วันอาทิตย์, มิถุนายน 14, 2558

Director's Profile: เวส แอนเดอร์สัน


สไตล์การทำหนังของ เวส แอนเดอร์สัน มักจะผูกติดอยู่กับคำว่า “เทพนิยาย” และ “เพ้อฝัน” แต่หากพิจารณาจากผลงานชิ้นล่าสุดของเขาอย่าง The Grand Budapest Hotel ดูเหมือนโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายหาได้อยู่ห่างไกลออกไปแต่อย่างใด และบางครั้งโศกนาฏกรรมกับอารมณ์ขันก็สอดคล้องแนบแน่นเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ต้องยอมรับว่าสไตล์การทำหนังของแอนเดอร์สันนั้นมีความโดดเด่นเฉพาะตัวอย่างมากจนง่ายต่อการลอกเลียนแบบ (และมักจะถูกนำไปล้อเลียนอยู่บ่อยๆ) โดยในแง่รูปธรรมจะประกอบด้วยหลักการง่ายๆ ดังนี้ 1) การตั้งกล้องนิ่ง น้อยครั้งมากที่เขาจะใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ หรือสเตดิแคม และเมื่อใดก็ตามที่กล้องต้องเคลื่อนไหว เขาจะเลือกใช้การ tracking เป็นหลัก 2) การจัดองค์ประกอบภาพแบบได้สมดุลซ้ายขวา 3) การตกแต่งฉากที่ประณีต เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อย 4) การถ่ายภาพตัวละครให้อยู่กึ่งกลางเฟรมภาพ หันหน้าตรงเข้าหากล้อง และ 5) การถ่ายภาพในมุมตานกมอง นอกจากนี้เขายังชื่นชอบที่จะร่วมงานกับนักแสดงขาประจำเจ้าเดิมซ้ำไปซ้ำมา ฉะนั้น หากคุณเห็นหนังเรื่องใดมี บิล เมอร์เรย์, ลุค วิลสัน, โอเวน วิลสัน, เจสัน ชวาร์ทซ์แมน, วิลเลม เดโฟ, เอเดรียน โบรดี และ เจฟฟ์ โกลด์บลัม ร่วมแสดงอยู่ด้วยละก็ ให้เดาไว้ก่อนเลยว่ามันเป็นผลงานกำกับของ เวส แอนเดอร์สัน แน่นอน 

หลายคนวิพากษ์สไตล์การทำหนังของแอนเดอร์สันว่าเต็มไปด้วยการปรุงแต่งและขาดความหนักแน่นทางด้านเนื้อหา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังของเขาเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด ทั้งจากอารมณ์ขันบ้าๆ บวมๆ ตัวละครที่พิลึกพิลั่น มีลักษณะนิสัยแปลกประหลาด เช่น ผู้ดูแลโรงแรมใน The Grand Budapest Hotel ที่ชื่นชอบน้ำหอมเป็นชีวิตจิตใจ และแทบจะทุกคนใน The Royal Tenenbaums รวมไปถึงอารมณ์ถวิลหาอดีต ซึ่งอบอวลอยู่ในหนังพีเรียดสองเรื่องล่าสุดของเขา และในเวลาเดียวกันตัวละครจากหนังอย่าง Rushmore และ The Royal Tenenbaums เองก็มีแนวโน้มจะยึดติดอยู่กับอดีต โหยหาความหอมหวานที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ ที่สำคัญ สไตล์ภาพยนตร์ของเขายังชวนให้นึกถึงการทำหนังในอดีตไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคซ้อนภาพแบบ rear projection แทนการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิก การเลือกถ่ายทำหนังในอัตราส่วนแบบเดียวกับหนังเงียบยุคโบราณเพื่อขับเน้นบรรยากาศย้อนยุค หรือการอ้างอิงถึงถึงหนังคลาสสิกอย่าง Jules and Jim และ The Magnificent Ambersons

ตอนที่ผลงานกำกับชิ้นแรกเรื่อง Bottle Rocket เข้าฉาย ถึงแม้ว่ามันจะล้มเหลวในด้านการทำเงิน แต่หนึ่งในบุคคลที่เห็นแววอัจฉริยะของแอนเดอร์สัน คือ มาร์ติน สกอร์เซซี ซึ่งกล่าวถึงมันว่าเป็นหนังที่เขาชื่นชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งประจำทศวรรษ 1990 จากนั้นแอนเดอร์สันก็โด่งดังในชั่วข้ามคืน เมื่อ Rushmore เข้าฉายและถูกยกย่องอย่างถ้วนทั่วจากเหล่านักวิจารณ์ ส่งผลให้เขากลายเป็นนักทำหนังอเมริกันคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองมากที่สุด ณ เวลานั้น สามปีต่อมา The Royal Tenenbaums ช่วยตอกย้ำสมมุติฐานดังกล่าว ก่อนที่ The Life Aquatic with Steve Zissou และ The Darjeeling Limited จะค่อยๆ ปลดเปลื้องแอนเดอร์สันออกจากความคาดหวังอันสูงลิบลิ่ว อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวขึ้นของ Fantastic Mr. Fox ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะหนังการ์ตูนสตอปโมชันเรื่องนี้ไม่เพียงจะได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นการเติบใหญ่ของแอนเดอร์สันในฐานะนักทำหนังอีกด้วย

แม้ว่างานด้านภาพ ตลอดจนอารมณ์ขันเดิมๆ จะยังคงมีอยู่แบบครบถ้วน แต่หนังสองเรื่องล่าสุด (โดยอาจเหมารวม Fantastic Mr. Fox ไปด้วยก็ได้) อย่าง Moonlight Kingdom และ The Grand Budapest Hotel ได้เน้นย้ำความเจ็บปวด การสูญเสีย และอารมณ์หม่นเศร้า ซึ่งเคยปรากฏให้เห็นอยู่เจือจางในหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้า ให้โดดเด่น หนักแน่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโหยไห้แด่ผู้จากไประหว่างสงครามของคนกับหมาจิ้งจอก ความหม่นหมอง หดหู่แห่งวัยผู้ใหญ่ที่กำลังเฝ้ารอสองตัวละครวัยเด็กอยู่เบื้องหน้า หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่ภายนอกอาจดูตลกโปกฮา มีบรรยากาศแบบตำนานและนิทานปรัมปรา แต่ภายในกลับซุกซ่อนความสยดสยอง ไร้สาระของสงคราม การล่มสลายของโลกยุคเก่า รวมไปถึงชัยชนะของความชั่วร้ายที่บดขยี้เศษเสี้ยวแห่งมนุษยธรรมจนไม่เหลือซาก 

Director's Profile: เทอร์เรนซ์ มาลิค


แทบไม่น่าเชื่อว่าผู้กำกับที่เคยพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุดทางด้านความคิดสร้างสรรค์จาก Days of Heaven เมื่อ 36 ปีที่แล้วก่อนอำลาวงการแบบฉับพลันไปนานถึง 2 ทศวรรษ จะกลับมาคร่ำเคร่งผลิตผลงานในช่วง 10 ปีหลังด้วยอัตราความเร็วระดับ 2 ปีต่อ 1 เรื่อง โดยจนถึงขณะนี้ เทอร์เรนซ์ มาลิค ปิดกล้องหนังใหม่ไปแล้ว 3 เรื่อง ทั้งหมดล้วนอยู่ในขั้นตอน post-production ซึ่งสำหรับมาลิคนั่นอาจกินเวลาตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 3 ปี เนื่องจากเขาขึ้นชื่อในเรื่องการสร้างหนัง (เรื่องใหม่) ในห้องตัดต่อ ส่งผลให้นักแสดงบางคนที่มีบทบาทค่อนข้างมากระหว่างขั้นตอนการถ่ายทำอาจถูกตัดบททิ้งจนแทบไม่เหลือความสำคัญในหนังเวอร์ชั่นสุดท้าย ดังจะเห็นได้จากชะตากรรมของ เอเดรียน โบรดี้ ใน The Thin Red Line คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ใน The New World และ ฌอน เพนน์ ใน The Tree of Life

หนังสองเรื่องแรกของมาลิคก่อนเขาจะปลีกสันโดษยังดำเนินตามขนบการเล่าเรื่องแบบคลาสสิก หรือพูดอีกอย่างคือยังพอจะมีพล็อตให้จับต้องได้พอสมควร โดยสองสิ่งที่โดดเด่นและต่อมากลายเป็น “เอกลักษณ์” ในหนังมาลิคทุกๆ เรื่อง ได้แก่ การใช้เสียงบรรยาย (voice over) และงานด้านภาพอันวิจิตรบรรจง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จาก magic hour (ช่วงเวลาหลังตะวันตกดินแต่ท้องฟ้ายังมีแสงรำไรอยู่) ได้เต็มประสิทธิภาพใน Days of Heaven จนทำให้มันถูกยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมาลิคหวนกลับมาสร้างหนังอีกครั้งด้วยการดัดแปลงนิยายเรื่อง The Thin Red Line ของ เจมส์ โจนส์ เขาก็เริ่มล่องลอยออกจากธรรมเนียมปฏิบัติในการเล่าเรื่องมากขึ้น คราวนี้เสียงบรรยายไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มเรื่องราว หรือความรู้สึกนึกคิดของตัวละครอีกต่อไป และบางครั้งก็อาจฟังดูเหมือนเสียงสวดภาวนาเสียมากกว่าดังจะเห็นได้จากฉากเปิดเรื่องของ The New World ความทะเยอทะยานที่จะทดลองการเล่าเรื่องแบบใหม่ของมาลิคนำไปสู่ผลงานลือลั่น ซึ่งเรียกเสียงชื่นชมยกย่องได้มากพอๆ กับเสียงก่นด่า กระแนะกระแหนอย่าง The Tree of Life หนังที่นำเสนอเหตุการณ์ในลักษณะห้วงคำนึงจากกระแสสำนึก และเรียกร้องให้คนดูปะติดปะต่อ หรือพยายามเชื่อมโยงเหตุผลตามแต่จินตนาการส่วนตัวจะพาไป   

คริสต์ศาสนาถือว่าค่อนข้างทรงอิทธิพลต่อมาลิค หนังหลายเรื่องของเขาปลุกเร้าบรรยากาศของตำนานในคัมภีร์ไบเบิล ไม่ว่าจะเป็นการปลีกตัวจากสังคมไปใช้ชีวิตเพียงลำพังในป่าราวกับเป็นมนุษย์เพียงสองคนบนโลกใบนี้ของคู่รักนอกกฎหมายใน Badlands หรือฉากฝูงตั๊กแตนบุกโจมตีทุ่งข้าวสาลีใน Days of Heaven ซึ่งเปรียบเสมือนสัญญาณของภาวะสวรรค์ล่มหลังจากอดัมกับอีฟพ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหา ขณะที่ The Tree of Life และ To the Wonder อาจเทียบได้กับบทสวดอ้อนวอนของมนุษย์ต่อพระเจ้า พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าเหตุใดโลกโดยรอบจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ความไม่เท่าเทียมกัน The Tree of Life ไม่เพียงจะเปิดเรื่องด้วยคำตอบของพระเจ้าโดยอ้างอิงจาก The Book of Job เท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นภาพการกำเนิดโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายเพื่อย้ำเตือนว่ามนุษย์นั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของภาพรวมอันยิ่งใหญ่ พระเจ้าอาจไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่จะสะท้อนผ่านธรรมชาติรอบตัว ซึ่งหลายครั้งมักถูกขับเน้นให้มีความสำคัญเหนือวิกฤติของเหล่าตัวละคร เพราะในหนังของมาลิคนั้นกล้องพร้อมจะผละจากเรื่องราว หรือตัวละครไปโฟกัสฝูงนกบนท้องฟ้า ยอดหญ้าที่เขียวชอุ่ม หรือผีเสื้อที่กำลังบินว่อนได้ตลอดเวลา

หนังของมาลิคมีลักษณะเฉพาะตัวตรงที่พวกมันไม่เพียงพยายามนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับอภิปรัชญา พลางครุ่นคิด วิเคราะห์ถึงชีวิต รวมไปถึงแก่นสารแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการกระตุ้นอารมณ์ สัญชาตญาณ และความทรงจำบางอย่างโดยอาศัยพลังของภาพและดนตรีประกอบ (ซึ่งมาลิคจะเลือกใช้ดนตรีคลาสสิกเป็นหลัก) เฉกเช่นหนังเงียบในยุคกำเนิดภาพยนตร์ ไม่มีการผูกพล็อตซับซ้อน สร้างปมปัญหาที่รอการคลี่คลาย ในผลงานชิ้นล่าสุดของเขาเรื่อง To the Wonder บทสนทนาระหว่างตัวละครแทบจะไม่ปรากฏ หรือมีความสลักสำคัญใดๆ จริงอยู่ว่าคนดูยังสามารถตระหนักเรื่องราวคร่าวๆ ได้ไม่ยากนัก (อย่างน้อยมันก็ไม่ถึงขั้นเป็นหนังทดลองเต็มรูปแบบ) แต่ในเวลาเดียวกันมาลิคก็เว้นช่องว่างเอาไว้ให้แต่ละคนเติมเต็มรายละเอียด หรือตีความกันเองตามสะดวก ส่งผลให้มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความท้าทาย ความแปลกใหม่ และอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ 

Director's Profile: ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์


ตอนที่ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ อายุ 28 ปี เขาได้รวบรวมเพื่อนๆ ในเมืองบ้านเกิด (ออสติน รัฐเท็กซัส) มาช่วยกันถ่ายหนังทุนต่ำ (23,000 เหรียญ) เรื่องหนึ่งซึ่งปราศจากพล็อตและดำเนินเหตุการณ์ภายในหนึ่งวัน เกี่ยวกับกลุ่มคนที่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากพูดคุยเกี่ยวกับชีวิต อวกาศ และทฤษฎีสมคบคิด Slacker เปิดฉายที่เทศกาลหนังซันแดนซ์สองปีหลังจาก Sex, Lies, And Videotape ของ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก และหนึ่งปีก่อนหน้า Reservoir Dogs ของ เควนติน ตารันติโน มันได้รับการยกย่องอย่างสูงและกลายเป็นภาพยนตร์คัลท์คลาสสิกในเวลาต่อมา ส่วนลิงค์เลเตอร์ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับรุ่นบุกเบิกที่ช่วยผลักดันกระแส “อเมริกันอินดี้” ให้ได้ลืมตาอ้าปาก กลายเป็นที่จับตามองของทุกคน

การผันตัวไปเป็นมือปืนรับจ้างให้กับสตูดิโอฮอลลีวู้ดของลิงค์เลเตอร์ในเวลาต่อมาลงเอยด้วยผลลัพธ์ลุ่มๆ ดอนๆ บางเรื่องกลายเป็นหนังฮิต เช่น School of Rock บางเรื่องกลับกลายเป็นหนังที่ทุกฝ่ายอยากจะลืม เช่น The Newton Boys แต่เมื่อใดก็ตามที่ลิงค์เลเตอร์ทำหนังอิสระแบบที่เขาอยากทำจริงๆ ส่วนใหญ่มักลงเอยด้วยมนตร์เสน่ห์แสนงดงาม ดังจะเห็นได้จากหนังชุด Before Trilogy ซึ่งถ่ายทำโดยทิ้งเวลาห่างกันเรื่องละ 9 ปี ดำเนินเหตุการณ์ภายในหนึ่งวันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงคู่หนึ่ง เริ่มต้นจากเมื่อครั้งที่พวกเขาตกหลุมรักและแยกทางกัน (Before Sunrise) ก่อนต่อมาจะได้พบเจอกันอีกครั้ง แล้วตระหนักว่ารสชาติหอมหวานแห่งรักนั้นหาได้จืดจางลงแต่อย่างใด (Before Sunset) จนในที่สุดจึงตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันท่ามกลางอุปสรรคและความคับข้องใจ (Before Midnight) หนังทั้งสามเรื่องประสบความสำเร็จอย่างสูง และช่วยสะท้อน “รูปแบบ” หนังอินดี้ของลิงค์เลเตอร์ให้เด่นชัดขึ้น กล่าวคือ พวกมันมักจะอัดแน่นไปด้วยบทสนทนาซึ่งมีความสมจริง ใกล้เคียงกับสิ่งที่คนทั่วๆ ไปพูดคุยกันในชีวิตประจำวัน (ตรงนี้จะแตกต่างจากบทสนทนาในหนังของ เควนติน ตารันติโน ซึ่งมักสอดแทรกความยอกย้อน เล่นลิ้น คมคายในแบบวรรณกรรม) ผ่านหัวข้อหลากหลายตั้งแต่ปรัชญา ความรัก ไปจนถึงการดำรงอยู่ของชีวิต ขณะเดียวกันเรื่องราว (ถ้าพอจะมีอยู่บ้าง) และตัวละครของเขาก็จะไม่ผูกติดกับการเล่าเรื่องแบบคลาสสิกของฮอลลีวู้ด แต่ใกล้เคียงกับหนังอาร์ตของฝั่งยุโรปมากกว่า

แม้ว่าหนังของลิงค์เลเตอร์หลายเรื่องจะเข้าข่าย “พูดมาก” แต่รวมๆ แล้วมันกลับไม่เคยน่าเบื่อ หรือน่ารำคาญ ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ตัวละครเหล่านั้นพูดคุยนั้นล้วนมีความน่าสนใจ เปี่ยมอารมณ์ขัน และสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้คนได้โดยปราศจากกำแพงทางวัฒนธรรม หรือเชื้อชาติ นอกจากนี้ลิงค์เลเตอร์ยังจับอารมณ์ร่วมแห่งยุคสมัยได้อย่างแม่นยำ เช่น แก่นสารแห่งชีวิตของวัยรุ่น Gen X ในหนังอย่าง Slacker และ Dazed and Confused ซึ่งปรารถนาจะใช้เวลาว่างในการสังสรรค์ เชื่อมโยงกับเพื่อนรุ่นเดียวกันแทนการแสวงหาความก้าวหน้าทางด้านอาชีพ และหลายครั้งหนังของเขาจะสะท้อนภาวะอันเป็นสากลซึ่งทุกคนล้วนเคยประสบพบพานมาแล้วอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นภาวะการตกหลุมรักใครสักคนแบบใน Before Trilogy หรือการก้าวข้ามจากช่วงวัยเด็กสู่วัยรุ่น จากวัยหนุ่มสาวเปี่ยมความฝันสู่วัยผู้ใหญ่เปี่ยมภาระและความรับผิดชอบแบบใน Boyhood ผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นล่าสุดของเขา ซึ่งใช้เวลาถ่ายทำ 12 ปีในการจับภาพช่วงเปลี่ยนผ่านของตัวละคร ตลอดจนยุคสมัยในอเมริกาจากรัฐบาลบุชมาถึงรัฐบาลโอบามา

ธีมที่ปรากฏเด่นชัดในหนังของลิงค์เลเตอร์เสมอมา คือ การผันผ่านของเวลา และอารมณ์ถวิลหาก็เป็นสิ่งที่คอยหลอกหลอนอยู่ในผลงานแทบทุกเรื่อง ดังจะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งหนึ่งในหนังที่โรแมนติกที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกภาพยนตร์อย่าง Before Sunrise ก็ยังสรุปตบท้ายด้วยซีเควนซ์แสนเศร้า ขมขื่น และกระทบจิตใจอย่างรุนแรง นั่นคือ ภาพสถานที่ต่างๆ ซึ่งสองคู่รักได้แวะเยี่ยมชมตลอดหนึ่งคืนที่ผ่านมา แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแค่อดีตที่ไม่อาจเรียกคืน เป็นภาพบันทึกในความทรงจำของช่วงเวลาอันแสนพิเศษ อารมณ์ถวิลหาดังกล่าวพบเห็นได้บ่อยครั้งในหนังอย่าง Dazed and Confused, Waking Life และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Boyhood กระนั้นลิงค์เลเตอร์ก็มีรสนิยมพอที่จะไม่ได้ตอกย้ำ หรือบีบเค้นทางอารมณ์ แต่กลับปล่อยให้มันผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านเลยไป เช่น ฉากที่เด็กชายต้องลบรอยวัดความสูงของตนบนกำแพงก่อนจะย้ายบ้านไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง ฉากเล็กๆ น้อยๆ แต่ละเอียดอ่อนในแง่อารมณ์เหล่านี้ถือเป็นเสน่ห์สูงสุดในหนังของลิงค์เลเตอร์ เพราะมันช่วยปลุกกระตุ้นความสุข ความเจ็บปวด ความยุ่งยากในชีวิตเราให้แจ่มชัดขึ้น และขณะเดียวกันก็ทำให้เราตระหนักถึงความงามที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน 

Director's Profile: พอล โธมัส แอนเดอร์สัน


ถึงแม้หนังของเขาส่วนใหญ่จะมีการดึงเอาประสบการณ์ ความทรงจำ และรายละเอียดบางอย่างในอดีตมาใช้ จนบางครั้งก็มีลักษณะกึ่งอัตชีวประวัติอยู่ไม่น้อย แต่ตัวตนที่แท้จริงในอดีตของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่ เขาตัดขาดจากเพื่อนๆ วัยเด็ก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัว หรืออาจเป็นแค่กาลเวลาบีบบังคับให้เขาก้าวไปข้างหน้าต่อโดยไม่หันหลังกลับ  หรือบางทีเขาอาจต้องการจะสร้างตัวตนใหม่แบบเดียวกับตัวละครมากมายในหนังของเขา บ้างเริ่มต้นฝึกฝนอาชีพนักพนัน (Hard Eight) บ้างจับพลัดจับผลูไปเป็นดาราหนังโป๊ (Boogie Nights) หรือไม่ก็เข้าร่วมลัทธิ (The Master) และบ้างก็พยายามจะหลบหนีชีวิตอันน่าอึดอัดด้วยการซื้อพุดดิ้งจำนวนมาก (Punch-Drunk Love) หนังอีกหลายเรื่องอาจมองชีวิตของคนเหล่านี้ด้วยท่าทีล้อเลียน หรือเยาะหยันอยู่ในที แต่ไม่ใช่แอนเดอร์สัน เพราะเขาเลือกจะวาดภาพนักฝันที่เปลี่ยวเหงา หลงทางด้วยความอ่อนโยน คนเหล่านี้ไม่ใช่ตัวประหลาด แต่เป็นเพื่อน เป็นสมาชิกครอบครัวที่เขาพร้อมจะให้กำลังใจ ตบหน้าสักสองสามฉาดเพื่อเตือนสติ หรือกระทั่งสาดฝนกบใส่หากนั่นจะทำให้พวกเขาตื่นมาสัมผัสกับโลกแห่งความเป็นจริง

นักดูหนังจำนวนไม่น้อยยกย่อง พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยังผลิตผลงานอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ในระยะหลังเขามีวี่แววว่าจะเว้นวรรคค่อนข้างนาน (5 ปีนับจาก Punch-Drunk Love มาถึง There Will Be Blood และอีก 5 ปีกว่าจะมาถึง The Master) สาเหตุหลักเป็นเพราะหนังของแอนเดอร์สันเต็มไปด้วยงานภาพสุดตระการตา (ใครที่ได้ดู Boogie Nights ย่อมไม่อาจลืมฉากลองเทคอันลือลั่นเมื่อกล้องตามติดตัวละครลงไปในสระว่ายน้ำ) ตัวละครที่น่าสนใจ บ้าคลั่ง และชวนให้ค้นหา ความทะเยอทะยานทางการเล่าเรื่อง (15 นาทีแรกของ There Will Be Blood ปราศจากบทพูด) ตลอดจนการแสดงอันทรงพลัง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากพรสวรรค์เฉพาะตัวของนักแสดง เช่น เดเนียล เดย์ ลูว์อิสต์ และ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะแอนเดอร์สันเลือกจะหยิบเอา “เอกลักษณ์” ที่ติดตัวนักแสดงคนนั้นมาใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด เช่น อดัม แซนด์เลอร์ และ ทอม ครูซ

ผลงานในยุคแรกของแอนเดอร์สันดูจะได้รับอิทธิพลชัดเจนจากผู้กำกับอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี และ โรเบิร์ต อัลท์แมน เนื่องจากพวกมันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ทั้งด้านการใช้เทคนิคภาพยนตร์แบบจัดเต็มและการเล่าเรื่องตัวละครกลุ่มใหญ่สลับกันไปมา แต่เห็นได้ชัดว่างานในยุคหลังของแอนเดอร์สันเริ่มนิ่งขึ้นในแง่สไตล์ แล้วก้าวเข้าใกล้ผลงานของ สแตนลีย์ คูบริค ผู้กำกับในดวงใจเขา มากขึ้นเรื่อยๆ ในแง่การผลักคนดูให้ถอยห่างออกจากเรื่องราวและตัวละคร รวมถึงโทนอารมณ์เย็นชา ไม่ยินดียินร้าย แตกต่างจากหนังยุคแรกของเขาอย่าง Magnolia และ Boogie Nights โดยตัวละครเอกในหนังสองเรื่องหลังของเขาถ้าไม่ใช่ปีศาจร้ายขนานแท้ ก็จะเต็มไปด้วยความลึกลับดำมืดจนยากจะหยั่งถึง แต่ในเวลาเดียวกัน เนื้อหาที่เคยจำกัดอยู่กับปัจเจกชน กับตัวละครที่คนดูเห็นอกเห็นใจ หรืออย่างน้อยก็นึกสมเพชเวทนา กลับเริ่มขยายวงกว้างขึ้นเมื่อตัวละครกลายเป็นตัวแทนภาพรวมของสังคมยุคใหม่ ทุนนิยม และศาสนา   

ข่าวดี คือ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ไม่ได้คิดจะปิดตาย “ตัวตน” ช่วงแรกของอาชีพนักทำหนังไปตลอดกาล และคราวนี้เขาใช้เวลาเพียง 2 ปีในการปิดจ๊อบผลงานกำกับชิ้นล่าสุด โดยเมื่อเทียบกับหนังสองเรื่องก่อนหน้า Inherent Vice ซึ่งดัดแปลงจากนิยายของ โธมัส พินชอน นักเขียนคนดังที่ขึ้นชื่อเรื่องไม่ชอบออกสื่อ แต่ก็ถูกเกลี้ยกล่อมให้มาเล่นบทรับเชิญในหนังจนได้ ก็ไม่ต่างจากการดริฟต์รถแบบ 180 องศา เพราะแอนเดอร์สันบอกว่าเขาได้แรงบันดาลใจสำคัญจากหนังตลกอย่าง Top Secret! และ Airplane! (การที่ผู้กำกับ There Will Be Blood ชื่นชอบหนังของทีม ZAZ ถือว่าเป็นเซอร์ไพรซ์ครั้งใหญ่พอๆ กับการได้รู้ว่า Zoolander คือ หนังในดวงใจของ เทอร์เรนซ์ มาลิค) ด้วยมีฉากหลังเป็นยุค 1970 แบบเดียวกัน (แต่คราวนี้พล็อตหลักกลายเป็นเรื่องราวการคลี่คลายปมปริศนาในลักษณะหนังสืบสวนสอบสวน หาใช่ภาพสะท้อนเบื้องหลังวงการหนังโป๊) จึงมีความเป็นไปได้มากว่า Inherent Vice จะเป็นภาพยนตร์ที่สนุกสนานครื้นเครงที่สุดของแอนเดอร์สันนับจาก Boogie Nights 

Director's Profile: ไมค์ ลีห์


การมุ่งเน้นสะท้อนภาพชีวิตประจำวันของชนชั้นล่างในอังกฤษด้วยแนวทางสมจริง หนักแน่น ปราศจากการประนี และหลายครั้งก็วิพากษ์ประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับชนชั้น เชื้อชาติ และเซ็กซ์ด้วยท่าทีลุ่มลึก แต่เจ็บแสบ จนทำให้นักดูหนังตั้งฉายา ไมค์ ลีห์ เป็น “กวีแห่งความหดหู่สิ้นหวัง” (หนังเรื่องแรกของเขามีชื่อว่า Bleak Moments เป็นบทสำรวจชีวิตน่าเศร้าของเลขานุการกับบุคคลรอบข้างเธอ) จริงอยู่ว่าหนังของลีห์มักจะอบอวลด้วยอารมณ์หม่นเศร้า โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา แต่ขณะเดียวกันก็หาได้แห้งแล้งอารมณ์ขัน และถึงแม้ลีห์จะเคยจำกัดความตัวเองว่าเป็นคนมองโลกแง่ร้ายสุดโต่ง แล้วคิดว่าชีวิตโดยแก่นแท้เป็นเรื่องไม่น่าพิสมัย แต่ในเวลาเดียวกันหนังหลายเรื่องของเขากลับลงเอยด้วยกลิ่นอายแห่งความหวัง พร้อมยืนกรานในคุณค่าความรัก ตลอดจนชีวิตครอบครัว ดังจะเห็นได้จากหนังอย่าง All or Nothing และ Secrets & Lies ฉะนั้นการปรากฏตัวขึ้นของ Happy-Go-Lucky ซึ่งเล่าถึงชีวิตของหญิงสาวผู้ยืนหยัดมองโลกด้วยอารมณ์ร่าเริง เบิกบาน และพยายามฉุดรั้งคนรอบข้างให้มาเข้าร่วมอุดมการณ์ จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเสียทีเดียว กล่าวได้ว่ามันเป็นหนังที่ตลกที่สุดของ ไมค์ ลีห์ นับจาก Life is Sweet  

ลีห์เปรียบเทียบสไตล์การทำหนังของตนว่ามีรากฐานมาจากงานเขียนของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ในแง่ที่เน้นความสมจริงของชีวิตตัวละครชนชั้นล่าง โดยหนังแทบทุกเรื่องจะอยู่ในแนวทางที่เรียกว่า slice of life กล่าวคือ ปราศจากแรงขับเคลื่อนทางด้านพล็อตอย่างชัดเจน แต่จะเล่าถึงความเป็นไปอันสุดแสนธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวันของตัวละคร ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับคนรอบข้าง ราวกับหนังได้ตัดเสี้ยวหนึ่งของชีวิตตัวละคร ซึ่งอาจกินเวลาแค่ไม่กี่วัน (All or Nothing, Naked) หรือหนึ่งปีเต็ม (Another Year) มาถ่ายทอดให้คนดูรับรู้ ความรู้สึกคล้ายๆ การนั่งดูสารคดีที่ไม่ใช่เรื่องจริง “ทันทีที่มีเหตุการณ์สุดพิเศษ หรือแปลกแตกต่างเกิดขึ้น ผมจะรู้สึกเบื่อ หนังส่วนใหญ่มักจะเล่าถึงไลฟ์สไตล์ที่น่าหลงใหล เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ แต่สำหรับผมความน่าตื่นเต้น คือ การค้นพบสิ่งพิเศษ อัดแน่นไปด้วยดรามาจากความธรรมดาสามัญ จากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทั่วๆ ไป” ลีห์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าหนังของ ไมค์ ลีห์ จะน่าเบื่อ หรือแน่นิ่งทางด้านอารมณ์ ในทางตรงกันข้าม หลายครั้งสิ่งที่ดู “ธรรมดาสามัญ” สำหรับตัวละครอาจกลับกลายเป็นประสบการณ์น่าตื่นเต้น น่าหลงใหลสำหรับคนดู เช่น เรื่องราวของหญิงสาวผิวดำที่ค้นพบว่าแม่แท้ๆ ของเธอเป็นผู้หญิงผิวขาวใน Secrets & Lies หรือเรื่องราวของผู้หญิงชนชั้นแรงงานในยุค 1950 ที่รับทำแท้งอย่างผิดกฎหมายใน Vera Drake มีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่ลีห์ปล่อยตัวเองให้หลุดจากโหมดปกติ แล้วหันไปทำหนังชีวประวัติคนดัง ได้แก่ Topsy-Turvy และ Mr. Turner ซึ่งเป็นผลงานกำกับชิ้นล่าสุด

บางทีเอกลักษณ์อันโดดเด่นสูงสุดของหนัง ไมค์ ลีห์ อาจอยู่ขั้นตอนการทำงานที่ไม่เหมือนใคร โดยแทนที่จะนั่งเขียนบทจนเสร็จสรรพ แล้วคัดเลือกนักแสดงมาร่วมงาน ลีห์กลับใช้เวลาหลายเดือนขลุกอยู่กับนักแสดงในช่วงการซ้อมเพื่อสร้างและปั้นตัวละครไปด้วยกัน โดยเขาจะมีแค่โครงเรื่องคร่าวๆ โดยกำหนดเป็นสถานการณ์ง่ายๆ เช่น ตัวละคร A เจอกับตัวละคร B ในผับ หรือ ตัวละคร C หลับนอนกับตัวละคร D เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าลีห์เรียกร้องศรัทธาในกลุ่มผู้ร่วมงานค่อนข้างสูง เพราะไม่มีใครรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะไปสิ้นสุดลง ณ จุดใด นี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมลีห์ถึงเลือกใช้งานนักแสดงเดิมๆ ที่เขาคุ้นเคย (เลสลีย์ แมนวิลล์, ทิโมธี สปอล, รูธ ชีน, จิม บรอดเบนท์) และสามารถเค้นศักยภาพของพวกเขาออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (ลักษณะการทำงานของเขาจะแตกต่างจาก เดวิด โอ. รัสเซลล์ ซึ่งเน้นวิธีด้นสดระหว่างถ่ายทำ เพราะในหนังของ ไมค์ ลีห์ การด้นสดหน้ากล้องเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากทุกซีนถูกซักซ้อมมาอย่างละเอียด) ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่งานแสดงในหนังของ ไมค์ ลีห์ มักจะได้รับการยกย่องในแง่ความเป็นธรรมชาติ จนบางครั้งก็ดูไม่เหมือนการแสดงเลยแม้แต่น้อย