วันอาทิตย์, สิงหาคม 16, 2558

อนธการ The Blue Hour: ดำดิ่งสู่ความมืดมิด


หนังเปิดตัวด้วยภาพ ตั้ม (อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์) นอนตะแคงอยู่บนสนามกีฬาหลังถูกกลุ่มนักเรียนเจ้าหนี้รุมซ้อมโทษฐานไม่ยอมคืนเงินที่ยืมไป เส้นแบ่งเขตสีขาวของสนามแบ่งครึ่งจอภาพเป็นสองด้านซ้ายขวา ราวกับหนังกำลังส่งสัญญาณเกริ่นนำก่อนจะค่อยๆ พาคนดูเข้าไปสัมผัสเรื่องราวการขับเคี่ยวกันระหว่างด้านมืดกับด้านสว่าง เหยื่อกับผู้กระทำ รักร่วมเพศกับรักต่างเพศ และความจริงกับความฝัน โดยภาพรวมของตัวหนังก็ไม่แตกต่างจากสภาพของตั้มในช็อตเปิดเรื่อง นั่นคือ คาบเกี่ยวอยู่ใกล้ๆ เส้นแบ่ง ซึ่งค่อนข้างเลือนลางจนบางครั้งก็ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร

หากมองโดยโครงเรื่องหลักๆ แล้ว อนธการมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับภาพยนตร์ในแนวฟิล์มนัวร์อยู่ไม่น้อย เนื่องจากมันพาคนดูไปสำรวจลึกถึงประเด็นเกี่ยวกับกิเลส ราคะ ความโลภ และการฆาตกรรม โดยตัวละครอย่างภูมิ (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) มีกลไกในแง่โครงสร้างใกล้เคียงกับตัวละครผู้หญิงอันตราย (Femme fatale) ในหนังฟิล์มนัวร์ ซึ่งชักนำตัวละครเอกไปสู่โลกแห่งความรุนแรง เสื่อมทราม ผ่านภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มหน้าตาดี มีเสน่ห์เย้ายวน มั่นใจในตัวเอง และในเวลาเดียวกันก็ดูลึกลับ น่าค้นหา นอกจากนี้ หนังยังเลือกเปิดตัวภูมิขณะเขายืนสูบบุหรี่อยู่หลังเสา จนชวนให้นึกถึงฉากเปิดตัว แคธลีน เทอร์เนอร์ ในหนังโมเดิร์นฟิล์มนัวร์ชื่อดังอย่าง Body Heat

ส่วนตั้มก็คงไม่แตกต่างจากแมงเม่าที่หลงบินเข้าเล่นในกองไฟด้วยการชักนำแห่งกิเลส ตัณหา และการดำดิ่งสู่โลกมืด ตลอดจนความเน่าเปื่อยผุพังแห่งศีลธรรมจรรยาก็ถูกสื่อสารเป็นรูปธรรมชัดเจนผ่านฉากหลังอันโดดเด่นอย่างสระว่ายน้ำรกร้าง รวมไปถึงลานทิ้งขยะ  (ตั้มค้นพบสถานที่ทั้งสองแห่งจากการชี้นำของภูมิ) ซึ่งใช้จุดนัดพบในการพลอดรักและพูดคุยถึงอนาคตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังสดใส แต่เฉกเช่นตัวละครเอกในหนังฟิล์มนัวร์ทั้งหลาย ตั้มอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออ่อนต่อโลกจนถูกล่อลวงเข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรม ทว่าเขาก็หาใช่เหยื่อบริสุทธิ์ที่ขาวใสไร้มลทินเสียทีเดียว จริงอยู่ว่าเขาอาจถูกทรมานทั้งด้านร่างกายและจิตใจจากคนในครอบครัว แต่เขาเองก็ด่างพร้อย ไม่ซื่อสัตย์ขนาดสามารถขโมยสมบัติในบ้านไปขาย แล้วโกหกหน้าตายว่าตนเองไม่ได้เอาไปด้วยเหตุผลเพียงว่า ก็กูไม่มีเงินใช้ แล้วอีกอย่างกูก็เลวในสายตาเขาอยู่แล้ว ตั้มเริ่มต้นแก้แค้นด้วยการขโมยของรักของพ่อไปขาย ก่อนสถานการณ์จะค่อยๆ ลุกลามไปไกล เมื่อตัวละครยิ่งถลำลึกเข้าสู่โลกมืดของอาชญากรรมและความรุนแรงอย่างเต็มตัว

จุดเด่นที่แตกต่างจากภาพยนตร์แนวฟิล์มนัวร์ทั่วไปอยู่ตรงที่อนธการไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคืบหน้าของพล็อตเรื่องสักเท่าไหร่ บรรยากาศ ตลอดจนการสำรวจสภาพจิตใจตัวละครเปรียบเสมือนหัวใจหลัก อันที่จริงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนฆาตกรรมเพิ่งจะถูกเปิดเผยในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของหนังด้วยซ้ำ ผ่านฉากนัดพูดคุยกับกลุ่มมือปืน พร้อมต่อรองราคากันสั้นๆ จากนั้นหนังก็กระโดดข้ามไปยังผลพวงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเลย ปราศจากการเร้าอารมณ์ด้วยฉากบุกสังหาร ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วน่าจะกลายเป็นไคล์แม็กซ์ของหนัง

จะว่าไปแล้วอาจพูดได้ว่าแรงจูงใจในการจ้างวานฆ่าของตั้มกับภูมิก็ถูกนำเสนอในลักษณะที่ค่อนข้างคลุมเครืออยู่ไม่น้อย แน่นอน เงินมรดกน่าจะเป็นเป้าหมายหลัก มิเช่นนั้นแล้วพวกเขาคงไม่วางแผนฆ่าทุกคนเพื่อรับประกันว่าจะเหลือเพียงตั้มเป็นเจ้าของทรัพย์สินทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว แต่หนังดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับประเด็นการถูกกดขี่ ข่มเหงมากกว่าความโลภโมโทสัน ด้วยเหตุนี้ความรุนแรงในตอนท้ายจึงให้อารมณ์เหมือนเป็นการ เอาคืน มากกว่าแค่การฆ่าเพื่อชิงทรัพย์สมบัติ ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาเรียบเฉยของตั้ม ขณะเดินสำรวจ ผลงานโดยไม่รู้สึกหวาดกลัว หรือตื่นตระหนกกับสภาพหดหู่ หรือชวนสยองที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย

ผู้กำกับ อนุชา บุญยวรรธนะ นำเสนอตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ โดยปราศจากการตัดสิน เช่นเดียวกับนัยยะจากชื่อหนังภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืน ทุกอย่างช่างดูขมุกขมัว เป็นสีเทาๆ เกินกว่าจะสามารถแยกขาวออกจากดำ ไม่แตกต่างจากผืนน้ำซึ่งอาจมีฝุ่นผงลอยปะปนอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เน่าเสียจนไม่อาจมองทะลุขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ตั้มไม่ได้ถูกวาดภาพให้เป็นปีศาจร้าย เขาตกเป็นเหยื่อถูกกระทำมากพอๆ กับอาชญากรใจโหด นอกจากนี้หากหลายฉากที่สระว่ายน้ำเปรียบเสมือนภาพความฝันเพื่อสำรวจลึกถึงจิตใต้สำนึกของตั้ม หนังก็สื่อเป็นนัยให้เห็นว่าเขาหาได้เฉยชาต่อสิ่งเลวร้ายที่ตนกระทำ หรือวางแผนจะทำอย่างสิ้นเชิง คราบสกปรกรูปทรงคล้ายคนก็ไม่ต่างจากความรู้สึกผิด ความหวาดกลัวการถูกตัดสิน หรือความกลัวว่าจะถูกจับได้ ซึ่งเขาพยายามจะลบล้างออก แต่ก็ไม่สำเร็จ และสุดท้ายมันคงจะตามหลอกหลอนเขาไปตลอดดุจเดียวกับผีที่เขามองไม่เห็น

กระนั้นการกระทำของตั้มก็ห่างไกลจากความชอบธรรมเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวอร์ชั่นหนังยาว ซึ่งบทบาทของแม่ (ดวงใจ หิรัญศรี) ถูกใส่เพิ่มเข้ามาจากเวอร์ชั่นหนังสั้นในซีรีย์ชุด เพื่อนเฮี้ยน..โรงเรียนหลอน อย่างเห็นได้ชัด คนดูจะได้เห็นว่าเธอหาใช่แค่กระบอกเสียงของ พ่อ แบบในเวอร์ชั่นหนังสั้น เพราะลึกๆ แล้วเธอรักและเป็นห่วงตั้ม คอยดูแลเขายามป่วยไข้ อีกทั้งยังพร้อมจะเปิดใจต้อนรับเพื่อนชายของลูก เพียงแต่เธออ่อนแอเกินกว่าจะขัดใจหัวหน้าครอบครัว แง่มุมอ่อนโยนที่เพิ่มเข้ามาทำให้อาชญากรรมของตั้มทวีความรุนแรงและสะเทือนขวัญยิ่งขึ้น รวมไปถึงช็อตสุดช็อกซึ่งแน่นอนว่าถูกตัดออกจากเวอร์ชั่นหนังสั้น เมื่อเขาพลิกใบหน้าแม่ที่นอนตายขึ้นมา เผยให้เห็นสภาพที่ชวนสลดและชวนสยองในเวลาเดียวกัน เธออาจไม่ใช่คุณแม่ตัวอย่างที่เปิดใจยอมรับและยืนหยัดเคียงข้างลูกชาย แต่ความไม่สมบูรณ์แบบเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนทั่วไปดังกล่าวทำให้เธอคู่ควรกับชะตากรรมอันโหดร้ายขนาดนั้นหรือ

หากมองในความเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับรักร่วมเพศ เปลือกนอกของอนธการอาจดูเหมือนซ้ำซาก หัวโบราณเนื่องจากมันยืนกรานให้ตัวละครรักร่วมเพศประสบชะตากรรมอันหม่นเศร้า ไร้ความสุข ไม่เป็นที่ยอมรับ และแปลกแยกจากสังคม แต่ความแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น ซุกซ่อนอยู่ในพลังโกรธขึ้ง คับแค้น ซึ่งคุกรุ่นอยู่ภายใต้ผืนน้ำอันสงบนิ่ง ก่อนจะระเบิดออกมาเป็นความสุดโต่งแบบที่แทบไม่เคยปรากฏในภาพยนตร์ไทยมาก่อน

ภูมิทัศน์อันรกร้างว่างเปล่า แต่เจือความเป็นส่วนตัว เปรียบเสมือนความเปลี่ยวเหงา แปลกแยกของรักร่วมเพศที่ถูกกีดกันออกจากสังคมรักต่างเพศ ส่วนความเน่าเปื่อย ผุพัง ของสถานที่เหล่านั้นก็สะท้อนถึงสภาพบอบช้ำทางจิตใจของรักร่วมเพศที่ถูกกดขี่ บีบคั้น ให้รู้สึกผิดต่อเพศวิถีอันแตกต่างด้วยคำพูด ซึ่งเปลือกนอกดูจะเคลือบฉาบไว้ด้วยความน่าสงสาร แต่ภายในกลับแฝงการกดทับ กีดกันอย่าง เปลี่ยนได้มั้ย และ แม่เลี้ยงตั้มไม่ดีใช่มั้ย ราวกับว่าหากพวกเขาไม่อาจปรับตัวให้กลมกลืนกับบรรทัดฐานแห่งรักต่างเพศ ชีวิตก็จะต้องประสบกับความฉิบหายวายวอดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุนี้ฉากพลอดรักระหว่างสองตัวละครเอกทั้งในห้องน้ำสกปรกและกองขยะจึงให้ความรู้สึกอ่อนโยน งดงามไปพร้อมๆ กับอารมณ์สลด หดหู่ เมื่อมนุษย์สองคนได้ร่วมแบ่งปันความโดดเดี่ยว เปิดเผยบาดแผลทางจิตใจ แต่ความใกล้ชิดและการแสดงความรักกลับถูกบีบให้ปราศจากพื้นที่ในสังคมจนต้องถอยร่นเข้าหาซอกหลืบที่ถูกปล่อยทิ้งให้เสื่อมโทรม

น้ำตาถูกใช้เป็นอาวุธสำหรับประหัตประหารน้ำใจ จนนำไปสู่ปมเกลียดตัวเอง เช่นเดียวกับวาทกรรมซึ่งภูมิเอ่ยอ้างถึงในฉากหนึ่งว่า คนเป็นเกย์มักถูกกดดันให้ต้องพยายามให้มากขึ้น ทำดีให้มากขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่ได้เห็นว่าพวกเขาก็สามารถทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจได้ ราวกับว่ารสนิยมอันแตกต่างเป็นความผิด เป็นอาชญากรรมที่คุณก่อ และต้องลบล้างตราบาปนั้นด้วยการ ทำดี ให้มากขึ้น นี่ถ้ากูเป็นเกย์แล้วกูไม่ประสบความสำเร็จ กูแม่งโคตรเลวเลยใช่เปล่าวะ แบบนี้แม่งโคตรไม่ยุติธรรมเลยว่ะเขาสรุปตบท้าย

สิ่งเดียวที่น่าหวาดกลัว น่ารังเกียจอย่างแท้จริงในหนัง คือ บรรทัดฐานแห่งรักต่างเพศและปิตาธิปไตย ซึ่งมีตัวแทนเป็น ผีบังตา และพ่อของตั้ม เพราะทั้งสองเป็นตัวละครที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้า แต่กลับแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในการชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมของมนุษย์ เมื่อมองผ่านเลนส์แห่งรักร่วมเพศ การฆ่ายกครัวจึงหาใช่เพียงการฆ่าเพื่อหวังมรดกเท่านั้น แต่ยังเป็นดังสัญลักษณ์ของการรื้อทำลายบรรทัดฐานรักต่างเพศ ซึ่งเจริญงอกงามจากแนวคิดครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกที่โดนครอบงำอีกชั้นด้วยสถานะแบบชายเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าครอบครัว

ในทางตรงกันข้าม เกมดำน้ำของภูมิ ซึ่งมองเผินๆ อาจไม่ต่างจากความพยายามที่จะหลบหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงอันเจ็บปวด แม้จะเพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม แต่โดยนัยยะแล้วเปรียบได้กับการเชิดชูมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน แล้วปลดปล่อยพวกเขาจากความคาดหวัง ความโหยหาที่จะเป็นส่วนร่วมในกลุ่มก้อน พร้อมกับมองทุกคนในฐานะหนึ่งหน่วยที่แตกต่างหลากหลาย แต่มีความเท่าเทียมกัน หนึ่งหน่วยที่มีสิทธิ์จะเลือกทางเดินของชีวิต พร้อมกับรับผลอันเกิดจากการตัดสินใจเลือกเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ ฉากจบที่ลงตัวอย่างหมดจดงดงามจึงเป็นภาพภูมิกับตั้มค่อยๆ ดำดิ่งลงในลำธาร ก่อนหนังจะปิดท้ายด้วยช็อตแทนสายตาตัวละครมองผ่านผืนน้ำขึ้นไปยังท้องฟ้า... ผืนน้ำที่มีฝุ่นตะกอนขุ่นมัวและท้องฟ้าที่ปราศจากเส้นแบ่งเขต

Southpaw: ความเป็นชายอันเปราะบาง


เวทีมวยเป็นหนึ่งในสนามประลองความเป็นชายที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นสูงสุด เพราะการชกมวยไม่เพียงแต่จะเป็นกีฬาที่ดุเดือด เลือดสาด เน้นการเผชิญหน้าแบบตัวต่อตัวเท่านั้น กระทั่งเหล่าคนดูเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย ก็ล้วนคาดหวังว่าจะได้เห็นความรุนแรง ความหายนะ ความเจ็บปวด และจะรู้สึกพึงพอใจสูงสุดก็ต่อเมื่อนักมวยสามารถน็อกคู่ต่อสู้ให้ล้มลงไปกองกับพื้นได้สำเร็จ การชกในสไตล์ตั้งการ์ดป้องกันตัวเอง แย็บทำคะแนน หรือถอยหลบหมัดอาจถูกมองว่าเป็นการชกแบบคนขี้ขลาด เนื่องจากมันไม่ตอบสนองสัญชาตญาณดิบของทั้งนักมวยเองและเหล่าคนดู

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม บิลลี โฮป (เจค จิลเลนฮาล) เจ้าของแชมป์โลกรุ่นไลท์เฮฟวีเวท ถึงกลายเป็นขวัญใจมวลชน เพราะเขาไม่เพียงจะต่อยชนะ ล้มคว่ำคู่ต่อสู้ได้เท่านั้น แต่สไตล์การชกแบบเดินหน้าชน ใช้หมัดแลกหมัดของบิลลียังตอบสนองวิญญาณกระหายเลือดของคนดูได้อย่างเต็มอิ่ม เขาไม่คิดจะตั้งการ์ด ใช้ฟุตเวิร์คหลบหลีก แต่กลับเดินหน้าไปรับหมัดอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมหาจังหวะน็อกคู่ต่อสู้ด้วยหมัดซ้าย ซึ่งเป็นทีเด็ดของเขา บิลลี่เลือกจะใช้ความเจ็บปวดเป็นแรงผลักดัน ใช้มันกระตุ้นความโกรธแค้น แล้วระบายมันออกมาผ่านการใช้กำลัง สำหรับเขากีฬาชกมวยก็เหมือนแบบทดสอบความอดทน และเวทีมวยก็แทบจะไม่ต่างจากสนามประลองโคลอสเซียมของเหล่านักรบแกลดิเอเตอร์ในยุคโรมันเรืองอำนาจ ใครทนรับหมัดได้มากกว่า ทนเลือดไหลได้มากกว่า คนนั้นย่อมมีสิทธิ์เป็นผู้ชนะ จากข้อมูลของนักพากย์ข้างเวที แทบไม่มีนัดใดที่บิลลี่ไม่ต้องเสียเลือด หรือสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในสภาพที่ไม่สะบักสะบอม แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่เขา ชนะ แม้ว่ามันจะเป็นชัยชนะซึ่งปราศจากชั้นเชิง หรือความสง่างามก็ตาม

สไตล์การชกดังกล่าวพัฒนามาจากแบ็คกราวด์ในย่านสลัม เฮลส์ คิทเช่น ที่บีบบังคับให้เด็กกำพร้าอย่างบิลลี่ต้องปากกัดตีนถีบ ดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้องจนกระทั่งกลายมาเป็นนักชกระดับโลก ความอดทนต่อชีวิตอันยากลำบากพัฒนามาเป็นสไตล์การชกแบบไม่กลัวหมัด และสภาพร่างกายอันแข็งแกร่ง อึดถึก บางทีความโกรธแค้นในชะตากรรมก็เหมือนการทนรับหมัดคู่ต่อสู้เพื่อรอเวลาสวนกลับ มันเป็นแรงผลักดันให้เขากระหายความสำเร็จ กระหายชัยชนะ และเมื่อวันนั้นมาถึง เขาก็กอบโกยมันอย่างตะกรุมตะกราม ดังจะเห็นได้ไลฟ์สไตล์ในลักษณะ สามล้อถูกหวย ทั้งจากคฤหาสน์หลังมหึมา บรรดา ทีมงานที่รายล้อมหน้าหลัง และการซื้อนาฬิกาฝังเพชรแจกเพื่อนราวกับเป็นของเล่นย่านสำเพ็ง

นี่ถือเป็นหนังเรื่องที่สองติดต่อกันที่ เจค จิลเลนฮาล ต้องเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายอย่างสุดโต่งหลังจาก Nightcrawler เมื่อปีก่อน แต่เรียกได้ว่าในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยคราวนี้เขาต้องเข้ายิม กินโปรตีนเพื่อเร่งกล้ามแทนการลดน้ำหนักจนหน้าซูบ แต่น่าสังเกตว่าทั้งสองบทล้วนเป็นงานแสดงที่อาศัยแง่มุมเชิงกายภาพค่อนข้างหนักหน่วง ไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง หรือทรงผมเท่านั้น แต่รวมไปถึงลักษณะการพูด หรือกระทั่งท่าเดินอีกด้วย ถ้าเปรียบตัวละครเอกใน Nightcrawler ว่าไม่ต่างจากหมาป่าคาโยตี้ ซึ่งเจ้าเล่ห์ คิดคำนวณแผนการในหัวอย่างละเอียดรอบคอบ และชื่นชอบการไล่ล่าเหยื่อในยามค่ำคืน ตัวละครเอกใน Southpaw ก็คงไม่ต่างจากลิงยักษ์ที่แข็งแรง บึกบึน แต่ในเวลาเดียวกันก็ทื่อมะลื่อ และถนัดใช้กำลังมากกว่าใช้สมอง อิริยาบถของจิลเลนฮาลสะท้อนให้เห็นบุคลิกแบบมนุษย์ถ้ำ ทั้งท่าเดินห่อไหล่ ลักษณะการพูดที่ติดๆ ขัดๆ เหมือนเขาต้องใช้เวลากว่าจะสรรหาถ้อยคำแต่ละคำมาเชื่อมต่อให้เป็นประโยค มันทำให้นึกถึงงานแสดงของ แชนนิง ตาตั้ม ใน Foxcatcher แต่อาจจะแตกต่างกันตรงที่บิลลีเป็นตัวละครที่เย่อหยิ่งและเปี่ยมความมั่นใจมากกว่า มาร์ค ชูลท์ซ หลายเท่าตัว เขาจัดวางอีโก้กับความเป็นชายใส่กรอบ พร้อมทั้งแบกติดตัวไปทุกที่

เมื่อภรรยา มอรีน (ราเชล แม็คอดัมส์) ทักท้วงว่าสไตล์การชกแบบไม่กลัวหมัดจะทำให้เขากลายเป็นเอ๋อก่อนลูกสาวจะเรียนจบมหาวิทยาลัย ปฏิกิริยาแรกของบิลลี คือ ยกบุญคุณขึ้นมาอ้าง โดยตอกกลับว่าสาเหตุที่พวกเขามีชีวิตสุขสบาย อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ส่วนลูกสาวก็ได้เข้าโรงเรียนดีๆ ไม่ได้เป็นเพราะสไตล์การชกแบบนี้หรอกหรือ อีโก้นักมวยของบิลลีดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ เปราะบางไม่แตกต่างต่างจากอีโก้ของการเป็นหัวหน้าครอบครัว และแน่นอนว่าอีโก้ดังกล่าวกำลังจะนำพาเขาไปพบกับหายนะครั้งใหญ่

กระสุนเพียงนัดเดียวทำให้ชีวิตของ บิลลี โฮป ถูกน็อกลงไปนอนนับสิบ ความเปราะบางแห่งความเป็นชายยังผลให้เขาบันดาลโทสะแทนที่จะเดินหนีตามคำแนะนำของมอรีนจากถ้อยคำดูถูก เหยียดหยามอันซ้ำซาก และคาดเดาได้ของนักมวยปากสุนัขอย่าง มิเกล เอสโคบาร์ (มิเกล โกเมซ) ตัวละครซึ่งถูกสร้างขึ้นมาให้มีมิติความเป็นมนุษย์มากพอๆ กับวายร้ายในละครหลังข่าว (เขาไม่ได้แค่ยียวนกวนบาทาเท่านั้น แต่ในช่วงท้ายของหนังคนดูยังจะได้เห็นว่าเขาเป็นนักมวยที่ปราศจากสปิริตนักกีฬาอีกด้วย ) ภายในชั่วพริบตา บิลลีสูญเสียทุกอย่าง ภรรยา ลูกสาว อาชีพการงาน บ้าน รถ ทรัพย์สมบัติ และเหล่าบริวาร ซึ่งห้อมล้อมเขาดุจเดียวกับปลิงดูดเลือด จนสุดท้ายสถานการณ์ถึงขั้นบีบบังคับให้เขาต้องกล้ำกลืนศักดิ์ศรีและอีโก้ แล้วรับทำงานเป็นภารโรงในโรงยิมเก่าๆ ของ ติตัส วิลส์ (ฟอร์เรสต์ วิทเทเกอร์) เพื่อโอกาสที่จะได้ลูกสาวกลับคืนมา

บทภาพยนตร์ของ เคิร์ท ซัตเทอร์ ยืนกรานที่จะดำเนินตามรอยสูตรสำเร็จในทุกย่างก้าว จนไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลาว่าสุดท้ายแล้วหนทางการไถ่บาปของบิลลีจะลงเอยอย่างไร หรือเขาจะมีโอกาสได้ประชันฝีมือกับเอสโคบาร์บนเวทีมวยหรือไม่ ขณะเดียวกันผู้กำกับ แอนตวน ฟูคัว (Training Day, The Equalizer) ก็ไม่ได้ขึ้นชื่อในเรื่องความลุ่มลึกมากพอจะยกระดับฉากบีบคั้นอารมณ์ที่จำเจ เช่น เมื่อศาลสั่งให้ลูกสาวของบิลลีต้องไปอยู่ในความดูแลของรัฐ เนื่องจากพ่อเด็กมีพฤติกรรมและสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคง ให้ดูน่าเชื่อถือ หรือสะเทือนอารมณ์ อย่างไรก็ตาม ฟูคัวชดเชยช่องว่างดังกล่าวด้วยการเล่าเรื่องที่ฉับไว กระตือรือร้น ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับงานแสดงในระดับเหนือมาตรฐานของเหล่าดารานำทั้งหลาย จึงส่งผลให้ Southpaw กลายเป็นความบันเทิงที่ชวนติดตามอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่ในระดับเดียวกับต้นแบบสูตรสำเร็จอย่าง Rocky ก็ตาม

เช่นเดียวกับ Rocky ผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของฟูคัวพูดถึงประเด็นการฟันฝ่าอุปสรรคสู่ความสำเร็จ การค้นพบศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน และการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาชนะคำสบประมาท ถ้าหนังโฟกัสไปยังเรื่องราวการไต่เต้าของบิลลีจากนักมวยยากไร้มาเป็นแชมป์โลก โดยมีพล็อตเสริมเป็นความรักระหว่างเขากับมอรีน หนังคงแทบไม่ต่างกับการรีเมค Rocky โดยมีฉากหลังที่ร่วมสมัยกว่า  แต่เนื่องจากหนังเลือกจะเริ่มต้นเมื่อชีวิตของบิลลีกำลังยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพการงาน (ซึ่งอาจตีความให้เป็นภาคต่อของ Rocky ได้ไม่ยาก) ท้ายที่สุดมันจึงมีส่วนผสมของนิทานอุทาหรณ์ สั่งสอนศีลธรรมและค่านิยมแบบดั้งเดิมทำนองว่าชื่อเสียง เงินทอง และเกียรติยศนั้นเป็นของนอกกาย มันอาจหลั่งไหลเข้ามาได้อย่างรวดเร็วและเหือดหายไปในพริบตา พวกมันหาใช่แก่นแท้สำหรับใช้ยึดเหนี่ยวเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งทั้งหมดหาใช่สารที่แปลกใหม่ หรือถูกนำเสนออย่างทรงพลังมากนัก โดยคนดูสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้จัดการหิวเงินของบิลลี (ฟิฟตี้ เซนต์) ซึ่งพยายามยัดเยียดสัญญาการชกนัดต่อไปให้เขาโดยไม่แคร์ว่าสุขภาพร่างกายและจิตใจของลูกค้าเขาอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมลงแข่งหรือไม่ จะมีปฏิกิริยาเช่นใดเมื่อปรากฏว่าบิลลี่ไม่เหลือเงิน หรือผลประโยชน์ให้เขาสูบอีกต่อไป  

ความน่าสนใจของ Southpaw ไม่ได้อยู่ตรงการกลับมาทวงแชมป์โลกรุ่นไลท์เฮฟวีเวทคืนจาก มิเกล เอสโคบาร์ ซึ่งเป็นพล็อตภาคบังคับที่คนดูสามารถมองเห็นผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ไก่โห่ แต่เป็นการเดินทางของ บิลลี โฮป ไปสู่สถานะนักมวยที่เก่งขึ้นและมนุษย์ที่ละเอียดอ่อนขึ้นในเวลาเดียวกัน (สองแง่มุมดังกล่าวสะท้อนผ่านรอยสักบนแขนของเขา ซึ่งมีคำว่า นักสู้ ควบคู่กับ คุณพ่อ”) ติตัส วิลส์ สอนให้เขาฉลาดชก รู้จักยกหมัดตั้งการ์ด รู้จักการแย็บทำคะแนน รู้จักฟุตเวิร์ค และความว่องไว ซึ่งจะทำสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อบิลลียินยอมลดทอนอีโก้ ตลอดจนความเชื่อแบบมนุษย์ถ้ำดั้งเดิมในการใช้กำลังพุ่งเข้าชนปัญหา มอรีนเป็นคนแรกที่ย้ำเตือนให้บิลลีทบทวนว่าเขาไม่อาจชกมวยเพียงเพื่อตอบสนองตัวเองได้อีกต่อไป เขาไม่อาจคิดเพียงว่าตัวเองยังทนรับหมัดคู่ต่อสู้ได้อีก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมา

บิลลีดำเนินชีวิตในลักษณะเดียวกับกลยุทธ์การชกบนเวทีมวย นั่นคือ ปราศจากแท็กติก หรือแผนการเล่น ปราศจากมาตรการป้องกันภัย หรือวิธีหลบหลีก เขาปล่อยการตัดสินใจทุกอย่างไว้กับมอรีน ฉะนั้นเมื่อไม่มีเธอ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ชีวิตของเขาจะพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ในท้ายที่สุด บิลลีไม่เพียงจะต้องเรียนรู้วิธีการชกแบบใหม่เท่านั้น แต่เขายังต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบใหม่อีกด้วย ความรับผิดชอบของเขาไม่ได้จบอยู่แค่การหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอีกต่อไป แต่เขาจะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับไลลา (อูนา ลอว์เรนซ์) ซึ่งในวัยนี้ไม่ได้เรียกร้องที่จะมีคฤหาสน์หลังโต หรือกินอาหารหรูหราแต่อย่างใด เธอแค่ต้องการความรัก ความเอาใจใส่จากคนเป็นพ่อเท่านั้น

สุดท้ายชัยชนะที่แท้จริงของ บิลลี โฮป หาใช่การแย่งชิงเข็มขัดแชมป์โลกกลับคืนมา หากแต่เป็นช่วงเวลาอบอุ่น เป็นส่วนตัวระหว่างสองพ่อลูกในห้องล็อกเกอร์แคบๆ ซึ่งเปี่ยมคุณค่ายิ่งกว่าชื่อเสียง นักข่าว และแสงแฟลชนับร้อยที่รอต้อนรับเขาอยู่ด้านนอกมากมายนัก