)
ตัวสอดแทรก: โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน (Loving), วีโก มอร์เทนเซน (Captain Fantastic)

นักแสดงนำหญิง

นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ปีที่สาขานักแสดงนำหญิงขับเคี่ยวกันเข้มข้นยิ่งกว่านักแสดงนำชาย และมีโอกาสสูงที่คนโปรดของออสการ์อย่าง เมอรีล สตรีพ กับ เอมี อดัมส์ อาจหลุดโผในท้ายที่สุด กรณีของคนแรกแม้หนังจะทำเงินน่าพอใจและการแสดงของเธอก็ได้เสียงชื่นชมตามมาตรฐาน แต่ Florence Foster Jenkins ดูจะเริ่มอ่อนระโหยโรยแรงไปพอควรเนื่องจากเข้าฉายก่อนใครอื่น ขณะที่กรณีของคนหลัง Arrival เป็นหนังไซไฟ ซึ่งไม่ค่อยเข้าทางออสการ์ในสาขาการแสดงเท่าใดนัก โดยในอดีตมีแค่สองคนที่เคยเข้าชิงสาขานี้ นั่นคือ ซิกเกอร์นีย์ วีเวอร์ (Aliens) และ แซนดร้า บูลล็อก (Gravity) แต่น่าสังเกตว่าสองปีนั้น (1986 กับ 2013) ล้วนเป็นปีที่สาขานักแสดงนำหญิงไม่ได้ขับเคี่ยวเข้มข้นมากเท่านี้ แล้วทั้งสองเรื่องก็เป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ระดับท็อปเทนของปีในแบบที่ Arrival คงไปไม่ถึง (แต่ดูจากวี่แววมันน่าจะเป็นหนังทำเงินสูงสุดลำดับต้นๆ ที่มีโอกาสเข้าชิงออสการ์ปีนี้) การคว้ารางวัลจาก National Board of Review อาจช่วยให้เธอไม่หลุดจากหัวข้อสนทนาอยู่บ้าง แต่อาจไม่ส่งผลต่อการเข้าชิง เมื่อพิจารณาว่าเธอต้องแข่งขันกับใครบ้าง

สองคนแรกที่น่าจะหลุดเข้าชิงได้ไม่ยาก คือ เอ็มมา สโตน จากหนังเต็งหนึ่งที่ในการคว้ารางวัลสูงสุดไปครอง คือLa La Land และเสียงชื่นชมการแสดงของเธอก็เรียกได้ว่าเป็นเอกฉันท์ พิสูจน์ชัดได้จากรางวัลนักแสดงนำหญิงจากเทศกาลหนังที่เวนิซ เช่นเดียวกับ นาตาลี พอร์ตแมน ซึ่งพ่ายให้สโตนที่เวนิซ แต่อาจพูดได้ว่าบทอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเธอ เข้าทางออสการ์อย่างที่สุด ทั้งการเลียนแบบท่าทาง น้ำเสียง สำเนียง ที่พอร์ตแมนทำได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้เธอยังเดินหน้าโปรโมตหนังอย่างไม่ย่อท้อ โดยข้อบกพร่องเดียวคงจะอยู่ตรงที่เธอเคยได้ออสการ์มาแล้วจาก Black Swan เมื่อ 5 ปีก่อน แต่คงต้องมาดูในช่วงโค้งสุดท้ายอีกทีว่าเธอจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่ นั่นจะขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนของกรรมการต่อหนังเรื่อง Jackie ด้วย

เชื่อได้ว่านักวิจารณ์น่าจะช่วยกันผลักดัน อิซาเบล อูแปต์ (Elle) ในแบบเดียวกับ ชาร์ล็อต แรมปลิง (45 Years) เมื่อปีก่อน เธอเริ่มเดินสายคว้ารางวัลจากสองสมาคมนักวิจารณ์ใหญ่สุดอย่าง นิวยอร์ก และแอลเอ มาครอง และนั่นน่าจะทำให้กรรมการมีโอกาสเลือกหยิบ Elle จากกองสกรีนเนอร์นับร้อยขึ้นมาเปิดดู เช่นเดียวกับแรมปลิง เครดิตระดับตัวแม่ในวงการภาพยนตร์โลกของอูแปต์ สร้างผลงานท้าทาย น่าประทับใจมานับไม่ถ้วน น่าจะช่วยให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในฐานะ รางวัลความสำเร็จตลอดชีวิตและปัจจัยที่เกื้อหนุนได้ไม่น้อยอีกอย่าง ก็คือ หนังเรื่องนี้ของ พอล เวอร์โฮเวน กวาดคำชมมาอย่างถ้วนทั่ว เรียกได้ว่าเป็นการคืนฟอร์มอย่างแท้จริง

แอนเน็ต เบนนิง คุ้นเคยกับเวทีออสการ์จากการเข้าชิง 4 ครั้ง แต่เธอยังไม่เคยได้ออสการ์มาครอง ผลงานของเธอใน 20 Century Women ได้รับการยกย่องว่าดีงามไม่แพ้ The Kids Are All Right ซึ่งดันให้เธอได้เข้าชิงนำหญิงเมื่อ ปีก่อน ด้วยเหตุนี้บารมีบวกกับฝีมือน่าจะทำให้เธอหลุดเข้าชิงได้เป็นคนที่ 4 ดังนั้นเมื่อมองจากสถานการณ์ในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า รูธ เนกกา (Loving) เป็นตัวเก็งที่สุ่มเสี่ยงจะหลุดโผมากที่สุด หากบรรดารางวัลนักวิจารณ์ไม่ช่วยผลักดันเธอให้อยู่ในบทสนทนา แม้ว่าการรับบทหญิงสาวผิวดำที่แต่งงานกับหนุ่มผิวขาวในช่วงทศวรรษ 1960 ของเธอจะกวาดคำชมมาอย่างท่วมท้น แต่ในเวลาเดียวกันการแสดงแบบ น้อยได้มากของเธอ (ซึ่งบางคนกล่าวหาว่าเธอแสดงอยู่หน้าเดียว) อาจไม่ค่อยเข้าทางออสการ์สักเท่าไหร่ โดยตัวสอดแทรกไม่ใช่แค่สตรีพหรืออดัมส์เท่านั้น แต่ยังรวมถึง วีโอลา เดวิส (Fences) ซึ่งตัดสินใจเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาสมทบหญิง แต่ถ้ากรรมการชื่นชอบการแสดงของเธอมากพอ ก็มีโอกาสที่เธอจะถูกอัพเกรดให้หลุดเข้าชิงในสาขานำหญิง ดังจะเห็นได้จากกรณีที่เกิดกับ เคท วินสเล็ท ใน The Reader

ล็อก: เอ็มมา สโตน (La La Land), นาตาลี พอร์ตแมน (Jackie)
โอกาสสูง: แอนเน็ต เบนนิง (20 Century Women), อิซาเบล อูแปต์ (Elle), รูธ เนกกา (Loving)
ตัวสอดแทรก: เอมี อดัมส์ (Arrival), เมอรีล สตรีพ (Florence Foster Jenkins)

นักแสดงสมทบชาย

เช่นเดียวกับทุกปีสาขานักแสดงสมทบมักเป็นสาขาที่ทายใจกรรมการค่อนข้างยาก วิธีง่ายที่สุด คือ ค้นหารายชื่อเอาจากหนังที่มีโอกาสเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม มาเฮอร์ชาลา อาลี เป็นตัวละครที่คนดูจดจำได้มากที่สุดใน Moonlight แต่เนื่องจากหนังมีโครงสร้างที่แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุในชีวิตของเด็กชายผิวดำ เขาจึงมีบทบาทสำคัญเพียงหนึ่งในสามของหนังและถูกผลักให้เข้าชิงในสาขาสมทบ สถานะขวัญใจนักวิจารณ์ของเขาเริ่มต้นด้วยการกวาดรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์ 4 ใน 5 สถาบันแรกที่ประกาศผล และคงเดินหน้าไปจนถึงเวทีออสการ์ได้ในที่สุดด้วยพลังความแข็งแกร่งของหนังกับตัวผลงาน ขณะที่ตัวเก็งอีกคนอย่าง เจฟฟ์ บริดเจส ก็เพิ่งคว้ารางวัลจาก NBR มาครอง เขามีเครดิตสวยหรูเป็นเครื่องหนุนนำนอกเหนือจากผลงาน แต่เขาอาจต้องทำงานหนักหน่อยในการขับเคี่ยวกับเพื่อนนักแสดงในหนังเรื่องเดียวกันอย่าง เบน ฟอสเตอร์ ซึ่งมีชื่อโผล่ไปเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Awards ท่ามกลางความแปลกใจของหลายคน

เช่นเดียวกับอาลีใน Moonlight เดฟ พาเทล เป็นดารานำแค่ช่วงครึ่งหลังของ Lion เท่านั้น (และหลายคนบอกว่าเขาโดนดาราเด็กขโมยซีนไปพอควร) ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องลงมาแข่งขันในสาขานักแสดงสมทบ ความที่ Lion เป็นหนังอบอุ่น มอบความหวังให้กับชีวิตทำให้มันถูกกะเก็งว่าอาจหลุดเข้าชิงในสาขาสูงสุดด้วย ความแข็งแกร่งของหนังถือเป็นประโยชน์กับพาเทล ซึ่งสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากหนังรางวัลออสการ์เรื่อง Slumdog Millionaire เมื่อ 8 ปีก่อน ส่วนดาวรุ่งดวงใหม่ที่แท้จริงในปีนี้คงได้แก่ ลูคัส เฮดเจส จาก Manchester by the Sea ที่ยืนหยัดเคียงข้างนักแสดงรุ่นพี่ รุ่นพ่อได้อย่างไม่เกรงกลัวรัศมี

กระแสในหมู่นักวิจารณ์กลุ่มแรกที่ได้ชม Silence พิสูจน์ชัดว่านักแสดงที่โดดเด่นสุดหาใช่การ์ฟิลด์ หรือไดรเวอร์ หรือ เลียม นีสัน อย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ หากแต่เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ชาวญี่ปุ่น อิสเซ โอกาตะ ซึ่งโชว์พลังดึงดูดและความเป็นธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง จนเขาคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศในสาขานี้ที่สมาคมนักวิจารณ์แอลเอ น่าจับตามองต่อไปว่าเมื่อ Silence เริ่มเปิดฉายในวงกว้างขึ้น งานแสดงของเขาจะหลุดเข้ามาอยู่ในวงสนทนาของผู้เข้าชิงสาขานี้มากขึ้นหรือไม่ คนสุดท้ายที่มีแววพอจะแทรกตัวมาติดหนึ่งในห้า ได้แก่ ไมเคิล แชนนอน จาก Nocturnal Animals กับบทนายตำรวจที่ดูน่ากลัวและคุกคามไม่แพ้คนร้าย อันที่จริงแชนนอนเองเคยอยู่ในสถานะนี้มาแล้วเมื่อปีก่อนจาก 99 Homes เขาได้เข้าชิงลูกโลกทองคำและรางวัลสมาพันธ์นักแสดงแห่งอเมริกา (SAG) แต่หลุดโผออสการ์ในช่วงโค้งสุดท้าย แต่ต้องยอมรับว่าสาขานี้เมื่อปีก่อนแน่นขนัดอย่างมากเพราะหนังรวมดาราอย่าง Spotlight และ The Big Short

ล็อก: มาเฮอร์ชาลา อาลี (Moonlight), เจฟฟ์ บริดเจส (Hell or High Water)
โอกาสสูง: เดฟ พาเทล (Lion), ลูคัส เฮดเจส (Manchester by the Sea), อิสเซ โอกาตะ (Silence)
ตัวสอดแทรก: ไมเคิล แชนนอน (Nocturnal Animals), เบน ฟอสเตอร์ (Hell or High Water)

นักแสดงสมทบหญิง

บทแม่ที่ต้องทนทุกข์ดูเหมือนจะเป็นธีมหลักของสาขานี้ คนแรก คือ วีโอลา เดวิส ซึ่งไม่เพียงจะเป็นตัวเก็งในการเข้าชิงแบบ 100% เท่านั้น แต่ยังทำท่าว่าจะคว้ารางวัลไปครองเลยด้วยจากบทที่เคยทำให้เธอได้รางวัลโทนีมาแล้ว โดยตอนที่บทละครชนะรางวัลพูลิทเซอร์ของ ออกัส วิลสัน เรื่องนี้ถูกนำมาสร้างใหม่ในปี 2010 เดวิสคว้าโทนีสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ขณะที่ เดนเซล วอชิงตัน ก็ได้รางวัลคู่กันในสาขานักแสดงนำชาย แต่พอเป็นเวอร์ชั่นหนัง สตูดิโอตัดสินใจส่งเดวิสเข้าชิงในสาขาสมทบ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ฉลาดเนื่องจากการแข่งขันไม่สูงเท่า (และว่ากันตามตรงแล้วหลายคนคิดว่าบทของเดวิสใกล้เคียงกับการเป็นบทสมทบมากกว่าบทนำ ถึงแม้ในเวอร์ชั่นหนังเธอจะถูกอัพเกรดเพิ่มขึ้นจากเวอร์ชั่นละครเล็กน้อยก็ตาม)

คู่แข่งสำคัญของเดวิสอาจเป็นนักแสดงผิวสีเช่นกัน นั่นคือ นาโอมิ แฮร์ริส ซึ่งรับบทแม่ติดยาในหนังขวัญใจนักวิจารณ์เรื่อง Moonlight เวลาบนจอของเธออาจไม่มากนัก แต่เธอทำให้ทุกนาทีมีค่าได้อย่างน่าอัศจรรย์ และนิยามดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้กับ นิโคล คิดแมน และ มิเชล วิลเลียมส์ เช่นกัน คนแรกมีฉากโชว์การแสดงที่พร้อมสำหรับนำมาทำเป็นคลิปในงานออสการ์เรียบร้อยแล้ว มันเป็นฉากเด่นของหนังและเรียกน้ำตาจากคนดูได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ ส่วนคนหลังมีโอกาสโผล่หน้ามาไม่มากนัก แต่ก็ทรงพลังอย่างมาก ด้วยเครดิตอันงดงามในอดีต ตลอดจนความแข็งแกร่งของหนังน่าจะทำให้วิลเลียมส์เบียดเข้าชิงในสาขานี้ได้ไม่ยาก

ที่ว่างสุดท้ายน่าจะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองสาวจาก Hidden Figures และ เกรตา เกอร์วิก ซึ่งสั่งสมชื่อเสียงและการยอมรับมาพอสมควรจากการร่วมงานกับ โนอาห์ บอมบาค ในหนังอินดี้ขวัญใจนักวิจารณ์อย่าง Greenberg, Frances Ha และ Mistress America ซึ่งลับแลเกินกว่าจะได้รับความสนใจจากเวทีออสการ์ แต่ 20 Century Women ของ ไมค์ มิลส์ ผู้เคยช่วยให้ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ได้ออสการ์ในวัย 83 ปี น่าจะเป็นหนังแจ้งเกิดบนเวทีออสการ์ของนักแสดงสาววัย 33 ปี แต่ก่อนอื่นเธอจะต้องตบตีแย่งชิงกับนักแสดงหญิงผิวสีที่เวทีออสการ์เคยตีตรารับประกันมาแล้วอย่าง ออกเทเวีย สเปนเซอร์ เจ้าของรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ซึ่งคราวนี้ได้กลับมารับบทที่จะทำให้เธอกลายเป็นขวัญใจคนดูในแบบเดียวกับ The Help ส่วนอีกคนเป็นนักแสดงจาก Hidden Figures เช่นกัน แต่ เจเนล โมเน โด่งดังจากการเป็นนักร้องมากกว่านักแสดง และนอกจากเรื่องนี้แล้ว เธอยังร่วมเล่นใน Moonlight ด้วย การที่เธอเบียดเข้าชิงรางวัล Critics Choice Award ได้สำเร็จ ทำให้เธอถูกยกสถานะเป็นม้ามืดที่อาจสอดแทรกเป็นห้าคนสุดท้ายบนเวทีออสการ์ได้

ล็อก: วีโอลา เดวิส (Fences), นาโอมิ แฮร์ริส (Moonlight)
โอกาสสูง: นิโคล คิดแมน (Lion), มิเชล วิลเลียมส์ (Manchester by the Sea), เกรตา เกอร์วิก (20 Century Women)

ตัวสอดแทรก: ออกเทเวีย สเปนเซอร์ (Hidden Figures), เจเนล โมเน (Hidden Figures)

วันเสาร์, ธันวาคม 10, 2559

Julieta: ชะตากรรมซ้ำรอย


อดีตหาใช่แค่ชุดเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นล่วงเลย ดังนั้นจึงปราศจากความสำคัญไปโดยปริยาย เพราะหลายครั้งอดีตยังส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน มีส่วนในการปั้นแต่งรูปทรง หรือขัดเกลาความเป็นไปในปัจจุบัน และอาจส่งอิทธิพลต่อความเปลี่ยนแปลง (หรือไม่เปลี่ยนแปลง) ในอนาคตอีกด้วย นั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ ขุดลึกลงไปยากรากเหง้าเพื่อทำความเข้าใจ แทนการยักไหล่แล้วแก้ต่างข้างๆ คูๆ ว่า “เรื่องมันนานมาแล้ว จะฟื้นฝอยหาตะเข็บไปเพื่ออะไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตที่เต็มไปด้วยนัย “คลุมเครือปราศจากบทสรุปอันแน่ชัดในทางใดทางหนึ่ง เพราะมันมีศักยภาพในการทำลายล้าง แล้วทิ้งสารพิษตกค้างได้หลายสิบปีไม่แตกต่างจากระเบิดปรมาณู

ดังจะเห็นได้จากชีวิตผกผันของ ฮูเลียตา (เอ็มมา เซาเรส) สาวใหญ่ที่ตัดสินใจจะเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชายคนรัก ลอเรนโซ (ดาริโอ แกรนดีเนตตี) ที่โปรตุเกสเมื่อหนังเปิดเรื่องขึ้นมา แต่แล้ววันหนึ่งหลังเก็บข้าวของเสร็จสรรพเตรียมขนย้าย ฮูเลียตาดันบังเอิญเดินสวนกับ “ความทรงจำตกค้างจากอดีตบนถนน เหตุการณ์ดังกล่าวได้กวนตะกอนแห่งความเจ็บปวดให้แผ่กระจาย จนส่งผลให้เธอเปลี่ยนใจกะทันหันและยืนกรานที่จะอยู่ในมาดริดต่อไป การยกเลิกแผนแบบสายฟ้าสร้างความตะลึงงันให้กับลอเรนโซผู้ถูกปล่อยทิ้งกลางทาง จากนั้นฮูเลียตาก็ย้ายกลับไปยังตึกอพาร์ตเมนต์เดิม ซึ่งอบอวลไปด้วยตัวตนแห่งอดีตและความลับที่ถูกเก็บงำไว้

แรกเริ่มเดิมที เปโดร อัลโมโดวาร์ ตั้งใจจะทำ Julieta เป็นหนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกโดยมี เมอรีล สตรีพ นำแสดงเป็นตัวละครเอกทั้งในวัย 20, 40 และ 60 ปี นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเนื่องจาก Julieta ได้เค้าโครงจากเรื่องสั้นสามเรื่อง ได้แก่ Chance, Soon และ Silence ของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวแคนาเดียน แอลิซ มันโร โดยทั้งหมดมีตัวละครเอกเดียวกันชื่อว่า จูเลียต เฮนเดอร์สัน และถูกตีพิมพ์ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ Runaway ซึ่งออกวางขายครั้งแรกในปี 2004 อัลโมโดวาร์ซื้อลิขสิทธิ์สำหรับนำมาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 2009 และตั้งใจว่าจะถ่ายทำในเมืองแวนคูเวอร์ ซึ่งเป็นฉากหลังของเรื่องสั้น นอกจากนี้เขายังเดินทางไปสำรวจโลเกชันหลายแห่งที่นิวยอร์กอีกด้วย แต่ในที่สุดอัลโมโดวาร์กลับเปลี่ยนใจยัดเก็บโครงการเข้าลิ้นชัก เพราะเขาไม่อยากถ่ายหนังในเมืองทั้งสองและรู้สึกไม่ค่อยถนัดที่จะเขียนบทเป็นภาษาอังกฤษ หลายปีต่อมาหนึ่งในทีมงานเสนอให้เขานำบทมาปัดฝุ่นใหม่ แล้วเปลี่ยนฉากหลังเป็นสเปน

หนังจับเรื่องสั้นมาเรียงลำดับโดยเริ่มต้นจาก Chance ซึ่งเล่าถึงการพบกันโดยบังเอิญบนรถไฟของฮูเลียตากับซวอน (เดเนียล กราโอ) ตามด้วย Soon ซึ่งโฟกัสไปยังพ่อแม่ของฮูเลียตาที่บ้านไร่ ก่อนจะปิดท้ายด้วย Silence ซึ่งอธิบายถึงความสัมพันธ์อันแตกร้าวของฮูเลียตากับลูกสาว แอนเทีย (พริสซิลลา เดลกาโด) หลังซวอนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่ม โดยเรื่องสุดท้ายเปรียบดังกระดูกสันหลังของหนัง ทั้งในเชิงโครงสร้างและในเชิงเนื้อหา จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอัลโมโดวาร์ถึงเลือกตั้งชื่อหนังในตอนแรกว่า Silencio ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Julieta ในเวลาต่อมาเพื่อไม่ให้สับสนกับหนังของ มาร์ติน สกอร์เซซี เรื่อง Silence ที่มีกำหนดจะเข้าฉายในปี 2016

เช่นเดียวกับเอกลักษณ์อันโดดเด่นในเรื่องสั้นส่วนใหญ่ของ แอลิซ มันโร หนังของอัลโมโดวาร์กระโดดข้ามช่วงเวลาไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะยึดติดกับแนวทางการเล่าเรื่องแบบคลาสสิกมากกว่าด้วยการช่วยย่อยให้คนดูแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน (แตกต่างจากมันโรซึ่งบางครั้งก็หลอมละลายสองส่วนเข้าด้วยกันจนแยกไม่ออก) ผ่านเครื่องทุ่นแรงต่างๆ เช่น การให้ฮูเลียตานั่งเขียนจดหมายอธิบายความเป็นมาในอดีตของเธอ โดยมีเสียงวอยซ์โอเวอร์คอยช่วยนำทางเรื่องราวไม่ให้สับสน หรือการเลือกใช้นักแสดง 2 คนมารับบทตัวละครเดียวกันในแต่ละช่วงวัย โดย เอเดรียนา อูกัวเต จะรับบทเป็นฮูเลียตาในวัยสาว (อัลโมโดวาร์ให้สัมภาษณ์ว่า ผมไม่เชื่อใจเทคนิคการเมคอัพคนแก่ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเด็กสาวอายุ 25 ที่จะถ่ายทอดพลังของคนซึ่งผ่านโลกมา 50 ปี มันไม่ใช่แค่เรื่องตีนกาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างการเปลี่ยนผ่านของเวลา ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย”) ขณะที่เซาเรสรับบทเป็นฮูเลียตาในวัยกลางคน

อัลโมโดวาร์ออกแบบฉากการบรรจบกันของสองนักแสดงสาวในบทฮูเลียตาได้อย่างเรียบง่าย แต่งดงาม (ซึ่งกลายมาเป็นภาพที่ปรากฏบนโปสเตอร์หนัง) ฉากดังกล่าวเป็นตอนที่ฮูเลียตา (อูกัวเต) ยังคงซึมเศร้าจากการสูญเสียสามีไปอย่างฉับพลันและความรู้สึกผิดว่าตนเป็นเหตุให้เขาออกไปหาปลาในวันที่คลื่นลมแรง เธอหมดอาลัยตายอยาก ไม่เป็นอันกินอันนอนจนต้องพึ่งพาลูกสาวในการประคับประคองชีวิตประจำวันให้พ้นผ่าน หนึ่งในนั้นคือช่วยพยุงเธอขึ้นจากอ่างอาบน้ำ แล้วเช็ดผมให้แห้ง แต่เมื่อผ้าขนหนูถูกเปิดขึ้น ใบหน้าของฮูเลียตา (เซาเรส) ได้เปลี่ยนไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงสะท้อนความเจ็บปวด สิ้นหวังไม่เสื่อมคลาย ความตั้งใจของอัลโมโดวาร์ไม่ใช่เพียงเพื่อบอกกาลเวลาอันผันผ่าน หรือเชื่อมโยงเรื่องราวสองส่วนให้แนบสนิทเท่านั้น แต่ยังเพื่อสะท้อนให้เห็นอิทธิพลแห่งอดีต ซึ่งยังคงก้าวข้ามผ่านเวลามาเป็นน้ำหนักที่ต้องแบกรับในปัจจุบัน ไม่ต่างจากความรู้สึกผิดของฮูเลียตาต่ออัตวินิบาตกรรมบนรถไฟ

ในแง่หนึ่งเธอได้ค้นพบรักแท้จากเศษซากแห่งความซึมเศร้าและความตาย (เธอเดินหนีชายแปลกหน้ามาพบกับซวอนที่ตู้เสบียง) บางทีมันอาจเป็นทุกขลาภ ส่งผลให้เธอต้องเผชิญกับความสูญเสีย ความสิ้นหวังไม่แตกต่างจากชายแปลกหน้าที่เธอตัดสินใจเดินหนี แม้หนังจะไม่ได้อธิบายเหตุผลแน่ชัดว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายก็ตาม แต่เราสามารถทึกทักได้ว่าเขาคงตกอยู่ในสภาพหมดอาลัยตายอยากไม่แพ้ฮูเลียตาหลังซวอนจากไป

การยั่วล้อ เดินย่ำซ้ำรอยของเหตุการณ์ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ฮูเลียตาไม่ค่อยเห็นชอบในความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวระหว่างพ่อเธอกับหญิงสาวที่เขาจ้างมาช่วยดูแลภรรยาป่วยไข้และเรือกสวนไร่นา แต่เธอเองก็เคยได้เสียกับซวอนทั้งๆ ที่รู้ว่าเขามีภรรยา (ซึ่งกำลังป่วยหนักเช่นกัน) อยู่แล้ว ต่อมาหลังเธออยู่กินกับซวอน มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน เขาก็แอบมีเซ็กซ์กับอาวา (อินมา คูเอสตา) เพื่อนหญิงที่สนิทกันระหว่างฮูเลียตาพาลูกสาวเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ พ่อของฮูเลียตาเป็นครูที่เกษียณตัวเองไปใช้ชีวิตในชนบท แล้วค้นพบความสุขในบั้นปลายกับหญิงสาวคราวลูก ส่วนฮูเลียตาเองก็เลือกจะทิ้งอาชีพครูที่เธอรักเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับสามีชาวประมงในบ้านริมทะเล แอนเทียทอดทิ้งแม่โดยไม่บอกกล่าวเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งลูกชายคนโตของเธอวัย 9 ขวบ ซวอน (ตั้งชื่อตามพ่อผู้เป็นที่รัก) เกิดจมน้ำตายเช่นเดียวกับบุคคลที่เขาถูกตั้งชื่อตาม ความเศร้าโศกเสียใจทำให้แอนเทียเริ่มเข้าใจความรู้สึกของฮูเลียตา และตัดสินใจเขียนจดหมายหามาเธอในท้ายที่สุด

การซ้อนทับของชะตากรรมทำให้หนังได้อารมณ์คล้ายคลึงโศกนาฏกรรมกรีกซึ่งเป็นหัวข้อที่ฮูเลียตาเชี่ยวชาญ ในช่วงต้นเรื่องคนดูจะเห็นเธอสอนนักเรียนเรื่องโอดิซูสกับคาลิปโซ เทพธิดาแห่งท้องทะเล ซึ่งยื่นข้อเสนอเป็นชีวิตอมตะให้แก่เขา แต่วีรบุรุษหนุ่มกลับปฏิเสธ แล้วมุ่งหน้าสู่เส้นทางแห่งอนาคตที่ไม่อาจล่วงรู้ มันพิสูจน์ให้เห็นความมุ่งมั่นของมนุษย์ ไม่เกรงกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน เฉกเช่นการตัดสินใจเดินทางไปหาซวอนของฮูเลียตาหลังได้รับจดหมาย ซึ่งเล่าถึงอาการป่วยของภรรยาเขาและชีวิตประจำวัน แต่ก็แฝงคำเชื้อเชิญอยู่กลายๆ กระนั้นในเวลาเดียวกันมนุษย์ก็เต็มไปด้วยความอ่อนแอไม่ต่างจากตำนานที่ฮูเลียตาเล่าให้อานาฟังว่าเหล่าเทพเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตจากดินโคลนและเปลวไฟ มอบคุณสมบัติต่างๆ ให้สัตว์เพื่อจะได้อยู่รอด เช่น ขนและปีก แต่พอถึงคิวมนุษย์ เหล่าทวยเทพกลับไม่เหลือของขวัญใดจะมอบให้อีก ทำให้มนุษย์เราเปลือยเปล่า เปราะบาง ชะตากรรมที่เกิดแก่ฮูเลียตาในเวลาต่อมาสะท้อนคำกล่าวนี้ได้อย่างชัดเจน

ตรงข้ามกับ Odyssey ของ โฮเมอร์ Julieta เปรียบดังการผจญภัยจาก ภายใน ของสิ่งมีชีวิตเพศแม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางถนัดของอัลโมโดวาร์หลังความโด่งดังของหนังผู้หญิงอย่าง All About My Mother และ Volver แต่เมโลดรามาของเขาแตกต่างจากหนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ตรงที่อัลโมโดวาร์ไม่ได้มุ่งเน้นการบีบน้ำตาคนดูมากเท่าการสะท้อนความเจ็บปวดในเบื้องลึกของตัวละคร ขณะเดียวกันเขายังผสมกลิ่นอายจางๆ ของความลึกลับ ชวนพิศวงในสไตล์ฮิทช์ค็อก ซึ่งเคยโดดเด่นในหนังอย่าง Bad Education และ The Skin I Live In เข้าไปด้วย ผ่านโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เก็บงำปมปริศนา แล้วคลี่คลายไปทีละเปลาะ เริ่มจากเหตุผลที่ฮูเลียตาตัดสินใจยกเลิกทริปโปรตุเกสแบบกะทันหัน ไปจนถึงเหตุผลที่แอนเทียหายตัวไปอย่างลึกลับ นอกจากนี้ ดนตรีประกอบของ อัลเบอร์โต อีเกลเซียส ยังได้รับอิทธิพลจาก เบอร์นาร์ด เฮอร์มานน์ มือแต่งเพลงขาประจำของฮิทช์ค็อกมาไม่น้อย รวมถึงตัวละครอย่าง มาเรียน (รอสซี เดอ พัลมา) แม่บ้านผู้รู้เห็นทุกอย่างและพร้อมจะใช้ความลับทำลายความสุขของนายหญิงคนใหม่ ซึ่งมีส่วนคล้ายมิสซิสแดนเวอร์สใน Rebecca และการใช้รถไฟเป็นฉากหลังการพบปะที่ชะตาลิขิตก็ชวนให้นึกถึงหนังอย่าง Strangers on a Train

เสน่ห์ข้างต้น นอกเหนือจากการใช้สีสันฉูดฉาดอันเป็นเอกลักษณ์ของอัลโมโดวาร์ ช่วยเพิ่มอรรถรส ตลอดจนดึงดูดผู้ชมให้เกาะติดเรื่องราวได้อย่างตลอดรอดฝั่ง แม้ว่าโดยตัวเนื้อหาจะไม่ได้แปลกใหม่ ท้าทาย หรือรสชาติจัดจ้านเหมือนผลงานเด่นเรื่องอื่นๆ ของอัลโมโดวาร์ในอดีต

อาจพูดได้ว่าต้นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานทั้งหลายใน Julieta ล้วนเกิดจากการเก็บงำความลับ หรือการเลือกที่จะหุบปากเงียบแทนการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ซวอนไม่เคยบอกกล่าวถึงแก่นความสัมพันธ์แท้จริงระหว่างเขากับอาวาจนกระทั่งมันระเบิดใส่หน้าเขาในวันชี้เป็นชี้ตาย ฮูเลียตาไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวซึ่งอาจมีส่วนกระตุ้นให้ซวอนออกเรือในวันนั้นให้ลูกสาวฟัง จนเธอเกือบจะต้องสูญเสียแอนเทียไปตลอดกาล แอนเทียไม่เคยต่อว่าแม่หลังจากรู้ความจริงจากปากของมาเรียน เธอเลือกเก็บงำข้อมูลไว้ภายใน แล้วปล่อยให้ความคลั่งแค้นและความรู้สึกผิด (ถ้าเธอไม่ไปเข้าค่ายและมีความสุขกับเพื่อนใหม่ พ่อก็อาจไม่ออกไปแล่นเรือในวันนั้น) กลืนกิน สุดท้ายแม่กับลูกสาวจึงกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า ฮูเลียตาจมดิ่งอยู่กับทุกข์ส่วนตัวจนไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าเพื่อนใหม่ของแอนเทียนั้นเป็นมากกว่าเพื่อน ความเงียบได้ทำลายความสัมพันธ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน (ฮูเลียตากับแอนเทีย/ ฮูเลียตากับลอเรนโซ/ ฮูเลียตากับซวอน)

แรกทีเดียวฮูเลียตาพยายามจะกล้ำกลืนความเจ็บปวดด้วยการลบสิ่งรูปธรรมทุกอย่างเกี่ยวกับแอนเทีย เธอย้ายที่อยู่ ทิ้งข้าวของทุกอย่างเพื่อหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่สิ่งที่เธอไม่อาจลบทิ้งได้คือความทรงจำ ซึ่งพร้อมจะทะลักหลั่งไหลกลับมาอีกครั้งหากถูกสะกิด เช่น การพบเจออดีต เพื่อนสนิท ของแอนเทีย ซึ่งแจ้งให้ทราบว่าแอนเทียแต่งงานมีลูกแล้ว และแน่นอนยังอยู่ในประเทศสเปน ฮูเลียตาเปรียบเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนขี้ยาที่หวนกลับมาเสพยาอีกครั้งหลังบอกเลิกไปนาน ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงเข้าขั้นวิกฤติ

แต่อย่างน้อยเธอก็เรียนรู้จากความผิดพลาดและพยายามแก้ไขด้วยการเขียนบันทึกเรื่องราวทั้งหมด รวมทั้งความรู้สึกผิดต่างๆ ภายใน แม้จะไม่เหลือความหวังอีกแล้วว่าแอนเทียจะได้อ่านมัน การทบทวนและยอมรับความเจ็บปวดที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิตถือเป็นจุดเริ่มต้นของขั้นตอนบรรเทาบาดแผลจากอดีตอย่างยั่งยืน มันเป็นทางเดียวที่จะช่วยให้คุณมีโอกาสค้นพบความสงบทางจิตใจ พร้อมกับก้าวต่อไปได้โดยปราศจากสิ่งฉุดรั้ง 

February: ปีศาจอย่าจากฉันไป



หลังจากการถือกำเนิดของผลงานสุดคลาสสิกอย่าง The Exorcist (1973) ภาพยนตร์เกี่ยวกับการเข้าสิง (possession) ก็ กลายเป็นตระกูลย่อยที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักดูหนังและนักทำหนังสยองขวัญกระแสหลัก ตัวอย่างเด่นชัดของหนังแนวนี้ในยุคหลังที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง คือ The Conjuring (2013) ดัดแปลงจากเรื่องจริงของ เอ็ด กับ ลอร์เรน วอร์เรน คู่สามีภรรยาชาวอเมริกันที่ร่วมกันสืบสวนคดีเหนือธรรมชาติทั้งหลาย และ Paranormal Activity (2007) ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ เรื่องจริง แต่เลือกจะสร้างความ เหมือนจริงด้วยการถ่ายทำในลักษณะ found footage ที่กลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมอยู่พักใหญ่หลังความสำเร็จอย่างล้นหลามของ The Blair Witch Project (1999) นี่ยังไม่นับรวมหนังผีเข้า ขับไล่ซาตานอื่นๆ อีกหลายสิบเรื่องที่เดินตามรอยสูตรสำเร็จในสไตล์ The Exorcist แต่ไม่ค่อยโด่งดัง หรือน่าจดจำสักเท่าไหร่ อาจพูดได้ว่ามันเป็นหนึ่งในตระกูลย่อยที่โดนสำรวจ ตรวจสอบ หรือหักเห เบี่ยงเบนความคาดหวังแทบจะครบทุกกระบวนท่า จนยากที่จะเซอร์ไพรส์ หรือหลอกล่อคนดูให้หวาดกลัวอีกต่อไป

น่าสนใจว่าวงการหนังอินดี้อเมริกันในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมากลับปรากฏผลงานในแนวทางนี้ ซึ่งให้ผลลัพธ์ค่อนข้างน่าพอใจในแง่คุณภาพพร้อมกันถึงสองเรื่อง เรื่องแรกได้แก่ The Witch ของ โรเบิร์ต เอกเกอร์ส ซึ่งผูกโยงภาวะผีเข้า (ถูกล่อหลอก ชักจูงโดยซาตาน) เข้ากับมนตร์ดำโดยตรงและปรากฏการณ์การล่าแม่มดโดยนัยยะ หนังดำเนินเหตุการณ์ในยุคบุกเบิก เมื่อชาวยุโรปเดินทางมาลงหลักปักฐานในอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ส่วนเรื่องที่สองได้แก่ February (ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น The Blackcoat’s Daughter ด้วยเหตุผลทางการตลาด) ซึ่งสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ในระดับหนึ่งผ่านการเล่าเรื่องสองส่วนที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกัน ก่อนค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งในตอนท้าย (หนังแบ่งเป็นสามบทตามชื่อตัวละครหญิงสามคน โดยสองคนดำเนินเหตุการณ์ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนอีกคนจะแยกเป็นเอกเทศ)

หนังทั้งสองเรื่องอาจเหมาะจะถูกจัดให้อยู่ในหมวด อาร์ตเฮาส์” มากกว่าหนังกระแสหลัก แม้ว่ามันจะดำเนินรอยตามตระกูลสยองขวัญอย่างชัดเจนก็ตาม ทั้งนี้เพราะพวกมันเลือกเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นสร้างบรรยากาศกดดันถึงความไม่ชอบมาพากลมากกว่าเล่นจังหวะ “ตุ้งแช่โครมครามแบบหนังสยองขวัญกระแสหลักมักชอบตกหลุมพราง (ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกว่า The Witch จะได้เกรดจากผู้ชมค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ เนื่องจากพวกเขาคงเดินเข้าโรงหนังด้วยความคาดหวังจะดู The Conjuring ไม่ใช่ Don’t Look Now) ที่สำคัญในกรณีของ February หนังมีบทสรุปแบบปลายเปิดซึ่งน่าจะสร้างความงุนงงให้กับผู้ชมทั่วไปอยู่ไม่น้อย

จะเห็นว่าวิกฤติหลักในหนังทั้งสองเรื่องเริ่มต้นจากเหตุผลเดียวกัน นั่นคือ ความโดดเดี่ยว ครอบครัวใน The Witch ถูกขับไล่จากอาณานิคมให้ออกมาอยู่ตามลำพังที่ชายป่าห่างไกลผู้คนและอารยธรรม ส่วน แคท (เคียร์แนน ชิปกา) ใน February ต้อง ติดแหง็กอยู่ในโรงเรียนคาทอลิกหญิงล้วนช่วงปิดกลางภาคหน้าหนาว เพราะพ่อแม่ไม่มารับ และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ พวกเขายังไม่ติดต่อมาด้วย ก่อนหน้านี้แคทฝันร้ายว่าพ่อแม่เธอประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ขณะที่เสียงลึกลับในโทรศัพท์ก็ยืนยันว่าพวกเขาไม่มาแล้ว บางทีฝันร้ายดังกล่าวอาจเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง ครูใหญ่กอร์ดอน (ปีเตอร์ เจมส์ ฮาวอร์ธ) ฝากฝังแคทไว้กับ โรส (ลูซี บอยน์ตัน) นักเรียนสาวรุ่นพี่ ซึ่งพ่อแม่ไม่มารับเช่นกันเพราะจำวันผิด แต่คนดูจะตระหนักในเวลาต่อมาว่าโรสจงใจบอกวันผิดกับพ่อแม่ เพื่อเธอจะได้มีเวลาสะสางปัญหากับแฟนหนุ่ม (ปีเตอร์ เจ. เกรย์) ที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น (เธอหวาดวิตกว่าอาจตั้งท้องกับเขา) โรสไม่ค่อยยินดีกับภาระพี่เลี้ยง จึงแกล้งแคทด้วยการเล่าตำนานสยองว่าบรรดาแม่ชีในโรงเรียนกินนอนแห่งนี้ล้วนบูชาซาตาน พวกเธอจะโกนขนทั่วร่างและเคยมีศิษย์เก่าเห็นพวกเธอลงไปทำพิธีประหลาดในห้องหม้อไอน้ำ

แคทหาได้สะทกสะท้านกับเรื่องเล่าดังกล่าว (ตรงข้ามกับคนดู) แต่ดูเหมือนมันจะเป็นแรงบันดาลใจบางอย่างให้เธอ คืนหนึ่งโรสกลับจากนัดพบแฟนหนุ่มมาเจอแคทกำลังคำนับบูชาบางสิ่งในห้องหม้อไอน้ำ เธอคิดหาเหตุผลมาอธิบายว่าบางทีแคทอาจเดินละเมอลงไปในห้องนั้น แต่เมื่อฝ่ายหลังเริ่มพูดว่าที่พ่อกับแม่ไม่มารับเธอเพราะพวกเขาตายแล้ว โรสกลับเริ่มเป็นฝ่ายหวาดกลัวและกลับเข้าห้องนอนพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้มาดันประตูไว้

เช่นเดียวกับหนังเข้าสิงเรื่องอื่นๆ คนดูสัมผัสได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับแคท แม้จะไม่ชัดเจนในระดับหมุนหัวได้ 360 องศา หรือไต่ไปบนเพดานก็ตาม เธอได้ยินเสียงแว่วและมีท่าทางเหม่อลอย ในฉากต้นเรื่องเมื่อคุณพ่อไบรอัน (เกร็ก เอลวานด์) ถามเธอว่าขำอะไร เธอกลับไม่รู้ตัวแล้วตอบว่า “หนูยิ้มเหรอ ความผิดปกติทางพฤติกรรมและร่างกายปรากฏให้เห็นบ้างไม่ต่างจากกรณีของ The Exorcist ทั้งการอาเจียน สบถคำหยาบ หรือการเล่นโยคะท่ายากบนเตียงนอน แต่ทั้งหมดถูกรักษาระดับเอาไว้ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้ก้าวข้ามไปสู่เทคนิคด้านภาพอันซับซ้อน ทั้งนี้เพื่อคงไว้ซึ่งนัยยะก้ำกึ่งระหว่างการโดนซาตานเข้าสิงกับภาวะจิตเภท ซึ่งนิยามด้วยอาการเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงพูดคุยในหัว โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตเภทมักจะสารภาพว่า ความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของฉันถูกควบคุมโดยผู้อื่น และ พวกเขาใส่ความคิดในหัวฉัน มันไม่ใช่ความคิดของฉันเอง ส่วนภาพหลอนที่เห็นก็มักจะเกิดจากตัวกระตุ้นในสภาพแวดล้อมจริง ดังนั้นพฤติกรรมแปลกๆ ของแคทในห้องหม้อไอน้ำก็อาจถูกกระตุ้นจากเรื่องเล่าของโรส

นอกจากนี้หนังดูจะขับเน้นความแปลกแยกของแคทอย่างเด่นชัด เธอดูเงียบขรึม เย็นชา ไม่มีเพื่อนให้พูดคุยด้วย ต่างจากโรสซึ่งในแวบแรกอาจดู เรจินา จอร์จ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ให้ความรู้สึกน่าขนลุกควบคู่ไปกับน่าสงสารในเวลาเดียวกันเหมือนแคท งานด้านภาพของ จูลี เคิร์ควู้ด จับบรรยากาศของความโดดเดี่ยว อ้างว้าง และมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านการจัดวางเฟรมภาพในหลายช็อตให้ตัวละครอยู่ริมขอบ ห่างจากกึ่งกลาง และหลายครั้งก็ถูกแย่งความสนใจจากโฟร์กราวด์หรือแบ็คกราวด์ขนาดใหญ่ เช่น ผ้าห่มในช็อตแรกของหนัง หน้าต่าง ผนัง เปียโน หรือช็อตที่แคทพูดคุยกับคุณพ่อไบรอัน กล้องก็จับภาพเธอในระยะ two shot นั่งอยู่ริมซ้ายของภาพ ขณะที่ริมขวาเป็นเก้าอี้ว่างเปล่า พร้อมกันนั้นหนังยังแทรกภาพโถงทางเดินและห้องเรียนที่ไม่มีคนเข้ามาเป็นระยะเพื่อเสริมความรู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนติดกับ ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ ทั้งโรงเรียนเหลือเพียงแคท, โรส และแม่ชีที่เป็นพยาบาลอีกสองคนเท่านั้น ขณะเดียวกันหิมะกองสุมรอบโรงเรียนก็ยิ่งช่วยตอกย้ำบรรยากาศคุกคาม ไร้ทางออกไปในตัว

พูดถึงภาวะจิตเภท เรื่องราวอีกส่วนที่ถูกตัดสลับเข้ามาเป็นระยะ คือ เรื่องราวของ โจน (เอ็มมา โรเบิร์ตส์) คนไข้ที่หนีออกมาจากคลินิก หรือโรงพยาบาลโรคจิต เธอต้องการเดินทางไปยังแบรมฟอร์ด เมืองซึ่งที่ตั้งของโรงเรียนที่แคทกับโรสพักอยู่ แต่กลับต้องมาติดแหง็กที่สถานีรถทัวร์กลางดึกท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ จนกระทั่ง บิล (เจมส์ เรมาร์) ชายวัยกลางคน เสนอว่าจะขับรถพาเธอไปส่งจุดหมาย เพราะเขากับภรรยา (ลอเรน ฮอลลี) ต้องขับไปทางนั้นอยู่แล้ว แรกทีเดียวคนดูรู้สึกไม่ไว้ใจบิล เพราะเขาพูดจาแปลกๆ เช่น เธอทำให้ฉันนึกถึงลูกสาว และ เธอเชื่อในพระเจ้าหรือเปล่าในสถานการณ์ชวนอึดอัดเมื่อโจนอยู่ในสภาพกึ่งเปลือยหลังจากเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ดนตรีประกอบดูจะช่วยเพิ่มความหวาดระแวงอย่างได้ผล แต่เมื่อหนังเริ่มเปิดเผยรายละเอียด คนดูก็พลันตระหนักว่าโจนส์ต่างหากที่เป็นตัวอันตรายที่แท้จริง

บทเฉลยของหนังว่าโจนกับแคทเป็นตัวละครเดียวกันและสองเหตุการณ์ดำเนินเรื่องห่างกัน 9 ปีแต่ถูกนำมาตัดต่อราวกับเกิดขึ้นพร้อมกันอาจถูกมองว่าเป็นลูกไม้ล่อหลอกคนดูแบบตื้นเขินเพื่อสร้างอารมณ์เขย่าขวัญ (เพราะถ้าหากหนังใช้นักแสดงคนเดียวกันเล่นเป็นทั้งโจนและแคท ความลึกลับทั้งมวลก็จะมลายหายไปทันที) แต่ในแง่หนึ่งก็สามารถอธิบายได้ว่าตัวละครโจนเป็นเสมือนภาพตัวแทนในหัวแคท หลังจากเธอลงมือฆ่าและขโมย ตัวตน ของหญิงสาวชื่อ โจน มาร์ช ซึ่งหน้าตาในใบขับขี่ก็ไม่ใกล้เคียงกับ เอ็มมา โรเบิร์ตส์ ภาพแฟลชแบ็คชั่วแวบในบางช็อตบอกใบ้คนดูถึงจุดหักมุมอยู่กลายๆ เช่นเดียวกับรอยแผลเป็น และฉากที่โจนหลุดขำในความบังเอิญของชะตากรรม เมื่อเธอทราบความจริงว่าบิลเป็นพ่อของโรส และช่อดอกไม้บนเบาะหลังรถก็สำหรับวางรำลึกที่หลุมศพเธอ

นี่เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ ออสกู้ด ออซ เพอร์กินส์ ลูกชายแท้ๆ ของ แอนโทนีย์ เพอร์กินส์ นักแสดงผู้ทำให้ นอร์แมน เบทส์ กลายเป็นตำนานที่ทุกคนจดจำ และแนะนำลูกชายให้รู้จักกับโลกแห่งภาพยนตร์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะมองเห็นอิทธิพลบางอย่างจากหนังเรื่อง Psycho เช่น การสังหารโรสหลังจากเธอเพิ่งค้นพบข่าวดีว่าตนไม่ได้ตั้งท้อง ซึ่งทำให้นึกถึงการสังหาร เจเน็ต ลีห์ หลังจากตัวละครตัดสินใจจะนำเงินที่ขโมยมาไปคืน หนังใช้เวลาเต็มที่ในการโน้มน้าวคนดูให้รู้สึกเห็นใจ หรืออย่างน้อยก็ตระหนักรับรู้ในความอึดอัดคับข้องของตัวละคร ก่อนจะทรมานคนดูอย่างโหดเหี้ยมด้วยการกำจัดตัวละครทิ้งแบบไร้เยื่อใย ขณะที่เธอเพิ่งค้นพบทางสว่าง และแน่นอนอาวุธสังหารได้แก่ มีด ซึ่งใช้จ้วงแทงเหยื่อนับครั้งไม่ถ้วน ความแตกต่างสำคัญอาจอยู่ตรงที่คนดูช็อกกับการตายของ เจเน็ต ลีห์ เพราะเธอเป็นตัวละครหลัก และหนังก็เพิ่งเดินเรื่องไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง ส่วนการตายของโรสถูกคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วหลังจากหนังเฉลยปมสำคัญในส่วนของโจน

พ่อกับแม่ของเพอร์กินส์จากไปอย่างกะทันหันทั้งคู่ (แอนโธนีย์เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ในปี 1992 จากนั้นอีก 9 ปีต่อมา เบอร์รี เบเรนสัน ก็เสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ 9/11 โดยเธอเป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเครื่องบินที่พุ่งชนตึก เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์) บางที February อาจเป็นเหมือนภาพวาดที่บิดเบี้ยวเพื่อรับมือกับความสูญเสียดังกล่าว เพราะท่ามกลางบรรยากาศคุกคาม หลอกหลอน อีกอารมณ์หนึ่งที่คนดูสามารถสัมผัสได้เด่นชัด คือ ความโดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา ตลอดจนความเศร้าของการถูกทอดทิ้งให้ต้องอยู่บนโลกเพียงลำพัง แคทเริ่มต้นด้วยการสูญเสียพ่อแม่จากอุบัติเหตุ ก่อนต่อมาจะสูญเสียปีศาจ (ซึ่งถูกถ่ายทอดเป็นเงาดำคล้ายแฟรงค์ ในหนังเรื่อง Donnie Darko) หรือเสียงในหัวจากพิธีไล่ผี

9 ปีผ่านไป เธอ (ในร่างของโจน) พยายามจะเรียกปีศาจให้กลับมาอีกครั้งด้วยการบูชายัน แต่ไม่สำเร็จ... ฉากสุดท้ายของหนังจบลงด้วยภาพโจนยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางหิมะขาวโพลน หลั่งน้ำตาและกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง  

วันอาทิตย์, กันยายน 25, 2559

The Neon Demon: พลีกายขายวิญญาณ



ในภาษาอังกฤษมีสำนวนเปรียบเปรยที่หลายคนอาจจะคุ้นหูกันดีว่า “It’s a dog-eat-dog world” หมายถึงสถานการณ์ ซึ่งผู้คนสามารถทำทุกอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จ โดยไม่สนใจว่าอาจต้องเหยียบหัวใคร หรือทำร้ายใครบ้าง หรือถ้าพูดอีกอย่าง คือ คนที่จะอยู่รอดบนโลกแบบนี้ได้ต้องแข็งแกร่ง และยินดีทำทุกอย่าง แม้ว่ามันจะขัดแย้งหลักการ หรือศีลธรรมอันดีก็ตาม ทุกคนต่างดิ้นรนเพื่อตัวเอง ส่วนคนที่อ่อนแอ ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ย่อมถูกกำจัดไปในที่สุด  ที่มาของสำนวนดังกล่าวอาจสืบย้อนไปไกลถึงภาษิตเมื่อปี 1858 ที่บอกว่า หมาจะไม่กินหมา โดยสำนวนใหม่ ซึ่งเริ่มต้นใช้ในช่วงปี 1931 พัฒนาขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพสังคมว่าเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีจนกระทั่งหมายังต้องกินหมา

อาจพูดได้ว่าข้างต้นเป็นมุมมองของ นิโคลัส วินดิง เรฟิน ต่อวงการแฟชั่นในผลงานชิ้นล่าสุดของเขาเรื่อง The Neon Demon มันอาจไม่ใช่สารที่แปลกใหม่อะไร แต่ความฮือฮาน่าจะอยู่ตรงที่เรฟินเลือกจะนำคำเปรียบเปรยดังกล่าวมาดัดแปลงให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน การกินเนื้อพวกเดียวกันเองในแง่หนึ่งคือสัญลักษณ์แทนความวิปริตในโลกแห่งแสงสีและแสงแฟลช เมื่อทุกคนต่างดิ้นรนต่อสู้กับเวลาและสังขาร

การแก่งแย่งชิงดีในวงการบันเทิงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เช่นเดียวกับพล็อตหนังของ The Neon Demon เกี่ยวกับเด็กสาวบ้านนาที่เดินทางเข้ามาในเมืองใหญ่พร้อมความฝันสวยหรู แต่ต้องเผชิญหน้ากับแรงต่อต้านจากเจ้าถิ่นเก่า ซึ่งถูกคุกคามโดยวัยเยาว์และความงามอันบริสุทธิ์ มันเป็นโครงสร้างที่ถูกนำมารีไซเคิลซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับตั้งแต่หนังไฮเอนด์อย่าง All About Eve ไปจนถึงหนังโลว์เอนด์อย่าง Showgirls แต่ก็เช่นเดียวกับ Drive ผลงานที่สร้างชื่อในระดับนานาชาติให้ผู้กำกับชาวเดนมาร์ก พล็อตซ้ำซากเป็นเหมือนขนมหวานที่เปิดโอกาสให้เรฟินได้พลิกแพลง ใส่เอกลักษณ์เพื่อสร้างรสชาติพิเศษ แปลกแปร่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคยไปด้วย

ความแตกต่างจาก Drive อยู่ตรงที่เรฟินยังคงอารมณ์ค้างมาจากผลงานชิ้นก่อน นั่นคือ Only God Forgives จึงเติมเต็มพื้นที่ว่างในพล็อตด้วย มาดหนังอาร์ตแบบที่คนดูไม่ค่อยพบเห็นในหนังเล่าเรื่องกระแสหลัก โดยเทียบไปแล้วก็อาจคล้ายกับหนังแอ็กชั่นโป๊เปลือยแบบที่ เบอร์นี โรส (อัลเบิร์ต บรู้คส์) เล่าให้ตัวละครเอกฟังใน Drive นั่นแหละ นักวิจารณ์บอกอาร์ตดี แต่ฉันว่าห่วยเขากล่าว หนังของเรฟินอาจเริ่มต้นจากการดำเนินเรื่องตามแนวทาง หรือสูตรสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้วไม่ได้มุ่งหวังเพื่อตอบสนอง หรือเติมเต็มสูตรสำเร็จในแนวทางนั้น เหมือนกับที่หนังแอ็กชั่นโป๊เปลือยของ เบอร์นี โรส ที่มีความเป็น ยูโรเปียน แต่อาจไม่ตอบสนองความบันเทิงพื้นฐานอันเป็นจุดมุ่งหมายหลักของหนังในแนวทางนี้ได้ และแน่นอนนั่นจึงมักจะเป็นสาเหตุให้มันถูกตัดสินจากกลุ่มคนดูทั่วไปว่า ห่วย

อันที่จริงความอาร์ตกับความห่วยเป็นสิ่งที่หนังของเรฟินเดินไต่บนเส้นแบ่งด้วยความสุ่มเสี่ยงมาโดยตลอด จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังของเขา โดยเฉพาะสองเรื่องล่าสุด ได้รับคำวิจารณ์ก้ำกึ่งในลักษณะชอบและเกลียดแบบสุดโต่ง ความเป็นอาร์ตของหนังเขาอาจสังเกตได้จากงานด้านภาพอันประณีต สัญลักษณ์ ความคลุมเครือที่เปิดประตูให้ตีความได้หลากหลาย และการเพิกเฉยต่อการเล่าเรื่องตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ขณะเดียวกันหนังของเขาก็มักจะเลยเถิดไปสู่ความเลอะเทอะ หรือหนักมือใหญ่โตจนบางครั้งก็น่าหัวเราะอยู่ไม่น้อย เรียกได้ว่าความลุ่มลึก หรือรสนิยมอันดีไม่ใช่ข้อได้เปรียบของเรฟิน ด้วยเหตุนี้หนังของเขาจึงอาจปรากฏความรุนแรงในระดับใกล้เคียงกับการ์ตูน แต่นำเสนอด้วยท่าทีขึงขังจริงจัง จนบางครั้งก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันเป็นการฉกฉวยโอกาสช็อกคนดูแบบง่ายๆ ในสไตล์หนัง exploitation หรือเปล่า ดังจะเห็นได้จากฉากตัวละครเอกกระทืบคู่อริจนหัวแบะใน Drive ฉากกรีดตาแทงหูใน Only God Forgives และฉากกินตามนุษย์ใน The Neon Demon หรือบางครั้งมันอาจไม่ใช่ความรุนแรง แต่เป็นความสุดโต่งไปอีกแบบอย่างการมีเพศสัมพันธ์กับศพ

รายละเอียดบางอย่างใน The Neon Demon ดูจะสอดรับกับแนวคิด อาร์ตผสมเกรดบีอยู่ไม่น้อย รายละเอียดซึ่งคงมีอยู่แต่ในหนังของเรฟินเท่านั้น ไม่ใช่ในโลกแห่งความจริง เช่น ช่างแต่งหน้าวงการแฟชั่น ทำงานให้ตากล้องและดีไซเนอร์ชั้นนำ ที่รับจ๊อบแต่งศพควบไปด้วย หรือการแปลงร่างจากหนังสะท้อนแวดวงแฟชั่น การไต่เต้าเพื่อชื่อเสียง ความสำเร็จในช่วงครึ่งแรก ไปสู่หนังสยองเลือดสาดเจือเบาะแสเกี่ยวกับแม่มด หรือลัทธิประหลาดตามสไตล์หนังของ ดาริโอ อาร์เจนโต ในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งจุดนี้อาจสร้างปัญหาให้นักดูหนังบางคนที่ไม่คุ้นเคยกับผลงานก่อนหน้าของเรฟิน แล้วมองว่าหนังกำลังเลยเถิดออกสู่มหาสมุทร แม้ว่าในเชิงสัญลักษณ์การกินเนื้อมนุษย์ หรืออาบเลือดสาวพรหมจรรย์เพื่อคงความสาวไว้ตลอดกาล (ซึ่งอ้างอิงมาจากตำนานของ อลิซาเบ็ธ บาโธรี ฆาตกรต่อเนื่องในฮังการี ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น เคาน์เตส แดรกคูลา) อาจไม่ได้แปลกแยกจากเนื้อหาเกี่ยวกับการเทิดทูนวัยเยาว์และเปลือกนอกของมนุษย์สักเท่าไหร่

น่าสนใจว่ารูบี้ (เจนา มาโลน), จีจี้ (เบลลา ฮีธคอต) และ ซาราห์ (แอบบี ลี) เลือกจะกินเนื้อหนัง ดื่ม/อาบเลือดของเจสซี (แอลล์ แฟนนิง) ไม่ใช่เพื่อให้ได้ความงามภายนอก แต่เพื่อครอบครองพลังภายในบางอย่างของเจสซี พลังที่ช่วยดึงดูดทุกสายตาให้หันมาจับจ้อง สนใจ และชื่นชม ดุจเดียวกับดวงอาทิตย์กลางฤดูหนาว กลยุทธ์ดังกล่าวดูจะได้ผลดีในส่วนของซาราห์ เมื่อเธอกลายเป็นที่สนใจของตากล้องให้มาถ่ายงานแทนนางแบบอีกคน แต่พลังบริสุทธิ์จากร่างที่งดงามโดยธรรมชาติดูจะกลายเป็นของแสลงสำหรับหญิงสาวผู้สวยด้วยมือแพทย์ตลอดทั้งร่างอย่างจีจี้ จนเธอต้องประสบชะตากรรมชวนสยองผสมสังเวช เหมือนการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะร่างกายของผู้รับปฏิเสธสิ่งแปลกปลอม ซึ่งเริ่มกัดกินจากภายในเพื่อไปหาเจ้าของที่แท้จริง หรือคนที่สามารถยอมรับข้อตกลงของซาตานได้อย่างปราศจากเงื่อนไข และใจเหี้ยมพอจะทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ แม้กระทั่งกินเพื่อนนางแบบที่มาแย่งงานดังเช่นซาราห์ (ในช่วงกลางเรื่องเราจะเห็นความสิ้นหวังของเธอเมื่อพลาดงานเดินแบบจนถึงขนาดพยายามจะดื่มเลือดของเจสซี)

เช่นเดียวกับหนังเกี่ยวกับการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านในวงการบันเทิง เจสซีเป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นพัฒนาการเด่นชัด และทัศนคติของคนดูต่อเธอก็พลิกผันไปมาจากต้นเรื่องสู่ท้ายเรื่อง เธอเริ่มต้นในฐานะ เหยื่อ เป็นเด็กสาวบ้านนอกที่ดูไม่ค่อยจะประสีประสากับอันตรายในเมืองกรุง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ ดีน (คาร์ล กลัสแมน) และเธอกับรูบี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย จนสามารถพลิกผันจากดีเป็นร้ายได้ตลอดเวลา คนแรกชอบเธอมากกว่าเพื่อนและการรู้จักผ่านทางอินเทอร์เน็ตก็ช่วยสร้างความเคลือบแคลง หวาดระแวงได้ไม่น้อย ขณะที่คนหลังพาเธอไปเที่ยวชมผับประหลาด ซึ่งดูเย้ายวนและน่าหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กัน ไม่ต่างจากสองนางแบบเพื่อนสนิทของรูบี้ ซึ่งดูไม่ค่อยเป็นมิตร หรือเฉยชาเกินกว่าจะคบหาจริงจังได้

หนังทำท่าจะนำเสนอเธอในฐานะผ้าขาวที่แปดเปื้อนราคะ ความบริสุทธิ์ที่ถูกพลัดพราก เป็นวัตถุซึ่งถูกจับจ้องด้วยแววตากระหาย คุกคาม ก่อนจะโดนบ้วนทิ้งเมื่อหมดรสชาติดุจเดียวกับผู้มาก่อนอย่างจีจี้และซาราห์ แต่ในเบื้องลึกเจสซีดูจะตระหนักดีว่าเธอ มีของ ความงามเป็นสิ่งที่เธอหวังจะนำมาเร่ขายแทนทักษะ หรือสติปัญญา หนังนำเสนอให้เห็นหลายครั้งหลายคราว่าเธอหาได้ไร้เดียงสา หรือผุดผ่องเสียทีเดียว ทั้งโดยทางตรง เช่น รอยยิ้มกริ่มอย่างสะใจเมื่อดีไซเนอร์เลือกเธอเป็นนางแบบ หรือโดยทางอ้อม เช่น สิงโตภูเขาที่บุกเข้ามาในห้องพักเธอ รู้มั้ยแม่เคยเรียกฉันว่าอะไร อันตราย เธอเป็นเด็กที่อันตราย แม่พูดถูก ฉันอันตราย เธอกล่าวกับรูบี้ในช่วงท้าย

กระทั่งดีนเอง ดูเหมือนเธอก็จะมองออกว่าเขาต้องการอะไร เธอยอมไปเดทกับเขาเพื่อผลประโยชน์ และยั่วยวนอย่างแนบเนียนเพื่อให้เขาติดกับ แต่ก่อนทุกอย่างจะเลยเถิด เธอรีบบอกข้อมูลว่าตัวเองยังไม่บรรลุนิติภาวะเพื่อกันเขาให้อยู่นอกเขตแดน และต่อมาเมื่อไต่เต้าไปจนถึงจุดที่ต้องการ เธอก็พร้อมจะเขี่ยเขาทิ้งอย่างไม่ใยดี

จุดพลิกผันสำคัญน่าจะเป็นตอนที่เจสซีได้รับเลือกให้เดินปิดท้ายแฟชั่นโชว์ ซึ่งหนังนำเสนอในลักษณะความฝัน หรือภาพนิมิตของสามเหลี่ยมปริศนา ที่ได้อิทธิพลมาจากตำนานนาร์ซิสซัส นายพรานผู้หลงใหลภาพสะท้อนของตัวเอง อีกทอดหนึ่ง โดยในฉากดังกล่าวคนดูจะเห็นเจสซีมองดูตัวเองในปริซึมกระจก ก่อนจะจูบภาพสะท้อนของตัวเอง แล้วกลายเป็นหนึ่งเดียวกับมัน หลังจากนั้นเจสซีก็เหมือนเกิดใหม่ กลายเป็นคนละคน (ช็อตถัดจากงานแฟชั่นโชว์เป็นภาพเธอในลุคที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเดินแหวกม่านเข้ามาในห้อง) เธอโอบกอดความหลงตัวเอง ยอมรับข้อตกลงของซาตาน แล้วกลายเป็นตัวแทนของปีศาจ เมื่อดีนแสดงท่าทีไม่เห็นชอบกับความเห็นของดีไซเนอร์ว่าสิ่งที่อยู่ข้างในไม่สำคัญเท่ากับรูปลักษณ์ภายนอก (“ถ้าเธอไม่สวย นายก็คงไม่หยุดมองด้วยซ้ำ”) เจสซีกลับขับไล่เขาอย่างไม่ใยดี

ชะตากรรมของเจสซีในตอนท้ายไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะบทลงโทษของผู้หลงตัวเองเสียทีเดียว แต่ออกจะเอนเอียงไปทางการแพร่กระจายของเชื้อร้าย หรือการถ่ายทอดตะขาบจากรุ่นสู่รุ่น เชื้อร้ายของความลุ่มหลงในรูปกาย ในความงามของตัวเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นมุกตลกร้ายอยู่ไม่น้อยเมื่อ นิโคลัส เวนดิง เรฟิน ผู้กำกับที่มักจะโดนครหาว่าให้ความสำคัญกับสไตล์เหนือสาระ ลุ่มหลงในความงามฉาบฉวย และทำหนังในลักษณะสำเร็จความใคร่ทางสุนทรียะ เลือกเป็นคนกระโดดลงมาสะท้อนความฟอนเฟะ ความปลอมเปลือกของวงการแฟชั่น 

ความงามไม่ใช่ทุกอย่าง แต่เป็นแค่อย่างเดียว ในแง่หนึ่งคำพูดของตัวละครในหนังเหมือนจะสามารถสรุปภาพรวมของ The Neon Demon ได้อย่างชัดเจนไปในตัว