วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 21, 2557

Oscar 2014: ปีทองของคนผิวสี


นับได้ว่า 2013 ถือเป็นอีกหนึ่งปีทองของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เนื่องจากหนังคุณภาพตัวเก็งทั้งหลายล้วนเอาตัวรอดจากกระแสความคาดหวังไปได้เกือบหมด ไม่ปรากฏวี่แววความล้มเหลวไม่เป็นท่าในแบบ J. Edgar หรือ All the King’s Men หรือ The Shipping News ส่งผลให้การแข่งขันบนเวทีออสการ์ทำท่าจะดุเดือดเลือดพล่านตามไปด้วย หลายสาขา เช่น นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ย่อมเกิดเหตุการณ์ทำนอง “รักพี่เสียดายน้อง” จนยากต่อการคาดเดาว่าสุดท้ายใครจะหลงเหลือเป็น 5 คนสุดท้าย และใครจะต้องถูกคัดออกอย่างน่าเสียดาย ไม่ใช่เพราะผลงานของเขามีคุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ แต่เป็นเพราะหนังของเขาอาจไม่ค่อยเข้าทางออสการ์ หรือเป็นหนังเล็กๆ ซึ่งไม่ค่อยมีคนได้ดู หรือตัวบทของเขาอาจไม่เปิดโอกาสให้โชว์พลังในแบบที่คณะกรรมการชื่นชอบ

เช่นเคยการละเล่นโหมโรงเริ่มต้นด้วยเทศกาลประกาศรางวัลของเหล่านักวิจารณ์ทั้งหลาย นำโดยสมาคมใหญ่อย่างนักวิจารณ์นิวยอร์ก (NYFCC) ซึ่งกลายเป็น “เจ้าแรก” ในช่วงสามปีล่าสุด ตามมาด้วยสมาคมที่เคยดำรงตำแหน่ง “เจ้าแรก” มาเนิ่นนานอย่าง National Board of Review ซึ่งโดยเทคนิคแล้วไม่ใช่นักวิจารณ์ และมักจะถูกมองว่าปราศจากเครดิตน่าเชื่อถือ แต่ด้วยความที่ NBR มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แถมหลายครั้งก็ช่วยผลักดันหนังบางเรื่อง นักแสดงบางคนให้เป็นที่จับตามองจนได้เข้าชิงออสการ์ มันจึงกลายเป็นหนึ่งในสถาบันหลักสำหรับใช้คาดเดาทิศทางออสการ์ จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยสมาคมใหญ่อีกฟากของประเทศ นั่นคือ นักวิจารณ์ลอสแองเจลิส ทั้งหมดเปรียบเสมือน 3 ยักษ์ใหญ่ โดยบางคนอาจเหมารวม National Society of Film Critics เข้าไปด้วยอีกหนึ่ง แต่เนื่องจาก NSFC ไม่ค่อยจะอิงกระแส แถมยังประกาศผลช้ากว่าเจ้าอื่นๆ จึงทำให้มันไม่ค่อยมีบทบาทในการคาดเดาทิศทางออสการ์มากนัก (ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีหนังออสการ์เพียง 2 เรื่องที่คว้าชัยชนะสูงสุดจาก NSFC มาครอง คือ Million Dollar Baby และ The Hurt Locker)

พึงสังเกตว่าในระยะหลังๆ มีสมาคมนักวิจารณ์ถือกำเนิดขึ้นยิบย่อยมากมาย ซึ่งเมื่อมองแบบแยกส่วนแล้วอาจไม่ปรากฏว่ามีเจ้าไหนโดดเด่น น่าจับตามองเป็นพิเศษ แต่เมื่อมองโดยภาพรวมกลับช่วยชี้ทางให้เห็นบทสรุปบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ หากหนังเรื่องใด หรือนักแสดงคนใดกวาดรางวัลมาครองสูงสุด นั่นหมายความว่ามัน/เขา/เธอเป็นตัวเลือกที่ลงล็อกสุดของเหล่านักวิจารณ์ เป็นตัวเลือกที่ไม่สร้างความขัดแย้ง แบ่งแยกผู้คน หรือก่อให้เกิดความรู้สึกสุดโต่งมากนัก ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในปีก่อน เมื่อ NYFCC และ NBR มอบรางวัลแก่ Zero Dark Thirty ขณะที่ LAFCA เลือก Amour แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมจากรางวัลนักวิจารณ์ทั้งหมดแล้วกลับพบว่า Argo คือ ตัวเลือกที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันมากที่สุด และในเมื่อออสการ์ก็มีภาพลักษณ์เป็นรางวัล “ป็อปปูล่าโหวต” อยู่กลายๆ จึงไม่แปลกที่สุดท้ายแล้ว เบน อัฟเฟล็ค จะเดินออกมาจากงานพร้อมกับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ดูจากแนวโน้มแล้ว สถานการณ์ทำท่าจะเดินซ้ำรอยเดิม เมื่อบรรดาสมาคมยักษ์ใหญ่อย่าง NYFCC, NBR และ LAFCA ต่างพากันตีตัวเหินห่างจากหนังตัวเก็งเต็งหนึ่งอย่าง 12 Years a Slave กันถ้วนหน้า (แม้ว่าในกรณี NYFCC หนังของ สตีฟ แม็คควีน จะพ่ายแพ้ให้กับ American Hustle ไปเพียงคะแนนเดียวเท่านั้นจากการโหวตในรอบสุดท้าย) แต่ไม่นานต่อมาบรรดาสมาคมเล็กๆ ทั้งหลายก็สถาปนาตัวขึ้นปกป้องหนังเกี่ยวกับการค้าทาสในอเมริกาเรื่องนี้กันอย่างพร้อมเพรียง ด้วยเหตุนี้ 12 Years a Slave ซึ่งเริ่มต้นได้กะพร่องกะแพร่งในช่วงต้น จึงสามารถกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้ในช่วงปลายเทศกาลรางวัลนักวิจารณ์ พร้อมทั้งได้เข้าชิงทุกสาขาที่ควรจะได้เข้าชิงแบบครบถ้วนทั้งบนเวที SAG และ ลูกโลกทองคำ ทำให้มันก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้อย่างสง่างาม

ส่วน Gravity หนังตัวเก็งอีกเรื่องซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญของ 12 Years a Slave ก็ทำหน้าที่ได้สวยสดงดงามไม่แพ้กันจากการคว้ารางวัลใหญ่จาก LAFCA มาครอง แน่นอน ไม่มีใครคาดหวังว่าหนังมหากาพย์เทคนิคพิเศษเรื่องนี้จะกวาดรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์มาครอง แต่เพื่อหล่อเลี้ยงความหวังบนเวทีออสการ์เอาไว้ มันจำเป็นต้องชนะรางวัลในบางเวทีบ้างเพื่อให้คนจดจำได้ แล้วหันมามองตัวหนังว่าไม่ได้มีดีแค่ภาพสวย เอฟเฟ็กต์เลิศเท่านั้น และนั่นเป็นสิ่งที่ Gravity ทำสำเร็จในระดับเดียวกับ Life of Pi เมื่อปีก่อน คราวนี้ก็คงต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าแรงสนับสนุนจากกลุ่มสมาชิกในสายเทคนิค (ตัดต่อ/กำกับภาพ/บันทึกเสียง/เทคนิคด้านภาพ ฯลฯ) จะหอบหิ้วมันให้ก้าวนำ Life of Pi ไปอีกขั้นได้หรือไม่ ความสำเร็จทางด้านรายได้ในระดับเหนือความคาดหมายของ Gravity อาจเป็นทั้งผลดีและผลเสียในเวลาเดียวกัน ในแง่หนึ่งบางคนอาจมองว่านี่คือหนังแห่งปรากฏการณ์ เป็นหลักไมล์ของวงการภาพยนตร์ที่ไม่อาจมองข้าม แต่ในอีกแง่หนึ่งบางคนก็อาจเห็นว่ามันเป็นเพียงหนังป็อปคอร์นชั้นดีที่ไม่คู่ควรกับรางวัลสูงสุด โดยหนังออสการ์เรื่องสุดท้ายที่สามารถทำเงินได้มหาศาลได้ในระดับใกล้เคียงกัน คือ The Lord of the Rings: The Return of the King เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

เซอร์ไพรซ์แห่งปีคงหนีไม่พ้นหนังเรื่อง Her ที่แอบย่องมาขโมยซีนของ 12 Years a Slave แบบเนียนๆ ในหลายสถาบันจนคว้าตำแหน่งขวัญใจนักวิจารณ์อันดับสอง โดยไฮไลท์คงหนีไม่พ้นการได้รางวัลสูงสุดจากสองสมาคมใหญ่อย่าง NBR และ LAFCA มาครอง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่ชอบหนังเรื่องนี้ ชอบมันในระดับหลงรัก ขณะที่ 12 Years a Slave เป็นหนังที่คนส่วนใหญ่ชื่นชม หรือนับถือมากกว่าจะหลงรัก แต่สำหรับบนเวทีออสการ์หนังเกี่ยวกับความรักระหว่างชายหนุ่มกับระบบปฏิบัติการในมือถืออาจ “แนว” มากเกินไปสำหรับตาแก่วัย 85 ปี จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าสุดท้ายแล้วรางวัลหนังยอดเยี่ยมจะเป็นการขับเคี่ยวกันของ 12 Years a Slave และ Gravity โดยมี American Hustle เป็นตัวสอดแทรกสำคัญ ส่วน Her, Nebraska, Inside Llewyn Davis, The Butler และ Captain Phillips น่าจะยิ้มรับการมีชื่อเข้าชิง และพยายามอย่าคาดหวังผลลัพธ์เกินตัว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจประมาท Dallas Buyers Club ซึ่งหลุดเข้าชิงนักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยมของ SAG และSaving Mr. Banks ที่คอยจ้องแย่งซีนอยู่ไม่ห่าง

ในกลุ่มตัวเก็ง หนังที่ตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง ได้แก่ The Wolf of Wall Street ของ มาร์ติน สกอร์เซซี ซึ่งปิดจ๊อบล่าช้าสุด มีปัญหามากสุด (หนังเวอร์ชั่นแรกมีความยาวเกิน 3 ชั่วโมงก่อนจะถูกหั่นใหม่ให้สั้นลง) และสร้างกระแส “ไม่รักก็เกลียด” ได้เข้มข้นสุด กรรมการออสการ์บางคนถึงกับทวิตด่าหนังเรื่องนี้ว่า “น่ารังเกียจ” และ “เป็นความทรมาน” แต่บางคนก็อินกับการทดลองเสี่ยงและไปได้สุดของสกอร์เซซี หากมองจากกระแสในยกแรก หนังดูเหมือนจะเสียเปรียบคู่แข่งอยู่พอตัวเพราะเปิดฉายช้ากว่าคนอื่น ทำให้กรรมการส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้ดู ส่วนสกรีนเนอร์ก็ผลิตไม่ทันกำหนดโหวตลงคะแนน ทำให้มันหลุดจากโผนักวิจารณ์ รวมถึง SAG ไปแบบครบถ้วน  

ตัวเก็ง: 12 Years a Slave, Gravity, American Hustle, Her, Nebraska, The Wolf of Wall Street, Inside Llewyn Davis, The Butler, Captain Phillips
ตัวสอดแทรก: Philomena, Fruitvale Station, Dallas Buyers Club, Saving Mr. Banks

ผู้กำกับยอดเยี่ยม

12 Years a Slave อาจกินรวบรางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่สำหรับสาขานี้ สตีฟ แม็คควีน กลับตกเป็นรอง อัลฟอนโซ คัวรอน อยู่หลายขุม ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ทั้งนี้เพราะ Gravity เป็นหนังที่ต้องพึ่งพาวิสัยทัศน์ของผู้กำกับขั้นสูงสุด และต้องอาศัยความเสี่ยง ความกล้าบ้าบิ่นค่อนข้างมาก (อุปกรณ์หลายอย่างถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่เพื่อให้ได้ภาพใกล้เคียงกับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด) กว่าจะกลายเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจเช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายๆ สมาคมนักวิจารณ์จะมอบรางวัลสูงสุดให้หนังเรื่องหนึ่ง แล้วหยิบยื่นรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมให้คัวรอน ซึ่งสั่งสมเครดิตสวยงามไว้นานหลายปี แต่ยังไม่เคยหลุดเข้าชิงออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมกับเขาเสียที ดูเหมือนว่าปีนี้อาถรรพ์ดังกล่าวน่าจะถูกถอนออก และคงไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อเกินจริงหากเขาจะกลายเป็นผู้ชนะในที่สุด เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า อังลี เพิ่งคว้าออสการ์ “ตัวที่ 2” มาครองจากภารกิจในระดับความยากที่ใกล้เคียงกัน

พ้นจากมือใหม่สองคนอย่างแม็คควีนกับคัวรอนแล้ว บรรดาตัวเก็งที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นกระดูกเบอร์ใหญ่ที่สะสมบารมีมานานหลายปีแทบทั้งสิ้น สไปค์ จอนซ์ เคยเข้าชิงสาขานี้มาแล้วจาก Being John Malkovich เมื่อปี 1999 ส่วน เดวิด โอ รัสเซลล์ ก็เรียกได้ว่ากำลังมือขึ้น (เปรียบได้กับ สตีเฟน ดัลดรี แห่งทศวรรษ 2010) เพราะนี่จะถือเป็นการเข้าชิงครั้งที่ 3 ติดต่อกันของเขาหลังจาก The Fighter (2010) และ Silver Linings Playbook (2012) ส่วนที่ว่างตำแหน่งสุดท้ายคงเป็นการแย่งชิงกันของเหล่าผู้กำกับมือเก๋าทั้งหลาย ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีโอกาสสูสีพอๆ กัน หากหนังของสกอร์เซซี ซึ่งเล่นท่ายากกว่าคนอื่นและทดลองทำในสิ่งที่แตกต่างจากผลงานเรื่องก่อนหน้าของเขา ได้เสียงตอบรับดีพอ เขาก็อาจจะแทรกตัวมาเข้าชิงแทน อเล็กซานเดอร์ เพย์น หรือ พอล กรีนกราส หรือ โจเอล และ อีธาน โคน ได้ เพราะหนังของทั้งสามคนนี้กล่าวได้ว่าไม่มีอะไรอยู่เหนือความคาดหมายสักเท่าไหร่ เข้าทำนอง “ผ่านมาแล้ว ทำมาแล้ว” โดยเฉพาะกรณีของกรีนกราสกับ Captain Phillips ซึ่งแทบจะเปิดตำราเดียวกันกับ United 93 หนังที่ทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อน

ตัวเก็ง: อัลฟอนโซ คัวรอน (Gravity), สตีฟ แม็คควีน (12 Years a Slave), เดวิด โอ. รัสเซลล์ (American Hustle), สไปค์ จอนซ์ (Her), อเล็กซานเดอร์ เพย์น (Nebraska)
ตัวสอดแทรก: พอล กรีนกราส (Captain Phillips), โจเอล และ อีธาน โคน (Inside Llewyn Davis), มาร์ติน สกอร์เซซี (The Wolf of Wall Street)

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

นับแต่เปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ All Is Lost ก็ถูกคาดหมายว่าจะช่วยผลักดันให้ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด คว้ารางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครองเป็นครั้งแรก เมื่อพิจารณาจากความโดดเด่นของบท (เล่นคนเดียวทั้งเรื่องและปราศจากบทพูด!!) รวมถึงเครดิตมากมายทั้งในฐานะนักแสดง ผู้กำกับ และผู้ก่อตั้งเทศกาลหนังซันแดนซ์ จนได้รับการยกย่องให้เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่ของฮอลลีวู้ด (ก่อนหน้านี้เขาเคยเข้าชิงในสาขานำชายมาเพียงครั้งเดียวจากหนังเรื่อง The Sting เมื่อ 40 ปีที่แล้ว) เรดฟอร์ดเริ่มต้นออกสตาร์ทบนเส้นทางสู่ออสการ์อย่างสวยงามด้วยการคว้ารางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์ก (NYFCC) มาครอง แต่หลังจากนั้นกลับถูกคู่แข่งคนอื่นๆ วิ่งแซงหน้าไปเกือบหมด ซ้ำร้ายยังพลาดการเข้าชิงบนเวที SAG อีกด้วย ส่งผลให้สถานะตัวเก็งที่จะคว้ารางวัลมาครองของเขาหม่นหมองลงเกือบจะทันที ยิ่งไปกว่านั้น SAG ยังราดทิงเจอร์ลงบนแผลสดด้วยการเสนอชื่อ All Is Lost เข้าชิงในสาขากลุ่มนักแสดงสตั๊นท์ยอดเยี่ยม (ซึ่งเรดฟอร์ดแสดงเองเกือบคนเดียว) เพื่อไปขับเคี่ยวกับหนังอย่าง Fast and Furious 6 และ The Wolverine อีกด้วย ราวกับจะบอกว่าความโดดเด่นเพียงอย่างเดียวของหนังหาใช่การแสดงที่ยอดเยี่ยมของเรดฟอร์ด แต่เป็นผลงานสตั๊นท์อันน่าประทับใจต่างหาก... ถึงตรงนี้คงต้องลุ้นกันต่อไปว่ากรรมการออสการ์จะแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวหรือไม่ (ปัญหาหนึ่งที่หลายคนพูดตรงกัน คือ หนังเรื่อง All Is Lost ไม่เอื้อต่อการนั่งชมในบ้านผ่านแผ่นสกรีนเนอร์สักเท่าไหร่ และผลกระทบทางอารมณ์ก็ย่อมไม่อาจเทียบเท่าการนั่งชมในโรงภาพยนตร์อย่างแน่นอน)

หากเรดฟอร์ดสามารถเบียดเข้าชิงในโค้งสุดท้ายได้สำเร็จ ความซวยอาจตกอยู่กับ ฟอเรสต์ วิทเทเกอร์ ซึ่งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล SAG แต่โดนกรรมการลูกโลกทองคำเมินใส่ ถึงแม้ว่าเวทีนี้จะมีตำแหน่งว่างมากถึง 10 ที่ก็ตาม โดยแบ่งเป็นหนังดรามา กับ หนังเพลง/ตลก (แต่ม้ามืดที่แทรกเข้ามาก็ยังเป็นนักแสดงผิวดำ คือ ไอดริส เอลบา จากหนังเรื่อง Mandela) ปัญหาของ The Butler คือ มันถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ 12 Years a Slave ที่เป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งอยู่แล้วในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับ ชิวเอเทล เอจีโอฟอร์ นักแสดงนำของเรื่อง ซึ่งกวาดรางวัลนักวิจารณ์มาครองเป็นกระบุง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากผลงานกำกับของ ลี เดเนียลส์ จะดูหมองลงอย่างทันตาเห็นเมื่อถูกนำมาเปรียบเทียบ ตอนนี้ข้อได้เปรียบสำคัญของ The Butler จะอยู่ตรงที่มันทำเงินเกิน 100 ล้านเหรียญ ซึ่งหมายความว่ามันสามารถเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่และไม่ได้ “อาร์ต” เกินไปจนคนดูรู้สึกเหินห่าง วิทเทเกอร์เป็นนักแสดงที่คนส่วนใหญ่ชื่นชมในฝีมือ และคร่ำหวอดอยู่ในวงการมานาน แต่เขาเคยคว้ารางวัลออสการ์ในสาขานี้มาครองแล้วจาก The Last King of Scotland ต่างกับเรดฟอร์ดที่เคยชนะรางวัลในสาขาผู้กำกับเท่านั้นจากหนังเรื่อง Ordinary People

ในบรรดาตัวเก็งทั้งหลายนอกจากวิทเทเกอร์แล้ว ก็มีเพียง ทอม แฮงค์ เท่านั้นที่เคยได้ออสการ์มาเชยชม แถมยังได้แบบสองปีซ้อนเลยด้วยจาก Philadelphia และ Forrest Gump โดยหากพิจารณาจากความเข้มข้นของบท ต้องยอมรับว่าแฮงค์ถือไพ่เหนือวิทเทเกอร์อยู่นิดหน่อย (แม้เขาจะไม่ได้เล่นเป็นตัวละครตั้งแต่หนุ่มยันแก่เหมือนวิทเทเกอร์ก็ตาม) และอาจกล่าวได้ว่าช่วงไคล์แม็กซ์ 15 นาทีสุดท้ายของ Captain Phillips ถือเป็นงานโชว์ทักษะทางการแสดงแบบหมดจด เฉียบขาด และทรงพลัง พร้อมสำหรับนำมาตัดเป็นคลิปในงานประกาศรางวัลได้สบายๆ... มันจะกลายเป็นไพ่ไม้ตายของแฮงค์ในการตีตั๋วใบสุดท้ายเพื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 5

นักแสดงอีกสองคนที่น่าจะหลุดเข้าชิงได้แบบไม่ยากเย็นนัก คือ บรูซ เดิร์น กับ แม็ทธิว แม็คคอนาเฮย์ คนแรกเคยเข้าชิงออสการ์ในสาขานักแสดงสมทบชายเมื่อ 35 ปีก่อนจาก Coming Home ส่วนคนหลังเริ่มปูทางสู่ผลงานคุณภาพมาได้สองสามปีแล้ว หลังสลัดหลุดจากวงโคจรอุบาทว์ของหนังตลกโรแมนติกห่วยๆ และหนังตลาดที่ไม่ได้เงิน โดยเริ่มต้นจากบทนำในหนังอย่าง Killer Joe ก่อนจะตามมาด้วยบทสมทบใน Magic Mike ซึ่งเกือบทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์ ถ้าตัวหนังไม่หลุดกรอบจากรสนิยมของกรรมการมากขนาดนั้น (เจมส์ ฟรังโก้ อาจหลุดโผนักแสดงสมทบชายด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน) มาปีนี้แม็คคอนาเฮย์มีผลงานที่น่าจับตามองเข้าฉายถึงสามเรื่อง แต่บทของเขาใน Dallas Buyers Club ถือว่าเข้าทางออสการ์สูงสุด (อีกสองเรื่อง คือ บทสมทบใน Mud และThe Wolf of Wall Street) ทั้งการแสดงเป็นคนป่วยโรคเอดส์ และการแปลงโฉมโดยลดน้ำหนักจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่เคยปูทางสู่ออสการ์ให้ ทอม แฮงค์ ใน Philadelphia กับ คริสเตียน เบล ใน The Fighter มาแล้ว

ตรงกันข้ามกับสาขานักแสดงนำหญิง คณะกรรมการออสการ์ดูจะชื่นชอบการมอบรางวัลให้นักแสดงชายสูงวัย ซึ่งมีเครดิตการทำงานมาเนิ่นนาน และเป็นที่ยอมรับในหมู่นักแสดง ตลอดจนคนในวงการส่วนใหญ่ ดังนั้นโอกาสที่ บรูซ เดิร์น และ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด จะแซงหน้า ชิวเอเทล เอจีโอฟอร์ ขึ้นไปคว้ารางวัลออสการ์ก็ยังพอมีอยู่ ดังจะเห็นได้จากรายชื่อผู้ชนะสาขานี้ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอย่าง เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ (Lincoln) โคลิน เฟิร์ธ (The King’s Speech) เจฟฟ์ บริดเจส (Crazy Heart) และ ฌอน เพนน์ (Milk) คงมีเพียง ฌอง ดูฌาร์แดง (The Artist) เท่านั้นที่ยังพอจะจัดอยู่ในเกณฑ์คนหนุ่ม (อายุ 39 ปี) สถิติดังกล่าวไม่ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักแสดงโนเนมวัย 36 ปีอย่างเอจีโอฟอร์สักเท่าไหร่ จริงอยู่เขาอาจไม่ใช่ดาราหน้าใหม่ และเวียนว่ายอยู่กับบทสมทบในหนังดังมาแล้วมากมาย (Love Actually, Children of Men, American Gangster) แต่ฝีมือของเขายังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก จนกระทั่ง สตีฟ แม็คควีน มอบบทเด่นใน 12 Years a Slave ให้ ข้อได้เปรียบของเอจีโอฟอร์อยู่ตรงที่ 12 Years a Slave เป็นตัวเก็งในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และตลอดช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมามีเพียง เจฟฟ์ บริดเจส กับ ฟอเรสต์ วิทเทเกอร์ เท่านั้นที่ได้ออสการ์นำชายจากหนังที่ไม่ได้เข้าชิงในสาขาสูงสุด (นี่ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับเรดฟอร์ดและแม็คคอนาเฮย์ไปพร้อมๆ กัน) แต่อาจกล่าวได้ว่าในยกแรกเอจีโอฟอร์คว้าชัยไปครอง แม้ว่าสมาคมนักวิจารณ์ใหญ่ๆ จะพากันมองข้ามเขาก็ตาม

ตัวเก็ง: ชิวเอเทล เอจีโอฟอร์ (12 Years a Slave),  แม็ทธิว แม็คคอนาเฮย์ (Dallas Buyers Club), บรูซ เดิร์น (Nebraska), โรเบิร์ต เรดฟอร์ด (All Is Lost), ทอม แฮงค์ (Captain Phillips)
ตัวสอดแทรก: ฟอเรสต์ วิทเทเกอร์ (The Butler), ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (The Wolf of Wall Street), ออสการ์ ไอแซ็ค (Inside Llewyn Davis)

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

สาขานี้อาจพูดได้ว่า เคท แบลนเช็ตต์ วิ่งนำมาตลอดนับตั้งแต่ Blue Jasmine เข้าฉายในช่วงเดือนกรกฎาคม และสุดท้ายคงจะวิ่งเข้าเส้นชัยแบบม้วนเดียวจบ แม้ว่าปลายปีจะเริ่มมีคู่แข่งเบียดเข้ามาหายใจรดต้นคออยู่หลายคนด้วยกัน แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถทำคะแนนแซงหน้าเจ้าของรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก The Aviator เมื่อ 9 ปีที่แล้วได้ สังเกตจากรางวัลนักวิจารณ์ ซึ่งเธอกวาดมาครองเกินครึ่ง แต่ที่โดดเด่นสุดคงหนีไม่พ้นการคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมของสมาคมนักวิจารณ์แห่งลอสแองเจลิส (LAFCA) เนื่องจากในช่วง 4 ปีหลัง LAFCA นิยมสวนกระแสด้วยการเลือกม้ามืดที่สุดจากต่างประเทศแทนบรรดาตัวเก็งทั้งหลาย ตั้งแต่ โยลันเดอ โมโร (Seraphine) คิมเฮจา (Mother) ยุนจองฮี (Poetry) มาจนถึง เอ็มมานูเอล ริวา (Amour) ยกเว้นแค่กรณีที่มีตัวเก็งประเภทของตายที่ยากจะตัดใจจริงๆ เช่น เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ จาก Silver Linings Playbook ซึ่งคว้านำหญิงมาครองร่วมกับริวาเมื่อปีก่อน

หลายคนเชื่อว่าสถาบันเดียวที่จะผลักดัน อเดล เอ็กซาร์โคพูลอส จากหนังเลสเบี้ยนฝรั่งเศสเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำเรื่อง Blue Is the Warmest Color ให้โผล่พ้นสึนามิแบลนเช็ตต์ คือ LAFCA ซึ่งก็เป็นจริงดังคำทำนาย แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่อาจต้านทานการปล่อยพลังระดับปรมาณูของแบลนเช็ตต์ใน Blue Jasmine ได้ เลยหาทางออกด้วยการฉายหนังซ้ำกับปีก่อนและมอบรางวัลนำหญิงให้กับทั้งแบลนเช็ตต์และเอ็กซาร์โคพูลอส นี่พิสูจน์ให้เห็นความแกร่งของแบลนเช็ตต์ในสาขานี้ ชนิดที่เจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง แซนดร้า บูลล็อค (The Blind Side) นาตาลี พอร์ตแมน (Black Swan) และ เมอรีล สตรีพ (The Iron Lady) ยังทำไม่สำเร็จ

ข้อได้เปรียบอีกประการของแบลนเช็ตต์อยู่ตรงที่เธอได้รับการยกย่องในแง่ฝีมือมาเนิ่นนานและรักษาระดับไว้อย่างต่อเนื่อง แต่กลับปราศจากออสการ์สาขานำหญิงในตู้โชว์รางวัล ขณะที่ ฮิลารี สแวงค์ มีถึง 2 ตัว?! (จะเป็นความผิดใครไปไม่ได้นอกจาก กวินเน็ธ พัลโทรว ซึ่งไม่เคยเฉียดใกล้เวทีออสการ์อีกเลยหลังจาก Shakespeare in Love และตอนนี้ก็กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ “แฟนสาว” ไอรอนแมนมากกว่าเจ้าของรางวัลออสการ์) นอกจากนี้ว่าที่คู่แข่งสำคัญๆ ของเธอล้วนแล้วแต่เคยคว้ารางวัลออสการ์กันมาแล้วทั้งนั้น หากโผออสการ์ออกมาตรงกับโผของสมาพันธ์นักแสดง (SAG) แบบ 100% นั่นแสดงว่านี่จะเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ผู้เข้าชิงออสการ์ล้วนเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์ โดยในปีก่อนปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมอันประกอบไปด้วย โรเบิร์ต เดอ นีโร (Silver Linings Playbook) คริสตอฟ วอลซ์ (Django Unchained) อลัน อาร์กิน (Argo) ทอมมี ลี โจนส์ (Lincoln) และ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน (The Master)

ในตอนนี้นอกจากแบลนเช็ตต์แล้ว สองคนที่โดน “ล็อก” ว่าจะได้เข้าชิงแน่นอน คือ แซนดร้า บูลล็อค และ เอ็มมา ธอมป์สัน คนแรกนอกจากบทในหนังจะโดดเด่นเพราะเล่นอยู่เกือบคนเดียวและมีท่ายากเยอะเพราะต้องถ่ายทอดอารมณ์ท่ามกลางข้อจำกัดมากมายด้านเทคนิคพิเศษแล้ว ความแรงของ Gravity ในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ช่วยเสริมบารมีเธอให้ยิ่งเฉิดฉาย รวมไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ใครๆ ในฮอลลีวู้ดต่างก็ชื่นชอบ แซนดร้า บูลล็อค สังเกตได้จากรางวัลออสการ์ซึ่งเธอเพิ่งคว้ามาได้เนื่องจากคะแนนพิศวาสมากพอๆ กับฝีมือ (หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ) ที่สำคัญปีนี้เธอยังประสบความสำเร็จไม่แพ้ปี 2009 (The Blind Side + The Proposal) เมื่อปรากฏว่า The Heat และ Gravity ล้วนทำรายได้ในระดับน่าพอใจไปจนถึงถล่มทลาย สำหรับคนหลังเองก็เป็นที่ชื่นชอบของคณะกรรมการออสการ์ไม่แพ้กัน พิสูจน์ได้จากสองรางวัลที่เธอคว้ามาครองจาก Howards End ในฐานะนักแสดงนำหญิง และ Sense and Sensibility ในฐานะคนเขียนบท อีกทั้งตัวหนังเรื่อง Saving Mr. Banks ก็น่าจะถูกใจคณะกรรมการในวงกว้างได้ไม่ยาก (จากผลงานของผู้กำกับ The Blind Side) หรือกระทั่งอาจหลุดเข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเลยด้วยซ้ำ การห่างหายไปจากเวทีออสการ์เกือบ 20 ปียิ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้กับ เอ็มมา ธอมป์สัน ทำให้มันเปรียบเสมือนการ “คัมแบ็ค” ของเธอ แม้ว่าโดยความเป็นจริงแล้ว เธอจะยังคงแสดงหนังมาอย่างต่อเนื่อง และเปล่งประกายในบางโอกาส แม้ออสการ์จะมองข้ามไปก็ตาม เช่น บทสมทบใน Love Actually ที่มอบน้ำหนักและความเจ็บปวดให้กับความเบาบางดุจปุยนุ่นเคลือบน้ำตาล

สองคนสุดท้ายที่จะเข้ามาเติมเต็มตำแหน่งให้ครบ 5 ขึ้นชื่อว่าเป็นขาประจำประเภทแค่นั่งอ่านสมุดโทรศัพท์หน้ากล้องก็ยังได้เข้าชิง และหากทุกอย่างเป็นไปตามคาด นี่จะถือเป็นการเข้าชิงครั้งที่ 18 ของ เมอรีล สตรีพ และครั้งที่ 7 ของ จูดี้ เดนช์ (อีกหนึ่งคนที่ควรจะมีออสการ์นำหญิงในตู้โชว์รางวัล) อย่างไรก็ตาม โอกาสของ บรี ลาร์สัน (Short Term 12) และ อเดล เอ็กซาร์โคพูลอส ก็ยังไม่ถือว่ามืดมนเสียทีเดียว พวกเธอควรนึกภาพ มิเชลล์ วิลเลียมส์ (Blue Valentine) และ รูนีย์ มารา (The Girl with the Dragon Tattoo) เป็นแรงบันดาลใจตัวอย่าง เพราะทั้งสองต่างหลุดโผ SAG แต่สุดท้ายก็สามารถเบียดเข้าชิงออสการ์ได้สำเร็จ และอย่างที่ทราบกันดีว่ากรรมการออสการ์ (ซึ่งจำนวนมากเป็นผู้ชายและอยู่ในวัยกลางคน-วัยชรา) นิยมหญิงสาวสวยสดในสาขานี้ ดังนั้นการที่พวกเขาจะปล่อยให้ 5 ตำแหน่งถูกเติมเต็มด้วยสาววัยกลางคน-วัยชราทั้งหมดจึงถือเป็นเรื่องยากมากๆ ในที่นี้สตรีพน่าจะตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายพอควร เนื่องจากเธอเพิ่งคว้าออสการ์ตัวที่สามมาครองเมื่อปีก่อนจาก The Iron Lady และบางทีกรรมการอาจอยู่ในอารมณ์ “อยากเปลี่ยนบรรยากาศ” ก็เป็นได้ ข้อได้เปรียบของทั้งเดนช์และสตรีพอยู่ตรงที่ August: Osage County และ Philomena ล้วนเป็นผลงานภายใต้การจัดจำหน่ายของบริษัทไวน์สตีน ซึ่งไร้เทียมทานในเรื่องการปั้นหนังให้เป็นที่ต้องตาคณะกรรมการออสการ์ งานนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับลาร์สันและเอ็กซาร์โคพูลอสที่จะเบียดขาใหญ่ แม้ในขั้นตอนแรกพวกเธอจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องทำได้สำเร็จแล้ว นั่นคือ เรียกเสียงสนับสนุนจากรางวัลนักวิจารณ์มาได้พอควร

ตัวเก็ง: เคท แบลนเช็ตต์ (Blue Jasmine), แซนดร้า บูลล็อค (Gravity), เอ็มมา ธอมป์สัน (Saving Mr. Banks), จูดี้ เดนช์ (Philomena), เมอรีล สตรีพ (August: Osage County)
ตัวสอดแทรก: บรี ลาร์สัน (Short Term 12),  อเดล เอ็กซาร์โคพูลอส (Blue Is the Warmest Color)

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

“ใครๆ ก็หลงรัก แจเร็ด เลโต” คือ บทสรุปในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของเทศกาลแจกรางวัลนักวิจารณ์ นี่ถือเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เพราะงานแสดงของเลโตใน Dallas Buyers Club สร้างกระแสตื่นตะลึงให้เหล่านักวิจารณ์มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่หนังเปิดตัวในโตรอนโตแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแปลงโฉมเป็นสาวประเภทสองรูปร่างซูบซีดจนคนดูแทบจะจำเค้าเดิมของหนุ่มหน้าหล่อจาก My So-Called Life และ Requiem for a Dream ไม่ได้ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครดิตที่ผ่านมาของเลโต แม้จะมีไฮไลท์น่าประทับใจอยู่บ้างประปราย ไม่เคยส่อเค้าว่าเขาจะสามารถถ่ายทอดแง่มุมแห่งความเป็นมนุษย์ได้งดงาม ลุ่มลึก และอบอุ่นขนาดนี้ หลังจากหยุดเล่นหนังไปหลายปี แล้วหันไปทุ่มเทเวลาทำเพลงและร้องนำให้วง Thirty Seconds to Mars การหวนคืนสู่จอเงินอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ของเลโตอาจได้ผลตอบแทนเป็นรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

อีกคนที่น่าจะได้ตีตั๋วไปงานออสการ์อย่างแน่นอน คือ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ หลังกรรมการติดหนี้เขาเมื่อสองปีก่อนจากการเชิดใส่ผลงานแสดงอันโดดเด่นชนิดทุ่มสุดตัวใน Shame โดยคราวนี้เขาได้มีส่วนร่วมในหนังเต็งหนึ่งซึ่งทุกคนไม่อาจมองข้าม หาใช่หนังอินดี้เล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครได้ดูนอกจากนักวิจารณ์และคอหนังอีกต่อไป ที่สำคัญ ออสการ์ชื่นชอบบทวายร้ายเหนืออื่นใด ดังจะเห็นได้จากชัยชนะสามปีติดกันของ ฮาเวียร์ บาเด็ม (No Country for Old Men) ฮีธ เลดเจอร์ (The Dark Knight) และ คริสตอฟ วอลซ์ (Inglorious Basterds) และตัวละครที่ฟาสเบนเดอร์สวมบทบาทใน 12 Years a Slave ก็ถือได้ว่าชั่วร้าย คลุ้มคลั่ง และชวนสะพรึงไม่แพ้ใครเลยทีเดียว

มองจากรายชื่อบนเวทีประกวดสำคัญๆ อย่างลูกโลกทองคำและ SAG แล้ว เดเนียล บรูห์ล กับ บาค็อด อับดี น่าจะหลุดเข้าชิงออสการ์ได้ไม่ยาก แม้หนังของคนแรกจะถูกนักวิจารณ์มองข้ามในช่วงการประกาศรางวัล และชื่อเสียงของคนหลังก็ถือได้ว่าเทียบเท่าศูนย์เพราะนี่เป็นการแสดงหนังเรื่องแรก แต่จุดเด่นที่เหมือนกัน คือ บทของพวกเขามีความโดดเด่นจนอาจเรียกได้ว่าเป็นนักแสดงนำร่วม อีกทั้งต่างก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม สำหรับบรูห์ล นี่ถือเป็นโอกาสของกรรมการออสการ์ที่จะสดุดีภาพรวมผลงานชั้นยอดในอดีตของนักแสดงไปในตัว เช่นเดียวกับกรณีของฟาสเบนเดอร์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่อาจยังไม่คุ้นชื่อบรูห์ลมากนัก เพราะเขาเล่นหนังเยอรมันเป็นหลัก (เริ่มโด่งดังจาก Good Bye Lenin!) แต่ก็รับเล่นบทสมทบในหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง อาทิ Inglorious Basterds และ The Bourne Ultimatum

นักแสดงคนสุดท้ายตามโผของ SAG คือ เจมส์ แกนดอลฟินี ถือว่าเปราะบางต่อการถูกมองข้าม (ลูกโลกทองคำแทนที่เขาด้วย แบรดลีย์ คูเปอร์ จาก American Hustle) เพราะหนังเรื่อง Enough Said ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก แม้คุณภาพของเนื้องานจะไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด พิสูจน์ได้จากรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์บอสตัน หากเขาสามารถเบียดคูเปอร์ ซึ่งอาจกำลังกินบุญเก่าที่ตกค้างมาจาก Silver Linings Playbook จนเข้าชิงออสการ์ได้สำเร็จ นี่จะถือเป็นการเสนอชื่อนักแสดงที่เสียชีวิตไปแล้วเข้าชิงเป็นครั้งแรก นับจาก ฮีธ เลดเจอร์ เมื่อ 6 ปีก่อน (แกนดอลฟินีเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2013 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว)

ส่วนม้ามืดที่น่าจับตามองและอาจพุ่งเข้าเสียบแทนตำแหน่งของใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มตัวเก็ง ได้แก่ โจนาห์ ฮิล ซึ่งว่ากันว่าเป็นสีสันและตัวชูโรงสำคัญของ The Wolf of Wall Street แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นหนังเรื่องนี้อาจไม่เป็นที่ถูกใจคณะกรรมการหัวโบราณสักเท่าไร เช่นเดียวกับ Spring Breakers ของ เจมส์ ฟรังโก้ ซึ่งกวาดคำชมมามากมาย และได้รางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์ลอสแองเจลิสมาครองร่วมกับเลโต

ตัวเก็ง: แจเร็ด เลโต (Dallas Buyers Club), บาค็อด อับดี (Captain Phillips), แบรดลีย์ คูเปอร์ (American Hustle), ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ (12 Years a Slave), เดเนียล บรูห์ล (Rush)
ตัวสอดแทรก: โจนาห์ ฮิลล์ (The Wolf of Wall Street), ทอม แฮงค์ (Saving Mr. Banks), เจมส์ ฟรังโก้ (Spring Breakers), วิล ฟอร์ท (Nebraska), เจมส์ แกนดอลฟินี (Enough Said)

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

ในช่วงแรกเริ่มการแข่งขันพูดได้ว่า โอปรา วินฟรีย์ ออกสตาร์ทได้สวยงามจากการที่ The Butler ทำเงินบนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ ได้น่าพอใจ ส่วนตัวเธอเองก็กวาดคำชมจากนักวิจารณ์มาได้อย่างเป็นเอกฉันท์จนบางคนเริ่มทำนายว่า เธออาจกลายเป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยพิจารณาจากสถานะคนดังของฮอลลีวู้ด ซึ่งฝีไม้ลายมือเป็นที่ยอมรับขนาดเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วในปี 1986 จากหนังเรื่อง The Color Purple ก่อนจะผันตัวมาเป็นพิธีกรรายการทอล์คโชว์ นอกจากนี้บทภรรยาหัวใจแกร่งที่คอยยืนหยัดเคียงข้างสามีอย่างมั่นคงของเธอยังถือว่าเข้าทางรางวัลออสการ์อีกด้วย กระนั้นปัญหาของม้าตีนต้น คือ ความประทับใจอาจเริ่มจืดจางไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีม้าตัวใหม่ที่สดกว่า ทรงพลังกว่าเริ่มทยอยกันออกตัวอย่างต่อเนื่อง โดยลางร้ายสำหรับ โอปรา วินฟรีย์ ที่เด่นชัดสุด คือ การหลุดโผลูกโลกทองคำไปแบบเหนือความคาดหมาย ทั้งที่ทุกคนล้วนทราบกันดีว่าเวทีนี้ “เห่อ” คนดังมากแค่ไหน

คนที่สร้างแรงกระเพื่อมได้สูงสุดจากเทศกาลหนังโตรอนโตคงหนีไม้พ้น ลูพีตา นียังโก ซึ่งนักวิจารณ์ต่างพากันชื่นชมเป็นเสียงเดียวว่าจะติดตาคุณไปอีกหลายวัน และคุณภาพของผลงานเธอก็พิสูจน์ได้จากรางวัลของแทบทุกสถาบันที่หลั่งไหลเข้ามาแบบไม่ขาดสาย แน่นอนว่าสำหรับนักวิจารณ์ชื่อเสียง หรือเครดิตในอดีตของนักแสดงอาจไม่มีผลมากนัก แต่สำหรับกรรมการออสการ์ ซึ่งเป็นคนในวงการ (หลายคนก็เลือกจะโหวตให้เพื่อน หรือนักแสดงที่เคยร่วมงานกันมาก่อน) ปัจจัยดังกล่าวถือว่ามีส่วนสำคัญในการคว้ารางวัลมาครองไม่น้อยไปกว่าคุณภาพของผลงาน ดังนั้นการที่นียังโกเดินหน้ากวาดรางวัลชนิดไม่แบ่งใครก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะปิดประตูแพ้บนเวทีออสการ์เสียทีเดียว เวทีที่จะช่วยทำนายออสการ์ได้แม่นยำที่สุด คือ SAG ที่โอปราหลุดมาเข้าชิง

ณ เวลานี้ ม้ามืดที่ไม่อาจมองข้าม คือ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ซึ่งออกตัวช้าสุดกับ American Hustle (หนังเปิดฉายให้นักวิจารณ์นิวยอร์กชมเพียงหนึ่งวันก่อนหน้าการโหวต และสุดท้ายเธอก็เป็นคนหยิบชิ้นปลามันไปครอง) แต่สร้างความพลิกผันให้กับการแข่งขันได้มากสุด เพราะเธอวาดลีลาได้เด็ดดวงชนิดฆ่านักแสดงที่อยู่ร่วมจอตายเกลื่อน ทั้งที่นักแสดงเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนเขี้ยวลากดินกว่าเธอแทบทั้งสิ้น จนพูดได้ว่าหากเธอไม่ใช่เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานำหญิงจากปีที่แล้วละก็ รางวัลในสาขานี้อาจตกเป็นของเธอก็ได้ แต่พิจารณาจากสถานการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ ลอว์เรนซ์น่าจะได้เข้าชิงค่อนข้างแน่ โดยมีโอกาสคว้าชัยชนะไม่มากนัก เพราะกรรมการออสการ์คงเปิดโอกาสให้นักแสดงหน้าใหม่อย่างนียังโก หรือนักแสดงหน้าเก่าที่ยังไม่เคยได้ออสการ์มาก่อนอย่างวินฟรีย์เสียมากกว่า

พูดถึงตัวขโมยซีน จูน สควิบบ์ ใน Nebraska ก็ทำสำเร็จแบบเดียวกับลอว์เรนซ์ เธอคือตัวละครที่คนดูชื่นชอบ เป็นสีสันที่เอะอะมะเทิ่งท่ามกลางเหล่าผู้ชายเงียบขรึมทั้งหลาย และนั่นน่าจะทำให้เธอหลุดเข้าชิงออสการ์ได้อย่างไม่ยากเย็น ส่วนคนที่จะมาเติมเต็มรายชื่อให้ครบ 5 น่าจะลงเอยที่ จูเลีย โรเบิร์ตส์ อดีตขวัญใจอเมริกาเมื่อสองทศวรรษก่อน ซึ่งหากพูดกันตามเนื้อผ้าแล้วรับบทนำร่วมกับ เมอรีล สตรีพ ใน August: Osage County มากกว่าจะเป็นแค่นักแสดงสมทบ นี่จึงถือเป็นความได้เปรียบในแง่น้ำหนักบท ที่สำคัญ ฮอลลีวู้ดคงอยากต้อนรับคนเก่าคนแก่ที่เคยกุ๊กกิ๊กกันมาให้หวนคืนเวทีอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกัน เธอกับวินฟรีย์ก็ต้องพึงระวัง แซลลี ฮอว์กินส์ ซึ่งออสการ์เคยติดหนี้จากการเชิดใส่ผลงานอันน่าตื่นเต้นของเธอใน Happy-Go-Lucky เมื่อ 5 ปีก่อน โดย SAG อาจไม่เห็นใครโดดเด่นใน Blue Jasmine นอกจากแบลนเช็ตต์ แต่ลูกโลกทองคำมองเห็น และแก้ไขความผิดพลาดให้เสร็จสรรพ ส่วนออสการ์จะเลือกเดินตามใคร เราคงต้องรอดูกันต่อไป (อย่าลืมว่า นาตาลี พอร์ตแมน จาก Closer ก็เคยพลาดการเข้าชิงบนเวที SAG มาแล้ว ก่อนจะได้เสียงสนับสนุนจากลูกโลกทองคำ และหลุดเข้าชิงออสการ์ในที่สุด)

ตัวเก็ง: ลูพีตา นียังโก (12 Years a Slave), จูน สควิบบ์ (Nebraska), โอปราห์ วินฟรีย์ (The Butler), เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (American Hustle), จูเลีย โรเบิร์ตส์ (August: Osage County)

ตัวสอดแทรก: ออกเทเวีย สเปนเซอร์ (Fruitvale Station), แซลลี ฮอว์กินส์ (Blue Jasmine)

วันเสาร์, ธันวาคม 14, 2556

The Hunger Games: Catching Fire: ดอกไม้จะบาน


ในฉากจบของ The Hunger Games คนดูเริ่มจะพบเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัว แคตนิส เอเวอร์ดีน (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) รวมไปถึงภาพลักษณ์ของเธอในสายตามวลชนและในสายตาประธานาธิบดีสโนว์ (โดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์) เธอเริ่มต้นเข้าสู่เกมล่าชีวิตด้วยความต้องการจะปกป้องน้องสาว และพยายามเอาตัวรอดในเกมด้วยทักษะของคนที่ต้องปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เล็กเพื่อโอบอุ้มครอบครัวให้รอดพ้นจากภาวะอดตาย (พ่อของเธอเสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนแม่ก็อ่อนแอเกินกว่าจะเป็นเสาหลักให้ลูกๆ พึ่งพิง) ความคล่องแคล่ว นิ่งเรียบจนดูเยือกเย็นในลักษณะของมืออาชีพช่วยให้เธอรอดพ้นจากอันตรายรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย หรือศัตรูที่รายรอบอยู่ทั่วไป แต่เธอก็หาได้กระหายเลือด หรือเห็นความสนุกจากการฆ่าสิ่งมีชีวิตเหมือนผู้เข้าแข่งขันบางคน

จากความพยายามแค่จะอยู่ให้รอดปลอดภัยในตอนแรก (และอาจมีโอกาส “ชนะ” เกมล่าชีวิตครั้งนี้) เธอกลับเริ่มผูกพันกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่น เช่น รู (อแมนดลา สเตนเบิร์ก) เด็กหญิงจากเขต 11 และ พีต้า (จอช ฮัทเชอร์สัน) ชายหนุ่มจากเขต 12 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมอบขนมปังให้แคตนิส ช่วยให้เธอรอดตายจากความหิวโหย นั่นเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้เธอมองเห็น “ภาพรวม” ในมุมกว้างขึ้น จิตใจเธอหาได้มุ่งมั่นแค่การเอาตัวรอดจากเกม หรือช่วยครอบครัวให้ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเริ่มเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนมนุษย์คนอื่น ที่ถูกเกณฑ์มาร่วมแข่งขันในเกมอันไร้แก่นสาร ไร้มนุษยธรรมเกมนี้ ดังจะเห็นได้จากความจงใจฆ่าเพียงครั้งเดียวของแคตนิสในเกม คือ เมื่อเธอปลิดชีพคาโต (อเล็กซานเดอร์ ลุดวิก) ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น หรือเน้นสะใจ แต่เพื่อช่วยให้เขาพ้นทุกข์จากความทรมาน รวมไปถึงการยินยอมจะกินเบอร์รีพิษเพื่อฆ่าตัวตายแทนการลงมือสังหารพีต้า เพราะกฎของเกมระบุให้ต้องมีผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

ในเวลาเดียวกันการยอมเปลี่ยนกฎแบบกะทันหันของแคปิตอลให้สามารถมีผู้ชนะได้ 2 คนก็จุดประกายให้มวลชนใน 12 เขตปกครองเริ่มมองแคตนิสเป็นเหมือนตัวแทนของขบถที่คัดค้านแข็งขืนต่อรัฐบาล/ผู้มีอำนาจ (และสุดท้ายก็คว้าชัยมาครอง) นับจากนี้ไปเธอจึงไม่ใช่เพียงผู้ชนะการแข่งขันเกมล่าชีวิต แต่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังที่จะล้มล้างการกดขี่ ตลอดจนความอยุติธรรมในสังคมอันเกิดจากรัฐบาลเผด็จการอีกด้วย (ซึ่งนั่นย่อมทำให้เธอกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของประธานาธิบดีสโนว์ไปโดยปริยาย) เฉกเช่นเข็มกลัดรูปนกม็อกกิ้งเจย์ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นเครื่องหมายของการปฏิวัติในระดับมหภาคโดยมีชีวิตคนจำนวนมากเป็นเดิมพัน

น่าเสียดายที่เวอร์ชั่นหนังไม่ได้อธิบายที่มาที่ไปของนกม็อกกิ้งเจย์มากเท่าในนิยาย (บางทีมันอาจถูกยกยอดไปยังภาค 3.1) กล่าวคือ มันเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างนกม็อกกิ้งเบิร์ดตัวเมียกับนกแจ็บเบอร์เจย์ตัวผู้ ซึ่งเดิมทีเป็นนกตัดต่อพันธุกรรมที่แคปิตอลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นนกสายลับ ส่งไปจดจำข้อมูลจากกลุ่มกบฏมารายงาน แต่ต่อมาฝ่ายกลุ่มกบฏเกิดจับทางได้ จึงมักจะส่งข้อมูลลวงผ่านทางนกแจ็บเบอร์เจย์มาโดยตลอด เมื่อทางแคปิตอลรู้ความจริงจึงสั่งปิดห้องทดลอง แล้วปล่อยนกแจ็บเบอร์เจย์เข้าป่าด้วยความหวังว่าพวกมันจะสูญพันธุ์ไปเอง (เพราะมีแต่ตัวผู้) ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น แต่สิ่งที่แคปิตอลคาดไม่ถึง คือ ก่อนจะสูญพันธุ์พวกมันได้ผสมพันธุ์กับนกม็อกกิ้งเบิร์ดตัวเมีย ส่งผลให้ลูกหลานที่ออกมากลายเป็นนกม็อกกิ้งเจย์ ที่อาจจดจำข้อมูลไม่ได้เหมือนแจ็บเบอร์เจย์ แต่กลับมีความสามารถในการเลียนเสียงมนุษย์ หรือเสียงเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ มันยังเป็นนกที่แข็งแกร่ง สมบุกสมบัน และมีชีวิตอยู่รอดได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย อาจพูดได้ว่าคุณสมบัตินี้สามารถใช้อธิบาย แคตนิส เอเวอร์ดีน ได้เช่นกัน

แคปิตอลมองว่านกม็อกกิ้งเจย์เป็นสัญลักษณ์ของกบฏ เพราะนอกจากมันจะตอกย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการกำจัดสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นเองกับมือแล้ว สิ่งที่น่าเจ็บใจยิ่งไปกว่านั้น คือ มันกลับพัฒนาสายพันธุ์จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดีกว่า แข็งแกร่งกว่าเดิมอีกด้วย

เช่นเดียวกับนกม็อกกิ้งเจย์ แคปิตอลปล่อยแคตนิสลงสนามประลอง ด้วยความเชื่อว่าเธอจะจบชีวิตจากอุปสรรคและหายนะสารพัด หรือไม่ก็ด้วยน้ำมือของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่แกร่งกล้ากว่า มีสัญชาตญาณนักฆ่ามากกว่า แต่สุดท้ายเธอกลับรอดชีวิตมาได้ แถมยังพัฒนาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ยิ่งใหญ่กว่า พร้อมกับถ่ายทอดไฟขบถต่อไปยังผู้คนอีกจำนวนมหาศาล ใน Catching Fire เรื่องราวของของแคตนิสเริ่มขยายไปยังโลกความจริงนอกเกมล่าชีวิต สู่ความขัดแย้ง แตกต่างทางชนชั้น และเกมการเมืองเพื่อปิดหูปิดตาปิดปากประชาชนของรัฐเผด็จการ นั่นคือ สร้างความหวาดกลัวให้แพร่กระจายทั่วทุกหัวระแหง แคตนิสได้เห็นเจ้าหน้าที่รัฐสังหารคนบริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยมด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย เธอเริ่มตระหนักถึงการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่โดยมีตัวเธอเองเป็นศูนย์กลางทางสัญลักษณ์ ซึ่งถูกถ่ายทอดเป็นรูปธรรมชัดเจนในฉากสำคัญ เมื่อแคตนิสสวมชุดแต่งงานไปออกรายการทอล์คโชว์ ก่อนมันจะแปลงสภาพกลายเป็นชุดนกม็อกกิ้งเจย์สยายปีก ฉากดังกล่าวไม่เพียงส่งเสริมความหมายในเชิงการเล่าเรื่องเท่านั้น แต่ยังสื่อนัยยะในเชิงเฟมินิสต์อีกด้วย บ่งบอกให้เห็นว่าตัวละครเอกได้สลัดหลุดจากกรงขัง แล้วโบยบินสู่อิสรภาพเต็มรูปแบบ จากสถานะภรรยา (ชุดแต่งงาน) ที่ต้องนิยามตัวตนผ่านความรักต่อเพศชาย สู่ปัจเจกภาพ (ชุดนก) ที่นิยามตนเองและยืนหยัดได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร

หลายคนมักหยิบยกกระแสนิยมในตัวนิยายชุด The Hunger Games ของ ซูซานน์ คอลลินส์ ไปเปรียบเทียบกับกระแสนิยมของนิยายชุด Twilight ของ สเตฟานี เมเยอร์ ที่ถูกดัดแปลงเป็นหนังยอดนิยมเช่นกัน เริ่มจากการที่ตัวละครเอกเป็นเพศหญิงช่วงวัยทีนเอจ (ตรงกับอายุโดยเฉลี่ยของกลุ่มผู้อ่านหลัก) พล็อตรักสามเส้าระหว่างชายสองหญิงหนึ่ง ไปจนถึงเนื้อหาที่ผสมผสานแฟนตาซี/ไซไฟและดำเนินเหตุการณ์ต่อเนื่องในลักษณะไตรภาคสำหรับกรณีแรก หรือจตุรภาคสำหรับกรณีหลัง อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สังเกตเห็นได้เด่นชัด คือ ถึงแม้ เบลลา ตัวละครเอกใน Twilight จะเป็นเพศหญิง แต่พลังขับเคลื่อนทางเรื่องราวที่แท้จริงกลับเป็นเพศชาย (เอ็ดเวิร์ด) นอกจากนี้หนัง/นิยายยังพุ่งประเด็นไปยังความพยายามของเบลลาที่จะสูญเสียตัวตน (ยอมสละความเป็นมนุษย์) เพื่อก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโลกของชายคนรัก เธอเป็นตัวละครที่ค่อนข้างมีลักษณะเชิงรับมากกว่าเชิงรุก มีบุคลิกอ่อนแอ บอบบาง และต้องคอยพึ่งพาเอ็ดเวิร์ดเพื่อให้รอดพ้นจากภัยคุกคามอยู่ร่ำไป (สาเหตุหนึ่งเพราะเขาเป็นแวมไพร์) จนชวนให้น่าสะพรึงว่าเหตุใดมนุษย์เพศหญิงจำนวนมากถึงโหยหาสถานะทางเพศแบบย้อนยุคไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน

ถ้า Twilight เป็นฝันร้ายของเฟมินิสต์ The Hunger Games ก็คงเปรียบเสมือนขั้วตรงข้าม เพราะตัวละครเอกเพศหญิงอย่างแคตนิสยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตัวเองและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเรื่องราว ที่สำคัญ กระทั่งประเด็นรักสามเส้าเองก็เหมือนไม่ได้ถูกขับเน้นให้โดดเด่นมากนัก เมื่อเทียบกับประเด็นอื่นๆ อย่างการวิพากษ์การเมือง ชนชั้น วัฒนธรรมความบันเทิง ฯลฯ ส่วนแคตนิสนั้น (อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่นหนัง) ก็ดูจะไม่มีท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจมากมายนักกับการต้องเลือกระหว่างเกล (เลียม เฮมส์เวิร์ธ) และพีต้า เพราะความรักไม่ได้นิยามตัวเธอ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต (เหมือนกรณีเบลลา) ราวกับว่าเธอยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆ ให้ต้องขบคิดมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า Catching Fire จะปราศจากช่วงเวลาแห่งความอ่อนหวาน นุ่มนวลเสียทีเดียว ดังจะเห็นได้จากฉากที่พีต้ามอบจี้ห้อยคอแก่แคตนิสพร้อมกับพูดว่าเธอจำเป็นต้องมีชีวิตรอดต่อไป “ครอบครัวเธอต้องการเธอ” เขากล่าว ก่อนจะเสริมว่า “ไม่มีใครต้องการฉันจริงๆ หรอก” ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ปราศจากความรู้สึกสงสาร หรือสมเพชตัวเองใดๆ แค่ระบุข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ดุจเดียวกับคำตอบของหญิงสาวที่ว่า “ฉันไง ฉันต้องการเธอ”... ถึงแม้ฉากดังกล่าวจะถูกนำเสนอเพียงช่วงเวลาสั้นๆ โดยปราศจากดนตรีโหมประโคม หรือเสียงเพลงโรแมนติกเคล้าคลอ (ซึ่งดูจะเหมาะสมกับบุคลิกจริงจัง ไม่เพ้อฝัน เพ้อเจ้อของตัวละครเอกอย่างลงตัว) แต่กลับจับใจและได้อารมณ์สมจริงยิ่งกว่าหนังชุด Twilight ห้าภาครวมกันด้วยซ้ำ

ผู้กำกับ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ (I Am Legend) ก้าวเข้ามารับหน้าที่ต่อจาก แกรี รอส (Seabiscuit) ได้อย่างแนบเนียน พร้อมทั้งลดทอนความดิบในแง่สไตล์ลง ทั้งกล้องแบบแฮนด์เฮลด์และการตัดต่อแบบฉับไว เพื่อหันเข้าหาเส้นทางคลาสสิกที่นิ่งเรียบกว่า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เมื่อขอบเขตเนื้อหาของหนังเริ่มแผ่ขยายจากเกมเลือดสาดในลักษณะ Battle Royale ไปสู่การท้าทายผู้มีอำนาจ หลังจากแคตนิสกับพีต้าตระเวน “ทัวร์” ไปตามเขตต่างๆ ซึ่งทำให้พวกเขาพบเห็นปัญหาและศัตรูที่แท้จริง หลังจากพวกเขาตระหนักว่าผู้คนกว่า 90% ของพาเน็มกำลังจะอดตาย ขณะที่อีก 10% กลับใช้ชีวิตหรูหรา ฟู่ฟ่า ขนาดต้องทำให้ตัวเองอ้วกเพื่อจะได้กินเพิ่มเข้าไปใหม่ ส่วนใครก็ตามที่หาญแสดงท่าทีขัดขืน หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อแคปิตอลก็จะโดนประหารทันทีต่อหน้าสาธารณชน

ความคั่งแค้นที่สั่งสมมายาวนานกำลังใกล้ถึงจุดระเบิดเต็มที สภาพของพาเน็มในตอนนี้ก็ไม่ต่างจากอาณาจักรโรมันในช่วงล่มสลาย สงครามเริ่มส่อเค้าชัดเจนขึ้นทุกขณะ เมื่อกระแสปฏิวัติ การประท้วง และการต่อสู้แพร่กระจายไปตามเขตต่างๆ ดุจไฟลามทุ่ง ดูเหมือนว่าคราวนี้ภาระรับผิดชอบของแคตนิสจะไม่ได้กินความอยู่แค่ครอบครัว ตลอดจนคนสนิทรอบข้างอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงเหล่าประชากรในเขตต่างๆ ที่มองเห็นเธอเป็นเหมือนแสงเรืองรองแห่งความหวังอีกด้วย วิญญาณขบถของเด็กสาว ที่เริ่มต้นจากการฝ่าฝืนกฎเล็กๆ ของผู้มีอำนาจ เช่น การออกไปล่าสัตว์ในเขตหวงห้าม หรือแลกซื้อสินค้าในตลาดมืด กำลังจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น แล้วเบ่งบานสู่การเรียกร้องความเท่าเทียม ตลอดจนความยุติธรรมให้แก่มวลชน


แต่ราคาที่เธอต้องจ่ายจะสูงแค่ไหน ฉากจบของ Catching Fire บ่งบอกเป็นนัยว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาใน Mockingjay (ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็นสองภาคตามหลักแห่งทุนนิยม) อาจไม่ชวนให้พิสมัยนัก สงครามเต็มรูปแบบได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และ “ความบันเทิง” ที่ชาวแคปิตอลเสพติดกันนักหนาก็กำลังจะกลายเป็น “ความจริง” ในระยะประชิด 

วันเสาร์, ธันวาคม 07, 2556

Rush: ความตายอันหอมหวาน


กีฬาแข่งรถฟอร์มูลาวัน หรือกีฬาเอ็กซ์ตรีมอื่นๆ เช่น กระโดดร่มดิ่งพสุธา บันจีจัมพ์ และมอเตอร์ไซค์วิบาก น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสัญชาตญาณแห่งความตายในความหมายของฟรอยด์ หรือภาวะที่สิ่งมีชีวิตปรารถนาจะกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิม ซึ่งก็คือไร้ชีวิตนั่นเอง เพราะตามสถิติที่  นิกิ เลาดา (เดเนียล บรูห์ล) ชอบยกขึ้นมาอ้าง นักแข่งรถฟอร์มูลาวันมีโอกาสเสียชีวิตขณะแข่งรถสูงถึง 20% และโครงสร้างรถที่บางเฉียบ ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็ไม่ต่างอะไรกับโลงศพเคลื่อนที่ ฟรอยด์บอกว่าสัญชาตญาณแห่งความตายมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน และโดยปกติแล้วจะถูกกดทับไว้ด้วยขั้วตรงข้ามอย่างสัญชาตญาณในการดำรงชีวิต หรือภาวะที่สิ่งมีชีวิตตอบสนองตามความต้องการของร่างกาย เช่น หาอาหารมาบำบัดความหิว หรือมีเพศสัมพันธ์เพื่อสืบต่อชาติพันธุ์

ถึงแม้สองตัวละครเอกใน Rush จะมีอาชีพเป็นนักแข่งรถฟอร์มูลาวันทั้งคู่ และคงเสพติดอะดรีนาลีนจากการเฉียดใกล้ความตายไม่แพ้กัน แต่ในสายตาของ ปีเตอร์ มอร์แกน มือเขียนบทที่เข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วสองครั้ง พวกเขาดูจะเปรียบเสมือนขั้วตรงข้ามในทุกๆ ทาง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา บุคลิกภาพ หรือแนวคิดในการดำรงชีวิตและทัศนคติต่ออาชีพแข่งรถ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาต้องกระทบกระทั่งกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงทั้งในและนอกสนามแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต่างกำลังพยายามจะคว้าตำแหน่งแชมป์โลกประจำปี 1976 มาครอง คนหนึ่งในฐานะแชมป์เก่า อีกคนในฐานะผู้ท้าชิงที่ฝีมือทัดเทียมกัน การขับเคี่ยวดังกล่าวเป็นไปอย่างสูสี (และสุดท้ายตัดสินด้วยความต่างเพียงหนึ่งคะแนนเท่านั้น) อัดแน่นด้วยจุดพลิกผันมากมายจนไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด ถึงแสดงท่าทีสนใจอยากนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แม้ว่าหนังซิ่งรถจะเป็นยาขมบนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ นอกเหนือไปจากหนังชุด Fast and Furious ซึ่งในภาคหลังๆ ก็เริ่มก้าวเข้าใกล้ความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่มากกว่าหนังขับรถแข่งเข้าไปทุกที

สัมพันธภาพทั้งรักทั้งเกลียดแบบ frenemy ระหว่างเลาดา กับ เจมส์ ฮันท์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) เป็นภาพสะท้อนที่คล้ายคลึงกับการชิงไหวชิงพริบระหว่าง ริชาร์ด นิกสัน และ เดวิด ฟรอสต์ ในผลงานชิ้นแรกที่โฮเวิร์ดกับมอร์แกนผนึกกำลังกันเรื่อง Frost/Nixon  (2008) หรือหากจะย้อนไปไกลกว่านั้นอีกก็อาจกินความหมายรวมถึงการปะทะกันระหว่างโลกเก่า (ราชินีอลิซาเบ็ธที่สอง) กับโลกใหม่ (โทนี แบลร์) ในบทภาพยนตร์เรื่อง The Queen (2006) ที่สร้างชื่อให้มอร์แกนได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรก

เพียงไม่กี่ฉากแรกหนังก็ปูพื้นให้เห็นคุณลักษณะที่แตกต่างของสองตัวละครหลักในทันที โดยเริ่มจากเปิดตัวนักแข่งชาวออสเตรียอย่างเหมาะเจาะในสนามแข่ง เยอรมัน กรังด์ปรีซ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 1976 เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพของตัวละคร และความทุ่มเทต่อกีฬาแข่งรถของเขา จากนั้นในทางตรงกันข้ามหนังได้ตัดย้อนกลับไปยังอดีตเมื่อราวหนึ่งทศวรรษก่อนหน้าเพื่อแนะนำนักแข่งรถชาวอังกฤษ โดยคนดูจะเห็นเขาบุกพรวดพราดเข้ามาในโรงพยาบาลในสภาพสะบักสะบอม พร้อมกับแนะนำตัวสไตล์ 007 (“ฮันท์... เจมส์ ฮันท์”) ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียวด้วยอารมณ์พรึงเพริดกึ่งสงสัยใคร่รู้ จากนั้นในไม่กี่นาทีต่อมานางพยาบาลก็เริ่มปลดเสื้อผ้าเขาเพื่อทำแผลไปพร้อมๆ กับปลดเสื้อผ้าตัวเองเพื่อให้บริการนอกเหนือคำสั่งแพทย์ด้วยสีหน้ายินดีเปรมปรีดิ์ เสียงบรรยายของฮันท์อธิบายเหตุผลในทำนองว่าการพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับความตายจะทำให้ไฟชีวิตคุณยิ่งลุกโชน และผู้หญิงก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังดังกล่าวจึงพากันพุ่งเข้าหาคุณดุจแมงเม่าบินเข้ากองไฟ แต่จริงๆ แล้วมีความเป็นไปได้สูงว่าใบหน้าหล่อเหลา ผมบลอนด์ยาว และหุ่นเป๊ะราวนายแบบกางเกงใน คาลวิน ไคลน์ น่าจะเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดสาวๆ เสียมากกว่า

ไม่เชื่อก็ลองดู นิกิ เลาดา เป็นตัวอย่าง หนุ่มผมสั้นสีเข้ม รูปร่างกะทัดรัดเริ่มต้นอาชีพนักแข่งรถมาพร้อมๆ กับฮันท์ แต่เขากลับไม่เคยเป็นที่นิยมในหมู่เพศหญิง อันที่จริง เขาไม่เคยเป็นที่นิยมไม่ว่าจะในหมู่คนเพศไหนก็ตาม แน่นอนเขาอาจเก่งกาจเรื่องเครื่องยนต์กลไก รู้ดีว่าต้องปรับปรุงรถในจุดใดบ้างเพื่อให้มันวิ่งได้เร็วขึ้น และมีพรสวรรค์ในการขับรถแข่งไม่เป็นสองรองใคร แต่การที่เขามักจะโพล่ง “ข้อเท็จจริง” เหล่านั้นออกมาตรงๆ ก็ทำให้คนอื่นนึกหมั่นไส้ได้ง่ายๆ และมองว่าเขาเป็นพวกยโส โอหัง อย่าว่าแต่คู่แข่งขันในสนามเลย กระทั่งบรรดาช่างเครื่อง หรือเพื่อนนักแข่งร่วมทีมก็ยังไม่ชอบขี้หน้าเขาด้วยซ้ำ คำว่า “ถ่อมตัว” ไม่เคยอยู่ในสารบบความคิดของเลาดา เช่นเดียวกับคำว่า “สนุก” หรือ “ผ่อนคลาย” เขาทุ่มเทชีวิตทุกนาทีให้กับการแข่งรถ การฝึกซ้อม การปรับปรุงรถ เขาตีกรอบให้ชีวิตเอาไว้อย่างชัดเจน เคร่งครัด ถึงขั้นประกาศกร้าวว่าเขายินดีรับความเสี่ยง 20% บนสนามแข่งเพราะนั่นเป็นธรรมชาติของอาชีพ แต่ห้ามมากกว่านั้นแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว เช่น เมื่อถนนมีสภาพชื้นแฉะ หรือฟ้าฝนไม่เอื้ออำนวยทำให้วิสัยทัศน์พร่ามัว จนในฉากหนึ่งเขาถูกฮันท์กล่าวหาว่ากำลังทำลายเสน่ห์ของการแข่งรถฟอร์มูลาวัน

เสน่ห์ของการแข่งรถฟอร์มูลาวันคืออะไร ไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย? ถ้าเป็นเช่นนั้น เจมส์ ฮันท์ ก็น่าจะถูกเรียกว่าเป็นมาสค็อตแห่งฟอร์มูลาวัน เพราะเขาไม่มีเพียงขับรถแบบไม่กลัวตายในสนามแข่ง แซงได้เป็นแซง เบียดได้เป็นเบียด สภาพอากาศแบบไหนก็ไม่เคยหวั่น แต่ยังใช้ชีวิตตามครรลองดังกล่าวอีกด้วย ทั้งเหล้ายาปลาปิ้ง เซ็กซ์ และร็อคแอนด์โรล มองภายนอกแล้วเขาอาจดูยโส โอหังไม่แพ้เลาดา แต่บุคลิกที่เป็นมิตร เข้ากับคนง่าย เปี่ยมอารมณ์ขัน ทำให้เขากลายเป็นที่รักของบรรดาเพื่อนนักแข่ง เพื่อนร่วมงาน และกระทั่งสนิทสนมกับบรรดานักข่าว มองในแง่หนึ่งสไตล์การขับรถของฮันท์ช่วยสะท้อนให้เห็นว่าเลาดาเก่งกาจในอาชีพการงานมากแค่ไหน กล่าวคือ คุณต้องยินยอมที่จะเสี่ยงตาย และสูญเสียทุกอย่าง หากต้องการแย่งตำแหน่งแชมป์จากเขามาครอง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฮันท์พิสูจน์ให้ทุกคนประจักษ์ในฉากการแข่งรถสนามสุดท้าย เมื่อคะแนนรวมของเขาตามหลังเลาดาอยู่ 3 แต้ม และจำเป็นต้องเข้าเส้นชัยอย่างน้อยเป็นอันดับ 3 เพื่อคว้าแชมป์หลังจากนักแข่งชาวออสเตรียถอนตัวกลางคัน

ความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งสองยังได้ขยายความไปถึงชีวิตคู่อีกด้วย กล่าวคือ คนหนึ่งค่อนข้างหวือหวา พุ่งขึ้นสูงและดำดิ่งภายในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนอีกคนกลับค่อนข้างแน่นิ่ง เรียบง่าย แต่มั่นคง โดยฮันท์เริ่มพบรักและแต่งงานกับนางแบบสาวสวย ซูซี มิลเลอร์ (โอลิเวียร์ ไวลด์) ชนิดแทบจะเรียกได้ว่าฉับพลันทันที (หนังตัดภาพจากการพบกันครั้งแรกของทั้งสองในอู่ซ่อมรถไปยังภาพพวกเขาเดินออกจากโบสถ์) แต่ต่อมาไม่นาน (ราวๆ หนึ่งปีกว่า) เธอก็ทิ้งเขาไปซบอกดาราฮอลลีวู้ดอย่าง ริชาร์ด เบอร์ตัน ขณะที่เลาดากับมาร์ลีน (อเล็กซานดรา มาเรีย ลารา) เลือกจะคบหาดูใจกันอยู่นานก่อนจะตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกัน เรื่องราวความรักของพวกเขาก็ประสบชะตากรรมใกล้เคียงกับบทสรุปบนสนามแข่ง เมื่อคนหนึ่งลุกโชนและดับวูบในสไตล์ one-hit wonder ขณะอีกคนยังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ยาวนานผ่านวินัย การฝึกฝน และทุ่มเทอย่างจริงจัง

Rush เป็นหนังกระแสหลักที่เล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตาม และผสมผสานทั้งส่วนแอ็กชั่นบนสนามแข่งกับดรามาในชีวิตของตัวละครได้อย่างลงตัว แต่ก็เช่นเดียวกับผลงานที่คว้ารางวัลออสการ์ของโฮเวิร์ดเรื่อง A Beautiful Mind (2001) ซึ่งดัดแปลงมาจากชีวิตคนจริงเหมือนกัน หนังไม่ได้พยายามจะล้วงลึกถึงความซับซ้อน ขัดแย้งภายในของมนุษย์ และมองเห็นความจงใจขัดเกลาตัวละครให้เข้าสูตรเมโลดรามาเพื่อประสิทธิภาพในการเร้าอารมณ์ ส่งผลให้รายละเอียดหลายอย่างถูกตัดทอน หรือบิดเบือนเพื่อความชัดเจนในการเล่าเรื่อง แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ข้อผิดพลาด เมื่อพิจารณาว่านี่เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก และประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายอย่างน่าพอใจ โดยไม่สิ้นไร้ซึ่งรสนิยม หรือความเฉียบคมของการนำเสนอ ส่วนงานแสดงของดารานำทั้งสองก็ถือว่าน่าพอใจ ไม่ต่างจากผลงานด้านภาพอันหวือหวาของ แอนโธนีย์ ด็อด แมนเทิล (Slumdog Millionaire) ที่พยายามพาคนดูไปสัมผัสประสบการณ์ระยะประชิด ทั้งจากภาพโคลสอัพดวงตา ต้นหญ้า หยดน้ำฝน และภาพแทนสายตานักแข่งผ่านกระจกหมวกกันน็อก

อย่างไรก็ตาม ฉากจบของหนังเรื่อง Rush ชวนให้นึกถึงฉากจบของ The Social Network พอสมควร จริงอยู่หนังรถแข่งเรื่องนี้อาจไม่ได้พูดถึงสถานะทางชนชั้นมากเท่าหนังของ เดวิด ฟินเชอร์ แต่ดูเหมือนบทภาพยนตร์พยายามจะโน้มน้าวคนดูให้เห็นว่าเลาดาอิจฉา หรือกระทั่งโหยหาวิถีแบบฮันท์ กล่าวคือ เป็นที่รักของคนรอบข้าง สนุกกับชีวิตอย่างเต็มที่ และขณะเดียวกันก็บั่นทอนความสำเร็จของเลาดาให้ดูไม่น่าเฉลิมฉลองมากนัก (เขาคว้าแชมป์โลกมาครองอีก 2 สมัย ขณะที่ฮันท์ไม่เคยเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์อีกเลย ก่อนจะตัดสินใจแขวนพวงมาลัยในปี 1979 และเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่ออายุได้เพียง 45 ปี) เช่นเดียวกับชะตากรรมของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ในตอนจบของ The Social Network (ตัวหนังสือบนจอขึ้นข้อความว่าเขาเป็นเศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุด แต่คนดูกลับไม่ได้รู้สึกฮึกเหิม หรือปลื้มปริ่มกับข้อเท็จจริงดังกล่าวสักเท่าใด เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมในตอนจบของเขาที่คอยกดรีเฟลชหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอให้อดีตแฟนสาวยอมรับคำขอเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ค) กล่าวคือ สุดท้ายแล้วขี้แพ้ก็ยังคงเป็นขี้แพ้วันยันค่ำ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามไต่เต้าให้เป็นที่ยอมรับมากแค่ไหนก็ตาม และชื่อเสียงเงินทองก็ไม่อาจช่วยแก้ไขอะไรได้


ในหนังของฟินเชอร์ฉากจบดังกล่าวให้ความรู้สึกหม่นเศร้า หดหู่ และสมจริงตามท้องเรื่อง (แม้ในโลกแห่งความจริง มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก คงไม่ได้ลงเอยแบบเดียวกับตัวละครที่ แอรอน ซอร์กิน เขียนขึ้น) ปัญหาของ Rush อยู่ตรงที่คนดูไม่สามารถรู้สึกได้ว่าชีวิตของฮันท์น่าหลงใหล หรือน่าอิจฉาตรงไหน เพราะเลาดาไม่ได้ถูกสร้างให้เป็น tragic hero ตั้งแต่ต้นแบบ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ซึ่งต้องจ่ายราคาก้อนโตให้กับความสำเร็จและเงินทอง จริงอยู่ทั้งสองเริ่มต้นด้วยภาพลักษณ์ผู้ชายเฮงซวย เย่อหยิ่งไม่แพ้กัน แต่โฮเวิร์ดกับมอร์แกนใจไม่แข็งเท่าฟินเชอร์กับซอร์กิน และเผยให้เห็นด้านที่อ่อนโยน น่าเห็นใจของเลาดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากที่เขาขัดคำค้านของแพทย์และหวนกลับมาลงสนามหลังจากเพิ่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรง (คนส่วนใหญ่ลุ้นเอาใจช่วยเขาแม้กระทั่งฮันท์ ซึ่งเปลี่ยนมายืนข้างศัตรูเมื่อเห็นเขาถูกนักข่าวปากสุนัขไล่จี้จุดอ่อน) รวมไปถึงดรามาในช่วงไคล์แม็กซ์เมื่อเลาดายืนกรานว่าเขาตัดสินใจถูกแล้วที่ถอนตัวกลางคัน ภาพใบหน้าภรรยาที่วูบเข้ามาระหว่างขับรถท่ามกลางสายฝนแสดงให้เห็นว่าเขาได้ค้นพบคุณค่าสูงสุดในชีวิตแล้ว และมันเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าถ้วยแชมป์โลกใดๆ รวมกันเสียอีก

รักโง่ๆ: แง่งามในความเขลา


เวลาพูดถึงความรัก หลายคนชอบบอกว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์ เหตุผลไม่เกี่ยว หรือไม่ก็เป็นเรื่องของหัวใจ ยากจะหักห้าม แม้ว่าในความจริงแล้วเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีในสมองโดยตรงก็ตาม และเนื่องจากมันถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับอารมณ์มากกว่าเหตุผลนี่เอง ความรักจึงมักจะกลายเป็นที่มาของพฤติกรรมบ้าๆ บอๆ ดูไร้สติ ไร้เหตุผลเมื่อมองจากสายตาของคนนอก และนั่นเองได้จุดประกายเริ่มต้นให้กับหนังอย่าง รักโง่ๆ ซึ่งเน้นถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่ไม่อาจ “เป็นไปได้” หรือพูดง่ายๆ คือ ไม่อาจลงเอยอย่างสุขสมในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่ผู้หญิงตกหลุมรักเกย์บ้างล่ะ ผู้ชายตกหลุมรักทอมบ้างล่ะ การแอบชอบคนที่เขาไม่ได้ชอบเรา หรือกระทั่งการพยายามฉุดยื้อคนรักที่ต้องการจะไป

มองเผินๆ ชื่อหนังเหมือนจะด่วนสรุปอย่างง่ายดายว่ามันเป็นความเขลาที่มนุษย์เรายอมตรอมตรม จมปลัก แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าไม่อาจได้เขา/เธอมาครอบครอง ราวกับหนังกำลังมองความรักด้วยท่าทีเยาะหยัน เสียดสี ซึ่งนั่นเป็นจริงในระดับหนึ่ง แต่หากมองให้ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของหนังแล้วจะพบว่า มันยังคงเดินตามสูตรเชิดชูอุดมคติแห่งรักโรแมนติก และแน่นอนลงเอยด้วยการปลุกปลอบคนดูให้อิ่มเอมไปกับความรัก ที่แม้ว่าคราวนี้อาจไม่ลงเอยอย่างสุขสม แต่สุดท้ายก็ยังอุ่นใจที่ได้รัก... อะไรทำนองนั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามชนิดสุดขั้วกับบทเรียนความรัก หรือการปล่อยใจตามอารมณ์แบบในหนังอย่าง Birth (2004) และ The Story of Adele H (1975)

หนังเริ่มสับขาหลอกตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เมื่อปรากฏว่าเหตุการณ์เลี่ยนๆ ดูปลอมๆ ของชายหญิงคู่หนึ่งกลางสี่แยกไฟแดง ซึ่งให้อารมณ์ประมาณคลิปขอแต่งงานประเภท “ยิ่งเยอะ ยิ่งดี” ที่กระจายเกลื่อนตามอินเทอร์เน็ต กลายเป็นเพียงฉากในหนังรักที่โจ (คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์) กับอาร์ม (ภาคิน คำวิลัยศักดิ์) กำลังนั่งดูอยู่ในโรงภาพยนตร์  ฝ่ายแรกวิพากษ์ความน้ำเน่าและคาดเดาได้ของหนังอย่างสนุกปากผ่านวอยซ์โอเวอร์ ซึ่งสอดแทรกน้ำเสียงกระทบกระแทกแดกดันเอาไว้ชัดเจน แต่แล้วเมื่อกล้องเผยให้เห็นภาพมุมกว้าง กลับกลายเป็นว่าโจเป็นคนดูเพียงคนเดียวที่ไม่ “อิน” ไปกับเรื่องราวน้ำเน่าและสุดแสนจะซ้ำซากนั้น (กระทั่งหนุ่มมาดแมนอย่างอาร์มยังร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล) จนเสียงวอยซ์โอเวอร์ของเธออุทานขึ้นว่า... หรือเราเองต่างหากที่ผิดปกติ!?

ฉากเปิดเรื่องข้างต้นโน้มนำและให้ความหวังว่าคนดูกำลังจะได้ชมหนังรัก ซึ่งแตกต่างจากหนังเรื่องที่อาร์มกับโจนั่งดูอยู่ หรืออย่างน้อยก็อาจนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความรักด้วยท่าทีเย้ยหยันแบบเดียวกับเสียงวอยซ์โอเวอร์ของโจ ดังนั้นจึงไม่แปลกหากในเวลาต่อมาเราจะพาลรู้สึกผิดหวังเล็กๆ เมื่อปรากฏว่าเนื้อแท้ของรักโง่ๆ ยังคงดำเนินตามกรอบภาพยนตร์แนวตลก-โรแมนติก เต็มไปด้วยฉากภาคบังคับ ตลอดจนการเร้าอารมณ์ในสไตล์มิวสิกวิดีโอ (หรือพูดอีกอย่าง คือ แทนที่หนังจะให้อาร์มตระหนักในความเพ้อเจ้อของตน แล้วเปลี่ยนมุมมองมาเป็นแบบโจ มันกลับกลายเป็นหนังซึ่งโจ คือ สาวไร้เดียงสาที่เริ่มหันมาเข้าอกเข้าใจอาร์มหลังจากเธอได้ประสบพบรักเข้ากับตัว) โดยฉากที่หนักหนาสาหัสสุดคงเป็นตอนที่อาร์มถูกคนรักปฏิเสธคำขอแต่งงาน แล้วต้องนั่งรถเมล์กลับบ้านท่ามกลางสายฝนเคล้าเสียงเพลงอกหักดังสนั่น ความซ้ำซากและหนักมือในการบีบคั้นอารมณ์สามารถทำให้ฉากนั้นกลายเป็นฉากล้อเลียนได้ไม่ยาก แต่น่าเสียดายที่จุดมุ่งหมายของผู้กำกับ พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ หาใช่การเล่นสนุกกับแนวทางหนัง แม้ว่าหลายครั้งบทภาพยนตร์จะหยอกล้อและเสียดสีธรรมเนียมปฏิบัติของหนังแนวนี้อยู่กลายๆ

ด้วยเหตุนี้เองภาพรวมของรักโง่ๆ จึงห้อยต่องแต่งอยู่ตรงกลาง ระหว่างความเฉียบคม น่าสนใจ กับความจำเจและไร้ชั้นเชิง โดยหากมองในส่วนที่น่าสนใจจะพบว่ามันพยายามสลัดหลุดจากกรอบหนังตลก-หนังรักแบบไทยๆ ผ่านมุกตลกที่เรียกได้ว่าค่อนข้างสดใหม่ เจือลักษณะของปัญญาชน (ชั้นกลาง) ที่ชอบเล่นเฟซบุ๊กเอาไว้ไม่น้อย กล่าวคือ มุกตลกประเภทเสริมสุขเลิกกับเป๊ปซี่ หรือ “ทุนนิยมมันเหี้ยจริงๆ” คงจะพบเห็นไม่ได้บ่อยๆ ในหนัง พจน์ อานนท์ หรือ ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทสนทนาจำพวก “หนีภัยสงครามเย็นไปสแกนดิเนเวีย” หรือ “สาวคาตาลัน” กับ “หนุ่มลิทัวเนีย” รวมไปถึงการนำเสนอเพศสภาพให้ดูมีลักษณะลื่นไหล สลับไปมา โดยไม่จำกัดอยู่แค่ชาย-หญิง หรือรักต่างเพศ แลดูจะย้อนแย้งกับลักษณะการทำหนังสไตล์อนุรักษ์นิยมของผู้กำกับอยู่ไม่น้อย

อีกจุดซึ่งผมคิดว่าเป็นความย้อนแย้งอันน่าตลก คือ รักโง่ๆ เริ่มต้นด้วยการล้อเลียนฉากขอแต่งงานกลางสี่แยกของหนังรักโง่ๆ เรื่องหนึ่ง แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการพยายามทำซึ้งในลักษณะเดียวกัน มองในแง่โครงสร้างการเล่าเรื่อง ฉาก “ไม่ได้ขอแต่งงาน” ที่สนามบินอาจช่วยเชื่อมโยงฉากเปิดและปิดหนังได้ลงตัวพอดิบพอดี (อีกทั้งยังสอดคล้องกับบุคลิกของอาร์มด้วย) แต่ขณะเดียวกันมันก็สร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนพอตัว เหมือนคุณเริ่มต้นด้วยการเสียดสีสิ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วคุณกลับไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่คุณเยาะหยันสักเท่าไหร่... ซึ่งจะว่าไปก็ไม่แตกต่างจากชะตากรรมของตัวละครอย่างโจ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการแดกดันอาร์ม ก่อนสุดท้ายจะโดนเอาคืนหลังจากพิษรักเล่นงานเธอเข้าบ้าง เธอเริ่มต้นด้วยการไม่ให้ราคาค่างวดกับความรัก ก่อนสุดท้ายจะกลายเป็นหญิงที่ “เกิดมาเพื่อรักพี่” จนชวนให้นึกสงสัยว่าบางทีการล้อเลียน แหกกฎ หรือพยายามฮิปของรักโง่ๆ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเปลือกนอกสวยหรู แต่จิตวิญญาณภายในของมันก็ยังคงต้องการให้คนดูซาบซึ้ง เสียน้ำตา และล่องลอยไปกับความโรแมนติกเฉกเช่นหนังรักทั่วไป

นอกจากนี้ผมยังมีปัญหา (หรืออาจเรียกได้ว่าอคติส่วนตัว) กับรูปแบบการสร้างหนังหลายๆ เรื่องรวมมิตรเอาไว้ในเรื่องเดียว (กรณีนี้ผมขอยกความผิดทั้งหมดให้กับ Love Actually และผู้กำกับ ริชาร์ด เคอร์ติส ซึ่งดูจะทรงอิทธิพลอย่างน่าประหลาดในหมู่นักสร้างหนังบ้านเรา) โดยนอกจากจะถูกผลิตซ้ำจนชวนให้เลี่ยนเอียนแล้ว ธรรมชาติของหนังรูปแบบนี้ยังส่งกลิ่นอายการตลาดมากกว่าจะเป็นการแสดงจุดยืนในเชิงศิลปะเมื่อเทียบกับหนังอย่าง Short Cuts ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน นั่นคือ ใส่เรื่องราวให้เยอะเข้าไว้ หลากหลายเข้าไว้ เพื่อจะได้กวาดคนดูในวงกว้างที่สุด (เพราะถ้าคุณไม่ชอบเรื่องนี้ อีกเรื่องก็น่าจะโดนใจได้) หรือผนึกพลังดาราให้แข็งแกร่งขึ้น เช่น กรณีหนังเทศกาลปีใหม่กับวาเลนไทน์ของ แกรี มาร์แชล เป็นต้นแน่นอน เมื่อหนังมีลักษณะเหมือนรวมเรื่องสั้น จึงไม่แปลกที่คนดูจะรู้สึกชอบและสนใจแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน ต่างกันตรงที่ในหนังประเภทนี้ ทุกเรื่องถูกตัดสลับเข้าด้วยกันแทนที่จะเล่าจนจบไปเป็นเรื่องๆ ส่งผลให้อารมณ์คนดูขาดตอนเป็นห้วงๆ เพราะเราย่อมอยากจะให้ตอนที่เราสนใจมีเวลามากขึ้น และรู้สึกเบื่อหน่ายกับตอนที่เราไม่สนใจ ที่สำคัญเวลาอันจำกัดย่อมทำให้ตัวละครและเรื่องราวไม่อาจพัฒนาไปถึงขีดสุดแห่งศักยภาพได้

เช่นเดียวกับหนังอย่าง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น และ รักแรกกระแทกจิ้น ข้อดี คือ ทุกคนมีตัวเลือกให้ “อิน” ได้มากขึ้น บางคนอาจสนุกเพลิดเพลินกับการต่อปากต่อคำของโจกับอาร์ม ขณะที่บางคนอาจชื่นชอบตัวละครอย่างพริกแกง ซึ่งเป็นตัวแทนของแฟนตาซีร่วมสมัยเกี่ยวกับสาววัยทำงานที่แอบกรี๊ดหนุ่มหล่อ ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องราวของเธอเป็นตอนที่เรียกเสียงฮาได้มากสุด และ ธิติรัตน์ โรจน์แสงรัตน์ ก็ถ่ายทอดเสน่ห์เฉพาะตัวผสมเข้ากับจังหวะตลกที่กลมกล่อมได้ในระดับใกล้เคียงกับ คริส หอวัง จากหนังเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมกลับคิดว่าพลอยพิณ (กานต์พิชชา พิชยศ) คือ ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในเรื่อง เพราะบทภาพยนตร์วาดภาพเธอให้ดูสมจริง มีเลือดมีเนื้อ และค่อนข้างน่าค้นหา โดยเธอเปรียบเสมือนจุดกึ่งกลางระหว่างอาร์มกับโจ กล่าวคือ เธอไม่ได้มีไอเดียเกี่ยวกับความรักที่ยิ่งใหญ่ อลังการในแบบคนแรก แต่ก็ไม่ได้มองความรักด้วยแววตาเย้ยหยันแบบคนหลัง (ก่อนเธอจะถูกศรรักปักอก) เสียทีเดียว

คนดูไม่อาจทราบแน่ชัดว่าจริงๆ แล้วทำไมพลอยพิณจึงตอบปฏิเสธอาร์ม แต่คำอธิบายของเธอก็ฟังดูจริงใจและตรงไปตรงมา (อีกทั้งยังทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้าที่ไม่ได้หลอมละลายไปกับอนาคตของการได้เป็นเมียและแม่) เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็รู้สึกดีๆ กับอาร์ม (เธอเป็นฝ่ายเดินเกมรุกในฉากจูบบนรถ) แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความสงสัย ไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นชีวิต มีประสบการณ์ หรือได้พบเจอผู้คนมามากพอจะตัดสินใจครั้งสำคัญนี้หรือไม่... หรือบางทีเหตุผลง่ายๆ อาจเป็นแค่ว่าเธอไม่ได้รักเขามากเท่ากับเขารักเธอ มันก็เท่านั้น

น่าผิดหวังตรงที่หนังตัดสินใจทรยศเสน่ห์ของตัวละครนี้เพื่อเร้าอารมณ์คนดูในฉากไคล์แม็กซ์ เมื่อเธอพยายามจะขอลงจากเครื่องบินและกลับไปหาอาร์ม พฤติกรรมดังกล่าวดูย้อนแย้งกับบุคลิกของตัวละครที่ปูพื้นมาก่อนหน้านี้อย่างหนักจนทำให้มันขาดความน่าเชื่อถือ อะไรคือความแตกต่างระหว่างการเช่าโรงหนังทั้งโรงกับจ้างวงดนตรีมาเล่นที่สนามบิน ถ้าเธอตอบปฏิเสธในครั้งแรก ทำไมเธอถึงกลับจะเปลี่ยนใจในครั้งที่สอง หรือว่าเธอเป็นแฟนพันธุ์แท้ของวงแทตทูคัลเลอร์ จนไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียเวลาเปล่าที่อุตส่าห์มาช่วยสร้างบรรยากาศ?! เข้าใจว่าฉากนี้มีจุดประสงค์เพื่อล้อเลียนไคล์แม็กซ์หนังรักทั่วๆ ไป ที่นางเอกเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน และขอให้เครื่องบินหยุดในนาทีสุดท้าย (ซึ่งในชีวิตจริงมันเป็นไปไม่ได้) แต่การต้องเสียสละตัวละครเพื่อสังเวยให้กับแก๊กตลก หรือการเร้าอารมณ์แบบตื้นๆ ว่าเธอจะลงจากเครื่องได้หรือไม่ ดูแล้วยังไงก็ได้ไม่คุ้มเสีย และสุดท้ายแล้วยิ่งทำให้รักโง่ๆ ใกล้เคียงกับหนังรักที่มันกำลังล้อเลียนอยู่เสียมากกว่า แตกต่างเพียงการพลิกตลบในแง่ผลลัพธ์สุดท้ายเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ไคล์แม็กซ์ข้างต้นทำให้ผมนึกถึงฉากจบของหนังเรื่อง Manhattan เมื่อ วู้ดดี้ อัลเลน พยายามจะฉุดรั้งไม่ให้ แมเรียล เฮมมิงเวย์ อดีตแฟนสาวอายุคราวลูก ไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ เพราะเขากลัวว่าเธอจะได้พบเจอผู้คนมากมาย ได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้สัมผัสประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น จนสุดท้ายแล้วความรักที่เธอเคยมีให้เขาก็จะค่อยๆ จางหายไป แต่สุดท้ายแล้วถึงเขาจะพยายามหว่านล้อมเพียงใด เธอก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ ไม่ใช่เพราะเธอหมดรักเขา แต่เพราะเธอเชื่อมั่นว่าปัจจัยเหล่านั้นมันไม่ได้สำคัญแต่อย่างใด พร้อมกับพูดสรุปว่า “ทุกคนใช่จะมีใจโลเลเสมอไป คุณควรมีศรัทธาในตัวมนุษย์บ้าง”


บางทีความโง่ของอาร์มอาจไม่ใช่การหลงรักคนที่ไม่ใช่ (แบบเดียวกับตัวละครอื่นๆ) แต่เป็นการขาดศรัทธาในความรักและในตัวมนุษย์ต่างหาก

วันศุกร์, สิงหาคม 16, 2556

Before Midnight: หลังอาทิตย์อัสดง


ถ้าครึ่งหนึ่งของบรรดาหนังภาคต่อที่กองสุมอยู่ตามมัลติเพล็กซ์ทั่วประเทศเลือกเจริญรอยตามไตรภาคชุด Before Trilogy ได้ก็คงดี จริงอยู่ว่านับจาก Before Sunrise (1995) มาถึง Before Sunset (2004) และล่าสุด Before Midnight (2013) ผู้กำกับ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ยังคงอาศัยเทคนิคการเล่าเรื่องแบบเดิม ตัวละครเดิม พูดคุยโต้ตอบกันไปมาโดยดำเนินเหตุการณ์ภายในเวลาหนึ่งวันเหมือนเดิม แต่มันห่างไกลจากการรีไซเคิล หรือย่ำอยู่กับที่เหมือนหนังภาคต่อทั้งหลาย เหตุผลสำคัญอยู่ตรงตัวละครหลักสองคน (รวมทั้งโทนอารมณ์ของหนังโดยรวม) ได้เติบใหญ่ไปพร้อมๆ กับคนดู (หากคุณติดตามหนังชุดนี้ครบทั้งสามภาค) ด้วยเหตุนี้ การนั่งชม Before Midnight จึงกลายเป็นประสบการณ์น่าตื่นเต้นตรงที่ ในแง่หนึ่งมันช่างคุ้นเคย คาดเดาได้เหมือนการพบปะกับเพื่อนเก่าที่คุณสนิทสนมมานาน แต่ในอีกแง่หนึ่งคุณก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าทุกอย่างจะลงเอย ณ จุดใดเพราะตลอดเวลา 9 ปีที่ผ่านมา (เรื่องราวในหนังทิ้งช่วงห่างเท่ากับระยะเวลาเข้าฉายของหนังแต่ละภาค) หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิตพวกเขา ซึ่งเราคนดูไม่อาจรับรู้ แต่กำลังจะได้สัมผัส (หรือถ้าจะพูดให้ถูก คือ “รับฟัง” หากพิจารณาจากรูปแบบการสร้างหนังชุดนี้ที่เน้นบทสนทนาเป็นหลัก) เศษเสี้ยวของประสบการณ์ดังกล่าว

เรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มอเมริกัน เจสซี (อีธาน ฮอว์ค) กับสาวชาวฝรั่งเศส เซลีน (จูลี เดลพี) เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 18 ปีก่อน หลังจากพวกเขาพบเจอกันบนรถไฟ แล้วมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันตลอดค่ำคืนในกรุงเวียนนา พูดคุย เรียนรู้ เปิดใจ ก่อนในที่สุดจะตกหลุมรักกันอย่างสุดซึ้ง และถึงแม้ลึกๆ แล้วต่างคนจะตระหนักดีว่าความรู้สึกแบบนี้ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ มันเป็นสิ่งที่บางคนค้นหามาตลอดชีวิตแต่ไม่เคยพบเจอ ทั้งสองกลับตัดสินใจไม่แลกเปลี่ยนที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ นอกจากตกลงกันว่าจะกลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกใน 6 เดือนข้างหน้า

อาจกล่าวได้ว่า Before Sunrise เป็นหนังเพื่อการเดทของหนุ่มสาวที่กำลังดื่มด่ำในความรักโรแมนติกอย่างแท้จริง เจสซีกับเซลีนตัดสินใจไม่แลกเปลี่ยนที่อยู่เพราะพวกเขาคิดว่ามันโรแมนติกกว่าที่จะเก็บค่ำคืนอันสมบูรณ์แบบนั้นไว้โดยไม่ปล่อยให้ระยะทาง หรือความจริงแห่งโลกรอบข้างเข้ามาทำลายกัดกร่อน พวกเขายังเชื่อมั่นในพรหมลิขิต และแนวคิดทำนองว่าหากเป็นคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วคลาดจากกัน นอกจากนี้ด้วยวัยเยาว์ที่อ่อนต่อโลกทำให้พวกเขาเชื่อมั่น/คาดหวังว่าจะมีโอกาสพบรักที่ดีกว่า สมบูรณ์กว่า เร่าร้อนรุนแรงกว่า อนาคตช่างเปิดกว้างไปสู่ทางเลือกมากมาย ฉะนั้นเหตุใดจึงต้องปิดกั้นความเป็นไปได้ทั้งหลายไว้เพียงแค่ค่ำคืนอันมหัศจรรย์เพียงค่ำคืนเดียว... การที่พวกเขาไม่แลกเปลี่ยนที่อยู่กันจึงมีสาเหตุมาจากทั้งความเชื่อมั่นศรัทธาในรักโรแมนติกมากพอๆ กับความอ่อนไหว ไม่มั่นใจ

9 ปีผ่านไป เจสซีเดินทางมาโปรโมตหนังสือ ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของค่ำคืนอันมหัศจรรย์นั้น ในกรุงปารีสและมีโอกาสได้พบกับเซลีนอีกครั้ง แต่เวลายังคงเป็นศัตรูตัวฉกาจ เพราะเจสซีจะต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินกลับอเมริกาในอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ตลอดช่วงเวลานั้นพวกเขาได้แวะจิบกาแฟ นั่งเรือเล่น และพูดคุยรำลึกความหลัง พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาให้อีกฝ่ายฟัง คนดูก็ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ทั้งสองนัดหมายมาเจอกันที่เวียนนา และเช่นเดียวกับตัวละคร เราตระหนักชัดว่าประกายแห่งความปรารถนา ความรัก ความรู้สึกเชื่อมโยงถึงกันของพวกเขายังไม่จางหายไปไหน แต่กลับยิ่งส่องแสงเจิดจรัสหลังจากฝ่ายชายถูกจองจำอยู่ในชีวิตสมรสที่ไร้ความสุข และฝ่ายหญิงก็ผ่านพ้นความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ มาแล้วมากมายหลายครั้ง ทว่าไม่มีใครที่เธอผูกพันลึกซึ้งเท่ากับหนุ่มอเมริกันที่เธอพบบนรถไฟเมื่อ 9 ปีก่อน

ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าหนึ่งทศวรรษทำให้เจสซีกับเซลีนมั่นใจแล้วว่าความรักระหว่างพวกเขาเป็นประสบการณ์แค่ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่คราวนี้ความอ่อนไหว ไม่มั่นใจของพวกเขาอ้างอิงไปยังโลกแห่งความจริงมากกว่า โลกของผู้ใหญ่ที่มีเต็มไปด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบ

ถ้า Before Sunrise เป็นหนังโรแมนติกหวานหยดย้อยที่ผสมความเศร้าสร้อยของการลาจากไว้จางๆ Before Sunset ก็ถือเป็นหนังโรแมนติกที่ให้ความรู้สึก “หวานปนเศร้า” อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเมื่อตัวละครเติบใหญ่ ผ่านพ้นมรสุมชีวิตมาในระดับหนึ่ง อุดมคติ ความฝัน และทัศนคติต่อความรักของพวกเขาย่อมเปลี่ยนแปลงไป แน่นอน พวกเขายังคงโหยหาสายสัมพันธ์อันพิเศษสุดอย่างไม่เสื่อมคลาย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มืดบอดต่อความรับผิดชอบ ภาระหน้าที่ ตลอดจนแรงกดดันทางสังคมเหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์... โลกไม่ได้มีแค่เราสองคนอีกต่อไป

หากสังเกตจากพัฒนาการทางด้านโทนอารมณ์โดยรวมของหนัง คนดูอาจสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่า Before Midnight กำลังจะดำเนินไปยังทิศทางใด

“คุณจะไปไม่ทันเที่ยวบินเอานะ” เป็นคำพูดสุดท้ายของเซลีนใน Before Sunset ก่อนภาพบนจอจะค่อยๆ มืดลงโดยปราศจากบทสรุปว่าพวกเขาตัดสินใจอย่างไร ด้วยเหตุนี้ มันจึงถือเป็นการเชื่อมโยงที่ต่อเนื่อง งดงาม เมื่อ Before Midnight เปิดฉากในสนามบิน ขณะเจสซีเดินทางมาส่งลูกชาย (เดวี-ฟิทซ์ แพทริค) กลับชิคาโก จากบทสนทนาคนดูได้รับรู้ว่าเจสซีแยกทางกับอดีตภรรยาแล้ว และดูเหมือนทั้งสองจะไม่ได้จากกันด้วยดีสักเท่าไหร่ แต่เรายังไม่อาจแน่ใจได้ว่าเขาลงเอยกับเซลีนหรือไม่ (ถ้าคุณไม่ได้อ่านเรื่องย่อ หรือชมหนังตัวอย่างมาก่อน) จนกระทั่งเขาเดินออกจากสนามบินมาขึ้นรถโดยมีเซลีนยืนรออยู่ จากนั้นช็อตลองเทคความยาวเกือบ 15 นาที ขณะพวกเขาขับรถออกจากสนามบิน ก็ช่วยอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ (พวกเขามีลูกสาวฝาแฝดด้วยกัน เซลีนกำลังคิดจะย้ายงาน) รวมทั้งปูพื้นวิกฤติปัญหาครอบครัว (เจสซีอยากไปอยู่ใกล้ชิดกับลูกชาย แต่เซลีนไม่อยากย้ายไปตั้งรกรากที่ชิคาโก) ซึ่งสั่งสมมาเนิ่นนาน และต่อมาค่อยๆ บานปลายไปสู่การระเบิดอารมณ์ในช่วงท้ายเรื่องได้อย่างครบถ้วน

เช่นเดียวกับประสบการณ์เปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่นมาสู่วัยผู้ใหญ่ จากการมองโลกว่าทุกอย่างสามารถเป็นไปได้มาสู่กับการค้นพบความจริงอันเจ็บปวดของชีวิต โทนอารมณ์ในไตรภาคหนังรักของเจสซีกับเซลีนก็ค่อยๆ มืดหม่นลง จนอาจกล่าวได้ว่า Before Midnight เจือความขมขื่น ความเจ็บปวด ความผิดหวังเอาไว้มากกว่าความหวานและอารมณ์โรแมนติก เซลีนกับเจสซีไม่ได้มองความรักในลักษณะอุดมคติเหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์อีกต่อไป การได้นอนตายในอ้อมกอดของคนรักแบบใน Romeo & Juliet อาจฟังดูเย้ายวน โรแมนติกสำหรับเซลีนใน Before Sunrise แต่กลับถูกมองด้วยสายตาเย้ยหยันสำหรับเซลีนใน Before Midnight ซึ่งเหนื่อยล้า อ่อนเพลียจากภาระ ความรับผิดชอบในชีวิตประจำวันที่ทำให้เธอสูญเสีย “ตัวตน” ไปทีละน้อย และการพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “แม่กับเมีย” และ “ผู้หญิงหัวก้าวหน้า” ก็สร้างความรู้สึกขัดแย้งภายในตัวเธออย่างรุนแรง ส่วนเจสซีเองก็ต้องทนทุกข์กับความรู้สึกผิดว่าเขาไม่สามารถเป็นพ่อที่ดีให้กับแฮงค์ ไม่ได้อยู่เฝ้าดูลูกชายเติบใหญ่เพราะอดีตภรรยาได้สิทธิในการเลี้ยงดู และเลือกจะใช้สิทธินั้นเพื่อ “เอาคืน” เขา

ความคับแค้นทั้งหลายซุกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันสุขสันต์ ผ่อนคลายขณะครอบครัวเดินทางมาพักร้อนในประเทศกรีซ รอเวลาที่จะประทุขึ้นมา ในฉากหนึ่งเซลีนพูดว่าเธอไม่ค่อยสบายใจกับการเดินทางมาพักร้อนที่นี่ เพราะกรีซเป็นแหล่งกำเนิดตำนานและโศกนาฏกรรมมากมาย และเธอกลัวว่านั่นอาจเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง

แม้จะผันตัวออกจากสถานะ “หนังเพื่อการเดท” มาไกลหลายโยชน์ แต่ Before Midnight ยังคงเปี่ยมอารมณ์ขันและเสน่ห์ในแบบเดียวกับสองภาคแรก ประกายไฟระหว่างเจสซีกับเซลีนยังคงสัมผัสได้ชัดเจนในฉากที่ทั้งสองเดินเที่ยวจากซากปรักหักพังของปราสาท ผ่านเข้าไปยังย่านชุมชน แวะชมโบสถ์โบราณ ก่อนจะมาลงเอยด้วยการนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันที่ริมอ่าว ตลอดทางพวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อหลากหลาย ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ ความตาย และปรัชญาการใช้ชีวิต ความลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติของฉากนี้ (รวมถึงฉากที่เจ็บปวดและทำร้ายจิตใจหนักหน่วงในห้องพักโรงแรม) ต้องยกประโยชน์ให้กับสองนักแสดงที่เข้าขากันได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขามีส่วนร่วมเขียนบทด้วย จึงทำให้บทสนทนาส่วนใหญ่ได้ความรู้สึกสดใหม่ราวกับเป็นการด้นสด (improvise) แม้ว่าเมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่า มันถูกวางรายละเอียดไว้อย่างรัดกุม สอดคล้อง และแม่นยำ

บทสรุปเกี่ยวกับชีวิตและความรัก พัฒนาการจากช่วงวัยหนึ่งไปสู่อีกช่วงวัยหนึ่งสะท้อนชัดในฉากพูดคุยที่โต๊ะอาหารช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเริ่มต้นด้วยประสบการณ์รักของคู่หนุ่มสาวยุคใหม่จากสองมุมโลก (คล้ายคลึงกับเจสซีและเซลีนใน Before Sunrise แต่คราวนี้พวกเขาเลือกใช้ Skype แทนการนัดเจอในอีกหกเดือนข้างหน้า) ก่อนจะไปจบลงที่ประสบการณ์ของหญิงชรา เล่าถึงความทรงจำที่ค่อยๆ พร่าเลือนเกี่ยวกับสามีอันเป็นที่รัก บางวันเธอสามารถนึกภาพใบหน้าเขาได้ชัดเจนจนเกือบจะสัมผัสได้ แต่บางวันกลับเหมือนมีม่านหมอกบางอย่างมาบดบัง “เขาปรากฏตัวขึ้น และก็หายวับไปเหมือนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก... ไม่ต่างกับชีวิตเรานั่นแหละ มีเกิด แล้วก็มีดับ เราอาจมีความสำคัญกับคนบางคน แต่จริงๆ แล้วเราก็แค่เดินทางผ่านมา” เธอกล่าว

ถ้า Before Sunrise แสดงให้เห็นจุดกำเนิดแห่งความหลงใหลและความรักโรแมนติก เมื่อคู่รักเฝ้ามองดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา พร้อมจะมอบแสงสว่างและความอบอุ่นให้กับทุกสรรพสิ่ง และ Before Sunset คือ ช่วงเวลาที่ความหลงใหลนั้นกลั่นตัวไปสู่จุดสูงสุด ทรงพลังมากพอจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญแล้วละก็ Before Midnight ก็คงเปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดแห่งความหลงใหลและความรักโรแมนติก เหมือนในฉากที่เจสซีกับเซลีนนั่งมองพระอาทิตย์ตกลับสันเขา “ยังอยู่... ยังอยู่... หายไปแล้ว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

แต่แน่นอน ชีวิตคู่ที่จะยืนหยัดยาวนานเหมือนคุณปู่คุณย่าของเจสซีนั้นหาได้วางรากฐานอยู่บนความรักโรแมนติก ทว่าต้องดิ้นรนผ่านความผิดพลาด การประนีประนอม และความเจ็บปวดนานัปการ ด้วยเหตุนี้ ฉากจบของ Before Midnight จึงให้ความรู้สึกผสมปนเประหว่างหดหู่และเปี่ยมสุขไปพร้อมๆ กัน เพราะในแง่หนึ่งมันอาจเป็นจุดจบของความรักแบบที่เราทุกคนเฝ้าค้นหา หรือใฝ่ฝัน แต่ขณะเดียวกันเยื่อใย ความผูกพัน ซึ่งทั้งสองยังมีให้แก่กันก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ในแบบที่เป็นจริงกว่า  เหมือนคำอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยาของเจ้าภาพซึ่งเชิญเจสซีมาพักร้อนว่า “เราไม่เคยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เราคือคนสองคน และก็พอใจที่เป็นแบบนั้น”