วันเสาร์, กันยายน 26, 2009

Short Replay: Hedwig and the Angry Inch


ถ้าจะมีหนังเพลงสักเรื่องที่เหมาะกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่ศตวรรษใหม่ หนังเรื่องนั้นคงได้แก่ Hedwig and the Angry Inch ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาวะร่วมสมัยของเพศสถานะและบทบาททางเพศอันลื่นไหล คลุมเครือได้อย่างชัดเจน ผ่านเรื่องราวของเด็กหนุ่มชาวเยอรมันตะวันออก แฮนเซล (จอห์น คาเมรอน มิทเชลล์) ที่ตัดสินใจผ่าตัดแปลงเพศเพื่อจะได้แต่งงานไปกับนายทหารชาวอเมริกันและหลบหนีออกจากระบบคอมมิวนิสต์ แต่สุดท้ายการผ่าตัดเกิดความผิดพลาดร้ายแรง ส่งผลให้ แฮนเซล (ผู้ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเฮ็ดวิก) เหลือเศษเสี้ยวความเป็นชายอยู่หนึ่งนิ้ว (ที่มาของชื่อหนัง) และกลายสภาพเป็นมนุษย์ “กึ่งกลาง” จะหญิงก็ไม่ใช่ จะชายก็ไม่เชิง... หรือทั้งหญิงและชายในร่างเดียวกัน

ความสับสนทางเพศสภาวะในหนังค่อยๆ ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อสามีของเฮ็ดวิกหนีตามผู้ชายไป ส่วนเฮ็ดวิกกลับหันไปอยู่กินกับ ยิทซัค กะเทยแต่งหญิงและสมาชิกร่วมวงดนตรีร็อค (รับบทโดยนักแสดงหญิง มิเรียม ชอร์) หนังดูเหมือนจะสื่อเป็นนัยยะว่ายิทซัคต้องบิดเบือนตัวตนและรับบทเป็น “สามี” เพื่อเฮ็ดวิก ก่อนสุดท้ายจะถูกปลดปล่อยเป็นอิสระในฉากเพลง Midnight Radio เมื่อเฮ็ดวิคสลัด “เครื่องปรุงแต่ง” แห่งเพศหญิงของตนทิ้ง แล้วยื่นวิกผมให้ยิทซัค ซึ่งต่อมากลายสภาพเป็นกะเทยแต่งหญิงสุดเจิดจรัสแบบที่เขาต้องการและโหยหามาตลอดชีวิต

สภาพสังคมและระบบวัฒนธรรมที่สลับซับซ้อนขึ้นทำให้การแบ่งแยกอย่างชัดเจน (ขาว-ดำ ชาย-หญิง) ที่เคยใช้ได้ผลในยุคเก่าก่อนถูกพังทลายลงเฉกเช่นกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งเคยแบ่งตะวันออกจากตะวันตก คอมมิวนิสต์จากทุนนิยม รวมถึงแนวคิดของ “คู่แท้” หรือ soul mate (เพลง The Origin of Love) เมื่อชายต้องออกตามหาครึ่งแห่งหญิงที่หายไป ส่วนหญิงก็ต้องออกตามหาครึ่งของชายที่หายไป... แล้วมนุษย์ที่ชายก็ไม่ใช่ หญิงก็ไม่เชิงอย่างเฮ็ดวิกล่ะ? Hedwig and the Angry Inch ปิดฉากลงอย่างสอดคล้องด้วยบทสรุปแบบเปิดที่คลุมเครือและเซอร์เรียลเล็กๆ เป็นภาพการถือกำเนิดครั้งใหม่ของเฮ็ดวิกในสภาพเปลือยเปล่า ไม่แน่ชัดทางเพศ แต่เติมเต็ม (ผ่านรอยสักที่ก่อนหน้านี้มีเพียงครึ่งเดียว) ฉากจบดังกล่าวเหมือนจะเป็นการป่าวประกาศว่าบางทีพระเจ้าไม่ได้แบ่งแยกมนุษย์ แต่กลับหลอมรวมให้มนุษย์สมบูรณ์พร้อมในตัวเองแล้ว

วันพุธ, กันยายน 09, 2009

Bruno: เรากำลังหัวเราะอะไร?


ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่หลังจากความสำเร็จอันล้นหลามและพูดได้เต็มปากว่าเหนือความคาดหมายของ Borat: Cultural Learnings of America for Make Benefit Glorious Nation of Kazakhstan ทั้งในแง่รายได้รวมถึงเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ ดารา/ดาวตลก ซาชา บารอน โคเอน และผู้กำกับ แลร์รี่ ชาร์ลส์ จะเลือกเดินย้ำรอยเดิมตนเองใน Bruno ซึ่งกล่าวได้ว่าใกล้เคียงกับการเป็น “รีเมค” มากกว่า “ภาคต่อ” ไม่ว่าจะมองในแง่สไตล์ รูปแบบนำเสนอ หรือกระทั่ง “พล็อต” ซึ่งนั่นหมายถึง ถ้าคุณทราบว่าการเดินทางตามความฝันของโบรัตลงเอยอย่างไร คุณก็จะสามารถคาดเดาได้ไม่ยากเช่นกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างบรูโน่ (โคเอน) กับลุทซ์ (กุสตัฟ ฮัมมาร์สเตน) จะจบลงแบบไหน ความประหลาดใจเดียวคงอยู่ตรงฉากหลังของบทสรุปดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะเรียกเสียงฮาได้สมประสงค์แล้ว ยังช่วยสรุปจุดมุ่งหมายของหนังทั้งเรื่องอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเสียงตอบรับของ Bruno จะตรงกันข้ามกับ Borat อย่างสิ้นเชิง หนึ่งในสาเหตุสำคัญคงมาจากการที่ตัวละครเอกใน Bruno หยิบยื่นรสนิยมทางเพศของตน (ซึ่งยังถือเป็นรสนิยมของชนกลุ่มน้อย) ใส่หน้าคนดูในระยะประชิดราวกับหนังสามมิติ โดยถ้าจะเปรียบ บรูโน่คงเป็นเหมือนเบ้าหลอมของทุกภาพลักษณ์เหมารวมเกี่ยวกับรักร่วมเพศ ไม่ว่าจะเป็นอาการหมกมุ่นเรื่องเซ็กซ์ คนดัง แฟชั่น ลุ่มหลงในเรื่องหน้าตา ชื่อเสียงเงินทอง รวมเลยไปถึงบุคลิก “มีนอ” ชนิดที่ใครเห็นก็ต้องหัวเราะ หรือเบือนหน้าหนี

และคงเป็นเพราะสาเหตุนี้กระมัง หนังจึงตกเป็นเป้าโจมตีของทั้งกลุ่มรักต่างเพศและรักร่วมเพศ โดยฝ่ายแรกไม่ชอบใจที่ถูกยัดเยียดสิ่งที่พวกเขาไม่พึงประสงค์จะรับชม หรือมากเกินกว่าทนรับไหว และบางคนอาจก้าวไปไกลถึงขั้นกล่าวหาว่ามันเป็นความพยายามจะล้างสมองคน ซึ่งนั่นถือเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้สาระและขาดแคลนหลักตรรกะสิ้นดี ไม่ใช่เพียงเพราะประเด็น “เราสอนคนให้เป็นเกย์/หายจากการเป็นเกย์ได้หรือ” เท่านั้น แต่เพราะใครก็ตามที่ได้ดูหนังและอยากจะเลียนแบบคนอย่างบรูโน่นั้นคงสติไม่ค่อยเต็มสักเท่าไหร่ ส่วนฝ่ายหลังกลับเห็นว่าหนัง “ล้อเลียน” รักร่วมเพศด้วยการทำให้เกย์ดูน่ารังเกียจ น่าหัวเราะเยาะ และตอกย้ำอคติทุกอย่างต่อรักร่วมเพศ

ข้อกล่าวหาของกลุ่มรักร่วมเพศพอมีมูลอยู่บ้างตรงที่ เป้าหมายหลักของเสียงหัวเราะใน Bruno พุ่งเป้าไปยังตัวละครเอกจริง หาใช่เหล่า “คนจริง” ทั้งหลายอย่างที่เผลอเข้าใจกัน แต่คำถามที่ตามมา คือ เรากำลังหัวเราะในความเป็นเกย์ของบรูโน่ หรือพฤติกรรมอันร้ายกาจของเขากันแน่ และการปรากฏตัวของบรูโน่สามารถทำให้คนทั่วไปรังเกียจรักร่วมเพศมากไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือ ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่ “ตัวแทน” ของเกย์จากโลกแห่งความเป็นจริงมากไปกว่าสี่สาวใน Sex and the City เป็นตัวแทนของหญิงโสดจากเมืองนิวยอร์ก

จะมีเกย์ (หรือมนุษย์) คนไหนบ้าพอไปเรียนศิลปะป้องกันตัว แล้วขอให้ครูฝึกสาธิตวิธีรับมือกับผู้ร้ายที่ใช้ดิลโด้เป็นอาวุธ หรือพยายามอ่อยพรานล่าสัตว์มาดแมนด้วยการแก้ผ้าไปยังเต็นท์ของเขาตอนกลางดึกพร้อมข้ออ้างว่า “หมีกินเสื้อผ้าไปหมด เหลือแต่ถุงยางอนามัยไว้ ขอนอนด้วยคนสิ” หรือทำรายการทีวีโชว์อวัยวะเพศตัวเองส่ายดุกดิกไปมาตามจังหวะเพลง พร้อมกับใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกให้มันขมิบปากพูด!?! ฯลฯ

แทนความสมจริง พูดได้ว่าบรูโน่เป็นเหมือนตัวละครที่สะท้อนอคติต่อรักร่วมเพศให้เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า เขา “ใหญ่ เยอะ มาก และโอเวอร์” กว่าความเป็นจริงไปหลายขุม ดังจะเห็นได้จากฉากสารพัดกิจกามระหว่างเขากับแฟนหนุ่มชาวเอเชีย (คลิฟฟอร์ด บานาเกล) ซึ่งให้ความรู้สึกชวนอุจาดและน่าขนลุกเป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่ในชีวิตจริง รักร่วมเพศหาได้วิตถารมากไปกว่ารักต่างเพศสักเท่าไหร่ (ส่วน “เครื่องจักร” ที่บรูโน่ใช้บริการแฟนหนุ่มก็ไม่ได้ต่างจากเครื่องจักรที่ จอร์จ คลูนีย์ สร้างให้ภรรยาเขาใน Burn After Reading มากนัก) เช่นเดียวกัน เกย์หลายคนอาจไม่พิสมัยการร่วมเพศทางทวารหนัก ขณะที่ชายหญิงหลายคู่ชื่นชอบกิจกรรมดังกล่าว แต่แน่นอน บรูโน่ในหนังหมกมุ่นกับประตูหลังถึงขนาดไป “เสริมสวย” ที่ร้าน นอกจากนี้ อีกหนึ่งอคติของรักต่างเพศ (โดยเฉพาะเพศผู้) ต่อรักร่วมเพศ คือ อาการวิตกจริตจากหลักคิดง่ายๆ ว่าในเมื่อเกย์ชอบไม้ป่าเดียวกัน ฉะนั้น ผู้ชายทุกคนจึงสามารถตกเป็นเหยื่อกามของเหล่าเกย์หื่นเพศรสได้หมด (ไม่ว่าหนังหน้าผู้นั้นจะเป็นเช่นใด) เช่นเคย บรูโน่ช่วยสะท้อนอคติดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมชัดเจนผ่านฉากที่เขาพยายามล่อหลอกผู้ชายแทบทุกคนขึ้นเตียงตั้งแต่พรานล่าสัตว์ ชายหนุ่มในกลุ่มสวิงกิ้ง ไปจนถึงนักการเมืองวัย 73 ปี!

นัยยะตรงนี้เองที่ช่วยพิสูจน์ให้เห็นความเข้าใจผิดของกลุ่มพิทักษ์สิทธิชาวเกย์ ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน Bruno ว่าจริงๆ แล้วคนดูไม่ได้กำลังหัวเราะความเป็นเกย์ของบรูโน่ (ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างที่บรูโน่ทำไม่ได้อิงแอบโลกแห่งความจริงเลยสักนิด) แต่กำลังหัวเราะอคติเกี่ยวกับรักร่วมเพศทั้งหลาย ซึ่งเคยเป็นแค่ความคิด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นภาพให้เห็นจะๆ แบบไม่มีมิดเมี้ยนอีกต่างหาก

เป็นไปได้ไหมที่จะมีคนดู Bruno จบ แล้วเดินออกจากโรงหนังด้วยอารมณ์ชิงชังรักร่วมเพศ

แน่นอน ทว่านั่นคงไม่ได้เกิดจากตัวหนังไปเบี่ยงเบนความคิดเขา แต่เป็นเพราะเขารู้สึกเช่นนั้นอยู่ก่อนแล้ว และ Bruno เพียงแค่ไปกระตุ้นต่อมดังกล่าวให้บวมเป่งขึ้น เนื่องจากโดยธรรมชาติ มนุษย์มักเลือกจะเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ แล้วใช้เวลาค้นหาทุกอย่างมายืนยันความเชื่อนั้น แม้ว่าบางครั้งจะต้องลงทุนบิดเบือนขาวให้เป็นดำก็ตาม อันที่จริงสมมุติฐานนี้สามารถใช้อธิบายวิกฤติจากอคติได้แทบทุกประเภท ไม่เฉพาะแค่อคติต่อรักร่วมเพศ เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ซึ่งบรูโน่แนะนำหนทางแก้ปัญหาง่ายๆ (ตามสไตล์เขา) ไว้ว่า “หันไปฆ่าคริสเตียนแทนดีกว่า”

การนำเสนอภาพรักร่วมเพศแบบสุดลิ่มทิ่มตา จนมันหาใช่ “ความรักที่ไม่อาจเอ่ยนาม” อีกต่อไป และฉีกกฎ “ไม่ถาม อย่าบอก” ชนิดไม่เหลือชิ้นดี (เมื่อบรูโน่ไปฝึกทหาร ทุกคนที่ไม่ได้หูหนวกตาบอดคงดูออกว่าเขาเป็นเกย์โดยไม่จำเป็นต้องถามให้เสียเวลา) ส่งผลให้ตัวหนังเรื่อง Bruno ไม่ต่างจากไคล์แม็กซ์ในช่วงท้าย (กระนั้นคนดูหนังคงไม่ช็อกเท่าคนดูมวยปล้ำในฉากดังกล่าว เพราะอย่างน้อยเราก็รู้มาก่อนว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร) นั่นคือ เป็นแบบทดสอบว่าคุณพร้อมรับความแตกต่างมากแค่ไหน และด้วยเหตุนี้เอง Bruno จึงสมควรได้รับเสียงชื่นชมจากชุมชนชาวเกย์มากกว่าก้อนหิน เพราะมันเป็นการตบหน้าสังคมรักต่างเพศ ที่ยืนกรานจะให้เกย์อยู่แต่ในมุมมืด พร้อมประกาศการมาถึงของรักร่วมเพศแบบเอิกเกริก จริงอยู่บรูโน่อาจเลวร้าย น่ารำคาญ หลงตัวเอง และน่าหัวเราะเยาะ แต่อย่างน้อยเขาก็มั่นใจ ภูมิใจในความเป็นเกย์ถึงขั้นกล้าประกาศตนบนเวทีมวยปล้ำ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยกลุ่มคนที่ตั้งตนเป็นอริกับเขา สุดท้ายแล้ว นี่ไม่ใช่หรือที่บรรดาเกย์หัวก้าวหน้าต้องการเรียกร้อง... สิทธิที่จะใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยและเท่าเทียม

นอกเหนือจากกลิ่นอายกะเทยที่รุนแรงเกินมาตรฐานหนังกระแสหลักและบุคลิกไม่น่าพิสมัยของตัวละครเอกแล้ว (โบรัตอาจเหยียดเพศหญิงและคนยิว แต่ท่าทางใสซื่อ บริสุทธิ์ และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ก็ทำให้เขาดู “น่ารัก” กว่าเกย์กวนบาทาอย่างบรูโน่) อีกหนึ่งสาเหตุที่อาจส่งอิทธิพลให้ Bruno ไม่ป็อปปูล่าในหมู่นักวิจารณ์และคนดูหนังมากเท่า Borat คือ ข้อกล่าวหาว่าหนัง “ไม่จริงใจ” จากการเตี๊ยมและซักซ้อมล่วงหน้า รวมถึงความรู้สึกว่าหนังกำลังดูแคลน “คนจริง” บางกลุ่มที่ถูกหลอกให้มาเป็นตัวตลก โดยหนึ่งในฉากที่สร้างปัญหาสูงสุดเห็นจะได้แก่ ตอนบรูโน่ไปออกรายการ The Richard Bey Show ซึ่งในความเป็นจริงรายการดังกล่าวเลิกผลิตมานานหลายปีแล้ว

สองคำถามที่แวบเข้ามาในหัวผมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาข้างต้น คือ ฉากดังกล่าวจะตลกน้อยลงไหม ถ้ามีการใช้นักแสดงทั้งหมดเหมือนในหนัง Mockumentary ทั้งหลาย และ จริงหรือที่เรากำลังหัวเราะเหล่าคนดูผิวดำ ซึ่งแสดงท่าทีโกรธแค้น (อย่างมีเหตุผล) ต่อพฤติกรรมชั่วร้ายของบรูโน่ ปฏิกิริยาดังกล่าวสะท้อนแนวคิดเหยียดเกย์ หรือแค่สามัญสำนึก ซึ่งเป็นสิ่งที่บรูโน่ขาดแคลน (แต่เหมือนจะไม่รู้ตัว) กันแน่

จริงอยู่ ผู้ชมในห้องส่งบางคนอาจส่งเสียงโห่ เมื่อบรูโน่บอกว่าลูกบุญธรรมของเขาเป็น “แม่เหล็กดึงดูดปิกาจู้” และเขากำลังมองหาผู้ชายสักคนมาครองคู่ (Homophobia? คงมีส่วน เซอร์ไพรซ์? ไม่เลย เมื่อพิจารณาจากประเภทของรายการทีวี) แต่ปฏิกิริยาไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรง (“แกสมควรไปลงนรก”) ดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อบรูโน่บอกว่าเขาแลกเด็กกับไอพ็อด ตั้งชื่อเด็กว่าโอเจ แล้วโชว์ภาพเขากับเด็กทารกในอ่างอาบน้ำโดยมีแบ็คกราวด์เป็นชายสองคนกำลังร่วมรักกัน ประการแรก ผมคิดว่าปฏิกิริยาสติหลุดของกลุ่มคนดูไม่ได้มีรากฐานมาจากอาการเกลียดกลัวเกย์มากไปกว่าอาการต่อมศีลธรรมแตกอันเนื่องมาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบรูโน่ พวกเขาคงเกรี้ยวกราดมากพอๆ กันถ้าแบ็คกราวด์ในรูปถ่ายนั้นเป็นภาพชายหญิงร่วมรักกัน ที่สำคัญ รายการประเภทนี้คาดหวังให้คนดูแสดงปฏิกิริยารุนแรงอยู่แล้ว และคนดูที่มาออกรายการก็พร้อมเสมอที่จะเล่นตามบท (ถ้าคุณเคยดูรายการทีวีของ เจอร์รี่ สปริงเกอร์ คุณจะเข้าใจ) ราวกับในห้องส่งมีป้ายไฟกะพริบเขียนว่า “ตะโกนด่า” หรือ “ขว้างเก้าอี้” ควบคู่กับป้าย “ปรบมือ”

ประการต่อมา ผมคิดว่าหัวใจหลักของอารมณ์ขันในฉากนี้ไม่ได้อยู่ตรงปฏิกิริยาคนดูในห้องส่ง หากแต่เป็นท่าทีไม่อินังขังขอบของบรูโน่ต่างหาก เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพฤติกรรมต่างๆ ของตนนั้นชั่วร้ายแค่ไหน และตัวหนังเองก็สนับสนุนมุกดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม ดังจะเห็นได้จากฉากที่เด็กทารกถูกพรากไปจากบรูโน่ แล้วหนังพยายามเค้นอารมณ์ “ดราม่า” ด้วยการตัดแฟลชแบ็คไปยังภาพ “ความทรงจำดีๆ” ของเขากับลูกบุญธรรม เช่น เมื่อเขานำเด็กออกมาจากกล่องกระดาษ ณ จุดรับกระเป๋าของสนามบิน หรือเมื่อเขาพาเด็กซ้อนมอเตอร์ไซค์ แล้วขี่ตัดหน้ารถบรรทุก ฯลฯ มันแสดงให้เห็นว่า “ตัวตลก” เอกของ Bruno ไม่ใช่กลุ่ม “คนจริง” ทั้งหลาย หากแต่เป็นบรูโน่ต่างหาก

เนื่องจากหนังพึ่งพิงปฏิกิริยาสดๆ น้อยยิ่งกว่า Borat ผมจึงไม่เห็นความแตกต่างว่าการ “เซ็ท” ฉาก หรือไม่ “เซ็ท” ฉากจะส่งผลต่อภาพรวมใดๆ ของหนัง ประสิทธิภาพของอารมณ์ขัน หรือกระทั่ง “ความจริงใจ” ของคนสร้าง ในเมื่อบรูโน่ล้วนเป็นคนแบกรับมุกตลกแทบทั้งหมดไว้บนบ่าเพียงคนเดียว (คนดูจะขำหรือไม่ขำก็ขึ้นอยู่กับทักษะการแสดงของโคเอน หรือไอเดียของเขาในการสรรหาพฤติกรรมแรงๆ มาให้บรูโน่ทำ) ไม่ว่าจะเป็นตอนเขาไปเรียนศิลปะการป้องกันตัว (ครูฝึกตีหน้าตาย) หรือตอนเขาทอดสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กให้ รอน พอล ด้วยกลเม็ดที่ลุ่มลึกพอๆ กับหนัง พจน์ อานนท์ (นักการเมืองวัยชราแสดงท่าทางโกรธขึ้ง) หรือตอนเขาร่วมรักทางปากกับวิญญาณ (คนทรงตีหน้าตาย) ตลอดเวลาเราหัวร่องอหายไปกับพฤติกรรมบ้าๆ บอๆ ของบรูโน่ หาใช่ปฏิกิริยาของเหยื่อที่โดนบรูโน่จู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว

Bruno อาจน่าผิดหวังในการฉีกหน้ากาก Homophobia (จุดที่สร้างเซอร์ไพรซ์เล็กๆ คือ การล้อเลียนวัฒนธรรมของดารา ตลอดจนอาการหลงใหลชื่อเสียง ผ่านฉากฮาๆ อย่างตอน พอลล่า อับดุล พูดถึงเรื่องมนุษยธรรม ขณะนั่งบน “เก้าอี้คนเม็กซิกัน” และตอนบรูโน่สัมภาษณ์เหล่าคุณแม่ทั้งหลายที่ยินยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกของตนได้เข้าวงการบันเทิง แม้กระทั่งศัลยกรรม!) แต่อย่างน้อยมันก็ยังประสบความสำเร็จในการเรียกเสียงหัวเราะอย่างต่อเนื่อง (แน่นอน แม้จะไม่มากเท่า Borat) และบางทีแค่นั้นอาจถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับหนังตลกสักเรื่อง

Short Replay: Five Easy Pieces


นี่เป็นผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ บ็อบ ราเฟลสัน อย่างไม่ต้องสงสัย และหนึ่งในบทบบาทการแสดงที่ดีที่สุดของ แจ๊ค นิโคลสัน ผู้สวมวิญญาณเป็น โรเบิร์ต ดูเปีย หนุ่มขบถที่สับสนหลงทาง ภายในอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง โศกเศร้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ โรเบิร์ตมองตัวเองเป็นเหมือนแกะดำในครอบครัวศิลปินชนชั้นกลาง พร้อมกับหันหลังให้พรสวรรค์ทางด้านเปียโนเพื่อมาทำงานเป็นกรรมกรขุดเจาะบ่อน้ำมัน เร่ร่อน ไร้จุดหมาย และไม่คิดจะลงหลักปักฐาน แม้แต่กับสาวเสิร์ฟ (คาเรน แบล็ค) ที่รักเขามากจนพร้อมจะมองข้ามทุกข้อเสียของเขา

ฉากเด่นซึ่งทุกคนจดจำได้ไม่ลืมเป็นตอนที่โรเบิร์ตปะทะคารมกับพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร (เขาอยากได้ขนมปังปิ้งเปล่าๆ แต่สาวเสิร์ฟกลับยืนกรานให้เขาสั่งตามเมนู ซึ่งมีแต่แซนด์วิชสลัดไก่) หลายคนวิเคราะห์ว่าฉากดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์แทนวิญญาณขบถในช่วงปลายทศวรรษ 1960 (หนึ่งปีก่อนหน้า แจ๊ค นิโคลสัน เริ่มสร้างชื่อเสียงจาก Easy Rider ซึ่งเป็นหนังตัวแทนยุคบุปผาชน) อย่างไรก็ตาม ฉากที่ติดตาผมมาจนทุกวันนี้กลับเป็นฉากที่โรเบิร์ต พยายามจะอธิบายความรู้สึก ตลอดจนเส้นทางชีวิตที่เขาเลือกกับพ่อ ผู้เป็นนักเปียโนชื่อดังและกำลังใกล้ตาย แต่ไม่อาจเรียบเรียงประโยคให้ปะติดปะต่อกันได้ ก่อนจะระเบิดอารมณ์เป็นน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้ รวมไปถึงฉากจบ ซึ่งทำให้คนดูหัวใจสลาย

เกือบ 40 ปีผ่านไป Five Easy Pieces ได้รับยกย่องให้เป็นผลงานคลาสสิกตลอดกาล เนื่องจากมันอัดแน่นไปด้วยแง่มุมสำคัญทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์แห่งภาพยนตร์ ถึงขนาดผู้กำกับหลายคนยังแสดงความชื่นชอบอย่างออกนอกหน้าตั้งแต่สองพี่น้อง โจเอล และ อีธาน โคน, ลาร์ ฟอน เทรียร์ ไปจนถึง อิงมาร์ เบิร์กแมน

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 27, 2009

Short Replay: Full Metal Jacket


ถึงแม้จะไม่ใช่ผลงานที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อเอ่ยนามผู้กำกับระดับตำนานอย่าง สแตนลีย์ คูบริค แถมมันยังเปิดตัวค่อนข้างล่าช้า หลังกระแสหนังสงครามเวียดนามเดินทางผ่านจุดสูงสุดของ Apocalypse Now และ Platoon ไปแล้ว แต่ Full Metal Jacket หาได้ขาดแล้งพลังสร้างสรรค์ หรือสารใหม่ๆ ในการนำเสนอเสียทีเดียว

หนังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างค่อนข้างชัดเจน ครึ่งแรกโฟกัสไปยังการฝึกทหารในฐานทัพนาวิกโยธิน โดยเหยื่ออันโอชะของครูฝึกจอมโหด (ลี เออร์เมย์) คือ พลทหารรูปร่างอวบอ้วนที่ไม่เอาไหนจนกลายเป็นตัวถ่วงของทุกคน (วินเซนท์ ดี’โอโนฟริโอ) ปมขัดแย้งดังกล่าวพลิกผันไปมาและทวีความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ (พลทหารเริ่มแสดงพรสวรรค์ทางด้านแม่นปืน แต่ขณะเดียวกันสติของเขาก็เริ่มหลุดลอยไปไกลเกินเยียวยา) ก่อนจะมาระเบิดออกในฉากนองเลือดสุดหลอน ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดทางอารมณ์ของหนังด้วย และเพราะเหตุนี้กระมัง ครึ่งหลังของหนัง ที่โฟกัสไปยังการผจญภัยในเวียดนามของพลทหารเจ้าของฉายา โจ๊กเกอร์ (แม็ทธิว โมดีน) จึงโดนค่อนแคะว่าไร้เป้าหมาย น่าเบื่อ และขาดอารมณ์ร่วม แม้กระทั่งในฉาก (ที่ควรจะเป็น) ไคล์แม็กซ์ของหนัง... แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นจุดอ่อน หรือความจงใจของคูบริคกันแน่

ถ้าครึ่งแรกสะท้อนความมุ่งมั่น แน่วแน่ของครูฝึกโรคจิต ครึ่งหลังคงสะท้อนบุคลิกไร้ตัวตน ไร้จุดหมายของโจ๊กเกอร์ (คนดูไม่มีโอกาสรู้ชื่อจริงของเขาด้วยซ้ำ) ผู้ติดเหรียญสัญลักษณ์สันติภาพไว้ที่เสื้อ แต่เขียนหมวกทหารว่า “เกิดมาฆ่า” ผู้เหมือนจะเป็นเพื่อนคนเดียวของไพล์ แต่ก็ลงไม้ลงมือกับเขาอย่างรุนแรง ผู้อาจมีชีวิตยืนยาว แต่กลับลงเอยไม่ต่างจากซากศพ แน่นอน สงครามคือนรก เป็นความบ้าคลั่งที่ไร้แก่นสาร แต่ Full Metal Jacket ก้าวไปอีกขั้นด้วยการบอกว่าความเลวร้ายทั้งหลายเริ่มต้นก่อนกระสุนนัดแรกจะถูกยิงออกไปด้วยซ้ำ มันเริ่มต้นขึ้นในโรงเรียนทหาร เมื่อคุณถูกล้างสมองให้ละทิ้งปัจเจกภาพ แล้วทำและคิดทุกอย่างตามคำสั่ง จนกระทั่งกลายสภาพเป็นเครื่องจักรสังหารที่ไร้จิตวิญญาณ

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 13, 2009

Short Replay: La Femme Nikita


อย่าไปสนใจเวอร์ชั่นรีเมคที่อ่อนด้อยกว่าของ จอห์น แบดแฮม (Point of No Return) เพราะ La Femme Nikita เวอร์ชั่นดั้งเดิมของ ลุค เบสซอง ถือว่าสมบูรณ์แบบจนไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดมันถึงกลายเป็นผลงานสร้างชื่อเสียงระดับโลกให้เบสซอง หนังมีส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความเป็นแอ็กชั่น-ทริลเลอร์และบทสำรวจสภาพจิตใจของตัวละคร ซึ่งภาพยนตร์แอ็กชั่นส่วนใหญ่ของฮอลลีวู้ดมักจะมองข้าม เรื่องราวของนักโทษสาว ที่ได้รับโอกาสรอดพ้นโทษประหารด้วยการเข้าฝึกเป็นนักล่าสังหารของหน่วยงานรัฐ แต่โชคดังกล่าวกลับกลายเป็นเสมือนกรงขัง เมื่อเธอได้พบรักกับชายหนุ่มแสนดี ที่ไม่รู้ว่าอาชีพแท้จริงของสาวคนรักน่าสะพรึงเพียงใด

แอนน์ ปารีโญ รับบทนำได้อย่างทรงพลัง น่าเชื่อถือในทุกฉาก ทุกการพลิกผันทางอารมณ์ แม้ว่าความเป็นไปได้ของเรื่องราวจะดูเกินจริงมากแค่ไหนก็ตาม เช่น ฉากระทึกขวัญซึ่งเธอต้องลอบสังหารบุคคลสำคัญในห้องน้ำ ท่ามกลางเวลาอันจำกัดจำเขี่ย ความรู้สึกแรกของคนดูต่อตัวละครที่เธอรับเล่น คือ บุคลิกอันโหดเหี้ยม เย็นชา หรือบางทีอาจถึงขั้นเฉยเมยต่อโลกและความรุนแรงรอบข้าง แต่เมื่อหนังดำเนินไป ปารีโญกลับทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงด้านที่อ่อนโยน เปราะบาง ตลอดจนความเป็นหญิงภายใต้ภาพลักษณ์แข็งแกร่งภายนอกอย่างน่าอัศจรรย์ ส่งผลให้เราอดไม่ได้ที่จะลุ้นเอาใจช่วยเธอให้พบทางออกต่อสถานการณ์เลวร้าย ซึ่งดูมืดมน สิ้นหวัง