วันเสาร์, พฤษภาคม 18, 2556

To the Wonder: ชีวิตเริงระบำ


หลังจากนั่งชม To the Wonder จนจบ หลายคนคงไม่รู้สึกไม่แปลกใจกับคำให้สัมภาษณ์ของ เบน อัฟเฟล็ค ที่ว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้ The Tree of Life ดูเหมือนหนังชุด Transformers ไปเลย ทั้งนี้ก็เพราะผลงานชิ้นล่าสุดของ เทอร์เรนซ์ มาลิค ยังคงดำเนินตามโครงสร้าง การเล่าเรื่องแบบเดียวกับผลงานชิ้นก่อนหน้า แถมอาจหนักหนาสาหัสกว่าด้วยซ้ำตรงที่มันแทบจะปราศจากบทสนทนาเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วอาศัยเสียงบรรยาย (voice over) เป็นห้วงๆ ในการบอกคนดูให้ตระหนักถึงสถานการณ์ของตัวละคร ตลอดจนความคิด ห้วงคำนึงของพวกเขา อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมกลับ มันก็เป็นหนังที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมากว่า ไม่มีไดโนเสาร์ ไม่มีกำเนิดจักรวาล ไม่มีภาพจำลองจุดสิ้นสุดแห่งกาลเวลา และมุ่งเน้นไปที่ความผันแปรของสัมพันธภาพ ซึ่งบางชั่วขณะก็พุ่งขึ้นสูง และบางชั่วขณะก็ดำดิ่งลงสู่หุบเหว คล้ายกับเวลาที่คุณนั่งอยู่บนรถไฟเหาะ โดยปราศจากคำอธิบาย หรือเหตุผลในเชิงจิตวิทยาใดๆ จนดูเหมือนว่าทุกการตัดสินใจของตัวละครล้วนเกิดขึ้นเองราวกับเป็นวิถีแห่งสัญชาตญาณ แต่หากคุณคุ้นเคยกับผลงานของมาลิคมากพอ นี่ไม่ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ

อาจกล่าวง่ายๆ ได้ว่า หนังของมาลิคมีเป้าประสงค์ที่จะ ปลุกเร้าหรือ กระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อในเบื้องลึกของผู้ชมมากกว่า บอกเล่าเกี่ยวกับใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และทำไม ฉะนั้น นักดูหนังที่คุ้นเคยและคาดหวังการเล่าเรื่องแบบคลาสสิกของฮอลลีวู้ดย่อมต้องรู้สึกผิดหวัง และอาจถึงขั้นก่นด่าการทำลายไวยากรณ์ดั้งเดิมเกือบทั้งหมดของมาลิค

ในหนังคนดูไม่รู้จักกระทั่งชื่อของตัวละคร ยกเว้นกรณีของทาเทียนา (ทาเทียนา ซิลิน) เท่านั้น แม้ในเครดิตท้ายเรื่องจะระบุชื่อเอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้เพราะบางครั้งมาลิคก็ใช้ตัวละครเป็นเพียงสัญลักษณ์ หรือตัวแทนความคิด ปรัชญาบางอย่าง มากกว่าพยายามปรุงปั้นเขา/เธอให้มีชีวิตเลือดเนื้อเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากคนดู นีล (อัฟเฟล็ค) มีอาชีพเป็นนักสำรวจสิ่งแวดล้อม แต่คำถามว่าเขาไปทำอะไรที่ปารีสจะยังคงเป็นปริศนาดำมืดต่อไป[1] ไม่ต่างจากอาชีพ หรือพื้นเพของมารีนา (โอลกา คูรีเลนโก) ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่กระโดดโลดเต้น และเริงระบำไปทั่วสารทิศไม่ว่าจะเป็นบนทุ่งหญ้า สนามหน้าบ้าน หรือซูเปอร์มาร์เก็ต สังเกตจากฉากหนึ่งที่เธอหยิบรองเท้าบัลเล่ต์ออกมา อาจเป็นไปได้ว่าเธอหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเต้นก่อนจะมาพบรักกับหนุ่มอเมริกันรูปหล่อ[2] หนังเหมือนจะเริ่มต้นตรงกึ่งกลางเรื่อง ขณะสองตัวละครกำลังดื่มด่ำในความรักอันซาบซึ้ง คนดูจึงไม่อาจรู้ว่าพวกเขาพบกันอย่างไร หรืออะไรดึงดูดพวกเขาเข้าหากัน แต่ขณะเดียวกันก็สามารถสัมผัสได้ถึงห้วงขณะแห่งรัก เมื่อคนสองคนหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง

ทั้งสองเดินทางไปเที่ยวชมวิหาร มง แซ็ง มิแชล ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเกาะกลางทะเลชายฝั่งตะวันตกของฝรั่งเศส มันเป็นมรดกโลกที่เปี่ยมความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติจากกระแสน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและพื้นชายหาดที่ยวบยาบดุจเตียงน้ำ ซึ่งมาลิคได้บันทึกภาพไว้ไม่ใช่เพียงเพราะมันน่าตื่นตาเท่านั้น (ที่นี่ได้รับสมญานามว่า Wonder of the West อันเป็นที่มาของชื่อหนัง เมื่อเสียงบรรยายของมารีนาพูดขึ้นว่า เราเดินขึ้นบันไดไปสู่ความมหัศจรรย์ คนดูอาจพลันตระหนักถึงความหมายสองแง่ของคำว่า wonder ไปพร้อมๆ กัน (จริงอยู่หนังนำเสนอภาพคู่รักโอบกอด จับมือ หยอกล้อ ฯลฯ ซึ่งบ่งชี้ไปยังความรักหวานชื่น แต่การที่หนังปราศจากบทสนทนา หรือการปูพื้นใดๆ ก็ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างคนดูกับตัวละครไปพร้อมๆ กัน) ทั้งความรู้สึกชวนตะลึง น่าประหลาดใจ เหนือธรรมชาติ และความพิศวง ไม่แน่ใจ เพราะสำหรับมาลิค ศรัทธาในพระเจ้า เช่นเดียวกับความรัก ล้วนผสมผสานความรู้สึกทั้งสองอย่างนั้นไว้ และ To the Wonder ก็อัดแน่นไปด้วยความงามอันน่าตะลึง ชวนให้อัศจรรย์ใจ กับความเคลือบแคลงสงสัย 

มาลิคยังใช้ มง แซ็ง มิแชล เป็นสัญลักษณ์แทนจุดสูงสุดแห่งรักและตัวแทนของโลกเก่า (ยุโรป) ซึ่งสุดท้ายล้วนเหลืออยู่เพียงในความทรงจำ ช่วงต้นเรื่องคนดูจะเห็นนีลกับมารีนาเดินดื่มด่ำขึ้นบันไดไปเที่ยวชมสวนใจกลางวิหาร แต่ในช็อตสุดท้าย หลังจากตัวละครยุติความสัมพันธ์และจากลากันตลอดไป หนังได้ตัดกลับมายังวิหาร มง แซ็ง มิแชล อีกครั้ง ทว่าคราวนี้กลับเป็นภาพในระยะไกลที่ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง และเกือบจะเลือนราง

วิธีการใช้ภาพสื่อความหมายโดยปราศจากเบาะแสบอกใบ้ในทางบริบทเป็นสิ่งที่มาลิคนำมาใช้ เล่าเรื่องโดยตลอด เช่น ขณะความสัมพันธ์ระหว่างนีลกับมารีนากำลังกระท่อนกระแท่น คนดูจะเห็นภาพนีลเดินทางไปตกปลากลางทะเลสาบเพียงลำพัง พร้อมเสียงบรรยายของมารีนา (“มีผู้หญิงสองคนอยู่ในตัวฉัน คนหนึ่ง... รักเธออย่างหมดใจ อีกคนหนึ่ง... คอยดึงฉันลงต่ำ”) ซึ่งเหมือนจะพูดถึงความรักของเธอต่อนีลมากพอๆ กับความรักของเธอต่อพระเจ้า จากนั้นหนังได้ตัดไปยังภาพคลื่นทะเลซัดกระแทกโขดหินอย่างรุนแรง ก่อนจะตัดภาพไปยังเหตุการณ์ระหว่างมารีนากับช่างไม้ (ชาร์ลส์ เบเกอร์) ช็อตโขดหินดังกล่าวบ่งบอกสภาวะทางจิตใจของมารีนา ซึ่งขัดแย้งกับช็อตทะเลสาบอันสงบนิ่งอย่างเด่นชัด และสอดคล้องไปกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา

ภาพกระแสน้ำวิ่งสูงขึ้นบนชายหาดเป็นอีกหนึ่งช็อตที่มาลิคจะย้อนกลับมาหาอยู่สองสามครั้ง มันตอกย้ำให้เห็นการเคลื่อนผ่านของเวลา หรือยุคสมัยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง (มาลิคและตากล้อง เอ็มมานูเอล ลูเบซสกี ถ่ายทอดปรัชญาแห่งชีวิตดังกล่าวผ่านงานด้านภาพที่ยังคงมุ่งเน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยกล้องจะติดอยู่บนสเตดิแคม หรือบนบ่าตากล้องเกือบตลอดเวลา และหลายครั้งก็วิ่งตาม หรือหมุนวนควบคู่ไปกับอิริยาบถของตัวละคร)[3] พึงสังเกตว่าเขามักจะเลือกใช้ภาพทำนองนี้บ่อยครั้งในหนังที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาอย่าง The Tree of Life และ The New World

อาจกล่าวได้ว่ามารีนาก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างจากโพคาฮอนตัสใน The New World มากนัก (หนังถึงขั้นเชื่อมโยงทั้งสองด้วยช็อตคล้ายคลึงกัน เมื่อกล้องจับภาพในมุมต่ำและย้อนแสง ขณะเธอกางแขนทั้งสองข้างออกราวกับจะโอบกอดท้องฟ้า หรืออ้อนวอนต่อพระเจ้า) เนื่องจากเธอต้องเดินทางเปลี่ยนผ่านจากโลกเก่าไปสู่โลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย (ปารีสมายังโอกลาโฮมา) มาลิคเป็นผู้กำกับที่ไม่กลัวการตัดภาพ (cut) ข้ามเวลาและสถานที่ แถมบางทีก็ใช้ jump cut ด้วย (เช่น ฉากคู่รักขับรถเปิดประทุนจากปารีสออกไปยัง มง แซ็ง มิแชล) ดังจะเห็นได้จากการตัดภาพจากสวนสาธารณะในปารีสไปยังภาพกระแสน้ำวิ่งขึ้นบนชายหาดรอบวิหาร มง แซ็ง มิแชล (ช็อตเชื่อมโยงเพื่อสื่อถึงความเปลี่ยนแปลง) ไปยังทุ่งหญ้าในโอกลาโฮมาหลังมารีนาตัดสินใจเดินทางไปอเมริกากับนีล การเคลื่อนกล้องอย่างต่อเนื่องช่วยลดอารมณ์กระตุกระหว่างช็อต แต่ขณะเดียวกัน คนดูก็ตระหนักถึงการกระโดดข้ามทางเวลาและสถานที่ได้ชัดเจนจากความเปลี่ยนแปลงของแสง โดยมาลิคมักจะเลือกถ่ายฉากยุโรปในสภาพอึมครึม เต็มไปด้วยเมฆหนา ส่วนฉากอเมริกากลับอบอวลไปด้วยแสงแดดสว่างไสว ท้องฟ้าถ้าไม่ปลอดโปร่ง ก็จะเปี่ยมสีสันแห่งยามอาทิตย์อัสดง (ในจุดนี้ ชะตากรรมของมารีนาถือว่าสวนทางกันกับโพคาฮอนตัส ผู้เดินทางจากโลกใหม่ของนักสำรวจจากยุโรป แต่เป็นโลกอันคุ้นเคยของเธอ ไปสู่โลกเก่า หรือทวีปยุโรป ซึ่งกลายมาเป็นโลกใหม่ของเธอ)

เช่นเดียวกับ The New World ซึ่งนำเสนอป่าเขาอันบริสุทธิ์เทียบเคียงกับสวนในพระราชวังที่ต้นไม้ถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ อย่างประณีต ใน To the Wonder มาลิคไม่ได้ตัดสิน หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความแตกต่างระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ สังคมเมืองในปารีสกับสังคมบ้านนอกในบาร์เทิลส์วิลล์ วิหารโบราณกับท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาล ประติมากรรมกับซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าวางเรียงรายเต็มชั้น เขาไม่ได้ก่นด่าทุนนิยม หรือโลกอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตรงกันข้าม กลับเชื่อมโยงให้เห็นความเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะทุกสิ่งล้วนถือกำเนิดจากรากฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหาดที่ มง แซ็ง มิแชล หรือบึงโคลนที่นีลเดินย่ำสำรวจหาสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำทะเลที่วิ่งขึ้นบนชายหาด หรือน้ำทิ้งที่กำลังไหลลงท่อระบาย ในฉากหนึ่งบาทหลวงควินทานา (ฮาเวียร์ บาร์เดม) ได้กล่าวถึงชีวิตแต่งงานว่า เขาไม่ได้เห็นเธอน่ารัก แต่ทำให้เธอน่ารักประโยคดังกล่าวกินความถึงปรัชญาการทำหนังของมาลิคด้วย กล่าวคือ มาลิคไม่ได้เลือกถ่ายสิ่งต่างๆ เพียงเพราะมันสวยงาม แต่เขาทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นดูสวยงามต่างหาก ทั้งนี้ก็เพื่อสะท้อนความเชื่อในการซึมซาบกับปัจจุบันและสรรพสิ่งรอบตัว ไม่ว่ากาลเวลาจะพัดพาความเปลี่ยนแปลงใดๆ มาก็ตาม

อีกประเด็นหนึ่งที่มักปรากฏในหนังของมาลิค คือ คริสตศาสนา โดยคราวนี้เล่าผ่านตัวละครบาทหลวงที่กำลังเผชิญวิกฤติศรัทธา เขาร้องหาพระเจ้า ต้องการให้พระองค์รับฟัง ท่ามกลางความทุกข์ทรมานที่ปรากฏให้เห็นโดยทั่วไปในโลกที่ดูเหมือนจะปราศจากเมตตาแห่งพระเจ้า (ในหนังคนดูจะเห็นเขาเดินไปสัมผัสชีวิตเหล่าคนชนชั้นล่าง ตั้งแต่นักโทษในห้องขัง คนติดยา ไปจนถึงชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้น) หนังดำเนินเหตุการณ์ของบาทหลวงควบคู่ไปกับวิบากกรรมเดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิกของนีลกับมารีนา พร้อมทั้งสะท้อนความคล้ายคลึงกันในส่วนของ ความรักที่มอบให้ แต่ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความรักตอบแทนกลับมาธีมดังกล่าวนอกจากจะบ่งบอกสถานการณ์ของบาทหลวงแล้ว ยังสะท้อนภาวะโศกเศร้า อมทุกข์ของมารีนาไปพร้อมๆ กันด้วย เมื่อเธอตกหลุมรักชายหนุ่มที่พูดน้อย ไม่ค่อยแสดงออก และรักษาระยะห่างอย่างนีล การย้ายรกรากมาอยู่ใน โลกใหม่ยิ่งทำให้เธออ่อนไหว เปราะบางมากเป็นพิเศษ ซ้ำร้าย ในช่วงระหว่างที่หญิงสาวต้องเดินทางกลับฝรั่งเศสเพราะวีซาหมดอายุ ฝ่ายชายยังหันไปสานสัมพันธ์กับรักเก่าอย่างเจน (ราเชล แม็คอดัมส์) อีกด้วย และความลังเล ไม่แน่ใจของเขาก็เพิ่มรอยร้าวให้กับสายสัมพันธ์

คำถามที่ตามมา คือ รักซึ่งไม่ถูกตอบแทนถือเป็นความสูญเปล่าหรือไม่ แน่นอน คำตอบไม่ใช่สิ่งที่มาลิคสนใจนำเสนอ หนังของเขาอาจหมกมุ่นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เคยพิสูจน์ให้เห็นความมีอยู่จริงของฝ่ายหลัง  หากเพียงแสดงถึงความสงสัยใคร่รู้ โหยหา หรือ หิวกระหาย” (ตามเสียงบรรยายของบาทหลวงควินทานา) เสียมากกว่า และถึงแม้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความสูญเสีย การหักหลัง แต่ก็เช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่นๆ ของมาลิคนับจาก The New World เป็นต้นมา To the Wonder มีเนื้อแท้เป็นบทเฉลิมฉลองชีวิต ความรัก และศรัทธา เพื่อกระตุ้นให้มนุษย์เปิดรับประสบการณ์ และยอม เสี่ยงที่จะผูกมัดตัวเอง แม้ผลที่ตามมาอาจกลายเป็นความผิดพลาด หรือนำเราไปสู่การพลัดพรากก็ตาม... เพราะนั่นเองคือชีวิต




[1] เช่นเดียวกับ The Tree of Life มาลิคได้แรงบันดาลใจหลักมาจากชีวิตจริงของตนเอง โดยในช่วงฤดูร้อนปี 1978 หลังจากปิดกล้อง Days of Heaven เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ปารีสเพื่อเริ่มต้นโครงการหนังเรื่องใหม่ภายใต้ชื่อสมมุติว่า Q ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับจุดกำเนิดของชีวิต (มันกลายเป็นหนังเรื่อง The Tree of Life ในอีก 33 ปีต่อมา) ที่นั่นเขาตกหลุมรักกับ มิเชล สาวชาวปารีสผู้มีลูกสาวติดมาคนหนึ่งชื่อว่าอเล็กซ์ สองสามปีต่อมาพวกเขาทั้งสามก็ย้ายมาตั้งรกรากกันที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส มาลิคแต่งงานกับมิเชลในปี 1985 และหย่าขาดจากกันในปี 1998 โดยในปีเดียวกันนั้น มาลิคก็ได้แต่งงานกับ อเล็กซานดรา เอ็คกี วอลเลซ อดีตหวานใจของเขาในช่วง ม.ปลาย ปัจจุบันทั้งสองยังคงใช้ชีวิตร่วมกัน (พ่อของเอ็คกีเป็นบาทหลวงนิกายอิปิสโคปอล ซึ่งอาจเป็นที่มาของตัวละครบาทหลวงใน To the Wonder)

[2]นักแสดงทุกคนต้องเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลาในหนังของ เทอร์เรนซ์ มาลิค มันเป็นภาคบังคับโอลกา คูรีเลนโก ผู้มีพื้นฐานในการเต้นบัลเล่ต์มาก่อนกล่าว ถ้าคุณหยุด เขาจะบอกว่า อย่าหยุด เคลื่อนที่ต่อไปคุณไม่สามารถหยุดนิ่งได้ มันเป็นเหมือนการเต้นรำ

[3] ไม่เพียงงานด้านภาพเท่านั้นที่พยายามแสดงภาวะ การเต้นรำของชีวิตมาลิคยังวางการเคลื่อนไหวของนักแสดงเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกแทนคำพูดอีกด้วย ฉากหนึ่งที่เห็นได้ชัดเป็นตอนที่มารีนายอมตามช่างไม้มายังโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง กิริยาและทิศทางการเคลื่อนที่ของนักแสดงดูคล้ายพวกเขากำลังแสดงจินตลีลา ซึ่งสะท้อนความลังเล ไม่แน่ใจในตัวละครไปพร้อมๆ กัน

วันอังคาร, เมษายน 09, 2556

Lincoln: ศาสตร์และศิลป์แห่งการเล่นการเมือง



ฉากเปิดเรื่องของ Lincoln อาจทำให้หลายคนหวนนึกถึงฉากเปิดเรื่องของ Saving Private Ryan (สงครามกลางเมืองของสหรัฐ vs. สงครามโลกครั้งที่สอง) เมื่อทหารฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้บุกเข้าประจัญบานกันในระยะประชิดท่ามกลางห่าฝนและทะเลโคลน กล้องจับภาพการโรมรัมในระยะปานกลางถึงระยะใกล้ ทำให้คนดูไม่เห็นความยิ่งใหญ่ของสงคราม หรือปริมาณกองกำลังของแต่ละฝ่าย แต่ประจักษ์ชัดในความอัปลักษณ์ โหดเหี้ยม และดุเดือดของสถานการณ์จนแทบได้กลิ่นคาวเลือด หรือดินโคลน แน่นอน ฉากดังกล่าวกินเวลาเพียงแค่ประมาณไม่กี่นาที (แตกต่างจาก Saving Private Ryan) แต่สามารถใช้โหมโรงเรื่องราวการต่อสู้ในอีก 2 ชั่วโมงต่อมาได้อย่างเหมาะเจาะ ซึ่งมุ่งเน้นไปยังความพยายามสุดกำลังของประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (เดเนียล เดย์ ลูว์อิสต์) ที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 เพื่อบัญญัติให้การค้าทาสกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายบนแผ่นดินอเมริกา... จริงอยู่ สมรภูมิในรัฐสภาอาจไม่ถึงขั้นเลือดตกยางออก เพราะอาวุธที่ใช้เป็นเพียงคำพูดเชือดเฉือนกัน แต่อาจกล่าวได้ว่ามันอัปลักษณ์และดุเดือดไม่แพ้ฉากเปิดเรื่องเลยทีเดียว

ปัญหาของลินคอล์นไม่ได้อยู่ที่เสียงต่อต้านจากพรรคเดโมแครตคู่แข่งเท่านั้น (ซึ่งส่งผลให้ความพยายามครั้งก่อนของเขาล้มเหลว) แต่ยังหมายรวมถึงความขัดแย้งภายในพรรครีพับลิกันเองด้วย ฝ่ายหนึ่งอยู่ภายใต้การนำของ แทดเดอุส สตีเวนส์ (ทอมมี ลี โจนส์) ส.ส.หัวรุนแรงจากเพนซิลเวเนียที่สนับสนุนสิทธิเท่าเทียมกันชนิด เต็มรูปแบบและต่อต้านการค้าทาสอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ส่วนอีกฝ่ายเป็นกลุ่ม อนุรักษ์นิยมภายใต้การนำของ เพรสตัน แบลร์ (ฮาล ฮอลบรูกส์) ที่เกรงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสร้างความโกรธแค้นให้กลุ่มกบฏฝ่ายใต้ และปิดหนทางในการเจรจาสันติภาพ เพื่อยุติสงครามซึ่งสร้างความสูญเสียให้กับอเมริกาอย่างใหญ่หลวงมาตลอดเวลา 3 ปี

นอกจากนี้ หลายคนยังหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะตามมาพร้อมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในหนังสรุปภาพให้เข้าใจได้ง่ายๆ ในฉากที่สองผัวเมียจากมิสซูรีเดินทางมาพบลินคอล์นเพื่อร้องเรียนเรื่องด่านเก็บค่าธรรมเนียม และถูกสอบถามโดยรมต.ว่าการกระทรวงต่างประเทศ วิลเลียม ซีวอร์ด (เดวิด สตราแธร์น) ว่าคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คำตอบที่ได้ คือ พวกเขาเห็นด้วย ตราบเท่าที่มันจะช่วยหยุดยั้งสงคราม (จากข้ออ้างของลินคอล์นที่ว่า หากรัฐบาลกลางห้ามไม่ให้มีการค้าทาส กบฏฝ่ายใต้ก็จะยอมแพ้ เพราะสงครามเริ่มต้นขึ้นเนื่องจากฝ่ายใต้ไม่ต้องการให้ยกเลิกการค้าทาส) แต่ถ้าสงครามสามารถหยุดยั้งได้ด้วยการเจรจาสันติภาพ หรือหากฝ่ายใต้ประกาศยอมแพ้เพราะหมดกำลังคนและกำลังเงินที่จะทำสงครามต่อไป พวกเขาก็ไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะไม่ต้องการให้พวกนิโกรมาขโมยข้าวของ แย่งที่ดี และแย่งงานของพวกเขา

อคติดังกล่าวหาได้ฝังรากอยู่ในใจของชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงส.ส.จำนวนไม่น้อยในสภาด้วยอีกด้วย เช่น จอร์จ เยเมน (ไมเคิล สตอห์ลบาร์ก) ซึ่งขยะแขยงการค้าทาส แต่ขณะเดียวกันก็ รับไม่ได้หากต้องเปิดโอกาสให้นิโกรมีสิทธิเลือกตั้ง  และจากนั้นอะไรจะเกิดขึ้นตามมา... ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง?!  (ห้าปีหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 คนผิวดำก็มีสิทธิเลือกตั้งได้จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 15 แม้ว่ากฎหมายท้องถิ่น Jim Crow จะยังคงกีดกันพวกเขาไม่ให้มีสิทธิเลือกตั้งในบางรัฐทางตอนใต้ รวมทั้งไม่ให้ใช้บริการสาธารณะร่วมกับคนผิวขาว เช่น รถเมล์ โรงเรียน ร้านอาหาร ฯลฯ ก่อนมันจะถูกกำจัดอย่างเป็นทางการในปี 1965 จากกฎหมายสิทธิเลือกตั้งที่ออกโดยรัฐบาลกลาง ส่วนผู้หญิงนั้นกว่าจะได้สิทธิเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก็ต้องรอไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 19 ในปี 1920 หรืออีกครึ่งศตวรรษต่อมา)

ไม่เพียงในสนามการเมืองเท่านั้นที่ลินคอล์นจะต้องรักษาสมดุลอันเปราะบางระหว่างกลุ่มหัวก้าวหน้ากับกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพราะแม้แต่ภายในบ้านของเขาเอง ลินคอล์นก็ยังต้องรับมือกับความต้องการที่สวนทางกันระหว่างภรรยา (แซลลี ฟิลด์) ที่จะไม่มีวันให้อภัยเขา หากเธอต้องสูญเสียลูกอีกคนไป กับลูกชาย (โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์) ซึ่งต้องการเข้าร่วมรบในสงคราม เพราะไม่อยากรู้สึกละอายใจไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเด่นของ Lincoln อยู่ตรงบทภาพยนตร์อันงดงามของ โทนี คุชเนอร์ ซึ่งร้อยเรียงเรื่องส่วนตัวเข้ากับเรื่องส่วนรวมได้อย่างลงตัว ผ่านบทสนทนาอันเฉียบคม ยอกย้อน และรักษาสมดุลระหว่างจินตนาการกับการให้ข้อมูลได้อย่างแนบเนียน ลุ่มลึก ไม่ว่าจะเป็นบทพูดของลินคอล์นต่อหน้าคณะรัฐบาล อธิบายถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกกฎหมายรัฐ (ซึ่งนิยามทาสนิโกรว่าเป็นสมบัติไม่ใช่มนุษย์ผู้มีอิสรภาพ) และหยุดยั้งการค้าทาสเป็นการถาวร หรือบทพูดของเขากับสองเจ้าหน้าที่ส่งโทรเลขเกี่ยวกับ ความเท่ากันรวมเลยไปถึงการตอบโต้อันดุเด็ด เผ็ดร้อน และสุดแสบสันต์ที่ แทดเดอุส สตีเวนส์ สาดกระหน่ำใส่คู่ต่อสู้จากพรรคเดโมแครตในสภา ซึ่งน่าจะเรียกเสียงเชียร์จากคนดูได้ไม่ยาก... แน่นอนการได้ทีมนักแสดงชั้นยอดจำนวนมากมาถ่ายทอดตัวอักษรเหล่านี้ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความสมจริงทางอารมณ์ได้มากขึ้นอีก

ถึงแม้ Lincoln จะกวาดคำชมจากนักวิจารณ์จำนวนมาก  แต่ในเวลาเดียวกัน ผลงานกำกับเรื่องล่าสุดของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ก็ต้องรับมือกับเสียงโจมตีหนาหูในแง่บิดเบือนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเลิกทาสและการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ทั้งนี้เพราะหนังดูเหมือนจะยกความดีความชอบทั้งหมดให้บรรดาชายผิวขาวหนวดเครารุงรังในกรุงวอชิงตัน แล้วผลักไสคนผิวดำ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างกระแสสังคมและเรียกร้องสิทธิของตนเอง ให้กลายเป็นแค่แบ็คกราวด์ในฐานะผู้เฝ้าสังเกตการณ์ที่ปราศจากอิทธิพลใดๆ ดังเช่นตัวละครแม่บ้านของลินคอล์น นอกจากนี้บางคนถึงขั้นตีความว่าหนังนำเสนอ (เชิงนัยยะ) ว่า “การเลิกทาส” เป็นของขวัญที่คนผิวขาวมอบให้กับคนผิวดำ ผ่านฉากตอนท้ายเรื่องเมื่อสตีเวนส์นำบทร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาอวดแม่บ้าน/คู่รักผิวดำของเขา 

อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่าประเด็นสำคัญของ Lincoln ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเล่าประวัติศาสตร์ของการเลิกทาส หรือกระทั่งประวัติชีวิตของลินคอล์น แต่เป็นการสะท้อน/วิพากษ์ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย ซึ่งอาจมีข้อจำกัดและจุดด่างพร้อย แต่ขณะเดียวกันตามคำพูดของคุชเนอร์ “ก็มีศักยภาพมากพอจะช่วยให้คุณสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามและยอดเยี่ยมได้เช่นกัน

เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลินคอล์นยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้คะแนนโหวตเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการมอบสินบนทางอ้อม (ตำแหน่งหน้าที่ให้กับพวกส.ส.เดโมแครตหางแถวที่กำลังสิ้นหวัง หรือการยินยอมตามคำขอของเพรสตัน (เพื่อรักษาแรงสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมในพรรค) ในการรับฟังข้อเสนอสันติภาพจากฝ่ายใต้ แต่ขณะเดียวกันก็แอบกักตัวพวกเขาไว้ไม่ให้เดินทางมาถึงวอชิงตันก่อนการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปิดท้ายด้วยการโกหกคำโตต่อหน้าสภา โดยประกาศว่าตนไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพใดๆ (ตามคำกล่าวของสตีเวนส์ที่ว่า นี่เป็นกฎหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 19 ชนะโหวตในสภาด้วยการคอรัปชั่น ภายใต้การยุยงส่งเสริมโดยชายที่ผุดผ่องไร้มลทินที่สุดในอเมริกา”)

ไม่เพียงเท่านั้น ลินคอล์นยังเกลี้ยกล่อมให้สตีเวนส์ลดท่าที หัวก้าวหน้าของเขาลงเพื่อเหล่าสมาชิกหัวเก่าในพรรครีพับลิกันจะได้ไม่ตื่นตระหนก (หรือรู้สึกเหมือนถูกคุกคาม) บทสนทนาระหว่างคนทั้งสองสะท้อนหัวใจของการ เล่นการเมืองได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ สตีเวนส์เป็นเหมือนตัวแทนแห่งอุดมคติ เชื่อมั่นในความถูกต้อง ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน และไม่กลัวที่จะประกาศให้ทุกคนรับรู้ เขากล่าวจู่โจมลินคอล์น (ซึ่งเห็นด้วยกับอุดมการณ์ของเขา แต่มีความอดทนอดกลั้นต่อระบบมากกว่า) ด้วยข้ออ้างว่า ประชาชนเลือกเขามาให้เป็นผู้นำ และผู้นำก็ควรจะกล้าตัดสินใจเพื่อ “นำ” ประชาชนไปสู่วิถีแห่งความถูกต้อง โดยไม่ต้องใส่ใจว่ามันจะ “ถูกใจคนส่วนใหญ่หรือไม่  ส่วนลินคอล์นเป็นเหมือนตัวแทนของความเป็นจริงในวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตย ซึ่งต้องอาศัย เสียงส่วนใหญ่เขาตอบโต้สตีเวนส์โดยเปรียบเทียบให้เห็นว่าการตระหนักในเป้าหมาย แล้วพุ่งตรงเข้าใส่แบบไม่คำนึงถึงอุปสรรค หรือแอ่งบึงที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้านั้นจะมีประโยชน์อันใด หากสุดท้ายแล้วเราต้องมาติดแหง็กอยู่ในแอ่งบึงระหว่างทาง ลินคอล์นยกตัวอย่างว่าหากเขาประกาศเลิกทาสในทันทีหลังฝ่ายใต้เริ่มจู่โจมฟอร์ทซัมเตอร์ตามคำแนะนำของสตีเวนส์ รัฐบาลกลางอาจไม่อยู่ในตำแหน่งถือไพ่เหนือกว่าอย่างที่เป็นอยู่ เพราะรัฐเกษตรกรรมบริเวณชายแดนจะประกาศตัวเข้าร่วมกับฝ่ายกบฏ นำความพ่ายแพ้มาสู่รัฐอุตสาหกรรมของฝ่ายเหนือ และส่งผลให้การค้าทาสแพร่กระจายไปทั่วอเมริกา

ความสามารถที่จะเล่นการเมืองและรู้จักประนีประนอมผลประโยชน์ (นอกเหนือไปจากบุคลิกอบอุ่น ติดดินทำให้ลินคอล์นเป็นที่รักของประชาชนส่วนใหญ่อย่างที่สตีเวนส์ไม่มีทางเป็นได้ (ตามข้อสังเกตของแมรี ท็อดด์)  ทั้งนี้เพราะในระบอบประชาธิปไตย บุคคลที่สามารถโอนอ่อนตามผลประโยชน์ของทุกฝ่ายย่อมถือไพ่เหนือบุคคลที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ ฝีปากกล้า และบุกบั่นฝ่าด่านโดยไม่สนใจว่าจะเหยียบข้ามหัวใคร แม้ว่าอุดมการณ์ของเขาจะเปี่ยมคุณธรรม ความถูกต้องมากแค่ไหนก็ตาม... สตีเวนส์ดูจะตระหนักถึงสัจธรรมดังกล่าว และท้ายที่สุดก็จำใจกล้ำกลืนอุดมการณ์ส่วนตัวเพื่อชัยชนะใน “วันนี้และโอกาสต่อสู้ใน วันข้างหน้า

ในมุมหนึ่ง Lincoln ใกล้เคียงกับหนังแบบ Primary Colors และ The Ides of March ตรงที่เมื่อคุณก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง อุดมการณ์ หรือความบริสุทธิ์ก็ยากจะเหลือรอดปลอดภัยได้อย่างสง่างาม แต่ในอีกมุมหนึ่ง หนังยกย่องความเป็นอัจฉริยะในเกมการเมืองของลินคอล์นอย่างชัดเจน และคนดูก็น่าจะลงเอยด้วยการเดินออกจากโรงหนังด้วยอารมณ์ฮึกเหิมมากกว่าหดหู่ (หนังนำเสนอความสำเร็จของลินคอล์นเป็นเหมือนบทสรุป/ชัยชนะ แต่ความจริงแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และอเมริกาก็ต้องใช้เวลาอีกกว่าศตวรรษในการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสีผิวอย่างแท้จริง) นี่หมายความว่าสปีลเบิร์กับคุชเนอร์กำลังบอกว่า ผลลัพธ์สร้างความชอบธรรมให้กับวิธีการใช่หรือไม่ เพียงเพราะลินคอล์นต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เราควรจะมองข้ามวิธีการซึ่งทำให้ได้มาอันผลลัพธ์ที่น่าพอใจนั้นหรือ คำตอบย่อมขึ้นอยู่กับมุมมองและหลักการความคิดของแต่ละคน เช่นเดียวกับเรื่องเล่าของลินคอล์นเกี่ยวกับหญิงชราวัย 77 ปีที่ฆ่าสามีเป็นการป้องกันตัว

มองด้วยสายตาร่วมสมัย มันดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ผู้คนจำนวนมากปราศจากสามัญสำนึกพอจะตระหนักถึงความไร้มนุษยธรรมของการค้าทาส หรือสิทธิความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์มักจะมีสันดานเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง และคุ้นเคยกับการเชื่อมั่นว่าตนเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลมาเนิ่นนาน (จากทฤษฎีของอริสโตเติล ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคริสตจักร) ดังนั้นเราจึงได้เห็นความผิดพลาดคล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านยุคสมัยล่าอาณานิคมไปสู่การเรืองอำนาจของนาซี... หรือกระทั่งปัจจุบันเอง ปัญญาชนบางคนในประเทศสารขัณฑ์ก็ยังเชื่อว่าตนเองมีค่าเหนือชาวบ้านร้านตลาด ซึ่งไม่ควรได้สิทธิเลือกตั้งเทียบเท่าเพราะพวกเขาไร้การศึกษา

ในหนังฉากหนึ่ง ลินคอล์นได้ยกสัจพจน์ของยูคลิดขึ้นมาอ้าง (“สิ่งทั้งหลายที่เท่ากับสิ่งเดียวกัน สิ่งเหล่านั้นย่อมเท่ากัน”) เพื่อจะบอกว่าโลกของเราเริ่มต้นในลักษณะนั้น มันเป็นสมดุลแห่งธรรมชาติ เป็นความยุติธรรม ที่แม้แต่หนังสือเก่าแก่กว่า 2,000 ปีก็ยังตระหนักในข้อเท็จจริงดังกล่าว ยูคลิดกล่าวว่ามัน ชัดแจ้งในตัวโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์แต่ดูเหมือนคนจำนวนไม่น้อยก็ยังคงมืดบอดด้วยอคติและอัตตาจนมองไม่เห็น แม้จะมีการพิสูจน์จนประจักษ์สักกี่ครั้งก็ตาม... น่าเศร้าตรงที่ไม่ว่าจะเป็น ค.ศ. 1865 หรือ 2013 หรือในอีกกี่ร้อยกี่พันปีข้างหน้า มนุษย์จำพวกนี้ก็ไม่มีทางสูญพันธุ์ไปจากโลก และนั่นคืออีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธ

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 14, 2556

Silver Linings Playbook: โลกสวยด้วยมือเรา



ผู้กำกับ เดวิด โอ. รัสเซลล์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาสนใจสร้างหนังเรื่อง Silver Linings Playbook ซึ่งดัดแปลงจากนิยายของ แม็ทธิว ควิค สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะลูกชายเขาก็มีอาการโรคอารมณ์สองขั้วแบบเดียวกับตัวละครเอก ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมอย่างรุนแรงกับเรื่องราวของชายหนุ่ม ที่สามารถฉุดตัวเองขึ้นจากหุบเหวแห่งความล้มเหลวและหลุมพรางทางอารมณ์ แล้วค้นพบความสุข ความสำเร็จด้วยแรงสนับสนุนของทุกคนรอบข้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวเขา แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าหลากหลายพฤติกรรม ตลอดจนพัฒนาการของ แพ็ท จูเนียร์ (แบรดลีย์ คูเปอร์) ก็สะท้อนชีวิตจริงของรัสเซลล์อยู่กลายๆ และบางทีการคิดบวก หรือพยายามมองหาสิ่งดีๆ จากสภาพแวดล้อมอันหดหู่ มืดมนไร้ทางออกอาจเป็นทฤษฎีที่รัสเซลล์เองยินดีรับมาปฏิบัติตาม ส่งผลให้หนังสองเรื่องหลังของเขายืนกรานที่จะสร้างความรู้สึกดีๆให้แก่ผู้ชม เพื่อให้เรามองชีวิตด้วยแววตาที่อ่อนโยนขึ้น

นี่เป็นสารที่ห่างไกลจากภาพลักษณ์ของชายที่ตะโกนด่านักแสดง และพังทำลายฉากในระหว่างการถ่ายทำหนังตลกเกี่ยวกับอัตถิภาวนิยมเรื่อง I Heart Huckabees อยู่มากโข แต่ไม่ยากต่อการคาดเดา หลังจากหนังปูพื้นไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องเมื่อแพ็ทระบายความหงุดหงิดต่อ เออร์เนส เฮมมิงเวย์ โดยการเขวี้ยงนิยาย A Farewell to Arms ทะลุกระจกหน้าต่าง หลังพบว่าตัวละครเอกต้องสูญเสียคนรักอย่างกะทันหันจากภาวะตกเลือดขณะคลอดลูก โลกนี้มันอยู่ยากขึ้นทุกวัน ทำไมเราถึงไม่รู้จักมองแง่บวก แล้วค้นหาฉากจบที่ให้ความหวังกับเรื่องราวบ้างเขากล่าว

ข้อติติงของแพ็ทต่อ A Farewell to Arms และอาจหมายรวมถึงนิยายอย่าง Lord of the Flies ด้วยนั้น (เขาพยายามจะเอาชนะใจภรรยาด้วยการอ่านหนังสือนอกเวลาทุกเล่มที่เธอใช้สอนนักเรียน) ได้รับการโต้กลับจากทิฟฟานี (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ซึ่งเขียนจดหมายในนามของภรรยาแพ็ทว่า ผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นสะท้อนความจริงว่าบางครั้งชีวิตอาจเต็มไปด้วยความลำบากยากเข็ญ ความผิดหวัง ความมืดหม่น และการสอนมันในโรงเรียนจะช่วยเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับแง่มุมอันไม่น่าพิสมัยของชีวิต

หลังจากดำรงตำแหน่งขวัญใจวงการหนังอินดี้อยู่พักใหญ่ผ่านผลงานอย่าง Spanking the Monkey และ Flirting with Disaster และสร้างหนังพิลึกพิลั่นที่กลายเป็นขวัญใจคนกลุ่มน้อยอย่าง I Heart Huckabees รัสเซลล์ก็ห่างหายจากวงการไปนานกว่า 6 ปี ก่อนจะหวนคืนวงการด้วยภาพลักษณ์ใหม่ (ทัศนคติใหม่?) โดยผลงานสองชิ้นล่าสุดของเขาดำเนินเรื่องอยู่ภายใต้สูตรสำเร็จที่ชัดเจน สะท้อนมุมมองต่อโลกในแง่ดีขึ้น เข้าถึงคนดูกระแสหลักได้มากกว่า  และไม่ได้ท้าทายคนดูด้วยการผสมผสานแนวทางภาพยนตร์ (genre) หรือนำเสนอประเด็นสุ่มเสี่ยงต่อศีลธรรมเหมือนในผลงานยุคแรก ตรงกันข้าม อาจกล่าวได้ว่า The Fighter คือ การนำเอาเหล้าเก่า (aka Rocky) มากรอกใส่ขวดใหม่ที่อาจให้ความรู้สึกสมจริงมากกว่าผ่านตัวละครชนชั้นล่าง ประเด็นการติดยา กลิ่นอายของสไตล์สารคดี แม้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วจะปรุงแต่งทางอารมณ์เพื่อให้คนดูฮึกเหิม อิ่มเอมไปกับความสำเร็จของตัวละครไม่แพ้กัน

เป้าหมายถัดมาของรัสเซลล์ คือ แนวทางตลก-โรแมนติก แต่เห็นได้ชัดว่า Silver Linings Playbook ห่างไกลจากหนังที่นำแสดงโดย แคทเธอรีน ไฮเกล หรือ เคท ฮัดสัน ราวกับอยู่คนละโลก แล้วเฉียดใกล้ผลงานสไตล์ screwball comedy ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงทศวรรษ 1930 มากกว่า  โดยเฉพาะจากบทสนทนาอันพลุ่งพล่าน โต้ตอบไปมาอย่างรวดเร็ว และการนำเสนอบุคลิกของตัวละครอย่างทิฟฟานี ที่แกร่งกล้า ปากจัด เธอรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และไม่กลัวที่จะไขว่คว้ามาครอบครอง

แต่เช่นเคย รัสเซลล์ไม่ลืมที่จะสอดแทรกความชอบส่วนตัวของเขาเข้ามาในรูปแบบอันคุ้นเคย เพื่อสร้างความรู้สึกสดใหม่ให้กับเหล้าขวดเก่า เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับความผิดปกติในครอบครัว ซึ่งครั้งนี้อาจไม่ได้รุนแรงเหมือนกรณี Spanking the Monkey (การสมสู่ร่วมสายโลหิต) แต่ก็กล่าวได้ว่าครอบครัวโซลิทาโนใน Silver Linings Playbook นั้น สติแตกได้ไม่แพ้ครอบครัว วอร์ดใน The Fighter กันเลยทีเดียว ทั้งลูกชายที่เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว และพ่อ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) ที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ แถมยังหมกมุ่นกับเรื่องโชคลาง ฟุตบอล และการพนัน โดยต่างก็พร้อมจะระเบิดอารมณ์เข้าใส่กันได้ทุกเวลา นอกจากนี้ รัสเซลล์ยังคงเอกลักษณ์ของสไตล์งานด้านภาพเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ผ่านการเคลื่อนไหวที่วูบวาบด้วยสเตดิแคมผสมแฮนด์เฮลด์ โดยบางครั้งกล้องก็เคลื่อนเข้าประชิดตัวละครอย่างฉับพลัน บ้างก็หมุนวนไปรอบๆ และบางครั้งกลับถอยห่างอย่างรวดเร็วจนเปรียบได้กับอารมณ์วูบวาบ ขึ้นๆ ลงๆ ของตัวละคร ซึ่งเป็นทั้งเสน่ห์น่าสนใจ และสร้างความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยให้คนดูในเวลาเดียวกัน

ความมืดหม่นและเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสถานการณ์ ซึ่งอาจดูตลกขบขัน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยยกระดับ Silver Linings Playbook เหนือผลงานสูตรสำเร็จชวนฝันเรื่องอื่นๆ กล่าวคือ มันอาจยืนกรานที่จะนำเสนอการมองโลกในแง่ดี แต่ก็ไม่ได้มองข้ามความยากเข็ญของชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง อารมณ์โกรธขึ้ง คับแค้นที่รอนนี (จอห์น ออร์ทิซ) เพื่อนสนิทของแพ็ท พยายามเก็บกดเอาไว้ภายใน จากการถูกภรรยาจอมบงการควบคุมและกดดันทุกฝีก้าวอาจดูน่าหัวเราะ แต่ในเวลาเดียวกันก็น่าเศร้าและเจ็บปวดอยู่ลึกๆ หนัง screwball comedy มักเจือแง่มุมความขัดแย้งระหว่างชนชั้นเอาไว้ ส่วนความขัดแย้งที่เห็นเด่นชัดใน Silver Linings Playbook ไม่ได้เกี่ยวกับสถานะทางสังคม หากแต่เป็นความแตกต่างระหว่างมาตรฐานกับคนนอกกรอบ หรือพูดชัดๆ ลงไปอีกอย่าง คือ ระหว่างคนดีกับคนบ้า โดยมีเพียงเส้นบางๆ กั้นอยู่ตรงกลาง

ฉากที่เวโรนิกา (จูเลีย สไตล์ส) พาแพ็ทกับทิฟฟานีเดินทัวร์บ้านแสนสวยของเธอเปรียบเหมือนความพยายามจะเกทับของคนกลุ่มแรก เช่นเดียวกับฉากเจค (เชีย วิคแกม) คุยโวถึงความสำเร็จต่างๆ นานาของตนต่อหน้าน้องชายที่ล้มเหลวในแทบทุกด้าน แต่เนื่องจากหนังโน้มน้าวให้คนดูอยู่ข้างเดียวกับฝ่ายหลัง จึงไม่แปลกที่ ความปกติเหล่านั้น (บ้านที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกฟุ้งเฟ้อ และความทะเยอทะยานในอาชีพการงาน) จะดูไร้สาระ และบางทีอาจก้าวเข้าข่ายบ้าคลั่งอยู่กลายๆ (อย่างน้อยมันก็แทบจะทำให้รอนนีก้าวผ่านจากกลุ่มแรกไปอยู่กลุ่มหลังอยู่รอมร่อ) แน่นอน สำหรับแพ็ทและทิฟฟานี ลำพังแค่การรับมือกับพายุอารมณ์ตัวเองก็ถือว่ายากลำบากเพียงพอแล้ว พวกเขาย่อมไม่เหลือเวลาพอสำหรับเตาผิงติดผนัง หรือพอร์ตต่อไอพ็อดเข้ากับลำโพงในทุกๆ ห้องของบ้าน

ปัญหาของแพ็ทไม่ได้อยู่แค่โรคอารมณ์สองขั้วเท่านั้น ความมุ่งมั่นที่จะคิดบวก ทำให้เขามองข้ามความจริงซึ่งทุกคนรอบข้างเห็นได้ถนัดชัดเจน แต่เขากลับมืดบอด เช่น การพยายามจะขอคืนดีกับภรรยา ทั้งๆ ที่เธอนอกใจเขากับครูสอนประวัติศาสตร์ ซึ่งลงเอยด้วยการที่เขาซ้อมชายชู้จนปางตาย ถูกศาลตัดสินให้เข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลโรคจิต และสั่งห้ามเข้าใกล้ภรรยาในระยะ 500 ฟุต กระนั้นแพ็ทก็ยังคิดว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับเธอ จนต้องเริ่มฟิตหุ่น หรืออ่านหนังสือที่เธอสอนในโรงเรียน เขามองตัวเองไม่ต่างจากถึงขยะที่เขาสวมใส่เพื่อนเรียกเหงื่อทุกครั้งที่ออกไปวิ่ง เขาโทษความผิดทุกอย่างไปยังโรคร้าย ไปยังเหตุระเบิดอารมณ์ แค่ครั้งเดียวโดยไม่ไตร่ตรองถึงความบาดหมาง หรือเหินห่างก่อนหน้าจนนำไปสู่การนอกใจ เขาพยายามจะเอาชนะปีศาจในใจด้วยการลืมทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้วเริ่มต้นใหม่ แทนการเรียนรู้ที่จะทำใจยอมรับข้อจำกัดของตน แล้วใช้ชีวิตร่วมกับมันอย่างสงบสุข

คงไม่มีใครเข้าใจแพ็ทได้ดีไปกว่าทิฟฟานี เพราะเธอก็เคยผ่านช่วงเวลาเหยียบย่ำตนเองมาแล้ว หลังสูญเสียสามีไปกับอุบัติเหตุรถชน เธอคิดว่าเซ็กซ์จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่า บรรเทาความเศร้าภายในจิตใจ เธอนำเสนอเรือนร่างให้คนแปลกหน้าเพื่อจะได้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เป็นที่ต้องการ แม้จะเพียงช่วงเวลาประเดี๋ยวประด๋าวก็ตาม แน่นอน วิธีรับมือกับความสูญเสียของเธอย่อมต้องแลกด้วยราคาค่อนข้างสูง ทั้งการถูกไล่ออกจากงาน และถูกมองเป็นเพียงวัตถุทางเพศที่ปราศจากหัวจิตหัวใจ พร้อมกันนั้นเธอได้สร้างบุคลิกจัดจ้านก่อเป็นกำแพงภายนอก ทั้งการแต่งหน้าเข้ม หรือวิธีพูดจาแบบขวานผ่าซากเพื่อปกปิดความเปราะบางภายใน และอารมณ์โหยหาความรัก ความเอาใจใส่

ตรงตามสูตรสำเร็จ วิกฤติต่างๆ ซึ่งดูหนักหน่วง สาหัสพอตัวในช่วงต้นเรื่อง กลับค่อยๆ คลี่คลายได้อย่างราบรื่นในตอนท้าย สองจิตวิญญาณที่บาดเจ็บได้ช่วยกันเยียวยา เติมเต็มกันและกัน และต่างเรียนรู้ที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างสุขสม แม้กระทั่งหายนะทางด้านการเงินภายในครอบครัว (พ่อตกงาน ถูกตัดบำนาญ และสูญเงินก้อนโตที่เก็บสะสมไว้เปิดร้านอาหารไปกับการพนันฟุตบอล) ก็ได้รับการเยียวยาไปพร้อมๆ กันผ่านฉากไคล์แม็กซ์ที่ช่วยเติมเต็มความหวังและเรียกเสียงเชียร์จากคนดูได้อย่าง หมดใจ

เช่นเดียวกับหนัง screwball comedy ซึ่งเจริญงอกงามในช่วงยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งยิ่งใหญ่ก่อนหน้าการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง Silver Linings Playbook อาจเป็นความบันเทิงที่เหมาะสำหรับปลอบประโลมอเมริกาในขณะนี้ เมื่อสภาพเศรษฐกิจกำลังดิ่งลงเหว ภาวะข้าวยากหมากแพงแพร่กระจายทั่วทุกหัวระแหง บ้านถูกเวนคืน ผู้คนถูกไล่ออกจากงาน (หนังกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้แบบผ่านๆ) เช่นนี้แล้วเราจะใช้ชีวิตท่ามกลางความผันผวน หดหูเช่นนี้ได้อย่างไร หากไม่รู้จักค้นหาแง่งามจากความสิ้นหวัง การลงเอยด้วยความสุขสันต์อาจเป็นแค่ปุ่มทำงานอัตโนมัติของหนังตลก-โรแมนติกหลายๆ เรื่อง แต่บางทีสำหรับหนังเรื่องนี้ อาจกล่าวได้ว่ามันคือความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

Oscar 2013: ปีแห่งการแบ่งปันความสุข



บทสรุปของออสการ์ปีนี้ไม่ถือว่ายากต่อคาดเดาในแง่ที่ว่ารางวัลถูกกระจายแจกจ่ายไปอย่างทั่วถึง เมื่อพิจารณาว่ามันเป็นปีที่เต็มไปด้วยหนังแข็งๆ มากมาย แต่กลับไม่มีเรื่องใดถูกใจคณะกรรมการแบบโดดเด้ง สังเกตได้จากรางวัลใหญ่ 4 สาขาได้แก่ ภาพยนตร์, ผู้กำกับ, นำชาย และนำหญิง ตกเป็นของหนัง เต็งแถวหน้า อย่าง Argo, Life of Pi, Lincoln และ Silver Linings Playbook ตามลำดับ ส่วนรางวัลสมทบชายและหญิงก็ตกเป็นของนักแสดงจากหนัง พระรองที่ได้เข้าชิงสาขาสูงสุดอีกสองเรื่อง คือ Django Unchained และ Les Miserables จากนั้นเมื่อผนวกเข้ากับรางวัลลำดับเสียงยอดเยี่ยมของ Zero Dark Thirty และรางวัลหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมของ Amour ก็ปรากฏว่า Beasts of the Southern Wild กลายเป็นหนังเรื่องเดียวที่ต้องกลับบ้านมือเปล่าจากการเข้าชิง 4 สาขา (ซึ่งถือว่าน้อยสุดในบรรดา 9 เรื่อง)

น่าตลกตรงที่ก่อนหน้านี้ Beasts of the Southern Wild เคยเป็นผู้ชนะที่ใครๆ ก็กล่าวถึงในวันประกาศรายชื่อผู้เข้าชิง เมื่อผลงานอินดี้เล็กๆ เรื่องนี้เบียดเข้าชิงในสาขาสำคัญๆ อย่าง ผู้กำกับและนักแสดงนำหญิงได้สำเร็จ เขี่ยตัวเก็งรุ่นใหญ่อย่าง มาริยง โกติญาร์ (Rust and Bone) เฮเลน เมียร์เรน (Hitchcock) เบน อัฟเฟล็ค  (Argo) และ แคธลีน บิเกโลว์ (Zero Dark Thirty) ได้ชนิดเหนือความคาดหมาย... แต่พอถึงวันประกาศผล มันกลับพลิกสถานะมาเป็นผู้แพ้ (คราวนี้ตามความคาดหมายของทุกคน) ไปซะงั้น

รางวัลผู้กำกับอาจเป็นที่เซอร์ไพรซ์ของคนหลายคน แต่ไม่ใช่ในหมู่บล็อกเกอร์ออสการ์ ซึ่งกลับลำมายกให้อังลีเป็นเต็งหนึ่งในช่วงโค้งสุดท้าย เมื่อปรากฏว่ากระแส Lincoln เริ่มแผ่วลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หากจะมองกันตามเนื้อผ้าแล้ว ผลลัพธ์ดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะ Life of Pi เป็นหนังที่ต้องพึ่งพา วิสัยทัศน์ตลอดจนความกล้าหาญของนักทำหนังอย่างชัดเจน เป็นผลงานของผู้กำกับอย่างแท้จริง ดังนั้นมันจึงได้คะแนนท่ายากเหนือคู่แข่ง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังนิ่งๆ เนือยๆ และสิ้นไร้ ความเป็นสปีลเบิร์กแบบ Lincoln

นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมถือเป็นของสมนาคุณตบท้ายแด่อังลี ที่ผลักดันให้ Life of Pi ซึ่งดัดแปลงจากนิยายที่หลายคนยืนกรานว่า ไม่สามารถทำเป็นหนังได้กลายเป็นภาพยนตร์สุดฮิตแห่งปี (ทำเงินทั่วโลกสูงสุดในบรรดาหนังทั้ง 9 เรื่องที่เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วยตัวเลข 570 ล้านเหรียญ ทิ้งห่างอันดับสองและสาม คือ Les Miserables กับ Django Unchained ราว 200 ล้านเหรียญ) ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายคนเชื่อว่าด้วยทุนสร้างมากกว่า 120 ล้าน มันมีสิทธิ์จะกลายเป็นหายนะบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศเนื่องจากเนื้อเรื่องที่เบาบางเกี่ยวกับประเด็นศรัทธา  ความคลุมเครือของฉากจบ และการปราศจากนักแสดงที่คนดูพอจะรู้จัก

รางวัลที่เซอร์ไพรซ์กว่า คือ คริสตอฟ วอลซ์ ในสาขาสมทบชาย จริงอยู่ เขาอาจคว้าลูกโลกทองคำกับ BAFTA มาครอง แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าสาขานี้น่าจะเป็นการฟาดฟันกันระหว่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร ซึ่งออกมาเดินสายโปรโมตอย่างหนัก และ ทอมมี ลี โจนส์ ซึ่งได้ SAG ที่สำคัญ ทั้งสองไม่ได้เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์สาขาเดียวกันนี้มาครองเมื่อ 3 ปีก่อนเหมือนวอลซ์จากการแสดงที่คล้ายคลึงกันมาก แค่พลิกจากบทตัวร้ายมาเป็นคนดี อีกรางวัลที่น่าแปลกใจไม่น้อย คือ Brave ในสาขาหนังการ์ตูนยอดเยี่ยม ทั้งนี้เพราะมันไม่ใช่ผลงานพิกซาร์ที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันคู่แข่งคนอื่นๆ ก็ดูจะได้เปรียบกว่าในแง่เสียงสนับสนุนจากนักวิจารณ์

เส้นทางสู่ออสการ์ของ Argo นั้นเรียกได้ว่าวกวน ขึ้นๆ ลงๆ ราวกับรถไฟเหาะ เริ่มต้นจากการพีคถึงขีดสุดในเทศกาลโตรอนโต ก่อนจะค่อยๆ แผ่วลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมการเปิดตัวของหนังที่แนวทางใกล้เคียงกัน แต่จริงจังและเป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์มากกว่าอย่าง Zero Dark Thirty แต่เมื่อหนังของ แคธลีน บิเกโลว์ ถูกขัดขาด้วยข่าวอื้อฉาวและการเรียกสอบสวน Lincoln, Life of Pi กับ Silver Linings Playbook ก็ฉวยโอกาสตีตื้นด้วยการได้เข้าชิงออสการ์ครบทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่แล้ว (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนเริ่มรู้สึกเห็นใจ เบน อัฟเฟล็ค ที่ถูกกรรมการออสการ์กลุ่มผู้กำกับมองข้าม) Argo กลับถีบตัวขึ้นมาพีคอีกครั้งเป็นรอบที่สองด้วยการกวาดรางวัลสำคัญๆ มาครองอย่างครบถ้วน ทั้งลูกโลกทองคำ, SAG, DGA, WGA และ BAFTA จนทำให้การคว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีออสการ์กลายเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว

สำหรับภาพรวมของงานในปีนี้ ดูเหมือนว่าพิธีกร เซ็ธ แม็คฟาร์เลน จะโดนสวดยับจากการเล่นมุกตลกที่ค่อนข้างต่ำ เกรียน และไร้รสนิยม (สำหรับมาตรฐานของงานออสการ์) แต่การที่บางคนถึงขนาดบอกว่าเขาเป็นพิธีกรที่ห่วยที่สุดในประวัติศาสตร์ออสการ์ก็ออกจะเป็นข้อกล่าวหาที่เกินจริงไปสักหน่อย ทั้งนี้เพราะ แอนน์ แฮทธาเวย์ กับ เจมส์ ฟรังโก้ สร้างมาตรฐานต่ำตมไว้สูงลิ่วชนิดที่ใครก็ยากจะเอาชนะได้ อย่างไรก็ตาม มุกตลกแว๊นๆ ของแม็คฟาร์เลนไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าไหร่ พิจารณาจากผลงานในอดีตของเขา และคงเป็นความตั้งใจด้วยซ้ำ เนื่องจากออสการ์ในช่วงสามสี่ปีหลังพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะดึงดูดกลุ่มคนดูวัยรุ่น จนบางครั้งก็ลืมไปว่าชื่อรางวัล คือ ออสการ์ ไม่ใช่ MTV Movie Awards (เรตติ้งของงานปีนี้สูงกว่าปีก่อน 3% ส่วนหนึ่งคงต้องยกประโยชน์ให้บรรดาหนังที่ได้เข้าชิง ซึ่งป็อปปูล่ากว่าหนังเต็งในปีก่อนอย่าง The Artist, Hugo และ The Descendants อยู่หลายเท่า)

สิ่งที่ควรจะถูกวิพากษ์มากกว่า คือ การกำกับซึ่งถ้าเทียบไปแล้วก็เหมือนหนังที่จังหวะแปรปรวน ขาดความลื่นไหลอย่างสิ้นเชิง เช่น ช่วงเปิดตัวที่นานเกินไป (เกือบ 20 นาที) ความยืดย้วยซ้ำซ้อนของการร้องเพลง (นี่ไม่ใช่งานประกาศรางวัลโทนี่นะ) เสียงออร์เคสตร้าที่ดังจนแทบจะกลบเสียงร้องของอเดล (เรียกง่ายๆ ว่า เสียของ”) การที่กล้องไม่ยอมตัดภาพไปยังปฏิกิริยาของผู้คนในงาน (และเมื่อตัด ก็ดันตัดผิดซะอีก เช่น เมื่อ รีส วิทเธอร์สพูน แนะนำหนังเรื่อง Beasts of the Southern Wild กล้องดันตัดภาพไปยังทีมนักแสดง Silver Linings Playbook) การแนะนำหนังยอดเยี่ยมแบบเป็นแพ็คสามเรื่องควบ ฯลฯ ซ้ำร้าย คนประกาศรางวัลในปีนี้ก็ขาดสีสัน หรือตัวตลกที่จะมาขโมยซีนในแบบ วิล เฟอร์เรล หรือ เบน สติลเลอร์ หรือ (ในอดีต) จิม แคร์รี ตรงกันข้าม เรากลับได้ทีมนักแสดงจาก The Avengers ที่มาแบบมึนๆ และการจับคู่แบบฝืดๆ ของ พอล รัดด์ กับ เมลิสสา แม็ธคาธีย์


นาทีแห่งความประทับใจ

ต้องขอบคุณชุดกระโปรงบานและฟูฟ่องราวกับชุดแต่งงานของ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เพราะภาพที่เธอเดินสะดุดตรงบันได (แบบสวยๆ พอเป็นพิธี ไม่ได้หน้าคะมำจนเลือดตกยางออก) ระหว่างขึ้นไปรับรางวัลสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จะกลายเป็นช็อตคลาสสิกของงานออสการ์ไปอีกนานแสนนาน นอกจากนี้ อุบัติเหตุดังกล่าวยังกลายเป็นมุกเด็ดให้เธอใช้ถ่อมตนจากการลุกขึ้นยืนปรบมือของคนทั้งหอประชุมได้อย่างน่ารัก (“พวกคุณลุกขึ้นยืนเพราะแค่รู้สึกแย่ที่ฉันสะดุดล้ม มันน่าอายมากๆ แต่ก็ขอบคุณค่ะ”) สุนทรพจน์ของเธอค่อนข้างสั้น (เธอลืมกล่าวถึง เดวิด โอ. รัสเซลล์ แต่ไม่ลืมอวยพรวันเกิดให้ เอ็มมานูเอล ริวา คู่แข่งคนสำคัญ) ฟังดูไม่เยอะ (aka เบน อัฟเฟล็ค) และจริงใจ... ใครหลายคนอาจตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของเธอในการคว้ารางวัลนี้มาครอง แต่ทุกคนต่างเห็นตรงกันเกี่ยวกับบุคลิกน่ารัก ติดดิน และปราศจากความเฟคของเธอ (ถึง แอนน์ แฮทธาเวย์... ดูไว้เป็นตัวอย่างนะจ๊ะ เพราะน้ำเสียงตอนหนูพูดว่า มันกลายเป็นจริงแล้ว ฟังดูไม่เนียนอย่างแรง จนไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดจากปากของนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ อีกอย่างเลิกท่องรายชื่อคนแบบไม่จบไม่สิ้นเสียทีเถอะ เพราะนี่ไม่ใช่เกมทดสอบความจำ)  

* น้ำเสียงของ บาร์บรา สตรัยแซนด์ อาจไม่ใสปิ๊งเหมือนก่อน แต่เมื่อเธอออกมาครวญเพลง The Way We Were เพื่อรำลึกถึงการจากไปของ มาร์วิน แฮมลิช นักแต่งเพลงระดับตำนาน (A Chorus Line เป็นละครเพลงที่ทำให้เขาได้รางวัลโทนีและพูลิทเซอร์ เพลง The Way We Were ที่เขาแต่งให้กับหนังชื่อเดียวกันคว้ารางวัลออสการ์มาครอง นอกจากนี้ เขายังเคยได้รางวัลเอ็มมี่จากการกำกับ Barbra: The Concert อีกด้วย) มนตร์เสน่ห์ของฮอลลีวู้ดก็พลันแผ่กระจายไปทั่ว

ไม่น่าเชื่อว่า แชนนิง ทาทัม (อดีตนักเต้นระบำเปลื้องผ้า) กับ ชาร์ลีซ เธรอน (เคยเรียนบัลเลต์มาก่อน) จะสวมวิญญาณเป็น เฟร็ด แอสแตร กับ จิงเจอร์ โรเจอร์ส ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ท่ามกลางเสียงเพลง The Way You Look Tonight (จากภาพยนตร์เรื่อง Swing Time) ที่ร้องโดย เซ็ธ แม็คฟาร์เลน (ผู้เคยเข้าชิงรางวัลแกรมมีสาขา Best Traditional Pop Vocal Album จากอัลบั้มรวมเพลงเก่าในยุค 1950 ชื่อ Music Is Better Than Words)... และแน่นอน โรบิน (โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์) กับ แฮร์รี พ็อตเตอร์ (เดเนียล แรดคลิฟ) ก็คล่องแคล่วไม่เลวเช่นกันกับเพลง High Hopes

มุกตลกหลายมุกของ เซ็ธ แม็คฟาร์เลน อาจแป๊กชนิดหน้าทิ่ม อีกหลายมุกอาจถูกก่นด่าว่าเหยียดเพศ เหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ และไร้รสนิยม แต่ต้องยอมรับว่าการจำลองฉากเครื่องบินตกใน Flight ด้วยหุ่นมือทำจากถุงเท้า (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากหุ่นมือถูกปั่นในเครื่องซักผ้า) และมุกตลกแนะนำ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ด้วยการจำลองฉากไคล์แม็กซ์ใน The Sound of Music นั้นเรียกเสียงฮาได้พอสมควร เช่นเดียวกับตอนที่แม็คฟาร์เลนพูดว่า ผู้ประกาศรางวัลคนต่อไปไม่จำเป็นต้องได้รับการแนะนำใดๆจากนั้นเขาก็จ้ำอ้าวเข้าหลังเวที พร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของ เมอรีล สตรีพ

สุนทรพจน์ที่ดีที่สุดในงาน ได้แก่ ตอนที่ เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ ขึ้นไปรับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เขาผสานความถ่อมตัว ความจริงใจ และอารมณ์ขันได้อย่างลงตัว... ใครจะคิดว่า บิล เดอะ บุทเชอร์ กับ แดเนียล เพลนวิล ก็เล่นมุกกับเขาเป็นเหมือนกัน (“เมื่อสามปีที่แล้วก่อนเราสองคนจะตัดสินใจสลับบทบาทกัน ผมตอบตกลงว่าจะเล่นเป็น มาร์กาเรต แทตเชอร์ และเมอรีล คือ ตัวเลือกแรกของสปีลเบิร์กสำหรับบทลินคอล์น ผมอยากดูหนังเวอร์ชั่นนั้นจริงๆ”)


ช่วงเวลา นี่มันอะไรกัน!”

*  มิเชล โอบามา โผล่มางานออสการ์ (ผ่านทางจอ) ?! เธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไม่ใช่แม้กระทั่งแฟนหนังตัวยง อะไรดลใจทีมงานให้ติดต่อเธอมาทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศรางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือนี่เป็นอีกหนึ่งความพยายามอย่างสิ้นหวังของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่จะผลักดัน Lincoln แบบเดียวกับการเชิญ บิล คลินตัน มาพูดแนะนำหนังบนเวทีลูกโลกทองคำ? จริงอยู่ ออสการ์ควรจะเปลี่ยนคนประกาศรางวัลสูงสุดได้แล้ว แทนการวนเวียนอยู่กับหน้าเดิมๆ อย่าง แจ๊ค นิโคลสัน, สตีเวน สปีลเบิร์ก และ ทอม แฮงค์ แต่ มิเชล โอบามา เนี่ยนะ?!? การเมืองควรถูกจำกัดอยู่แค่วอชิงตัน ไม่ใช่ลามปามมายังฮอลลีวู้ด แน่นอน เธอพูดตามบทได้อย่างคล่องแคล่ว เปี่ยมอารมณ์แบบมืออาชีพ แต่ความพยายามจะสรุปหนังยอดเยี่ยมทั้ง 9 เรื่องให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ด้วยน้ำเสียงกระตุ้นความฮึกเหิมราวกับกำลังหาเสียงในช่วงเลือกตั้ง ทำให้นักวิจารณ์ฝรั่งบางคนตั้งคำถามว่า หนังอย่าง Amour สอนให้เราก้าวข้ามอุปสรรคประเภทใดหรือ ความตาย? ภาวะเส้นเลือดในสมองแตก? อันที่จริง ถ้าหนังที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่าง Amour หรือ Silver Linings Playbook ได้รางวัลไป บางทีเราอาจได้เห็นใบหน้าหงายเงิบของสตรีหมายเลข 1 ก็เป็นได้

* อเดล กับ นอราห์ โจนส์ ได้ขึ้นเวทีมาร้องเพลงประกอบที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงจากหนังเรื่อง Skyfall และ Ted ตามลำดับ เช่นเดียวกับ ฮิวจ์ แจ๊คแมน ที่ขึ้นมาร้อง ช่วงหนึ่งของเพลง Suddenly ก่อนทีมนักแสดง Les Miserables จะยกโขยงมาแหกปากแข่งกันในเพลง One Day More แต่อีกสองเพลงที่เข้าชิงออสการ์อย่าง Pi’s Lullaby กับ Before My Time จาก Life of Pi และ Chasing Ice กลับถูกตัดเป็นแค่คลิปภาพพร้อมเสียงร้อง... ห๊ะ!? อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังกันแน่ สการ์เล็ต โจแฮนสัน รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะโดนล้อในเพลง We Saw Your Boobs เลยตอบปฏิเสธ?  ทีมงานอยากกระชับพิธีการไม่ให้ยืดยาว เลยตัดเพลงที่พวกเขาคิดว่าคงเป็นได้แค่ไม้ประดับออก? 

ถ้าจะสดุดีหนังเพลงทั้งที ทำไมต้องเลือกแค่หนังเพลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แล้วแทนค่าด้วยผลงานทั้งหมด 3 เรื่อง??!! หรือนี่เป็นแค่ข้ออ้างที่จะโต้กลับว่าออสการ์คิดถูกแล้วที่เลือก Chicago เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม? (ถึงจะยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่ากาลเวลามีเมตตากับหนังเรื่องนี้มากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือ มันโหดร้ายกับสองนักแสดงนำหญิงมาก) หลายคนเริ่มตั้งสมมุติฐานว่านี่อาจเป็นหนึ่งในแผนโปรโมตตัวเองของสองโปรดิวเซอร์งานออสการ์ นั่นคือ เกร็ก เซแดน และ นีล เมรอน เพราะทั้งสองดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารของหนังเรื่อง Chicago ส่วน เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน ก็เคยปรากฏตัวมากกว่าหนึ่งครั้งในซีรีย์ชุด Smashซึ่งทั้งสองเป็นผู้อำนวยการสร้างเช่นกัน (ถึงฮัดสันจะผอมเพรียวลงหลายระดับ แต่พลังเสียงของเธอในการบดขยี้กระดูกค้อน โกลน ทั่งกับเพลง And I Am Telling You I’m Not Going ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง) พูดถึงวิธีสดุดีแบบขอไปที...  ใครจะคิดว่าการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของหนังชุด เจมส์ บอนด์ จะประกอบไปด้วยคลิปรวมภาพจากหนัง การปรากฏตัวของ ฮัลลี เบอร์รี และ เชอร์รีย์ บาสซีย์ ที่ออกมาร้องเพลง Goldfinger… แค่นี้?!?  เอาล่ะ ถ้าไม่คิดจะเชิญนักแสดง เจมส์ บอนด์ รุ่นต่างๆ มาร่วมงาน อย่างน้อยก็น่าจะขนนักร้องคนอื่นที่เคยร้องเพลง เจมส์ บอนด์ มาด้วย ไม่ใช่แค่บาสซีย์ เพราะเท่าที่เห็นและเป็นอยู่ มันดูสุกเอาเผากินอย่างบอกไม่ถูก

จริงอยู่ คนดูส่วนใหญ่ไม่ชอบเวลาผู้ชนะพล่ามขอบคุณเอเยนต์ หรือผู้จัดการส่วนตัวอย่างไร้ศิลปะ แต่มันถึงขนาดต้องใช้เพลงธีมจาก Jaws สำหรับขับไล่พวกเขาลงจากเวทีกันเลย? มันเป็นอีกหนึ่งอารมณ์ขันที่ก้ำกึ่งระหว่างหยอกเอินกับหยาบคาย ปฏิกิริยาของ นิโคล คิดแมน ตอนทีมเทคนิคพิเศษด้านภาพของ Life of Pi โดน ฉลามไล่งาบ น่าจะบอกความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้เป็นอย่างดี


เก็บตกสถิติ

แคธลีน เคนเนดี้ ครองสถิติเป็นโปรดิวเซอร์ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์มากที่สุด แต่ยังไม่เคยคว้ารางวัลมาครอง โดยก่อนหน้า Lincoln เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก E.T. The Extra-Terrestrial, The Color Purple, The Sixth Sense, Seabiscuit, Munich, The Curious Case of Benjamin Button และ War Horse (8 = 0) อันดับรองลงมา ได้แก่ สแตนลีย์ เครเมอร์ ซึ่งเข้าชิงจาก High Noon, The Cain Mutiny, The Defiant Ones, Judgment at Nuremberg, Ship of Fools และ Guess Who’s Coming to Dinner (6 = 0)

* Argo เป็นหนังเรื่องที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์สูงสุดมาครองโดยไม่ได้เข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมตามหลัง Wings, Grand Hotel และ Driving Miss Daisy

*  เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ในวัย 22 ปีกลายเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมที่อายุน้อยที่สุดอันดับสอง ส่วนเจ้าของสถิติตลอดกาลยังคงเป็น มาร์ลี แม็ทลิน จาก Children of a Lesser God ซึ่งคว้ารางวัลมาครองขณะอายุได้ 21 ปี

เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ คือ คนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์มาครอง 3 ครั้งในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม โดยก่อนหน้า Lincoln เขาเคยได้ออสการ์จาก My Left Foot และ There Will Be Blood

อังลีกลายเป็นผู้กำกับคนที่สามในประวัติศาสตร์ที่ได้รางวัลในสาขากำกับภาพยนตร์สองครั้ง แต่หนังของเขากลับชวดรางวัลสูงสุดทั้งสองครั้ง โดยสองคนก่อนหน้านี้ได้แก่ แฟรงค์ บอร์ซาจ ซึ่งชนะรางวัลจาก Bad Girl กับ Seventh Heaven แต่หนังยอดเยี่ยมตกเป็นของ Grand Hotel กับ Wings และ จอร์จ สตีเวนส์ ซึ่งชนะรางวัลจาก Giants กับ A Place in the Sun แต่หนังยอดเยี่ยมตกเป็นของ Around the World in Eighty Days กับ An American in Paris (หมายเหตุ: จอห์น ฟอร์ด เคยได้ออสการ์สาขาผู้กำกับ สามครั้งโดยที่หนังของเขาชวดรางวัลออสการ์ แต่ How Green Was My Valley สามารถคว้าชัยมาครองได้สำเร็จทั้งสองสาขาในปี 1942)

* โรเจอร์ ดีกินส์ ยังคงเดินหน้าสร้างสถิติต่อไปด้วยการเข้าชิงในสาขากำกับภาพ 10 ครั้ง แต่ยังไม่เคยคว้ารางวัลมาครอง โดยตอนนี้เขาติดอยู่อันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ตามหลังผู้กำกับภาพ จอร์จ ฟอลซีย์ ที่เคยเข้าชิงทั้งหมด 13 ครั้งและไม่เคยคว้ารางวัลมาครอง (หมายเหตุ: พึงสังเกตว่าในยุคก่อนมีการแบ่งแยกสาขากำกับภาพเป็น 2 สาขา คือ กำกับภาพหนังสีและกำกับภาพหนังขาวดำ ฟอลซีย์จึงมีโอกาสเข้าชิงมากกว่าดีกินส์ และมีอยู่สองปีที่เขาได้เข้าชิงควบทั้งจากทั้งหนังสีและหนังขาวดำ ส่วนดีกินส์นั้นเคยเข้าชิงจากหนังสองเรื่องในปีเดียวกัน นั่นคือ ปี 2008 จากหนังเรื่อง No Country for Old Men และ The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford)

* ก่อนหน้า Argo หนังออสการ์เรื่องล่าสุดที่คว้ารางวัลมาครองเพียง 3 ตัว คือ Crash (2005) โดยหนังทั้งสองเรื่องได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมมาครองควบคู่กับรางวัลบทภาพยนตร์ (บทดั้งเดิมในกรณีของ Crash และบทดัดแปลงในกรณีของ Argo) และลำดับภาพยอดเยี่ยม

การได้รางวัลคู่กันของ Skyfall และ Zero Dark Thirty ในสาขาตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม ถือเป็น การได้คะแนนเท่ากันครั้งที่ 5 ในประวัติศาสตร์ ตามหลังสาขาภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยมในปี 1994 (Franz Kafka’s It’s Wonderful Life กับ Trevor) สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมในปี 1986 (Artie Shaw: Time Is All You’ve Got กับ Down and Out in America) สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปี 1968 (แคธารีน เฮปเบิร์น จาก The Lion in Winter กับ บาร์บรา สตรัยแซนด์ จาก Funny Girl) และสาขาภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยมในปี 1949 (A Chance to Live กับ So Much for So Little) ส่วนในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในปี 1931/32 นั้นไม่รับรวมเป็นการเสมอกัน (tie) อย่างแท้จริง เพราะ เฟรดริค มาร์ช (Dr. Jekyll and Mr. Hyde) ได้คะแนนมากกว่า วอลเลซ เบียรีย์ (The Champ) หนึ่งคะแนน แต่เนื่องจากกฎในสมัยนั้นระบุว่าหากผู้ชนะได้คะแนนมากกว่าผู้เข้าชิงคนใดคนหนึ่งไม่เกิน 3 คะแนน ผู้เข้าชิงคนนั้นๆ จะต้องได้รางวัลไปด้วย ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนกฎดังกล่าว โดยผู้ชนะต้องมีคะแนนเท่ากันพอดีเท่านั้นถึงจะได้รางวัลทั้งคู่

Oscar 2013: Best Director



เดวิด โอ. รัสเซลล์ (Silver Linings Playbook)

มีความเชื่อกันว่าหากต้องการผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นักเขียนควรเลือกเขียนในสิ่งที่พวกเขารู้ แนวคิดดังกล่าวอาจนำมาใช้กับการสร้างหนังได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณต้องการนำเสนอประเด็นที่ซับซ้อนอย่างอาการป่วยทางจิต ถึงแม้ Silver Linings Playbook จะดัดแปลงจากนิยายของ แม็ทธิว ควิค แต่มันกลับมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากสำหรับ เดวิด โอ. รัสเซลล์ เพราะลูกชายของเขามีอาการของโรคอารมณ์สองขั้วแบบเดียวกับตัวละครเอกในหนัง (รับบทโดย แบรดลีย์ คูเปอร์) นั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินใจสร้างหนังเรื่องนี้” รัสเซลล์กล่าว พร้อมกับหันไปมองลูกชายวัยรุ่น ซึ่งเล่นบทเล็กๆ ในหนังด้วย “คุณจะตระหนักดีว่ากำลังมาถูกทาง หากคุณแชร์ความรู้สึกส่วนตัวกับเรื่องราวในหนังที่คุณสร้าง ผมอยู่กับเด็กชายคนนี้มา 18 ปี และรู้สึกผูกพันกับเขาและเพื่อนๆ ของเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”

ทฤษฎีหลากหลายถูกตั้งขึ้นเพื่อใช้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของ เดวิด โอ. รัสเซลล์ จากผู้กำกับอารมณ์ร้อนที่สร้างอาการเข็ดขยาดให้กับนักแสดงจำนวนมาก (เขาบีบคอ จอร์จ คลูนีย์ ระหว่างถ่ายทำ Three Kings และมีปากเสียงรุนแรงกับ ลิลี ทอมลิน และถึงขั้นอาละวาดลงไม้ลงมือทำลายฉากกลางกองถ่าย I Heart Huckabees) มาเป็นผู้กำกับที่ “น่ารัก ตลก และอ่อนโยนที่สุดในโลก” ตามคำบอกเล่าของ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ แต่หลายคนดูเหมือนจะไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อวิวัฒนาการของรัสเซลล์ในแง่การทำหนังมากนัก โดยภายในช่วงเวลาไม่กี่ปี เขาผันตัวเองจากขวัญใจวงการหนังอินดี้ผ่านผลงานดิบๆ แรงๆ อย่าง Spanking the Monkey และ Flirting With Disaster มาเป็นขวัญใจออสการ์ด้วยผลงานที่นิ่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น รวมถึงถูกใจกลุ่มคนดูในวงกว้างขึ้นอย่างThe Fighter และ Silver Linings Playbook กระนั้นเอกลักษณ์ที่ไม่เคยห่างหายจากหนังของเขา ได้แก่ ปัญหาในครอบครัว และตัวละครที่มีปมผิดปกติ ซึ่งพบเห็นตั้งแต่ Flirting With Disaster เกี่ยวกับการเดินทางตามหาพ่อแม่แท้ๆ ของชายคนหนึ่ง

“หากมองในแง่ขบวนการสร้างสรรค์ ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิมมากนัก” ผู้อำนวยการสร้าง โจนาธาน กอร์ดอน ที่ร่วมงานกับรัสเซลล์ใน Flirting With Disaster และ Silver Linings Playbook กล่าว “เขายังมีพรสวรรค์ชั้นยอดในการกำกับนักแสดง แต่อาจกล่าวได้ว่าขบวนการสร้างสรรค์ของเขาถูกจัดระเบียบให้เป็นระบบมากขึ้น” สมมุติฐานดังกล่าวพิสูจน์ได้จากประสิทธิภาพในการถ่ายทำ โดย Silver Linings Playbook สามารถปิดกล้องได้ภายในเวลาเพียง33 วัน เร็วกว่า Flirting With Disaster 2 วัน ถึงแม้จะมีทุนสร้างมากกว่าถึงสามเท่าตัว (22 ล้านเหรียญ vs. 7 ล้านเหรียญ) ขณะเดียวกัน Flirting With Disaster ยังถ่ายทำแบบง่ายๆ โดยใช้กล้องแฮนด์เฮลโดยตลอด ขณะที่หนังเรื่องล่าสุดของเขาผสมผสานแฮนด์เฮลด์เข้ากับสเตดิแคมอย่างกลมกลืน รัสเซลล์อธิบายว่าเป็นเพราะเขาต้องการจับความรู้สึกและพลังของนักแสดงในระยะประชิด นอกจากนี้การใช้สเตดิแคมยังจะช่วยสานต่อความลื่นไหลของบทสนทนาอีกด้วย มันสำคัญมากสำหรับผมที่จะบีบเค้นอารมณ์นักแสดง ให้พวกเขาคงความเข้มข้นทางด้านอารมณ์ไว้ได้ตลอด และส่งต่อมายังคนดูในที่สุด”

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งซึ่งยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือ แนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงบทในนาทีสุดท้ายของเขา แม้กระทั่งระหว่างถ่ายทำฉากนั้นอยู่ เดวิดก็จะแก้บทไปเรื่อยๆ” กอร์ดอนกล่าว “เขาเกือบเป็นเหมือนนักแสดงอีกคน คอยป้อนบทพูดใหม่ๆ ใส่เข้าไปในฉาก ซึ่งเขาทำแบบนี้มาตั้งแต่ตอนสร้าง Flirting With Disaster แล้ว” แต่หากคุณถามรัสเซลล์ ความเปลี่ยนแปลงเดียวที่เขาสังเกตเห็นกลับไม่ใช่ในแง่สไตล์ เทคนิค หรือเนื้อหา แต่เป็นความขยันและกระตือรือร้นที่จะทำงาน เมื่อก่อนเขามักจะทิ้งช่วงค่อนข้างนานระหว่างหนังแต่ละเรื่อง (Three Kings ห่างจาก I Heart Huckabees 5 ปี จากนั้นเขาก็เว้นช่วงอีก6 ปีกว่าจะสร้าง The Fighter) แต่ The Fighter กับ Silver Linings Playbook กลับทิ้งช่วงห่างเพียง 18 เดือน แถมตอนนี้เขายังเริ่มเตรียมงานสร้างหนังเรื่องใหม่แล้ว ซึ่งจะนำแสดงโดย แบรดลีย์ คูเปอร์ และ คริสเตียน เบล ผู้กำกับวัย 54 ปีกล่าวถึงเขาวางแผนจะสร้างหนังให้ได้ปีละเรื่อง “เวลาไม่เคยรอใคร และตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกำลังมือขึ้น”... ไม่แน่ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า รัสเซลล์อาจพิสูจน์ให้เห็นว่าเขากำลังมือขึ้นจริงๆ เกินกว่าที่ใครจะคาดคิดก็ได้


สตีเวน สปีลเบิร์ก (Lincoln)

ความฝันในการสร้างหนังมหากาพย์ประวัติศาสตร์เรื่อง Lincoln ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ต้องพบอุปสรรคมากมายหลายครั้งจนเกือบมองไม่เห็นหนทางสำเร็จลุล่วง ในปี 2003 เมื่อ เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ ตอบปฏิเสธไม่รับบทเป็นลินคอล์น สปีลเบิร์กคิดในใจว่าโครงการนี้คงต้องพับเก็บไปตลอดกาล จนกระทั่งได้แรงผลักดันเล็กๆ จากเพื่อนสนิท มีอยู่คืนหนึ่ง ลีโอ ดิคาปริโอ แวะมากินข้าวเย็นที่บ้านผม จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นว่าโครงการสร้างหนังเรื่อง Lincoln ไปถึงไหนแล้ว ผมเลยเล่าว่าเดเนียลตอบปฏิเสธ และในเมื่อไม่มีเดเนียล ผมคงต้องยอมล้มเลิกโครงการ ลีโอได้แต่รับฟังอย่างเงียบๆ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นเขาก็โทรมาหาผมที่ออฟฟิศ บอกว่าเดเนียลกำลังรอให้คุณโทรไปหา ลีโอไม่เคยเล่าให้ผมฟังว่าเขาพูดอะไรกับเดเนียลผู้กำกับเจ้าของสองรางวัลออสการ์จาก Saving Private Ryan และ Schindler’s List รำลึกความหลังพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสุดวิเศษ

หลายปีต่อมาการเดินทางดังกล่างลงเอยด้วยการเข้าชิงออสการ์ 12 สาขา สองในนั้น คือ ของตาย อย่างนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม สำหรับสปีลเบิร์ก หนังเรื่องนี้ถือเป็นการถอยห่างจากสไตล์การทำหนังแบบโชว์ออฟ เร้าอารมณ์อย่างโจ่งแจ้งแบบที่เราคุ้นเคย ในทางตรงกันข้าม มันค่อนข้างนิ่ง ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยบทสนทนาอันเฉียบคม ทั้งนี้เพราะสปีลเบิร์กไม่ได้เลือกโฟกัสเรื่องราวไปยังสงครามกลางเมืองอันยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นวิบากกรรมอันยอกย้อนของความพยายามจะผลักดันกฎหมายเลิกทาสในช่วงโค้งสุดท้ายของสงคราม มันค่อนข้างแตกต่างจากหนังเรื่องก่อนๆ ของผมสปีลเบิร์กกล่าว ดรามาส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ยังสอดแทรกอารมณ์ตื่นเต้น ลุ้นระทึก และมุกตลกขบขันในหลายๆ ฉาก

Lincoln นำเสนอภาพลักษณ์ที่ซับซ้อน หลากหลายมิติของประธานาธิบดีอันเป็นที่รักของชาวอเมริกัน เขาเก่งกาจในแง่มุมการเมือง และยินดีจะปล่อยวางความเชื่อส่วนตัวเพื่อให้เป้าหมายบรรลุผลสำเร็จ มันแตกต่างจากภาพวาดแรกในหัวของสปีลเบิร์ก เมื่อเขาเดินทางไปเยี่ยมชมอนุสาวรีย์ลินคอล์นตอนอายุ 5ขวบ “เขาเป็นผู้นำชั้นยอด” ผู้กำกับวัย 66 ปีกล่าว “เขามั่นคงและเชื่อมั่นในระบบศีลธรรม อิสรภาพ ความดีงาม และสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เขาไม่เคยหักเหจากความเชื่อมั่นเหล่านั้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเล่นการเมืองได้เก่งเท่าลินคอล์น มันเป็นเรื่องของการรักษาสมดุล ผมไม่เคยต้องการจะสร้างหนังเพื่อเชิดชูเขา แต่อยากสร้างหนังเพื่อให้คนนำประเด็นไปถกเถียงกันต่อ”

หลังจากเดย์-ลูว์อิสต์ตอบปฏิเสธ สปีลเบิร์กพยายามจะสานต่อโครงการกับ เลียม นีสัน แต่สุดท้ายก็ต้องยกเลิกความตั้งใจเพราะทั้งสองเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของลินคอล์น สปีลเบิร์กหันเหความสนใจไปยังโครงการหนังเรื่องอื่นๆ จนกระทั่งดิคาปริโอยื่นมือเข้ามาแทรกแซง ข้อแม้เพียงอย่างเดียวของ เดย์-ลูว์อิสต์ คือ เขาขอเวลา 1 ปีเพื่อทำความรู้จักกับ อับราฮัม ลินคอล์น สปีลเบิร์กช่วยเหลือเขาอีกทางหนึ่งด้วยการส่งเทปสัมภาษณ์ชาวไร่ในแถบที่ลินคอล์นถือกำเนิดและเติบโต เพื่อใช้ศึกษาสำเนียงและการออกเสียง สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเห็นตรงกัน คือ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว เสียงของลินคอล์นจะสูงกว่าที่ทุกคนคุ้นชิน มันอาจฟังดูไม่ค่อยนุ่มหู ไม่ใช่ อับราฮัม ลินคอล์น แบบใน ดิสนีย์ เวิลด์ แต่มีความถูกต้องตามประวัติศาสตร์สปีลเบิร์กกล่าว 

ในหนังลินคอล์นจะต้องดูแก่ลงอย่างเห็นได้ชัดตลอดช่วงสี่เดือนตามท้องเรื่อง เพราะต้องรับมือกับความเครียดจากภาวะสงครามอันยืดเยื้อจนทำให้เขานอนไม่หลับ ระหว่างการถ่ายทำสปีลเบิร์กและเดย์-ลูว์อิสต์ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ด้วยเหตุผลที่อาจจะแตกต่างกัน (สำหรับคนหลัง มันเป็นหนึ่งในขั้นตอนการแสดงแบบเมธ็อด) พวกเขาจึงมักจะส่งข้อความหากันตอนตีสามเกี่ยวกับรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ จนนอนไม่ค่อยหลับ สปีลเบิร์กกล่าว และพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เขาต้องนอนซมด้วยพิษไข้เป็นเวลานานถึง 10 วัน นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผมป่วยระหว่างการถ่ายทำแต่ใครๆ ก็ต้องยอมรับว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นถือได้ว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากและการรอคอยที่ยาวนาน


เบน ไซท์ลิน (Beasts of the Southern Wild)

หนังอินดี้เล็กๆ เรื่อง Beasts of the Southern Wild ผลงานกำกับชิ้นแรกของ เบน ไซท์ลิน พัดกระหน่ำแวดวงหนังอินดี้ได้รุนแรงไม่แพ้พายุเฮอร์ริเคนคาทรินา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเรื่องราวอันประหลาดล้ำของดินแดนที่ถูกน้ำท่วม โดยมีศูนย์กลางเรื่องราวเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาวคู่หนึ่ง ที่ต้องต่อสู้เพื่อบ้านเกิด หนังเปิดตัวที่ซันแดนซ์และคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครอง เดินทางไปยังเทศกาลหนังเมืองคานส์และกวาดเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น ก่อนจะตบท้ายความสำเร็จอันงดงามด้วยการเข้าชิงออสการ์ในสาขาหลักๆ อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม

ไซท์ลินสร้างหนังด้วยทุนอันน้อยนิด (1.8 ล้านเหรียญ) ถ่ายทำตามสถานที่จริงในรัฐลุยเซียนาด้วยกล้อง 16 มม. และชาวบ้านในท้องถิ่นที่ไม่เคยผ่านงานแสดงมาก่อน พลังในหนังของเขาเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าที่จะแหกกฎ โดยผสมผสานความเหมือนจริงเข้ากับตำนานและเรื่องเล่าพื้นบ้านของเมืองบาธทับ ซึ่งเปรียบเสมือนยูโทเปียที่ไม่ถูกรุกรานโดยการเมือง ศาสนา หรือวิถีชีวิตแบบทุนนิยม มันเป็นดินแดนที่ยากแค้น ไซท์ลินกล่าว ชาวบ้านยอมเสียสละความศิวิไลซ์ โดยสิ่งที่พวกเขาได้รับตอบแทน คือ อิสรภาพและความกลมเกลียว ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ในโลกนอกกำแพงที่พวกเขาสร้างขึ้น

ความสมจริง คือ สิ่งที่ไซท์ลินปรารถนา เขาเลือกชาวบ้านในท้องถิ่นมาเป็นดารานำแทนนักแสดงมืออาชีพ และเปลี่ยนบทหลายครั้งหลังคัดเลือกคนที่จะมารับบทพ่อกับลูกได้แล้วโดยเก็บข้อมูลจากปฏิกิริยาระหว่างกันของพวกเขา ในแง่การออกแบบฉาก แทบทุกอย่างที่ปรากฏล้วนมีอยู่ตรงนั้นแล้ว การประดิษฐ์เพิ่มเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นศูนย์ คุณอยากจะเล่าเรื่องราวจึงเริ่มต้นเขียนบท แต่เมื่อถึงเวลาถ่ายทำ คุณต้องยอมให้องค์ประกอบต่างๆ รอบข้างมีส่วนเปลี่ยนแปลง หรือแทรกรายละเอียดที่แตกต่าง การถ่ายหนังไม่ใช่การดำเนินตามบทอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่เหลือช่องเพื่อยืดหยุ่น หรือไหลลื่นไปกับสถานการณ์ ผู้กำกับหนุ่มอธิบายลักษณะการทำงานของเขา และหนึ่งในความพยายามไหลลื่นไปกับสถานการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดกล้อง เมื่อไซท์ลินซื้อรถปิคอัพเก่าๆ คันหนึ่งมาในราคา 500 เหรียญ ใช้ขับไปนิวออร์ลีนส์ จู่ๆ ก็มีควันดำลอยโขมงจากฝากระโปรงรถ ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นไซท์ลินเล่า ทีมงานของเขาในออฟฟิศ ซึ่งจัดตั้งขึ้นชั่วคราวที่ปั๊มน้ำมันร้างแห่งหนึ่ง รีบโทรตามรถดับเพลิง และในเวลาต่อมาซากรถปิคอัพเจ้ากรรมก็กลายมาเป็นเรือที่สองตัวละครเอกในหนังใช้ล่องไปตามลำธาร  

กระแสความสำเร็จของ Beasts of the Southern Wild สร้างความประหลาดใจให้ไซท์ลินได้ไม่รู้จบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่ามันเป็นหนังที่ห่างไกลจากระบบสตูดิโอของฮอลลีวู้ดราวกับมาจากคนละโลก ผมหลงรักภาพยนตร์มาตั้งแต่เด็ก เขากล่าว แต่ผมไม่เคยอยากมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะรู้สึกว่าระบบการทำงานมันดูน่ากลัว ความคิดดังกล่าวเปลี่ยนไปเมื่อไซท์ลิน ซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นคนฉายหนัง บรรลุสัจธรรมจากการดูหนัง 4 เรื่องนี้ติดต่อกัน นั่นคือ Badlands (เทอร์เรนซ์ มาลิก) Aguirre: Wrath of God (แวร์เนอร์ แฮร์ซอก) Down By Law (จิม จาร์มุช) และ Undergroud (อีเมียร์ คุสตาริกา) “หนังเหล่านี้ทำให้ผมคิดได้ว่า ยังมีหนทางอื่นๆ อีกในการเข้าถึงสื่อภาพยนตร์ ได้เห็นคนเดินทางเข้าป่า หรือดินแดนรกร้างว่างเปล่าเพื่อไปถ่ายหนัง ล่องเรือไปยังสถานที่อันห่างไกลและบอกเล่าเรื่องราว และตอนนั้นเองที่ผมเริ่มคิดอยากจะทำหนังกับเขาบ้าง


อังลี (Life of Pi)

แม้เครดิตหนังที่ผ่านมาจะเต็มไปด้วยความท้าทายหลากหลายรูปแบบ บางครั้งแตกต่างกันมากจนไม่น่าเชื่อว่าพวกมันเหล่านั้นเป็นผลงานของผู้กำกับคนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังพีเรียดโรแมนติกดำเนินเรื่องในประเทศอังกฤษ หนังจีนกำลังภายใน หรือหนังรักระหว่างคาวบอยชายสองคนในยุค 60 แต่อังลีกลับไม่เคยเหน็ดเหนื่อยที่จะเดินหน้าสู่ความท้าทายรูปแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ล่าสุด คือ การสร้างหนังจากนิยายของ ยาน มาร์เทล ที่หลายคนนิยามว่า ไม่สามารถทำเป็นหนังได้เรื่อง Life of Pie เพราะมีฉากหลักเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มกับเสือโคร่งบนเรือเล็กๆ กลางทะเล ในวงการภาพยนตร์มีคติเตือนใจอยู่อย่างว่า อย่าทำหนังกับเด็ก สัตว์ หรือน้ำ แต่คุณจะเห็นทั้งหมดรวมกันอยู่ในหนังเรื่องนี้ผู้กำกับชาวไต้หวันกล่าว (เอ็มมา ธอมป์สัน เล่าว่าหลังจากความยุ่งยากอันเกิดจากแกะฝูงหนึ่งระหว่างถ่ายทำหนังเรื่อง Sense and Sensibility อังลีก็ประกาศกร้าวว่าเขาจะไม่ทำหนังโดยใช้สัตว์ใดๆ อีกเลย แต่สุดท้ายก็ละเมิดคำสาบานกับ Brokeback Mountain ซึ่งเล่าถึงความสัมพันธ์ของสองคาวบอยหนุ่มที่ต้องขึ้นไปเลี้ยงแกะด้วยกันบนภูเขา) นอกจากนี้ ความท้าทายอีกอย่างซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับอังลี คือ การถ่ายทำทุกฉากในระบบ 3 มิติ

Life of Pi เล่าถึงรื่องราวชีวิตของ พาย พาเทล เด็กชายชาวอินเดียที่เติบโตมาในสวนสัตว์ของพ่อ จนกระทั่งครอบครัวเขาตัดสินใจอพยพไปยังประเทศแคนาดา และออกเดินทางโดยอาศัยเรือขนาดใหญ่เพื่อขนย้ายสัตว์ทั้งหลายไปพร้อมกัน ระหว่างทางพายุลูกใหญ่ได้จมเรือลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรพร้อมกับพ่อแม่และสัตว์ส่วนใหญ่ เหลือรอดแค่พายกับเสือโคร่งนาม ริชาร์ด พาร์คเกอร์ บนเรือชูชีพ พวกเขาเริ่มต้นดิ้นรนเอาชีวิตรอดในฐานะศัตรูคู่อาฆาต แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับค่อยๆ พัฒนาไปเป็นมิตรภาพและความรู้สึกผูกพัน ขณะต่างคนต่างก็พยายามจะเอาชีวิตรอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย

อาจกล่าวได้ว่าการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ถือเป็นมหากาพย์ในตัวเองได้เช่นกัน อังลีต้องการความสมจริงในทุกรายละเอียด และเขายินดีทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฉากที่ต้องอาศัยคอมพิเตอร์กราฟฟิก และถ่ายทำในแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ดูน่าหวาดกลัวและสมจริง กล่าวคือ ถึงแม้สัตว์ทั้งหลายในหนังจะเป็นผลจากเทคนิคพิเศษด้านภาพ แต่อังลีต้องใช้เวลาหลายเดือนทำงานร่วมกับสัตว์จริงๆ และคนฝึกสัตว์เพื่อศึกษาพฤติกรรมท่าทาง ความเคลื่อนไหว แล้วจับภาพพวกมันในทุกช่วงจังหวะอารมณ์ พวกเขามี ริชาร์ด พาร์คเกอร์ จริงๆ ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน เพื่อใช้เป็นแบบในการถ่ายทอดแต่ละช่วงชีวิตที่แตกต่างของตัวละคร ขณะเดียวกัน อังลีก็ไม่อาจปล่อยให้ความถี่ถ้วนเข้ามาขัดขวางตารางการทำงานอันบีบรัดได้เพื่อควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เสียทีเดียวสำหรับผู้กำกับที่เคยสร้างหนังซัมเมอร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Hulk มาแล้ว ขณะเดียวกันสัมผัสอันอ่อนโยน ลุ่มลึกของอังลีจากการสร้างหนังเกี่ยวกับผู้คนและความสัมพันธ์อย่าง Brokeback Mountain และ Sense and Sensibility ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ Life of Pi ไม่กลายเป็นงานโชว์เทคนิคที่ว่างเปล่า  หรือภาพวาดอันงดงามตระการตาแต่ปราศจากความหมาย

อลิซาเบ็ธ เกเบลอร์ ผู้บริหารของ Fox 2000 ซึ่งพยายามผลักดัน Life of Pi มาตลอด นับแต่มันยังเป็นโครงการที่จะกำกับโดย เอ็ม. ไนท์ ชามาลาน กล่าวว่าเธอตระหนักอยู่เสมอถึงความท้าทายในการสร้างหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะการรักษาอารมณ์หลักของหนังสือเอาไว้โดยไม่ให้มันกลายเป็นหนังราคาแพงเกินไป (มันลงเอยด้วยการใช้ทุนสร้างทั้งหมด 120 ล้าน) “มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ตลอดเวลาหลายปี เราคิดว่าคงไม่สามารถทำมันสำเร็จได้เธอกล่าว พร้อมทั้งเสริมว่าการโปรโมตหนังเรื่องนี้ก็ท้าทายไม่แพ้การถ่ายทำ เพราะหนังสามารถครอบคลุมความสนใจในวงกว้างได้ ตั้งแต่ตลาดหนังกระแสหลักสำหรับทุกคนในครอบครัว จนถึงตลาดหนังอาร์ตของนักดูหนังวัยผู้ใหญ่ และหากเผลอหนักมือไปทางด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ก็อาจทำทำร้ายโอกาสในการเข้าถึงคนดูอีกฟากหนึ่ง แต่สุดท้าย ทั้งหมดก็ลงเอยอย่างมีความสุข เมื่อหนังได้เสียงตอบรับอย่างงดงามจากนักวิจารณ์ รวมถึงทำเงินในตลาดโลกได้มากมายเกินคาด


ไมเคิล ฮาเนเก้ (Amour)

ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่ผ่านมา เมื่อผู้กำกับชาวออสเตรีย ไมเคิล ฮาเนเก้ คว้ารางวัลสูงสุดมาครองเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 ปีกับผลงานชิ้นล่าสุดเรื่อง Amour นักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่ามันเป็นสัญญาณสื่อถึงภาพลักษณ์ที่อ่อนโยนขึ้นของเขา ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าตื่นตะลึงสำหรับนักทำหนังที่ถูกตีตรามาตลอด 25 ปีว่าเป็นปรมาจารย์แห่ง ภาพยนตร์ของการทรมานสมมุติฐานดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากฮาเนเก้สักเท่าไหร่ ผมนำเสนอเรื่องราวอย่างเปี่ยมประสิทธิภาพและความจริงจังเสมอ นั่นหมายความว่า ถ้าผมทำหนังเกี่ยวกับความรัก มันย่อมจำเป็นต้องอ่อนโยน นุ่มนวลกว่าเวลาผมทำหนังเกี่ยวกับการนำเสนอความรุนแรงในสื่อ เช่น Funny Gamesเขากล่าว

นอกเหนือจาก Funny Games ซึ่งถือเป็นผลงานสุดอื้อฉาวทั้งเวอร์ชั่นดั้งเดิมในปี 1997 และเวอร์ชั่นรีเมค (โดยฮาเนเก้เอง) ในปี 2008 แล้ว ฮาเนเก้ยังนำเสนอเรื่องราว ไม่น่ารักผ่านสื่อภาพยนตร์อีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นผลงานชิ้นแรกของเขา The Seventh Continent เกี่ยวกับครอบครัวที่ฆ่าตัวตายหมู่ หรือหนังคว้ารางวัลปาล์มทองคำเรื่องก่อนหน้า The White Ribbon ที่สำรวจสภาพความเป็นอยู่แบบสังคมชายเป็นใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ ของเยอรมันก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกมันอาจไม่ใช่หนังทำเงินอันดับต้นๆ แต่ก็ได้รับคำชื่นชมจากเหล่านักวิจารณ์ นักศึกษาภาพยนตร์จำนวนมาก หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้ของฮาเนเก้ คือ ฌอง-หลุยส์ แตรงติญอง อดีตซูเปอร์สตาร์จาก And God Created Woman ที่ตัดสินใจเกษียณตัวเองจากวงการบันเทิงมาพักใหญ่ โดยนอกเหนือจากบทเล็กๆ ในหนังของลูกสาวเขาเรื่อง Janis et John แล้ว บทบาทการแสดงล่าสุดของเขาต้องนับย้อนไปไกลถึงปี 1998 แต่ทันทีที่ได้อ่านบทของฮาเนเก้ ซึ่งเขียนขึ้นให้แตรงติญองโดยเฉพาะ เขาก็รีบตอบตกลง

ผมแสดงหนังมากว่า 135 เรื่อง และในความคิดของผม ไมเคิล ฮาเนเก้ เป็นผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมไม่ได้เลือกเล่นหนังจากบท แต่จากตัวผู้กำกับ และเขาเป็นผู้กำกับที่เชี่ยวชาญทักษะด้านภาพยนตร์สูงสุด ไม่ว่าจะในแง่เทคนิค เช่น การบันทึกเสียง การถ่ายภาพ หรือวิธีกำกับนักแสดง หนังเรื่องนี้พูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างมืดหม่น แต่ผมไม่เคยสนุกกับการทำงานให้ผู้กำกับคนไหนมากเท่าฮาเนเก้นักแสดงวัย 81 ปีกล่าว พร้อมกับเสริมว่าผู้กำกับชาวออสเตรียยังมีปรัชญาการทำงานสอดคล้องกับเขาด้วย (ครั้งหนึ่งเขาเคยประกาศว่า นักแสดงที่ดีที่สุดในโลก คือ นักแสดงที่รู้สึกมากที่สุดและแสดงออกน้อยที่สุด”) “ก่อนเริ่มถ่ายทำเราปรึกษาหารือกันนานสองหรือสามเดือน เกี่ยวกับแนวคิดในการสร้างหนังของเขาและสิ่งที่เขาต้องการจากนักแสดง เขามักจะบอกนักแสดงอยู่เสมอว่าอย่าแสดงออก แต่ให้รู้สึกลึกๆ ไว้ข้างในมันเป็นหน้าที่ของเขากับกล้องที่จะบันทึกความรู้สึกเหล่านั้น

สำหรับนักดูหนัง ฮาเนเก้เป็นเหมือนปริศนาที่ยากจะถอดรหัส เขาชอบเล่นสนุกกับความคาดหวังของผู้ชม เช่น ฉากรีโมทมหัศจรรย์ในหนังเรื่อง Funny Games “สิ่งหนึ่งที่ปรากฏในหนังทุกเรื่องของเขา คือ ความคลุมเครือโอลิเวอร์ ซี. สเปค ผู้เขียนหนังสือ Funny Frames: The Filmic Concepts of Michael Haneke กล่าว เราคนดูต้องการบทสรุป ซึ่งเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน ไม่ใช่คำถามที่ปราศจากคำตอบ แต่ฮาเนเก้กลับยืนกรานให้เราตระหนักถึงข้อเท็จจริงว่าความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง และใครก็ตามที่บอกว่ามันมีอยู่จริง ถ้าไม่โกหกก็เป็นพวกเผด็จการไม่เพียงคนดูเท่านั้นที่ไม่แน่ใจ กระทั่งนักแสดงของเขาเองก็ประสบปัญหาเดียวกัน เมื่อ จูเลียต บิโนช ถามเขาระหว่างถ่ายทำหนังเรื่อง Cache (aka Hidden) ว่าตกลงตัวละครที่เธอแสดงแอบคบชู้อยู่หรือเปล่า คำตอบที่เธอได้จากฮาเนเก้ คือ ในฉากที่เธอต้องเผชิญหน้ากับลูกชายในเรื่อง ให้เล่นเหมือนกับตัวเองไม่ได้คบชู้ ส่วนในฉากที่เธอต้องพูดคุยกับสามีในร้านกาแฟ ให้เล่นเหมือนว่าตัวเองคบชู้อยู่

อีกหนึ่งรายละเอียดที่พบเห็นบ่อยๆ ในหนังของฮาเนเก้ คือ ตัวละครผู้ชายของเขามักจะชื่อจอร์จ ส่วนผู้หญิงจะชื่อแอนน์ และถ้าพวกเขามีลูกสาว ก็มักจะชื่อเอวา ตอนแรกฮาเนเก้อธิบายสาเหตุว่าเกิดจากความขี้เกียจ หาได้มีความหมายอื่นใดแอบแฝง แต่เมื่อตระหนักว่าคำอธิบายดังกล่าวดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ เขาจึงนำเสนออีกคำตอบว่า มันคงเกี่ยวโยงไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าหนังทุกเรื่องของผมมักจะสำรวจกลุ่มคนและชนชั้นเดิมๆ โดยตลอด นั่นคือ ชนชั้นกลางของยุโรป ซึ่งเป็นพื้นเพของผมเองเช่นกัน