วันจันทร์, สิงหาคม 11, 2557

The Rover: คุณธรรมในแดนเถื่อน


ผลงานกำกับชิ้นที่สองของ เดวิด มิคอด หลังสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจาก Animal Kingdom เมื่อสี่ปีก่อน เริ่มต้นด้วยการอธิบายฉากหลังของเรื่องราวว่า “ออสเตรเลีย: 10 ปีหลังการล่มสลาย” แต่นับจากนั้นหนังก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกเลยว่าโลกปัจจุบันดำเนินมาถึงจุดตกต่ำดังที่เห็นได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ คนดูจึงมีหน้าที่ตีความเอาจากเบาะแสรอบข้างซึ่งปรากฏอยู่เป็นระยะแบบไม่ถูกเน้นย้ำชัดเจนมากนัก กล่าวคือ โลกอนาคตในจินตนาการของมิคอดไม่ได้กลายสภาพเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนจากภาวะสงคราม อาวุธนิวเคลียร์ เชื้อโรคร้ายแรง หรือการบุกรุกของสิ่งมีชีวิตนอกโลกดุจหนัง dystopia เรื่องอื่นๆ อีกมากมาย แต่กลับเป็นผลพวงของการพังทลายทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งคงได้แรงบันดาลใจมาจากวิกฤติซับไพร์มช่วงปี 2007-2009 ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำครั้งใหญ่

สภาพสังคมในหนัง คือ ดอลลาร์ออสเตรเลียกลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า บ้านช่องจำนวนมากถูกทิ้งร้าง ผู้คนจากทั่วโลกโดยเฉพาะในทวีปเอเชียแห่แหนมายังออสเตรเลียเพื่อทำงานในเหมืองแร่ (ในหนัง โรเบิร์ต แพททินสัน รับบทเป็นชาวอเมริกันจากภาคใต้ ขณะที่ตัวละครเอเชีย (รวมถึงภาษา) ก็ปรากฏให้เห็นประปรายอยู่ตลอด เช่นเดียวกับเพลงภาษาเขมรอันโดดเด่นในฉากบาร์เหล้าช่วงต้นเรื่อง ภาวะดังกล่าวย้อนให้หวลถึงยุค “ตื่นทอง” ในช่วงทศวรรษ 1850 ซึ่งผู้คนจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือพากันอพยพมายังรัฐนิวเซาธ์เวลส์และวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลียจำนวนมาก) หน้าที่หลักของกองกำลังทหารไม่ใช่เพื่อผดุงความยุติธรรมให้สังคม แต่เพื่อปกป้องแหล่งทรัพยากร ประชาชนถูกปล่อยให้ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตามลำพัง... และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำ

ภูมิประเทศที่ห่างไกลความเจริญ (หรือหลายคนรู้จักกันในนาม outback) โดยเฉพาะอย่างยิ่งทะเลทราย มักได้รับการขับเน้นให้เป็นตัวละครสำคัญในหนังออสเตรเลีย บ่อยครั้งมันจะสร้างความรู้สึกคุกคาม น่าหวาดหวั่น และสิ้นไร้ทางออก ดังจะเห็นได้จากหนังสยองขวัญอย่าง Wolf Creek ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของฆาตกรโรคจิตที่ดักจับนักท่องเที่ยวไปทรมาน หรือหนังดรามา/ผจญภัยอย่าง Walkabout เกี่ยวกับสองพี่น้องวัยเยาว์ที่ต้องเอาชีวิตรอดตามลำพังใน outback และบางครั้งความลึกลับ หลอกหลอน ชวนให้ค้นหาของภูมิประเทศก็ก้าวข้ามมาถึงขั้น “กลืนกิน” ตัวละคร ดังจะเห็นได้จากหนังคลาสสิกอย่าง Picnic at Hanging Rock ของ ปีเตอร์ เวียร์ เกี่ยวกับการหายตัวไปของเด็กนักเรียนหญิงระหว่างไปปิกนิกที่ แฮงกิง ร็อค ในวันวาเลนไทน์เมื่อปี 1900

ความแห้งแล้ง เวิ้งว้างของภูมิประเทศ ซึ่งเป็นฉากหลังของ The Rover ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นภาวะตกต่ำ เสื่อมโทรมของโลกในอนาคตอันใกล้เท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แทนสภาพจิตใจของตัวละครเอก (กาย เพียซ) ชายเร่ร่อนที่ปราศจากเป้าหมายในชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งรถของเขาถูกกลุ่มโจรกระจอกขโมยไปต่อหน้าต่อตา นับจากนั้น (และตลอดความยาวของหนังทั้งเรื่อง) เขาก็ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดให้กับการตามล่าเพื่อทวงรถคันนั้นกลับคืนมา โดยได้รับความช่วยเหลือจาก เรย์ (แพททินสัน) น้องชายหัวหน้ากลุ่มโจร ซึ่งถูกทิ้งให้นอนตาย ณ จุดเกิดเหตุ หลังการปล้นไม่ราบรื่นตามแผน จริงอยู่ว่าในท้ายที่สุดชายเร่ร่อนอาจยังมีลมหายใจอยู่ และพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าเขาแข็งแกร่งพอจะอยู่รอดในแดนเถื่อนที่กฎหมายแทบจะไม่ต่างกับเสือกระดาษ แต่ในเวลาเดียวกันภูมิประเทศได้ดูดกลืนจิตวิญญาณ ตลอดจนความเป็นมนุษย์ของเขาไปทีละน้อย เขาลงมือฆ่าคนอย่างเลือดเย็นโดยไม่รู้สึกผิดเพียงเพื่อปืนหนึ่งกระบอก และบางครั้งก็ปราศจากเหตุผลชัดเจนใดๆ เขาอาจยังมีลมหายใจอยู่ แต่กลับดูไม่แตกต่างจากซากศพเดินได้

“สำหรับฉันมันจบไปนานแล้ว” คำสารภาพของชายเร่ร่อนกับนายทหารที่จับกุมเขาเพื่อรอส่งตัวไปให้ทางการ เกี่ยวกับอาชญากรรรมที่เขาก่อในอดีตและผลที่ (ไม่) ตามมาบ่งบอกความสิ้นหวังแห่งยุคสมัยได้อย่างชัดเจน การลงทัณฑ์ไม่เพียงมีไว้เพื่อธำรงความยุติธรรมและกฎระเบียบภายในสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องหมายของศรัทธา ของการพึ่งพา ของความผูกพันระหว่างผู้คนอีกด้วย สังคมที่เราสามารถฆ่าคนได้โดยไม่ต้องรับโทษ ไม่รู้สึกรู้สาใดๆ หรือถูกตามล่าจากฝ่ายกฎหมายไม่เพียงจะกลายเป็นสังคมที่อันตราย น่าหวาดกลัวเท่านั้น แต่มันยังเป็นสังคมที่อ้างว้าง โดดเดี่ยว เพราะทุกคนต่างหมกมุ่นอยู่ในโลกส่วนตัว โดยไม่แคร์อื่นใด หรือผู้ใด ขอเพียงตัวเองได้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปเท่านั้น ฉากที่เจ้าของร้านขายของชำใช้ปืนขู่บังคับชายเร่ร่อนให้ซื้อของในร้านตัวเองก่อน แล้วเขาถึงจะยอมบอกทางไปบ้านหมอ ช่วยตอกย้ำสภาวะดังกล่าว ขณะเดียวกันอารมณ์ขันที่สอดแทรกอยู่ลึกๆ ของฉากนี้ (เจ้าของร้านยังมีคุณธรรมพอจะไม่ปล้นเงินไปเลย แต่บังคับให้ซื้อของอะไรก็ได้อย่างหนึ่ง) ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าบางทีสังคมอาจยังไม่ถึงกาลล่มสลายเสียทีเดียว

มนุษยธรรมยังพอหลงเหลือประกายความหวังอยู่บ้างในรูปของคุณหมอสาว (ซูซาน ไพรเออร์) ที่ยินดีช่วยทำแผลให้เรย์โดยไม่หวังผลตอบแทน นอกจากนี้ ชายเร่ร่อนยังค้นพบอีกด้วยว่าเธอรับเลี้ยงสุนัขไว้จำนวนมาก แต่จำต้องขังพวกมันไว้ในกรงเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันถูกล่าไปกินเนื้อ หลังจากพวกเจ้าของนำมาฝากเลี้ยงไว้ แต่ไม่เคยมีใครมารับกลับไปเลย อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับเธอ รวมเลยไปถึงบทเฉลยในฉากสุดท้ายของหนังว่าเหตุใดชายเร่ร่อนถึงต้องการทวงรถของตนคืนมาก็สะท้อนให้เห็นว่าคุณธรรมและความเมตตานั้นเป็นสองสิ่งที่ยากจะหล่อเลี้ยงไว้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ทุกคนต่างก็คิดถึงตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

The Rover อาจเริ่มต้นด้วยฉากแอ็กชั่นขับรถไล่ล่าในสไตล์ Mad Max แต่ถ้าใครคาดหวังความบันเทิงแบบ The Fast and The Furious คงได้เงิบสมบูรณ์แบบ เพราะหลังจากฉากเปิดเรื่องแล้ว (และอาจจะมีอีก 2-3 ฉาก ที่สร้างความกดดันทางอารมณ์ได้ไม่น้อยโดยเฉพาะในช่วงไคล์แม็กซ์) โฟกัสหลักของหนังกลับอยู่ตรงพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครหลัก คือ ชายเร่ร่อนกับเรย์ มิตรภาพและความผูกพันที่งอกงามขึ้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสำหรับหนังในแนวทาง road movie แต่ในเวลาเดียวกันผู้กำกับก็ไม่ได้พยายามจะบีบเค้นมันให้กลายเป็นประเด็นเมโลดรามาแต่อย่างใด เรย์เกาะติดชายเร่ร่อนดุจสุนัขที่ซื่อสัตย์และภักดีกับเจ้าของ ส่วนฝ่ายหลังก็อาจเริ่มต้นด้วยความหงุดหงิดรำคาญชายหนุ่มสมองทึบ ก่อนความรู้สึกของเขาจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความสังเวชต่อมุมมองอันอ่อนต่อโลก (“ถ้าแกไม่รู้จักสู้ ความตายคงรอแกอยู่ไม่ไกล”) และความเห็นอกเห็นใจในท้ายที่สุด

มองจากเปลือกนอกชายเร่ร่อนอาจเป็นเหมือนเครื่องจักรฆ่าคนที่ปราศจากความรู้สึก หรือศีลธรรมจรรยา แต่ขณะเดียวกัน การที่เขาหมกมุ่นตั้งคำถามต่อความหมายของชีวิตก็แสดงให้เห็นเศษเสี้ยวแห่งมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายใน ฉากที่เด่นชัดสุดอยู่ตรงบทสนทนาระหว่างเขากับนายทหาร เมื่อคนแรกตั้งคำถามในลักษณะโหยหาโลกใบเก่า โลกซึ่งการฆ่าคนยังมีความหมาย ยังเป็นเรื่องร้ายแรงใหญ่โต และศีลธรรม ตลอดจนความรู้สึกผิดยังเป็นหลักแนวคิดสำคัญ ขณะที่คนหลังกลับยืนกรานในวิถีแห่งโลกใบใหม่ โลกของการทำตามภารกิจเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงภาพรวมในวงกว้าง เขาไม่สนใจว่าชายเร่ร่อนจะได้รับโทษตามความผิดหรือไม่ และไม่สนใจด้วยซ้ำว่าชายเร่ร่อนจะเคยก่ออาชญากรรมร้ายแรงอะไรมาก่อน เขาก็เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ ในโลกที่ล่มสลาย นั่นคือ หมกมุ่นอยู่กับโลกส่วนตัว กับความอยู่รอดโดยไม่คิดตั้งคำถามว่า “ความเป็นมนุษย์” จะดำรงอยู่ได้อย่างไรท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย

ขณะที่หนังค่อยๆ เผยให้เห็นแง่มุมอันน่าเห็นใจของชายเร่ร่อน คนดูกลับได้เห็นเรย์ค่อยๆ ดำดิ่งสู่ความมืดมิดของโลกใบใหม่ เขาเริ่มต้นในลักษณะผ้าขาวบริสุทธิ์ เชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปมุมมองเยาะหยัน มืดหม่นของชายเร่ร่อน (“พระเจ้าฝังกระสุนไว้ในตัวแก แล้วทิ้งแกไว้กับฉัน ซึ่งไม่ผูกพันและไม่แคร์เลยสักนิดถ้าแกจะตายไป”) กลับค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในจิตใจเขา การฆ่าคนเป็นครั้งแรกของเรย์เกิดขึ้นจากความผิดพลาด หวาดกลัวและเขายิ่งรู้สึกผิดในภายหลังเมื่อปรากฏว่าเหยื่อกระสุนเป็นแค่เด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่พอมาถึงการฆ่าคนในครั้งที่สอง (ช่วยชายเร่ร่อนหนีออกจากค่ายทหาร) ความสะใจ ความภาคภูมิใจเริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ความรู้สึกผิด และหากให้เวลากับเขาอีกนิด เชื่อได้ว่าไม่นานเรย์คงมีสภาพไม่ต่างจากชายเร่ร่อน เมื่อการฆ่าหาได้กระตุ้นความรู้สึกใดๆ อีกต่อไป 

ฉากที่บ่งบอกตัวตนและพัฒนาการของเรย์ได้อย่างน่าเศร้า คือ ฉากที่เขานั่งร้องเพลงวัยรุ่นใสๆ อย่าง Pretty Girl Rock อยู่ในรถ ก่อนต่อมาจะเริ่มครุ่นคิดถึงการฆ่าพี่ชายตัวเอง มันพิสูจน์ให้เห็นว่าลึกๆ แล้วเรย์ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มซึ่งโหยหาความสนุก ความสดใสในแบบวัยรุ่นทั่วๆ ไป แต่ความจริงแห่งปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงเขาให้กลายเป็นอีกคนหนึ่ง “แกทำอะไรกับน้องฉัน” คำถามชวนสะเทือนใจของเฮนรีพุ่งเป้าไปยังชายเร่ร่อนในฐานะแพะรับบาป จริงอยู่ว่าชายเร่ร่อนอาจมีส่วนกระตุ้นความเปลี่ยนแปลงในตัวเรย์อยู่บ้าง แต่หากพิจารณาจากสภาพแวดล้อมของโลกที่ล่มสลาย จากสิ่งต่างๆ ที่เรย์ถูกบังคับให้ต้องเผชิญภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เหลือเพียงแค่ว่ามันจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วเท่านั้น

บทเฉลยสุดท้ายของ The Rover อาจมอบความหวัง แล้วเรียกคืนความเห็นอกเห็นใจและความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครอย่างชายเร่ร่อน แต่หากสุนัขเป็นตัวแทนของมนุษยธรรมและคุณธรรมในดินแดนอันป่าเถื่อน โหดร้าย คนดูย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง เพราะเหมือนหนังกำลังจะบอกว่าในโลกที่ล่มสลาย โลกที่ทุกคนต่างดิ้นรนต่อสู้เพื่อตัวเองตามลำพัง (หรือตามสำนวนฝรั่งที่ว่า It’s a dog-eat-dog world) คนที่จะสามารถอยู่รอดได้ คือ คนที่รู้จักกลบฝังมนุษยธรรม หรือคุณธรรมเอาไว้... แต่ชีวิตแบบนั้นจะคุ้มค่ากับการอยู่รอดหรือไม่ นั่นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  

Short Comment: Oculus


เช่นเดียวกับหนังสยองขวัญอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องเร้นลับและพลังเหนือธรรมชาติ Oculus เริ่มต้นด้วยการงัดข้อกันระหว่างขั้วตรงข้าม นั่นคือ ฝ่ายวิทยาศาสตร์กับฝ่ายไสยศาสตร์ เมื่อสองพี่น้องวัยหนุ่มสาวทุ่มเถียงกันหลายยกเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมเมื่อ 11 ปีก่อน โดย ทิม (เบรนตัน ธเวทส์) ซึ่งเพิ่งจะถูกปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลโรคจิต เชื่อว่าการตายของพ่อกับแม่มีพื้นฐานมาจากปัญหาครอบครัว หาได้เกี่ยวข้องกับอำนาจพิศวงของกระจกโบราณบานหนึ่งในห้องทำงานพ่อเขาแต่อย่างใด ขณะที่ เคย์ลีย์ (คาเรน จิลแลน) กลับยืนกรานว่าความทรงจำของทิมถูกบิดเบือนโดยจิตแพทย์ทั้งหลาย ซึ่งพยายามหาคำอธิบายที่เชื่อถือได้ในทางวิทยาศาสตร์ให้กับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ

พึงสังเกตอีกเช่นกันว่า เคย์ลีย์เป็นฝ่ายที่เชื่อมั่นในเรื่องมนตร์ดำ และแม่ของเธอก็โดน “วิญญาณ” กระจก (ซึ่งปรากฏกายให้เห็นสองสามครั้งในรูปหญิงสาว) เข้าสิงจนเกือบจะฆ่าลูกตาย ขณะที่ทิมยืนหยัดเคียงข้างจิตวิทยา และพยายามหาเหตุผลที่โลกแห่งวิทยาศาสตร์ยอมรับได้มาอธิบายว่าทำไมพ่อแม่เขาถึงเปลี่ยนไป เนื่องจากตามธรรมเนียมของหนังสยองขวัญประเภทนี้ ผู้หญิง ซึ่งมีสรีระทางร่างกาย “เปิดรับ” มากกว่าผู้ชาย มักจะถูกอำนาจมืดเข้าสิงได้ง่ายกว่า หรือมีจิตสัมผัสพิเศษ หรือตระหนักรู้ในสิ่งเหนือธรรมชาติได้เร็วกว่า ดังจะเห็นได้จากหนังสยองในอดีตอย่าง The Exorcist, Poltergeist, Carrie, Rosemary’s Baby และ Silent Hill

แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้ว ทีมไสยศาสตร์ย่อมเป็นฝ่ายกำชัยชนะ เมื่อปรากฏชัดว่าวิทยาศาสตร์ไม่อาจอธิบายความพิลึกพิลั่น ผิดธรรมชาติทั้งหลายได้ และขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางให้เกิดความล่าช้าในการสกัดพลังมืด หรือยับยั้งความชั่วร้ายอีกด้วย ด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดแผนพิสูจน์ความจริงและทำลายกระจกของเคย์ลีย์โดยอาศัยบรรดาเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างกล้องกล้องวิดีโอ หรือสมอเรือที่ควบคุมโดยการตั้งเวลาจึงล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืด ทางออกที่ “สมเหตุสมผลในจักรวาลหนังสยองขวัญ” ของเธอ คือ ถ้าไม่หลบหนีแบบครอบครัวในหนังเรื่อง Poltergeist ก็ต้องอาศัย “ไสยศาสตร์” เข้าต่อกรแบบใน The Exorcist

ความแตกต่างของ Oculus จากหนังสยองขวัญทั่วไปอยู่ตรงที่ กระจกอาถรรพ์ดังกล่าวหาได้พยายามจะก้าวข้ามจากโลกแห่งวิญญาณมาสู่กายหยาบของมนุษย์ (ลองนึกถึงซาตานใน Rosemary’s Baby และ The Exorcist กับเหล่าผีหนีนรกใน Insidious) ตรงกันข้าม ดูเหมือนว่ามันพึงพอใจที่จะพรางตัวอยู่ในสิ่งของประจำวันซึ่งธรรมดาสามัญ แล้วแกล้งปั่นหัวมนุษย์ให้ฆ่ากันตายไปวันๆ อันที่จริง “วิญญาณ” ของกระจกที่คนดูมีโอกาสเห็นอยู่สองสามครั้งในหนังอาจไม่มีตัวตนอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่เป็นแค่ภาพหลอนจากพลังอำนาจของกระจก (และความพยายามจะช็อกคนดูแบบง่ายๆ ของคนทำหนัง) ด้วยเหตุนี้ความหมกมุ่นของเคย์ลีย์ที่จะพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่ากระจกเจ้าปัญหามีอำนาจวิเศษแล้วลบล้างประวัติอื้อฉาวในครอบครัวไปพร้อมๆ กันจึงถือเป็นภัยคุกคามสูงสุด จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเธอจึงพบจุดจบชวนสลด ขณะที่ทิม ซึ่งพร้อมจะก้าวเดินต่อไปและใช้ชีวิตภายใต้หลักเหตุผล/วิทยาศาสตร์ กลับได้รับสิทธิ์ให้อยู่รอดปลอดภัย แม้จะในสภาพที่ไม่ชวนให้น่าพิสมัยสักเท่าไหร่

ฉากจบของ Oculus อาจถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องสำหรับสร้างภาคต่ออย่างน่าไม่อาย แต่ขณะเดียวกันมันก็ช่วยตอกย้ำความซ้ำซ้อน หมุนเวียนเป็นงูกินหางของเรื่องราวและวิธีการเล่าเรื่องได้อย่างเจ็บแสบ เนื่องจากหนังได้ใช้วิธีตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในอดีตกับปัจจุบันตลอดทั้งเรื่อง โดยหลายครั้งผู้กำกับ ไมค์ ฟลานาแกน ถึงขนาดเลือกใช้การจัดวางภาพอย่างฉลาด และการเคลื่อนกล้องอันลื่นไหล เพื่อให้ตัวละครในอดีตกับปัจจุบันกลมกลืน ซ้อนทับอยู่ในช็อตเดียวกันแทนที่จะอาศัยการตัดภาพอันเรียบง่าย การเล่าเรื่องด้วยวิธีดังกล่าวสอดคล้องไปกับการคลี่คลายปมปัญหา เมื่อบทสรุปของทิมในวัยเด็กกลายมาเป็นภาพสะท้อนชะตากรรมของทิมในวัยหนุ่ม... ประวัติศาสตร์ความรุนแรงระหว่างมนุษย์ยังคงซ้ำรอยและจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ส่วน “อำนาจมืด” ของกระจกก็ยังคงไม่เป็นที่รับรู้

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 25, 2557

Nebraska: ร่องรอยในความทรงจำ


ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายถึงความงดงามของ Nebraska ผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น ซึ่งยังคงคลุกเคล้าอารมณ์ขันร้ายกาจเข้ากับความจริงอันขมขื่นได้อย่างกลมกลืน ภายใต้โครงสร้างคร่าวๆ ของแนวทาง road movie ที่แทบจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปแล้ว (นี่ถือเป็นผลงานที่เข้าข่าย road movie เรื่องที่สามของเขาในรอบ 10 ปีหลังจาก About Schmidt และ Sideways) มองในชั้นแรก ความงดงามที่สามารถสัมผัสได้ชัดเจนอยู่ตรงการแสดงอันน่าจดจำของเหล่าดารานำทั้งสาม บทสนทนา ซึ่งลื่นไหลเป็นธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็สอดแทรกอารมณ์ขันและความนัยอันเฉียบคมเอาไว้อย่างแนบเนียน รวมไปถึงงานกำกับภาพขาวดำของตากล้อง ฟีดอน ปาปาไมเคิล ที่สวยงาม สื่อความหมาย ทั้งแสงเงาและการจัดองค์ประกอบภาพ ให้อารมณ์คลาสสิก ถวิลหาอดีต (เช่นเดียวกับเทคนิคจางซ้อน หรือกวาดภาพเพื่อเชื่อมโยงช็อต ซึ่งพบเห็นไม่บ่อยนักในหนังยุคปัจจุบันที่นิยมการตัดภาพแบบรวดเร็วฉับไว) สอดคล้องกับเรื่องราวการเดินทางหวนคืนสู่เมืองบ้านเกิดของตัวละครเอก

ทว่าหากมองให้ลึกลงไปแล้ว ความงดงามที่น่าประทับใจสูงสุดของ Nebraska คงเป็นการที่มันเล่าถึงชะตากรรมของครอบครัวๆ หนึ่ง ณ สถานที่อันจำเพาะเจาะจง แต่สุดท้าย “ความจริงที่แฝงอยู่ภายใน” กลับสามารถสร้างอารมณ์ร่วมสากลได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้คนดูมองเห็น หรือกระทั่งสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวบางอย่างในชีวิตจริงของพวกเขาผ่านตัวละครและเรื่องราวที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา

เช่นเดียวกับคนแก่อีกจำนวนมาก ความดื้อด้านของ วู้ดดี้ แกรนท์ (บรูซ เดิร์น) ดูจะพอกพูนขึ้นตามอายุขัย ขณะที่หลักตรรกะของเขาหลายครั้งก็หลุดโลก จนเราไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันเป็นผลจากเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรืออาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อมกันแน่ วู้ดดี้คิดว่าตัวเองโชคดีชนะเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ถึงแม้ เดวิด (วิล ฟอร์ท) ลูกชายคนเล็กของเขาจะยืนกรานว่าจดหมายฉบับนั้นเป็นแค่กลโกงโฆษณา เพื่อหวังดึงดูดลูกค้าให้มาสมัครเป็นสมาชิกนิตยสาร วู้ดดี้วางแผนจะเดินเท้าเป็นระยะทาง 750 ไมล์จากเมืองบิลลิงส์ รัฐมอนทานาไปยังเมืองลินคอล์น รัฐเนบราสกา เพื่อเคลมเงินรางวัล แทนการส่งจดหมายตอบกลับไปโดยให้เหตุผลว่า “ฉันไม่ไว้ใจไปรษณีย์หรอก เงินตั้งล้านเหรียญ” และเมื่อลูกชายถามว่าพ่อจะไปยังไง กระเป๋าเดินทางก็ไม่มี คำตอบที่ได้กลับมา คือ “ก็ฉันไม่ได้จะไปอยู่ที่นั่นนี่”

ตำรวจพาวู้ดดี้ไปยังสถานี หลังจากพบชายชรากำลังเดินดุ่มๆ อยู่บนทางหลวงเส้นหนึ่ง พร้อมกับโทรแจ้งสมาชิกครอบครัวให้มารับตัวกลับไป เคท (จูน สควิบบ์) ภรรยาของวู้ดดี้ที่สติปัญญายังเฉียบคมพอๆ กับฝีปาก ต้อนรับการกลับมาของสามีด้วยเสียงก่นด่า ก่อนตบท้ายด้วยการเทศน์สัจธรรมว่า “ไม่ยักกะรู้อีตานี่อยากเป็นเศรษฐีเงินล้านกับเขาด้วย น่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว และตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงิน” เธอมีบุคลิกตรงกันข้ามกับสามีที่มักจะสงวนคำพูดและเก็บงำความรู้สึกจนไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองจะอยู่กินด้วยกันได้เนิ่นนานหลายสิบปี พฤติกรรมปากปลาร้าของเคทกลายเป็นขุมทองสำหรับเรียกเสียงหัวเราะจากคนดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอพูดถึงเรื่องเซ็กซ์อย่างตรงไปตรงมา ขัดกับลักษณะภายนอกที่ดูเหมือนคุณยายใจดี น่ารัก น่ากอด แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ คนดูก็พลันตระหนักว่าวู้ดดี้ต้องการคู่ครองเข้มแข็งแบบเคท ซึ่งมักจะคอยออกโรง เป็นปากเป็นเสียงให้กับชายผู้ “ปฏิเสธใครไม่เป็น” จนเป็นเหตุให้เขาถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนรอบข้าม ดังจะเห็นได้จากฉากที่เคทสวนกลับบรรดาแร้งร่วมสายเลือด ซึ่งมารุมทวงบุญคุณวู้ดดี้ หลังตาแก่ดันเผลอคุยโวว่าตัวเองกำลังจะเป็นเศรษฐีเงินล้านให้อดีตหุ้นส่วนอู่ซ่อมรถฟัง เอ็ด เพแกรม (สเตซี คีช) จนข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองภายในชั่วข้ามคืน

ขณะที่ชีวิตส่วนตัวกำลังล่มสลาย ส่วนหน้าที่การงานก็ไม่ก้าวหน้าไปไหน เดวิดจึงตัดสินใจอาสาพาพ่อไป “เคลมเงินรางวัล” ที่เมืองลินคอล์น ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะหุบปากตาแก่ให้เลิกเพ้อถึงเงินล้าน อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับพ่อในช่วงบั้นปลายชีวิต ขณะที่เขายังพอจะพูดจาสื่อสารกันรู้เรื่อง แต่ระหว่างทางดันเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย ส่งผลให้ทั้งสองได้แวะไปเยี่ยมเมืองฮอร์ธอร์น บ้านเกิดของวู้ดดี้ และที่นั่นเอง เดวิดก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของพ่อเขา เช่น การไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ซึ่งมีส่วนทำให้เขาเริ่มดื่มเหล้าหนัก (นอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ว่าชีวิตในเมืองบ้านนอกเล็กๆ ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากนัก รวมถึงความยากลำบากของการประคับประคองชีวิตแต่งงาน “เป็นแกก็คงติดเหล้าถ้าต้องแต่งงานอยู่กินกับผู้หญิงแบบแม่ของแก” วู้ดดี้บอกลูกชาย) ได้รู้จักกับ  เพ็ก เบนเดอร์ (แองเจลา แม็กอีแวน) แฟนเก่าของวู้ดดี้ ซึ่งมีบุคลิกอ่อนหวาน อ่อนโยน และสุภาพเรียบร้อย (ตรงกันข้ามกับเคทอย่างสิ้นเชิง) และสุดท้าย คือ ได้รับรู้ความลับเกี่ยวกับคบชู้ของพ่อเขาตั้งแต่สมัยที่เดวิดยังไม่ลืมตาขึ้นมาดูโลกด้วยซ้ำ

หากเป็นในหนังเรื่องอื่น หรือในมือของผู้กำกับคนอื่น ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำมาใช้เร้าอารมณ์ดรามา หรือเบิกทางสู่ขั้นตอนไถ่บาปของตัวละคร ตลอดจนการปรับความเข้าใจกันระหว่างพ่อกับลูก แต่ Nebraska กลับเลือกจะนำเสนอแบบผ่านๆ ไม่ได้บีบเค้นใดๆ พวกมันไม่ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนพล็อต แต่ช่วยให้คนดูเข้าใจตัวละครในมิติที่กว้างขึ้น รอบด้านขึ้น วู้ดดี้ยังคงเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ยังคงเป็นพ่อขี้เหล้าที่ไม่เคยใส่ใจความเป็นอยู่ของลูกๆ และไม่มีทีท่าว่าอยากเปลี่ยนแปลง หรือบางทีอาจสายเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง แต่หลังจากช่วงเวลานี้ของชีวิตผ่านไป อย่างน้อยเดวิด (และคนดู) ก็ได้รู้จักตาแก่วู้ดดี้มากขึ้น ได้รู้ว่าเขาถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์แบบใด ในโลกแบบใด ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างอย่างมากจากโลกที่ลูกชายของเขาเติบโตขึ้นมา

บทสนทนาระหว่างพ่อลูกในบาร์เหล้าดูจะสะท้อนความจริงดังกล่าวอยู่ไม่น้อย เมื่อลูกชายถามพ่อว่าทำไมถึงแต่งงานกับแม่ (“ก็แม่แกอยากแต่ง”) และทำไมถึงตัดสินใจมีลูก (“ก็ฉันชอบมีเซ็กซ์ และแม่แกเป็นคาทอลิก”) คำตอบของวู้ดดี้ ซึ่งตรงไปมาตรงมา ปราศจากกลิ่นอายแห่งอารมณ์อ่อนไหว หรือความโรแมนติกใดๆ ไม่เพียงทำหน้าที่ในการสร้างอารมณ์ขันอย่างได้ผลเท่านั้น (ตัวลูกชายคงหวังว่าจะได้รับฟังคำสอนอันมีประโยชน์เกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ หรือเรื่องเล่าอันจับใจที่จะช่วยฟื้นคืนศรัทธาในรักแท้จากคนเป็นพ่อ) แต่ยังช่วยตอกย้ำช่องว่างให้เห็นเด่นชัดระหว่างคนสองคน สังคมสองแบบ โลกสองใบ กล่าวคือ เดวิดต้องแยกทางกับแฟนสาว โนเอล (มิสซี ด็อตตี้) หลังจากอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาสองปี เพราะชายหนุ่มไม่คิดจะเดินหน้าความสัมพันธ์ไปไหนด้วยข้ออ้างว่า เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นความรักหรือไม่ และคนๆ นี้ใช่คนที่เขาอยากจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตหรือไม่ การเติบโตมาในเมือง ตลอดจนสภาพสังคมที่ซับซ้อนขึ้นส่งผลให้เดวิดอดไม่ได้ที่จะคิดทบทวนหลายตลบเกี่ยวกับการลงหลักปักฐาน เลือกคู่ชีวิต และมีทายาทสืบสกุล ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะออกอาการช็อกเล็กน้อย เมื่อพบว่าพ่อตัวเองแต่งงานมีลูกมีเต้าโดยไม่ได้คิดใคร่ครวญถึงเรื่องความรักใดๆ ด้วยซ้ำ แถมยังนึกอยากจะหย่าขาดวันละหลายรอบ

อย่างไรก็ตาม ประโยคสำคัญอยู่ตรงที่วู้ดดี้ตบท้ายว่า “มันอาจเลวร้ายกว่านี้ก็ได้” เพราะถึงที่สุดแล้ว แม้เคทจะเป็นผู้หญิงปากร้าย เจ้ากี้เจ้าการ แต่เธอก็ต้องอดทนกับพฤติกรรมขี้เหล้าของวู้ดดี้มาตลอดหลายปี เธออาจจะชอบก่นด่าความโง่เง่า ดื้อรั้นของสามีอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ในฉากโรงพยาบาลช่วงท้ายเรื่อง ท่าทีที่เธอจัดแต่งผมให้วู้ดดี้ ก่อนจะบรรจงจูบลาสามีก็บ่งบอกชัดเจนว่าชีวิตสมรสของพวกเขาหาได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไม่ และยังมีสายใยความผูกพัน ห่วงหาอาทรซุกซ่อนอยู่ภายใต้พฤติกรรมอันแข็งกระด้าง

อดีตและความทรงจำล่องลอยอยู่ในหนังตลอดทั้งเรื่อง โดยไฮไลท์คงเป็นตอนที่ครอบครัวแกรนท์เดินทางไปเยี่ยมบ้านไร่หลังเก่าของวู้ดดี้ ซึ่งพ่อของเขากับบรรดาพี่น้องสร้างขึ้นเองกับมือ แต่ตอนนี้กลับอยู่ในสภาพรกร้าง ทรุดโทรม ไม่ต่างจากผู้มาเยือน กล้องตามติดเหล่าตัวละครไปสำรวจตามห้องต่างๆ อย่างอ้อยอิ่ง จากบานหน้าต่างที่ผุพัง ไปยังเก้าอี้ไม้ขาหัก พร้อมกับเสียงบอกเล่าถึงซากตกค้างจากความทรงจำ เช่น เมื่อวู้ดดี้พูดขึ้นว่า “นี่เป็นห้องนอนของปู่กับย่า พ่อจะโดนเฆี่ยนถ้าถูกจับได้ว่าแอบเข้ามา แต่ตอนนี้ไม่เหลือใครที่จะมาเฆี่ยนพ่อแล้ว”

ความน่าเศร้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเวลาที่ผันผ่าน ล่วงเลย ไม่อาจหวนคืน หรือภาพจินตนาการถึงวัยเด็กอันทุกข์ยากของวู้ดดี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการตระหนักในท้ายที่สุดว่าวู้ดดี้นั้นก็ไม่ต่างจากบ้านไร่หลังเก่า หรือเมืองเกษตรกรรมอย่างฮอร์ธอร์น ที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง เปี่ยมชีวิตชีวา และปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ทรุดโทรม แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย “โรงนายังไม่พัง” (The barn is still standing) เขากล่าวขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟังเผินๆ มันอาจเป็นแค่ประโยคบอกเล่าลอยๆ ถึงโรงนาอันเป็นรูปธรรม แม้โดยนัยยะแล้ว คำว่า still standing ยังสามารถกินความหมายครอบคลุมไปถึงตัวละครในวัยชราได้อีกด้วย จริงอยู่ว่าสมองของเขาอาจไม่เฉียบคมเหมือนก่อน ความจำของเขาอาจเลอะเลือน พร่ามัว ร่างกายของเขาอาจอ่อนระโหยโรยแรง แข้งขาก็กะโผลกกะเผลก แต่สุดท้ายแล้วเขายังคงยืนหยัดอยู่ ไม่ได้สูญสลายหายไป... อย่างน้อยก็ในเวลานี้

 และบางทีนั่นเองเป็นเหตุผลว่าทำไมวู้ดดี้ถึงอยากได้รางวัลเงินล้าน มันไม่ใช่ความโลภ หวังจะรวยตอนแก่ หรือแค่อยากได้รถกระบะคันใหม่เสียทีเดียว แต่เป็นเพราะเขาต้องการจะเหลืออะไรบางอย่างเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึง นอกเหนือไปจากความทรงจำเกี่ยวกับพ่อขี้เหล้าที่ไม่ใส่ใจลูกๆ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าวู้ดดี้ไม่ได้ชนะรางวัลเงินล้านจริงๆ (แน่ล่ะ นี่เป็นหนังของ อเล็กซานเดอร์ เพย์น ซึ่งอ้างอิงกับโลกแห่งความเป็นจริง) เดวิดจึงตัดสินใจซื้อรถกระบะคันใหม่ให้พ่อ อ้างว่ามันเป็นเหมือนรางวัลปลอบใจของทางบริษัท เพื่อให้พ่อของเขาได้ขับรถออกจากเมืองบ้านเกิดในฐานะผู้ชนะ รถกระบะของเดวิดก็เปรียบเสมือนภูเขารัชมอร์ ที่สองพ่อลูกแวะไปเยี่ยมเยียนระหว่างทาง สร้างขึ้นโดยคนรุ่นหลังเพื่อสดุดีแด่คนรุ่นก่อนหน้า มันอาจจะไม่สมบูรณ์พร้อมเช่นเดียวกัน (“ลินคอล์นไม่มีหูด้วยซ้ำ” วู้ดดี้ตั้งข้อสังเกต) เพราะเราต่างตระหนักดีว่าวู้ดดี้ไม่ได้ชนะเงินรางวัลจริง แต่ก็งดงามในแง่เจตนารมณ์

ความรู้สึกดีๆ ในฉากจบของ Nebraska ไม่ได้เกิดจากการแก้แค้นของวู้ดดี้ หรือความสุขสมหวังของตัวละครใดๆ (ปัญหาในชีวิตของเดวิดไม่ได้รับการคลี่คลาย และคงจะดำเนินต่อไป ส่วนสภาพร่างกายของวู้ดดี้ก็คงมีแต่จะทรุดโทรมลงจนวันหนึ่งอาจจดจำอะไรไม่ได้อีก) หากเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ถึงแม้วู้ดดี้จะไม่ได้ชนะรางวัลเป็นตัวเงิน แต่อย่างน้อยการเดินทางไปยังเมืองลินคอล์นก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว และแววตาที่ลูกชายเหลือบมองพ่อขณะพ่อของเขาขับรถกระบะคันใหม่เอี่ยมตัดผ่านตัวเมืองฮอร์ธอร์นก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ารางวัลที่พวกเขาได้รับนั้นมีค่ามากกว่าเงินล้านเสียอีก

วันอาทิตย์, มีนาคม 16, 2557

Short Comment: All Is Lost


ผลงานกำกับชิ้นที่สองของ เจ. ซี. แชนดอร์ เรียกได้ว่าเป็นการพลิกตลบไปยังทิศทางตรงข้ามกับผลงานชิ้นแรกของเขาเรื่อง Margin Call (2011) ซึ่งเล่าถึงวิกฤติของสถาบันการเงินแห่งหนึ่งจนนำไปสู่การล่มสลายทั้งระบบในระหว่างช่วงปี 2007-2008 ผ่านบทสนทนาอันเฉียบคมและการแสดงชั้นยอดของทีมดาราเกรดเอชุดใหญ่ ทั้งนี้เพราะ All Is Lost ใช้นักแสดงแค่คนเดียว (แต่เป็นคนที่สั่งสมประสบการณ์และชื่อเสียงมานานจนกลายเป็นตำนานฮอลลีวู้ด) โดยปราศจากพล็อต หรือกระทั่งบทสนทนา (นอกเหนือจากเสียงวอยซ์โอเวอร์ในฉากเปิดเรื่องแล้ว หนังมีบทพูดเพียงเล็กน้อย และหนึ่งคำสบถซึ่งมาได้ถูกที่ถูกเวลา) เพื่อเล่าถึงวิบากกรรมเรือแตกของตัวละครที่คนดูไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกับความพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดของเขาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย ความคล้ายคลึงกันเพียงอย่างเดียวของหนังทั้งสองเรื่อง คือ ฉากหลังอันปิดกั้น จำกัดพื้นที่ กล่าวคือ เรื่องแรกดำเนินเหตุการณ์ส่วนใหญ่ในห้องทำงาน/ห้องประชุม ส่วนเรื่องหลังแม้โดยรูปธรรมแล้วจะเปิดกว้าง เป็นอิสระกว่า (มหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล) แต่โดยนัยยะ หรือในเชิงการเล่าเรื่องแล้วกลับให้อารมณ์ติดกับ อึดอัด และกดดันที่หนักข้อกว่า เนื่องจากหนังปฏิเสธที่จะใช้การตัดภาพแฟลชแบ็คใดๆ ทำให้ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมง คนดูต้อง “อยู่” กับตัวละครและหายนะที่เขากำลังเผชิญตลอดเวลา

น่าสนใจตรงที่แชนดอร์เชื่อมโยงถึงบทวิพากษ์ทุนนิยมและความฝันอเมริกันใน Margin Call ด้วย ผ่านรายละเอียดที่ว่าตัวการซึ่งทำให้เรือแตก ได้แก่ ตู้คอนเทนเนอร์จากเรือเดินสมุทรภายในบรรจุรองเท้าผ้าใบจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “พระเอกของเรา” (โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) เป็นชายชราฐานะดี (เมื่อสังเกตจากสภาพของเรือสำราญ) ที่บรรลุปลายทางแห่งความฝันอเมริกัน แต่กลับเลือกจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อมาล่องเรือเพียงลำพังกลางมหาสมุทร ในช่วงต้นเรื่องคนดูจะได้ยินเสียงพูดของเขา (ซึ่งในเวลาต่อมาสามารถอนุมานได้ว่ามันคงเป็นจดหมายที่เขาเขียนใส่ในขวด) กล่าวขอโทษใครบางคน พร้อมกับบอกว่าตนได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “…ทุกอย่างสูญสิ้น นอกจากร่างกายและจิตวิญญาณ หรือซากผุกร่อนที่เหลืออยู่ของพวกมัน...” มองในแง่การเล่าเรื่อง ประโยคดังกล่าวอาจสะท้อนถึงสภาวะใกล้ตาย ไร้ทางออกของตัวละคร เมื่ออาหารเหลืออยู่เพียงน้อยนิด เช่นเดียวกับเรี่ยวแรง น้ำดื่ม ตลอดจนความหวังว่าจะมีใครมาช่วยเหลือ แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจแสดงนัยยะถึงแก่นของชีวิต ซึ่งเมื่อถูกปลดเปลื้องจากวัตถุสิ้นเปลือง ฟุ้งเฟ้อ ทั้งหลายแล้ว ก็เหลือเพียงลมหายใจและเจตจำนงที่จะดำรงอยู่

หนังดูเหมือนจะไม่เชื่อในหลักจิตวิทยา รวมถึงทักษะการเล่าเรื่องเพื่อเร้าอารมณ์แบบคลาสสิก เพราะคนดูไม่อาจตระหนักได้ว่าตัวละครต่อสู้เพื่ออะไร หรือมีอะไรรอเขาอยู่หรือไม่ ซึ่งคุ้มค่าพอให้ต่อสู้ ดิ้นรน เราไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเขามีครอบครัว คนรัก หรือกระทั่งเพื่อนสนิทสักคนไหม เพราะข้อความในจดหมายของเขาดูจงใจที่จะไม่ระบุตัวบุคคลชัดเจนและเลือกใช้คำกลางๆ ว่า “คุณ” ด้วยเหตุนี้ “พระเอกของเรา” จึงให้ความรู้สึกเหมือนสัญลักษณ์แทน “ตัวเรา” เจตจำนงที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปของเขาถือกำเนิดขึ้นจากระดับสัญชาตญาณ จากจิตสำนึกที่จะเอาตัวรอดของมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็น่าตื่นตะลึง เมื่อพิจารณาว่าตัวละครต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานมากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีแรงขับให้ยึดเหนี่ยวความหวังไว้จนกระทั่งนาทีสุดท้าย

ฉากจบของ All Is Lost ยิ่งเชื่อมโยงมันให้ใกล้เคียงกับหนังเรื่อง Gravity ซึ่งมีรูปแบบการทดลองในเชิงการเล่าเรื่องลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ผลงานกำกับของ อัลฟอนโซ คัวรอน อาจจะไม่เดินทางไปสุดโต่งเท่า เมื่อตัวละครประกาศยอมจำนนต่อชะตากรรม หลังจากตระหนักว่าเขาคงต้องจบชีวิตลงตรงนี้แน่นอนแล้ว เพราะไม่เหลือทางออก หรือตัวเลือกใดๆ อีกแล้ว ทุกอย่างสูญสิ้น แม้กระทั่งแพยางที่เป็นแหล่งพักพิงสุดท้าย เขาได้พยายามทุกอย่างจนเต็มความสามารถแล้ว แต่ขณะจมดิ่งลงสู่อ้อมกอดของน้ำทะเล อะไรบางอย่างได้กระตุ้นให้เขาลืมตาขึ้นมองไปยังผิวน้ำอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่มันกระตุ้นให้ ดร. ไรอัน สโตน (แซนดร้า บูลล็อค) มองเห็นทางสว่างในรูปของ แม็ท โควัลสกี้ (จอร์จ คลูนีย์) และบางสิ่งบางอย่างนั้นเองที่มอบคุณค่าให้กับชีวิตมนุษย์

Oscar 2014: บทสรุปที่คาดเดาได้ในปีแห่งประวัติศาสตร์


ต้องยอมรับว่าผลรางวัลออสการ์ในปีนี้ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเลยแม้แต่สาขาเดียว ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามความคาดหมาย และเดินหน้าตามแนวโน้มของบรรดารางวัลต่างๆ ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้อย่างซื่อตรง ตั้งแต่ Critic Choice จนถึงลูกโลกทองคำ และ BAFTAโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งรางวัลใหญ่กันระหว่าง Gravity และ 12 Years a Slave ส่งผลให้คณะกรรมการ “ดูดี” ในสายตาของหมู่มวลมหาชน ไม่มีใครสามารถหงุดหงิดกับคำตัดสินดังกล่าวได้ อาจจะยกเว้นเพียงกลุ่มคนซึ่งชื่นชอบหนังเรื่อง American Hustle เพราะมันเป็นหนังตัวเก็งที่ต้องกลับบ้านมือเปล่า แม้จะได้เข้าชิงสูงสุดถึง 10 สาขา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

ความสำเร็จของ Gravity ในสาขาที่การแข่งขันค่อนข้างเข้มข้นอย่างลำดับภาพ ซึ่งมีคู่แข่งอย่าง Captain Phillips และ American Hustle หายใจรดต้นคอ (อันที่จริง Gravity อาจถือเป็นเต็งสองด้วยซ้ำหลังจาก Captain Phillips คว้ารางวัลจากสมาคมนักตัดต่อแห่งอเมริกามาครอง นอกจากนี้หากสังเกตจากผู้ชนะในอดีต ข้อเท็จจริงที่ว่าหนังซึ่งตัดต่อ “เยอะ” มักเป็นผู้คว้าชัยในสาขานี้ก็ถือเป็นลางหายนะสำหรับผลงานที่อุดมไปด้วย long take อย่าง Gravity) กลายเป็นสัญญาณอันดีที่บ่งบอกว่าหนังอาจพลิกมาคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ได้ แต่สุดท้าย 12 Years a Slave ซึ่งนั่งหงอยมาตลอดทั้งงาน (แม้จะได้รางวัลที่ควรได้แบบไม่ขาดตกบกพร่องอย่างบทดัดแปลงยอดเยี่ยมและสมทบหญิงยอดเยี่ยม) กลับคว้าออสการ์ไปครองตามความคาดหมาย

เป็นเวลาหลายสิบปีที่รางวัลหนังยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมมักจะเดินคู่กันไปบนเวทีออสการ์ แต่นี่ถือเป็นปีที่สองติดต่อกันที่พวกมันถูกแบ่งให้กับหนังสองเรื่อง

รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมของ สไปค์ จอนซ์ จาก Her เรียกได้ว่าเป็นชัยชนะของกรรมการออสการ์ไปในตัว เพราะถึงแม้จอนซ์จะเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งจากการเดินหน้ากวาดรางวัลมาแล้วมากมาย แต่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าหนังอาจ “พิลึก” เกินไปสำหรับเหล่ากรรมการหัวโบราณ (เช่นเดียวกับผลงานในอดีตของเขาอย่าง Being John Malkovich) และนี่อาจเป็นสาขาที่พวกเขาเลือกจะมอบรางวัลชดเชยให้กับ American Hustle จากการเข้าชิงถึง 10 รางวัล แต่สุดท้าย สามัญสำนึกก็เป็นฝ่ายมีชัย

เมื่อผลรางวัลปราศจากเซอร์ไพรซ์ ภาระหนักอึ้งจึงตกอยู่บนบ่าของ เอลเลน ดีเจเนอเรส ในการสร้างชีวิตชีวาให้กับงาน ซึ่งเธอก็สอบผ่านแบบฉิวเฉียด ไม่ใช่เพราะอารมณ์ขันของเธอเท่านั้น แต่ยังเป็นความกล้าที่จะคิด “นอกกรอบ” ด้วยแก๊กประเภทโทรสั่งพิซซาให้กับแขกเหรื่อในงาน หรือถ่ายรูป selfie กับดารา ซึ่งเป็นการรีไซเคิลมุกเก่า เพราะตอนเธอรับหน้าที่พิธีกรในปี 2007 เธอก็เคยขอให้ สตีเวน สปีลเบิร์ก ถ่ายรูปเธอกับ คลินต์ อีสต์วู้ด ระหว่างถ่ายทอดสดมาแล้ว โดยบอกว่าจะนำไปโพสต์ใน Myspace (ชะตากรรมของ Myspace ในตอนนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าโลกของสังคมออนไลน์นั้นเปลี่ยนเทรนด์ไปมาอยู่ตลอดเวลา และไม่แน่ Twitter ก็อาจประสบชะตากรรมเดียวกันในอีก 10 ปีข้างหน้า) ทั้งสองไอเดียถือว่าประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย ทั้งนี้เนื่องจากเหล่าดาราเอลิสต์ต่างให้ความร่วมมือกันอย่างคับคั่ง (เมอรีล สตรีพ คว้าพิซซามากินอย่างไม่หวาดหวั่น แม้เธอจะสวมชุดเดรสสีขาว) ทำให้สองปรากฏการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกของโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญน่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านพิซซา Big Mama’s & Papa’s Pizzaria ได้มหาศาล

(หมายเหตุ: เด็กส่งพิซซามีชื่อว่า เอ็ดการ์ มาร์ทริรอยแซน เอลเลนบอกกับเขาว่าจะนำพิซซาไปมอบให้ทีมนักเขียนหลังเวที ก่อนชายหนุ่มจะช็อกสุดขีดเมื่อเธอหลอกเขาให้เดินออกมาหน้าเวทีระหว่างการถ่ายทอดสด ในรายการ The Ellen DeGeneres Show วันรุ่งขึ้น เอลเลนได้มอบค่าทิป ซึ่งเธอรวบรวมมาได้จาก ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน, จอห์น ทราโวลต้า, เควิน สเปซีย์ และ แบรด พิทท์ ให้กับเด็กส่งพิซซา มันตกอยู่ที่ประมาณ 600 ดอลลาร์ จากนั้นเธอก็เพิ่มทิปให้เขาอีก 400 เพื่อจะได้ลงตัวที่ 1000 ดอลลาร์พอดี “มันบ้ามากๆ” เอ็ดการ์พูดถึงประสบการณ์ดังกล่าว ก่อนจะเปิดเผยว่าดาราที่เขาตื่นเต้นที่ได้เจอตัวเป็นๆ มากที่สุด คือ จูเลีย โรเบิร์ตส์ “เธอเป็นเหมือนผู้หญิงในฝันของผม ผมติดตามดูหนังที่เธอเล่นมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่มอสโคว์”)

ผู้ชมในอเมริกาเปิดมาดูงานออสการ์ปีนี้มากกว่า 40 ล้านคน สูงกว่าสถิติจากปีก่อนประมาณ 7% และสูงที่สุดนับจาก Lords of the Rings: The Return of the King ได้รางวัลออสการ์มาครอง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่หนังมหาฮิตอย่าง Gravity เป็นตัวเก็งลำดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ชมดังกล่าวยังเทียบไม่ได้กับปี 1998 เมื่อ Titanic คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมมาครอง โดยในปีนั้นมีชาวอเมริกันมากกว่า 55 ล้านคนเปิดมาชมงานประกาศผล


Memorable Quotes

·   “คืนนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ มีความเป็นไปได้มากมาย ความเป็นไปได้ข้อที่ 1 หนังเรื่อง 12 Years a Slave ได้รางวัลหนังยอดเยี่ยม ความเป็นไปได้ข้อที่ 2 พวกคุณทุกคนเป็นพวกเหยียดผิว... กรุณาปรบมือต้อนรับผู้ประกาศรางวัลผิวขาวคนแรกของเรา แอนน์ แฮทธาเวย์” เอลเลน ดีเจเนอเรส

·   “(และขอบคุณ) บรรดามาเฟีย (wise guys) แห่ง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส... เอ่อ บรรดาคนฉลาด (wise people) แห่ง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส” อัลฟอนโซ คัวรอน (ผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Gravity)

·   “เมื่อใดก็ตามที่ฉันมองดูตุ๊กตาสีทองตัวนี้ มันจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ฉัน และเด็กๆ ทุกคนตระหนักว่า ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน ความฝันของคุณสามารถเป็นจริงได้เสมอ” ลูพีตา นียังโก (นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก 12 Years a Slave)

·   “ฉันภูมิใจมากที่หนังเรื่อง Blue Jasmine ยืนโรงฉายได้นานขนาดนี้ ขอบคุณ โซนี คลาสสิก ไมเคิลและทอม ที่จัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้ด้วยความกล้าหาญและชาญฉลาด และขอบคุณคนดูที่ไปอุดหนุน สำหรับใครก็ตามในวงการที่ยังคงยึดติดอยู่กับความคิดคร่ำครึว่าหนังที่มีผู้หญิงเป็นตัวเดินเรื่องคือประสบการณ์สำหรับคนกลุ่มน้อย พวกคุณคิดผิด ผู้ชมอยากดูหนังเหล่านี้ และความจริง คือ พวกมันเป็นหนังทำเงิน โลกนี้กลม รู้ไว้ซะด้วย” เคท แบลนเช็ตต์ (นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Blue Jasmine)

·   “ฉันไม่อยากให้พวกคุณคิดว่านี่คือการแข่งขัน มันเป็นการเฉลิมฉลองมากกว่า... แต่ใครจะเชื่อ นี่มัน The Hunger Games ชัดๆ มีกล้องติดตั้งอยู่ทั่วทุกมุม ทุกคนหิวโหย และ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ เป็นผู้ชนะจากปีก่อน นี่แหละ The Hunger Games” เอลเลน ดีเจเนอเรส

·   “เมื่อปี 1971 ที่เมืองบอสเซียร์ รัฐลุยเซียนา มีเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งตั้งท้องลูกคนที่สอง เธอเรียนไม่จบชั้นมัธยมและต้องเลี้ยงดูลูกๆ เพียงลำพัง แต่เธอก็กัดฟันสร้างชีวิตดีๆ ให้กับตัวเองและลูกๆ ได้สำเร็จ เธอสนับสนุนให้พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์และทำงานหนัก เด็กสาวคนนั้นคือแม่ของผม และเธอก็อยู่ที่นี่ในคืนนี้ ผมแค่อยากจะบอกว่า ผมรักแม่ครับ ขอบคุณที่สอนให้ผมมีความฝัน... และผมขออุทิศรางวัลนี้ให้กับผู้คน 36 ล้านคนที่พ่ายแพ้ต่อโรคเอดส์ และทุกคนที่ต้องเผชิญกับความอยุติธรรมเพียงเพราะตัวตนที่คุณเป็นและบุคคลที่คุณเลือกจะรัก คืนนี้ผมขอยืนหยัดต่อหน้าคนทั้งโลกเคียงข้างคุณและเพื่อคุณ ขอบคุณมากครับและราตรีสวัสดิ์” แจเร็ด เลโต (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Dallas Buyers Club)

·   “เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ฮอลลีวู้ดต้องพึ่งพาเวทมนต์พิเศษบางอย่างในการสร้างวีรบุรุษแห่งโลกภาพยนตร์ที่มีรูปลักษณ์และขนาดแตกต่างกันไป จากยักษ์ในตะเกียงวิเศษ ไปจนถึงของเล่นพูดได้ ช้างบินได้ และเพนกวินเต้นได้ แน่นอน เวทมนต์ที่ผมกำลังพูดถึงก็คือ แอลเอสดี... (หยิบแว่นขึ้นมาใส่) สงสัยผมจะอ่านผิด ก็คือ แอนิเมชั่น ว้าว คนละเรื่องกันเลย” จิม แคร์รี ขณะขึ้นมากล่าวแนะนำคลิปฮีโร่ในหนังการ์ตูน



And the Oscar Goes to... Samsung

ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของงานออสการ์ปีนี้ ไม่ใช่ Gravity ซึ่งคว้าออสการ์มาครอง 7 ตัว หรือ 12 Years a Slave ซึ่งคว้ารางวัลสูงสุดมาครอง แต่เป็น บริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน และทุ่มงบไปกว่า 20 ล้านเพื่อลงโฆษณาระหว่างช่วงพักเบรก แต่กลับได้ประโยชน์สูงสุดจากกลยุทธ์ product placement ขั้นเทพด้วยการให้พิธีกร เอลเลน ดีเจเนอเรส ใช้โทรศัพท์ซัมซุงรุ่น Galaxy Note 3 เพื่อถ่ายรูป selfie แห่งประวัติศาสตร์ โดยบุคคลภายในรูปประกอบด้วย แจเร็ด เลโต, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, เมอรีล สตรีพ, เอลเลน, แบรดลีย์ คูเปอร์, ปีเตอร์ นียังโก (น้องชายของลูพีตา), แชนนิง ตาตัม, จูเลีย โรเบิร์ตส์, เควิน สเปซีย์, แบรด พิทท์, ลูพีตา นียังโก และ แองเจลินา โจลี นาทีดังกล่าวอาจดูเป็นธรรมชาติ แต่จริงๆ ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว (เป็นหนึ่งในข้อตกลงของดีล 20 ล้านเหรียญที่ซัมซุงทำไว้กับสถานี ABC) โดยในวันซ้อม ผู้บริหารของซัมซุงต้องมาเปิดคอร์สฝึกฝนเอลเลนให้สามารถใช้ Samsung Galaxy ได้อย่างคล่องแคล่ว (มีคนแอบถ่ายภาพเบื้องหลังเวทีได้ว่าโทรศัพท์จริงๆ ของเอลเลน คือ ไอโฟน) “มันเป็นเทคนิคประชาสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมของซัมซุง” นักวิเคราะห์การตลาดกล่าว “ภาพ selfie ของเอลเลนจะทรงอิทธิพลมากกว่าโฆษณาหลายเท่า เงินอย่างเดียวไม่อาจเนรมิตปรากฏการณ์ไวรอลแบบนี้ได้” (ซัมซุงเป็นผู้นำทางด้านยอดขายสมาร์ทโฟนในตลาดโลก แต่ยังคงตามหลังไอโฟนในตลาดอเมริกา)


Simply the Best

·   เสน่ห์อย่างหนึ่งของงานออสการ์ครั้งนี้ คือ ความพยายามจะลดทอนบรรยากาศตึงเครียดและเป็นทางการของงาน ซึ่งคงไม่มีใครเชี่ยวชาญ (หรือกล้าบ้าบิ่น) มากเท่า เอลเลน ดีเจเนอเรส ตั้งแต่การเนรมิตงานออสการ์ให้กลายเป็นปาร์ตี้พิซซา หรือการถ่ายรูป selfie ลง Twitter ร่วมกับเหล่าซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย พร้อมคำบรรยายว่า “คงจะดีถ้าแขน แบรดลีย์ คูเปอร์ ยาวกว่านี้ ภาพถ่ายที่ดีที่สุดตลอดกาล” นำไปสู่การทุบสถิติรูปที่ถูก retweet มากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจนถึงตอนบ่ายของวันจันทร์ รูปดังกล่าวถูก retweet มากถึง 2.8 ล้านครั้ง ทิ้งห่างเจ้าของสถิติเดิม นั่นคือ รูปประธานาธิบดี บารัค โอบามา กอดกับภรรยาหลังชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 2012 ซึ่งถูก retweet ทั้งหมด 810,000 ครั้ง

·   หลังการบีบบังคับให้คนได้รางวัลรีบพูดและรีบลงไปจากเวทีก้าวไกลไปถึงจุดก้ำกึ่งระหว่างหยาบคายและหยอกเอินในปีก่อนด้วยการเล่นเพลงธีมจากหนังเรื่อง Jaws ไล่ผู้ชนะที่พล่ามเกินเวลาที่กำหนด มาปีนี้ทีมงานได้แก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวได้อย่างสวยงามด้วยการ “ไม่เล่นดนตรีไล่ใครลงจากเวที”

·   ถ้าใครก็ตามคิดว่า แบรด พิทท์ ยังไม่ตรงกับสเปคผู้ชายในฝันมากพอ งานออสการ์ครั้งนี้จะช่วยลบข้อสงสัยใดๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่ในใจคุณ ขณะเห็นเขาจุมพิตหน้าผากภรรรยา หลังจบคลิปจากงาน Governors Awards ซึ่ง แองเจลินา โจลี ได้รางวัล Jean Hersholt Humanitarian Award (อันที่จริง ออสการ์ควรนำเอาช่วงรางวัลเกียรติยศกลับมาผนวกในรายการถ่ายทอดสดได้แล้ว และปีที่ผ่านมาก็ถือเป็นหลักฐานที่จะช่วยสนับสนุนข้อเสนอแนะนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะสุนทรพจน์ขณะขึ้นรับรางวัลของ แองเจลินา โจลี ถือว่าสุดยอดมาก เช่นเดียวกับสุนทรพจน์ของ สตีฟ มาร์ติน และ แองเจลา แลนส์เบอรี) จากนั้น เมื่อพิซซาถูกนำมาส่ง เขาก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการช่วยเหลือเอลเลนกับเด็กส่งพิซซาแจกจ่ายจานกระดาษให้กับเหล่าดาราผู้หิวโหยทั้งหลาย # แองเจลินา โจลี หล่อนโชคดีมาก

·   ในเบรกหนึ่งก่อนหน้าจะตัดเข้าโฆษณา เอลเลน ดีเจเนอเรส ย่องมาโผล่มาข้างหลัง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ แซนดร้า บูลล็อค เพื่อพูดกับกล้องว่า “เตรียมพบกับเซอร์ไพรซ์อีกมากในช่วงถัดไป” เล่นเอาสองซูเปอร์สตาร์ตกใจจนหน้าเหวอ (โดยเฉพาะลีโอนาร์โด) มันเป็นจังหวะเรียกเสียงฮาแบบง่ายๆ และขณะเดียวกันก็น่าประหลาดใจไม่น้อยที่แก๊กดังกล่าวได้ผล เพราะกล้องน่าจะต้องตามติดพิธีกรอย่างเอลเลนอยู่ตลอดเวลาจนไม่น่าเชื่อว่าเธอจะสามารถโผล่ไปด้านหลังเก้าอี้ใครโดยไม่ให้คนๆ นั้นรู้ตัวได้ แต่อย่างว่า ซูเปอร์สตาร์แบบบูลล็อคกับดิคาปริโอคงเคยชินกับการมีกล้องเวียนว่ายไปมารอบๆ ตัวอยู่ตลอดเวลา (ใครที่เป็นแฟนประจำของรายการทอล์คโชว์ The Ellen DeGeneres Show จะรู้ดีว่าการแกล้งดาราเป็นเหมือนของหวานสำหรับดีเจเนอเรส)

·   ความโก๊ะของ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ กำลังจะกลายเป็นธรรมเนียมออสการ์ไปแล้ว เมื่อปีก่อน เธอสะดุดชุดตัวเองตอนเดินขึ้นบันไดไปรับรางวัล มาปีนี้เธอรีบขโมยซีนก่อนตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน ด้วยการสะดุดโคนกั้นสีส้มระหว่างลงจากรถมาเดินบนพรมแดง จนโดนเอลเลนหยิบมาใช้เป็นมุกล้อเลียนในช่วงเปิดงานว่า “ถ้าคืนนี้คุณชนะรางวัล ฉันคิดว่าเราควรเอาออสการ์ไปมอบให้คุณ”

·   ถึงแม้ Happy จะพลาดรางวัลเพลงยอดเยี่ยมให้กับ Let It Go แต่โชว์ของ ฟาร์เรล วิลเลียมส์ ถือเป็นโชว์ที่ดีที่สุดในบรรดา 4 เพลงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขากระโดดลงมาจากเวทีเพื่อขอความร่วมมือจากผู้ชมให้สนุกไปกับเพลง ส่งผลให้พวกเรามีโอกาสเห็น ลูพีตา นียังโก, เมอรีล สตรีพ และ เอมี อดัมส์ โชว์ลีลาการเต้นแบบที่คงไม่มีให้เห็นได้บ่อยๆ

·   เซอร์ไพรซ์ที่น่าประทับใจเกิดขึ้นตอน ดาร์ลีน เลิฟ ร้องเพลง His Eye Is on the Sparrow ขณะขึ้นรับรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมพร้อมกับทีมงาน 20 Feet from Stardom ซึ่งเล่าถึงชีวิตของเหล่านักร้องแบ็คอัพทั้งหลาย และเลิฟคือหนึ่งในนั้น เธอเคยร้องแบ็คอัพให้กับน้องร้องชื่อดังมากมาย อาทิ เอลวิส เพรสลีย์, แฟรงค์ ซินาตรา, อาเรธา แฟรงคลิน และ บรูซ สปริงส์ทีน แน่นอนว่าเสียงตอบรับต่อเซอร์ไพรซ์ดังกล่าว คือ การที่คนทั้งฮอลลุกขึ้นยืนปรบมือเป็นเกียรติให้เธอ (เมื่อ U2 เล่นเพลง Ordinary Love จากหนังเรื่อง Mandela: Long Walk to Freedom จบ โบโนตบท้ายการแสดงด้วยการตะโกนชื่อ “ดาร์ลีน เลิฟ”) มนต์เสน่ห์ดังกล่าวทำให้หลายคนกล้ำกลืนความช้ำใจได้ง่ายขึ้น เมื่อ The Act of Killing พลาดรางวัลที่สมควรได้รับไปอย่างน่าเสียดาย


WTF Moments

·   วัยชราทำท่าจะไล่ตาม จอห์น ทราโวลต้า มาติดๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมองจอป้อนบทไม่ชัด หรือจู่ๆ สมองเกิดเบลอขึ้นมากะทันหัน เขาถึงลงเอยด้วยการอ่านชื่อของ เอดีนา เมนเซล ผิดไปเป็นคนละคน ทั้งที่ชื่อเธอก็ไม่ได้ออกเสียงยากเย็นในระดับเดียวกับสองนักแสดงนำจาก 12 Years A Slave สักหน่อย สุดท้ายเขากล่าวแนะนำนักแสดงจากละครเพลงสุดฮิตเรื่อง Wicked ที่กำลังจะโชว์พลังแปดหลอดบนเวทีเพื่อร้องเพลง Let It Go ว่าชื่อ “อเดล ดาซีม” หรืออะไรทำนองนั้น ที่สำคัญ เมื่อพูดผิดไปแล้ว ทราโวลต้าก็ไม่ได้พยายามจะพูดใหม่ให้ถูกต้อง (กรณีที่ลิ้นของเขาเกิดพันกันจนพูดผิดไปโดยไม่ตั้งใจ) แต่กลับปล่อยผ่านไปเฉยๆ... โชคดีที่ เอลเลน ดีเจเนอเรส เข้ามาช่วยแก้ไขความผิดพลาดด้วยการกล่าวขอบคุณเมนเซลหลังจากเธอร้องเพลงจบแล้ว

·   รางวัลนักแสดง “หน้าใหม่” แห่งค่ำคืนนี้ตกเป็นของ โกลดี้ ฮอว์น , ไลซา มินเนลลี, จอห์น ทราโวลต้า และ คิม โนแว็ค พวกเขาดูเหมือนอดีตซูเปอร์สตาร์ที่สร้างชื่อเสียงจากหนังอย่าง Private Benjamin, Cabaret, Pulp Fiction และ Vertigo ตามลำดับ แต่ปัจจุบันกลับเหมาะจะนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ซึ่งทุกอย่างดูคล้ายจริง แต่ไม่ใช่ของจริงเสียทีเดียว งานนี้คนที่โดนเมาท์หนักสุดคงหนีไม้พ้นนักแสดงหญิงจากหนังที่เพิ่งได้รับการโหวตว่าดีที่สุดในโลก เช่น Time ยกให้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการประกาศรางวัลหนังการ์ตูนยอดเยี่ยม เพราะมันตกเป็นของหนังเรื่อง “Frozen” ส่วนในโลกของทวิตเตอร์ก็โหดร้ายไม่แพ้กัน ตัวอย่างเช่น “ฉันนึกว่า คิม โนแว็ค ออกมาแนะนำหนังเรื่อง Mask ซะอีก”... บางทีแก๊กตลกของเอลเลนในช่วงเปิดงานอาจใกล้เคียงความจริงเกินกว่าจะขำออกเมื่อเธอพูดว่า “ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจให้เรา ฉันไม่ได้หมายความว่าภาพยนตร์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก เพราะเราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ คือ วัยเยาว์” ขณะเดียวกัน ก็ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใด ไลซา มินเนลลี จึงไม่ค่อยฮาไปกับมุกตลกที่เอลเลนล้อเลียนว่าเธอเป็นกะเทยแปลงเพศที่แต่งตัวเลียนแบบ ไลซา มินเนลลี สักเท่าไหร่ ทั้งนี้เพราะมุกดังกล่าวมัน “จริง” เกินไป

·   บางทีก็น่าสงสัยว่าคนตัดคลิปสำหรับนำมาใช้งานออสการ์ซัดกระทิงแดงไปกี่ขวดระหว่างเร่งงานให้ทันเส้นตาย พวกเขาชอบสร้างปริศนาน่าฉงนเป็นประจำ กับหลักตรรกะแปลกๆ โดยคลิปชุดแรกที่ แซลลี ฟิลด์ ออกมาแนะนำพอจะเมกเซนส์อยู่บ้าง เพราะเป็นการรวบรวมบรรดาหนังชีวประวัติบุคคลที่สร้าง “วีรกรรม” เอาไว้ให้โลกจารึก ตามธีมของงานในปีนี้ นั่นคือ วีรบุรุษ/สตรี อาทิ Gandhi, Norma Rae, Lincoln, Lawrence of Arabia และ Captain Phillips ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่น แม้จะน่าเบื่ออยู่สักหน่อย (หรือถ้าจะพูดตรงๆ คือ คลิปเหล่านี้ไม่มีประโยชน์โพดผล นอกเหนือจากทำให้งานยืดยาดเกินจำเป็น มันไม่ตลก ฉลาด หรือสร้างอารมณ์ฮึกเหิม ซาบซึ้งใดๆ) แต่เรื่องชวนพิศวงปรากฏขึ้นในคลิปชุดที่สอง ซึ่งได้กัปตันอเมริกา คริส อีแวนส์ ออกมาแนะนำ โดยหลักการแล้ว มันน่าจะเป็นคลิปของบรรดา “ซูเปอร์ฮีโร่” ทั้งหลาย  ซึ่งหนังอย่าง Iron Man, The Amazing Spider-Man, Captain America, Man of Steel และ The Avengers ถือว่าเข้าพวก ส่วนหนังอย่าง The Hunger Games, Star Wars, Harry Potter, Die Hard ก็พอจะกล้อมแกล้มจับยัดเข้ามาได้ (อีกหนึ่งความพยายามของผู้จัดงานที่จะเอาใจเหล่านักดูหนังตลาดทั้งหลาย?) แต่คำถามที่เกิดขึ้น คือ คลิปจาก Footloose และ Beasts of the Southern Wild มันเข้าพวกกับเรื่องอื่นๆ ตรงไหนเหรอ #ดื่มวีต้าแล้วไปนอนก่อนดีมั้ย

·   แน่นอนว่า เบ็ตต์ มิดเลอร์ สามารถครวญเพลง Wind Beneath My Wings ได้แบบไม่มีหลงโน้ตแม้กระทั่งในยามหลับ และครั้งนี้เสียงร้องของเธอก็ยังน่าฟังเช่นเคย แม้ว่าเพลงที่นำมาร้องจะถูกใช้ซ้ำไปซ้ำมาบ่อยครั้งในหลายๆ โอกาสจนเกร่อไปแล้วก็ตาม แต่เหตุใดโปรดิวเซอร์จึงเลือกให้เธอมาร้องเพลง “หลังจาก” คลิปไว้อาลัยผู้จากไปเล่นเสร็จแล้ว (พร้อมกับเสียงดนตรีซาวด์แทร็กแสนหวานปนเศร้าจากหนังเรื่อง Somewhere in Time ประพันธ์โดย จอห์น แบร์รี) แทนที่จะให้เธอร้อง “ควบคู่” ไปกับคลิป หรือพวกเขาคิดว่าแค่ 3 ชั่วโมงยังถือว่ายาวไม่พอ ควรจะลากงานให้ยืดยาวเป็น 4 ชั่วโมงไปเลยจะดีกว่า

·   ไม่ใช่ว่าหนังคลาสสิกอย่าง The Wizard of OZ ไม่สมควรได้รับการเชิดชู หรือคาราวะ แต่อะไรเป็นเหตุผลให้มันกลายเป็นหนังเรื่องเดียวที่ถูกพูดถึงจากปีนั้น (หากเหตุผล คือ การฉลองครบรอบ 75 ปี) หรือว่าหนังอย่าง Gone with the Wind, Stagecoach และ Only Angels Have Wings ไม่มีคุณค่าพอให้เฉลิมฉลอง (โอเค หนังอย่าง Gone with the Wind อาจไม่เหมาะสำหรับเวทีออสการ์ในปีที่หนังอย่าง 12 Years a Slave เป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งเท่าใดนัก) เหตุผลสำหรับจัดพิธีสดุดีดังกล่าวน่ากังขาพอๆ กับการสดุดีหนังเพลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของงานออสการ์ปีก่อน และที่สำคัญ ถ้าออสการ์อยากจะให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ รากเหง้า และความสำเร็จในเชิงศิลปะอย่างแท้จริงละก็ ทำไมถึงไม่เอาเวลาอันมีค่าเหล่านั้นไปอุทิศให้กับการมอบรางวัลเกียรติยศแก่บรรดาศิลปินระดับตำนานในวงการภาพยนตร์ แทนการตัดต่อคลิปของหนังทำเงินมากมาย หรือสดุดีหนังเก่าคลาสสิกเพียงหนึ่งเรื่องโดยปราศจากความจำเป็นใดๆ นอกจากนี้ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผู้จัดงานเลือกพิงค์มาร้องเพลง Over the Rainbow จริงอยู่เธอทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่คำถาม คือ เธอมีความเกี่ยวพันอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ หรือนี่ก็แค่อีกหนึ่งความพยายามที่จะดึงดูดกลุ่มคนดูวัยรุ่น ส่วนดาราดังที่เกี่ยวพันกับหนังเรื่องนี้โดยตรงอย่าง ไลซา มินเนลลี ซึ่งมีพรสวรรค์ในการร้องเพลงไม่แพ้ จูดี้ การ์แลนด์ ต้นตำรับเสียงร้องของเพลงอมตะดังกล่าว กลับถูกเชิญให้มานั่งเฉยๆ โดยไม่ได้ขึ้นมากล่าวแนะนำหนังด้วยซ้ำ (คนทำหน้าที่นั้นกลายเป็น วูปปี้ โกลด์เบิร์ก ซึ่งก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าเกี่ยวพันกับหนังเรื่องนี้อย่างไร)... บางทีสิ่งเดียวที่เมกเซนส์สำหรับช่วงสดุดีดังกล่าว คือ การได้เห็นเอลเลนสวมชุด แม่มดใจดี กลินดา แบบเต็มยศ

·   ถ้าคุณยังไม่หลับไปเสียก่อน คุณอาจสัมผัสได้ถึงพลังมาคุบางอย่างหลังจาก เพเนโลปี ครูซ ประกาศว่าหนังเรื่อง 12 Years a Slave เป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ทั้งนี้เพราะขณะที่ จอห์น ริดลีย์  ขึ้นไปรับรางวัล เขาต้องเดินผ่านผู้กำกับ สตีฟ แม็คควีน แบบเต็มๆ แต่ทั้งสองกลับไม่แม้แต่จะหันมาสบตากันด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่กอด หรือจับมือแสดงความยินดีเลย และริดลีย์ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อแม็คควีนในคำกล่าวขอบคุณบนเวทีด้วย (ซึ่งแม็คควีนก็ตอบแทนด้วยการไม่เอ่ยถึงริดลีย์เช่นกันตอนเขาขึ้นไปรับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) รอยบาดหมางดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่แม็คควีนอ้างว่าเขามีส่วนร่วมในการแก้ไขบทหนัง และเรียกร้องขอเครดิตเขียนบทร่วม แต่ถูกริดลีย์ปฏิเสธ ฟ็อกซ์ เซิร์ชไลท์ เข้าข้างริดลีย์ ส่วนคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะลดทอนความร้อนแรงของประเด็นดังกล่าวด้วยการหุบปากเงียบ เพื่อไม่ให้มันส่งผลร้ายต่อโอกาสคว้ารางวัลออสการ์ของหนัง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ริดลีย์มีปัญหากับผู้กำกับ เพราะเมื่อ 15 ปีก่อนเขาก็เคยงัดข้อแบบเดียวกันกับ เดวิด โอ. รัสเซลล์ มาแล้วเกี่ยวกับเครดิตของหนังเรื่อง Three Kings แต่ครั้งนั้น WGA ได้ตัดสินให้ริดลีย์ได้เครดิต “เรื่องโดย” ส่วนรัสเซลล์ได้เครดิต “บทภาพยนตร์โดย” อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนรอยร้าวแต่เก่าก่อนจะหายสนิทแล้ว เพราะระหว่างเดินไปรับรางวัลริดลีย์ได้แวะกอดกับรัสเซลล์ ส่วนในกรณีของแม็คควีนนั้น เราคงต้องรอดูผลกันต่อไป... บางทีคราวนี้อาจจะใช้เวลาแค่ 10 ปี


Fun Facts

·   American Hustle เป็นหนังเรื่องแรกนับจาก Sunset Boulevard (1950) ที่ได้เข้าชิงสาขานักแสดงครบทั้งสี่สาขา แต่พลาดรางวัลไปหมด และเป็นหนังเรื่องที่ 3 จากทั้งหมด 15 เรื่องที่ไม่ได้รางวัลการแสดงกลับบ้านจากการเข้าชิงใน 4 สาขา (อีกเรื่อง คือ My Man Godfrey ในปี 1936) นอกจากนี้ สถิติชีช้ำยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น นี่ยังถือเป็นหนังเรื่องที่สามนับจาก Gangs of New York และ True Grit ที่ได้เข้าชิง 10 รางวัล แล้วไม่มีอะไรติดมือกลับไปเลย โดยสถิติสูงสุดยังคงเป็นของ The Color Purple และ The Turning Point ที่เข้าชิง 11 รางวัล แต่ได้ 0

·   12 Years a Slave กลายเป็นหนังที่กำกับโดยผู้กำกับผิวดำเรื่องแรกที่คว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีออสการ์มาครอง ส่วน สตีฟ แม็คควีน ก็เป็นผู้กำกับผิวดำคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์เท่านั้นที่ได้เข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ต่อจาก จอห์น ซิงเกิลตัน (Boyz n the Hood) และ ลี เดเนียลส์ (Precious) ขณะที่ อัลฟอนโซ คัวรอน สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้กำกับเชื้อสายละตินคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครอง

·   ชัยชนะจากการแต่งเพลง Let It Go ทำให้ บ็อบบี้ โลเปซ กลายเป็นบุคคลที่ 12 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลสูงสุดจาก 4 วงการมาครองได้แบบหมดจด ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า EGOT (Emmy, Grammy, Oscar, Tony) แถมเขายังเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุด (39 ปี) ที่บรรลุสุดยอดปรารถนาดังกล่าวอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้ เขาเคยได้รางวัลโทนีจาก Avenue Q และ The Book of Mormon ได้รางวัลแกรมมีจาก The Book of Mormon และได้รางวัลเอ็มมีจาก Wonder Pets ส่วนบุคคลที่ประสบความสำเร็จแบบเดียวกันในอดีตก็เช่น ออเดรย์ เฮปเบิร์น, เมล บรู้กส์, วูปปี้ โกลด์เบิร์ก, ไมค์ นิโคลส์ และ ริชาร์ด ร็อดเจอร์ส

·   เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ซึ่งทำสถิติเป็นนักแสดงหญิงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เข้าชิงออสการ์สามครั้ง (23 ปี) ทำลายสถิติเดิมของ เทเรซา ไรท์ ซึ่งอายุ 24 ปีตอนถูกเสนอชื่อเข้าชิงเป็นครั้งที่สาม กลายเป็นนักแสดงหญิงคนแรกในรอบ 13 ปีนับแต่รางวัล BAFTA ย้ายมาประกาศก่อนหน้ารางวัลออสการ์ ที่สามารถคว้ารางวัลลูกโลกทองคำและ BAFTA มาครอง (สมทบหญิงจาก American Hustle) แต่กลับพลาดรางวัลบนเวทีออสการ์ให้กับ ลูพีตา นียังโก (12 Years a Slave) ซึ่งเป็นผู้ชนะบนเวที SAG ตัวอย่างของผู้ชนะควบสองเวทีข้างต้น แล้วเดินหน้าคว้ารางวัลออสการ์มาครองก็เช่น เมอรีล สตรีพ (The Iron Lady) ที่มีชัยเหนือเจ้าของรางวัล SAG วีโอลา เดวิส (The Help) และ มาริยง โกติญาร์ (La Vie En Rose) ที่มีชัยเหนือเจ้าของรางวัล SAG จูลี คริสตี้ (Away From Her)

·   หนังที่คว้ารางวัลออสการ์มาครองมากสุด แต่พลาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ Cabaret ซึ่งถือครองสถิติจากการคว้าออสการ์มาครอง 8 ตัว รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยมและนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม แต่พลาดรางวัลสูงสุดให้กับ The Godfather ที่ได้สามรางวัลเหมือน 12 Years a Slave นั่นคือ หนัง นำชาย และบทดัดแปลง อันดับที่สองได้แก่ Gravity ซึ่งได้ 7 รางวัลออสการ์ รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยม อันดับสามได้แก่ A Place in the Sun ซึ่งได้ 6 ออสการ์ รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่พ่ายแพ้ในสาขาหนังยอดเยี่ยมให้กับ An American in Paris

รายชื่อผู้ชนะรางวัลออสการ์

Best Picture: 12 Years a Slave
Best Director: Alfonso Cuaron (Gravity)
Best Actress: Cate Blanchett (Blue Jasmine)
Best Actor: Matthew McConaughey (Dallas Buyers Club)
Best Supporting Actress: Lupita Nyong’o (12 Years a Slave)
Best Supporting Actor: Jared Leto (Dallas Buyers Club)
Best Foreign Language Film: The Great Beauty (Italy)
Best Animated Feature: Frozen
Best Documentary Feature: 20 Feet from Stardom
Best Adapted Screenplay: 12 Years a Slave
Best Original Screenplay: Her
Best Cinematography: Gravity
Best Film Editing: Gravity
Best Original Score: Gravity
Best Production Design: The Great Gatsby
Best Costume Design: The Great Gatsby
Best Sound Editing: Gravity
Best Sound Mixing: Gravity
Best Visual Effects: Gravity
Best Makeup and Hair: Dallas Buyers Club
Best Original Song: Let It Go (Frozen)
Best Documentary Short: The Lady in Number 6
Best Animated Short: Mr. Hublot
Best Live Action Short: Helium