วันอาทิตย์, กันยายน 25, 2559

Short Comment: Those People



หนังเปิดเรื่องด้วยฉาก ชาร์ลี (โจนาธาน กอร์ดอน) เล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชายที่ประดับตกแต่งกระดองเต่าด้วยเพชรนิลจินดาเพื่อความสวยงาม แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการทำให้เต่าตัวนั้นจมน้ำตาย เพราะไม่อาจทนรับน้ำหนักของเหล่าอัญมณีบนกระดองได้ “มันไม่ใช่ความผิดของเต่า” เขากล่าวสรุป ก่อนจะเปิดเผยภาพวาดชิ้นล่าสุดซึ่งเป็นรูปของ เซบาสเตียน (เจสัน ราล์ฟ) เพื่อนหนุ่มคนสนิทที่เขาแอบหลงรัก หลงใหลมาหลายปี แต่ไม่อาจก้าวข้ามความเป็นเพื่อนไปสู่สถานภาพคนรักได้ เขาไม่กล้าจะสารภาพความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าเซบาสเตียนจะล่วงรู้ความต้องการของชาร์ลีอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกับทุกคนรอบข้าง (ดังจะเห็นได้ว่าภาพที่ชาร์ลีวาดทั้งหมดล้วนเป็นภาพของเซบาสเตียน) และเขาตระหนักถึงแต้มต่อของตนเองดี จึงหมั่นหยอดและหล่อเลี้ยงความหวังเอาไว้เรื่อยๆ โดยในเวลาเดียวกันก็กันตัวเองไว้แค่ความเป็นเพื่อน

ไม่ต้องสงสัยว่าเต่าในเรื่องเล่าของชาร์ลีคือเซบาสเตียน หนุ่มไฮโซที่ถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งทุกคนต้องคอยพะเน้าพะนอ แม้กระทั่งหลังจากพ่อของเขาถูกจับในข้อหาฉ้อโกง จนเป็นเหตุให้ลูกชายตัดสินใจขังตัวเองอยู่ในอพาร์ตเมนต์หรู เพราะไม่อาจเผชิญหน้ากับนักข่าวและสายตาดูถูกเหยียดหยามจากผู้คน มันไม่ใช่ความผิดของเต่า ที่ต้องถูกลงโทษจากการเลี้ยงดูและเติบโตมาในสภาพแวดล้อมของลูกคุณหนู ก่อนจู่ๆ ก็จะโดนฉุดกระชากให้ต้องเผชิญความเป็นจริงอันโหดร้าย เมื่อปรากฏว่าเพชรพลอยเหล่านั้นกำลังถ่วงเขาให้จมน้ำตาย ชาร์ลีนึกสงสารและเห็นใจเต่าตัวนั้น เขาจึงยินดีเล่นไปตามบทบาทเพื่อนผู้ภักดี แม้ว่าเพื่อนบางคนในกลุ่มจะเริ่มแยกตัวออกห่าง เพราะการถูกโยงไปหา “ชายที่คนทั้งเมืองนิวยอร์กเกลียดชัง” อาจปิดโอกาสทางด้านอาชีพการงาน

เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกคนย่อมต้องแยกย้ายไปมีชีวิตส่วนตัว ไม่อาจหมุนวนอยู่รอบๆ ดวงอาทิตย์อย่างเซบาสเตียนไปตลอดชาร์ลีเองก็เช่นกัน เมื่อเขาได้พบเจอกับ ทิม (ฮาซ สไลแมน) นักเปียโนหนุ่มหล่อที่รักเขาอย่างจริงใจ และเรียกร้องความทุ่มเทในระดับเดียวกัน แต่ก็สัมผัสได้ว่าชาร์ลีเหมือนจะลังเล ไม่แน่ใจในตัวเอง ความผูกพัน ความรัก ความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างเขากับเซบาสเตียนคอยฉุดรั้งไม่ให้ชาร์ลีเปิดใจกับทิมได้อย่างเต็มที่ เซบาสเตียนเคยอยู่เคียงข้างชาร์ลีในยามที่เขาต้องการมากที่สุด เมื่อพ่อของชาร์ลีทอดทิ้งครอบครัวไป ดังนั้นเมื่อสถานการณ์พลิกกลับ ชาร์ลีจึงรู้สึกว่าเป็นหน้าที่เขาในการปลุกปลอบเซบาสเตียนยามที่พ่อของเขาถูกส่งตัวไปเข้าคุก

“นายหยุดรักฉันเมื่อไหร่ นายจะเห็นว่าฉันเป็นคนเลวแค่ไหน” เซบาสเตียนกล่าวกับชาร์ลีในวันที่ฝ่ายหลังไม่อาจทนกับการเป็นตัวสำรองที่ต้องคอยสแตนด์บาย แต่ไม่มีวันได้ก้าวเข้าไปครอบครองหัวใจ “เลว” ในความหมายของเซบาสเตียนอาจพุ่งเป้าไปยังข้อเท็จจริงที่ว่าเขารู้เรื่องการฉ้อฉลของพ่อและไม่คิดจะทำอะไร เขาเสพติดความฟู่ฟ่าหรูหรา แบบเดียวกับที่เสพติดการเอาอกเอาใจจากคนรอบข้าง เขารู้ว่าชาร์ลีหลงรักเขามากแค่ไหนและไม่คิดจะทำอะไรให้กระจ่าง กลับยิ่งรัดปลอกคอให้แน่นขึ้นเพราะกลัวว่าวันหนึ่งชาร์ลีอาจวิ่งหนีหายไป มันเป็นความเห็นแก่ตัวมากกว่าความรัก

ประโยคข้างต้นยังสะท้อนภาษิตที่ว่า ความรักทำให้คนตาบอด ซึ่งคงไม่มีใครจะเข้าใจลึกซึ้งมากไปกว่าชาร์ลี เขาไม่ได้แค่หลงรักเซบาสเตียนเท่านั้น แต่ยังหลงรัก “ความรักต่อเซบาสเตียน” ซึ่งสวยงาม เสียสละ และบริสุทธิ์ในหัวของเขาไม่ต่างจากบรรดาเพชรนิลจินดาที่ประดับบนกระดองเต่าตัวนั้น และเช่นเดียวกัน มันกำลังฉุดเขาให้จมน้ำ ขาดอากาศหายใจ ในกรณีนี้มันก็อาจไม่ใช่ความผิดของเต่าเช่นกัน เพราะใครกันจะหักห้ามใจจากความรักในอุดมคติได้ ความรักแบบที่เราได้อ่านจากนิยาย หรือเรียนรู้จากหนังโรแมนติก มองในแง่นี้ ชาร์ลีอาจไม่ใช่แม่พระดังคำสรรเสริญของเซบาสเตียนในตอนท้าย เขาไม่ได้เห็นความงามในสัตว์ประหลาดตาเดียว แต่มืดบอดเกินกว่าจะตระหนักถึงความอัปลักษณ์ต่างหาก

Those People อาจไม่ใช่หนังที่จงใจนำเสนอด้านมืดชวนหดหู่เกี่ยวกับความรักขนาดนั้น โดยเนื้อแท้แล้วมันยังคงเป็นการตอกย้ำความดีงามในเนื้อแท้มนุษย์ ศักยภาพที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วแก้ไข หรือไถ่บาป บทหนังสร้างและคลี่คลายปมปัญหาตามสูตร ซึ่งบางครั้งก็อาจดูง่ายดาย หรือจงใจเกินไปบ้าง แต่งานแสดงอันหนักแน่น น่าเชื่อถือ เสน่ห์ของดารานำ รวมไปถึงรสนิยมอันดีของผู้กำกับ โจอี้ คูห์น ทำให้ทุกอย่างสามารถไหลลื่นได้อย่างคล่องคอ ที่สำคัญ รายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับความลุ่มหลงอันเกินพอดี ตลอดจนการเข้าถึงความเจ็บปวดอย่างแท้จริงของตัวละครในบางจังหวะ ช่วยให้มันเสียดแทงคนดูได้มากกว่าหนังแอบรักเพื่อนทั่วๆ ไป

วันพฤหัสบดี, กันยายน 08, 2559

Short Comment: Everybody Wants Some


หนังของผู้กำกับ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ โดดเด่นในการจับห้วงเวลาของตัวละครได้อย่างแม่นยำ ปลุกอารมณ์ถวิลหาอดีตโดยไม่จำเป็นต้องฟูมฟาย หรือบีบคั้นอารมณ์ พร้อมกับตั้งคำถามถึงประเด็นยิ่งใหญ่อย่างลุ่มลึกเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ความรัก ความสัมพันธ์ ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านของเวลา ผลงานชิ้นล่าสุดของเขาเรื่อง Everybody Wants Some!! ก็ไม่ถือเป็นข้อยกเว้น แม้เปลือกนอกจะดูเหมือนหนังตลกสัปดนเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นหื่นเซ็กซ์ในโหมดใกล้เคียงกับ American Pie ก็ตาม แต่เนื้อแท้จริงๆ มันกลับพูดถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ได้อย่างสนุกสนาน อ่อนหวาน และเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน

ลิงค์เลเตอร์เคยให้สัมภาษณ์อยู่หลายครั้งว่า Everybody Wants Some!! เป็นเสมือนภาคต่อทางจิตวิญญาณของ Dazed and Confused หนังที่พูดถึงวันสุดท้ายในชีวิตมัธยมของตัวละครกลุ่มหนึ่ง ดำเนินเหตุการณ์ในปี 1976 ส่วนผลงานชิ้นล่าสุดของเขาดำเนินเหตุการณ์ในปี 1980 สองสามวันก่อนมหาวิทยาลัยจะเปิดเทอม เล่าผ่านสายตาของ เจค (เบลค เจนเนอร์) เด็กหนุ่มที่ต้องย้ายมาอยู่หอเดียวกับเพื่อนร่วมทีมเบสบอล ซึ่งมีหลากหลายบุคลิกตั้งแต่หนุ่มหื่นช่างจ้อ (เกล็น พาเวลล์) นักพี้กัญชาเคล้าปรัชญา (ไวแอ็ต รัสเซลล์) ไปจนถึงหมาบ้าจอมยโส (จัสตัน สตรีท) ตลอดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเขาหยอกล้อ กลั่นแกล้งกัน ออกไปตะลอนล่าหญิงตามผับ ดูคอนเสิร์ต แข่งปิงปอง และฝึกซ้อมเบสบอล โดยระหว่างนั้นเจคยังได้รู้จักกับนักศึกษาการละคร (โซอี้ ดอยช์) ซึ่งเขาปรารถนาจะสานสัมพันธ์ลึกซึ้ง

นั่นเป็นสิ่งที่พอจะเรียกได้ว่า “พล็อต” ซึ่งแทบไม่เคยเป็นจุดเด่น หรือกระทั่ง (ในบางกรณี) มีตัวตน เสน่ห์ของหนังลิงค์เลเตอร์ไม่ได้อยู่ตรงการวางปมขัดแย้ง หรือบีบคั้นอารมณ์คนดู ตรงกันข้าม มันอยู่ตรงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการจับอารมณ์แห่งยุคสมัย (ก่อนมาการถึงของโรคเอดส์) ความน่าตื่นเต้นของรักแรกแย้ม ตลอดจนการสอดแทรกประเด็นน่าสนใจเอาไว้ในเหตุการณ์สามัญ ธรรมดา ซึ่งมักจะพบเห็นได้ในหนังวัยรุ่นทั่วไป แต่ไม่เคยถูกสานต่อไปสู่สารัตถะยิ่งใหญ่ เช่น เมื่อหนังตั้งข้อสังเกตว่าความจริงเจคกับกลุ่มเพื่อนเปลี่ยนตัวตนไปตามรูปแบบเพลง ตั้งแต่ดิสโก้ ไปจนถึงคันทรี และพังก์ร็อกเพียงเพื่อโอกาสที่จะแอ้มสาวเพราะพวกเขาปราศจากกระดูกสันหลัง หรือมันเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนค้นหาตัวเอง… และจะมีช่วงเวลาไหนเหมาะสำหรับค้นหาตัวเองยิ่งไปกว่าช่วงวัยรุ่นอีกเล่า

แต่ท่ามกลางความสนุกสนาน บ้าระห่ำ หนังก็ยังแฝงอารมณ์หม่นเศร้าเกี่ยวกับช่วงเวลาอันแสนสั้นของวัยรุ่นเอาไว้ด้วย ผ่านรายละเอียดของตัวละครหนึ่ง ซึ่งอายุ 30 แต่แอบแฝงมากินนอนอยู่ในกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัย เพราะอยากซึมซับความรุ่งโรจน์เอาไว้ให้นานที่สุด ลิงค์เลเตอร์ไม่ได้อ้อยอิ่งกับรายละเอียดนี้ หรือเน้นย้ำเพื่อบีบอารมณ์อย่างที่สามารถทำได้ แต่มันก็โดดเด่นพอจะสร้างอารมณ์ร่วมสากล เพราะแม้ว่าเราอาจไม่เคยอยากเป็นนักเบสบอล แต่ทุกคนล้วนเคยผ่านช่วงวัยรุ่นไร้เดียงสา ซึ่งทุกอย่างดูเป็นไปได้ ไม่ไกลเกินเอื้อม ก่อนสุดท้ายจะค้นพบโลกความจริงอันโหดร้าย

ในฉากสุดท้ายของหนัง อาจารย์สอนประวัติศาสตร์เขียนหัวข้อบนกระดานดำว่า “พรมแดนเป็นจุดที่พบเห็นพวกเขา” ซึ่งหากทำความเข้าใจตามตัวอักษรแล้ว นี่อาจเป็นแค่ความพยายามเกริ่นนำเข้าสู่ประเด็นดินแดนตะวันตก หรือยุคสมัยบุกเบิกประเทศ หรือวิถีชีวิตของคาวบอย (ฉากหลังของหนังคือมหาวิทยาลัยเท็กซัส) แต่ประโยคดังกล่าวยังสะท้อนความนัยถึงเหล่าตัวละครหลักในหนังอีกด้วย เพราะชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ เปรียบได้กับการก้าวข้ามพรมแดนไปสู่อิสรภาพ พวกเขาต้องย้ายออกจากบ้านไปอยู่หอพัก แล้วใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นนอกเหนือจากพ่อแม่พี่น้อง มันเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวข้ามวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ เพราะไม่มีใครมาคอยบังคับให้เข้าคลาสเรียน คุณจะต้องค้นหาความรู้ ค้นหาตัวตน และศึกษาชีวิตตามลำพัง

การที่เจคกับเพื่อน (เทมเพิล เบกอร์) งีบหลับในคลาสแรกเป็นเหมือนอารมณ์ขันเล็กๆ และสัญลักษณ์สื่อความหมาย เนื่องจากหนังทั้งเรื่องดำเนินเหตุการณ์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก่อนเปิดเทอม ถึงขั้นมีข้อความนับถอยหลังเป็นเวลา ซึ่งโดยปกติแล้วการนับถอยหลังมักจะนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญ หรือไคล์แม็กซ์ แต่หนังเรื่องนี้กลับจบเมื่อการนับเวลาถอยหลังสิ้นสุดลง ก่อนอาจารย์จะทันได้อ้าปากพูดอะไรด้วยซ้ำ   มันเป็นการบอกกล่าวโดยนัยของลิงค์เลเตอร์ว่าแก่นชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยบางทีอาจไม่ได้อยู่ในชั้นเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงช่วงเวลาระหว่างคาบอีกด้วย

Eye in the Sky: วิกฤติแห่งศีลธรรม



ในสถานการณ์สมมุติที่นักปรัชญานิยมยกเป็นตัวอย่างเพื่อถกเถียงถึงความซับซ้อนทางศีลธรรม คุณเป็นคนขับรถรางที่บึ่งมาด้วยความเร็ว แต่ข้างหน้ามีคนงาน 5 คนกำลังยืนขวางรางอยู่ รถไม่สามารถหยุดได้เพราะเบรกแตก คุณรู้แน่ว่าถ้ารถรางชนคนงาน พวกเขาทั้งหมดต้องตาย ทันใดนั้นคุณก็เหลือบไปเห็นทางเบี่ยงเลี้ยวขวา บนรางมีคนงานยืนอยู่เหมือนกันแต่แค่คนเดียว ถ้าคุณหมุนพวงมาลัย คนงานก็จะตายแค่คนเดียว แต่ช่วยชีวิตคนงานอีก 5 คนได้ คุณจะทำอย่างไร

แน่นอนคนส่วนใหญ่คงตอบอย่างไม่ลังเลว่า เราควรหักรถรางให้เลี้ยวไปทางขวา เพราะการฆ่าคนบริสุทธิ์หนึ่งคนนั้นถือเป็นเรื่องน่าเศร้าก็จริง แต่การฆ่าคนบริสุทธิ์ถึง 5 คนร้ายแรงกว่ามาก

ทีนี้ถ้าลองเปลี่ยนสถานการณ์ว่าคุณไม่ใช่คนขับรถราง เป็นแค่คนเห็นเหตุการณ์ที่ยืนอยู่บนสะพานเหนือราง คนงาน 5 คนกำลังจะตาย ไม่มีทางเบี่ยง ไม่มีทางหลีกเลี่ยง นอกจากคุณจะผลักชายร่างใหญ่บนสะพานลงไปขวางรถราง แล้วคร่าชีวิตชายผู้นั้น แต่ช่วยชีวิตคนงาน 5 คนให้รอดตายได้ (คุณพินิจพิเคราะห์แล้วว่าคุณตัวเล็กเกินกว่าจะโดดลงไปขวางรถรางเองได้) กรณีนี้คนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะไม่ผลักชายร่างใหญ่ลงไปขวางรถราง แม้ว่ามันจะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันกับกรณีแรก คือ สละชีวิตคนหนึ่งคนเพื่อช่วยคน 5 คน เพราะพวกเขามองว่าการผลักคนลงไปตายเพื่อช่วยชีวิตคน 5 คนเป็นเรื่องโหดเหี้ยม ไร้ศีลธรรม ทำไมการแลกหนึ่งชีวิตเพื่อช่วย 5 ชีวิตในกรณีแรกถึงไม่ร้ายแรงเท่ากับกรณีหลัง ถ้าตัวเลขเป็นเรื่องสำคัญ การช่วยชีวิตคนได้ถึง 5 คน แล้วสละชีวิตคนแค่คนเดียวก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ ทำไมการฆ่าคนด้วยการขับรถรางไปชนถึงให้ความรู้สึกโหดเหี้ยมน้อยกว่าการผลักคนลงไปขวางรถราง

แล้วถ้าเปลี่ยนเป็นว่าคุณไม่จำเป็นต้องผลัก แต่บังเอิญชายร่างใหญ่ยืนอยู่บนประตูลับที่สามารถเปิดให้คนบนสะพานหล่นลงไปขวางรางได้พอดี คุณจะเลือกกดปุ่มเปิดประตูไหม การทำแบบนี้คุณจะ “รู้สึกผิด” น้อยลงไหม หรือว่าในแง่ศีลธรรมมันก็ยังแย่กว่าการบิดพวงมาลัยไปยังทางเบี่ยง

ความสับสนที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตัวอย่างข้างต้นสะท้อนหลักการทางศีลธรรมที่ขัดแย้งกันเอง โดยมุมหนึ่งสามัญสำนึกบอกว่าเราควรช่วยชีวิตคนให้ได้มากที่สุด แต่อีกมุมหนึ่งก็บอกว่าการฆ่าคนบริสุทธิ์เป็นเรื่องผิด แม้จะมีเหตุผลที่ดีก็ตาม สุดท้ายเราแล้วจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักในแต่ละสถานการณ์ว่าทางเลือกใดเหมาะสมที่สุด

ความลำบากใจอันเกิดจากหลักการทางศีลธรรมที่ขัดแย้งกันถูกนำมาใช้เป็นโจทย์เพื่อตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของนโยบายที่เรียกกันว่า “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ในภาพยนตร์แนวระทึกขวัญเรื่อง Eye in the Sky โดยหนึ่งชีวิตผู้บริสุทธิ์ในที่นี้ คือ อาเลีย (ไอชา ทาโคว์) เด็กหญิงชาวเคนยาที่ออกมาขายขนมปังได้ผิดที่ผิดเวลา จนนำไปสู่การตัดสินใจอันยากลำบากในลักษณะเดียวกับการตัดสินใจว่าคุณจะเลือกกดปุ่มเพื่อให้ชายร่างใหญ่หล่นลงไปขวางรถรางหรือไม่

แรกเริ่มเดิมทีปฏิบัติการของผู้พันแคทเธอรีน พาวเวลล์ (เฮเลน เมียร์เรน) ที่กรุงไนโรบีมีจุดมุ่งหมายเพื่อตามจับกุมสองผู้ต้องหาก่อการร้ายคนสำคัญในกลุ่มอัล-ชาบับ รายหนึ่งเป็นชายหนุ่มชาวโซมาเลีย อับดุลลาห์ อัล ฮาดี (เดค ฮัสซัน) ส่วนอีกรายเป็นภรรยาเขาชาวอังกฤษ ซูซาน แดนฟอร์ด (เล็กซ์ คิง) ทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในห้างสรรพสินค้ากลางกรุงไนโรบี ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน หน่วยข่าวกรองของอังกฤษสืบทราบว่าจะมีการนัดพบลับๆ ของกลุ่มอัล-ชาบับ ซึ่งสองสามีภรรยาจะส่งมอบสองสมาชิกใหม่ คนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน อีกคนเป็นชาวอังกฤษ ไปเข้ากลุ่ม เป้าหมายของพาวเวลล์ คือ บุกเข้าล้อมจับกุมทุกคนในบ้านหลังนั้น โดยมีโดรนจู่โจมเป็นหูเป็นตาอยู่บนท้องฟ้า แต่เนื่องจากแดนฟอร์ดกับอัล ฮาดีอยู่ท่ามกลางกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ การบุกล้อมจับจะนำไปสู่การยิงปะทะและสูญเสียชีวิต ดังนั้นพาวเวลล์กับนายพลแฟรงค์ เบนสัน (อลัน ริคแมน) จึงเห็นชอบให้ใช้ขีปนาวุธยิงถล่ม แต่ที่ประชุมบอร์ดของรัฐบาลไม่เห็นด้วย พวกเขายืนกรานให้ดำเนินการตามภารกิจดั้งเดิม นั่นคือ จับเป็น

หมดยกแรกฝ่ายสิทธิมนุษยชนเอาชนะคะแนนไปอย่างเด็ดขาด แต่ยกถัดมาสถานการณ์กลับพลิกผันในชั่วพริบตา เมื่อเดิมพันพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว หลังกล้องโดรนตัวจิ๋วเผยให้เห็นเหตุการณ์ภายในบ้านว่าคนกลุ่มนี้กำลังวางแผนจะก่อเหตุด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย ซึ่งหากทำสำเร็จประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจะต้องรับเคราะห์ การยึดมั่นในหลักการที่ว่า “รัฐบาลอังกฤษไม่เคยใช้โดรนโจมตีในประเทศที่สงบสุข” เริ่มสั่นคลอนจากข้อเท็จจริงว่าหากคนร้ายแยกขึ้นรถสองคัน โดรนซึ่งมีอยู่มีลำเดียวจำเป็นต้องเลือกตามรถแค่คันเดียว และหากเลือกผิดก็อาจทำให้การก่อวินาศกรรมครั้งสำคัญประสบผลสำเร็จ ขณะเดียวกันถ้าให้กองทหารบุกเข้าสกัดก็อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ “ไม่จำเป็น” ถึงจุดนี้ดูเหมือนกองทัพจะเปลี่ยนมาถือไพ่เหนือกว่า และคว้าชัยไปครองในที่สุดเมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศเห็นชอบให้เปลี่ยนภารกิจจับเป็นเป็นจับตาย

ย้อนกลับไปยังโจทย์สมมุติเกี่ยวกับรถราง ถ้าหากเราทราบว่าชายร่างใหญ่บนสะพานเป็นคนบงการให้รถรางเบรกแตก เพราะคนงานทั้ง 5 เป็นศัตรูที่เขาต้องการกำจัด หรือเปรียบง่ายๆ ว่าถ้าชายร่างใหญ่เป็นทหารนาซี และคนงานเป็นฝ่ายต่อต้านนาซี อย่างนี้แล้วเหตุผลในการผลักเขาให้รถรางทับตายเพื่อช่วยชีวิตคนงานจะพลันหนักแน่นขึ้นหรือไม่ เพราะบางทีการที่เราคาดเดาอันตรายได้ล่วงหน้า แต่ยังเลือกไม่ฆ่าคนจำนวนน้อยเพื่อช่วยชีวิตคนจำนวนมากก็อาจนำไปสู่หายนะดังเช่นที่ปรากฏในหนังเรื่อง Lone Survivor ซึ่งสร้างจากเหตุการณ์จริงของ มาร์คัส ลัตเทรลล์ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) ทหารหน่วยซีลที่ไม่อาจตัดใจฆ่าชายเลี้ยงแพะไร้อาวุธสามคนได้ ส่งผลให้เพื่อนทหารเกือบ 20 คนต้องเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยน้ำมือของนักรบตาลีบัน ถ้ามาร์คัส “รู้แน่” ว่าจะเกิดหายนะเยี่ยงนี้ หรือถ้าเขารู้แน่ว่าชายเลี้ยงแพะเป็นสายของตาลีบัน เขายังจะตัดสินใจแบบเดิมอยู่ไหม มโนธรรมและความหวังว่าชายเลี้ยงแพะอาจเดินกลับไปโดยไม่แจ้งข้อมูลให้ตาลีบัน หรือต่อให้ตาลีบันได้ข้อมูล พวกเขาก็อาจสามารถหนีรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย ทำให้มาร์คัสไม่อาจตัดใจฆ่าชายเลี้ยงแพะได้

ชายเลี้ยงแพะใน Lone Survivor ก็คล้ายคลึงกับเด็กหญิงขายขนมปังใน Eye in the Sky ต่างกันแค่คนดูรู้แน่ว่าเด็กหญิงเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าแองเจลา (โมนิกา โดแลน) สมาชิกเพียงคนเดียวในห้องประชุมที่คัดค้านการใช้ขีปนาวุธอย่างเต็มที่ รู้แน่ว่ากลุ่มก่อการร้ายจะทำการสำเร็จตามที่กองทัพคาดเดา เธอจะยังยืนกรานคัดค้านการใช้ขีปนาวุธอยู่ไหม

“ฉันเลือกจะโทษอัล-ชาบับว่าฆ่าเหยื่อ 80 คนแทนการแก้ต่างกองทัพในเหตุยิงระเบิดที่คร่าชีวิตเด็กผู้บริสุทธิ์” เธอให้เหตุผล แต่ทัศนคติดังกล่าวดูจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากกองทัพอังกฤษ หรือกระทั่งนักการเมืองจากฝั่งอเมริกาดังจะเห็นได้จากความหงุดหงิดในน้ำเสียงของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เมื่อทราบว่า “เรื่องแค่นี้” กลับกลายเป็นประเด็นถึงขั้นต้องโทรมารบกวนเพื่อขอคำอนุมัติจากเขา (หนึ่งในเหยื่อเป็นพลเมืองอเมริกัน) เช่นเดียวกับที่ปรึกษาอาวุโสด้านกฎหมายในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ไลลา โรบินส์) ซึ่งยืนกรานให้จู่โจม แม้กระทั่งหลังความจริงปรากฏว่าชายร่างใหญ่ (ซึ่งเป็นคนเลว) ผูกเชือกติดอยู่กับเด็กหญิงขายขนมปัง และหากผลักเขา หรือกดปุ่มให้เขาร่วงหล่นลงไปขวางรถราง เด็กหญิงก็จะตายตกตามกันไปด้วย “คนในทำเนียบขาวคงหัวเสีย รวมถึงที่เพนตากอนและอีกหลายแห่งในโลก ถ้าคุณปล่อยพวกเขาให้ไประเบิดห้างฯ เป็นจุล” คำตอบของเธอสอดคล้องกับความเห็นของนายพลเบนสันที่ว่า “เด็กหญิงอีกหลายสิบอาจสังเวยชีวิตถ้าคุณกลุ่มนี้รอดไปได้” คำถามที่เขาตั้งเป็นโจทย์ขึ้นมา คือ เพียงเพราะคนที่จะโดนลูกหลงเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่หรือเปล่า พวกเขาถึงได้ลำบากใจมากขนาดนี้ ถ้าเหยื่อเป็นชายฉกรรจ์ร่างโต แต่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เช่นกัน พวกเขาจะยังลำบากใจมากขนาดนี้ไหม หรือนั่นจะทำให้การตัดสินใจใช้ขีปนาวุธง่ายดายขึ้น
  
ความน่าสนใจของ Eye in the Sky อยู่ตรงที่หนังรักษาสมดุลก้ำกึ่งทางศีลธรรมเอาไว้โดยตลอด หาได้โน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นพิเศษ ตัวละครอย่างแองเจลาอาจเป็นเสียงของเหตุผล สามัญสำนึก ท่ามกลางบุคลิกบ้าเลือด นิยมความรุนแรงในกองทัพซึ่งยอมทำทุกทางเพื่อกำจัดศัตรูโดยไม่คำนึงถึงชีวิตคนเล็กคนน้อย แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจจะเป็นเสียงของอุดมการณ์เพ้อฝัน ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงอันโหดร้าย เธอกล่าวหานายพลเบนสันว่าไม่เห็นคุณค่าของชีวิต แล้วตัดสินชี้เป็นชี้ตายคนจากในห้องที่ปลอดภัย หาใช่สมรภูมิรบ แต่เขาตอกกลับว่าเธอต่างหากที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง วิพากษ์วิจารณ์คนทำงานด้วยมุมมอง “โลกสวย” ขณะที่ตัวเองไม่กล้าพอจะลงมาคลุกฝุ่นดินโคลน แล้วตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก แต่จำเป็นต้องทำ “อย่าพูดกับทหารเหมือนเขาไม่รู้ราคาที่ต้องจ่ายของสงคราม” เขาสรุปตบท้ายก่อนจะเดินออกจากห้อง

หนังเหมือนจะสอดแทรกแง่มุมมนุษย์ให้กับนายพลเบนสันด้วยฉากที่เขาต้องไปเลือกซื้อตุ๊กตาให้ลูกสาว มันพิสูจน์ให้เห็นว่าถึงแม้เขาจะมี “ความเป็นทหาร” ในสายเลือดเวลาทำงาน แต่ที่บ้านเขาก็ยังเป็นพ่อคนหนึ่ง แม้ว่าในเวลาเดียวกันมันจะเน้นย้ำให้เห็นความแตกต่างทางชนชั้นและสังคมของสองครอบครัวอังกฤษกับเคนยา พ่อคนหนึ่งสามารถเดินช็อปปิ้งซื้อของได้อย่างสุขสบาย ส่วนพ่ออีกคนต้องดิ้นรนเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย

นายพลเบนสันอาจตระหนักถึงราคาที่ต้องจ่ายของสงคราม ความสูญเสียซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงเพื่อแลกมากับ “ชัยชนะ” หรือการบรรลุเป้าหมาย แต่เขาไม่ทันตระหนักว่าความอยุติธรรมเป็นเชื้อที่บ่มเพาะให้เกิดความคับแค้น แล้วระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงในที่สุด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายด้วยขีปนาวุธ การจับกุมผู้ต้องสงสัยมาทรมาน ทำสงคราม ลอบสังหาร รวมไปถึงสิ่งที่อาจจะดูเหมือนเล็กน้อยอย่างการบิดเบือนผลคำนวณโอกาสเสียชีวิตของผู้พันพาวเวลล์ ถึงไม่ได้ช่วยลดทอนเหตุวินาศกรรม แต่กลับซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย มันเป็นเรื่องยุติธรรมหรือเมื่อพ่อคนหนึ่งจะได้ของขวัญกลับไปมอบให้ลูกสาว ขณะที่พ่ออีกคนต้องเสียลูกสาวไปพร้อมกับระเบิดซึ่งหล่นลงมาจากฟ้าโดยที่พวกเขาไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใครเลยนอกจากแค่อยู่ผิดที่ผิดเวลา แปลกหรือไม่หากพ่อคนหลังจะโกรธแค้น แล้วหล่อเลี้ยงวงจรอุบาทว์ให้กลายเป็นงูกินหางต่อไป พวกเขาอาจยับยั้งการก่อเหตุวินาศกรรมได้หนึ่งครั้ง แต่ราคาของมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ศพผู้บริสุทธิ์ที่เพิ่มมาอีกหนึ่ง (แลกกับการช่วยชีวิตคน 80 คน) อย่างแน่นอน

หมายเหตุ: เหตุการณ์สมมุติเกี่ยวกับรถรางเบรกแตกเรียบเรียงและอ้างอิงจากหนังสือเรื่อง “ความยุติธรรม” (Justice: What’s the Right Thing to Do) เขียนโดย Michael J. Sandel แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล