วันศุกร์, กรกฎาคม 25, 2551

Short Replay: Showgirls


คงไม่มีผู้กำกับสติดีๆ คนไหนกล้าทำหนังพิลึกอย่าง Showgirls นอกจาก พอล เวอร์โฮเวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้อ่านบทภาพยนตร์ของ โจ เอสเตอร์ฮาส (Basic Instinct) ซึ่งเต็มไปด้วยพล็อตน้ำเน่าประเภทเอามาสร้างเป็นละครไทยหลังข่าวได้สบาย ฉากขายเซ็กซ์อย่างไร้ยางอาย (นางเอกเต้นระบำนั่งตักให้ลูกค้าจนกระทั่งผู้ชายถึงจุดสุดยอด) ฉากสะใจที่เล่นกันหนักมือจนกลายเป็นน่าขบขำ (นางเอกแก้แค้นนังตัวร้ายด้วยการผลักหล่อนตกเวทีจนสะโพกหัก) ฉากแฟนตาซีเพศชาย (ตอนท้ายจู่ๆ นางเอกกับนังตัวร้ายดันปรับความเข้าใจกันได้แล้วก็จูบปากกันอย่างดูดดื่ม) และฉากข่มขืน ซึ่งโผล่เข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ความจริง Showgirls อาจเป็นหนัง exploitation เกรดบีที่ประสบความสำเร็จ หากมันไม่ได้ผลิตโดยสตูดิโอใหญ่ในฮอลลีวู้ด โดยผู้กำกับที่เปี่ยมทักษะภาพยนตร์และโด่งดังอย่างสูงจากหนังทำเงินเกรดเออย่าง RoboCop, Total Recall และ Basic Instinct แถมบทหนังยังถูกประมูลมาด้วยราคามโหฬาร (2 ล้านเหรียญ) อีกต่างหาก ความคาดหวังอันสูงลิ่วส่งผลให้ Showgirls ซึ่งออกฉายพร้อมเรท NC-17 ได้เสียงตอบรับเป็นก้อนอิฐจากทั้งนักวิจารณ์และคนดู ก่อนจะตบท้ายด้วยการคว้ารางวัลราสซี่ไปครองถึง 7 ตัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป Showgirls กลับกลายสถานะเป็นหนัง cult classic แบบเดียวกับ The Rocky Horror Picture Show จากการฉายรอบเที่ยงคืน มันติดอันดับหนึ่งในยี่สิบวีดีโอขายดีที่สุดตลอดกาลของเอ็มจีเอ็มและคุณภาพในลักษณะ “ห่วยจนสนุก” ของมันก็เริ่มขจรขจายแบบปากต่อปาก เช่นเดียวกับฝีมือการแสดงอันสุดแสนจะ over the top ของ อลิซาเบ็ธ เบิร์กลีย์ (หล่อนเล่นฉากเซ็กซ์เหมือนคนเสี้ยนเฮโรอีน) ซึ่งต้องโชว์เนื้อนมไข่แทบจะทุกฉากในหนัง นอกจากนี้นักวิจารณ์ชื่อดังอย่าง โจนาธาน โรเซนบาวม์ ยังชื่นชม Showgirls ว่าเป็นหนังล้อเลียนในลีลาจริงจังชั้นยอด ขณะที่ผู้กำกับระดับแนวหน้าหลายคนก็ออกมาปกป้อง Showgirls กันสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น จอห์น วอเตอร์ส (คนนี้ไม่น่าแปลกใจ) เควนติน ตารันติโน่ (นี่ก็ไม่น่าแปลกใจอีกเหมือนกัน) หรือกระทั่ง ฌ๊าค ริแวตต์ (หา?!) เจ้าของหนังอาร์ตคลาสสิกอย่าง La Belle noiseuse และ Celine et Julie vont en bateau ซึ่งยกย่อง Showgirls ว่าเป็น “หนังอเมริกันที่ดีที่สุดของเวอร์โฮเวนและมีความเป็นส่วนตัวสูงสุด มันสะท้อนมุมมองอันมืดหม่นของเวอร์โฮเวนเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยมนุษย์เฮงซวย”

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 10, 2551

Kung Fu Panda: สัมผัสแห่งเซน


เชื่อได้ว่าคนจำนวนไม่น้อยคงค้นพบความสนุกสนานในหนังการ์ตูนเรื่องล่าสุดของค่าย Dreamworks จากเหตุผลที่ชัดเจนหลากหลาย อาทิ ความน่ารักอ้วนกลมของเจ้าแพนด้า อาการตะกละกินจนพุงพลุ้ยของมัน ฉากแอ็กชั่นสุดอลังการเทียบเท่าหนังจีนกำลังภายในชั้นเลิศ และงานสร้างอันประณีต บรรจง ตลอดจนฉากหลังที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ และเปี่ยมจินตนาการของประเทศจีน แม้ว่าลึกๆ แล้วพวกเขาจะตระหนักเช่นกันว่าพล็อตสูตรสำเร็จของหนังค่อนข้าง “ช้ำ” จากการถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปราศจากความแปลกใหม่ใดๆ

อย่างไรก็ตาม จุดน่าสนใจของ Kung Fu Panda หาได้อยู่ตรงเสน่ห์ทางรูปธรรมเหล่านั้น หากแต่เป็นกลิ่นอายคละคลุ้งของแนวคิดแบบตะวันออก หรือหากจะพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป คือ พุทธศาสนานิกายเซน ซึ่งสอดแทรกอยู่แทบจะทุกรายละเอียดของหนังต่างหาก

ที่สำคัญ สมมุติฐานดังกล่าวยังช่วยคลี่คลายปริศนาพิศวงเพียงหนึ่งเดียวในหนังให้กระจ่างได้อีกด้วย นั่นคือ เหตุใดผู้สร้างจึงวางพล็อตเรื่องให้หมีแพนด้ามีพ่อเป็นห่าน!?!

ฉากหนึ่งในช่วงท้ายเรื่องซึ่งดูจะเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูอย่างคาดไม่ถึง คือ เมื่อพ่อของโป ผู้สืบทอดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมาหลายชั่วอายุคน (จากรูปภาพบนผนังร้าน ทั้งพ่อและปู่ของเขาล้วนเป็นห่าน) พูดกับลูกชายว่าเขามีความจริงบางอย่างจะบอก คนดูนึกขำเพราะคิดว่าเขากำลังจะเผยความลับว่าตนไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของโป ซึ่งคงเป็นเรื่องที่สังเกตเห็นได้ไม่ยาก เนื่องจากทั้งสองเป็นสัตว์คนละสายพันธุ์กันอย่างสิ้นเชิง แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวกลับไม่ถูกระบุชัด (สุดท้ายแล้วสิ่งที่พ่อของโปอยากจะบอก คือ สูตรลับในการทำก๋วยเตี๋ยว) ราวกับ Kung Fu Panda ดำเนินเหตุการณ์ในโลกคู่ขนานที่สัตว์ทุกชนิดล้วนเท่าเทียมกันและสืบเชื้อสายต่างสายพันธุ์จนเป็นเรื่องปกติ (ตัวละครรอบข้างก็ดูจะไม่ตระหนักถึงความแตกต่างทางกายภาพระหว่างโปกับพ่อของเขาแม้แต่น้อย)

ในเมื่อห่านยังเป็นพ่อของแพนด้าได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะเห็นตั้กแตนตำข้าวจับหมีแพนด้า ซึ่งมีรูปร่างใหญ่กว่าเขานับร้อยเท่า ทุ่มข้ามหัว หรือเห็นแพนด้าแดง (ฉีฟู่) เป็นอาจารย์สอนกังฟู แล้วเลี้ยงดูและรักใคร่สัตว์ดุร้ายอย่างเสือดาวเหมือนลูกแท้ๆ หรือเห็น “เพศเมีย” ดำรงตำแหน่งสำคัญในกลุ่มห้าผู้พิทักษ์ (อสรพิษ กับ นางพยัคฆ์) ซึ่งมีโอกาสจะได้รับเลือกให้เป็นนักรบมงกร

แนวคิดแห่งความเสมอภาคข้างต้นช่วยสะท้อนอัตลักษณ์อันสำคัญของนิกายเซน ว่าด้วยมนุษย์ทั้งหลายล้วนมีพุทธภาวะอยู่ในตัว มีโอกาสตรัสรู้ได้ทุกคนและแจ่มแจ้งในตัวเอง โดยการเข้าถึงพุทธภาวะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบใดๆ ทางภายนอกเลย รวมทั้งการตรัสรู้ยังไม่จำกัดด้วยว่าจะต้องเป็นเพศใด เป็นผู้คงแก่เรียนหรือไม่ อายุหรือวัยเท่าใด เพราะไม่ว่าใครต่างก็มีธรรมชาติเดิมแท้อันบริสุทธิ์อยู่แล้ว และเมื่อสิ่งที่มาครอบคลุมถูกรื้อถอนออก ความสว่างไสวก็จะปรากฏออกมาทุกคน ไม่เว้นใครเลย

นอกจากนี้ Kung Fu Panda ยังได้สอดแทรกแง่มุมเกี่ยวกับเซนเอาไว้อีกมาก เช่น ในฉากหนึ่งเสียงดังของโปได้ไปรบกวนสมาธิของนกกระเรียน ขณะเขากำลังเขียนภาษาจีนเป็นคำว่า “ฌาน” ลงบนกระดาษ ซึ่งถอดรูปมาจากภาษาบาลีอีกทอดหนึ่งหมายถึงการเข้าฌาน (มันคือคำเดียวกับเซน ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นและถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางหลังแนวคิดดังกล่าวถือกำเนิดขึ้นในอินเดีย แล้วเผยแผ่มายังประเทศญี่ปุ่นผ่านทางจีน โดยรับอิทธิพลเพิ่มเติมจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋า)

เมื่อฉีฟู่เร่งรีบมาบอก “ข่าวร้าย” กับอาจารย์อูเกวย์ว่า ไถ่หลางแหกคุกสำเร็จและกำลังเดินทางมาหาพวกเขา คำตอบที่เขาได้รับจากอูเกวย์ ซึ่งเปรียบดังผู้บรรลุพุทธภาวะแล้ว (ก่อนหนังจะพลิกตลบให้กลายเป็นมุกตลก) ว่า “ไม่มีข่าวดี หรือข่าวร้ายหรอก มีแต่ข่าวเท่านั้น” บ่งชี้ถึงแก่นประการหนึ่งของนิกายเซนเกี่ยวกับความคิดรวบยอด หรือการจำแนกสิ่งต่างๆ ออกเป็นสองขั้วที่ต่างกัน เช่น ดี-ชั่ว ผิด-ถูก พอใจ-ไม่พอใจ โดยเซนถือว่าความคิดรวบยอดเปรียบดังโซ่ตรวนที่ผูกมัดมนุษย์ไว้ในกรงแห่งความทุกข์และอวิชชา และหากทำลายความคิดปรุงแต่งเหล่านี้เสียได้ เราก็จะเป็นอิสระ จะเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริงของมัน

แต่นาทีแห่งเซนดูจะพุ่งทะยานถึงขีดสุดในฉากที่โปเปิด “คัมภีร์มังกร” แล้วพบว่ามันว่างเปล่า ไร้ตัวอักษร ไร้คำบรรยายใดๆ แรกทีเดียวเขาไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับฉีฟู่ ไถ่หลาง และสมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มห้าผู้พิทักษ์ จนกระทั่งเขาได้ทราบความลับจากพ่อว่า สูตรน้ำซุปรสเลิศก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน

พื้นฐานสำคัญของเซน คือ ความจริงสูงสุดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสดงออกได้ด้วยคำพูดหรือตัวหนังสือ ดังคำกล่าวที่ว่า “การส่งมอบพิเศษนอกคัมภีร์ ไม่ต้องอาศัยคำพูด หรือตัวหนังสือ ชี้ตรงไปยังจิตวิญญาณของมนุษย์ มองย้อนเข้าไปในธรรมชาติแท้ของตนเองและบรรลุพุทธภูมิ” ตรงกับหลักในปรัชญาเต๋าที่ว่า “เต๋าเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกได้ด้วยคำพูด เต๋าที่เรียกได้ด้วยคำพูด ไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง” ดังนั้น เซนจึงมุ่งหวังในเรื่องประสบการณ์ ความตื่นของชีวิตมากกว่าคำพูด ประสบการณ์นี้เรียกว่า “ความว่าง” หรือ “ธรรมชาติแห่งพุทธ” ซึ่งเป็นธรรมชาติดั้งเดิม เปรียบดังการที่เราทราบว่ากำลังดื่มน้ำร้อน หรือน้ำเย็นโดยไม่ต้องบอก

เมื่อทุกอย่างเป็นความว่างเปล่า เซนจึงไม่เชื่อในเรื่องบุญหรือบาป ไม่เชื่อว่ามีจิต ฉะนั้น เมื่อพระภิกษุรูปหนึ่งเขียนคาถาว่า “จิตเป็นเหมือนกระจกเงา ต้องคอยปัดกวาดฝุ่นละอองให้ผ่องใสอยู่เสมอ” อาจารย์ฮุยเน้งของเซนจึงเขียนคาถาหักล้างไปว่า “เมื่อกระจกนั้นไม่มี ฝุ่นละอองจะมาจับได้อย่างไร” ผู้ที่คอยปัดกวาดจิตให้สะอาดนั้น เซนดูหมิ่นว่าเป็นผู้ที่เสียแรงเสียเวลาเปล่า เพราะมัวหลงไปปัดกวาดในที่ที่ไม่มีฝุ่นละอองจับ เพราะการยึดกาย บำรุงบำเรอกาย ไม่เกิดประโยชน์ฉันใด การยึดจิตและพยายามปัดกวาดขัดเกลาจิตก็ไม่เกิดประโยชน์ฉันนั้น

คนที่นั่งปัดกวาดให้จิตว่าง หรือขัดเกลาจิตให้ผ่องใสนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับผู้หญิงนั่งผัดหน้าทาปากเพื่อให้หน้าสวย ถ้าอย่างหลังไม่เกิดประโยชน์ อย่างแรกก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน เพราะเมื่อไม่มีอะไรตั้งแต่เริ่มแรกเสียแล้ว การขุดคุ้ย ขัดล้างต่างๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนขุดลม ขัดลม ในที่สุดก็จะไม่พบอะไร และไม่มีอะไรที่สะอาดบริสุทธิ์ขึ้น ด้วยเหตุนี้ โมกธรรมและบริสุทธิคุณจึงไม่ใช่เรื่องของใจสะอาดผ่องแผ้ว หรือใจบริสุทธิ์ แต่ได้แก่สุญญตา คือ ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย

อาจกล่าวได้ว่าการฝึกวิทยายุทธ์ใน Kung Fu Panda ก็เสมือนสัญลักษณ์ของการปฏิบัติธรรม หรือดำเนินตามมรรควิถี เพราะถึงแม้เซนจะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีของดีอยู่ในตัวแล้วก็ตาม (มีโอกาสตรัสรู้เท่าเทียมกัน) แต่เมื่อมันยังถูกบดบังด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เราก็จะไม่สามารถเห็นแจ้งอยู่นั่นเอง ฉะนั้น เราจึงต้องกำจัดเงื่อนไข แสวงหาหลักการ และลงมือกระทำการต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยให้ของดีที่เรามีอยู่แสดงตัวออกมา แต่การเดินทางไปสู่พุทธภาวะ (หรือ “คัมภีร์มังกร” ในหนังเรื่องนี้) นั้นไม่มีใครสามารถทำแทนเราได้ และกระทั่งอาจารย์ก็ไม่สามารถถ่ายทอดให้ศิษย์เข้าใจได้ ดุจเดียวกับเวลาหิวข้าว หรือกระหายน้ำ เราก็ต้องกินข้าวและดื่มน้ำด้วยตัวเองเพื่อให้อิ่มท้อง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งเดียวที่อาจารย์อย่างอูเกวย์สามารถทำได้ คือ แนะนำให้ลูกศิษย์อย่างฉีฟู่ลดการยึดมั่น แล้วรู้จักปล่อยวาง เพื่อสักวันฉีฟู่จะได้พบกับ “ความสงบในจิตใจ” หลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามบังคับทุกอย่างให้เป็นไปตามประสงค์ เขาฝืนฝึกฝนไถ่หลางให้เป็นนักสู้ชั้นยอด โดยมืดบอดต่อความชั่วร้าย (อวิชชา) ที่กำลังครอบงำลูกศิษย์ของเขามากขึ้นทุกขณะ ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อมั่นว่าวิชากังฟูนั้น “เพียงพอ” แล้วสำหรับการครอบครอง “คัมภีร์มังกร” การกระทำของเขาจึงไม่ต่างจากคำเปรียบเปรยของอูเกวย์ นั่นคือ ฉีฟู่ได้นำเอาเมล็ดท้อมาปลูกฝัง หมั่นพรวนดิน ด้วยหวังว่าสักวันมันจะเติบใหญ่ แล้วให้ผลเป็นลูกส้ม หรือแอปเปิ้ล ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีวันเป็นไปได้

ขณะเดียวกัน ฉีฟู่ยังยึดมั่นว่าการโหมฝึกกังฟูอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ว่องไว ทรงพละกำลัง จะเป็นหนทางเดียวในการเข้าถึง “คัมภีร์มังกร” และต่อกรกับไถ่หลาง ส่งผลให้เขาด่วนปฏิเสธโปในทันที เพราะเห็นว่าแพนด้าท้องกลมไม่ “เข้าข่าย” จะเป็นนักรบมังกรได้ ถึงแม้นักเรียนคนอื่นของเขา เช่น ตั๊กแตนและอสรพิษ ก็ห่างไกลจากภาพลักษณ์ของนักบู๊ไม่แพ้กัน หากพิจารณาจากเพียงรูปกายภายนอก แต่สุดท้าย ศรัทธาต่ออาจารย์อูเกวย์ทำให้ฉีฟู่เรียนรู้ที่จะเปิดใจ ปล่อยวาง แล้วฝึกฝนวิชากังฟูให้กับโป

เมื่อนักสู้ชั้นเลิศ ต้องตรงตามตำราอย่างไถ่หลางกลับพ่ายแพ้ต่อแพนด้าพุงพลุ้ยอย่างโป ฉีฟู่จึงพลันตระหนักว่า กฎเกณฑ์ความเชื่อที่เขายึดมั่นมาตลอดนั้นหาใช่สัจธรรม แต่กำลังเหนี่ยวรั้งเขาให้ผูกติดอยู่กับบ่วงโซ่ของความคิดปรุงแต่งต่างหาก... เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น อิสรภาพ หรือความสงบในจิตใจจึงบังเกิด

การเดินทางของโปเริ่มต้นเมื่อเขาตัดสินใจหันมาฝึกวิทยายุทธ์ (การปฏิบัติธรรม) กับฉีฟู่ แทนที่จะเจริญรอยตามอาชีพคนขายก๋วยเตี๋ยวแบบเดียวกับพ่อ (การใช้ชีวิตสะเปะสะปะจนทำให้ของดีในตัวถูกบดบังห่อหุ้มด้วยอวิชชา) แต่การเข้าถึง “คัมภีร์มังกร” (พุทธภาวะ/การตรัสรู้) นั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องกระทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครสามารถทำแทนได้ และเช่นเดียวกับหลักคำสอนของเซน ซึ่งบอกว่าพุทธภาวะหาใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นการรู้แจ้งถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ในตัวเองตลอดเวลาเท่านั้น และที่เราไม่รู้สึกถึงสิ่งนี้ก็เพราะมีอวิชชาครอบคลุมอยู่ เช่นเดียวกัน โปสามารถเข้าถึงขุมพลังของคัมภีร์มังกรก็ต่อเมื่อเขายอมรับสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวเอง

แรกทีเดียว โปต้องการให้ฉีฟู่ฝึกฝนให้เขาเป็น “คนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง” หรือกล่าวอีกนัย คือ นักรบแข็งแกร่ง ทรงพละกำลังดุจเดียวกับเหล่านักสู้กังฟูทั้งหลาย ไม่ใช่แพนด้าตัวกลมจอมตะกละและอุ้ยอ้าย แต่เมื่อเหลือบดูคัมภีร์ที่ว่างเปล่า ปราศจากคำจารึกใดๆ และภาพสะท้อนของตัวเองบนแผ่นกระดาษนั้นอีกครั้ง เขาก็พลันตระหนักว่า “ของดี” นั้นซุกซ่อนอยู่ในตัวเขาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหา หรือบากบั่นเพื่อเป็นคนอื่น

หนังตอกย้ำประเด็นดังกล่าวด้วยการให้โปเอาชนะไถ่หลาง ไม่ใช่ด้วยวิชากังฟู แต่ด้วย “ตัวตน” ของเขาเอง เมื่อไถ่หลางพยายามใช้วิชา “สกัดจุด” มันกลับเพียงทำให้โปจั๊กจี้ เมื่อไถ่หลางโถมกำลังเข้าใส่ โปกลับใช้ชั้นไขมันบนหน้าท้องสะท้อนความแรงกลับสู่ฝ่ายตรงข้าม และเมื่อเสือดาวเย้ยหยันว่า ฉีฟู่ไม่มีทางสอนท่ากลเม็ด “นิ้วก้อยพิฆาต” ให้โปหรอก แพนด้าจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไปว่า “ฉันคิดได้เอง”... มันเป็นน้ำเสียงของอิสรภาพ ของคนที่ได้รู้อย่างครบถ้วนแล้ว

อ้างอิง

• บทความ พุทธศาสนานิกายเซน โดย คะนอง ปาลิภัทรางกูร (http://tulip.bu.ac.th/~kanong.p/zen)
• หนังสือ นิกายเซน โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

วันพุธ, มิถุนายน 25, 2551

Short Replay: The Comfort of Strangers


ถ้าคุณคิดว่าการพูดคุย ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร และเวนิซเป็นเมืองท่องเที่ยวแสนสวยที่เหมาะต่อการเดินทางไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ The Comfort of Strangers คือ หนังสำหรับคุณ (โดยคุณอาจจะหา Don’t Look Now กับ Death in Venice มาดูควบคู่ไปด้วยก็ได้) มันดัดแปลงจากนิยายขายดีของ เอียน แม็คอีแวน (Atonement) และเป็นผลงานกำกับของ พอล ชเรเดอร์ (Affliction)... เพียงเท่านี้คุณอาจจะพอคาดเดาได้แล้วว่าโทนอารมณ์โดยรวมของหนังจะมืดหม่นขนาดไหน

เรื่องราวของคู่รักหนุ่มหล่อสาวสวยชาวอังกฤษ โคลิน (รูเพิร์ต เอเวอเร็ตต์) กับ แมรี่ (นาตาชา ริชาร์ดสัน) ที่ตัดสินใจเดินทางมาเวนิซเพื่อฉีดกระตุ้นความกระชุ่มกระชวยให้ชีวิตรักที่กำลังเหี่ยวเฉา เฉยชา แต่คืนหนึ่งระหว่างเดินเล่นไปตามตรอกซอกซอยอันซับซ้อน พวกเขาเกิดหลงทาง ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจาก โรเบิร์ต (คริสโตเฟอร์ วอลเกน) ชายแปลกหน้าซึ่งต่อมาเริ่มตีสนิท พร้อมชักชวนคู่รักให้เดินทางไปเยี่ยมชมบ้านพักสุดหรูและทำความรู้จักกับภรรยาของเขา คาโรไลน์ (เฮเลน เมียร์เรน) ผู้มีบุคลิกแปลกพิลึก ชวนพิศวงไม่ต่างจากสามี

บรรยากาศชวนสะพรึง ตลอดจนความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างชั่วร้ายซุกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่ดูปราศจากพิษภัยทำให้คนดูคาดเดาได้ไม่ยากว่าชะตากรรมสุดท้ายของตัวละครจะต้องเผชิญกับความสยองอย่างแน่นอน (ขณะเดียวกันการแสดงอันน่าจดจำของวอลเกนก็ทำให้เราตระหนักว่า คงมีแต่คนสติไม่ดีเท่านั้นที่ “อยาก” ทำความรู้จักกับเขา) แต่เมื่อนาทีดังกล่าวมาถึงแบบฉับพลัน มันก็ยังสร้างความรู้สึกช็อคได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ

แบทแมนกับแฟนตาซีรักร่วมเพศ


เมื่อครั้งที่กระแสของหนังชายรักชายสุดอื้อฉาวเรื่อง Brokeback Mountain กำลังพุ่งทะลักจุดแตก นักข่าวชื่อดัง บาร์บารา วอลเตอร์ เคยถาม จอร์จ คลูนีย์ ว่าเป็นเขาจะยอมแสดงบทคาวบอยเกย์หรือไม่ หากมีคนมาเสนอ คำตอบของซูเปอร์สตาร์ขวัญใจฮอลลีวู้ด คือ “ผมเคยเล่นเป็นเกย์มาแล้ว ผมต้องสวมชุดยาง มีหัวนมยาง ผมสามารถจะทำให้แบทแมนเป็นผู้ชายก็ได้ แต่ผมเลือกจะเล่นบทนั้นเป็นเกย์”

คำตอบกวนๆ ของคลูนีย์หาได้สร้างความประหลาดใจแก่คนส่วนใหญ่ เนื่องจากไอเดียเกี่ยวกับนัยยะรักร่วมเพศในการ์ตูนชุดแบทแมนนั้นเริ่มวนเวียนอยู่ในกระแสความสนใจมานานหลายทศวรรษ ขณะเดียวกันชุมชนชาวเกย์และเลสเบี้ยนต่างก็เคยสรรเสริญการตัดสินใจของ โจเอล ชูมัคเกอร์ (ผู้กำกับ Batman Forever และ Batman & Robin) ในการออกแบบชุดแบทแมนให้กระชับรัดแน่น แถมยังเน้นย้ำสัดส่วนเพศชายเป็นพิเศษ พร้อมด้วยหัวนมยาง บั้นท้ายกลมกลึง และกระจับนูนตรงส่วนสำคัญ

อาจกล่าวได้ว่าจุดเชื่อมโยงระหว่างแบทแมนกับรักร่วมเพศนั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 1954 เมื่อนักจิตวิทยา เฟรดริค เวอร์แธม ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Seduction of the Innocent เพื่อสะท้อนจุดยืนแบบอนุรักษ์นิยมว่า อาชญากรรม ตลอดจนความรุนแรงในหนังสือการ์ตูนนั้นจะส่งอิทธิพลจนเด็กนำไปเลียนแบบ ล้างสมองให้ระดับศีลธรรมของเหล่าเยาวชนบิดเบี้ยว บิดเบือน พร้อมทั้งยกตัวอย่างหนังสือการ์ตูนหลายเล่ม แต่ประเด็นที่สร้างกระแสฮือฮามากสุดคงหนีไม่พ้นการที่เวอร์แธมใช้พื้นที่สี่หน้ากระดาษเพื่อวิพากษ์ “รสนิยมทางเพศ” ของแบทแมนกับโรบิน

“พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันในคฤหาสน์สุดหรู ประดับตกแต่งด้วยแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ พร้อมสรรพด้วยพ่อบ้าน” เวอร์แธมเขียน “มันเหมือนความฝันของการอยู่ร่วมกันระหว่างชายรักร่วมเพศสองคน” ก่อนจะสรุปตบท้ายว่า “เรื่องราวแบบที่เห็นในการ์ตูนแบทแมนอาจกระตุ้นให้เด็กเกิดจินตนาการรักร่วมเพศ”

นอกจากนี้ เวอร์แธมยังตั้งข้อสังเกตอีกหลายประเด็น เช่น

• บางครั้งโรบินจะถูกจับขังในกรง ถูกมัด หรือติดกับดักของผู้ร้าย และต้องรอคอยให้แบทแมนมาช่วยเหลือเหมือนพวกนางเอกในนิยายอาชญากรรมอื่นๆ พวกเขาทั้งสองต้องคอยพึ่งพากันและกัน เวอร์แธมกล่าวว่าอันตรายอยู่ตรงการถูกกระตุ้นโดยสถานการณ์ซึ่งอาจหันเหไปสู่การกระตุ้นทางเพศได้ เขาเรียกเรื่องราวในลักษณะนี้ว่า “แฟนตาซีอีโรติกของการช่วยชีวิต” และมันมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้โรบินต้องอุทิศตัวแก่แบทแมนมากกว่าใครอื่นบนโลก

• แบทแมนกับโรบินต้องเป็นรักร่วมเพศเพราะในบ้านของพวกเขาปราศจากผู้หญิง พวกเขาต่างอยู่ในวัยเจริญพันธุ์และมีแรงผลักดันทางเพศ การปราศจากแหล่งระบายที่เหมาะสม (นั่นคือ ภรรยา) ย่อมทำให้พวกเขาลงเอยด้วยการระบายแรงกระตุ้นทางเพศต่อกันและกัน

• บรูซ เวย์น ชอบสวมชุดนอนและชุดผ้าคลุมยาวในบ้าน แล้วนั่งแนบชิดบนโซฟาเดียวกันกับเด็กหนุ่มในการดูแลของเขา ส่วน ดิ๊ก เกรย์สัน บ่อยครั้งก็มักจะนั่งอยู่ข้างเตียงบรูซ เวลาผู้พิทักษ์ของเขาได้รับบาดเจ็บหรือป่วยไข้

แม้ข้อเขียนของเวอร์แธมจะถูกวิจารณ์อย่างหนักในปัจจุบันว่าล้าสมัย ไร้เหตุผล มองภาพแบบเหมารวม และกระทั่งเปี่ยมกลิ่นอายของอคติต่อรักร่วมเพศ (ต้องไม่ลืมว่าในยุคนั้น รักร่วมเพศยังถูกมองว่าเป็นความผิดปกติทางจิต และจะเป็นเช่นนั้นมาจนถึงทศวรรษ 1970 ด้วยเหตุนี้ในช่วงเวลาที่เวอร์แธมเขียนหนังสือเล่มดังกล่าว แนวคิดของเขาจึงถือว่าอยู่ในกระแสหลัก) แต่ไอเดียที่เขาเป็นคนจุดประกายไว้กลับค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่จิตสำนึกของผู้คน ส่งผลให้เกิดการค้นหาอารมณ์โฮโมอีโรติกที่ซุกซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดในการ์ตูนชุดแบทแมนอย่างกว้างขวาง เช่น ข้อกังขาเกี่ยวกับเรื่องชื่อตัวละครทั้ง ดิ๊ก (Dick) ซึ่งไปพ้องกับคำว่าอวัยวะเพศชายในภาษาอังกฤษ และโรบิน ซึ่งให้ความรู้สึกของเพศหญิง (อันที่จริงในอดีต โรบินถือว่าเป็นชื่อผู้ชาย ย่อมาจาก โรเบิร์ต เช่น โรบิน ฮู้ด) ความหลงใหลในชุดหนัง หน้ากากหนังของแบทแมน นัยยะของมนุษย์ค้างคาว ซึ่งมักจะออกต่อสู้กับเหล่าอธรรมในยามค่ำคืน ดุจเดียวกับกลุ่มรักร่วมเพศที่ชื่นชอบแสงสีตามผับบาร์ เนื่องจากมันเป็นสถานที่เดียวที่พวกเขาสามารถเป็น “ตัวเอง” ได้มากสุด หรือบุคลิก “คนนอก” กับบุคคล “สองบุคลิก” (กลางวันเป็นเศรษฐี กลางคืนเป็นมนุษย์ค้างคาว) ซึ่งสามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับกลุ่มรักร่วมเพศได้ไม่น้อย (เกย์กับเลสเบี้ยนเป็นชนกลุ่มน้อย และหากยังไม่เปิดเผยตัว พวกเขาก็จำต้องใช้ชีวิตแบบสองหน้า ปิดบังตัวตนที่แท้จริง)

ดีซี คอมิกส์ ตระหนักใน “กระแส” ดังกล่าวและพยายามจะเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการเพิ่มตัวละครอย่าง เคธี เคน (แบทวูเมน) และ เบ็ตตี้ เคน (แบทเกิร์ล) เข้ามาในเรื่องราวเพื่อแสดงให้เห็นว่าทั้งสองหนุ่มโสดยังปรารถนาเพศหญิง แต่ดูเหมือนแผนดังกล่าวจะกลายเป็นดาบสองคม เมื่อมันถูกตีความไปในทางตรงข้าม เช่น เมื่อบรูซถูกจับเข้าคุกด้วยความเข้าใจผิด ส่งผลให้แบทวูเมนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้านายของโรบิน ไม่นาน ดิ๊ก เกรย์สัน ก็เริ่มฝันร้าย ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นหน้าปกของการ์ตูนแบทแมนฉบับเดือนมีนาคม 1959 พร้อมจั่วหัวว่า “การแต่งงานของแบทแมนกับแบทวูเมน” ในภาพคนอ่านจะเห็นสองคู่รักเดินออกจากโบสถ์ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข โดยมีโรบินยืนมองอยู่ข้างๆ พร้อมกับนึกในใจว่า “พระเจ้า! จากนี้ไปเราจะกลายเป็นอะไร”

ดูเหมือนความพยายามของทาง ดีซี คอมิกส์ ที่จะบอกว่า แบทแมนเป็นชายแท้ทั้งแท่งกลับบ่มเพาะความรู้สึกวิตกกังวลในหมู่คนอ่านว่า แบทวูเมนคือส่วนเกินที่เข้ามาคุกคาม ขัดขวาง “มิตรภาพ” และ “ความจงรักภักดี” ระหว่างแบทแมนกับโรบิน

การต่อสู้ขัดขืนระหว่าง ดีซี คอมิกส์ กับนัยยะโฮโมอีโรติกในการ์ตูนแบทแมนดูเหมือนจะยืดเยื้อยาวนานมาจนกระทั่งปัจจุบัน สองตัวอย่างเมื่อไม่นานมานี้ ได้แก่ การที่ ดีซี คอมิกส์ ปฏิเสธไม่ยอมให้ คริสโตเฟอร์ ยอร์ค นำเอาการ์ตูนบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำในงานเขียนของเขาเรื่อง All in the Family: Homophobia and Batman Comics in the 1950s เมื่อปี 2000 จากนั้นในปี 2005 ดีซี คอมิกส์ ก็ข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับศิลปิน มาร์ค แชมเบอร์เลน หากเขาตัดสินใจจัดแสดงคอลเล็กชั่นภาพวาดสีน้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของแบทแมนกับโรบินทั้งในแบบ “ส่อนัยยะ” และแบบ “โจ่งครึ่ม” ทางเพศ


อย่างไรก็ตาม ในสายตาของนักวาดการ์ตูนอย่าง อลัน แกรนท์ ข้อสังเกตของเวอร์แธมและคนอื่นๆ ดูเหมือนจะเป็นการตีความตามแต่ใจ “แบทแมนที่ผมเขียนมานาน 13 ปีไม่ใช่เกย์ แบทแมนของ เดนนี่ โอ’นีล ของ มาร์ฟ วูล์ฟแมน และของทุกๆ คนย้อนหลังไปจนถึง บ็อบ เคน (ผู้ให้กำเนิดแบทแมน)... ทั้งหมดล้วนไม่เคยตั้งใจจะเขียนให้แบทแมนเป็นเกย์ คงมีเพียง โจเอล ชูมัคเกอร์ เท่านั้นที่เห็นแตกต่าง”

ต้นกำเนิดของ Batman Forever เกิดจากเสียงประท้วงของบรรดาพ่อแม่ทั้งหลาย ซึ่งเห็นว่า Batman Returns ของ ทิม เบอร์ตัน มืดหม่นและรุนแรงเกินไปสำหรับเด็ก ดังนั้นเพื่อลดทอนข่าวอื้อฉาว สตูดิโอ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส จึงตัดสินใจหันมาใช้บริการของ โจเอล ชูมัคเกอร์ ผู้กำกับเกย์ที่เคยมีผลงานน่าพอใจอย่าง The Lost Boys, Flatliners และ Falling Down แทน ด้วยความหวังว่าเขาจะช่วยผลักดันให้แบทแมนกลายเป็นหนัง “สำหรับทุกคนในครอบครัว” แต่บรรดาผู้บริหารสตูดิโอคงไม่ทันนึกถึงผลพวงอื่นๆ ที่อาจตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์โฮโมอีโรติกซึ่งดุเดือดเลือดพล่านจนเกือบไม่ใช่แค่ “นัยยะ” อีกต่อไป เริ่มต้นตั้งแต่การติดหัวนมให้กับชุดแบทแมน (ชูมัคเกอร์บอกว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากรูปปั้นเทพเจ้ากรีก) ไปจนถึงประโยคส่อๆ ของ ดิ๊ก เกรย์สัน อย่างเช่น “เราไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เราเป็นคู่หูกัน” (คำว่า partner ในภาษาอังกฤษมีความหมายถึงคู่ชีวิตได้ด้วย และกลุ่มเกย์กับเลสเบี้ยนก็นิยมใช้คำนี้ในลักษณะขั้นกว่าของแฟน (boyfriend) เทียบเท่ากับคำว่า สามีภรรยา สำหรับกลุ่มรักต่างเพศนั่นเอง)

ในยุคสมัยที่คำว่า เมโทรเซ็กช่วล ยังไม่ค่อยแพร่หลาย คำเดียวที่สามารถอธิบายทรงผม เสื้อผ้า (แจ๊กเก็ตหนัง เสื้อยืดรัดรูป) และรูปลักษณ์ (เจาะหู) ของ ดิ๊ก เกรย์สัน (คริส โอ’ดอนเนลล์) ได้ ก็คือ “เกย์” ขณะเดียวกัน วาล คิลเมอร์ ซึ่งรับบทเป็น บรูซ เวย์น ก็มักจะต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวทุกครั้งเวลาเขาฉากกับโอ’ดอนเนลล์ เช่น ตอนที่เขาเปลือยหน้าอกและห่มผ้าเช็ดตัวคลุมท่อนล่างระหว่างทำการรักษาบาดแผล ตรงข้ามกับฉากรักปลอดสารตกค้างระหว่างเขากับ นิโคล คิดแมน ซึ่งบรูซยังคงสวมเสื้อผ้าเต็มยศ ที่สำคัญ กล้องดูเหมือนจะไม่เต็มใจใช้ประโยชน์จากเรียวขา หรือเนินอกของคิดแมนในแบบที่ “หนังผู้ชาย” ส่วนใหญ่นิยมทำสักเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่คนดูเห็นแบบจะๆ กลับกลายเป็นภาพโคลสอัพแผงอกยาง (ติดหัวนม) และก้นยางกลมกลึงของแบทแมน!

ถ้าภาพลักษณ์ของแบทแมนกับโรบินใน Batman Forever ให้ความรู้สึก “เก๊... เกย์” คำเดียวที่น่าจะเหมาะกับตัวละครอย่างมนุษย์เจ้าปัญหา (จิม แคร์รี่ย์) ก็คือ “กะเทย” แต่เนื่องจากริดเลอร์เป็นวายร้าย ภาพเขาสวมชุดยางยืดรัดรูปสีเขียว ใส่มงกุฎเพชร แสดงท่าทางโบกสะบัดมือไม้ แขนขา แล้วนั่งบนบัลลังก์ดุจราชินีจึงไม่สร้างความรู้สึกคุกคามต่อคนดูรักต่างเพศเท่าใดนัก อันที่จริง มันอาจช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากอารมณ์โฮโมอีโรติกระหว่างสองพระเอกด้วยซ้ำ จนนำไปสู่การปลอบใจตัวเองว่า “ถ้าผู้ร้ายเป็นเกย์ พระเอกก็ต้องเป็นชายแท้” นอกจากนี้ ปฏิกิริยาแบบสุดโต่งของ เอ็ดเวิร์ด นิกมา (ก่อนเขาจะกลายเป็นริดเลอร์) หลังถูก บรูซ เวย์น บุรุษที่เขาลุ่มหลง หมกมุ่นมาตลอดเรื่อง ตอบปฏิเสธยังสะท้อนนัยยะของเกย์ที่ถูกชายแท้ปฏิเสธอีกด้วย (“แต่เราเป็นเหมือนกัน คุณควรจะเข้าใจความรู้สึกของผมสิ” เอ็ดครวญด้วยน้ำเสียงสุดเศร้า)


หากจะพูดโดยสรุป ทั้ง อลัน แกรนท์ และ โจเอล ชูมัคเกอร์ ล้วนมีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก และเชื่อได้ว่า บ็อบ เคน เองก็คงจะสร้างการ์ตูนชุดแบทแมนขึ้นโดยปราศจากความตั้งใจที่จะให้ตัวละครดูเป็น “เกย์” แต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อสังคมพัฒนาความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อมนุษย์ทุกคนเริ่มถูกตีตราให้เป็นโน่นเป็นนี่ต่างๆ นานา พฤติกรรมบางอย่างย่อมถูกสงวนให้เป็นสิทธิเฉพาะสำหรับบางกลุ่มบางพวก เช่น ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 การสัมผัสเนื้อตัวระหว่างผู้ชายสองคนถือเป็นเรื่องปกติ เป็นการแสดงออกถึงความอบอุ่น ความใกล้ชิดระหว่างมนุษย์สองคน และอาจสะท้อนแรงปรารถนาทางเพศได้ด้วย แต่เมื่อสังคมยุคนั้นยังปราศจากความหวาดกลัวการถูกตีตรา “โฮโมเซ็กช่วล” ผู้ชายจึงไม่วิตกกังวลว่าการสัมผัสเนื้อตัวจะมีความหมายอื่นใด นอกจากเพื่อแสดงความรักอันลึกซึ้งต่อกัน แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน ภาพของผู้ชายสองคนเดินจับมือกันย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมรักร่วมเพศ ส่งผลให้ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กล้าจะสัมผัสเนื้อตัวเพื่อแสดงความรักใคร่ ใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนในอดีตอีกต่อไป ด้วยกลัวว่ามันจะส่งสัญญาณ “เกย์” ไปยังคนรอบข้าง

ก่อนการมาถึงของหนังสือเรื่อง Seduction of the Innocent มิตรภาพแบบพลาโตนิกระหว่างแบทแมนกับโรบินเปรียบดังอุดมคติแห่งความรัก ความผูกพันระหว่างเพศชายในยุคแห่งความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาทางเพศ เทียบแล้วคงไม่ต่างจากความผูกพันระหว่างเพื่อนทหารในช่วงสงครามโลก หรือมิตรภาพแน่นแฟ้นระหว่างโฟรโดกับแซมในนิยายมหากาพย์ The Lord of the Rings แต่ เฟรดริค เวอร์แธม ได้ฉีกทึ้งภาพลักษณ์เหล่านั้นจนหมดสิ้น พร้อมทั้งพยายามประณามพฤติกรรมรักร่วมเพศว่าจะนำความเสื่อมทรามมาสู่วัยรุ่น ไม่ต่างจากการนำเสนอภาพอาชญากรรมและความรุนแรงในหนังสือการ์ตูน...

ไม่ต้องสงสัยว่าความคิดดังกล่าวต่างหากที่เป็นอันตรายยิ่งกว่าการค้นพบ “แฟนตาซีรักร่วมเพศ” ในการ์ตูนชุดแบทแมนหลายเท่านัก

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 12, 2551

Short Replay: Field of Dreams


คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากมายเกี่ยวกับเบสบอลก็สามารถชื่นชอบหนังเรื่องนี้ได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็เรียกร้องให้คุณยังคงมีศรัทธาในมนุษย์หลงเหลืออยู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หากคุณเป็นแฟนหนังของ ไมเคิล ฮาเนเก้ นี่คือผลงานที่คุณควรหลีกเลี่ยงให้ไกล มันเล่าเรื่องราวเรียบง่ายของชาวไร่หนุ่ม (เควิน คอสเนอร์) ที่วันหนึ่งเกิดได้ยินเสียงประหลาดบอกให้เขาสร้างสนามเบสบอลกลางไร่ข้าวโพด แล้ว “เขา” จะกลับมา แรกทีเดียวชาวไร่เข้าใจว่า “เขา” ในที่นี้หมายถึง ชูเลส โจ แจ๊คสัน (เรย์ ริออตตา) และนักเบสบอลอีกเจ็ดคนของทีม ชิคาโก้ ไวท์ ซ็อกซ์ ซึ่งโดนโทษแบนตลอดชีวิตในข้อหาล้มบอล แต่ไม่นานชาวไร่กลับได้เรียนรู้ว่า “เขา” นั้นหมายถึงใครบางคนที่ใกล้ชิด ส่งผลให้ชาวไร่ได้มีโอกาสไถ่บาปและรักษาบาดแผลในใจ ซึ่งคอยกัดกินเขามาตลอด

Field of Dreams เป็นหนังประเภทที่ไม่เกรงกลัวจะกดปุ่ม sentimental ส่งผลให้ปฏิกิริยาคนดูสามารถดำเนินไปแบบสุดขั้วได้ทั้งสองทาง นั่นคือ ซาบซึ้ง หรือ “ขนลุก” ขึ้นอยู่กับว่าคุณยอมจะยอมเปิดใจให้กับหนังมากแค่ไหน (จัดอยู่ในข่ายเดียวกับ The Classic) อย่างไรก็ตาม หนังได้ประโยชน์จากทีมนักแสดงสมทบชั้นยอด (เอมี่ เมดิแกน ในบทภรรยาผู้เชื่อมั่นและสนับสนุนความฝัน ตลอดจนสัญชาตญาณของสามีแบบเต็มร้อย เบิร์ท แลงคาสเตอร์ ในบทคุณหมอที่พลาดโอกาสเล่นเบสบอลในลีกอาชีพ และ เจมส์ เอิร์ล โจนส์ ในบทนักเขียนที่เกษียณตัวเองจากวงการ) ซึ่งช่วยสร้างสมดุลให้แง่มุมแฟนตาซีดูติดดิน หนักแน่น แล้วโน้มนำคนดูไปสู่ปาฏิหาริย์ในตอนท้ายได้อย่างราบรื่น