วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 28, 2551

Short Replay: Cape Fear


ก่อนหน้าการรีเมคที่ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับอย่าง The Departed (และออกจะเหมือนมองโลกในแง่ดีขึ้นสังเกตจากฉากจบ) ผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เคยรีเมคหนังเขย่าขวัญยุคเก่าเกี่ยวกับครอบครัวอเมริกันแสนดีที่ถูกคนบ้าคุกคามให้กลายเป็นหนังวิพากษ์ความเลว ความทุจริต และความอ่อนแอของมนุษย์อย่างถึงแก่นมาแล้ว หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Cape Fear ผลงานซึ่งผมคิดว่าประสบความสำเร็จในแง่การ “รีเมค” มากกว่าหนังรางวัลออสการ์ของเขาเสียอีก เนื่องจากสกอร์เซซี่ได้ตีความเรื่องราวใหม่ ทำให้มันน่าสนใจ ซับซ้อน และแตกต่างจากต้นฉบับอย่างเห็นได้ชัด

แซม บาวเดน (นิค นอลตี้) เป็นทนายความที่แอบคบชู้และถูกเมีย (เจสซิก้า แลงจ์) จับได้ ชีวิตสมรสของพวกเขากำลังง่อนแง่นจวนล่มจนต้องหันไปปรึกษาจิตแพทย์ ขณะเดียวกันลูกสาววัยรุ่นของพวกเขา เดเนียล (จูเลียต ลูว์อิส) ก็ชอบขังตัวเองอยู่ในห้อง พลางนึกชิงชังพ่อกับแม่ที่หาเรื่องทะเลาะกันได้ไม่เลิก แต่ราวกับชีวิตปัจจุบันยังไม่เลวร้ายพอ พระเจ้ายังซ้ำเติมครอบครัวบาวเดนด้วยการส่งวิญญาณแห่งอดีตมาตามหลอกหลอนพวกเขาในรูปของ แม็กซ์ เคดี้ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) นักโทษที่เพิ่งพ้นคุกออกมาจากคดีข่มขืน พร้อมความแค้นเต็มอกต่อ แซม บาวเดน อดีตทนาย ซึ่งแก้ต่างให้เขาอย่างไร้ประสิทธิภาพ

หนึ่งในฉากไฮไลท์อันลืมไม่ลงของ Cape Fear คือ การเผชิญหน้าระหว่างแม็กซ์กับเดเนี่ยล เมื่อคนแรกปลอมตัวเป็นอาจารย์สอนการละคร ยั่วยวนและเล้าโลมเด็กสาววัยไม่ถึง 16 ปี ส่วนคนหลังก็ยอมเล่นตามบททั้งที่รู้ว่าแท้จริงแล้วแม็กซ์เป็นใคร เพราะเธอรู้สึกหลงใหลบุคลิกดิบเถื่อนของชายหนุ่ม จูเลียต ลูว์อิส เดินไต่บนเส้นแบ่งระหว่างความไร้เดียงสากับความแรดได้อย่างสมดุลจนส่งผลให้เธอเข้าชิงออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม นอกจากนั้น ฉากดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าความชั่วร้ายใฝ่ต่ำนั้นซ่อนลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครจะบริสุทธิ์ขาวสะอาดไปทั้งหมด ซึ่งแก่นความคิดข้างต้นก็สะท้อนผ่านเทคนิคการแทรกภาพเนกาทีฟ (ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ) เข้ามาในหนังเป็นระยะๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม

วันพุธ, สิงหาคม 13, 2551

The Dark Knight: ลับ ลวง พราง


หลังจากแจกแจงที่มาที่ไปของมนุษย์ค้างคาวเอาไว้อย่างละเอียดครบถ้วน ทั้งแง่มุมจิตวิทยาและภูมิหลังเพื่อเพิ่มความ “สมจริง” ให้กับเรื่องราว เช่น การฝึกฝนทักษะการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงของ บรูซ เวย์น ก่อนจะกลายมาเป็นผู้พิทักษ์มหานครก็อตแธม ใน Batman Begins ดูเหมือนผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน จะเริ่มหมดความสนใจในตัวฮีโร่นอกกฎหมายผู้นี้เสียแล้ว ดังจะเห็นได้จากผลงานภาคต่อเรื่อง The Dark Knight ซึ่งลดความสำคัญของตัวละครอย่างแบทแมน/บรูซ เวย์น (คริสเตียน เบล) ลงจนกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมการวิพากษ์มนุษย์ ระบบศีลธรรม ตลอดจนสังคมโดยรวม

แน่นอน ประเด็นความขัดแย้งของทางเลือกระหว่างสถานะแบทแมนกับการใช้ชีวิตเยี่ยงมหาเศรษฐีธรรมดาและลงหลักปักฐานกับ ราเชล ดอว์ส (แม็กกี้ จิลเลนฮาล) ยังคงปรากฏให้เห็นเพื่อจุดประกายดราม่าเล็กๆ น้อยๆ แต่มันไม่ได้ถูกขับเน้นให้โดดเด่นเหมือนกรณีของ Spider-Man 2 แต่อย่างใด

อันที่จริง คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่าบรรดาตัวละครหลักใน The Dark Knight ล้วนไม่สามารถเรียกร้องความผูกพันจากคนดูได้ พวกเขาเป็นเพียงตัวแทนของไอเดียบางอย่างที่ผู้กำกับ/ร่วมเขียนบทต้องการนำเสนอ มากกว่าจะมีชีวิตเลือดเนื้อให้จับต้องได้ ส่วนตัวหนังเองก็ดูจะดำเนินเหตุการณ์ไปอย่างเร่งรีบ รวดเร็ว ขาดจังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาที่ลงตัว (สาเหตุหนึ่งอาจเพราะการจำใจตัดหนังให้สั้นลงเพื่อไม่ให้มันยาวเกินสามชั่วโมง) พลางไล่กวดแต่ละพล็อตแบบผ่านๆ ตั้งแต่รัก/สาม/เศร้าของบรูซ, ราเชล และ ฮาร์วีย์ เดนท์ (แอรอน เอ็คฮาร์ท) การก้าวเข้ามามีอิทธิพลคุกคามเมืองก็อตแธมของ โจ๊กเกอร์ (ฮีธ เลดเจอร์) รวมถึงการกลายสภาพเป็นทูเฟซของเดนท์ เราได้รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมด แต่ไม่มีโอกาสซึมซาบ เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือกระทั่งรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อหายนะและความตายบังเกิดแก่ตัวละครบางคน (ใครที่คิดว่าหนังในแนวทางนี้ไม่มีเวลาพอจะมาเจาะลึกตัวละครในเชิงจิตวิทยา หรือสร้างความผูกพันกับคนดู ให้ลองหา Heat ของ ไมเคิล มาน มาดูเป็นตัวอย่าง)

ขณะเดียวกันความสนุกของ The Dark Knight ก็หาได้อยู่ตรงฉากแอ็กชั่นน่าตื่นตา เพราะหลังจาก Batman Begins หลายคนคงตระหนักดีแล้วว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน ขาดทักษะและมุมมองที่จะร้อยเรียงช็อตให้เป็นซีเควนซ์อันตื่นเต้น สอดคล้อง และชวนติดตามได้เหมือนผู้กำกับสายเลือดฮอลลีวู้ดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก, เจมส์ คาเมรอน หรือกระทั่ง จอห์น แม็คเทียร์แนน ความคิดในการถ่ายฉากแอ็กชั่นของเขา คือ ตัดภาพให้รวดเร็ว จนทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนแวบเข้ามาในสายตาคนดู แต่ไม่อาจเชื่อมโยงให้เกิดความต่อเนื่องใดๆ ได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับสไตล์ของผู้กำกับอีกคนจากเกาะอังกฤษอย่าง พอล กรีนกราส โดยสามตัวอย่างอันชัดเจนใน The Dark Knight คือ ฉากแอ็กชั่นช่วงเปิดเรื่องเมื่อแบทแมนต่อกรกับ สแกร์โครว (ซิลเลียน เมอร์ฟีย์) ฉากขับรถไล่ล่าในอุโมงค์ช่วงกลางเรื่อง และฉากแอ็กชั่นช่วงท้ายเมื่อแบทแมนบุกเข้าไปจับโจ๊กเกอร์ในตึกร้าง

ส่วนใหญ่ความตื่นเต้น (หรือตื่นตระหนก) ของคนดูเกิดจากความพยายามจะเชื่อมโยงแต่ละช็อตเข้าด้วยกันท่ามกลางเวลาอันกระชั้น ราวกับหนังขว้างช็อตต่างๆ ที่ไม่ต่อเนื่องใส่คุณอยู่ตลอดเวลา แล้วบังคับให้คุณต้องผูกโยงมันให้เป็นเหตุเป็นผลในแง่ทิศทาง พื้นที่ และเวลา จนคุณเริ่มสับสนและตามไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หาใช่ความตื่นเต้นอันเป็นผลจากการผูกตัวเองติดอยู่กับเหตุการณ์ แล้วลุ้นระทึกเอาใจช่วยตัวละคร (ลองเปรียบเทียบง่ายๆ กับฉากขับรถไล่ล่าระดับตำนานใน Terminator 2: Judgment Day ของ เจมส์ คาเมรอน ซึ่งมีอุปกรณ์ประกอบฉากบางอย่างคล้ายคลึงกัน) นอกจากนี้ ระดับอะดรีนาลีนของคนดูยังอาจพุ่งสูงด้วยสาเหตุที่ชัดเจน เช่น การได้เห็นมอเตอร์ไซค์สุดเท่พุ่งทะยานออกมาจากซากรถ หรือรถบรรทุกคันโตพลิกคว่ำในท่าลังกาหน้าบนถนนใจกลางเมือง

สุดท้ายทีเด็ดที่แท้จริงของ The Dark Knight อยู่ตรงความกล้าหาญของสองพี่น้องโนแลนที่จะพุ่งทะยานเข้าสู่เขตแดนซึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่น้อยเรื่องจะกล้าย่างกรายเข้าไป นั่นคือ การสะท้อนด้านมืดอันซับซ้อนของมนุษย์ด้วยท่าทีจริงจัง หนักแน่น ปราศจากกลิ่นอายของความเป็นการ์ตูน และคงเป็น “ความแตกต่าง” ตรงส่วนนี้เองที่ทำให้หลายคนยินดีจะมองข้ามข้อบกพร่องบางส่วนของหนังซึ่งดูไม่สลักสำคัญอะไร

การต่อสู้แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างแบทแมนกับโจ๊กเกอร์อาจทำให้หลายคนนึกถึงสองนักมายากลใน The Prestige ผลงานกำกับชิ้นก่อนหน้าของโนแลน เพราะเช่นเดียวกัน เส้นแบ่งทางศีลธรรม ความถูกต้อง และจรรยาบรรณเริ่มถูกมองข้าม หรือยิ่งพร่ามัว เมื่อตัวละครทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเอาชนะคะคานกัน ในกรณีของ The Dark Knight แบทแมนเลือกจะยืนอยู่ฝ่ายความเชื่อที่ว่า สังคมจำเป็นต้องอยู่ในกฎระเบียบ และบางครั้งการเลือกใช้ความรุนแรง เฉียบขาดก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยโดยรวม แต่เมื่อเดิมพันยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับจุดยืนดังกล่าวมันจะยังคุ้มค่าอยู่ไหม?

ตรงกันข้าม โจ๊กเกอร์ไม่เชื่อในกฎระเบียบ หรือหลักการปฏิบัติใดๆ เขาไม่ต้องการเงิน หรืออำนาจ และดุจเดียวกับคำอธิบายของ อัลเฟร็ด (ไมเคิล เคน) เขาเพียงต้องการจะเห็นโลกทั้งใบวุ่นวายและ “มอดไหม้เป็นจุล” ทั้งนี้เพราะเขาศรัทธาในสัญชาตญาณดิบอันเลวร้ายของมนุษย์ว่า เมื่อถึงเวลาคับขัน เราทุกคนก็พร้อมจะโยนกฎเกณฑ์ ศีลธรรมจรรยา หรือความถูกต้องชอบธรรมทั้งหมดทิ้ง แล้วหันมา “กินกันเอง” เพื่อความอยู่รอด

ฉะนั้น มุกตลกที่ไม่ค่อยตลกของโจ๊กเกอร์จึงมักจะวนเวียนอยู่กับการทดสอบความแข็งแกร่งของจิตสำนึก เช่น เมื่อเขามอบอาวุธให้ลูกสมุนมาเฟียต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอด หรือการลอบวางระเบิดเรือเฟอร์รี่สองลำ แล้วมอบเครื่องจุดระเบิดของเรือลำหนึ่งไว้กับเรืออีกลำหนึ่ง หรือการตั้งเงินรางวัลเป็นค่าหัว โคลแมน รีส (โจชัว ฮาร์โต)

แต่ผลงานชิ้นโบว์แดงของโจ๊กเกอร์คงจะหนีไม่พ้นชัยชนะเหนือ ฮาร์วีย์ เดนท์ ซึ่งในช่วงท้ายได้กลายสภาพเป็นเหมือนอัศวินเจไดที่โดนด้านมืดเข้าครอบงำ และความสูญเสียดังกล่าวก็นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันของแบทแมนกับ เจมส์ กอร์ดอน (แกรี่ โอลด์แมน) ที่จะหลอกลวงชาวเมืองก็อตแธมให้ร่ำไห้ต่อการจากไปของเดนท์ แล้วโหยหาอัศวินขี่ม้าขาวคนใหม่ เพราะพวกเขาคิดว่าประชาชนยังไม่พร้อมจะเผชิญความจริงอันโหดร้าย นั่นคือ โลกนี้ไม่มีอัศวินขี่ม้าขาว และมนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาตญาณใฝ่ต่ำอยู่ในตัว

หนังคล้ายจะจบลงด้วยการสรรเสริญแบทแมน ผ่านบทสนทนาที่ค่อนข้างไม่แนบเนียนระหว่างกอร์ดอนกับลูกชาย ว่าเป็นอัศวินแห่งรัตติกาลและฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ ฉากจบที่จู่ๆ ก็เหมือนจะสาดทอลำแสงแห่งความหวังมาแบบฉับพลันท่ามกลางความมืดหม่นตลอดเวลาเกินกว่าสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ให้ความรู้สึกประดักประเดิดอยู่ไม่น้อย จนพาลให้คิดสงสัยว่า เหตุใดสองพี่น้องโนแลนที่ร่วมกันเขียนบทจึงเกิดอยากจะหน่อมแน้มขึ้นมาหลังจากตบหน้าคนดูด้วยความหดหู่มาตลอด มันเป็นตอนจบแบบที่คนดูต้องการและสตูดิโอเรียกร้อง? หรือเป็นเกมอำพรางแบบเดียวกับมุกตลกของโจ๊กเกอร์ ในการจับพวกผู้ร้ายมาแต่งตัวเป็นคุณหมอ แล้วจับตัวประกันมาแต่งตัวเป็นโจร?

บางทีบุคคลที่ยังไม่พร้อมจะเผชิญความจริงอาจไม่ใช่ชาวเมืองก็อตแธม แต่เป็นตัวแบทแมนเองต่างหาก แผนล่อลวงเกี่ยวกับเดนท์อาจเป็นเพียงการหล่อเลี้ยงความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขาว่าตนได้กำชัยชนะเหนือโจ๊กเกอร์ เหมือนการที่บรูซหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าสุดท้ายราเชลจะแต่งงานกับเขา และด้วยเหตุนี้เองกระมัง อัลเฟร็ด ผู้เข้าใจแบทแมน/ บรูซ เวย์น มากกว่าใครทุกคน จึงจัดแจงเผากระดาษโน้ตของราเชลทิ้ง ด้วยตระหนักดีว่าเจ้านายของเขายังไม่พร้อมจะยอมรับมันในเวลานี้ แบทแมนกล่าวอ้างอย่างไร้เดียงสาว่าแผนระเบิดเรือเฟอร์รี่ของโจ๊กเกอร์ล้มเหลว เพราะมนุษย์ทุกคนใช่จะเลวร้ายไปเสียทั้งหมดและความดีงามย่อมเป็นฝ่ายกำชัยในท้ายที่สุด กระนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งแบทแมนไม่ทราบ แต่คนดูกลับประจักษ์แก่สายตา ก็คือ ผู้โดยสารบนเรือลำหนึ่งได้โหวตให้ระเบิดเรืออีกลำด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น นั่นหมายความว่า สาเหตุที่เรือเฟอร์รี่ไม่ระเบิดหาใช่เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่เป็นเพราะพวกเขายังละอายใจเกินกว่าจะทำชั่วต่อหน้าคนอื่นต่างหาก

ทีนี้ ถ้าลองโจ๊กเกอร์เปลี่ยนแผนเป็นให้ทุกคนบนเรือกุมเครื่องจุดระเบิดไว้ในมือท่ามกลางความมืด คุณยังคิดว่าเรือทั้งสองลำจะปลอดภัยไร้กังวลอยู่ไหม?

ความชั่วร้ายใน The Dark Knight ปรากฏให้เห็นหลากหลายระดับ บางครั้งมันอาจง่ายต่อการตัดสิน เช่น พฤติกรรมวิปริตของโจ๊กเกอร์ ความละโมบของคนสองสามคนที่พยายามลอบยิงและขับรถชน โคลแมน รีส (ซึ่งก็ห่างไกลจากสถานะพ่อพระเช่นกัน) หรือความโหดเหี้ยมของพวกมาเฟีย แต่บางครั้งมันกลับยากจะแยกขาวออกจากดำ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์ทุกคนโดยลึกๆ แล้วย่อมคำนึงถึงตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งแบทแมนเอง ซึ่งก็เลือกจะไปช่วยชีวิตคนรักแทนการเห็นแก่ส่วนรวมและตรงไปช่วยเดนท์ หรือการที่เขาปล่อยให้คนบริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยต้องมาสังเวยชีวิตและเสี่ยงอันตรายเพื่อล่อจับโจ๊กเกอร์

นอกจากนี้ เรายังต้องเผชิญความชั่วร้ายแบบนักสืบ รามิเรส (โมนิค เคอร์เนน) ผู้นำส่งเดนท์กับราเชลให้พวกมาเฟียเพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือแม่ในโรงพยาบาล เธอไม่ได้ลงมือฆ่า ไม่ได้วางแผน และอาจไม่รู้จริงๆ ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนทั้งสอง (อย่างไรก็ตาม เธอย่อมตระหนักดีว่าพวกมาเฟียคงไม่ได้ต้องการเชิญพวกเขาไปร่วมทานอาหารค่ำมื้อหรูอย่างแน่นอน) เธอแค่อยากจะมีเงินรักษาแม่ มันผิดมากเลยหรือ?

รามิเรสหาใช่ปีศาจร้าย เธอเพียงแค่ “มืดบอด” เกินกว่าจะตระหนักในศีลธรรม สามัญสำนึก และความถูกต้อง เธอก้มหน้าก้มตาเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ โดยไม่คำนึงว่าพฤติกรรมของตนจะส่งผลกระทบใดๆ ตามมาหรือไม่ ถ้าเธออยู่บนเรือเฟอร์รี่พร้อมเครื่องกดระเบิดในมือ แล้วไฟเกิดดับลงละก็ อย่าลงพนันเด็ดขาดว่าเธอจะไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์... ที่สำคัญกว่านั้น จะมีสักกี่คนซึ่งเลือกที่จะไม่ใช้มัน

Replay: Santa Sangre


แม่มักจะมีอิทธิพลมหาศาลกับลูกชาย ไม่เชื่อลองไปถามตัวละครอย่าง นอร์แมน เบทส์ ดูได้ ผลงานสยองกึ่งเซอร์เรียลของผู้กำกับลูกครึ่งเม็กซิกัน-อิตาเลียน อเลฮานโดร โจโดโรวสกี้ เรื่อง Santa Sangre ถูกขนานนามให้เป็น Psycho เวอร์ชั่น หลุยส์ บุนเยล เนื่องจากมันมีพล็อตเรื่องใกล้เคียงกับภาพยนตร์คลาสสิกของ อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อค แต่หากคุณได้ชมหนังเรื่องนี้เพียงบางส่วน เชื่อว่าคุณจะไม่นึกถึงฮิทช์ค็อคเป็นคนแรกอย่างแน่นอน ความโหดร้ายอันน่าตื่นตา ชวนคลื่นเหียน และสวยงามอย่างประหลาดของมันอาจติดตาคุณไปตลอด แล้วโผล่แวบให้เห็นเป็นครั้งคราวในฝันร้าย กล่าวได้ว่าหนังของเขาเป็นส่วนผสมระหว่างฮิทช์ค็อค, บุนเยล, เฟเดอริโก้ เฟลลินี่ และ ดาริโอ อาร์เจนโต แต่ความบ้า ความห่าม และความวิกลจริต ซึ่งเป็น “เสน่ห์” อันยากจะห้ามใจของหนังถือเป็นเอกลักษณ์ของโจโดโรวสกี้ล้วนๆ (Santa Sangre อาจนับเป็นหนังเพื่อกระแสหลักของเขา แต่ผมก็ยังไม่คิดว่ามันจะเหมาะสำหรับ “ทุกคน” อยู่ดี) พิสูจน์ได้จากฉากศพช้างเชือกใหญ่ถูกแห่ไปรอบเมือง ก่อนจะโดนทิ้งลงบนกองขยะ จากนั้นฝูงคนสลัมก็กรูกันมาพังโลงศพเพื่อแย่งชิงเนื้อช้าง! หรือฉากหญิงสาวแก้แค้นสามีจอมเจ้าชู้โดยการราดน้ำกรดบนเจ้าโลกของเขา ก่อนเธอจะโดนฝ่ายชายตอบโต้ด้วยการตัดแขนทั้งสองข้าง!

เช่นเดียวกับเบทส์ใน Psycho เฟนิกซ์ (แอ็กเซล โจโดโนวสกี้) กลายสภาพเป็นฆาตกรโรคจิตเนื่องจากอิทธิพลของมารดาจอมบงการ (รวมถึงวิกฤติวัยเด็กจากการเห็นพ่อตัดแขนแม่ แล้วปาดคอตายตามไปต่อหน้าต่อตา) และคลั่งศาสนา (เธอเป็นผู้นำลัทธิบูชา “นักบุญหญิง” ที่โดนพี่ชายสองคนข่มขืน ตัดแขนสองข้าง แล้วปล่อยให้นอนจมกองเลือดตาย) แต่ฉากจบของ Santa Sangre ดูจะให้ความหวังมากกว่า Psycho ตรงที่ชายหนุ่มสามารถปลดแอกตัวเองเป็นอิสระจากแม่ได้ด้วยความรัก แล้วกลายเป็นเจ้านายของแขนทั้งสองข้างอีกครั้ง... คงมีแต่ผู้กำกับบ้าดีเดือดแบบ อเลฮานโดร โจโดโนวสกี้ เท่านั้นที่กล้าจะผสานแง่มุมความรักโรแมนติกเข้ามาในหนังสยองขวัญประเภทเลือดสาด แถมยังทำได้อย่างแนบเนียน ลงตัว และได้ผลเสียด้วยสิ

วันศุกร์, กรกฎาคม 25, 2551

Short Replay: Showgirls


คงไม่มีผู้กำกับสติดีๆ คนไหนกล้าทำหนังพิลึกอย่าง Showgirls นอกจาก พอล เวอร์โฮเวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้อ่านบทภาพยนตร์ของ โจ เอสเตอร์ฮาส (Basic Instinct) ซึ่งเต็มไปด้วยพล็อตน้ำเน่าประเภทเอามาสร้างเป็นละครไทยหลังข่าวได้สบาย ฉากขายเซ็กซ์อย่างไร้ยางอาย (นางเอกเต้นระบำนั่งตักให้ลูกค้าจนกระทั่งผู้ชายถึงจุดสุดยอด) ฉากสะใจที่เล่นกันหนักมือจนกลายเป็นน่าขบขำ (นางเอกแก้แค้นนังตัวร้ายด้วยการผลักหล่อนตกเวทีจนสะโพกหัก) ฉากแฟนตาซีเพศชาย (ตอนท้ายจู่ๆ นางเอกกับนังตัวร้ายดันปรับความเข้าใจกันได้แล้วก็จูบปากกันอย่างดูดดื่ม) และฉากข่มขืน ซึ่งโผล่เข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ความจริง Showgirls อาจเป็นหนัง exploitation เกรดบีที่ประสบความสำเร็จ หากมันไม่ได้ผลิตโดยสตูดิโอใหญ่ในฮอลลีวู้ด โดยผู้กำกับที่เปี่ยมทักษะภาพยนตร์และโด่งดังอย่างสูงจากหนังทำเงินเกรดเออย่าง RoboCop, Total Recall และ Basic Instinct แถมบทหนังยังถูกประมูลมาด้วยราคามโหฬาร (2 ล้านเหรียญ) อีกต่างหาก ความคาดหวังอันสูงลิ่วส่งผลให้ Showgirls ซึ่งออกฉายพร้อมเรท NC-17 ได้เสียงตอบรับเป็นก้อนอิฐจากทั้งนักวิจารณ์และคนดู ก่อนจะตบท้ายด้วยการคว้ารางวัลราสซี่ไปครองถึง 7 ตัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป Showgirls กลับกลายสถานะเป็นหนัง cult classic แบบเดียวกับ The Rocky Horror Picture Show จากการฉายรอบเที่ยงคืน มันติดอันดับหนึ่งในยี่สิบวีดีโอขายดีที่สุดตลอดกาลของเอ็มจีเอ็มและคุณภาพในลักษณะ “ห่วยจนสนุก” ของมันก็เริ่มขจรขจายแบบปากต่อปาก เช่นเดียวกับฝีมือการแสดงอันสุดแสนจะ over the top ของ อลิซาเบ็ธ เบิร์กลีย์ (หล่อนเล่นฉากเซ็กซ์เหมือนคนเสี้ยนเฮโรอีน) ซึ่งต้องโชว์เนื้อนมไข่แทบจะทุกฉากในหนัง นอกจากนี้นักวิจารณ์ชื่อดังอย่าง โจนาธาน โรเซนบาวม์ ยังชื่นชม Showgirls ว่าเป็นหนังล้อเลียนในลีลาจริงจังชั้นยอด ขณะที่ผู้กำกับระดับแนวหน้าหลายคนก็ออกมาปกป้อง Showgirls กันสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น จอห์น วอเตอร์ส (คนนี้ไม่น่าแปลกใจ) เควนติน ตารันติโน่ (นี่ก็ไม่น่าแปลกใจอีกเหมือนกัน) หรือกระทั่ง ฌ๊าค ริแวตต์ (หา?!) เจ้าของหนังอาร์ตคลาสสิกอย่าง La Belle noiseuse และ Celine et Julie vont en bateau ซึ่งยกย่อง Showgirls ว่าเป็น “หนังอเมริกันที่ดีที่สุดของเวอร์โฮเวนและมีความเป็นส่วนตัวสูงสุด มันสะท้อนมุมมองอันมืดหม่นของเวอร์โฮเวนเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยมนุษย์เฮงซวย”

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 10, 2551

Kung Fu Panda: สัมผัสแห่งเซน


เชื่อได้ว่าคนจำนวนไม่น้อยคงค้นพบความสนุกสนานในหนังการ์ตูนเรื่องล่าสุดของค่าย Dreamworks จากเหตุผลที่ชัดเจนหลากหลาย อาทิ ความน่ารักอ้วนกลมของเจ้าแพนด้า อาการตะกละกินจนพุงพลุ้ยของมัน ฉากแอ็กชั่นสุดอลังการเทียบเท่าหนังจีนกำลังภายในชั้นเลิศ และงานสร้างอันประณีต บรรจง ตลอดจนฉากหลังที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ และเปี่ยมจินตนาการของประเทศจีน แม้ว่าลึกๆ แล้วพวกเขาจะตระหนักเช่นกันว่าพล็อตสูตรสำเร็จของหนังค่อนข้าง “ช้ำ” จากการถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปราศจากความแปลกใหม่ใดๆ

อย่างไรก็ตาม จุดน่าสนใจของ Kung Fu Panda หาได้อยู่ตรงเสน่ห์ทางรูปธรรมเหล่านั้น หากแต่เป็นกลิ่นอายคละคลุ้งของแนวคิดแบบตะวันออก หรือหากจะพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป คือ พุทธศาสนานิกายเซน ซึ่งสอดแทรกอยู่แทบจะทุกรายละเอียดของหนังต่างหาก

ที่สำคัญ สมมุติฐานดังกล่าวยังช่วยคลี่คลายปริศนาพิศวงเพียงหนึ่งเดียวในหนังให้กระจ่างได้อีกด้วย นั่นคือ เหตุใดผู้สร้างจึงวางพล็อตเรื่องให้หมีแพนด้ามีพ่อเป็นห่าน!?!

ฉากหนึ่งในช่วงท้ายเรื่องซึ่งดูจะเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูอย่างคาดไม่ถึง คือ เมื่อพ่อของโป ผู้สืบทอดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมาหลายชั่วอายุคน (จากรูปภาพบนผนังร้าน ทั้งพ่อและปู่ของเขาล้วนเป็นห่าน) พูดกับลูกชายว่าเขามีความจริงบางอย่างจะบอก คนดูนึกขำเพราะคิดว่าเขากำลังจะเผยความลับว่าตนไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของโป ซึ่งคงเป็นเรื่องที่สังเกตเห็นได้ไม่ยาก เนื่องจากทั้งสองเป็นสัตว์คนละสายพันธุ์กันอย่างสิ้นเชิง แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวกลับไม่ถูกระบุชัด (สุดท้ายแล้วสิ่งที่พ่อของโปอยากจะบอก คือ สูตรลับในการทำก๋วยเตี๋ยว) ราวกับ Kung Fu Panda ดำเนินเหตุการณ์ในโลกคู่ขนานที่สัตว์ทุกชนิดล้วนเท่าเทียมกันและสืบเชื้อสายต่างสายพันธุ์จนเป็นเรื่องปกติ (ตัวละครรอบข้างก็ดูจะไม่ตระหนักถึงความแตกต่างทางกายภาพระหว่างโปกับพ่อของเขาแม้แต่น้อย)

ในเมื่อห่านยังเป็นพ่อของแพนด้าได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเราจะเห็นตั้กแตนตำข้าวจับหมีแพนด้า ซึ่งมีรูปร่างใหญ่กว่าเขานับร้อยเท่า ทุ่มข้ามหัว หรือเห็นแพนด้าแดง (ฉีฟู่) เป็นอาจารย์สอนกังฟู แล้วเลี้ยงดูและรักใคร่สัตว์ดุร้ายอย่างเสือดาวเหมือนลูกแท้ๆ หรือเห็น “เพศเมีย” ดำรงตำแหน่งสำคัญในกลุ่มห้าผู้พิทักษ์ (อสรพิษ กับ นางพยัคฆ์) ซึ่งมีโอกาสจะได้รับเลือกให้เป็นนักรบมงกร

แนวคิดแห่งความเสมอภาคข้างต้นช่วยสะท้อนอัตลักษณ์อันสำคัญของนิกายเซน ว่าด้วยมนุษย์ทั้งหลายล้วนมีพุทธภาวะอยู่ในตัว มีโอกาสตรัสรู้ได้ทุกคนและแจ่มแจ้งในตัวเอง โดยการเข้าถึงพุทธภาวะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบใดๆ ทางภายนอกเลย รวมทั้งการตรัสรู้ยังไม่จำกัดด้วยว่าจะต้องเป็นเพศใด เป็นผู้คงแก่เรียนหรือไม่ อายุหรือวัยเท่าใด เพราะไม่ว่าใครต่างก็มีธรรมชาติเดิมแท้อันบริสุทธิ์อยู่แล้ว และเมื่อสิ่งที่มาครอบคลุมถูกรื้อถอนออก ความสว่างไสวก็จะปรากฏออกมาทุกคน ไม่เว้นใครเลย

นอกจากนี้ Kung Fu Panda ยังได้สอดแทรกแง่มุมเกี่ยวกับเซนเอาไว้อีกมาก เช่น ในฉากหนึ่งเสียงดังของโปได้ไปรบกวนสมาธิของนกกระเรียน ขณะเขากำลังเขียนภาษาจีนเป็นคำว่า “ฌาน” ลงบนกระดาษ ซึ่งถอดรูปมาจากภาษาบาลีอีกทอดหนึ่งหมายถึงการเข้าฌาน (มันคือคำเดียวกับเซน ซึ่งเป็นคำภาษาญี่ปุ่นและถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางหลังแนวคิดดังกล่าวถือกำเนิดขึ้นในอินเดีย แล้วเผยแผ่มายังประเทศญี่ปุ่นผ่านทางจีน โดยรับอิทธิพลเพิ่มเติมจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋า)

เมื่อฉีฟู่เร่งรีบมาบอก “ข่าวร้าย” กับอาจารย์อูเกวย์ว่า ไถ่หลางแหกคุกสำเร็จและกำลังเดินทางมาหาพวกเขา คำตอบที่เขาได้รับจากอูเกวย์ ซึ่งเปรียบดังผู้บรรลุพุทธภาวะแล้ว (ก่อนหนังจะพลิกตลบให้กลายเป็นมุกตลก) ว่า “ไม่มีข่าวดี หรือข่าวร้ายหรอก มีแต่ข่าวเท่านั้น” บ่งชี้ถึงแก่นประการหนึ่งของนิกายเซนเกี่ยวกับความคิดรวบยอด หรือการจำแนกสิ่งต่างๆ ออกเป็นสองขั้วที่ต่างกัน เช่น ดี-ชั่ว ผิด-ถูก พอใจ-ไม่พอใจ โดยเซนถือว่าความคิดรวบยอดเปรียบดังโซ่ตรวนที่ผูกมัดมนุษย์ไว้ในกรงแห่งความทุกข์และอวิชชา และหากทำลายความคิดปรุงแต่งเหล่านี้เสียได้ เราก็จะเป็นอิสระ จะเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริงของมัน

แต่นาทีแห่งเซนดูจะพุ่งทะยานถึงขีดสุดในฉากที่โปเปิด “คัมภีร์มังกร” แล้วพบว่ามันว่างเปล่า ไร้ตัวอักษร ไร้คำบรรยายใดๆ แรกทีเดียวเขาไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับฉีฟู่ ไถ่หลาง และสมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มห้าผู้พิทักษ์ จนกระทั่งเขาได้ทราบความลับจากพ่อว่า สูตรน้ำซุปรสเลิศก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน

พื้นฐานสำคัญของเซน คือ ความจริงสูงสุดเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสดงออกได้ด้วยคำพูดหรือตัวหนังสือ ดังคำกล่าวที่ว่า “การส่งมอบพิเศษนอกคัมภีร์ ไม่ต้องอาศัยคำพูด หรือตัวหนังสือ ชี้ตรงไปยังจิตวิญญาณของมนุษย์ มองย้อนเข้าไปในธรรมชาติแท้ของตนเองและบรรลุพุทธภูมิ” ตรงกับหลักในปรัชญาเต๋าที่ว่า “เต๋าเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกได้ด้วยคำพูด เต๋าที่เรียกได้ด้วยคำพูด ไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง” ดังนั้น เซนจึงมุ่งหวังในเรื่องประสบการณ์ ความตื่นของชีวิตมากกว่าคำพูด ประสบการณ์นี้เรียกว่า “ความว่าง” หรือ “ธรรมชาติแห่งพุทธ” ซึ่งเป็นธรรมชาติดั้งเดิม เปรียบดังการที่เราทราบว่ากำลังดื่มน้ำร้อน หรือน้ำเย็นโดยไม่ต้องบอก

เมื่อทุกอย่างเป็นความว่างเปล่า เซนจึงไม่เชื่อในเรื่องบุญหรือบาป ไม่เชื่อว่ามีจิต ฉะนั้น เมื่อพระภิกษุรูปหนึ่งเขียนคาถาว่า “จิตเป็นเหมือนกระจกเงา ต้องคอยปัดกวาดฝุ่นละอองให้ผ่องใสอยู่เสมอ” อาจารย์ฮุยเน้งของเซนจึงเขียนคาถาหักล้างไปว่า “เมื่อกระจกนั้นไม่มี ฝุ่นละอองจะมาจับได้อย่างไร” ผู้ที่คอยปัดกวาดจิตให้สะอาดนั้น เซนดูหมิ่นว่าเป็นผู้ที่เสียแรงเสียเวลาเปล่า เพราะมัวหลงไปปัดกวาดในที่ที่ไม่มีฝุ่นละอองจับ เพราะการยึดกาย บำรุงบำเรอกาย ไม่เกิดประโยชน์ฉันใด การยึดจิตและพยายามปัดกวาดขัดเกลาจิตก็ไม่เกิดประโยชน์ฉันนั้น

คนที่นั่งปัดกวาดให้จิตว่าง หรือขัดเกลาจิตให้ผ่องใสนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับผู้หญิงนั่งผัดหน้าทาปากเพื่อให้หน้าสวย ถ้าอย่างหลังไม่เกิดประโยชน์ อย่างแรกก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นกัน เพราะเมื่อไม่มีอะไรตั้งแต่เริ่มแรกเสียแล้ว การขุดคุ้ย ขัดล้างต่างๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนขุดลม ขัดลม ในที่สุดก็จะไม่พบอะไร และไม่มีอะไรที่สะอาดบริสุทธิ์ขึ้น ด้วยเหตุนี้ โมกธรรมและบริสุทธิคุณจึงไม่ใช่เรื่องของใจสะอาดผ่องแผ้ว หรือใจบริสุทธิ์ แต่ได้แก่สุญญตา คือ ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย

อาจกล่าวได้ว่าการฝึกวิทยายุทธ์ใน Kung Fu Panda ก็เสมือนสัญลักษณ์ของการปฏิบัติธรรม หรือดำเนินตามมรรควิถี เพราะถึงแม้เซนจะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีของดีอยู่ในตัวแล้วก็ตาม (มีโอกาสตรัสรู้เท่าเทียมกัน) แต่เมื่อมันยังถูกบดบังด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เราก็จะไม่สามารถเห็นแจ้งอยู่นั่นเอง ฉะนั้น เราจึงต้องกำจัดเงื่อนไข แสวงหาหลักการ และลงมือกระทำการต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยให้ของดีที่เรามีอยู่แสดงตัวออกมา แต่การเดินทางไปสู่พุทธภาวะ (หรือ “คัมภีร์มังกร” ในหนังเรื่องนี้) นั้นไม่มีใครสามารถทำแทนเราได้ และกระทั่งอาจารย์ก็ไม่สามารถถ่ายทอดให้ศิษย์เข้าใจได้ ดุจเดียวกับเวลาหิวข้าว หรือกระหายน้ำ เราก็ต้องกินข้าวและดื่มน้ำด้วยตัวเองเพื่อให้อิ่มท้อง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งเดียวที่อาจารย์อย่างอูเกวย์สามารถทำได้ คือ แนะนำให้ลูกศิษย์อย่างฉีฟู่ลดการยึดมั่น แล้วรู้จักปล่อยวาง เพื่อสักวันฉีฟู่จะได้พบกับ “ความสงบในจิตใจ” หลังจากใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามบังคับทุกอย่างให้เป็นไปตามประสงค์ เขาฝืนฝึกฝนไถ่หลางให้เป็นนักสู้ชั้นยอด โดยมืดบอดต่อความชั่วร้าย (อวิชชา) ที่กำลังครอบงำลูกศิษย์ของเขามากขึ้นทุกขณะ ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อมั่นว่าวิชากังฟูนั้น “เพียงพอ” แล้วสำหรับการครอบครอง “คัมภีร์มังกร” การกระทำของเขาจึงไม่ต่างจากคำเปรียบเปรยของอูเกวย์ นั่นคือ ฉีฟู่ได้นำเอาเมล็ดท้อมาปลูกฝัง หมั่นพรวนดิน ด้วยหวังว่าสักวันมันจะเติบใหญ่ แล้วให้ผลเป็นลูกส้ม หรือแอปเปิ้ล ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีวันเป็นไปได้

ขณะเดียวกัน ฉีฟู่ยังยึดมั่นว่าการโหมฝึกกังฟูอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ว่องไว ทรงพละกำลัง จะเป็นหนทางเดียวในการเข้าถึง “คัมภีร์มังกร” และต่อกรกับไถ่หลาง ส่งผลให้เขาด่วนปฏิเสธโปในทันที เพราะเห็นว่าแพนด้าท้องกลมไม่ “เข้าข่าย” จะเป็นนักรบมังกรได้ ถึงแม้นักเรียนคนอื่นของเขา เช่น ตั๊กแตนและอสรพิษ ก็ห่างไกลจากภาพลักษณ์ของนักบู๊ไม่แพ้กัน หากพิจารณาจากเพียงรูปกายภายนอก แต่สุดท้าย ศรัทธาต่ออาจารย์อูเกวย์ทำให้ฉีฟู่เรียนรู้ที่จะเปิดใจ ปล่อยวาง แล้วฝึกฝนวิชากังฟูให้กับโป

เมื่อนักสู้ชั้นเลิศ ต้องตรงตามตำราอย่างไถ่หลางกลับพ่ายแพ้ต่อแพนด้าพุงพลุ้ยอย่างโป ฉีฟู่จึงพลันตระหนักว่า กฎเกณฑ์ความเชื่อที่เขายึดมั่นมาตลอดนั้นหาใช่สัจธรรม แต่กำลังเหนี่ยวรั้งเขาให้ผูกติดอยู่กับบ่วงโซ่ของความคิดปรุงแต่งต่างหาก... เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น อิสรภาพ หรือความสงบในจิตใจจึงบังเกิด

การเดินทางของโปเริ่มต้นเมื่อเขาตัดสินใจหันมาฝึกวิทยายุทธ์ (การปฏิบัติธรรม) กับฉีฟู่ แทนที่จะเจริญรอยตามอาชีพคนขายก๋วยเตี๋ยวแบบเดียวกับพ่อ (การใช้ชีวิตสะเปะสะปะจนทำให้ของดีในตัวถูกบดบังห่อหุ้มด้วยอวิชชา) แต่การเข้าถึง “คัมภีร์มังกร” (พุทธภาวะ/การตรัสรู้) นั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องกระทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครสามารถทำแทนได้ และเช่นเดียวกับหลักคำสอนของเซน ซึ่งบอกว่าพุทธภาวะหาใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นการรู้แจ้งถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ในตัวเองตลอดเวลาเท่านั้น และที่เราไม่รู้สึกถึงสิ่งนี้ก็เพราะมีอวิชชาครอบคลุมอยู่ เช่นเดียวกัน โปสามารถเข้าถึงขุมพลังของคัมภีร์มังกรก็ต่อเมื่อเขายอมรับสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวเอง

แรกทีเดียว โปต้องการให้ฉีฟู่ฝึกฝนให้เขาเป็น “คนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง” หรือกล่าวอีกนัย คือ นักรบแข็งแกร่ง ทรงพละกำลังดุจเดียวกับเหล่านักสู้กังฟูทั้งหลาย ไม่ใช่แพนด้าตัวกลมจอมตะกละและอุ้ยอ้าย แต่เมื่อเหลือบดูคัมภีร์ที่ว่างเปล่า ปราศจากคำจารึกใดๆ และภาพสะท้อนของตัวเองบนแผ่นกระดาษนั้นอีกครั้ง เขาก็พลันตระหนักว่า “ของดี” นั้นซุกซ่อนอยู่ในตัวเขาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหา หรือบากบั่นเพื่อเป็นคนอื่น

หนังตอกย้ำประเด็นดังกล่าวด้วยการให้โปเอาชนะไถ่หลาง ไม่ใช่ด้วยวิชากังฟู แต่ด้วย “ตัวตน” ของเขาเอง เมื่อไถ่หลางพยายามใช้วิชา “สกัดจุด” มันกลับเพียงทำให้โปจั๊กจี้ เมื่อไถ่หลางโถมกำลังเข้าใส่ โปกลับใช้ชั้นไขมันบนหน้าท้องสะท้อนความแรงกลับสู่ฝ่ายตรงข้าม และเมื่อเสือดาวเย้ยหยันว่า ฉีฟู่ไม่มีทางสอนท่ากลเม็ด “นิ้วก้อยพิฆาต” ให้โปหรอก แพนด้าจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไปว่า “ฉันคิดได้เอง”... มันเป็นน้ำเสียงของอิสรภาพ ของคนที่ได้รู้อย่างครบถ้วนแล้ว

อ้างอิง

• บทความ พุทธศาสนานิกายเซน โดย คะนอง ปาลิภัทรางกูร (http://tulip.bu.ac.th/~kanong.p/zen)
• หนังสือ นิกายเซน โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช