วันอาทิตย์, สิงหาคม 16, 2558

อนธการ The Blue Hour: ดำดิ่งสู่ความมืดมิด


หนังเปิดตัวด้วยภาพ ตั้ม (อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์) นอนตะแคงอยู่บนสนามกีฬาหลังถูกกลุ่มนักเรียนเจ้าหนี้รุมซ้อมโทษฐานไม่ยอมคืนเงินที่ยืมไป เส้นแบ่งเขตสีขาวของสนามแบ่งครึ่งจอภาพเป็นสองด้านซ้ายขวา ราวกับหนังกำลังส่งสัญญาณเกริ่นนำก่อนจะค่อยๆ พาคนดูเข้าไปสัมผัสเรื่องราวการขับเคี่ยวกันระหว่างด้านมืดกับด้านสว่าง เหยื่อกับผู้กระทำ รักร่วมเพศกับรักต่างเพศ และความจริงกับความฝัน โดยภาพรวมของตัวหนังก็ไม่แตกต่างจากสภาพของตั้มในช็อตเปิดเรื่อง นั่นคือ คาบเกี่ยวอยู่ใกล้ๆ เส้นแบ่ง ซึ่งค่อนข้างเลือนลางจนบางครั้งก็ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร

หากมองโดยโครงเรื่องหลักๆ แล้ว อนธการมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับภาพยนตร์ในแนวฟิล์มนัวร์อยู่ไม่น้อย เนื่องจากมันพาคนดูไปสำรวจลึกถึงประเด็นเกี่ยวกับกิเลส ราคะ ความโลภ และการฆาตกรรม โดยตัวละครอย่างภูมิ (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) มีกลไกในแง่โครงสร้างใกล้เคียงกับตัวละครผู้หญิงอันตราย (Femme fatale) ในหนังฟิล์มนัวร์ ซึ่งชักนำตัวละครเอกไปสู่โลกแห่งความรุนแรง เสื่อมทราม ผ่านภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มหน้าตาดี มีเสน่ห์เย้ายวน มั่นใจในตัวเอง และในเวลาเดียวกันก็ดูลึกลับ น่าค้นหา นอกจากนี้ หนังยังเลือกเปิดตัวภูมิขณะเขายืนสูบบุหรี่อยู่หลังเสา จนชวนให้นึกถึงฉากเปิดตัว แคธลีน เทอร์เนอร์ ในหนังโมเดิร์นฟิล์มนัวร์ชื่อดังอย่าง Body Heat

ส่วนตั้มก็คงไม่แตกต่างจากแมงเม่าที่หลงบินเข้าเล่นในกองไฟด้วยการชักนำแห่งกิเลส ตัณหา และการดำดิ่งสู่โลกมืด ตลอดจนความเน่าเปื่อยผุพังแห่งศีลธรรมจรรยาก็ถูกสื่อสารเป็นรูปธรรมชัดเจนผ่านฉากหลังอันโดดเด่นอย่างสระว่ายน้ำรกร้าง รวมไปถึงลานทิ้งขยะ  (ตั้มค้นพบสถานที่ทั้งสองแห่งจากการชี้นำของภูมิ) ซึ่งใช้จุดนัดพบในการพลอดรักและพูดคุยถึงอนาคตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังสดใส แต่เฉกเช่นตัวละครเอกในหนังฟิล์มนัวร์ทั้งหลาย ตั้มอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออ่อนต่อโลกจนถูกล่อลวงเข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรม ทว่าเขาก็หาใช่เหยื่อบริสุทธิ์ที่ขาวใสไร้มลทินเสียทีเดียว จริงอยู่ว่าเขาอาจถูกทรมานทั้งด้านร่างกายและจิตใจจากคนในครอบครัว แต่เขาเองก็ด่างพร้อย ไม่ซื่อสัตย์ขนาดสามารถขโมยสมบัติในบ้านไปขาย แล้วโกหกหน้าตายว่าตนเองไม่ได้เอาไปด้วยเหตุผลเพียงว่า ก็กูไม่มีเงินใช้ แล้วอีกอย่างกูก็เลวในสายตาเขาอยู่แล้ว ตั้มเริ่มต้นแก้แค้นด้วยการขโมยของรักของพ่อไปขาย ก่อนสถานการณ์จะค่อยๆ ลุกลามไปไกล เมื่อตัวละครยิ่งถลำลึกเข้าสู่โลกมืดของอาชญากรรมและความรุนแรงอย่างเต็มตัว

จุดเด่นที่แตกต่างจากภาพยนตร์แนวฟิล์มนัวร์ทั่วไปอยู่ตรงที่อนธการไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคืบหน้าของพล็อตเรื่องสักเท่าไหร่ บรรยากาศ ตลอดจนการสำรวจสภาพจิตใจตัวละครเปรียบเสมือนหัวใจหลัก อันที่จริงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนฆาตกรรมเพิ่งจะถูกเปิดเผยในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของหนังด้วยซ้ำ ผ่านฉากนัดพูดคุยกับกลุ่มมือปืน พร้อมต่อรองราคากันสั้นๆ จากนั้นหนังก็กระโดดข้ามไปยังผลพวงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเลย ปราศจากการเร้าอารมณ์ด้วยฉากบุกสังหาร ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วน่าจะกลายเป็นไคล์แม็กซ์ของหนัง

จะว่าไปแล้วอาจพูดได้ว่าแรงจูงใจในการจ้างวานฆ่าของตั้มกับภูมิก็ถูกนำเสนอในลักษณะที่ค่อนข้างคลุมเครืออยู่ไม่น้อย แน่นอน เงินมรดกน่าจะเป็นเป้าหมายหลัก มิเช่นนั้นแล้วพวกเขาคงไม่วางแผนฆ่าทุกคนเพื่อรับประกันว่าจะเหลือเพียงตั้มเป็นเจ้าของทรัพย์สินทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว แต่หนังดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับประเด็นการถูกกดขี่ ข่มเหงมากกว่าความโลภโมโทสัน ด้วยเหตุนี้ความรุนแรงในตอนท้ายจึงให้อารมณ์เหมือนเป็นการ เอาคืน มากกว่าแค่การฆ่าเพื่อชิงทรัพย์สมบัติ ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาเรียบเฉยของตั้ม ขณะเดินสำรวจ ผลงานโดยไม่รู้สึกหวาดกลัว หรือตื่นตระหนกกับสภาพหดหู่ หรือชวนสยองที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย

ผู้กำกับ อนุชา บุญยวรรธนะ นำเสนอตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ โดยปราศจากการตัดสิน เช่นเดียวกับนัยยะจากชื่อหนังภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืน ทุกอย่างช่างดูขมุกขมัว เป็นสีเทาๆ เกินกว่าจะสามารถแยกขาวออกจากดำ ไม่แตกต่างจากผืนน้ำซึ่งอาจมีฝุ่นผงลอยปะปนอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เน่าเสียจนไม่อาจมองทะลุขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ตั้มไม่ได้ถูกวาดภาพให้เป็นปีศาจร้าย เขาตกเป็นเหยื่อถูกกระทำมากพอๆ กับอาชญากรใจโหด นอกจากนี้หากหลายฉากที่สระว่ายน้ำเปรียบเสมือนภาพความฝันเพื่อสำรวจลึกถึงจิตใต้สำนึกของตั้ม หนังก็สื่อเป็นนัยให้เห็นว่าเขาหาได้เฉยชาต่อสิ่งเลวร้ายที่ตนกระทำ หรือวางแผนจะทำอย่างสิ้นเชิง คราบสกปรกรูปทรงคล้ายคนก็ไม่ต่างจากความรู้สึกผิด ความหวาดกลัวการถูกตัดสิน หรือความกลัวว่าจะถูกจับได้ ซึ่งเขาพยายามจะลบล้างออก แต่ก็ไม่สำเร็จ และสุดท้ายมันคงจะตามหลอกหลอนเขาไปตลอดดุจเดียวกับผีที่เขามองไม่เห็น

กระนั้นการกระทำของตั้มก็ห่างไกลจากความชอบธรรมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวอร์ชั่นหนังยาว ซึ่งบทบาทของแม่ (ดวงใจ หิรัญศรี) ถูกใส่เพิ่มเข้ามาจากเวอร์ชั่นหนังสั้นในซีรีย์ชุด เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน อย่างเห็นได้ชัด คนดูจะได้เห็นว่าเธอหาใช่แค่กระบอกเสียงของ พ่อ แบบในเวอร์ชั่นหนังสั้น เพราะลึกๆ แล้วเธอรักและเป็นห่วงตั้ม คอยดูแลเขายามป่วยไข้ อีกทั้งยังพร้อมจะเปิดใจต้อนรับเพื่อนชายของลูก เพียงแต่เธออ่อนแอเกินกว่าจะขัดใจหัวหน้าครอบครัว แง่มุมอ่อนโยนที่เพิ่มเข้ามาทำให้อาชญากรรมของตั้มทวีความรุนแรงและสะเทือนขวัญยิ่งขึ้น รวมไปถึงช็อตสุดช็อกซึ่งแน่นอนว่าถูกตัดออกจากเวอร์ชั่นหนังสั้น เมื่อเขาพลิกใบหน้าแม่ที่นอนตายขึ้นมา เผยให้เห็นสภาพที่ชวนสลดและชวนสยองในเวลาเดียวกัน เธออาจไม่ใช่คุณแม่ตัวอย่างที่เปิดใจยอมรับและยืนหยัดเคียงข้างลูกชาย แต่ความไม่สมบูรณ์แบบเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนทั่วไปดังกล่าวทำให้เธอคู่ควรกับชะตากรรมอันโหดร้ายขนาดนั้นหรือ

หากมองในความเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับรักร่วมเพศ เปลือกนอกของอนธการอาจดูเหมือนซ้ำซาก หัวโบราณเนื่องจากมันยืนกรานให้ตัวละครรักร่วมเพศประสบชะตากรรมอันหม่นเศร้า ไร้ความสุข ไม่เป็นที่ยอมรับ และแปลกแยกจากสังคม แต่ความแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น ซุกซ่อนอยู่ในพลังโกรธขึ้ง คับแค้น ซึ่งคุกรุ่นอยู่ภายใต้ผืนน้ำอันสงบนิ่ง ก่อนจะระเบิดออกมาเป็นความสุดโต่งแบบที่แทบไม่เคยปรากฏในภาพยนตร์ไทยมาก่อน

ภูมิทัศน์อันรกร้างว่างเปล่า แต่เจือความเป็นส่วนตัว เปรียบเสมือนความเปลี่ยวเหงา แปลกแยกของรักร่วมเพศที่ถูกกีดกันออกจากสังคมรักต่างเพศ ส่วนความเน่าเปื่อย ผุพัง ของสถานที่เหล่านั้นก็สะท้อนถึงสภาพบอบช้ำทางจิตใจของรักร่วมเพศที่ถูกกดขี่ บีบคั้น ให้รู้สึกผิดต่อเพศวิถีอันแตกต่างด้วยคำพูด ซึ่งเปลือกนอกดูจะเคลือบฉาบไว้ด้วยความน่าสงสาร แต่ภายในกลับแฝงการกดทับ กีดกันอย่าง เปลี่ยนได้มั้ย และ แม่เลี้ยงตั้มไม่ดีใช่มั้ย ราวกับว่าหากพวกเขาไม่อาจปรับตัวให้กลมกลืนกับบรรทัดฐานแห่งรักต่างเพศ ชีวิตก็จะต้องประสบกับความฉิบหายวายวอดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุนี้ฉากพลอดรักระหว่างสองตัวละครเอกทั้งในห้องน้ำสกปรกและกองขยะจึงให้ความรู้สึกอ่อนโยน งดงามไปพร้อมๆ กับอารมณ์สลด หดหู่ เมื่อมนุษย์สองคนได้ร่วมแบ่งปันความโดดเดี่ยว เปิดเผยบาดแผลทางจิตใจ แต่ความใกล้ชิดและการแสดงความรักกลับถูกบีบให้ปราศจากพื้นที่ในสังคมจนต้องถอยร่นเข้าหาซอกหลืบที่ถูกปล่อยทิ้งให้เสื่อมโทรม

น้ำตาถูกใช้เป็นอาวุธสำหรับประหัตประหารน้ำใจ จนนำไปสู่ปมเกลียดตัวเอง เช่นเดียวกับวาทกรรมซึ่งภูมิเอ่ยอ้างถึงในฉากหนึ่งว่า คนเป็นเกย์มักถูกกดดันให้ต้องพยายามให้มากขึ้น ทำดีให้มากขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่ได้เห็นว่าพวกเขาก็สามารถทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจได้ ราวกับว่ารสนิยมอันแตกต่างเป็นความผิด เป็นอาชญากรรมที่คุณก่อ และต้องลบล้างตราบาปนั้นด้วยการ ทำดี ให้มากขึ้น นี่ถ้ากูเป็นเกย์แล้วกูไม่ประสบความสำเร็จ กูแม่งโคตรเลวเลยใช่เปล่าวะ แบบนี้แม่งโคตรไม่ยุติธรรมเลยว่ะเขาสรุปตบท้าย

สิ่งเดียวที่น่าหวาดกลัว น่ารังเกียจอย่างแท้จริงในหนัง คือ บรรทัดฐานแห่งรักต่างเพศและปิตาธิปไตย ซึ่งมีตัวแทนเป็น ผีบังตา และพ่อของตั้ม เพราะทั้งสองเป็นตัวละครที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้า แต่กลับแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในการชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมของมนุษย์ เมื่อมองผ่านเลนส์แห่งรักร่วมเพศ การฆ่ายกครัวจึงหาใช่เพียงการฆ่าเพื่อหวังมรดกเท่านั้น แต่ยังเป็นดังสัญลักษณ์ของการรื้อทำลายฐานบรรทัดฐานรักต่างเพศ ซึ่งเจริญงอกงามจากแนวคิดครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกที่โดนครอบงำอีกชั้นด้วยสถานะแบบชายเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าครอบครัว

ในทางตรงกันข้าม เกมดำน้ำของภูมิ ซึ่งมองเผินๆ อาจไม่ต่างจากความพยายามที่จะหลบหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงอันเจ็บปวด แม้จะเพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม แต่โดยนัยยะแล้วเปรียบได้กับการเชิดชูมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน แล้วปลดปล่อยพวกเขาจากความคาดหวัง ความโหยหาที่จะเป็นส่วนร่วมในกลุ่มก้อน พร้อมกับมองทุกคนในฐานะหนึ่งหน่วยที่แตกต่างหลากหลาย แต่มีความเท่าเทียมกัน หนึ่งหน่วยที่มีสิทธิ์จะเลือกทางเดินของชีวิต พร้อมกับรับผลอันเกิดจากการตัดสินใจเลือกเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ ฉากจบที่ลงตัวอย่างหมดจดงดงามจึงเป็นภาพภูมิกับตั้มค่อยๆ ดำดิ่งลงในลำธาร ก่อนหนังจะปิดท้ายด้วยช็อตแทนสายตาตัวละครมองผ่านผืนน้ำขึ้นไปยังท้องฟ้า... ผืนน้ำที่มีฝุ่นตะกอนขุ่นมัวและท้องฟ้าที่ปราศจากเส้นแบ่งเขต

Southpaw: ความเป็นชายอันเปราะบาง


เวทีมวยเป็นหนึ่งในสนามประลองความเป็นชายที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นสูงสุด เพราะการชกมวยไม่เพียงแต่จะเป็นกีฬาที่ดุเดือด เลือดสาด เน้นการเผชิญหน้าแบบตัวต่อตัวเท่านั้น กระทั่งเหล่าคนดูเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย ก็ล้วนคาดหวังว่าจะได้เห็นความรุนแรง ความหายนะ ความเจ็บปวด และจะรู้สึกพึงพอใจสูงสุดก็ต่อเมื่อนักมวยสามารถน็อกคู่ต่อสู้ให้ล้มลงไปกองกับพื้นได้สำเร็จ การชกในสไตล์ตั้งการ์ดป้องกันตัวเอง แย็บทำคะแนน หรือถอยหลบหมัดอาจถูกมองว่าเป็นการชกแบบคนขี้ขลาด เนื่องจากมันไม่ตอบสนองสัญชาตญาณดิบของทั้งนักมวยเองและเหล่าคนดู

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม บิลลี โฮป (เจค จิลเลนฮาล) เจ้าของแชมป์โลกรุ่นไลท์เฮฟวีเวท ถึงกลายเป็นขวัญใจมวลชน เพราะเขาไม่เพียงจะต่อยชนะ ล้มคว่ำคู่ต่อสู้ได้เท่านั้น แต่สไตล์การชกแบบเดินหน้าชน ใช้หมัดแลกหมัดของบิลลียังตอบสนองวิญญาณกระหายเลือดของคนดูได้อย่างเต็มอิ่ม เขาไม่คิดจะตั้งการ์ด ใช้ฟุตเวิร์คหลบหลีก แต่กลับเดินหน้าไปรับหมัดอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมหาจังหวะน็อกคู่ต่อสู้ด้วยหมัดซ้าย ซึ่งเป็นทีเด็ดของเขา บิลลี่เลือกจะใช้ความเจ็บปวดเป็นแรงผลักดัน ใช้มันกระตุ้นความโกรธแค้น แล้วระบายมันออกมาผ่านการใช้กำลัง สำหรับเขากีฬาชกมวยก็เหมือนแบบทดสอบความอดทน และเวทีมวยก็แทบจะไม่ต่างจากสนามประลองโคลอสเซียมของเหล่านักรบแกลดิเอเตอร์ในยุคโรมันเรืองอำนาจ ใครทนรับหมัดได้มากกว่า ทนเลือดไหลได้มากกว่า คนนั้นย่อมมีสิทธิ์เป็นผู้ชนะ จากข้อมูลของนักพากย์ข้างเวที แทบไม่มีนัดใดที่บิลลี่ไม่ต้องเสียเลือด หรือสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในสภาพที่ไม่สะบักสะบอม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่เขา ชนะ แม้ว่ามันจะเป็นชัยชนะซึ่งปราศจากชั้นเชิง หรือความสง่างามก็ตาม

สไตล์การชกดังกล่าวพัฒนามาจากแบ็คกราวด์ในย่านสลัม เฮลส์ คิทเช่น ที่บีบบังคับให้เด็กกำพร้าอย่างบิลลี่ต้องปากกัดตีนถีบ ดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องจนกระทั่งกลายมาเป็นนักชกระดับโลก ความอดทนต่อชีวิตอันยากลำบากพัฒนามาเป็นสไตล์การชกแบบไม่กลัวหมัด และสภาพร่างกายอันแข็งแกร่ง อึดถึก บางทีความโกรธแค้นในชะตากรรมก็เหมือนการทนรับหมัดคู่ต่อสู้เพื่อรอเวลาสวนกลับ มันเป็นแรงผลักดันให้เขากระหายความสำเร็จ กระหายชัยชนะ และเมื่อวันนั้นมาถึง เขาก็กอบโกยมันอย่างตะกรุมตะกราม ดังจะเห็นได้ไลฟ์สไตล์ในลักษณะ สามล้อถูกหวย ทั้งจากคฤหาสน์หลังมหึมา บรรดา ทีมงานที่รายล้อมหน้าหลัง และการซื้อนาฬิกาฝังเพชรแจกเพื่อนราวกับเป็นของเล่นย่านสำเพ็ง

นี่ถือเป็นหนังเรื่องที่สองติดต่อกันที่ เจค จิลเลนฮาล ต้องเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายอย่างสุดโต่งหลังจาก Nightcrawler เมื่อปีก่อน แต่เรียกได้ว่าในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยคราวนี้เขาต้องเข้ายิม กินโปรตีนเพื่อเร่งกล้ามแทนการลดน้ำหนักจนหน้าซูบ แต่น่าสังเกตว่าทั้งสองบทล้วนเป็นงานแสดงที่อาศัยแง่มุมเชิงกายภาพค่อนข้างหนักหน่วง ไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง หรือทรงผมเท่านั้น แต่รวมไปถึงลักษณะการพูด หรือกระทั่งท่าเดินอีกด้วย ถ้าเปรียบตัวละครเอกใน Nightcrawler ว่าไม่ต่างจากหมาป่าคาโยตี้ ซึ่งเจ้าเล่ห์ คิดคำนวณแผนการในหัวอย่างละเอียดรอบคอบ และชื่นชอบการไล่ล่าเหยื่อในยามค่ำคืน ตัวละครเอกใน Southpaw ก็คงไม่ต่างจากลิงยักษ์ที่แข็งแรง บึกบึน แต่ในเวลาเดียวกันก็ทื่อมะลื่อ และถนัดใช้กำลังมากกว่าใช้สมอง อิริยาบถของจิลเลนฮาลสะท้อนให้เห็นบุคลิกแบบมนุษย์ถ้ำ ทั้งท่าเดินห่อไหล่ ลักษณะการพูดที่ติดๆ ขัดๆ เหมือนเขาต้องใช้เวลากว่าจะสรรหาถ้อยคำแต่ละคำมาเชื่อมต่อให้เป็นประโยค มันทำให้นึกถึงงานแสดงของ แชนนิง ตาตั้ม ใน Foxcatcher แต่อาจจะแตกต่างกันตรงที่บิลลีเป็นตัวละครที่เย่อหยิ่งและเปี่ยมความมั่นใจมากกว่า มาร์ค ชูลท์ซ หลายเท่าตัว เขาจัดวางอีโก้กับความเป็นชายใส่กรอบ พร้อมทั้งแบกติดตัวไปทุกที่

เมื่อภรรยา มอรีน (ราเชล แม็คอดัมส์) ทักท้วงว่าสไตล์การชกแบบไม่กลัวหมัดจะทำให้เขากลายเป็นเอ๋อก่อนลูกสาวจะเรียนจบมหาวิทยาลัย ปฏิกิริยาแรกของบิลลี คือ ยกบุญคุณขึ้นมาอ้าง โดยตอกกลับว่าสาเหตุที่พวกเขามีชีวิตสุขสบาย อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ส่วนลูกสาวก็ได้เข้าโรงเรียนดีๆ ไม่ได้เป็นเพราะสไตล์การชกแบบนี้หรอกหรือ อีโก้นักมวยของบิลลีดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ เปราะบางไม่แตกต่างต่างจากอีโก้ของการเป็นหัวหน้าครอบครัว และแน่นอนว่าอีโก้ดังกล่าวกำลังจะนำพาเขาไปพบกับหายนะครั้งใหญ่

กระสุนเพียงนัดเดียวทำให้ชีวิตของ บิลลี โฮป ถูกน็อกลงไปนอนนับสิบ ความเปราะบางแห่งความเป็นชายยังผลให้เขาบันดาลโทสะแทนที่จะเดินหนีตามคำแนะนำของมอรีนจากถ้อยคำดูถูก เหยียดหยามอันซ้ำซาก และคาดเดาได้ของนักมวยปากสุนัขอย่าง มิเกล เอสโคบาร์ (มิเกล โกเมซ) ตัวละครซึ่งถูกสร้างขึ้นมาให้มีมิติความเป็นมนุษย์มากพอๆ กับวายร้ายในละครหลังข่าว (เขาไม่ได้แค่ยียวนกวนบาทาเท่านั้น แต่ในช่วงท้ายของหนังคนดูยังจะได้เห็นว่าเขาเป็นนักมวยที่ปราศจากสปิริตนักกีฬาอีกด้วย ) ภายในชั่วพริบตา บิลลีสูญเสียทุกอย่าง ภรรยา ลูกสาว อาชีพการงาน บ้าน รถ ทรัพย์สมบัติ และเหล่าบริวาร ซึ่งห้อมล้อมเขาดุจเดียวกับปลิงดูดเลือด จนสุดท้ายสถานการณ์ถึงขั้นบีบบังคับให้เขาต้องกล้ำกลืนศักดิ์ศรีและอีโก้ แล้วรับทำงานเป็นภารโรงในโรงยิมเก่าๆ ของ ติตัส วิลส์ (ฟอร์เรสต์ วิทเทเกอร์) เพื่อโอกาสที่จะได้ลูกสาวกลับคืนมา

บทภาพยนตร์ของ เคิร์ท ซัตเทอร์ ยืนกรานที่จะดำเนินตามรอยสูตรสำเร็จในทุกย่างก้าว จนไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลาว่าสุดท้ายแล้วหนทางการไถ่บาปของบิลลีจะลงเอยอย่างไร หรือเขาจะมีโอกาสได้ประชันฝีมือกับเอสโคบาร์บนเวทีมวยหรือไม่ ขณะเดียวกันผู้กำกับ แอนตวน ฟูคัว (Training Day, The Equalizer) ก็ไม่ได้ขึ้นชื่อในเรื่องความลุ่มลึกมากพอจะยกระดับฉากบีบคั้นอารมณ์ที่จำเจ เช่น เมื่อศาลสั่งให้ลูกสาวของบิลลีต้องไปอยู่ในความดูแลของรัฐ เนื่องจากพ่อเด็กมีพฤติกรรมและสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง ให้ดูน่าเชื่อถือ หรือสะเทือนอารมณ์ อย่างไรก็ตาม ฟูคัวชดเชยช่องว่างดังกล่าวด้วยการเล่าเรื่องที่ฉับไว กระตือรือร้น ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับงานแสดงในระดับเหนือมาตรฐานของเหล่าดารานำทั้งหลาย จึงส่งผลให้ Southpaw กลายเป็นความบันเทิงที่ชวนติดตามอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่ในระดับเดียวกับต้นแบบสูตรสำเร็จอย่าง Rocky ก็ตาม

เช่นเดียวกับ Rocky ผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของฟูคัวพูดถึงประเด็นการฟันฝ่าอุปสรรคสู่ความสำเร็จ การค้นพบศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน และการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาชนะคำสบประมาท ถ้าหนังโฟกัสไปยังเรื่องราวการไต่เต้าของบิลลีจากนักมวยยากไร้มาเป็นแชมป์โลก โดยมีพล็อตเสริมเป็นความรักระหว่างเขากับมอรีน หนังคงแทบไม่ต่างกับการรีเมค Rocky โดยมีฉากหลังที่ร่วมสมัยกว่า  แต่เนื่องจากหนังเลือกจะเริ่มต้นเมื่อชีวิตของบิลลีกำลังยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพการงาน (ซึ่งอาจตีความให้เป็นภาคต่อของ Rocky ได้ไม่ยาก) ท้ายที่สุดมันจึงมีส่วนผสมของนิทานอุทาหรณ์ สั่งสอนศีลธรรมและค่านิยมแบบดั้งเดิมทำนองว่าชื่อเสียง เงินทอง และเกียรติยศนั้นเป็นของนอกกาย มันอาจหลั่งไหลเข้ามาได้อย่างรวดเร็วและเหือดหายไปในพริบตา พวกมันหาใช่แก่นแท้สำหรับใช้ยึดเหนี่ยวเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งทั้งหมดหาใช่สารที่แปลกใหม่ หรือถูกนำเสนออย่างทรงพลังมากนัก โดยคนดูสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้จัดการหิวเงินของบิลลี (ฟิฟตี้ เซนต์) ซึ่งพยายามยัดเยียดสัญญาการชกนัดต่อไปให้เขาโดยไม่แคร์ว่าสุขภาพร่างกายและจิตใจของลูกค้าเขาอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมลงแข่งหรือไม่ จะมีปฏิกิริยาเช่นใดเมื่อปรากฏว่าบิลลี่ไม่เหลือเงิน หรือผลประโยชน์ให้เขาสูบอีกต่อไป  

ความน่าสนใจของ Southpaw ไม่ได้อยู่ตรงการกลับมาทวงแชมป์โลกรุ่นไลท์เฮฟวีเวทคืนจาก มิเกล เอสโคบาร์ ซึ่งเป็นพล็อตภาคบังคับที่คนดูสามารถมองเห็นผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ไก่โห่ แต่เป็นการเดินทางของ บิลลี โฮป ไปสู่สถานะนักมวยที่เก่งขึ้นและมนุษย์ที่ละเอียดอ่อนขึ้นในเวลาเดียวกัน (สองแง่มุมดังกล่าวสะท้อนผ่านรอยสักบนแขนของเขา ซึ่งมีคำว่า นักสู้ ควบคู่กับ คุณพ่อ”) ติตัส วิลส์ สอนให้เขาฉลาดชก รู้จักยกหมัดตั้งการ์ด รู้จักการแย็บทำคะแนน รู้จักฟุตเวิร์ค และความว่องไว ซึ่งจะทำสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อบิลลียินยอมลดทอนอีโก้ ตลอดจนความเชื่อแบบมนุษย์ถ้ำดั้งเดิมในการใช้กำลังพุ่งเข้าชนปัญหา มอรีนเป็นคนแรกที่ย้ำเตือนให้บิลลีทบทวนว่าเขาไม่อาจชกมวยเพียงเพื่อตอบสนองตัวเองได้อีกต่อไป เขาไม่อาจคิดเพียงว่าตัวเองยังทนรับหมัดคู่ต่อสู้ได้อีก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมา

บิลลีดำเนินชีวิตในลักษณะเดียวกับกลยุทธ์การชกบนเวทีมวย นั่นคือ ปราศจากแท็กติก หรือแผนการเล่น ปราศจากมาตรการป้องกันภัย หรือวิธีหลบหลีก เขาปล่อยการตัดสินใจทุกอย่างไว้กับมอรีน ฉะนั้นเมื่อไม่มีเธอ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ชีวิตของเขาจะพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ในท้ายที่สุด บิลลีไม่เพียงจะต้องเรียนรู้วิธีการชกแบบใหม่เท่านั้น แต่เขายังต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบใหม่อีกด้วย ความรับผิดชอบของเขาไม่ได้จบอยู่แค่การหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอีกต่อไป แต่เขาจะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับไลลา (อูนา ลอว์เรนซ์) ซึ่งในวัยนี้ไม่ได้เรียกร้องที่จะมีคฤหาสน์หลังโต หรือกินอาหารหรูหราแต่อย่างใด เธอแค่ต้องการความรัก ความเอาใจใส่จากคนเป็นพ่อเท่านั้น

สุดท้ายชัยชนะที่แท้จริงของ บิลลี โฮป หาใช่การแย่งชิงเข็มขัดแชมป์โลกกลับคืนมา หากแต่เป็นช่วงเวลาอบอุ่น เป็นส่วนตัวระหว่างสองพ่อลูกในห้องล็อกเกอร์แคบๆ ซึ่งเปี่ยมคุณค่ายิ่งกว่าชื่อเสียง นักข่าว และแสงแฟลชนับร้อยที่รอต้อนรับเขาอยู่ด้านนอกมากมายนัก 

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 16, 2558

พี่ชาย My Hero: ตราบาปของผู้ชนะ


ความจริงแล้วผมมีความรู้สึกว่าชื่อเดิมของหนังเรื่องนี้ นั่นคือ How to Win at Checkers (Every Time) ดูเหมือนจะสามารถสื่อสารใจความสำคัญของหนังได้ชัดเจน ตรงประเด็น (แต่แน่นอนว่าคงไม่ค่อยเชิญชวนในแง่การตลาดสักเท่าไหร่) กว่าชื่อใหม่อย่าง พี่ชาย My Hero และที่สำคัญมันยังไม่ได้ไปคล้ายคลึงกับชื่อหนังไทยเกาะกระแสวายเมื่อปีก่อนเรื่อง พี่ชาย My Bromance จนอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ชมทั่วไปอีกด้วย จริงอยู่ว่าสำหรับ โอ๊ต (อิงครัต ดำรงค์ศักดิ์กุล) หลังจากสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่ยังเล็กจนต้องย้ายมาอาศัยอยู่บ้านป้า เขาย่อมมองเห็นพี่ชาย (ถิร ชุติกุล) เป็นเหมือนฮีโร เพราะเอกถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำหน้าที่เหมือนพ่อคนที่สอง คอยเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนน้องชาย และพร้อมกันนั้นก็ต้องหาเงินมาคอยจุนเจือครอบครัว แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป มุมมองของโอ๊ตและของคนดูต่อตัวละครอย่างเอกกลับค่อยๆ แปรเปลี่ยน เขาหาใช่วีรบุรุษ ซึ่งถูกยกย่อง เชิดชู หรือสดุดีในแบบที่ชื่อหนังโน้มนำไปทางนั้นแต่อย่างใด บางทีถ้าหนังถูกตั้งชื่อใหม่ว่า พี่ชาย My Tragic Hero มันอาจสื่อสารอารมณ์ได้ชัดเจนกว่า

จุดหักเหสำคัญของเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเอกต้องไปเกณฑ์ทหารและเสี่ยงดวงด้วยการจับใบดำใบแดง โดยก่อนหน้านี้หนังได้ปูพื้นให้เห็นปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เพื่อตอกย้ำความเสี่ยงของอาชีพทหาร ขณะเดียวกันเอกก็ยังต้องเป็นห่วงอีกด้วยว่าใครจะคอยดูแลน้องชาย ถ้าเขาต้องไปเข้าประจำการและเงินเดือนทหารอันน้อยนิดจะพอสำหรับประคับประคองครอบครัวให้อยู่รอดได้มั้ย เช่นเดียวกับคำถามที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับใจ๋ (จิณณะ นวรัตน์) แฟนหนุ่มวัยเดียวกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ เพราะพ่อแม่เขาได้จัดการติดสินบนผู้มีอิทธิพลเรียบร้อยแล้ว เพื่อรับประกันว่าลูกชายจะต้องจับได้ใบดำ

หนังได้แรงบันดาลใจจากสองเรื่องสั้นของ รัฐวุฒิ ลาภเจริญทรัพย์ คือ At the Café Lovely ซึ่งครอบคลุมในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้อง และ Draft Day ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับการจับใบดำใบแดง โดยการดัดแปลงของผู้กำกับชาวอเมริกัน-เกาหลี จอช คิม ให้สองตัวละครเอกจาก Draft Day เป็นคู่รักกันแทนที่จะเป็นแค่เพื่อนสนิท นอกจากจากช่วยเพิ่มระดับความเข้มข้นทางด้านอารมณ์ให้หนักหน่วงขึ้นแล้ว มันยังสื่อนัยยะให้เห็นการ ชำเราทางชนชั้นได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากสำคัญช่วงท้ายเรื่อง เมื่อโอ๊ตค้นพบว่าพี่ชายเขาสิ้นหวังขนาดสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อแลกกับเงินห้าพันบาท

น่าประหลาดใจที่ว่าถึงแม้ พี่ชาย My Hero จะเดินทางไปฉายตามเทศกาลหนังเกย์และเลสเบี้ยนมาแล้วทั่วโลก แต่ตัวหนังโดยเนื้อแท้จริงๆ กลับไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อประเด็น หรือการสำรวจตัวตนแบบรักร่วมเพศมากนัก ซึ่งมองในแง่หนึ่งก็ถือเป็นคุณลักษณะหัวก้าวหน้าอยู่เช่นกัน กล่าวคือ สภาพสังคมในหนังดูเหมือนจะถูกนำเสนอว่าก้าวข้ามรสนิยมทางเพศไปแล้ว ตัวละครผู้ชายสองคนสามารถรักกัน คบหากันได้อย่างเปิดเผยโดยไม่ถูกล้อเลียน ต่อต้าน และพวกเขาก็ไม่ต้องเผชิญความสับสน หรือปมขัดแย้งใดๆ ภายในจิตใจ ความรักระหว่างชายสองคนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เป็นธรรมชาติที่ทุกคนยอมรับ ตรงข้ามกับช่องว่างระหว่างชนชั้น ซึ่งยังคงดำรงอยู่ และดูเหมือนจะยิ่งฝังรากลึก ดังจะเห็นได้ว่าป้าของเอกไม่เห็นชอบในความสัมพันธ์ระหว่างหลานชายกับใจ๋ ไม่ใช่เพราะทั้งคู่เป็นผู้ชาย แต่เพราะทั้งคู่มีพื้นฐานทางชนชั้นแตกต่างกันมากเกินไป ซึ่งหนังก็ตอกย้ำให้เห็นตั้งแต่ฉากแรกๆ

เอกเปรียบเสมือนตัวแทนของชนชั้นล่างประเภทหาเช้ากินค่ำ และรูปลักษณ์ภายนอกของเขายังสะท้อนความเป็น ไทยผ่านผิวที่ค่อนข้างคล้ำและใบหน้าคมเข้ม ขณะที่ใจ๋เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางเชื้อสายจีนผิวขาวที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง บ้านของคนหนึ่งให้ความรู้สึกแบบชนบท ทั้งทุ่งหญ้า เกมกระดานหมากฮอส และเล้าไก่ ส่วนบ้านของอีกคนก็ให้ความรู้สึกแบบคนเมืองที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก เกมทันสมัย และความโอ่อ่า (ด้วยเหตุนี้การที่โอ๊ตเติบใหญ่กลายเป็น โทนี รากแก่น จึงถือว่ามีน้ำหนักสอดคล้องไปกับเนื้อหาได้อย่างกลมกลืนมากกว่าจะมองว่าเป็นความไม่สมจริง) ความแตกต่างทางด้านวัตถุ หรือรูปลักษณ์ภายนอกหาใช่อุปสรรคเมื่อคู่รักใช้เวลาเป็นส่วนตัวร่วมงาน แต่มันกลับกลายเป็นปัญหาคุกคามเมื่อพวกเขาต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

สำหรับฟันเฟืองเล็กๆ ในสังคมแห่งทุนนิยมที่ไร้เรี่ยวแรง ไร้เส้นสาย และที่สำคัญที่สุดไร้เงินทุนอย่างเอก เขาไม่สามารถต้านทาน หรือมองเห็นช่องทางซิกแซ็กออกจากระบบ กฎเกณฑ์ซึ่งตั้งขึ้นโดยชนชั้นสูงได้ ตัวช่วยเดียวที่ป้าของเขาพอจะหามาให้ได้ คือ เครื่องราง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการบนบานศาลกล่าวทั้งหลาย ซึ่งหนังเหมือนจะนำเสนอในเชิงล้อเลียนตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องว่าไม่เคยทำให้ชีวิตของใครดีขึ้นได้จริงๆ แต่ความเจ็บปวดอยู่ตรงที่สิ่งเหล่านั้นดูจะเป็นความหวังเดียวของเหล่าประชาชนผู้ไม่ค่อยมีอันจะกินซึ่งต้นทุนชีวิตต่ำและเหลือทางเลือกอยู่ไม่มากนัก แม้ว่ามันจะเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ เพียงใดก็ตาม

ถ้าตัวละครอย่างเอกจะเป็นฮีโร เขาก็คงเป็นฮีโรที่น่าเศร้า เพราะถึงแม้จะเต็มไปด้วยคุณสมบัติดีงาม แต่เขาก็ไม่อาจก้าวข้ามชะตากรรม ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้วล่วงหน้าไม่ว่าจะโดยพระเจ้า พลังเหนือธรรมชาติ หรือวิถีบิดเบี้ยวของสังคมแห่งทุนนิยมก็ตาม ด้วยเหตุนี้ บทสรุปของเอกทั้งระหว่างขั้นตอนการจับใบดำใบแดงและผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากต่อการคาดเดา

แต่โอ๊ตแตกต่างจากพี่ชายตรงที่เขาพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักแห่งชะตากรรม แม้จะต้องอาศัยวิธี สกปรกก็ตาม ความขันขื่นอยู่ตรงที่พฤติกรรมดังกล่าวของโอ๊ตนั้นเรียกได้ว่าปราศจากความชอบธรรมมากพอๆ กับพฤติกรรมรีดไถของมาเฟียท้องถิ่น (โกวิท วัฒนกุล) หรือกระทั่งการติดสินบนของพ่อแม่ใจ๋ แต่สุดท้ายเขากลับกลายเป็นคนเดียวที่ได้รับการลงทัณฑ์ ขณะคนอื่นๆ กลับสามารถเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมได้อย่างเปิดเผย และคอรัปชันบางประเภทก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับเลือกจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เนื่องจากพวกเขาอยู่ในสถานะได้เปรียบ หรือไม่ได้รับผลกระทบใดๆ โดยตรง

บุคลิกไม่ยอมจำนนของโอ๊ตสะท้อนชัดในฉากที่เขาลงทุนซื้อหนังสือสอนวิธีเล่นหมากฮอสให้ชนะทุกตาเพื่อจะได้ค้นหาแต้มต่อเหนือพี่ชายในเกมการเดิมพัน และในที่สุดก็ได้รับผลตอบแทนเป็นชัยชนะสมดังตั้งใจ ไคล์แม็กซ์ของหนังหากมองผ่านเลนส์ของแนวทาง coming-of-age คือ เมื่อเอกตัดสินใจพาน้องชายไปทัวร์ที่ทำงานของเขาในค่ำคืนหนึ่ง ซึ่งให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการออกไปผจญภัยของเหล่าเด็กๆ ใน Stand By Me เพื่อค้นหาศพเหยื่อที่ถูกรถไฟชนในป่า (ฉากหลังของหนังซึ่งให้อารมณ์ชนบทมาโดยตลอดกลับแปรเปลี่ยนเป็นกรุงเทพในฉับพลัน โดยยั่วล้อไปกับการล่มสลายแห่งวัยเยาว์ได้อย่างเหมาะเจาะ) ค่ำคืนนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของโอ๊ตไม่ใช่เพียงเพราะเขามีโอกาสเข้าไปคลุกคลีวงในกับโลกมืดของเซ็กซ์และยาเสพติดเท่านั้น แต่มันยังเป็นค่ำคืนที่ภาพลักษณ์ดุจวีรบุรุษของเอกในจินตนาการของน้องชายต้องพังทลายลงอย่างราบคาบ เด็กชายได้เห็นพี่ชายเขาในสภาพที่พ่ายแพ้หมดรูป ศักดิ์ศรี หรืออุดมการณ์ถูกปลดเปลื้องจนสูญสิ้นด้วยอารมณ์จนตรอกผสานกับความเจ็บแค้นต่อชะตากรรม

ในท้ายที่สุดสิ่งที่โอ๊ตได้เรียนรู้หาใช่คุณค่าสูงส่งของความซื่อสัตย์ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดเหี้ยมการเล่นตามกฎหาได้ลงเอยด้วยความสุขสมหวัง หรือชัยชนะเสมอไป หนังอาจไม่ได้บอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่หากสังเกตจากคอนโดหรูที่โอ๊ตวัยหนุ่ม (โทนี รากแก่น) พักอาศัยอยู่ มอเตอร์ไซค์ราคาแพงที่เขาขับ และท่าทีไม่ยี่หระใดๆ ของเขาในการจับใบดำใบแดง คนดูก็จะพลันตระหนักได้ว่าโอ๊ตก้าวพ้นจากสถานะผู้แพ้มาเป็นผู้ชนะในที่สุด แต่เช่นเดียวกับใจ๋ เขาไม่ได้ยินดีเสียทีเดียวที่รอดพ้นจากการปล่อยชะตากรรมไว้กับดวง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ และยังคงถูก หลอกหลอนด้วยความฝันเกี่ยวกับคืนนั้น มันเปรียบเสมือนความรู้สึกผิดของชนชั้นกลาง เมื่อพวกเขาตระหนักดีถึงความไม่เท่าเทียมกัน และส่วนหนึ่งก็อาจนึกเห็นใจ สงสารชนชั้นล่างที่จำต้องอดทนกับการกดขี่ กับความอยุติธรรม กับชีวิตที่สิ้นไร้ทางเลือก แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนแอ เห็นแก่ตัวเกินกว่าจะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง เพราะพวกเขาเสพติดในอภิสิทธิ์และชัยชนะ... ก็ใครบ้างล่ะที่อยากจะพ่ายแพ้ไปตลอด

Love & Mercy: ทั้งหมดที่เราต้องการคือความรัก


บางทีเสียงที่ ไบรอัน วิลสัน สมาชิกคนสำคัญของวง The Beach Boys ได้ยินในหัวอาจเป็นทั้งเสียงสวรรค์ที่ช่วยให้เขาคิดสร้างสรรค์ผลงานเพลงระดับคลาสสิกขึ้นหิ้ง (แต่มาก่อนกาลเพราะมันไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางด้านพาณิชย์สักเท่าไหร่ แม้ว่าปัจจุบันมันจะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในฐานะหนึ่งในอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของวงการเพลง) อย่าง Pet Sounds และเป็นเหมือนคำสาปให้เขาตกนรกทั้งเป็นในแง่ชีวิตส่วนตัว เพราะความหมกมุ่นในอันที่จะถ่ายทอดเสียงในหัวออกมาทำให้เขาแปลกแยกจากพี่น้องร่วมวง ภรรยากับลูกๆ จนกระทั่งรวมเลยไปถึงโลกแห่งความเป็นจริง โดยมียาเสพติดเป็นตัวกระตุ้นให้เขายิ่ง ป่วย หนักและถอนตัวออกจากสังคม

Love & Mercy เป็นหนังในแนวทางชีวประวัติคนดังที่แตกต่างจากหนังชีวประวัติทั่วไปแบบที่เราคุ้นเคย กล่าวคือ หนังไม่ได้แฟลชแบ็คเรื่องราวย้อนไปไกลถึงช่วงวัยเด็กของวิลสัน (แต่คนดูก็สามารถเก็บเกี่ยวเศษเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้างผ่านทางสนทนา หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร) ซ้ำยังสรุปรวบยอดการก้าวขึ้นสู่ความนิยมสูงสุดของ The Beach Boys เอาไว้ตั้งแต่ในช่วงสิบนาทีแรกอีกด้วย ขณะที่หนังแนวนี้ส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้รูปธรรม ความสำเร็จ เป็นไคล์แม็กซ์เพื่อให้คนดูได้เดินออกจากโรงหนังด้วยอารมณ์อิ่มเอิบใจ แต่เนื่องจาก Love &  Mercy ดูจะให้ความสนใจกับการพาคนดูไปรู้จัก ไบรอัน วิลสัน ในแนวลึกและรอบด้านมากกว่าพาคนดูไปรู้จัก The Beach Boys ในแนวกว้าง สมาชิกร่วมวงคนอื่นๆ รวมถึงความสำเร็จของวงจึงกลายเป็นแค่ส่วนประกอบรอบนอก

นอกจากนี้ แทนการไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ไปตามช่วงเวลา หนังกลับเลือกจะตัดสลับไปมาระหว่างช่วงเวลาของไบรอันในวัยหนุ่ม (พอล ดาโน) ขณะเขาสร้างสรรค์ผลงานมาสเตอร์พีซอย่างอัลบั้มเพลง Pet Sounds และซิงเกิลเพลง Good Vibrations กับไบรอันในวัยกลางคน (จอห์น คูแซ็ค) ขณะเขาใช้ชีวิตโดดเดี่ยว แปลกแยกจากครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหาย ท่ามกลางการควบคุม/คุกคามอย่างใกล้ชิดของจิตแพทย์  ดร.ยูจีน แลนดี (พอล จิอาแม็ตติ) จนกระทั่งเขาได้พบกับ เมลินดา เลดเบตเตอร์ (อลิซาเบธ แบงค์ส) เซลขายรถสาวสวยที่ช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมเงาบงการของแลนดี และแต่งงานอยู่กินกับเขามาจนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้หนังจะเชื่อมโยงเรื่องราวในสองส่วนเข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่น กลมกลืน แต่น่าสังเกตว่าเรื่องราวในสองช่วงเวลาดังกล่าวแทบจะดำเนินไปในทิศทางที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โดยช่วงวัยหนุ่ม(ฉากหลังคือทศวรรษ 1960) หนังโฟกัสไปยังขบวนการสร้างสรรค์ ตลอดจนอัจฉริยภาพของวิลสันที่จะพัฒนาแนวทางสนุกสนานของดนตรีโต้คลื่นชายหาดแบบที่สร้างชื่อให้กับ The Beach Boys ไปสู่ผลงานทดลองที่แปลกใหม่ ซับซ้อนขึ้น และท้าทายประเพณีเดิมๆ หลังต้องเผชิญกระแสการแข่งขันจากวงดนตรีหัวก้าวหน้าอย่าง The Beatles ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไบรอันกับภรรยาคนแรก มาริลีน (อีริน ดาร์ค) และลูกสาวสองคนกลับถูกกล่าวถึงเพียงผ่านๆ

ความขัดแย้งหลักในเรื่องราวช่วงนี้ คือ แนวทางดนตรีของไบรอันดูจะไม่สอดคล้องกับแนวคิดของเพื่อนร่วมวงสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะ ไมค์ เลิฟ (เจค เอเบล) ซึ่งปรารถนาจะให้ The Beach Boys กลับไปทำดนตรีแบบที่เคยสร้างชื่อเสียงให้พวกเขาในอดีต พร้อมกันนั้นเขายังรู้สึกอีกด้วยว่าผลงานเพลงที่ออกมามีบุคลิกของ ไบรอัน วิลสัน มากกว่า The Beach Boys จนแทบจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวของไบรอันก็ว่าได้ และยอดขายที่ตกต่ำของ Pet Sounds ก็เป็นเหตุผลเดียวที่เลิฟนำมาใช้ฟาดฟันกับไบรอัน ผู้ตระหนักดีว่าเพลงชายหาดแบบ I Get Around นั้นผ่านพ้นยุคสมัยไปแล้ว ที่สำคัญมันไม่ใช่ ตัวตนของเขาอีกต่อไป (เราไม่ใช่นักโต้คลื่น และพวกนักโต้คลื่นก็ไม่ฟังเพลงของเรา”) เพราะเช่นเดียวกับ The Beatles เขาปรารถนาจะให้ดนตรีและเนื้อหาในผลงานค่อยๆ เติบโต มีความเป็นผู้ใหญ่ไปพร้อมกับเขา ไม่ใช่หยุดอยู่กับที่เพียงเพราะยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

ความหมกมุ่นกับโลกส่วนตัวและเสียงในหัวของไบรอันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเขาปฏิเสธไม่ยอมไปร่วมทัวร์คอนเสิร์ตกับสมาชิกคนอื่นๆ ในวงเพื่อจะได้มีเวลาแต่งเพลงชุดใหม่ตามลำพัง โดยหนึ่งในไฮไลท์ของหนัง คือ ฉากที่ไบรอันขนทีมนักดนตรีมายังห้องสตูดิโอเพื่อสร้างสรรค์อัลบั้ม Pet Sounds การได้เห็นเขาอธิบายโน้ตเพลง ปรับแต่งคีย์เปียโน และเรียบเรียงแต่ละสรรพเสียงให้กลายเป็นท่วงทำนอง ซึ่งฟังดูเรียบง่าย จับใจ แต่แฝงไว้ด้วยความซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ เปรียบได้กับการเข้าไปสัมผัสขบวนการทำงานของศิลปินในระยะประชิด ณ ช่วงขณะที่เขามีอิสระและความมั่นใจเต็มเปี่ยม

แต่ไม่นานความสงบของคลื่นลมมรสุมก็ค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อไบรอันเริ่มสูญเสียการควบคุม แล้วค่อยๆ ถอยร่นเข้าหายาเสพติดและป้อมปราการที่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ หนังส่วนนี้จบลงเมื่อสภาพจิตใจของไบรอันหลุดออกจากวงโคจรแห่งโลกความเป็นจริง แล้วเริ่มล่องลอยไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้น

ในทางตรงกันข้ามช่วงชีวิตวัยกลางคน (ฉากหลังคือทศวรรษ 1980) ของไบรอันเน้นย้ำไปยังความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างเขากับเมลินดา ณ ช่วงเวลาที่เขาเพิ่งหลุดพ้นจากเหล้า ยาเสพติด และภาวะทำร้ายตัวเองด้วยการกินทุกอย่างที่ขวางหน้าจนน้ำหนักขึ้นพรวดๆ แล้วขังตัวเองอยู่แต่ในห้องนอน แต่ไม่มีความสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานใดๆ ให้เป็นชิ้นเป็นอันได้เนื่องจากฤทธิ์ยาสารพัดชนิดซึ่งแลนดีใช้สำหรับจองจำไบรอัน (เขาวินิจฉัยอย่างผิดๆ ว่าไบรอันป่วยเป็นโรคจิตเภทประเภทหวาดระแวง) หนังในช่วงนี้จึงโฟกัสไปยังการพยายามก้าวออกจากโลกส่วนตัวของไบรอัน พร้อมทั้งยื่นมือมาขอความช่วยเหลือและมิตรไมตรีจากเซลขายรถสาว ซึ่งตอบรับท่าทีดังกล่าวด้วยความลังเล เพราะเมื่อได้พูดคุยกับ ไบรอัน วิลสัน เพียงแค่ไม่กี่นาที เมลินดาก็พลันตระหนักในทันทีว่าเขาผิดปกติจากผู้ชายทั่วไป ด้วยคำพูด วิธีการพูด และภาษาท่าทาง อาจไม่ใช่ในลักษณะที่คุกคาม หรือน่าหวาดหวั่น แต่เกือบจะใกล้เคียงกับส่วนผสมระหว่างทหารผ่านศึกสงครามที่เต็มไปด้วยปมปัญหาทางจิตกับเด็กชายไร้เดียงสา

เขาเล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายจากการถูกพ่อลงไม้ลงมือเป็นประจำจนหูดับไปข้างหนึ่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ที่สำคัญ เขายังเชื่ออีกด้วยว่าการใช้กำลังดังกล่าวช่วยผลักดันให้เขาพยายามมากขึ้น เพื่อจะได้สร้างสรรค์ผลงานชั้นยอดออกมา ฉากที่สะท้อนความรู้สึกทั้งรักทั้งชังระหว่างสองพ่อลูกได้ชัดเจนที่สุดเป็นตอนที่ไบรอันแต่งเพลง God Only Knows และขอความเห็นจากพ่อของเขา (บิล แคมป์) ซึ่งยังเจ็บแค้นไม่หายที่ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการวง และไม่รีรอที่จะขัดขาความกระตือรือร้น หรือความภาคภูมิใจของลูกชายทุกครั้งที่มีโอกาส ขณะที่ฝ่ายหลังเอง ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานมากมายแค่ไหน ลึกๆ แล้วก็ยังคงโหยหาความเห็นชอบจากฝ่ายแรกอยู่ดี ถึงกระนั้นหนังไม่ได้ตั้งใจที่จะลงลึกในแง่จิตวิทยา แต่เป็นการพาคนดูไปสัมผัสเบื้องหลังศิลปินทั้งด้านผลงาน (ช่วงวัยหนุ่ม) และชีวิตส่วนตัว (ช่วงวัยกลางคน) เสียมากกว่า

อาจกล่าวได้ว่า God Only Knows เพลงสุดคลาสสิกที่ไบรอันใช้เวลาแต่งแค่ 7 นาที และได้รับยกย่องจาก พอล แม็คคาร์ทนีย์ ให้เป็นเพลงรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ เพลงที่สามารถนิยามตัวตนของ ไบรอัน วิลสัน ได้อย่างชัดเจน ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าสำหรับมาตรฐานในยุค 1960s เพลงนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง และการท้าทายประเพณีดั้งเดิมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใส่คำว่าพระเจ้าลงไปในเนื้อเพลง การเริ่มต้น เพลงรักด้วยประโยค ฉันอาจไม่สามารถรักเธอไปชั่วนิรันดร์ การใช้เครื่องดนตรีผ่าเหล่าผ่ากอ (สำหรับเพลงป๊อป/ร็อคแอนด์โรล) อย่างเฟรนช์ฮอร์น แอคคอร์เดียน วิโอลา และเชลโล ตลอดจนการเลือกใช้คอร์ดที่ซับซ้อน แปลกใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันเนื้อเพลงกลับค่อนข้างเรียบง่าย จริงใจ ตรงไปตรงมา เป็นคำอ้อนวอนขอความรัก พร้อมกับปล่อยตัวปล่อยใจไปกับพลังของความรัก ซึ่งไม่อาจต้านทาน และไม่อาจอยู่โดยปราศจากมันได้ ถึงแม้ในเวลาเดียวกันก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าความรักนั้นจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่

ไบรอัน วิลสัน ก็ไม่ต่างจากเพลง God Only Knows เพราะเมื่อมองจากภายนอกเขาเป็นเหมือนความซับซ้อน ความท้าทาย และความเสี่ยง แต่เหล่านั้นกลับเป็นเพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มความเปราะบาง อ่อนไหว และภาวะพึ่งพิง ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน (ท่อนฮุกของเนื้อเพลงร้องว่า ฉันอยู่ได้ยังไงโดยไม่มีเธอ”) เขาอาจเป็นศิลปินที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นมนุษย์ผู้อ่อนแอ ซึ่งโหยหาการยอมรับ และหลักยึดเหนี่ยว โดยสองปีหลังจากเขาสูญเสียพ่อไปในปี 1973 ไบรอันก็เริ่มขลุกตัวอยู่ตามลำพังจนบรรดาญาติพี่น้องต้องขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ เขากระโจนจากเงื้อมเงาของพ่อมาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลดำมืดของแลนดี ไร้เรี่ยวแรง ทั้งทางด้านจิตใจและกฎหมาย (แลนดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีอำนาจส่งตัวเขาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโรคจิต) ที่จะดิ้นรนไปสู่อิสรภาพ จนกระทั่งเขาได้พบกับเมลินดา

อันที่จริงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างไบรอันกับเมลินดาสามารถบิดผันให้กลายเป็นความรักสุดแสนโรแมนติกได้ไม่ยากในสไตล์โฉมงามกับเจ้าชายอสูร แต่เนื่องจากบทหนังเน้นย้ำเหตุการณ์ผ่านมุมมองของเมลินดา (เธอเปรียบเสมือนตัวแทนของคนดู) พร้อมทั้งให้น้ำหนักกับ การช่วยเหลือมากกว่า การเติมเต็มอารมณ์อิ่มเอมที่คนดูได้รับในช่วงท้ายจึงหาได้เกิดจากการที่สุดท้ายทั้งสองสามารถเอาชนะอุปสรรคขวากหนาม แล้วลงเอยด้วยกันอย่างมีความสุข หากแต่เกิดจากการค้นพบอิสรภาพของไบรอัน ซึ่งได้มาด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจอย่างไม่ย่อท้อของเมลินดา โดยในฉากหนึ่งเธอสารภาพว่าเธอไม่ได้ต้องการขจัดแลนดีให้พ้นไปจากชีวิตของไบรอันเพียงเพื่อจะเธอได้มีโอกาสคบหากับไบรอันต่อไป แต่เป็นเพราะเธอไม่อาจทนเห็นไบรอันในสภาพนี้ได้ เขาไม่สมควรจะได้รับการดูแลอย่างไร้จรรยาบรรณและมนุษยธรรมเยี่ยงนี้ สุดท้ายแล้ว เช่นเดียวกับเนื้อหาของเพลง Love & Mercy ซึ่งถูกนำมาใช้สำหรับช่วงเครดิตท้ายเรื่อง ความรักที่ได้รับการเชิดชู เฉลิมฉลอง หาใช่ความรักโรแมนติกระหว่างหนุ่มสาว หากแต่เป็นความรักและความกรุณาปรานีระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งไม่เพียงจะช่วยลดทอนความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเท่านั้น แต่มันเปรียบได้กับหยาดฝน ซึ่งจะช่วยมอบความชุ่มฉ่ำให้กับโลกทั้งใบได้อีกด้วย

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 18, 2558

Wild: แบกเป้สะพายชีวิต


ในฉากหนึ่งช่วงต้นเรื่อง เชอรีล สเตรย์ (รีส วิทเธอร์สพูน) บอกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการหย่าว่านามสกุลใหม่ของเธอสะกดแบบเดียวกับหมาจรจัด (stray dog) พร้อมกันนั้นหนังก็สอดแทรกช็อตจากพจนานุกรมที่จำกัดคำนิยามของ “strayed” เข้ามาแวบหนึ่งว่าหมายถึง การเดินออกจากเส้นทางที่ถูกต้อง/ หลงทาง/ กำพร้าพ่อแม่/ ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ (wild) เชอรีลเลือกนามสกุลนี้เพราะเห็นว่ามันเป็นคำที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้อธิบายสภาวะจิตใจ ตลอดจนสภาพชีวิตโดยรวมของเธอ ก่อนจะตัดสินใจออกเดินป่าไปตามเส้นทาง Pacific Crest Trail (PCT) เป็นระยะทาง 1,100 ไมล์ ข้ามเขตแดน 3 รัฐ โดยเริ่มต้นจากแคลิฟอร์เนีย ผ่านโอเรกอน และไปสิ้นสุดที่วอชิงตัน กล่าวคือ ชีวิตเธอ ณ ขณะนั้นกำลังดำดิ่งสู่หุบเหวจากการมีเซ็กซ์กับผู้ชายไม่เลือกหน้า และเสพติดเฮโรอีน จนเป็นผลให้ชีวิตแต่งงานล่มสลาย โดยฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอตัดสินใจลุกขึ้นมาเดินป่าเพื่อ กลับไปเป็นผู้หญิงแบบที่แม่ฉันต้องการให้เป็น” คือเมื่อเธอค้นพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ แต่ไม่แน่ใจว่ากับใครกันแน่

ฉันเคยเข้มแข็ง รับผิดชอบ ทะเยอทะยานที่จะทำสิ่งต่างๆ...” เธอกล่าวกับเพื่อนสนิททั้งน้ำตา หลังตระหนักว่าชีวิตของเธอกำลังพังทลายด้วยน้ำมือตัวเอง

Wild บอกเล่าถึงเรื่องราวการเดินป่าอันเป็นรูปธรรมของเชอรีลมากพอๆ กับการเดินทางภายใน ซึ่งเป็นนามธรรม เพื่อทำใจยอมรับการสูญเสียและความผกผันแห่งชะตาชีวิต หลังบ็อบบี (ลอรา เดิร์น) แม่ผู้เป็นที่รักของเธอ ตายจากไปด้วยโรคมะเร็งขณะอายุเพียง 45 ปี นักข่าวที่เขียนบทความเกี่ยวกับคนจรจัดตั้งข้อสังเกตว่าบาดแผลทางจิตใจมักจะมีส่วนสำคัญในการทำให้คนตัดสินใจละทิ้งชีวิตธรรมดาสามัญ แล้วหันมาร่อนเร่พเนจร แม้เชอรีลจะยืนกรานกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเธอไม่ใช่คนจรจัด (แต่รายละเอียดหลายอย่างทำให้เธอถูกจัดเข้าข่ายได้ไม่ยาก เพราะขณะนั้นเธอไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือกระทั่งอาชีพการงาน) แค่ต้องการ พักยกจากชีวิตเท่านั้น

ความเศร้าโศกเสียใจชักนำเชอรีลออกจากเส้นทางที่ถูกต้อง เธอเสพยาและเซ็กซ์กับคนแปลกหน้าด้วยความหวังว่าความสุขชั่วครั้งชั่วคราวเหล่านั้นจะช่วยกลบเกลื่อนความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ภายใน เธอปลดปล่อยตัวเองจากการผูกมัดอย่างความรัก ความสัมพันธ์ เพราะคิดว่ามันจะช่วยให้เธอเป็นอิสระ แต่ยิ่งพยายามปฏิเสธความเจ็บปวดเท่าไหร่ โซ่ตรวนของมันกลับยิ่งรัดแน่นจนเธอไม่อาจหลีกหนี แม้กระทั่งในห้วงเวลาแห่งการกอบโกย ความสุขจากเซ็กซ์ไม่เลือกหน้า วิญญาณของบ็อบบีก็ดูจะตามหลอกหลอนเธออยู่

สำหรับเชอรีลการเดินป่าเป็นหนทางที่จะนำระบบระเบียบ ความรับผิดชอบ และเป้าหมายกลับคืนมาสู่ชีวิต ซึ่งหักเลี้ยวเข้ารกเข้าพงไปไกล เพราะเส้นทาง PCT นั้นต้องอาศัยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และอดทนขั้นสูงสุด ขนาดที่ผู้ชายบางคน ซึ่งเชอรีลเจอระหว่างทางยังถึงขั้นถอดใจไปก่อน โดยความยากลำบากของการนอนกลางดินกินกลางทรายเป็นเวลาหลายวันท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและหนาวจัดหาใช่อุปสรรคเดียว แต่ยังรวมถึงความโดดเดี่ยว ปราศจากปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับเชอรีลซึ่งต้องการหลบหนีจากความว้าวุ่น สับสน การเดินป่าเพียงลำพังกลับเป็นโอกาสให้เธอได้ทบทวนและค้นหาความหมายของชีวิต ตอนอยู่ในเมืองฉันเหงามากกว่าตอนอยู่ที่นี่ซะอีกเธอกล่าวกับหญิงสาวอีกคนที่มาเดินป่าบนเส้นทางเดียวกัน

การดัดแปลงหนังสือของ เชอรีล สเตรย์ ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างบันทึกชีวิตและบันทึกการเดินทางไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมันแทบจะปราศจากพล็อตที่จับต้องได้ รวมทั้งตัวละครเอกก็มีบุคลิกไม่น่ารักสักเท่าไหร่ แต่ผู้กำกับ ฌอง-มาร์ก วาลี และคนเขียนบท นิค ฮอร์นบี เลือกที่จะซื่อตรงกับต้นฉบับด้วยการคงความแข็งกระด้างของตัวละคร ตลอดจนโครงสร้างการเล่าเรื่องโดยรวม และใช้การเดินป่าไปตามเส้นทาง PCT เป็นแกนหลัก จากนั้นก็ค่อยๆ พาคนดูไปรู้จักชีวิตส่วนตัวของเชอรีลผ่านภาพแฟลชแบ็คเป็นระยะๆ ตั้งแต่วัยเด็กเมื่อหลายปีก่อน จนกระทั่งช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนเธอตัดสินใจออกมาเดินป่า ความชาญฉลาดของบทภาพยนตร์อยู่ตรงที่มันไม่ได้เรียงลำดับเวลาเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างเป็นระเบียบ ตรงกันข้าม ภาพบางภาพ เหตุการณ์บางเหตุการณ์อาจแวบขึ้นมาดุจเดียวกับความทรงจำของตัวละครที่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งต่างๆ รอบข้าง กลวิธีดังกล่าวช่วยพาคนดูให้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับเชอรีล เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเธออาจไม่ใช่ตัวละครเปี่ยมเสน่ห์ หรือน่าเห็นใจ แต่อย่างน้อยหนังก็พยายามช่วยให้เราเข้าใจเธอมากขึ้น

หนึ่งในนั้น คือ ฉากแฟลชแบ็คบทสนทนาในห้องครัวระหว่างเชอรีลกับแม่ของเธอ ฝ่ายแรกรู้สึกรำคาญฝ่ายหลังที่ฮัมเพลงขณะปรุงอาหารอย่างมีความสุข เพราะสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา ณ ขณะนั้นมันช่างห่างไกลจากความรู้สึกสุขสันต์ หรือร่าเริงเสียเหลือเกินในสายตาเธอ ฉากดังกล่าวสะท้อนให้เห็นสองมุมมองต่อชีวิตที่แตกต่างของผู้หญิงสองคน โดยคนหนึ่งเลือกจะมองว่าน้ำหมดไปแล้วครึ่งแก้ว ขณะที่อีกคนกลับเลือกจะมองว่ายังเหลือน้ำอยู่อีกตั้งครึ่งแก้ว นั่นไม่ได้หมายความว่าบ็อบบีไร้เดียงสา หรือหลอกตัวเอง เพราะเธอคงต้องเปี่ยมจินตนาการ หรือเพ้อเจ้อขั้นสุด หากยังเชื่อจริงๆว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยแง่งามและความสุขสันต์ หลังจากต้องทนทุกข์อยู่กับสามีขี้เหล้าที่เห็นเมียเป็นกระสอบทรายอยู่นานหลายปี ในทางตรงกันข้าม บ็อบบี เก็ทว่าโลกเต็มไปด้วยแง่มุมอัปลักษณ์ และชีวิตก็หาได้ราบรื่น หรือสวยงามไปซะทั้งหมด แต่เธอเลือกที่จะไม่ยึดติดอยู่กับข้อเท็จจริงดังกล่าว ถามว่าแม่เสียใจมั้ยที่แต่งงานกับไอ้ขี้เหล้าที่ชอบตบตีเมีย... ไม่เลย แม่ไม่เสียใจสักนิด เพราะมันทำให้แม่มีลูกกับน้องชาย เห็นมั้ยว่าชีวิตก็แบบนี้แหละ

เชอรีลต่างกับแม่ตรงที่เธอไม่รู้จักปล่อยวาง เธอชื่นชอบที่จะทำให้ชีวิตเป็นเรื่องยากลำบาก จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเธอถึงเลือกเส้นทางอันหฤโหดของ PCT เป็นแบบทดสอบชีวิตและค้นหาตนเอง การเดินป่าไม่เพียงเปิดโอกาสให้เชอรีลได้ทบทวนอดีต แล้วครุ่นคิดถึงอนาคตเท่านั้น แต่มันยังทำให้เธอได้พบเจอกับผู้คนหลากหลาย ทั้งที่น่าคบหาและไม่ค่อยจะน่าคบหาสักเท่าไหร่ (เช่นเดียวกับตัวละครเอก หนังไม่ได้วาดภาพโรแมนติกให้กับการเดินป่า ท่องธรรมชาติแบบเดียวกับสารคดีท่องเที่ยวทั้งหลาย จริงอยู่ว่ามันมีด้านที่งดงามของทิวทัศน์ ความเงียบสงบ แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยอันตรายทั้งจากสัตว์มีพิษและการขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม) และที่สำคัญที่สุด มันทำให้เธอตระหนักว่าความยากลำบากของชีวิตไม่ได้จำกัดเฉพาะอยู่กับเธอเพียงลำพัง เพราะทุกคนล้วนมีปัญหา และต่างก็ต้องเผชิญความสูญเสียมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งหนังก็บอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาผ่านบทสนทนา เช่น กรณีของผัวเมียฮิปปี้ที่เชอรีลขอติดรถไปด้วย หรือสื่อแค่เป็นนัยๆ เช่น กรณีของคุณยายกับหลานชายตัวน้อยที่มาเดินป่าท่องเที่ยว

ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของมุมมอง เชอรีลเลือกจะโฟกัสอยู่แค่ตัวเธอ ปัญหาของเธอ แล้วเฝ้ามองทุกอย่างหมุนรอบตัวเอง ดังนั้นเธอจึงรู้สึกหงุดหงิดกับโปสเตอร์ในห้องเรียนที่บ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ จุดประสงค์ของโปสเตอร์ดังกล่าวหาใช่จะบอกว่า คุณไม่มีความสำคัญเหมือนที่เชอรีลเข้าใจ แต่เพื่อบอกกล่าวให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วมองสิ่งต่างๆ ในมุมที่กว้างขึ้นต่างหาก

สภาพจิตใจของเชอรีลก็ไม่ต่างจากเป้แบ็คแพ็คขนาดมหึมา เธอแบกรับน้ำหนักเกินจำเป็นเอาไว้หลายสิ่ง ทั้งความโศกเศร้า โกรธแค้นต่อชะตากรรมและพระเจ้าที่อำมหิต ไร้ความปราณี หากสัมภาระ (รูปธรรม) ที่มากมายเกินไปสามารถเป็นอุปสรรคต่อการเดินป่า ส่งผลให้เราไม่สามารถทำระยะทางได้ตามต้องการ แถมยังอาจจะสร้างอาการปวดหลัง เคล็ดขัดยอกได้ฉันใด สัมภาระทางอารมณ์ (นามธรรม) ที่มากมายเกินไปก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายและอันตรายได้ดุจเดียวกันฉันนั้น โดยระหว่างการเดินทางเชอรีลไม่เพียงจะได้คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ในแคมป์พักแรมให้ละทิ้งของบางอย่างที่ไม่จำเป็น เพื่อการเดินป่าที่สะดวกสบายขึ้นเท่านั้น แต่เธอยังเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยน้ำหนักภายใน ที่คอยถ่วงให้ชีวิตของเธอไม่อาจก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกด้วย

แต่เช่นเดียวกับการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งเราจำเป็นต้องแบกรับน้ำหนักของสัมภาระบางอย่างโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง ชีวิตมนุษย์ทุกคนเองก็ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ บาดแผล ความเจ็บปวดได้อย่างหมดจด และความสงบสุขทางจิตใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งเหล่านั้นให้ได้ ยอมรับน้ำหนักบางส่วนที่พอจะแบกไหว แล้วปลดปล่อยบางส่วนทิ้งไป ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องอย่างเหมาะเจาะกับเนื้อหาของเพลง El Condor Pasa (If I Could) ของ ไซมอน แอนด์ การ์ฟังเคิล ซึ่งหนังนำมาใช้ซ้ำอยู่หลายครั้ง เพราะมันพูดถึงแรงปรารถนาที่จะโบยบินอย่างอิสระ ปราศจากสัมภาระ ดุจเดียวกับนกกระจอก หรือหงส์ แทนที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งถูกจำกัดด้วยแรงโน้มถ่วงอย่างหอยทาก... หรือมนุษย์  ก่อนสุดท้ายก็จำยอมที่จะ ก้าวเดินไปบนพื้นดินหรืออีกนัยหนึ่งคือยอมรับในข้อจำกัดเหล่านั้น แทนที่จะโหยหาถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จนหวนไห้ด้วยสรรพเสียงอัน เศร้าสร้อยสุดแสนเพราะถึงที่สุดแล้วแม้อิสรภาพแบบนก (ชื่อเพลงเป็นภาษาสเปน แปลตรงตัวได้ว่า นกแร้งบินผ่านไป”) จะนำมาซึ่งความน่าตื่นตาต่อบรรดาผู้ชมบนผืนแผ่นดินมากเพียงใด สุดท้ายมันก็บินโฉบมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหายลับไปจากสายตา

 เชอรีลค้นพบบทเรียนดังกล่าวเมื่อการเดินทางของเธอมาสิ้นสุดลงที่สะพานข้ามแม่น้ำโคลัมเบีย (ในช็อตหนึ่งเราจะได้เห็นนกเหยี่ยว หรือนกอินทรีบินโฉบผ่านไป) ความทรงจำเกี่ยวกับบ็อบบี ตลอดจนบาดแผลจากความสูญเสียจะยังคงอยู่กับเธอตลอดไป เธอยอมรับ พร้อมกับหลั่งน้ำตาให้กับมัน แต่จะไม่ปล่อยให้มันคอยถ่วงเธอจากการก้าวเดินไปข้างหน้าอีกต่อไป ฉันตระหนักว่าไม่จำเป็นต้องยื่นมือเปล่าไปสัมผัสแต่อย่างใด แค่ได้เห็นปลาแหวกว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำก็เพียงพอแล้วเสียงจากความคิดของเชอรีลดังก้องในฉากสุดท้าย... และเมื่อหยุดโหยหาในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ หรือจมปลักอยู่กับสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ เมื่อนั้นเองที่เธอค้นพบกับอิสรภาพอย่างแท้จริง