วันจันทร์, พฤศจิกายน 13, 2549

วิวัฒนาการหนังรักร่วมเพศ


รักร่วมเพศ หรือ ตัวละครที่สื่อนัยไปถึงรักร่วมเพศ เริ่มปรากฏสู่สายตาของนักดูหนังตั้งแต่ยุคโบราณกาล แทบจะในช่วงเวลาเดียวกับที่ภาพยนตร์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้นพวกเขาส่วนใหญ่จะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบแก๊กตลกของหนังเงียบระหว่างช่วงปี 1910-1920 เช่น ใน The Florida Enchantment (1914) คนดูจะได้เห็นภาพตัวละครผู้หญิงสองคนก้าวออกไปเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ปล่อยให้คู่เดทหนุ่มของพวกเธอยืนมองหน้ากันอย่างงงๆ ยักไหล่ จากนั้นก็หันไปจับคู่เต้นรำกันเอง ส่วนหนังที่มีกลิ่นอายคาวบอยอย่าง Wanderer of the West (1927) และ The Soilers (1923) ก็นิยมใส่ตัวละครผู้ชายท่าทางกระตุ้งกระติ้งเข้ามาในโลกตะวันตกเพื่อเรียกเสียงหัวเราะเป็นหลักเช่นกัน

‘กะเทย’ เป็นตัวละครรักร่วมเพศประเภทแรกของฮอลลีวู้ด พวกเขาช่วยทำให้คนดูรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยมในความเป็นชายหรือความเป็นหญิงของตน จากการยืนหยัดอยู่ตรง ‘กึ่งกลาง’ บนทางสองแพร่ง และความ ‘ไร้เพศ’ ดังกล่าวนี่เองที่ทำให้ฮอลลีวู้ดในยุคหนังเสียงเริ่มตีตราพวกเขาในฐานะตัวตลกขาประจำ

มือเขียนบทภาพยนตร์ เจย์ เพรสสัน อัลเลน (Marnie, Cabaret, Funny Lady) รำลึกถึงตัวละครเหล่านี้ว่า “พวกเขามีท่าทางกระตุ้งกระติ้ง แต่ไม่ได้ถูกอ้างถึงในฐานะรักร่วมเพศ ทำให้ผู้ชมทุกคนสามารถทำใจยอมรับได้ ความเป็นรักร่วมเพศของเขาถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ เป็นประเด็นที่ไม่ควรถูกนำมาพูดถึงอย่างเปิดเผย” หลายคน เช่น นักเขียนบทเกย์ อาร์เธอร์ ลอเรนท์ส (Rope, Summertime, The Turning Point) แสดงอคติต่อตัวละครประเภทนี้ว่าเป็นต้นเหตุให้รักร่วมเพศถูกนำเสนอออกมาในลักษณะแบบเหมารวม ต่างกับนักแสดงเกย์ ฮาร์วี่ย์ เฟียร์สไตน์ (Torch Song Trilogy, Independence Day, Bullets Over Broadway) ซึ่งมองต่างมุมว่า “ผมชอบตัวละครกะเทยในหนัง จริงอยู่ที่พวกเขาอาจสร้างภาพลักษณ์ในเชิงลบ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีเลย”

ขณะที่ภาพผู้ชายสวมชุดกระโปรงถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน ผู้ชมกลับรู้สึกชื่นชม หลงใหล เมื่อได้เห็นผู้หญิงสวมชุดสูทหรือทักซีโด้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ฉากอันลือลั่นเมื่อ มาร์ลีน ดีทริช ร้องเพลงจบก่อนจะเดินตรงไปจูบหญิงสาวคนหนึ่ง ในหนังเรื่อง Morocco (1930) ต่อมา ความเป็นเลสเบี้ยนของตัวละครเริ่มถูกนำเสนออย่างชัดเจนขึ้นในหนังเรื่อง Queen Christina (1933) ดัดแปลงจากชีวิตจริงของราชินี ‘หญิงรักหญิง’ ช่วงศตวรรษที่ 16 ของประเทศสวีเดน นำแสดงโดย เซ็กซ์ซิมโบลแห่งยุค เกรต้า การ์โบ และหนึ่งในฉากคลาสสิกที่ทุกคนจดจำได้ไม่ลืม คือ การปะทะคารมระหว่างพระนางคริสติน่ากับที่ปรึกษา

“แต่พระนางจะสิ้นพระชนม์ในสถานะสาวโสด ไร้คู่ครองไม่ได้นะพะย่ะค่ะ”

“เราไม่ทำเช่นนั้นแน่ ท่านที่ปรึกษา เราตั้งใจจะตายจากไปในสถานะชายโสดต่างหาก!”



แต่อิสรภาพทางความคิดในยุคนั้นเริ่มส่อแววถูกคุกคามจากกลุ่มผู้เคร่งศาสนา ผู้นำคาทอลิก และกลุ่มสตรีแม่บ้าน ซึ่งพยายามเรียกร้องให้ฮอลลีวู้ดมีระบบเซ็นเซอร์เนื้อหาล่อแหลมในภาพยนตร์ ส่งผลให้เกิดข้อบังคับในนาม Motion Picture Production Code ขึ้นและเริ่มมีผลบังคับใช้ในสมาคมผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์แห่งอเมริกันตั้งแต่ปี 1934

ระบบเซ็นเซอร์ดังกล่าวระบุถึงข้อห้ามมากมายสำหรับการนำเสนอคำพูด พฤติกรรม โครงเรื่อง ตลอดจนตัวละครบางประเภทในภาพยนตร์ โดยนอกจาก รักร่วมเพศ ซึ่งในยุคนั้นถูกขนานนามให้เป็น ‘ความวิปริตทางเพศ’ แล้ว การจูบปากอย่างดูดดื่ม การข่มขืน การทำแท้ง การค้าประเวณี ภาพลามก อนาจาร ตลอดจนภาษาหยาบคาย ก็ยังถูกจำกัดไม่ให้ปรากฏบนจออีกด้วย หนังสองเรื่องเด่นที่ถูกอิทธิพลของ Production Code เล่นงานได้แก่ The Lost Weekend (1945) ซึ่งต้องเปลี่ยนเนื้อหาของนิยาย จากเรื่องราวเกี่ยวกับชายขี้เหล้าผู้มีอาการสับสนทางเพศ มาเป็นเรื่องของนักเขียนขี้เหล้าที่กำลังประสบภาวะความคิดสร้างสรรค์อุดตัน และ Crossfire (1947) ซึ่งต้องเปลี่ยนเนื้อหาของนิยาย จากเรื่องราวการฆาตกรรมและใช้กำลังกับพวกรักร่วมเพศ มาเป็นหนังเกี่ยวกับการฆาตกรรมและอคติต่อชาวยิว

ตู้ซ่อนโฮโมฯ

ถึงแม้จะถูก Production Code เข้ามาแทรกแซง แต่ตัวละครรักร่วมเพศก็หาได้สูญหายไปจากสารบบไม่ ตรงกันข้าม พวกเขากลับหวนคืนสู่จอหนังในรูปแบบของ ‘วายร้าย’ ผ่านการนำเสนออันลุ่มลึก ไม่ชัดแจ้งเกินไปจนอาจก่อให้เกิดปัญหากับเจ้าหน้าที่ ตัวอย่างเด่นชัดของตัวละครในกลุ่มนี้ได้แก่ ลูกสาวผีดูดเลือดใน Dracula’s Daughter (1936) รับบทโดย กลอเรีย โฮลเด้น, คุณนายแดนเวอร์ส ใน Rebecca (1940) รับบทโดย จูดิธ แอนเดอร์สัน และ โจเอล ไคโร ใน The Maltese Falcon (1941) รับบทโดย ปีเตอร์ ลอรร์

“พวกเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ไม่ใช่วิศวกรอวกาศ” เจย์ เพรสสัน อัลเลน กล่าว “พวกเขาเผลอปล่อยผ่านอะไรหลายอย่างที่ส่อนัยยะถึงรักร่วมเพศ หากผู้กำกับหนังลุ่มลึกและเฉียบคมพอจะพูดถึงมันในทางอ้อมหรือสื่อสัญลักษณ์”

เจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์มองข้ามความจริงที่ว่า Rope (1948) ผลงานกำกับของ อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อค แท้จริงแล้วเป็นภาพยนตร์รักร่วมเพศ เกี่ยวกับเกย์หนุ่มปัญญาชนสองคนที่ร่วมกันวางแผนฆ่าเพื่อนหนุ่มอีกคนหนึ่งแล้วซ่อนศพเอาไว้ในหีบกลางห้อง ก่อนจะเชิญแขกเหรื่อกลุ่มหนึ่งมาร่วมงานปาร์ตี้คืนนั้น รวมไปถึงคู่หมั้นสาวและพ่อแม่ของผู้ตายด้วย ทั้งที่เนื้อเรื่องออกจะคล้ายคลึงกันมากกับเหตุการณ์จริงอันลือลั่นของสองฆาตกรโรคจิตและคู่รักเกย์ นาธาน ลีโอโพลด์ จูเนียร์ กับ ริชาร์ด โลบ ที่ร่วมกันวางแผนฆ่าลูกพี่ลูกน้องหนุ่มของโลบเพียงเพื่อความตื่นเต้นและต้องการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมายได้




เมื่อมีการห้ามนำเสนอภาพรักร่วมเพศอย่างตรงไปตรงมา ผู้ชมจึงต้องค้นหาเอาจากนัยยะที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน เช่นเดียวกัน บรรดานักเขียนก็พยายามที่จะสอดแทรก ‘ความหมายแฝง’ บางอย่างเอาไว้ในบทหนัง ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับงานแสดงและการกำกับที่สอดคล้องแล้ว อารมณ์รักร่วมเพศก็สามารถเบ่งบานขึ้นบนจอเงินได้ผ่านตัวละคร ‘ก้ำกึ่ง’ อย่าง พลาโต (ซาล มิเนโอ) ใน Rebel Without a Cause (1955) และความสัมพันธ์ ‘ลึกซึ้ง’ ระหว่าง จูดาห์ เบน-เฮอร์ (ชาร์ลตัน เฮสตัน) กับ เมสซาล่า (สตีเฟ่น บอยด์) เพื่อนรักผู้กลายมาเป็นศัตรู ใน Ben-Hur (1959)

หนังแต่ละเรื่องเป็นทั้งวิธีแสดงออกของคนเขียนบทและทางเลือกสำหรับผู้ชมในการสร้างสรรค์ภาพใหม่ขึ้นในใจ” กอร์ วิดัล ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Ben-Hur กล่าว “คุณต้องฉลาดที่จะสื่อความนัยออกมาโดยไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่”

ด้วยเหตุนี้เอง กลุ่มผู้ชมรักร่วมเพศจึงเริ่มสนุกสนานกับการ ‘อ่านระหว่างบรรทัด’ เชื่อมโยงหนังเข้ากับ ‘ตัวตน’ ในชีวิตจริง ทั้งจากเสื้อผ้าที่ตัวละครสวมใส่ ไปจนถึงการกระทำซึ่งชวนให้คิดสองแง่สองง่ามได้ พวกเขาตื่นเต้นเมื่อได้เห็น ดอริส เดย์ แต่งเป็นผู้ชายแล้วร้องเพลง ‘ความรักที่ต้องปกปิด’ ใน Calamity Jane (1953) ตื่นตะลึงกับการปะทะฝีมือกันระหว่างสองคาวบอยมาดทอม รับบทโดย โจน ครอว์ฟอร์ด และ เมอร์เซเดส แม็คแคมบริดจ์ ใน Johnny Guitar (1954) ครุ่นคิดตีความไปต่างๆนาๆ ขณะ มอนท์โกเมอรี่ คริฟท์ กับ จอห์น ไอร์แลนด์ กล่าวชื่นชม ‘ปืน’ ของอีกฝ่ายใน Red River (1948) และขำขันไปกับฉากที่สาวสวยสุดเซ็กซี่ (แต่ไม่ได้มีผมสีบลอนด์) เจน รัสเซลล์ เดินร้องเพลง ‘ไม่มีใครสักคนให้หลงรักเลยหรือ’ เข้าไปในโรงยิม ซึ่งอุดมไปด้วยชายหนุ่มมาดแมน รูปร่างบึกบึน แต่พวกเขากลับไม่แสดงท่าทีสนใจเธอเลยแม้แต่น้อยใน Gentlemen Prefer Blondes (1953)

ริชาร์ด ไดเออร์ นักแสดง/ช่างบันทึกเสียง ได้ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า ภาพยนตร์ในยุคนั้นพูดไปก็คล้ายกับชีวิตจริงของเกย์/เลสเบี้ยนเมื่อครึ่งศคตวรรษก่อน “พวกเราสามารถแสดงออกได้เพียงอ้อมๆเท่านั้นเหมือนกับบรรดาเนื้อหาในภาพยนตร์ ตัวละครปกปิดความเป็นรักร่วมเพศ (in the closet) หนังปกปิดความเป็นรักร่วมเพศ และพวกเราก็ปกปิดความเป็นรักร่วมเพศ”

นักเขียนนิยายชื่อดังชาวเกย์ อาร์มิสตีด มอพิน (The Night Listener, Tales of the City) เล่าถึงประสบการณ์ดูหนังในห้องฉายประจำบ้านของอดีตซูเปอร์สตาร์หนุ่มรักร่วมเพศผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ ร็อค ฮัดสัน ร่วมกับกลุ่มเกย์หนุ่มจำนวนหนึ่งว่า หลายคนหัวร่องอหายไปกับบรรดา ‘มุขส่วนตัว’ ที่ปรากฏในผลงานแนวตลก-โรแมนติกจำนวนหนึ่งที่ ร็อค ฮัดสัน แสดงร่วมกับ ดอริส เดย์ เช่น ในเรื่อง Pillow Talk (1959) “พระเอก ซึ่งรับบทโดย ร็อค ฮัดสัน ต้องแกล้งปลอมตัวเป็นเกย์เพื่อจะได้หลอกพานางเอกขึ้นเตียง มันช่างเหมือนชะตากรรมเล่นตลก เพราะในชีวิตจริงฮัดสันรับบทเป็นเกย์ที่ต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายแท้ๆเพื่อความก้าวหน้าของอาชีพการงาน แต่ในหนังเขากลับรับบทเป็นผู้ชายแท้ๆที่ต้องปลอมตัวเป็นเกย์”

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกอย่างจะรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ไปได้ ผู้กำกับ สแตนลี่ย์ คูบริค จำต้องยินยอมตัดฉากอาบน้ำสุดอื้อฉาวใน Spartacus (1960) ระหว่าง ‘ข้าทาส’ หนุ่ม โทนี่ เคอร์ติส กับ ‘เจ้านาย’ สูงวัย ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ ออกเพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง ส่วน ผู้กำกับ ริชาร์ด บรู้กส์ ก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกันตอนถ่ายทำ Cat On a Hot Tin Roof (1958) นำแสดงโดย พอล นิวแมน ในบทสามีติดเหล้าของ อลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์ ผู้ไม่ยอมมีอะไรๆกับเธอเพราะเขายังทำใจเรื่องการตายของเพื่อนหนุ่ม ‘คู่หู’ ชื่อ สกิปเปอร์ ไม่ได้ ทีมผู้สร้างถูกเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์บังคับให้ต้องตัดทอนรายละเอียดซึ่งส่อถึงนัยยะรักร่วมเพศออกหลายส่วนด้วยกัน

ยุคมืดของรักร่วมเพศ

ในระหว่างที่นักทำหนังชาวอเมริกันกำลังงัดข้อกับ Production Code อยู่นั้น หนังเรื่องหนึ่งจากเกาะอังกฤษก็ได้ลุกขึ้นประกาศจุดยืนต่อต้าน ‘ความปราศจากตัวตน’ ของรักร่วมเพศ อย่างเด่นชัด ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของตัวละครเกย์ ที่ต้องต่อสู้กับอคติรอบข้างทั้งจากสังคมและระบบกฎหมาย หนังเรื่องนั้นคือ Victim (1961) นำแสดงโดย เดิร์ค โบการ์ด วีรบุรุษชาวเกย์คนแรกแห่งโลกภาพยนตร์

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ‘ขบถจากต่างแดน’ ซึ่งกล้าหาญกว่าในการนำเสนอเรื่องราวทางเพศอย่างตรงไปตรงมา นักทำหนังฮอลลีวู้ดจึงต้องค้นหาวิธีการใหม่ๆในการดึงดูดกลุ่มคนดู ‘ผู้ใหญ่’ ให้ยอมตีตั๋วมาดูหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อความบันเทิงจอแก้วกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ย่างเข้าสู่ยุค 1960 หลังจากระบบเซ็นเซอร์เริ่มค่อยๆอ่อนแรงลงตามลำดับ นักทำหนังสองคนได้ฉกฉวยโอกาสดังกล่าวเปิดไฟเขียวให้กับโครงการหนังรักร่วมเพศสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือ Advise and Consent (1962) โดย อ็อตโต้ เพรมิงเกอร์ เล่าถึงวุฒิสมาชิกหนุ่ม (ดอน เมอร์เร่ย์) ผู้ถูกแบล็คเมล์จากความสัมพันธ์รักร่วมเพศในอดีต อีกเรื่องคือ The Children’s Hour (1961) โดย วิลเลี่ยม วายเลอร์ ซึ่งมี เชอร์ลี่ย์ แม็คเลน กับ ออเดรย์ เฮบเบิร์น นำแสดงร่วมกัน หนังโฟกัสไปยังข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพฤติกรรมเลสเบี้ยนในโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่หนังทั้งสองเรื่องต่างก็สะท้อนภาพลักษณ์ของรักร่วมเพศว่าเป็นเรื่องน่าอายและสกปรก ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบทางจิตใจต่อกลุ่มผู้ชมเกย์/เลสเบี้ยนวัยรุ่นไม่น้อย

ภาพยนตร์หลายเรื่องในยุคนั้น (1950-1960) อาทิ The Detective (1968), The Children’s Hour, Caged (1950), The Fox (1968), Rebel Without a Cause, Johnny Guitar และ Suddenly, Last Summer (1959) ล้วนฉายให้เห็นภาพของเกย์/เลสเบี้ยนที่เศร้าสร้อย ไม่มีความสุข เกลียดชังตัวเอก อยากฆ่าตัวตาย และสิ้นหวัง นอกจากนั้นชะตากรรมส่วนใหญ่ของพวกเขายังจบลงอย่างหดหู่อีกด้วย

ผู้กำกับหญิงเลสเบี้ยน แจน โอเซนเบิร์ก (Thank You and Good Night) ให้สัมภาษณ์ว่า “ภาพลักษณ์เหล่านั้นยิ่งเน้นย้ำความเศร้าและความเกลียดชังตัวเองของรักร่วมเพศซึ่งปรากฏอยู่แล้วภายใน มันเปรียบดังคำทำนายว่าพวกเราไม่มีวันได้พบกับรักแท้”

ผมคิดว่าชะตากรรมของตัวละครรักร่วมเพศในวรรณกรรม บทละคร และภาพยนตร์ของอเมริกามักลงเอยแบบเดียวกับชะตากรรมของตัวละครที่บูชาเสรีภาพทางเพศ” อาเธอร์ส ลอเรนท์ส กล่าว “คุณต้องชดใช้ราคาค่าอิสรภาพนั้น คุณต้องทนทุกข์ทรมาน ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่แอบคบชู้กับชายอื่น คุณก็แค่ต้องเผชิญหน้ากับมรสุมชีวิตในทุกด้าน แต่ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่รักชอบผู้หญิงด้วยกัน คุณก็เตรียมตัวผูกคอตายได้เลย ความต่างมันอยู่ตรงระดับขั้นความรุนแรง และถ้าคุณเป็นเกย์ แน่นอนว่าการลงทัณฑ์เพื่อไถ่บาปของคุณ ก็คือ ความตายสถานเดียว”

เซบาสเตียน เวเนเบิล ตัวละครสำคัญใน Suddenly, Last Summer ภาพยนตร์อีกเรื่องที่ดัดแปลงมาจากบทละครเวทีของนักเขียนเกย์เจ้าของรางวัลพูลิทเซอร์สองสมัย เทนเนสซี่ วิลเลี่ยมส์ (Cat on a Hot Tin Roof, A Streetcar Named Desire) นำแสดงโดย มอนท์โกเมอรี่ คลิฟท์, อลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์ และ แคทเธอรีน เฮบเบิร์น ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของรักร่วมเพศ หรือ ‘ความรักที่ไม่กล้าเอ่ยนาม’ แห่งยุคสมัยได้ดี เขาปรากฏเฉพาะในฉากย้อนอดีต แต่คนดูจะไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าหรือได้ยินเสียงของเขาเลย

เซบาสเตียนเปรียบดัง ‘สัตว์ประหลาด’ เป็นเกย์ที่ชอบล่อลวงเด็กหนุ่มไปกระทำมิดีมิร้ายและสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเหยื่อกามารมณ์เหล่านั้น ฉากที่เขาถูกกลุ่มเด็กหนุ่มไล่ล่าขึ้นไปบนภูเขาให้อารมณ์คล้ายฉากในหนังสยองขวัญคลาสสิกอย่าง The Bride of Frankenstein (1935) ซึ่งคิดไปคิดมาก็น่าตลกไม่น้อย เนื่องจาก The Bride of Frankenstein เป็นผลงานกำกับชิ้นเยี่ยมของของ เจมส์ เวลส์ หนึ่งในนักทำหนังฮอลลีวู้ดยุคแรกๆเพียงไม่กี่คนที่กล้าเปิดเผยตนว่าเป็นเกย์ ต่อมาชีวิตของเขาได้ถูกถ่ายทอดลงแผ่นฟิล์มใน Gods and Monsters (1998) โดยมี เซอร์ เอียน แม็คเคลเลน นักแสดงชื่อดังเพียงไม่กี่คนที่กล้าเปิดเผยตนว่าชื่นชอบไม้ป่าเดียวกัน รับบทเป็น เจมส์ เวลส์ และได้เข้าชิงออสการ์สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมในปีนั้น




หนังเกย์รุ่นบุกเบิก

คืนวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 1969 ตำรวจนิวยอร์คได้บุกเข้าไปตรวจค้นบาร์เกย์ยอดฮิตแห่งหนึ่งชื่อ สโตนวอลล์ อินน์ ในย่าน กรีนวิช วิลเลช และพบกับการขัดขืนอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่ขบวนการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิครั้งยิ่งใหญ่ของชาวรักร่วมเพศ นักวิชาการหลายคนขนานนามเหตุการณ์ในครั้งนั้นให้เป็นจุดเปลี่ยนแห่งประวัติศาสตร์

ตำรวจตั้งข้อหา ‘ขายเหล้าโดยไม่มีใบอนุญาต’ จากนั้นก็ประกาศไล่ลูกค้าทุกคนออกจากบาร์ โดยใครก็ตามที่ไม่มีบัตรประชาชน หรือ สวมเสื้อผ้าผิดเพศจะต้องถูกนำตัวไปทำทะเบียนประวัติยังสถานีตำรวจ อย่างไรก็ตาม ปรกติแล้ว (สองสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีการตรวจจับบาร์เกย์ใน เดอะ วิลเลช ไปทั้งหมดสี่แห่ง) บรรดาลูกค้าที่ถูกปล่อยตัวส่วนใหญ่จะรีบทยอยกันกลับบ้านในทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตกเป็นเป้าสังเกต แต่คืนนั้นพวกเขากลับเลือกที่จะจับกลุ่มชุมนุมอยู่หน้าบาร์ จนต่อมาค่อยๆลุกลามกลายเป็นจลาจล มีการร้องเพลงปลุกใจ จุดไฟในถังขยะ และขว้างขวดกับก้อนอิฐใส่ประตูหน้าบาร์ ซึ่งกลุ่มตำรวจใช้เป็นแหล่งหลบภัย

The Stonewall Riots ยืดเยื้ออยู่นานหลายวัน มีผู้เข้าร่วมเป็นบรรดาเกย์/เลสเบี้ยนจำนวนทั้งสิ้นกว่า 400 คนและเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ จูดี้ การ์แลนด์ นักร้อง/นักแสดงขวัญใจอันดับหนึ่งของชาวรักร่วมเพศเพิ่งจะเสียชีวิตได้ไม่นาน (พิธีศพของเธอจัดขึ้นในตอนบ่ายของวันที่ 27 มิ.ย. 1969) กล่าวกันว่า ความเศร้าโศก ตลอดจนอารมณ์เก็บกด โกรธแค้น และอึดอัด คับข้องใจ ของเหล่ารักร่วมเพศที่จำต้องทนปิดปากเงียบ เก็บตัว หลบซ่อนไม่ให้เป็นที่สังเกตของสังคมมายาวนานเพื่อร้องขอความยอมรับ จนดำเนินมาถึงจุดระเบิดในที่สุด คือ สาเหตุสำคัญแห่งปรากฏการณ์ ‘ปลดแอก’ (Gay Liberation) ซึ่งต่อมาจะส่งผลกระทบเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปยังกลุ่มรักร่วมเพศในประเทศอื่นๆทั่วโลกตะวันตก

นับแต่นั้นเป็นต้นมา บรรดาเกย์/เลสเบี้ยนหัวก้าวหน้าก็เลิกที่จะพยายามก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมรักต่างเพศเหมือนคนรุ่นก่อน ซึ่งมุ่งมั่นชวนเชื่อมาตลอดว่ารักร่วมเพศ นอกจากรสนิยมทางกามารมณ์แล้ว ก็ไม่ต่างจากประชาชนชาวรักต่างเพศทั่วๆไป พวกเขาเลือกที่จะปฏิเสธการทำตัวให้ ‘กลมกลืน’ ไปกับสังคมพร้อมทั้งเฉลิมฉลอง ‘ความแตกต่าง’ อย่างภาคภูมิใจ

ฮอลลีวู้ดตัดสินใจกระโดดเข้าร่วมกระแสเคลื่อนไหวทางสังคมดังกล่าวด้วย The Boys in the Band (1970) ภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำเสนอชีวิตหลากหลายของรักร่วมเพศในเชิงลึก โดยไม่มีใครฆ่าตัวตายหรือถูกฆ่าตายในตอนท้าย แม้ว่าตัวละครหลายคนในนั้นจะปากจัด เจ้าคิดเจ้าแค้น และชิงชังตัวเองอยู่ไม่น้อยก็ตาม (หนังได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่อง ฉันผู้ชายนะยะ)

มาร์ท โครวลี่ย์ เจ้าของบทละครนอกบรอดเวย์ที่หนังขอยืมเรื่องราวมาใช้ กล่าวว่าเขาได้ต้นแบบตัวละครส่วนใหญ่มาจากบุคลิก ความรู้สึกภายใน “ผมคิดว่าความเกลียดชังตัวเองในรักร่วมเพศเป็นผลมาจากอิทธิพลรอบข้าง จากระดับความมั่นใจที่ตกต่ำ จากการถูกสังคมตีตราในแง่ร้าย รักร่วมเพศในสมัยนั้นยังถูกมองว่าเป็นพวกมีความผิดปรกติทางจิต เมื่อใดก็ตามที่คุณเดินเข้าไปในบาร์เกย์ มันมีโอกาสสูงที่คุณอาจจะถูกจับ หรือสถานที่นั้นอาจจะถูกตำรวจบุกตรวจค้นไม่นาทีใดก็นาทีหนึ่ง”

ขณะเดียวกันทางฝั่งอังกฤษ หนังเรื่อง Sunday, Bloody Sunday (1971) ก็เริ่มต้นกวาดคำชมจากนักวิจารณ์จำนวนมากและได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะหนึ่งในหนังหัวก้าวหน้าเพียงไม่กี่เรื่องของยุคนั้น (หรือกระทั่งยุคนี้) ที่แสดงรสนิยมรักร่วมเพศและไบเซ็กซ่วลของตัวละครเอกแบบผ่านๆ โดยไม่ได้เน้นย้ำ ราวกับมันเป็นเรื่องปรกติธรรมดาที่สุด



แต่แนวโน้มแห่งการสร้างภาพลักษณ์แง่ดีของรักร่วมเพศในฮอลลีวู้ดยุค 1970 ผ่านหนังอย่าง The Boys in the Band, Cabaret (1972), Car Wash (1976) และ Next Stop, Greenwich Village (1976) ก็เริ่มเบี่ยงเบนออกนอกเส้นทางพร้อมกับการก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ เมื่อหนังสุดอื้อฉาวเรื่อง Cruising (1980) เกี่ยวกับนายตำรวจหนุ่ม (อัล ปาชิโน่) ที่ต้องปลอมตัวเข้าไปสืบคดีฆาตกรรมในแหล่งซ่องสุมชาวเกย์ ของผู้กำกับ วิลเลี่ยม ฟรีดกิ้น ออกฉายพร้อมเสียงต่อต้านหนาหูของเหล่านักต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิรักร่วมเพศ ถึงขนาดมีการนัดเดินขบวนประท้วงกันตามถนนเลยทีเดียว พวกเขาชิงชังฮอลลีวู้ดที่พยายามจะเปลี่ยนสภาพรักร่วมเพศจาก ‘เหยื่อ’ มาเป็น ‘ผู้ล่า’ หรือฆาตกรโรคจิต พร้อมกันนั้นก็สะท้อนให้เห็นสังคมกลางคืนของเกย์ในรูปแบบของโลกอันตราย เต็มไปด้วยเกมทางเพศที่วิปริต ผิดแผก

วิธีแสดงพลังและตัวตนให้เห็น ‘เป็นรูปธรรม’ ของเกย์/เลสเบี้ยนเพื่อประท้วงฮอลลีวู้ดในการขยายภาพแง่ร้ายของรักร่วมเพศดำเนินต่อมาจนถึงยุค 1990 กับหนังดังสองเรื่อง นั่นคือ Basic Instinct (1992) และ The Silence of the Lambs (1991)

แรงปรารถนาที่จะลดน้ำหนักการเหมารวมเกย์ในแง่ลบบนจอภาพยนตร์ทำให้ แบร์รี่ แซนด์เลอร์ ตัดสินใจเขียนบทหนังขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เล่าถึงเรื่องราวของผู้ชายแต่งงานแล้วที่เกิดไปติดใจหลงใหลผู้ชายอีกคนหนึ่งและค้นพบตัวตนที่แท้จริงว่าเขาเป็นเกย์ จุดหักมุมสำคัญอยู่ตรงที่ผู้ชายทั้งสองคนนั้นจะดำรงสภาพ ‘ความเป็นชาย’ เอาไว้โดยตลอด พวกเขาเป็นเกย์ ไม่ใช่กะเทยตุ้งติ้ง และพวกเขาจะต้องรับบทโดยนักแสดงหนุ่มหน้าตาดีสองคนที่มีบุคลิกสะอาดสะอ้านเหมือนผู้ชายธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ดูดุดัน ไว้หนวดเครา หรือสวมชุดหนังรัดรูปแต่อย่างใด ฟ็อกซ์ สตูดิโอ เปิดไฟเขียวให้โครงการสร้าง Making Love (1982) กระนั้นอุปสรรคใหญ่ ก็คือ นักแสดงหนุ่มส่วนมากในฮอลลีวู้ดมักจะได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างไม่ให้รับบทเป็นเกย์ เพราะนั่นหมายถึงจุดจบทางอาชีพการงาน แต่โชคดีที่ แฮร์รี่ แฮมลิน และ ไมเคิล ออนท์คีน ยืนยันที่จะมาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของเอเย่นต์พวกเขา

ผู้อำนวยการสร้าง เดเนี่ยล เมลนิค เล่าว่า เมื่อผู้บริหาร ฟ็อกซ์ สตูดิโอ คนใหม่ได้ดูผลงานฉบับตัดต่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาก็เรียกขานมันอย่างเกรี้ยวกราดว่า “หนังกะเทยระยำ” ส่วน แบร์รี่ แซนด์เลอร์ ได้เล่าถึงเหตุการณ์วันที่เขาไปร่วมงานเปิดตัวหนังรอบปฐมทัศน์ในไมอามี่ว่า “พอพวกเขา (แฮมลินกับออนท์คีน) จูบปากกันเป็นครั้งแรก ผู้ชมก็พากันตื่นตระหนก หลายคนลุกเดินออกจากโรงหนังทันที” หนังอีกเรื่องที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน คือ Deathtrap (1982) โดยตามข่าวมีรายงานว่า ในรอบพรีวิวที่เมืองเดนเวอร์ คนดูเริ่มส่งเสียงโห่ดังสนั่น เมื่อ ไมเคิล เคน จูบปากอย่างดูดดื่มกับ คริสโตเฟอร์ รีฟ บนจอ

Making Love ล้มเหลวทั้งในด้านรายได้และคำวิจารณ์อย่างสิ้นเชิง มองในแง่ประวัติศาสตร์ มันคือหนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญของวงการภาพยนตร์เกย์ยุคแรก แต่หากมองในแง่ศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือสไตล์ หนังค่อนข้างจะ ‘ล้าสมัย’ เช่นเดียวกับ Desert Hearts (1985) ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของผู้หญิงแต่งงานแล้ว (แต่กำลังจะหย่า) ผู้ค้นพบว่าเธอชื่นชอบไม้ป่าเดียวกัน ฉากรักของหนังเรื่องหลังถูกถ่ายทอดออกมาในลักษณะของภาพยนตร์เรทอาร์ (soft core) และดูเหมือนแฟนตาซีของเพศชายมากกว่าภาพสะท้อนความเป็นเลสเบี้ยนที่จริงจัง ซึ่งอาจจะกล้ำกลืนได้ยากเกินไปสำหรับกลุ่มผู้ชมรักต่างเพศ

กำเนิด Queer Cinema


ปี 1991 ถือเป็นปีแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของวงการหนังเกย์ เริ่มต้นจากการที่ Poison (1991) ของ ท็อดด์ เฮย์นส์ และ Paris Is Burning (1990) ของ เจนนี่ ลีฟวิงสตัน คว้ารางวัลใหญ่มาครองได้พร้อมกันจากงานเทศกาลหนังซันแดนซ์และทำให้ทุกคนเริ่มหันมาจับตามองขบวนการที่เรียกว่า ‘กลุ่มคลื่นลูกใหม่แห่งวงการหนังเกย์’ (Queer New Wave)

หนึ่งปีถัดมา กระแสความ ‘ฮ็อต’ ยิ่งทวีเพิ่มขึ้นตามลำดับ เมื่อ Basic Instinct (1992) ของ พอล เวอร์โฮเว่น และ Edward II (1991) ของ ดีเร็ค จาร์แมน เปิดฉายที่นิวยอร์คในวันเดียวกัน ไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนั้นเทศกาลหนัง New Directors/New Films Festival ก็ตัดสินใจเปิดตัวหนัง ‘queer’ สี่เรื่องพร้อมกัน นั่นคือ The Hours and Times (1991) ของ คริสโตเฟอร์ มูนช์, Swoon (1992) ของ ทอม คาลิน, R.S.V.P. (1991) ของ ลอรี่ ลินด์ และ The Living End (1992) ของ เกร็ก อารากิ

เมื่อผนวกเข้ากับ My Own Private Idaho (1991) ของ กัส แวน แซนท์ ที่เพิ่งเข้าฉายไปไม่นานก่อนหน้านี้ ก็เป็นอันสรุปได้ว่า ‘ยุคทองแห่งรักร่วมเพศ’ ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

ขณะที่เหล่าผู้สื่อข่าวสายหลักกำลังวุ่นอยู่กับการรายงานขบวนประท้วง Basic Instinct ของบรรดาเกย์/เลสเบี้ยนหัวโบราณ ซึ่งไม่พอใจที่หนังนำเสนอภาพรักร่วมเพศเป็นตัวร้าย เป็นฆาตกรโรคจิตที่คลั่งไคล้มีดเจาะน้ำแข็ง (จนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่าตัวหนังจริงๆมันสนุกสนานมากแค่ไหน) เหล่านักวิจารณ์หนังสายหลักก็วุ่นอยู่กับการวิเคราะห์ผลงานท้าทาย แปลกใหม่ และเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มคลื่นลูกใหม่เหล่านั้น ซึ่งต่างก็กระจายกันไปคว้ารางวัลต่างๆได้มากมายตามเทศกาลหนังหลายแห่ง

Queer Cinema ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาที่การศึกษาเกี่ยวกับรักร่วมเพศได้ ‘ก้าวข้าม’ ความพยายามจะสร้างการยอมรับหรือแสดงตัวตนให้ปรากฏ เมื่ออคติโดยรวมในทำนองว่า รักร่วมเพศเป็นเชื้อโรค เป็นความวิปริตทางจิต ได้ถูกขจัดออกไปจนหมดแล้ว เปิดโอกาสให้กลุ่มเกย์/เลสเบี้ยนสามารถสำรวจลึกถึงแรงปรารถนาภายในของตนได้อย่างอิสระ พวกเขาไม่แคร์อีกต่อไปว่าสังคมรักต่างเพศจะมองพวกเขาอย่างไร ด้วยเหตุนี้เอง Queer Cinema จึงเลิกวุ่นวายกับการสร้างภาพลักษณ์แง่ดีให้แก่รักร่วมเพศ แล้วหันไปสำรวจ ‘ตัวตน’ ภายในมากกว่า ดังจะเห็นได้ว่าตัวละครส่วนใหญ่ในหนังเหล่านี้ล้วนเป็นคนนอก นักโทษ อาชญากร ฆาตกร และผู้ชายขายตัว ขณะเดียวกัน หากมองในแง่เนื้อหาและสไตล์ Queer Cinema ก็ก้าวไกลไปกว่าหนังเกย์/เลสเบี้ยนในยุคก่อนด้วยการย้อนกลับไปสำรวจภาพลักษณ์ของตนในอดีต เล่นสนุกกับแนวทางหนัง และสลับสับเปลี่ยนมุมมองเพื่อความแปลกใหม่

Poison ดัดแปลงจากเรื่องสั้นอันยอกย้อน ซับซ้อนของ ฌอง เกเน็ท เล่าถึงเรื่องราวสามเรื่องของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่ฆ่าพ่อของเขาตาย ก่อนจะหนีหายไป, นักวิทยาศาสตร์ที่กลายเป็นฆาตกรจากสูตรน้ำยาซึ่งเขาคิดค้นขึ้นเอง และนักโทษหนุ่มที่แอบหลงใหลเพื่อนร่วมคุกซึ่งเขาเคยรู้จักมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว Paris Is Burning เป็นสารคดีที่เล่าถึงการประกวดกะเทยแต่งหญิง (drag queen) ของเหล่าประชาชนชนชั้นล่างของกรุงนิวยอร์ค ท่า ‘โพส’ ของพวกเขา/เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ มาดอนน่า นำไปประดิษฐ์เป็นท่าเต้น Vogue จนโด่งดังทั่วโลก The Living End เป็นเรื่องราวในสไตล์ Thelma and Louise ฉบับเกย์ติดเอดส์ คนหนึ่งเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ อีกคนเป็นผู้ชายขายตัว คนหนึ่งเบื่อหน่ายชีวิต อีกคนโกรธขึ้งกับทุกสิ่งรอบข้าง คติพจน์ประจำใจในระหว่างการผจญภัยอันเต็มไปด้วยอันตรายของพวกเขาคือ ‘ช่างหัวแม่ง’ Swoon เป็นเรื่องของสองคู่รักเกย์ ริชาร์ด โลบ กับ นาธาน ลีโอโพลด์ จูเนียร์ ที่วางแผนลักพาตัวและฆาตกรรมเด็กคนหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1920 เพียงเพื่อความสนุก ตื่นเต้น หนังเล่าถึงเหตุการณ์หลายเดือนก่อนหน้าอาชญากรรม การสืบสวนของตำรวจ การดำเนินคดี และชะตากรรมสุดท้ายของสองหนุ่ม




หนังเหล่านี้อาจเข้าไม่ถึงคนกลุ่มใหญ่ แต่ทั้งหมดก็ถูกจัดจำหน่ายตามโรงหนังปรกติ แทนที่จะเดินสายไปตามเทศกาลเท่านั้น และส่วนใหญ่ล้วนได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มนักวิจารณ์ นักทำหนังบางคน เช่น ท็อดด์ เฮย์นส์ เริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดสายหลัก (มากขึ้น) ด้วยการสร้างหนังอย่าง Velvet Goldmine (1998) และ Far From Heaven (2002) ซึ่งยังคงกลิ่นอายบางๆของรักร่วมเพศเอาไว้ ส่วนบางคนก็ยังดำรงสถานะนักทำหนังอิสระต่อไป เช่น เกร็ก อารากิ ซึ่งสร้างหนังไตรภาคเด็กมัธยมออกมา เริ่มจาก Totally F***ed Up (1993) ตามมาด้วย The Doom Generation (1995) และ Nowhere (1997) โดยธีมหลักยังคงวนเวียนอยู่กับอารมณ์โฮโมอีโรติก แม้ตัวละครของเขา (ยกเว้นเพียง Totally F***ed Up) จะไม่ชัดเจนในความเป็นรักร่วมเพศเท่า The Living End ก็ตาม

แต่น่าเสียดายที่ความคึกคักดังกล่าวกลับสูญสลายไปในเวลาอันรวดเร็ว สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ชมส่วนใหญ่สามารถหาดูเรื่องราวเกี่ยวกับรักร่วมเพศได้ง่ายขึ้นตามจอทีวีจากซีรี่ย์ยอดฮิตอย่าง Will & Grace, Queer as Folk และ Six Feet Under ดังนั้น นับแต่ปี 1995 เป็นต้นมากระแสหนังรักร่วมเพศจึงเริ่มพล่องมันเนยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนังส่วนใหญ่ ที่ได้รับการจัดจำหน่าย ถ้าไม่เป็นแนวตลก-โรแมนติกเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ชมวงกว้าง ก็มักจะเป็นแนว coming-of-age ที่น่ารักและไม่ล่วงเกินความรู้สึกใคร
ยุคสมัยแห่งพลังสร้างสรรค์และทัศนคติที่ท้าทายได้จากไปอย่างรวดเร็วพอๆกับการมาถึงของมัน

ฮอลลีวู้ดกับการถอยหลังลงคลอง

นานมาแล้ว ผู้ชายเคยมีอิสระที่จะแสดงความรัก มิตรภาพ และความนุ่มนวลระหว่างกันบนจอหนังได้อย่างไร้ขีดจำกัด เช่น ใน Wings (1927) ผลงานชนะรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นนายทหารหนุ่มหล่อบอกลาเพื่อนรักที่กำลังจะสิ้นลมของเขาด้วยการจุมพิตที่ริมฝีปาก

แต่ยุคสมัยแห่ง ‘ความบริสุทธิ์’ ดังกล่าวได้ผ่านพ้นไปแล้วแบบไม่มีวันหวนคืน โลกทั้งใบเริ่มตื่นตระหนกกับการถูกตราหน้าว่าเป็นรักร่วมเพศ จนการแสดงความผูกพันระหว่างผู้ชายสองคน แม้เพียงน้อยนิด กลายเป็นเรื่องต้องห้าม ส่วนการจุมพิตก็ถือเป็นการ ‘โจมตี’ จิตวิญญาณลูกผู้ชายขั้นรุนแรงมากกว่าการแสดงความรัก เช่น ในหนังเรื่อง The Sergeant (1968) เมื่อนายทหารแอบจิต (ร็อด สไตเกอร์) สูญเสียความความควบคุม และโผเข้าไปจูบปากพลทหารหนุ่มที่เขาแอบชอบ (จอห์น ฟิลลิป ลอว์) ซึ่งแสดงปฏิกิริยาตอบสนองด้วยท่าทางขยะแขยงและสยดสยอง หรือในหนังเรื่อง A View from the Bridge (1961) เมื่อกรรมกรอู่ต่อเรือ (ราฟ วัลโลน) ‘จู่โจม’ คนงานอพยพหนุ่มรูปหล่อ (ฌอน ซอเรล) ด้วยการจูบปากเขา โดยมี คาโรล ลอว์เรนซ์ รับบทเป็นคู่รักของฝ่ายหลัง กรีดร้องอย่างหวาดหวั่นต่อภาพดังกล่าว หรือกระทั่งในหนังตลกคู่หูอย่าง Thunderbolt and Lightfoot (1974) ก็ยังแสดงท่าทีรังเกียจการสัมผัสระหว่างเพศชาย เมื่อ จอร์จ เคนเนดี้ ร้องตะโกนว่า ‘ฉันจะฆ่าแก’ หลังจากถูก เจฟฟ์ บริดเจส แอบขโมยจูบ

“ผมคิดว่าบางทีคนอเมริกันคงหวาดกลัวเรื่องเพศมากกว่าคนชาติอื่น” ผู้กำกับเกย์ชาวอังกฤษ จอห์น ชเลซิงเกอร์ (Midnight Cowboy) กล่าว “พวกเขาพร้อมจะโชว์ความรุนแรงทุกประเภท แต่ถ้าเป็นเรื่องกามารมณ์ล่ะก็ พวกเขากลับหัวแข็งและเลือกจะซุกซ่อนมันไว้ ราวกับมันไม่มีตัวตน” กระนั้น Sunday, Bloody Sunday ของชเลซิงเกอร์ก็ใช่จะไหลลื่นตลอดทางแบบสะดวกโยธินโดยปราศจากอุปสรรค หรือ ความขัดแย้ง เขาเล่าว่าคนเขียนบทต้องการให้เขาถ่ายทำฉากแลกลิ้นระหว่าง ปีเตอร์ ฟินช์ กับ เมอร์เรย์ เฮด ด้วยภาพย้อนแสงระยะไกล แต่ชเลซิงเกอร์กลับปฏิเสธ (และได้รับชัยชนะ) โดยอ้างว่ามันควรถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมาเหมือนในชีวิตจริง

ทุกอย่างพลิกผันไปได้เหมือนฟ้ากับเหว หากเปลี่ยนเหตุการณ์มาเป็นฉากการจูบระหว่างผู้หญิงสองคน ซึ่งฮอลลีวู้ดสามารถเปิดแขนรับอย่างสบายใจและออกจะยินดีด้วยซ้ำ ภาพดังกล่าวนอกจากจะสื่อความหมายถึงจินตนาการของผู้ชายส่วนใหญ่แล้ว ซูซาน ซาแรนดอน ดาราสาวใหญ่ที่เคยเข้าฉากเลิฟซีนกับ แคเธอลีน เดอเนิฟ ในหนังแวมไพร์เรื่อง The Hunger (1983) ยังให้ความเห็นเสริมอีกด้วยว่า สาเหตุที่ผู้ชายแท้ๆ หรือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของฮอลลีวู้ด รู้สึกเหมือนถูกคุกคามโดยฉากจูบระหว่างผู้ชายกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงกับผู้หญิง และ ‘รับไม่ได้’ ในการเห็นผู้ชายสองคนแสดงความอ่อนไหวต่อกันบนจอภาพยนตร์ เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าผู้ชายจำเป็นต้องเข้มแข็งและไม่แสดงออกทางอารมณ์

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ชมจึงคาดหวังได้ล่วงหน้าเลยว่า จะต้องเห็นฉากจูบปากดูดดื่มระหว่าง ชารอน สโตน กับผู้หญิงอีกคนใน Basic Instinct แน่นอน แต่ไม่ใช่ระหว่าง ทอม แฮงค์ กับ แอนโตนีโอ แบนเดอรัส ใน Philadelphia (1993) โรบิน วิลเลี่ยม กับ นาธาน เลน ใน The Birdcage (1996) หรือ วิล สมิธ กับผู้ชายคนไหนสักคนใน Six Degrees of Separation (1993) ทั้งที่ตามท้องเรื่องเขารับบทเป็นเกย์ขายตัวสุดเซ็กซี่

กระทั่งฉากจูบอันลือลั่นระหว่าง เควิน ไคลน์ กับ ทอม เซลเล็ค ใน In & Out (1997) ยังเกือบจะถูกตัดออกไป เนื่องจากทางผู้บริหารสตูดิโอของพาราเมาท์ไม่เห็นด้วยกับฉากดังกล่าว แต่จากคำให้การของ สก็อตต์ รูดิน ผู้อำนวยการสร้าง ปรากฏว่าผู้ชมในรอบพรีวิวต่างร้องเชียร์ฉากจูบนั้น และเมื่อผนวกเข้ากับแรงโหมประชาสัมพันธ์จนมันกลายเป็น ‘ประเด็น’ สำคัญของหนัง พาราเมาท์จึงตัดสินใจเก็บฉากนั้นไว้ในที่สุด

คำถามที่ตามมา คือ อะไรมันเลวร้ายกว่ากันระหว่าง ‘จุมพิตเพื่อทำร้าย’ กับ ‘จุมพิตที่หายไป’



เป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษแล้วนับจากการล่มสลายของ Production Code แต่ฮอลลีวู้ดในยุค 1990 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ล้มเลิกพฤติกรรม ‘หมกเม็ด’ บนจอภาพยนตร์ จนทำให้กลุ่มผู้ชมรักร่วมเพศจำนวนไม่น้อยเริ่มเสื่อมศรัทธาต่อดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำในด้านนี้ ซ้ำร้าย มันยังถูกกระแสหนังรักร่วมเพศจากต่างประเทศอย่าง Wild Reeds (ฝรั่งเศส, 1994) Happy Together (ฮ่องกง, 1997) และ Head On (ออสเตรเลีย, 1998) แซงหน้าไปหลายเท่าตัวทั้งในด้านคุณภาพ ความกล้าหาญ และไอเดียสร้างสรรค์อีกด้วย อาจกล่าวได้ว่า ฮอลลีวู้ดนิยมชมชอบรักร่วมเพศ (หนังอย่าง Philadelphia และ The Birdcage ประสบความสำเร็จอย่างสูงทางด้านรายได้) ยอมรับรักร่วมเพศ แต่ตราบเท่าที่ความเป็นรักร่วมเพศเหล่านั้นจะไม่ถูกนำเสนอออกมาแบบลงลึกถึงรายละเอียดเท่านั้น


ที่สำคัญ เมื่อเมริกากำลังตื่นตัวไปกับสงคราม การก่อการร้าย ตลอดจนการปลุกระดมความเป็นชายและเลือดรักชาติอย่างถ้วนทั่ว แนวโน้มดังกล่าวจึงไม่มีทีท่าว่าจะพัฒนาไปข้างหน้าในอนาคตอันใกล้นี้ และระหว่างนั้น อย่างดีที่สุดที่ผู้ชมรักร่วมเพศพอจะ ‘เข้าถึง’ ได้ในภาพยนตร์กระแสหลัก ได้แก่ ภาพของเด็กหนุ่มสองคนที่อุทิศตนให้แก่กันแบบหมดใจในเรือกลางน้ำ ขณะมุ่งหน้าไปต่อกรกับปีศาจร้ายร้าย ในฉากจบของ The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring (2001)

แค่นี้คงพอจะบ่งชี้ได้ว่า ฮอลลีวู้ดในปัจจุบันห่างไกลจากสถานะผู้บุกเบิกไปมากแค่ไหนแล้ว

หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นก่อนการมาถึงของ Brokeback Mountain (2005)

วันพุธ, พฤศจิกายน 08, 2549

นักมวยกะเทย: การล่วงละเมิดเวทีความเป็นชาย


เมื่อประมาณหกปีที่แล้ว มีนักชกมวยไทยคนหนึ่งได้รับความสนใจจากคนดู ตลอดจนสื่อมวลชนแทบทุกแขนง จนกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งปี ถึงขนาดสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็น และ บีบีซี ยังบันทึกเหตุการณ์บนเวทีมวยนัดที่เขาลงแข่งไปออกอากาศทั่วโลก

เรื่องราวของเขาสามารถก้าวข้ามสถานะ ‘ข่าวกีฬา’ มาครอบครองพื้นที่ในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ร่วมกับข่าวการเมือง เศรษฐกิจ และอาชญากรรม ซึ่งเป็น ‘เจ้าถิ่น’ ดั้งเดิมได้ ไม่ใช่เนื่องจากเขามีลีลาฟุตเวิร์คที่พริ้วไหว ชั้นเชิงการเตะต่อยอันหนักหน่วง หรือความแข็งแกร่งของร่างกายชนิดเกินหน้านักชกคนอื่นๆ แต่เนื่องจากเขาเป็นนักมวยที่นิยมผัดแป้ง แต่งหน้า ทาปาก และสวมที่คาดผม ก่อนขึ้นชกบนเวทีต่างหาก…

หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ เพราะเขาเป็นนักมวยกะเทย นั่นเอง

หากมองผ่านมุมของผู้ตกเป็นข่าว ในทางอาชีพ การที่ความเป็น ‘กะเทย’ ของ ‘น้องตุ้ม’ หรือ นายปริญญา เจริญผล ถูกสื่อมวลชนโหมประโคมให้เป็นคุณสมบัติสำคัญเหนือข้อเท็จจริงที่ว่า เขาเป็นนักมวยชั้นดีที่เคยน็อคคู่ต่อสู้มาแล้ว 18 คนในการชก 22 นัด ก่อนจะเดินทางมาขึ้นสังเวียน ณ เวทีลุมพินี อาจถือเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเท่าใดนัก แต่ขณะเดียวกัน ตัวตนทางเพศของน้องตุ้มก็ทำให้เขา/เธอกลายสภาพเป็น ‘ประเด็น’ ทางสังคม รวมเลยไปถึงตัวแทนแห่งการพังทลายทางความคิดเกี่ยวกับกะเทยอ้อนแอ้นและความเป็นชาย ซึ่งนั่นทำให้เขา ‘คู่ควร’ จะได้รับพื้นที่มากกว่าแค่สองสามย่อหน้าบนพื้นที่ข่าวกีฬ่า

ในบรรดากีฬามากมายหลายหลากชนิด สังเวียนมวย ถือเป็นเวทีการต่อสู้ที่อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งความเป็นชายในแทบทุกอณู ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ชมซึ่งประกอบไปด้วยผู้ชายเป็นหลัก ธรรมชาติของตัวกีฬาอันค่อนข้างแข็งกระด้าง รุนแรง กรุ่นกลิ่นคาวเลือด หรือการแต่งกายที่บ่งบอกลักษณะทางเพศค่อนข้างชัดเจนด้วยการเปลือยอกและสวมกางเกงขาสั้น

อาจกล่าวได้ว่า กีฬาชกมวย เป็นกิจกรรมที่ ‘กีดกัน’ เพศหญิง/ความเป็นหญิงมากพอๆกับการคลอดลูกเป็นกิจกรรมที่ ‘กีดกัน’ เพศชาย/ความเป็นชาย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากธรรมชาติแห่งเพศ

จากการทดลอง นักจิตวิทยา อีริค อีริคสัน ค้นพบว่าเด็กผู้หญิงชอบเล่นตัวต่อด้วยการสร้างเป็นรูปร่างต่างๆโดยเน้นความสวยงาม ขณะที่เด็กผู้ชายกลับเลือกต่อตัวต่อให้สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้เพื่อรอดูมันพังทลายลงมา “แรงปรารถนาในหายนะ” อีริคสันตั้งข้อสังเกต “เป็นความเชี่ยวชาญพิเศษของมนุษย์เพศชาย”

กีฬาชกมวยสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดดังกล่าว เพราะไม่ว่าการแข่งขันนัดนั้นจะเต็มไปด้วยความสง่างาม สวยหรู หรือน้ำใจนักกีฬามากเพียงใด สุดท้ายแล้ว หายนะ คือ สิ่งที่ทุกคนรอคอยและคาดหวัง เหมือนตัวต่อที่ถูกตั้งสูงขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งพังทลายลงในที่สุด

ผู้หญิงที่นั่งชมการแข่งขันชกมวยส่วนใหญ่มักรู้สึกเห็นใจนักมวยที่แพ้ หรือบาดเจ็บ ส่วนผู้ชายกลับนิยมเข้าข้างนักมวยที่เป็นฝ่ายชนะ แต่ในแง่หนึ่ง ผู้ชมเพศชายอาจรู้สึก ‘อิน’ กับตัวเกมกีฬาเป็นหลักได้เช่นกันเหมือนความรักที่ปราศจากตัวตนให้จับต้อง กล่าวคือ ถ้าพวกเขาตั้งใจเชียร์นักมวยคนหนึ่งคนใดก่อนการแข่งขัน แล้วปรากฏว่านักมวยคนนั้นกำลังจะพบกับความพ่ายแพ้ พวกเขาก็สามารถหันมาเชียร์ผู้ชนะ ชื่นชมในความสามารถ ความเป็นนักสู้ของอีกฝ่ายแทนได้ ซึ่งเช่นนั้นแล้ว กิจกรรมแห่งการต่อสู้บนเวทีมวยย่อมถูกยกย่องและยืนยันคุณค่าเสมอ

ในเมื่อกีฬาชกมวยเป็นกิจกรรมที่อัดแน่นไปด้วยธรรมชาติแห่งเพศชายค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การปรากฏตัวของกะเทยคนหนึ่งบนสังเวียน ‘ลูกผู้ชาย’ จะสามารถสร้างความฮือฮาและท่าที ‘คุกคาม’ ต่อขนบธรรมเนียมดั้งเดิมได้อย่างมากมาย ยิ่งกว่ากีฬาประเภทอื่นๆ เช่น วอลเลย์บอล กับกรณีทีม ‘สตรีเหล็ก’ นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า กีฬามวยไทยเป็นสัญลักษณ์แทนความเก่าแก่และประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน คละคลุ้งไปด้วยเสียงปี่แตรโบราณ ตลอดจนการรำไหว้ครูก่อนการชก ก็ยิ่งทำให้ระดับคุกคามที่ว่าเพิ่มทวีเป็นสองเท่า

วิกฤติดังกล่าวสะท้อนผลออกมา เมื่อคณะกรรมการเวทีมวยลุมพินีตัดสินใจประกาศยกเลิกกฎระเบียบ ‘เป็นกรณีพิเศษ’ และอนุญาตให้น้องตุ้มสามารถสวมกางเกงในขึ้นชั่งน้ำหนักก่อนการชกได้ โดยตามข่าวระบุว่าคณะกรรมการ ‘ใจอ่อน’ เมื่อได้เห็นน้ำตาของน้องตุ้ม ผู้ปฏิเสธเสียงแข็งที่จะแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัล แต่หากมองให้ลึกลงไปแล้วจะพบว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงจะก่อให้เกิดความอึดอัด คับข้องใจแก่น้องตุ้มเท่านั้น หากยังรวมไปถึงบรรดาผู้ชายในกลุ่มคณะกรรมการอีกด้วย เนื่องจากการแก้ผ้าขึ้นชั่งน้ำหนักของน้องตุ้ม ย่อมเปิดเผยให้เห็น ‘ความเป็นชาย’ ของเขา และทำลายทัศนคติดั้งเดิมทั่วๆไปที่ว่ากะเทยไม่ใช่ผู้ชาย ‘เต็มตัว’

ถ้าไม่นับคำว่า เกย์ และ ตุ๊ด ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากคำว่า gay ในภาษาอังกฤษและหนังเรื่อง Tootsie (1982) ตามลำดับแล้ว กะเทย จึงกลายเป็นคำไทยแท้ๆเพียงคำเดียวสำหรับอ้างอิงถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศและมักจะมีคุณสมบัติผูกติดกับธรรมชาติของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ดังนั้น ในสายตาของสังคม กะเทยจึงถูกคาดหวังว่าจะต้องแสดงบุคลิกความเป็นหญิงออกมา เช่น ใช้สรรพนามว่า ‘ฉัน’ แทน ‘ผม’ แล้วลงท้ายประโยคด้วย ‘ค่ะ’ แทน ‘ครับ’ ออกอาการกระตุ้งกระติ้งและสวมเสื้อผ้าแบบผู้หญิง ที่สำคัญ บางครั้งกะเทยยังถูกเรียกแทนด้วยคำศัพท์ว่า ‘สาวประเภทสอง’ หรือ ‘ผู้หญิงประเภทสอง’ อีกด้วย

ฉะนั้นการได้เห็นกะเทยคนหนึ่งสามารถเตะต่อยผู้ชาย ‘เต็มตัว’ ให้ล้มลงไปกองคาพื้นเวทีได้ จึงถือเป็นภาพชวนช็อค เปรียบเสมือนการเรียกร้องขอพื้นที่ในเกมแห่งเพศชายและท้าทายบรรทัดฐานทางเพศของบุคคลทั่วไป เนื่องจากการชกมวยเป็นกีฬาของผู้ชายเต็มตัว และผู้ชายเต็มตัวก็ไม่นิยมแต่งหน้า ทาปาก

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างนักมวยกะเทยกับนักมวยผู้หญิง แม้ทั้งสองจะเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็น ‘ตัวตลก’ แบบเดียวกันกับผู้ชายเต้นบัลเล่ต์ใน Billy Elliot (2000) ก็ตาม อยู่ตรงที่ ในทางอุดมคติ นักมวยผู้หญิง คือ เฟมินิสต์ หรือตัวแทนแห่งการเรียกร้องสิทธิสตรีบนโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ตรงกันข้าม นักมวยกะเทยกลับไม่ได้ทำหน้าที่ ‘เรียกร้อง’ สิทธิคล้ายคลึงกันนั้นให้แก่กลุ่มบุคคลรักร่วมเพศแต่อย่างใด เนื่องจาก ตามคำกล่าวของ ปีเตอร์ แจ๊คสัน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการศึกษาประเด็นทางเพศในประเทศไทย ธรรมชาติของกะเทยนั้น ‘ตอกย้ำ’ ระบบความคิดดั้งเดิมทางเพศมากกว่าจะขัดขืน

พวกเขานิยมแทนตัวเองว่าเป็นผู้หญิงโดยจิตวิญญาณ แต่เกิดมาในร่างที่ผิดพลาด หลายคนพยายามจะแก้ไข ‘จิตใจ’ กับ ‘ร่างกาย’ ให้สอดคล้องกันด้วยการผ่าตัดแปลงเพศ ทั้งนี้เนื่องจากลึกๆแล้ว พวกเขาไม่เชื่อใน ‘รักร่วมเพศ’ (homosexuality) และยังยึดมั่นอยู่กับระบบ ‘รักต่างเพศ’ (heterosexuality) ซึ่งระบุชัดเจนว่าผู้ชายเกิดมาต้องครองคู่กับผู้หญิงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อตระหนักว่าตนชื่นชอบไม้ป่าเดียวกัน พวกเขาจึงพยายามผลักดันตัวเองให้ดำรงสถานะเพศตรงกันข้าม แทนที่จะยอมรับในสภาพรักร่วมเพศ

เป็นไปได้ไหมว่าเพราะเหตุนี้เอง ผู้ชม (เพศชาย) ส่วนใหญ่ถึงสามารถทำใจยอมรับและตะโกนเชียร์ ‘น้องตุ้ม’ ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจมากนัก นอกเหนือไปจากความจริงที่ว่าเขาเป็น ‘ผู้ชนะ’ และกำลังตกอยู่ท่ามกลางแวดวงแห่งเกมกีฬาที่พวกเขาเทิดทูน บูชา

การแต่งหน้า ทาปาก อาจแสดงท่าทีคุกคามความเป็นชายของกลุ่มผู้ชมอยู่บ้าง แต่อย่างน้อย ‘น้องตุ้ม’ ก็ช่วยยืนยันระบบแนวคิดเชิดชูรักต่างเพศ (heterosexism) หรือ จักรวาลแห่งชาย-หญิง ทำให้ผู้ชายที่มาหลงใหล ‘กะเทย’ สามารถกล้อมแกล้มหลอกตัวเองต่อไปได้ ว่าพวกเขาไม่ได้รักชอบไม้ป่าเดียวกัน ว่าพวกเขายังเป็นผู้ชาย ‘เต็มตัว’ เพราะตามแนวคิดดั้งเดิมนั้น กะเทย คือ ผู้หญิงในร่างผู้ชาย และเธอ/เขาผู้นั้นก็มักจะรับบทเป็นผู้ถูกกระทำในกิจกรรมทางเพศดุจเดียวกับผู้หญิง สุดท้ายผู้ชาย ‘เต็มตัว’ จึงยังคงสามารถดำรงทัศนคติแห่ง ‘ความเป็นชาย’ ของตนเอาไว้ได้ในเกมการร่วมรักกับบุคคลเพศเดียวกัน ตราบเท่าที่พวกเขายังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ชาย’ ในกิจกรรมดังกล่าว

ความแตกต่างประการหนึ่งระหว่างสังคมรักร่วมเพศของไทยกับโลกตะวันตกอยู่ตรงที่ คำว่า เกย์ ในสังคมไทย ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อแยกแยะรักร่วมเพศจากรักต่างเพศ (gay vs. straight) แต่เพื่อแยกแยะรักร่วมเพศจากการถูกตราหน้าว่าเป็น ‘กะเทย’ และมีแรงปรารถนาที่จะเป็นผู้หญิง

ผมไม่ใช่กะเทย” คือคำที่เกย์ไทยนิยมใช้ พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลสนับสนุนว่าเนื่องจากพวกเขาสามารถเป็นได้ทั้ง ‘รุก’ และ ‘รับ’ ในกิจกรรมทางเพศ ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับการคิดสรรคำใหม่ๆขึ้นมาเองของคนไทย เช่น เกย์คิง, เกย์ควีน รวมเลยถึง ‘เสือไบ’ ข้อสรุปหนึ่งซึ่งปรากฏชัด ได้แก่ ทั้งหมดล้วนบ่งชี้ไปที่ ‘บทบาท’ และ ‘การกระทำ’ มากกว่าแสดงตัวตน กล่าวคือ สถานะรักร่วมเพศของสังคมไทยดูเหมือนจะผูกติดอยู่กับ “สิ่งที่คุณทำ” มากกว่า “ตัวตนที่คุณเป็น”

การขาดคำศัพท์ ซึ่งจะนำใช้อธิบายตัวตนแห่งรักร่วมเพศในแบบที่ทุกคนสามารถยอมรับและเข้าใจได้ตรงกัน คือ ปัญหารากเหง้า ส่งผลกระทบต่อการวางรากฐานในสังคมให้รักร่วมเพศกลายเป็น ‘ตัวตนที่ปรากฏ’ แทนการหลบซ่อนอยู่ในซอกหลืบ แต่ขณะเดียวกัน สถานะดังกล่าว ตลอดจนการที่กะเทยเป็นรักร่วมเพศ ‘เดียว’ ที่มักจะปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ ทั้งในหนัง ในละคร ในเกมโชว์ ก็สร้างความ ‘อุ่นใจ’ ให้แก่มวลชนชาวรักต่างเพศทั้งหลาย เพราะกะเทยเปรียบดัง ‘ยาน้ำเชื่อม’ กลืนง่ายคล่องคอสำหรับพวกเขา สามารถตกเป็นเป้าให้พวกเขา ‘สงสาร’ ในความต้องการจะเป็นผู้หญิง แต่ดันเกิดมาในร่างกายที่ผิดพลาดได้ พร้อมทั้งช่วยยืนยันความจริงที่ว่าผู้ชายต้องอยู่คู่กับผู้หญิงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ นักมวยกะเทย ซึ่งสื่อมวลชนพยายามเน้นย้ำเหลือเกินว่า จำต้องเข้ามาคลุกคลีในวงการหมัดๆมวยๆเนื่องจากความจนเป็นเหตุ ทั้งที่ใจอยากเป็นผู้หญิงมากกว่า จึงย่อมไม่ให้ความรู้สึก ‘คุกคาม’ เพศชายได้มากเท่ากับ นักมวยเกย์ ผู้พอใจใน ‘ความเป็นชาย’ ของตน และไม่เสนอข้ออ้างอื่นใดให้แก่ผู้ที่มาหลงใหลนอกจาก ‘ความเป็นรักร่วมเพศ’

ทำนองเดียวกัน บรรดาหนังกะเทยทั้งหลายที่กำลังออกฉายเกลื่อนตลาด หลายเรื่องประสบความสำเร็จและทำเงินทำทองมากมาย จึงไม่ได้บ่งชี้ถึงภาวะการยอมรับ ‘รักร่วมเพศ’ ของสังคมไทยแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังกะเทยเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่กล้าแม้จะแสดงให้เห็นฉากจูบ ‘จริงๆ’ ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายเสียด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่การสะท้อนถึงความสัมพันธ์ หรือ สภาพจิตใจในเบื้องลึกของตัวละครเลย สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็กลายเป็นแค่ตัวตลกแบนราบให้คนดูได้หัวเราะมากกว่ามนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและมิติ

คงไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่า วงการหนังไทยยังคงรอคอยการมาถึงของหนัง ‘รักร่วมเพศ’ ที่แท้จริงอยู่

The Others: บ้านผีสิงกับผู้หญิงกอธิค


ทุกครั้งที่บรรดาเฟมินิสต์เอ่ยอ้างถึงการกดขี่เพศหญิงในโลกภาพยนตร์ หนังสยองขวัญมักจะตกเป็นผู้ต้องหาลำดับต้นๆเสมอ เนื่องจากพวกมันไม่เพียงจัดประเภทผู้หญิงให้เป็นความสำราญในการนั่งมองความงามแบบโครงสร้างของ ลอร่า มัลวี่ย์ (1) เท่านั้น หากแต่ยังก้าวไปถึงขั้นใช้พวกเธอเป็นข้ออ้างสำหรับระบายพฤติกรรมเก็บกดทางจิตอันบิดเบี้ยวอีกด้วย นั่นคือ การถ้ำมองและอารมณ์ซาดิสต์ ดังนั้น บ่อยครั้งในหนังสยองขวัญ เราจึงได้เห็นผู้หญิงสวยเซ็กซี่ถูกไล่ล่า ล่วงละเมิด และถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมโดยฆาตกรที่มักจะเป็นเพศชาย

กล่าวได้ว่าต้นแบบของการ ‘กระทำ’ สิ่งต่างๆเหล่านั้นต่อตัวละครเพศหญิงในหนังสยองขวัญสามารถสืบรากเหง้าไปถึงนิยายแนวกอธิคซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงระหว่างปี 1760-1820 และส่งอิทธิพลต่อมายังวงการภาพยนตร์ผ่านงานตามสูตร ‘ภรรยาตกอยู่ในอันตราย’ เกี่ยวกับผู้หญิงในภาวะวิตกจริต หมกมุ่นอยู่กับความคิดว่าสามีเธอรักเธอ เกลียดเธอ หรือต้องการทำอันตรายเธอกันแน่ ตัวอย่างของภาพยนตร์ในแนวทางนี้ได้แก่ Rebecca, Gaslight, Notorious และ Rosemary’s Baby เป็นต้น จินตนาการเกี่ยวกับฆาตกรรม การข่มขืน และความตายของตัวเอกหญิง ผลักดันให้สามีเธอรับบทคล้ายคลึงกับฆาตกรโรคจิต พร้อมกันนั้นหนังก็ค่อยๆ บ่มเพาะเมล็ดแห่งความคลุมเครือในใจผู้ชมว่าแท้จริงแล้วเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงในหัวของนางเอก หรือสามีเธอตั้งใจจะทำร้ายเธอจริงๆกันแน่

โดยเนื้อแท้แล้ว ภาพยนตร์แนวกอธิคตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรู้สึกหวาดระแวง เมื่อผู้คนรอบข้างวางแผนจะทำร้ายคุณ คุณไม่อาจไว้ใจใครได้ แม้กระทั่งสามี ชู้รัก หรือคู่หมั้น ทุกคนต่างซุกซ่อนความลับดำมืดบางอย่างไว้ เจตนารมณ์ของพวกเขาซับซ้อน คลุมเครือ หนังในแนวผู้หญิงกอธิคตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่มั่นคง ความขัดแย้ง และความไม่แน่ชัด นำเสนอภาวะ ‘วิกฤติบนขอบเหว’ ที่ตัวละครมีโอกาสร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง หรือฉุดตัวเองขึ้นสู่แสงสว่างได้มากพอๆ กัน การตระหนักถึงความจริงอันเลวร้ายดังกล่าวถือเป็นหัวใจของผลงานแนวกอธิค และที่สำคัญมันคือสัญลักษณ์แทนการตั้งคำถามต่อสภาพสังคมแบบชายเป็นใหญ่ (2)

หลังการถือกำเนิดของหนังสยองขวัญเฟมินิสต์อย่าง The Silence of the Lambs (3) ภาพยนตร์เรื่อง The Others จึงไม่เพียงแต่จะเป็นผลงานพีเรียดและการทำหนังในสไตล์สูงสุดคืนสู่สามัญแห่งยุคเทคโนโลยีครองโลกเท่านั้น หากแต่มันยังนำเสนอบทบาทและแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงย้อนหลังไปถึงยุคกอธิคอีกด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะผู้กำกับ อเลฮานโดร อาเมนาบาร์ ได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่านนิยายสยองขวัญหลายเรื่องในยุค 30-40 (4)

The Others มีโครงสร้างหลักเหมือนนิยายกอธิคดั้งเดิม เริ่มตั้งแต่การดำเนินเรื่องราวภายในปราสาทหลังหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศหลอกหลอน เหตุการณ์ประหลาด น่าสะพรึงกลัวที่ไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้ ไปจนถึงการเอ่ยอ้างตำนานเก่าแก่บางอย่างซึ่งอาจก่อให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ (ในกรณีนี้ได้แก่ประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับการถ่ายรูปคนตายเก็บไว้) และการเน้นย้ำอารมณ์รุนแรง หลายครั้งตัวละครมักถูกครอบงำด้วยความโกรธขึ้ง เศร้าสร้อย ตกใจ ตื่นตระหนก หวาดระแวง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวาดผวา ส่วนบุคคลที่มักจะตกเป็นเหยื่อของอันตรายรอบข้างก็คือ หญิงสาวผู้เปลี่ยวเหงา เก็บกด อีกทั้งยังถูกกังขังอยู่ในปราสาท เธอได้รับการเชิดชูให้เป็นนางเอกของเรื่อง และความทุกข์ทรมานของเธอก็จะถูกเน้นย้ำตลอดเวลาเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากผู้ชม

รายละเอียดเพียงประการเดียวที่ขาดหายไป คือ ตัวละครผู้ชายซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์การกดขี่ทางเพศ และต้นเหตุแห่งอารมณ์หวาดระแวงของฝ่ายหญิง ใน The Others กว่า ชาร์ลส์ (คริสโตเฟอร์ เอ็คเคลสตัน) สามีของเกรซ (นิโคล คิดแมน) จะปรากฏตัวขึ้นบนจอ หนังก็ดำเนินไปได้ครึ่งค่อนเรื่องแล้ว นอกจากนั้นเขายังไม่แสดงท่าทีคุกคามหรือพยายามจะทำอันตรายใดๆภรรยาอีกด้วย แต่กระนั้นความยิ่งใหญ่แห่งการ ‘ไม่มีตัวตน’ ของเขาก็เป็นสิ่งที่หนังเน้นย้ำให้เห็นเด่นชัด

มิสซิสมิลส์ (ฟิออนนูล่า ฟลานาแกน) ถามถึงคุณผู้ชายในวันแรกที่เธอพบเกรซเนื่องจากมันเป็นเรื่องผิดปกติที่ผู้หญิงจะดำรงตำแหน่งเจ้านายใหญ่ คำอธิบายว่าเขาออกไปรบในสงครามก็ทำให้เธอสิ้นสงสัยลงในที่สุด ส่วนตำราเรียนที่ลูกๆของเกรซอ่านก็แจกแจงชัดเจนว่า ครอบครัวสมบูรณ์แบบนั้นจะต้องประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก ครอบครัวของเกรซขาดคนสำคัญไปคนหนึ่ง และคนๆนั้นก็มักจะถูกเอ่ยอ้างผ่านบทสนทนาอยู่หลายครั้งหลายคราจนคนดูรู้สึกได้ถึง ‘การดำรงอยู่’ ของเขา แม้จะไม่มีโอกาสเห็นตัวจริงจนกระทั่งครึ่งหลังของหนังก็ตาม

กล่าวได้ว่าใน The Others ผู้ชายอาจไม่ปรากฏตัวโดดเด่นเป็นรูปธรรม แต่อำนาจ ‘แห่งความเป็นชาย’ ของเขาปกคลุม แผ่กระจายอยู่ทั่วไป

พร้อมกันนั้นหนังก็แสดงให้เห็นว่าอำนาจแห่งเพศหญิงเป็นเพียงเปลือกนอก ไม่เด็ดขาด หรือถึงที่สุด มิสซิสมิลส์อาจดูเหนือกว่ามิสเตอร์ทัทเทิ่ล (อีริค ไซเคส) แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ยังต้องขึ้นตรงต่อ (อดีต) เจ้านาย (ผู้ชาย) ประจำบ้านอยู่ดี ความซื่อสัตย์ ผูกพัน และภักดีต่อเขาทำให้เธอหวนกลับมาสิงสถิตยังบ้านหลังนี้อีกครั้ง ทางด้านเกรซนั้น แม้ภายนอกอาจดูแข็งกร้าวและเป็นผู้นำ แต่ลึกๆ แล้วเธอมักจะสวดภาวนาขอให้ ‘หัวหน้าครอบครัว’ กลับมาบ้านเสียที

หนังบีบบังคับให้เกรซจำต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยตลอดเช่นเดียวกับตัวเอกในนิยายกอธิค เธอหวาดผวา ระแวง สงสัย และถูกคุกคามด้วยพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น เรื่องราวเหมือนจะถูกเล่าผ่านมุมมองของเธอ แต่หนังกลับไม่ได้ใช้มุมกล้องแทนสายตาบ่อยครั้งนัก ตรงกันข้ามมันจงใจที่จะจัดวางเกรซเอาไว้บนหิ้งให้คนดูได้เพลิดเพลินกับความงามของเธอ แถมดาราผู้มารับบทเกรซก็ไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็น นิโคล คิดแมน สาวสวย เซ็กซี่ ที่ลงทุนย้อมผมเป็นสีบลอนด์ตามแบบฉบับนางเอกยุคคลาสสิก ซึ่งช่วยสะท้อนความเปราะบางแห่งเพศหญิงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสื่อนัยยะของการเป็นวัตถุทางเพศอีกด้วย

บทหนังสร้างข้อจำกัดให้เกรซถูก ‘กักขัง’ อยู่ภายในบ้านทั้งโดยพล็อตเรื่อง (เพื่อดูแลลูกๆซึ่งเป็นโรคแพ้แสงแดดขั้นรุนแรง) และการจัดวางองค์ประกอบภาพผ่านซี่ลูกกรงประตูและกรอบหน้าต่าง บ้านจึงเปรียบดังพันธนาการของเพศหญิงในสังคมแบบชายเป็นใหญ่ โดยทุกครั้งเมื่อผู้หญิงพยายามวิ่งหนีออกมา เธอก็มักจะพบกับทางตัน เช่น ม่านหมอกหนาทึบในกรณีของเกรซ หรือไม่ก็ความสยดสยอง น่าสะพรึงกลัวอย่าง หลุมศพ ผี และความตาย ในกรณีของแอนน์ (อลาคิน่า มานน์) จนสุดท้ายต้องวิ่งกลับเข้าไปหลบภัยอยู่ในบ้านตามเดิม

พัฒนาการอันแตกต่างของ The Others จากหนังกอธิคดั้งเดิมอยู่ตรงที่มันไม่ได้แค่นำเสนอเป็นนัยๆ ถึงวิกฤติเพศหญิงในฐานะสัญลักษณ์แทนการตั้งคำถามต่อสภาพสังคมแบบชายเป็นใหญ่เท่านั้น หากแต่ยังก้าวเข้าไปสะท้อนความคลางแคลงใจดังกล่าวให้ปรากฏชัดเป็นรูปธรรมอีกด้วย ผ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการล่มสลายแห่งศรัทธาของเกรซต่อไบเบิลและพระเจ้า (ผู้ชาย?) โดยตลอดทั้งเรื่องเธอเชื่อมั่นอย่างมืดบอดว่า ‘เขา’ จะช่วยนำสามีของเธอกลับมา เธอเชื่อว่า ‘เขา’ ได้ให้โอกาสแก้ตัวกับเธออีกครั้ง หลังความผิดพลาดครั้งใหญ่ และในระหว่างนั้นเธอก็ได้แต่เฝ้าเสี้ยมสอนลูกๆ อยู่ทุกวันว่า หากประพฤติตัวไม่ดี เมื่อตายไปพวกเขาจะต้องตกนรกหมกไหม้เหมือนที่ระบุเอาไว้ในพระคัมภีร์

จนกระทั่งหลังจากความเชื่อทั้งหลายถูกพิสูจน์ว่าเป็นเพียงภาพลวงตา ผ้าม่านในบ้านจึงถูกปลดออก เด็กๆ สามารถเปิดตัวต่อแสงอาทิตย์ได้ ส่วนเกรซเองก็เริ่มตาสว่างและตระหนักในความจริงว่าเธอได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไรลงไป การเดินทางสู่แสงสว่างของเกรซอาจไม่พัฒนาถึงขั้นปฏิเสธสังคมแบบชายเป็นใหญ่หรือพระเจ้าโดยสิ้นเชิง เพราะสุดท้ายเธอยังยืนยันที่จะอยู่ในกรง/บ้านต่อไป แต่อย่างน้อยเธอก็ได้เข้าใจถึงสภาพและ ‘ตัวตน’ ที่แท้จริงของเธอ

ในทำนองเดียวกัน หนังสยองขวัญอย่าง The Others อาจไม่ได้ปฏิวัติสถานะ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ของเพศหญิงเหมือนหนังอย่าง The Silence of the Lambs แต่มันก็กล้าที่จะระบุแนวคิดเชิงเฟมินิสต์อันโดดเด่นว่า การเกิดเป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับชีวิตหลังความตาย ไม่ได้หมายถึงอิสรภาพเสมอไป

หมายเหตุ

1. ในบทความชิ้นสำคัญของการศึกษาภาพยนตร์ชื่อ Visual Pleasure and Narrative Cinema ลอร่า มัลวี่ย์ กล่าวถึงกระบวนการเล่าเรื่องตามประเพณีดั้งเดิมของฮอลลิวู้ด โดยเฉพาะในยุคหนังเงียบตลอดจนถึงยุคสตูดิโอรุ่งเรืองว่า มักจะนำเสนอผู้หญิงในฐานะวัตถุทางเพศ จัดวางพวกเธอไว้บนหิ้งให้ทุกคนจ้องมอง ทั้งโดยตัวละครฝ่ายชายและผู้ชมในโรงภาพยนตร์ พวกเธอถูกจำกัดให้ต้องรับบทผู้ถูกกระทำ ส่วนผู้ชายนั้นก็กลายเป็นคนเดินเรื่องและตัวละครที่ผู้ชมนึกจำลองตนเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวด้วย บทวิเคราะห์ดังกล่าวถูกนำเสนอพร้อมกับยกเอา To Have and Have Not, The River of No Return, Vertigo, Rear Window และภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของ มาร์ลีน ดีทริช มาเป็นตัวอย่างประกอบ

2. อ้างอิงจากบทความ Lady, Beware: Paths Through the Female Gothic โดย เอเดรี่ยน มาร์ติน ใน www.sensesofcinema.com

3. ลินดา แบดลี่ย์ กล่าวถึง The Silence of the Lambs ในหนังสือชื่อ Film, Horror, and the Body Fantastic ว่ามันคือมุมกลับตาลปัตรของภาพยนตร์ในสูตร ‘ผู้หญิงตกอยู่ในอันตราย’ เมื่อ คลาริซ นางเอกของเรื่อง กลายเป็นฝ่ายตามล่าฆาตกรโรคจิตแทนที่จะถูกตามล่าเหมือนในหนังสยองขวัญทั่วไป เหตุการณ์ส่วนใหญ่ถูกนำเสนอผ่านมุมมองของเธอ โดยอาศัยมุมกล้องแทนสายตาจำนวนมาก เธอกำลังพยายามแสวงหาความมั่นคงและเรียกร้อง ‘อำนาจแห่งเพศพ่อ’ (สัญลักษณ์คือตราเอฟบีไอ) เหมือนบิดานายอำเภอผู้จากไป เธอสูญเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก พ่อจึงกลายเป็น “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ของเธอ ขณะเดียวกันตัวฆาตกรโรคจิตอย่าง บัฟฟาโล่ บิล กลับชอบถลกหนังผู้หญิงมา ‘สวมใส่’ เป็นร่างคลุม หนังนำเสนอมุมกลับของภาพยนตร์สยองขวัญด้วยการใช้ผู้หญิงเป็นตัวผลักดันเรื่องให้เดินไปข้างหน้า เน้นย้ำ ‘การจ้องมองของเพศหญิง’ แทนการปล่อยให้เธอกลายเป็นเหยื่อไร้ทางสู้ของฆาตกรโรคจิตและอารมณ์ซาดิสต์ของผู้ชม

4. ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ FROM THE 'EYES' TO 'THE OTHERS' โดย ร็อบ แบล็คเวลเดอร์

วันอังคาร, พฤศจิกายน 07, 2549

The Devil Wears Prada: ร่างทรงนางมาร


ความดีงามถือเป็นปัจจัยสำคัญของหนังหรือละครเมโลดราม่า และตามความเห็นของ ปีเตอร์ บรูกส์ ในหนังสือเรื่อง The Melodramatic Imagination มันคือสิ่งที่มักจะถูกเฉลิมฉลองในฐานะ “พลังแห่งจักรวาลที่แท้จริงและไม่อาจพ่ายแพ้” โดยหลายครั้งมันอาจถูกเก็บกด ครอบงำ หรือกระทั่งบิดเบือน แต่สุดท้ายแล้วความดีงามย่อมสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้เสมอ

ปรกติแล้วหญิงสาวคือตัวแทนของความดีงามในละครเมโลดราม่า และคุณสมบัติสำคัญของเธอก็ได้แก่ พรหมจรรย์ แต่ค่านิยม วัฒนธรรม ตลอดจนสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง ได้ส่งผลให้สัญลักษณ์แห่งความดีงามในละครหรือหนังเมโลดราม่าเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ซึ่ง เจฟฟ์ เมเยอร์ ตั้งข้อสังเกตไว้ในบทความ The Liberation of Virtue: The Cinema, Melodrama and Lizzie Borden คือ หนังฮิตถล่มทลายเมื่อสิบกว่าปีก่อนเรื่อง Indecent Proposal

ในหนังเรื่องนั้น ไดอาน่า (เดมี่ มัวร์) ภายใต้กรอบทางอารมณ์ที่หนังกำหนดให้คนดู ไม่ได้ถูกกล่าวโทษที่ยอมรับข้อเสนอของมหาเศรษฐีหนุ่มใหญ่ (โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) ในการมีเซ็กซ์กับเขาหนึ่งคืนเพื่อแลกกับเงินหนึ่งล้านดอลลาร์ ตรงกันข้าม ความรู้สึกแง่ลบของคนดูต่อการตัดสินใจดังกล่าวกลับพุ่งตรงไปยัง เดวิด (วูดดี้ ฮาร์เรลสัน) สามีของเธอ เป็นหลัก เพราะเขาไม่สามารถเรียกคืนความดีงามกลับมาได้เหมือนไดอาน่าหลังวิกฤติการณ์ หนังนำเสนอไดอาน่าในฐานะ “เหยื่อ” โดยตลอด และเธอก็ไม่สมควรได้รับการลงโทษ กระนั้นหากหนังเรื่องนี้ถูกสร้างเมื่อหลายสิบปีก่อน ในยุคที่ production code ยังทรงอิทธิพลในฮอลลีวู้ด ไดอาน่าย่อมจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักหน่วงสำหรับการยอมหลับนอนกับเศรษฐีหนุ่มใหญ่เพื่อเงิน

ตัวแทนความดีงามใน Indecent Proposal หาได้ผูกติดอยู่กับเซ็กซ์หรือพรหมจรรย์ หากแต่เป็นคุณค่าทางจิตใจ (แสดงออกผ่านความรักและโรแมนซ์) ซึ่งกำลังถูกจู่โจมอย่างหนักโดยคุณค่าทางวัตถุ (แสดงออกผ่านความหมกมุ่นของสองสามีภรรยาที่จะมี “บ้านในฝัน”) เงินสวมบทปีศาจร้ายในละครแห่งเมโลดราม่าเรื่องนี้ โดยมีมหาเศรษฐีหนุ่มใหญ่เป็นร่างทรง

รอยร้าวในชีวิตคู่ของไดอาน่ากับเดวิดจะเลือนหายไปก็ต่อเมื่อพวกเขาตระหนักถึงคุณค่าทางจิตใจ แล้วเมินเฉยต่อคุณค่าทางวัตถุ ดังนั้น เมื่อเงินบาปก้อนดังกล่าวถูกปลดปล่อยไป พวกเขาทั้งสองจึงสามารถกลับมารักกันได้ดังเดิม

เช่นเดียวกับไดอาน่าใน Indecent Proposal แอนดี้ (แอนน์ แฮทธาเวย์) ใน The Devil Wears Prada ก็ดูจะเอาตัวรอดจากการมีเซ็กซ์แบบชั่วข้ามคืนกับ คริสเตียน (ไซมอน เบเกอร์) นักเขียนหนุ่มหล่อเสน่ห์แรง ไปได้แบบไม่บาดเจ็บหรือถูกลงโทษใดๆ เธอไม่รู้สึกผิด และขณะเดียวกัน ตัวหนังก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ที่คนดูควรค่าจะใส่ใจ เธอสามารถกลับมาคืนดีกับ เนท (เอเดรียน เกรเนียร์) แฟนหนุ่มพ่อครัว ได้ก็ต่อเมื่อเธอเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยปีศาจร้ายออกไป แล้วหันมาโอบกอดความดีงามอีกครั้ง

ขั้วตรงกันข้ามในลักษณะเมโลดราม่าของหนังเรื่องนี้ คือ ความงามภายใน กับ ความงามภายนอก ซึ่งคุณสามารถจะครอบครองได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง และจากการตัดสินใจของแอนดี้ในช่วงท้ายเรื่อง หนังก็ดูเหมือนจะช่วยสรุปให้คนดูตระหนักอย่างชัดเจนแล้วว่าเราควรจะเลือกฝ่ายใด

ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นฉากที่แอนดี้ยกเสื้อผ้าสวยๆ ที่เธอได้มาจากเทศกาลแฟชั่นในปารีสให้กับ เอมิลี่ (เอมิลี่ บลันท์) หลังเธอหลุดพ้นออกจากด้านมืดมาได้ ราวกับหนังกำลังจะบอกว่า ถ้าคุณใส่ใจกับความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง คุณก็ไม่จำเป็น หรือไม่ควรจะแต่งตัวให้ดูดี หรือสวมเสื้อผ้าราคาแพงอีกต่อไป เพราะชีวิตมีทางเลือกให้คุณเพียงสองอย่างเท่านั้น นั่นคือ แอนดี้ หรือ มิแรนด้า (เมอรีล สตรีพ)

เช่นเดียวกับเศรษฐีหนุ่มใหญ่ใน Indecent Proposal มิแรนด้า ใน The Devil Wears Prada เป็นเพียงร่างทรงของความชั่วร้าย ซึ่งหมายรวมถึงความเย้ายวนทั้งหลายอันเป็นเรื่องภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อำนาจ เงิน หรือชื่อเสียง ฉากที่มิแรนด้าเปรียบเทียบแอนดี้กับตัวเธอเองว่ามีอะไรเหมือนๆ กัน ทำให้หญิงสาวตระหนักอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าเธอกำลังสูญเสียตัวตนไปกับความหรูหรา ฟู่ฟ่าของวงการแฟชั่น เธอกำลังขายวิญญาณให้ซาตาน แล้วก้าวเดินไปสู่ตำแหน่งเดียวกับที่มิแรนด้ากำลังยืนอยู่ จนในไม่ช้าเธอก็จะสามารถทำทุกอย่างเพื่อรักษาความรุ่งโรจน์อันฉาบฉวยเหล่านั้นเอาไว้ โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของคนอื่นรอบข้าง แบบเดียวกับที่มิแรนด้าทำกับ ไนเจล (สแตนลีย์ ทุคชี่)

แน่นอนว่าท่ามกลางสมรภูมิรบระหว่างธรรมะกับอธรรม สุดท้ายแล้วความดีงามย่อมเป็นฝ่ายชนะเสมอในละครแห่งเมโลดราม่า

แอนดี้ตัดสินใจหวนคืนสู่ความฝันดั้งเดิมของตนอีกครั้งด้วยการโบกมือลานิตยสารรันเวย์และสมัครเป็นนักข่าว ส่วนความรักและโรแมนซ์ของเธอก็ได้รับการฟื้นฟู กอบกู้ หลังจากล่มสลายเป็นการชั่วคราวเนื่องจากอิทธิพลแห่งความเย้ายวนทางวัตถุ พร้อมกันนั้น แอนดี้ก็หันกลับไปสวมเสื้อผ้าเชยๆ แบบเดิมอีกครั้ง (ดังจะเห็นได้จากคำล้อเลียนของเนท ก่อนเธอจะไปสัมภาษณ์งานที่ใหม่) แล้วปลดปล่อยตัวแทนปีศาจร้ายออกจากชีวิต (ยกเสื้อผ้าให้เอมิลี่) เพื่อแลกกับมิตรภาพ ซึ่งเธอเห็นว่ามีความสำคัญมากกว่าหลายเท่า

ทั้งหลายข้างต้น คือ “ความตั้งใจ” ของบทหนังและผู้สร้างที่พยายามจะโน้มนำคนดูให้เห็นตามนั้น แต่หากเราพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ปรากฏบนจอ สารัตถะที่ถูกสื่อสารออกมากลับค่อนข้างจะขัดแย้งกันในตัวเองอยู่พอสมควร

กล่าวคือ หนังต้องการจะแสดงให้เห็นว่าวงการแฟชั่นเป็นแค่ความงามฉาบฉวย แฝงไปด้วยความชั่วร้าย การลอบแทงข้างหลัง และการตัดสินคนที่ภายนอก แต่วิธีที่บทโดยรวมให้ความสำคัญกับการทำงานในรันเวย์ของแอนดี้ แล้วนำเสนอชีวิตส่วนอื่นๆ ของเธออย่างขอไปที ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพของเธอกับเพื่อน ความสัมพันธ์ของเธอกับเนท หรือกระทั่งกับพ่อของเธอ ทำให้คนดูไม่รู้สึกถึงความอบอุ่น งดงาม ซึ่งแอนดี้กำลังทอดทิ้งไปเพื่อแลกกับความกลวงโบ๋ของโลกแห่งแฟชั่นและความงามสักเท่าไหร่ (หากเปรียบเทียบกับ Cars แล้ว คุณจะพบว่าหนังการ์ตูนเรื่องล่าสุดของพิกซาร์ประสบความสำเร็จในแง่เมโลดราม่ามากกว่า เมื่อเนื้อหาและการนำเสนอสอดคล้องไปด้วยกันอย่างเหมาะเจาะ ภาพชีวิตในเมืองท่ามกลางชื่อเสียงเงินทองถูกนำเสนอแบบฉาบฉวย รวดเร็ว ส่วนภาพชีวิตอันอบอุ่น เปี่ยมมิตรภาพในเมืองบ้านนอกกลับอ้อยอิ่งและเต็มไปด้วยรายละเอียด เพื่อดึงอารมณ์ร่วมของคนดูอย่างเต็มที่ เมื่อตัวเอกของเรื่องถูกดึงกลับไปยังชีวิตแบบดั้งเดิม แล้วต้องเลือกระหว่างคุณค่าทางวัตถุกับคุณค่าทางจิตใจ)

ตัวอย่างเด่นของการเชิดชูความงามแห่งแฟชั่นในหนัง คือ ฉากที่แอนดี้สลัดเสื้อสเวตเตอร์เชยๆ ของเธอทิ้งแล้วเปลี่ยนมาสวมชุดดีไซเนอร์ราคาแพง โดยได้รับความช่วยเหลือจากไนเจล มองทาจสุดเลิศของหนัง คือ การตัดภาพชุดให้เห็นแอนดี้เดินไปทำงานแต่ละวันด้วยชุดสวยๆ แบบไม่ซ้ำกัน พร้อมเพลงแดนซ์ประกอบแสนสนุกของมาดอนน่า พลังชีวิตชีวาของซีเควนซ์ดังกล่าวเปรียบดังน้ำหวานที่ล่อลวงคนดูให้ลุ่มหลงกับความงามภายนอกแบบเดียวกับแอนดี้

ขณะเดียวกันฉากความสัมพันธ์ระหว่างแอนดี้กับเนท ซึ่งควรจะตราตรึงในความรู้สึกของผู้ชมเพื่อพวกเขาจะได้เรียกร้องโหยหาเมื่อสูญเสียมันไป กลับค่อนข้างจืดชืด ไร้น้ำหนัก ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากที่คนดูจะนึกโกรธแอนดี้ เมื่อเธอมาอวยพรวันเกิดของเนทช้า หลังจากความสำเร็จในงานเลี้ยง (เมื่อเธอช่วยเหลือเอมิลี่และได้รับความเชื่อมั่นจากมิแรนด้าเพิ่มขึ้น) แถมตอนขากลับเธอยังต้องจำใจปฏิเสธโอกาสที่คริสเตียนหยิบยื่นให้ในการแนะนำเธอกับนักเขียนชื่อดังอีกด้วย

ที่สำคัญ การเรียกร้องให้คนดูรู้สึกเห็นอกเห็นใจมิแรนด้ายังกลายเป็นดาบสองคม โดยนัยหนึ่งมันอาจช่วยทำให้ตัวละครอย่างมิแรนด้าเปี่ยมมิติมากขึ้น แทนที่จะเป็นนางมารแบนราบ แต่ในอีกนัยหนึ่ง มันกลับดึงความสนใจของคนดูไปจากวิกฤติหลักของแอนดี้ ทำให้เราไม่รู้สึกถึงชัยชนะอันหอมหวานมากเท่าที่ควร เมื่อเธอตัดสินใจสลัดทิ้งมิแรนด้ากลางงานแฟชั่นในปารีส เพราะลึกๆ แล้ว เราส่วนใหญ่ “ชอบ” มิแรนด้า และออกจะเห็นด้วยกับเธอ เมื่อเธอสั่งสอนแอนดี้เรื่องแฟชั่นว่ามันอาจดูฉาบฉวย ว่างเปล่า และไร้สาระ แต่ความจริงแล้วกลับส่งอิทธิพลให้กับผู้หญิงนับร้อยๆ ล้านทั่วโลก

บางที เดวิด แฟรงเกิล ที่เคยมีผลงานกำกับซีรี่ย์อย่าง Sex and The City ซึ่งโด่งดังในแง่อารมณ์ขันพอๆ กับสถานะเครื่องมือกำหนดเทรนด์แฟชั่นใหม่ล่าสุด อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เพอร์เฟ็กต์นักสำหรับการสั่งสอนคนดูเกี่ยวกับความว่างเปล่าไร้สาระของชื่อเสียงและแฟชั่น เพราะแทนที่จะเสียดสี (satirize) ผลงานของเขากลับโอนเอียงไปทางเพิ่มเสน่ห์ (glamorize) ให้กับวงการแฟชั่นเสียมากกว่า

จนสุดท้าย หลายคนจึงอดคิดไม่ได้ว่าตัวหนังกำลังก่นด่าความชั่วร้าย ความงามภายนอก และคุณค่าทางวัตถุ หรือกำลังทำตัวเป็นร่างทรงปีศาจในคราบนักบุญกันแน่

วันเสาร์, ตุลาคม 07, 2549

Beyond Our Ken: เมื่อหญิงร้ายเจอชายชั่ว


ในนิทานเลื่องชื่อส่วนใหญ่ที่เราทุกคนคุ้นเคย (และถูกนำไปดัดแปลงเป็นการ์ตูนอมตะโดยค่ายดิสนีย์) เช่น Snow White and the Seven Dwarfs และ Sleeping Beauty ผู้หญิง หรือเจ้าหญิง มักจะต้องเฝ้าคอยความช่วยเหลือจากเจ้าชายอย่างไร้ทางเลือก เพื่อปลดปล่อยเธอจากคำสาปของแม่มด แล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุขไปชั่วนิรันดร์

กระทั่งนิทานที่ดูเหมือนจะหัวก้าวหน้าขึ้นมาหน่อยอย่าง Cinderella ซึ่งตัวนางเอกของเรื่องไม่ได้นอนแหง็กรอคอยให้เจ้าชายมาจุมพิต แต่กลับพยายามสร้างฝันของตนให้เป็นจริง (ไปร่วมงานเลี้ยงในวัง) โดยได้รับความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากนางฟ้าใจดี ก็ยังไม่วายลงเอยด้วยการรอคอยให้เจ้าชาย (พร้อมรองเท้าแก้วในมือ) เดินทางมาตามหาเธอ แล้วช่วยชีวิตเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมเงาของแม่เลี้ยงใจร้ายอยู่ดี

นิทานเหล่านี้ รวมไปถึงนิยายโรแมนซ์ หนังรัก และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ละครน้ำเน่าหลังข่าวแบบในเมืองไทย กับละครน้ำเน่าภาคกลางวันแบบในเมืองนอก ได้รวมหัวกัน “ล้างสมอง” ผู้คน โดยเฉพาะผู้หญิง ให้หลงเชื่อในภาพลวงของ “อัศวินม้าขาว” (หรือ “อัศวินควายดำ” จากกรณีภาพลวงทางการเมืองของประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย) ที่จะมาช่วยชีวิตของพวกเธอให้รอดพ้นจากความทุกข์ยาก จำเจ

ในทางจิตวิทยา ได้มีการคิดค้นคำว่า Cinderella Complex ขึ้นมาสำหรับอธิบายแรงปรารถนาที่จะพึ่งพิง หรือได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนอื่น และหวาดกลัวการยืนหยัดบนลำแข้งของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในหมู่เพศหญิง แถมยังจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น จุดกำเนิดของคำดังกล่าว คือ ตัวเอกในนิทานเรื่อง Cinderella ซึ่งเป็นผู้หญิงสวย ฉลาด และสุภาพอ่อนโยน แต่กลับไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และต้องรอคอยความช่วยเหลือจากพลังภายนอก (เจ้าชาย) มาทำให้เธอได้พบกับความสุข สมหวัง ส่วนตัวละครผู้หญิงที่ทรงพลังและเข้มแข็งกลับถูกวาดภาพให้เป็นนังวายร้ายที่ควรค่าแก่การเกลียดชัง (แม่เลี้ยง)

ชื่อภาษาจีนของหนังเรื่อง Beyond Our Ken สามารถแปลตรงตัวแบบคร่าวๆ ได้ว่า “บันทึกการแก้แค้นของเจ้าหญิง” ซึ่งบ่งชี้ความนัยถึงภาพลวงข้างต้นเกี่ยวกับ “เจ้าหญิง” และ “เจ้าชาย”

จริงอยู่บุคลิกของ หลัน (เถา หง) และ ชิง (จิลเลี่ยน ชุง) อาจแตกต่างกันประดุจฟ้ากับเหว คนแรกดูสดใส ร่าเริง ชอบเข้าสังคม ส่วนคนหลังกลับดูเงียบขรึม เก็บตัว และหมกมุ่น แต่สิ่งหนึ่งที่หนังทำให้คนดูตระหนักได้อย่างรวดเร็ว คือ ทั้งสองล้วนมีงานที่น่าเบื่อ ซ้ำซาก และจำเจ หลันทำงานเป็นพนักงานบริการในบาร์คาราโอเกะแห่งหนึ่ง ส่วนชิงเป็นครูสอนภาษา พวกเธอทั้งสองดูไม่ค่อยมีความสุขกับงานเท่าไหร่ เหมือนเจ้าหญิงที่กำลังรอคอยการช่วยเหลือของเจ้าชายขี่ม้าขาว

บางทีมายาคติดังกล่าวนี่เองที่ทำให้ทั้งหลันและชิงพากันตกหลุมรัก เคน (แดเนี่ยล วู) ซึ่งใช้ประโยคเด็ดแบบเดียวกันในการจีบสาวทั้งสองได้สำเร็จ (และอาจหมายรวมถึงสาวๆ อีกหลายคน) ในประโยคเด็ด เคนเลือกใช้คำว่า “rescue” ซึ่งมีความหมายโดยตรงเกี่ยวข้องกับอาชีพของเขา (เคนเป็นพนักงานดับเพลิง) และความหมายโดยอ้อมเกี่ยวโยงถึงภาพลวงของเจ้าชายขี่ม้าขาว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ผู้หญิงทั้งสองหลงเชื่อว่าเคนอาจเป็นเจ้าชายที่พวกเธอเฝ้ารอคอยมานาน เจ้าชายที่จะช่วยพวกเธอให้หลุดพ้นจากชีวิตอันน่าเบื่อ

อย่างไรก็ตาม โลกแห่งความจริงดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับโลกของนิทานอย่างสิ้นเชิง เมื่อปรากฏว่าเจ้าชายคนนี้ไม่ได้ขี่ม้าขาว แต่ขี่รถดับเพลิง ไม่มีปราสาท แต่พักอยู่ในอพาร์ตเมนต์สุดโทรมและคับแคบกับคุณแม่แก่ๆ ที่เริ่มเลอะๆ เลือนๆ และไม่เคยคิดจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับใครคนเดียวไปชั่วนิรันดร์ แต่เห็นความสัมพันธ์เป็นแค่เรื่องเซ็กซ์แสนสนุก ซึ่งเขาสามารถเก็บบันทึกเป็นสถิติเอาไว้ได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

อุดมคติของหลันคงเริ่มพังทลายลงมาก่อน หลังจากเธอพบว่าเคนคบหาชิงอยู่ก่อนแล้ว แถมยังยินยอมที่จะเล่นบทรักกับชิงในห้องนอน (เมื่อชิงแวะมาเซอร์ไพรซ์โดยไม่บอกล่วงหน้า) ทั้งๆ ที่รู้ว่าหลันกำลังแอบซ่อนอยู่ข้างใต้เตียง และคงด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงตอบตกลงช่วยเหลือชิง และที่สำคัญ คือ “หลงเชื่อ” ชิง เมื่อฝ่ายหลังบอกว่าเคนแอบนำรูปโป๊ของเธอมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท จนทำให้เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียน พร้อมทั้งเตือนหลันว่าเธออาจตกเป็นเหยื่อรายต่อไปของเคน

ภาพลวงเกี่ยวกับเจ้าชายขี่ม้าขาวของชิงดูเหมือนจะล่มสลายลงช้ากว่า นั่นคือ ในวันที่เคนขอเลิกกับเธอโดยปราศจากเหตุผลใดๆ ความเจ็บแค้น สับสน และอับอาย ทำให้เธอวางแผน “เอาคืน” แต่สุดท้าย สิ่งที่เธอได้รับตอบแทนกลับกลายเป็นคมมีด ที่กรีดลึกภาพมายาคติให้แหลกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อคำสารภาพของหลันเปิดเผยให้ชิงรับทราบว่าเคนแอบนอกใจเธอมานาน ก่อนเขาจะบอกเลิกกับเธออย่างเป็นทางการเสียอีก

ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า Beyond Our Ken ทำท่าจะเป็นหนังด่าผู้ชายว่านอกจากจะเลวกว่าหมาแล้ว ยังขี้เอาอย่าบอกใคร เพราะยิ่งหลันกับชิงได้พูดคุยกันมากเท่าไหร่ พวกเธอ (และคนดู) ก็ยิ่งได้มองเห็นตัวตนของเคนมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะแง่มุมอันเลวร้าย เคนเห็นผู้หญิงเป็นเหมือนของสะสม (แบบเดียวกับบรรดาตุ๊กตุ่นตุ๊กตาทั้งหลายในห้องนอนเขา) ดังนั้น เขาจึงชอบถ่ายรูปของพวกเธอทุกคนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ผู้หญิงแต่ละคนดูไม่แตกต่างกันสำหรับเขา เขาเลยชอบใช้ประโยคเดิมๆ ในการตามจีบพวกเธอ และกระทำหลายๆ อย่างแบบเดียวกันราวกับมันเป็นกิจวัตร

ขณะคนดูเริ่มรู้สึกแย่กับตัวละครอย่างเคนมากขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ระหว่างชิงกับหลันก็ดูจะพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง จนบางครั้งเริ่มเบี่ยงเบนเข้าสู่ขอบเขตของอารมณ์โฮโมอีโรติก เช่น เมื่อพวกเธอขี่มอเตอร์ไซค์ชมเมือง หรือเมื่อหลันพาชิงไปแนะนำกับพ่อแม่ หนังเหมือนจะชี้นำไปในทางที่ว่า ความสัมพันธ์อันปราศจากเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น (หรือมิตรภาพระหว่างเพื่อน) มักเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและจิรังยั่งยืนกว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนออกมาในบทสนทนาตอนหนึ่งของหลันกับชิงเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างตุ๊กตาบาร์บี้กับเคน โดยหลันให้ความเห็นว่ามันเป็นเพราะเคนไม่มี “เจ้าโลก” นั่นเอง

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวสองคนที่เคยหลงรักผู้ชายคนเดียวกันนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจอย่างแท้จริงหรือ

บทหักมุมของหนังได้เปิดเผยให้เห็นว่าบุคคลทั้งสองล้วนกุมความลับสำคัญที่ไม่อยากเปิดเผยให้อีกฝ่ายรับรู้เอาไว้ โดยคนหนึ่งกุเรื่องทั้งหมดขึ้นเพียงเพื่อจะได้แก้แค้นอดีตแฟนหนุ่ม ส่วนอีกคนก็ยอมเล่นละครไปตามบท เพียงเพื่อจะรอโอกาสแก้แค้นอดีตคนรักของแฟนหนุ่ม

หลังจากบอกเล่าและตอกย้ำคนดูให้ตระหนักอย่างชัดเจนมาเกือบตลอดทั้งเรื่องว่า เจ้าชายขี่ม้าขาวแบบที่พวกเราหลายคนตั้งตาคอยนั้นไม่มีอยู่จริงแล้ว Beyond Our Ken ก็ได้เปิดเผยมุมมองอันเยาะหยันยิ่งขึ้นในอีกระดับระหว่างช่วงสิบห้านาทีสุดท้ายของการพลิกผัน ด้วยการสะท้อนข้อเท็จจริงในมุมกลับว่า ผู้หญิงที่อ่อนหวานและดีงามอย่างซินเดอเรลล่านั้นก็ไม่มีอยู่จริงเช่นกัน เพราะโดยเบื้องลึกแล้วหลันและชิงไม่ได้แค่ต้องการจะแก้แค้นเคนเท่านั้น แต่พวกเธอยังปรารถนาจะทำร้าย “ผู้หญิง (อื่น) ของเคน” ด้วย ประหนึ่งว่า หากพวกเธอไม่มีความสุขแล้ว คนอื่นก็อย่าหวังจะได้ชื่นมื่นรื่นรมย์อย่างเด็ดขาด

ตอนจบของหนังเหมือนจะเป็นบทสรุปให้เห็นว่า โลกเราไม่มีทั้ง “เจ้าชาย” และ “เจ้าหญิง” มีแต่เพียง “bastards” กับ “bitches” เท่านั้น!!!

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้กำกับ เอ็ดมอนด์ แปง จะไร้ความหวังต่อมนุษย์เสียทีเดียว กล่าวคือ หลังจากสองสาวได้แสดงธาตุแท้ของตนให้อีกฝ่ายประจักษ์แล้ว พวกเธอกลับไม่ได้ลุกขึ้นมาตบกัน หรือฆ่าแกงอีกฝ่ายให้แดดิ้น หรือลุกเดินหนีจากไปอย่างไร้เยื่อใย ตรงกันข้าม เนื่องจากต่างฝ่ายต่างก็มีความลับเหมือนกัน การหักมุมสองตลบในตอนจบของหนังจึงทำให้พวกเธอ “เอาคืน” กันได้แบบไม่มีใครต้องรับบทเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องและพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่

ชื่อหนังภาษาอังกฤษถูกตั้งขึ้นอย่างชาญฉลาด และให้แง่มุมได้หลากหลาย ความนัยโดยตรงของมัน คือ สภาพจิตใจของสองสาวในช่วงท้าย ที่สามารถทลายกำแพงแห่งภาพลวงลงได้ และก้าวข้ามจากความสัมพันธ์อันล้มเหลวในอดีต (Ken ในที่นี้หมายถึงชื่อตัวละครชายในเรื่อง) ขณะเดียวกัน มันยังสะท้อนให้เห็นอนาคตอันไม่แน่นอนแห่งสัมพันธภาพระหว่างหลันกับชิง ซึ่งคนดูไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะดำเนินต่อไป หรือหยุดชะงักอีกด้วย (Ken ในที่นี้หมายถึงความเข้าใจ หรือ Understanding)

และบางทีชื่อหนังอาจบ่งบอกสาระเป็นนัยๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความรักว่ามัน “อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเรา” จนไม่อาจคาดเดาอะไรได้ ด้วยเหตุนี้เอง ไม่เพียงการวาดฝันถึงเจ้าหญิงกับเจ้าชายเท่านั้นที่เป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะ แต่มันยังหมายรวมถึงมายาคติแห่งความสุข “ชั่วนิรันดร์” อีกด้วย