วันอังคาร, มิถุนายน 12, 2550

Short Replay: The Secret Garden


วรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิกของ ฟรานเชส ฮ็อดสัน เบอร์เน็ตต์ เรื่อง The Secret Garden เคยถูกถ่ายทอดเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอสามครั้งด้วยกัน ครั้งแรก คือ หนังขาวดำเมื่อปี 1947 ครั้งที่สอง คือ หนังทีวีเมื่อปี 1987 แต่ที่ผมอยากแนะนำ คือ เวอร์ชั่นล่าสุดเมื่อปี 1993 ซึ่งเป็นผลงานกำกับของ แอ็กนีสก้า ฮอลแลนด์ (Copying Beethoven) หนังเล่าถึงเรื่องราวของ แมรี่ เลนน็อกซ์ เด็กหญิงวัย 10 ขวบที่สูญเสียพ่อแม่ไปจากเหตุแผ่นดินไหวจนต้องเดินทางมาอยู่กับคุณลุงผู้เหินห่าง เย็นชา และยังคงจมปลักอยู่กับความเศร้าในอดีต ที่นั่น แมรี่ได้ค้นพบสวนร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นของคุณป้าเธอ มันถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกับเด็กหญิง ฉะนั้นสวนลับจึงกลายเป็นเพื่อนของเธอ เป็นทั้งแหล่งพักพิงและแหล่งหลบภัยนับแต่วันแรก ต่อมาเมื่อมิตรภาพของเธอกับ ดิ๊กคอน น้องชายของสาวรับใช้ในคฤหาสน์ เริ่มงอกงาม ทั้งสองก็ค่อยๆ เนรมิตสวนร้างให้กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง แล้วจากนั้นไม่นาน สวนดังกล่าวก็ได้มอบชีวิต ความสุข และความอบอุ่นกลับคืนให้แก่ทุกๆ คนตั้งแต่คุณลุงของแมรี่ โคลิน ลูกพี่ลูกน้องที่สภาพร่างกายอ่อนแอของแมรี่ และกระทั่งตัวแมรี่เอง

ความมหัศจรรย์ของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่มันสามารถเข้าถึงเด็กและผู้ใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน อย่าแปลกใจถ้าน้ำตาของคุณพาลหลั่งไหลออกกมาแบบไม่รู้ตัว เมื่อได้เห็นหนูน้อยแมรี่ (เคท มาเบอร์ลีย์ แบกรับหนังทั้งเรื่องได้อย่างน่าทึ่ง) เรียนรู้ที่จะระบายความรู้สึกอัดอั้น โกรธขึ้ง และเศร้าสร้อยออกมาเป็นครั้งแรกในตอนท้ายเรื่อง ขณะเดียวกัน เนื้อหาที่งดงามของหนังก็สอดคล้องไปกับงานกำกับภาพสุดเพอร์เฟ็กซ์ของ โรเจอร์ ดีกินส์ และดนตรีประกอบอันลุ่มลึกของ ซบิกนิว ไพรสเนอร์ ไฮไลท์หนึ่งของหนัง คือ ฉากที่สวนรกร้างแห้งแล้งค่อยๆ แปลงร่างกลายเป็นสวนเขียวชอุ่มผ่านเทคนิค time-lapse ที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 07, 2550

The Dreamlife of Angels: ชีวิตนี้มีหวานปนขม


เมื่อไม่นานมานี้ผมได้เปิดคู่มือ Video Movie Guide ของ มิค มาร์ติน และมาร์ช่า พอร์เตอร์ เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลงานผู้กำกับชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ก็บังเอิญไปเห็นบทแนะนำ (review) หนังดังเรื่อง Betty Blue (ฌอง-ฌ๊าค เบนิกซ์,1986) เข้า ทั้งสองเขียนขึ้นต้นด้วยประโยคเล่าเรื่องย่อว่า “เบ็ตตี้เป็นหญิงที่มีอารมณ์รุนแรงสุดโต่งโดยธรรมชาติ และท่าทางออกจะประสาทหน่อยๆ (เราไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด)” ก่อนสุดท้ายจะสรุปคร่าวๆว่าพวกเขาไม่ชอบหนังเรื่องนี้เท่าใดนักพร้อมปิดข้อโต้แย้งด้วยดาวสองดวงและประโยคว่า “เทคนิคสำหรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ อย่าคิดมากให้เปลืองสมอง แค่ปล่อยใจไปกับงานด้านภาพอันงดงามของ ฌอง-ฌ๊าค เบนิกซ์ก็พอ”

ดูเหมือนทั้งมาร์ตินและพอร์เตอร์กำลังเข้าใจว่าการที่ผู้กำกับไม่หาเหตุผลให้พฤติกรรมของเบ็ตตี้ก็เพราะเขาไม่รอบคอบพอ หรืออาจไม่ต้องการให้คนดูคิดหาสาเหตุให้มากเรื่อง… แค่อิ่มเอิบไปกับเรื่องราวเท่านั้นก็พอ

ประโยค “เราไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด” ตามกลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้งเมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Contempt (ฌอง-ลุค โกดาร์ด, 1963) เนื่องจากตั้งแต่ต้นจนจบผู้ชมก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าเหตุใดสุดท้ายคามิลล์ (บริจิตต์ บาร์โดท์) จึงหมดรักสามี พอล (ไมเคิล พิโคลี่) และเกิดอะไรขึ้นช่วงครึ่งชั่วโมงระหว่างพอลปล่อยให้คามิลล์อยู่ตามลำพังกับผู้อำนวยการสร้างชาวอเมริกัน เจเรมี่ (แจ็ค พาแลนซ์) ซึ่ง ‘ดูเหมือนจะ’ เป็นเหตุให้เธอเริ่มแสดงพฤติกรรมแปลกๆนับแต่นั้นมา

โกดาร์ดมีทฤษฎีพื้นฐานต่อต้านสไตล์การเล่าเรื่องแบบฮอลลิวู้ด (Hollywood classical narrative) ขณะเดียวกันเขายังไม่เห็นความสำคัญของการใช้แฟลชแบ็คเล่าเรื่องย้อนหลัง (back story) อีกด้วย ทั้งนี้เพราะเขามีความเชื่อว่าบางครั้งคนเราก็ไม่สามารถจะเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ได้ (โกดาร์ดเป็นหนึ่งในกลุ่ม anti-Freudian เนื่องจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ส่วนใหญ่ของฟลอยด์มีหลักสำคัญตรงการศึกษาประวัติผู้ป่วย) การมองย้อนอดีตไม่อาจช่วยอธิบายเหตุการณ์ในปัจจุบันได้ วัยเด็กของคามิลล์หรือพอลไม่เกี่ยวข้องกับรอยบาดหมางที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่

อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้หมายความว่าโกดาร์ดปฏิเสธหลักเหตุผล หรือ กลวิธีแฟลชแบ็คอย่างสิ้นเชิง (อย่างน้อยคนดูก็สามารถเห็นเศษเสี้ยว ‘ความผิดพลาด’ ของชีวิตรักได้บางส่วนจากฉากในอพาร์ตเมนท์พอลซึ่งมีความยาวเกือบ 40 นาที แม้มันจะไม่ชัดเจนนักก็ตามที) เขาเพียงต้องการแย้งว่าบางครั้งเราก็ไม่สามารถอธิบายประเด็นเปราะบางของมนุษย์ และความลึกซึ้งของชีวิตให้กระจ่างได้ด้วยหลักตรรกะง่ายๆ ภาพเพียงไม่กี่ภาพ หรือ อดีตในวัยเด็ก ที่สำคัญ คือ เราเองก็ไม่จำเป็นจะต้อง ‘รู้’ มันไปซะทุกอย่าง ดังนั้นฉากแฟลชแบ็คเพื่ออธิบายเรื่องราวหรือพฤติกรรมตัวละครให้ชัดแจ้งแบบที่หนังฮอลลิวู้ดนิยมทำ จึงไม่ปรากฏในหนังของโกดาร์ดเพราะเขาคิดว่ามันเป็นการจำกัดจินตนาการคนดูมากเกินไป

ใน Contempt หนังยก The Odyssey ขึ้นมาเปรียบเทียบ จากการที่ตัวละครตีความวรรณกรรมชิ้นนี้ได้แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับโกดาร์ดผู้โฟกัส The Odyssey ในแง่มุมชีวิตรักระหว่างสามีภรรยาเหนือการเดินทางของตัวเอกผู้ถูกบีบให้ต้องจากบ้านไปนานนับสิบปี

มาร์ตินและพอร์เตอร์อาจคุ้นเคยและรู้สึกอุ่นใจกับการชมผลงานจากฮอลลิวู้ดมากกว่า พวกเขาจึงพอใจจะเห็นคำอธิบายต่อพฤติกรรมของเหล่าตัวละคร แทนที่จะปล่อยให้มันล่องลอยเป็นความลับดังธรรมเนียมปฏิบัติของภาพยนตร์จากยุโรป เช่น ถ้าตัวเอกเป็นโจรข่มขืน พวกเขาก็หวังให้ผู้กำกับแสดงฉากวัยเด็กของตัวละครที่เคยถูกข่มขืน หรือทำร้ายทางเพศมาก่อน (ตามหลักฟรอยด์) เป็นต้น ฉะนั้นเมื่อเบนนิกซ์ไม่เปิดเผยสาเหตุว่าทำไมเบ็ตตี้จึงมีบุคลิกดังที่เห็นในหนัง พวกเขาจึงแสดงอาการ ’ไม่เข้าใจ’ พร้อมกับสรุปสุดท้ายว่าเหลือเพียงรูปธรรมภายนอกเกี่ยวกับงานด้านภาพของหนังเท่านั้นซึ่งน่าสนใจพอให้ค้นหา อันที่จริงแล้วเบนิกซ์จงใจละคำอธิบายดังกล่าวไว้ก็เพื่อให้คนดูได้ถกเถียง ตีความกันไปตามแต่ประสบการณ์ส่วนตัวต่างหาก มันเป็นวิธีที่ผู้กำกับปล่อยให้คนดูได้ ‘คิด’ อย่างแท้จริง ไม่ใช่ ‘คิดให้’ พวกเขาเสร็จสรรพด้วยภาพแฟลชแบ็คเล่าเรื่องวัยเด็กของเบ็ตตี้

ในผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวชิ้นแรกเรื่อง The Dreamlife of Angels ผู้กำกับ อีริค ซอนก้า ใช้กลวิธีเดียวกันนี้สร้างความงามให้ตัวละครอย่างมารี (นาตาชา เร็คเนียร์) และอิซ่า (อีโลดี้ บัวเชส) สองสาวผู้มีบุคลิกแตกต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งรื่นเริง เต็มเปี่ยมด้วยพลัง ความหวัง ส่วนอีกคนกระด้าง ปิดกั้น เธอดูแข็งกร้าวภายนอก แต่ภายในกลับเปราะบางอย่างเหลือเชื่อ

หนังเปิดเรื่องด้วยภาพอิซ่าเดินทางถึงชุมชนแห่งหนึ่งพร้อมเป้สะพายหลัง เธอตั้งใจจะมาขออาศัยกับคนรู้จักแต่ปรากฏว่าเขาได้ย้ายออกจากที่พักไปแล้ว… เร่ร่อนตัวคนเดียวในเมืองต่างถิ่น ไม่มีเงิน ไม่มีที่หลบหนาว อิซ่ากลับไม่แสดงอาการโวยวาย ตีโพยตีพาย หรือหงุดหงิดใจ เหตุการณ์เช่นนี้คงเคยเกิดขึ้นแล้ว เธอตัดสินใจใช้ลูกไม้เก่าด้วยการตัดรูปจากแม็กกาซีนมาแปะกระดาษแข็งแล้วเร่ขายตามท้องถนนอ้างว่าเพื่อการกุศล ลูกค้ารายแรกของเธอไม่ได้อุดหนุนซื้อการ์ด แต่กลับเสนองานในโรงงานเย็บผ้าให้ อิซ่าตัดสินใจไปสมัครในเช้าวันต่อมาและก็ได้เริ่มงานในวันเดียวกันนั้น

มารีทำงานในโรงเย็บผ้าดังกล่าวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนเธอจะไม่รู้จัก หรือ คบหาเพื่อนพนักงานคนใดเป็นพิเศษ เธอไม่มีแผนจะลงหลักปักฐานในเมืองนี้เช่นเดียวกับอิซ่า ทั้งสองเป็นเพียงผู้เดินทางผ่านมาเท่านั้น มารีโชคดีกว่านิดหน่อยตรงเธอได้อาศัยเป็นหลักแหล่งอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ของแม่ลูกคู่หนึ่งซึ่งนอนโคม่าอยู่ในโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุรถยนต์ เธอได้ที่พักผ่านการติดต่อของคนรู้จักโดยไม่เคยคุยกับสองแม่ลูกดังกล่าวและไม่เคยไปเยี่ยมพวกเขาที่โรงพยาบาลด้วย

ชีวิตของสองสาวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงวนมาบรรจบกันเมื่ออิซ่าเป็นฝ่ายเดิน’เข้าหา’ก่อน เธอย้ายมาพักกับมารีเป็นการถาวรหลังถูกไล่ออกจากงาน มิตรภาพเริ่มเบ่งบานอย่างรวดเร็วจากการที่ทั้งสองใช้เวลาส่วนใหญ่ร่วมกัน (มารีตัดสินใจลาออกจากงานในโรงเย็บผ้าด้วย) แต่ไม่นานความหวานชื่นก็เริ่มจืดจางลงอย่างฉับพลันเมื่ออิซ่าได้งานใหม่เป็นคนแจกใบปลิวให้ร้านอาหารฮอลลิวู้ด และเริ่มคบหาเพื่อนคนอื่น ขณะที่มารีเองก็ทนนั่งเหงาอยู่บ้านตามลำพังคนเดียวไม่ได้ จึงเริ่มออกไขว่คว้าหาที่พึ่งต่อไปก่อนจะไปสุดทางที่ คริส (เกร์โกรี่ โคลิน) หนุ่มฐานะดีผู้เห็นผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องบำบัดทางเพศ

มารีรู้ดีพอๆกับอิซ่าว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องจบลงที่หายนะ แต่เธอก็อ่อนแอเกินกว่าจะหยุดยั้ง ต้านทาน และบริสุทธิ์ เปราะบางเกินกว่าจะเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริง

อิริค ซอนก้า นำเสนอ The Dreamlife of Angels ด้วยภาพลักษณ์คล้ายคลึงกับผลงานของกลุ่ม French New Wave ช่วงยุค 60 ไม่ว่าจะเป็นสโคปของเรื่องราว การใช้กล้อง handheld หรือถ่ายทำในโลเคชั่นโดยเน้นแสงตามธรรมชาติเป็นหลัก นักวิจารณ์บางคนวิเคราะห์ว่าถ้างานของซอนก้าจะทำให้หวนระลึกถึงผู้กำกับรุ่น New Wave คนใดคนหนึ่งล่ะก็ คนๆนั้นต้องไม่ใช่โกดาร์ด หากแต่เป็น ฟรังซัวส์ ทรุฟโฟต์ เนื่องจากความคล้ายคลึงของแนวทาง character study ในลีลานุ่มนวล ละมุนละไม และโน้มน้าวอารมณ์ผู้ชมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นซอนก้ายังไม่รีรอที่จะแสดงจุดยืนว่าเขาไม่ใช่นักวิพากษ์สังคม (เหมือนโกดาร์ด) ด้วยการเมินเฉยต่อประเด็นเกี่ยวกับความเป็นวัตถุนิยมของสังคมปัจจุบันทั้งที่เนื้อเรื่องเปิดโอกาส เหลือไว้เพียงเปลือกนอกที่ฉาบหนังพอให้งดงาม เช่นเดียวกับผลงานส่วนใหญ่ของ ทรุฟโฟต์ผู้ตลอดชีวิตแทบจะไม่แสดงจุดยืน หรือ แง่มุมความขัดแย้งทางสังคม การเมืองไว้ในหนังของเขาเลย

“ผมไม่มีความสนใจที่จะตีแผ่ความจริงเกี่ยวกับโลก หรือสังคมแม้แต่น้อย ทัศนะการทำงานของผมไม่เชื่อมโยงกับภาพยนตร์สารคดีแบบดั้งเดิม สิ่งที่ผมสนใจ คือ สัมผัสอารมณ์ของความเป็นมนุษย์ปุถุชน” ผู้กำกับ อิริค ซอนก้า กล่าว

ถึงจะเน้นความสมจริง ไม่มีการสร้างฉากหรือจัดไฟช่วยมากนัก แต่หนังก็ห่างไกลจากการเป็น neorealist สไตล์ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในอิตาลีแต่ปัจจุบันดูเหมือนจะแผ่ขยายอิทธิพลไปยังประเทศแถบเอเชียมากกว่ายุโรปอาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย และล่าสุดอิหร่าน เนื่องจากในความเรียบง่ายเหมือนจริงนั้น กลับสอดใส่ท่วงทำนองที่ให้ความรู้สึกถึงการ ‘ปรุงแต่ง’ ในลักษณะเหมือนบทกวีไว้อย่างชัดเจน

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ เอเดรี่ยน มาร์ติน เปรียบเทียบสไตล์ดังกล่าวว่าซอนก้าว่าได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากผู้กำกับ มอริซ เพียแลต (Loulou, Van Gogh) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บุกเบิกสำคัญของวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสร่วมสมัยยุคหลัง New Wave ด้วยการเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ช่วงสั้นๆระหว่างคนแปลกหน้า ความรุนแรงที่ไม่คาดคิด และการปะทะกันระหว่างพลังสองฝ่าย ขณะเดียวกันเขาและผู้กำกับ จอห์น คาสซาเว็ทส์ ของฝั่งอเมริกา ยังร่วมกันสร้างแนวทางใหม่ให้นักแสดงในหนังของพวกเขา ด้วยวิธีเน้นการจับบุคลิกตัวละคร (characterisation) แล้วแสดงไปในลักษณะภาพชุดสะท้อนอันรุนแรง ชัดเจน และเป็นธรรมชาติ

คำวิเคราะห์ดังกล่าวดูน่าจะเป็นไปได้เมื่อการแสดงของสองดารานำหญิงในหนัง ทำให้ผมนึกถึง จีน่า โรว์แลนด์ ในผลงานบางชิ้นของคาสซาเว็ทส์ งานแสดงของพวกเธอ คือ พลังขับเคลื่อนสำคัญของหนัง โดยใน The Dreamlife of Angels ความโดดเด่นอันเท่าเทียมกันระหว่างบทอิซ่ากับมารีเป็นสาเหตุให้บัวเชสกับเร็คเนียร์ต้องแบ่งรางวัลดารานำหญิงยอดเยี่ยมกันในหลายเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ขณะเดียวกันก็ไม่แปลกหากผู้ชมส่วนใหญ่เลือกจะชื่นชอบอิซ่ามากกว่า (ซีซ่าร์ตกลงมอบรางวัลให้บัวเชสเพียงคนเดียว) เพราะเธอเป็นตัวละครที่คนดูยากจะหักห้ามใจไม่ให้ตกหลุมรักได้ แต่ผมกลับมีความรู้สึกว่าบทของมารีนั้นท้าทาย น่าสนใจกว่า (เหตุผลหนึ่งเนื่องจากซอนก้าไม่พยายามชักนำคนดูให้รู้สึกชื่นชอบตัวละครตัวนี้เลยแม้แต่น้อย) และตัวเร็คเนียร์เองก็ทำให้คนดูเข้าใจชัดเจนว่า ‘มีบางอย่างผิดปกติ’ ฝังลึกอยู่ในตัวมารี ถึงบทจะไม่มีคำอธิบายโดยตรงใดๆต่อพฤติกรรมไม่เป็นมิตรของเธอเลยก็ตาม

บทภาพยนตร์โดยซอนก้ากล่าวถึงอดีตของมารีเพียงผิวเผินว่าเธอมาจากครอบครัวชนชั้นล่างที่ประสบปัญหาคลาสสิก มีแม่ผู้อ่อนแอกับพ่อขี้เมา บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุให้เธอสร้างเกราะป้องกันตัวเองอันแข็งแกร่งไว้ภายนอก เธอตราหน้ามารดาว่าเป็น’เหยื่อ’ผู้น่าสมเพช โดยไม่ตระหนักว่าตนได้รับเอาส่วนดังกล่าวของมารดามาไว้เต็มที่ภายใน ฉาบภายนอกด้วยพฤติกรรมก้าวร้าว แข็งกระด้างเพื่อป้องกันตัวเองจากผู้ชายแบบพ่อของเธอ โลกทั้งใบของมารีหมุนไปมาอยู่รอบตัวเธอเท่านั้น ตัวเธอเพียงผู้เดียว

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเมื่ออิซ่าเข้ามาสอนประสบการณ์อยู่ร่วมกับผู้อื่นให้มารี แต่แทนที่จะเชื่อมโยงเธอสู่โลกภายนอก มันกลับดึงมารีเข้าสู่ภาวะสร้างป้อมขึ้นป้องกันรอบตัวอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้มันเป็นโลกส่วนตัวของคนสองคน ตัวเธอและคนที่เธอเลือกจะอยู่ด้วย นั่นเป็นเหตุให้มารีตั้งแง่กับเพื่อนใหม่ของอิซ่า แต่เมื่อเธอกักขังอิซ่าไม่อยู่ เธอจึงเริ่มหันไปหาคริสแทน ขณะเดียวกันก็กันอิซ่าออกจากโลกของเธอ และกันเขาออกจากผู้หญิงคนอื่นๆ พฤติกรรมทำลายล้างของมารีหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งชักนำไปสู่จุดจบอันรุนแรงเมื่อชีวิตไม่ดำเนินไปตามที่เธอฝัน

ตรงกันข้ามกับมารี อิซ่าเป็นหญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความหวัง เธอไม่เคยบีบบังคับชีวิตให้เป็นไปตามความฝัน หากแต่อ้าแขนรับทุกอย่างที่เข้ามาด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่ามันจะเป็นสุข หรือ ทุกข์ เสียงหัวเราะ หรือ น้ำตา มิตรภาพ หรือ ความโดดเดี่ยว เธอมองชีวิตแตกต่างกับมารีอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อเริ่มเปิดอ่านไดอารี่ของเด็กสาวที่นอนโคม่าอยู่ในโรงพยาบาล เธอจึงรู้สึกเชื่อมโยงกับเด็กสาวทันที ก่อนต่อมาจะเริ่มไปเฝ้าเธอบ่อยครั้งด้วยหวังว่าสักวันเด็กสาวอาจฟื้นขึ้นมาได้ ขณะที่มารีกลับไม่เคยสนใจ เธอไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของเด็กสาว หรือ แม่ที่เป็นเจ้าของอพาร์เม้นท์ที่เธอพักอยู่ ครั้งหนึ่งมารีพูดกับอิซ่าเมื่อฝ่ายหลังเล่าให้ฟังถึงชีวิตรักในอดีตว่า “เธอกำลังทรมานตัวเอง (คิดว่าผู้ชายคนนั้นอาจมีใจให้เธอเพียงแต่เขาไม่กล้าเหนี่ยวรั้งเธอให้อยู่ต่อ) และเธอก็ฝันมากเกินไป” ความแตกต่างระหว่างสาวสองคนอยู่ตรงที่ อิซ่ายอมรับว่าเธอฝัน เคยมองไปยังอดีตแล้วนึกว่ามันจะแตกต่างอย่างไรหากเธอตัดสินใจอีกแบบ ขณะที่มารีผู้กล่าวหาอิซ่าว่าเป็นพวกช่างฝัน กลับตกอยู่ในสถานะของมนุษย์ผู้ไม่สามารถก้าวข้ามโลกแห่งจินตนาการมาสู่ความจริง เธอไม่อาจทำใจยอมรับได้ว่าเรื่องราวของสาวชนชั้นล่างครองรักกันตราบนานเท่านานกับอัศวินหนุ่มเป็นเพียงโลกในนิยายโรแมนติกเท่านั้น

บางทีการที่บทหนังให้อิซ่าเป็นผู้อยู่รอด และให้ความชอบธรรมแก่เธอในการอ้างสิทธิการอยู่ต่อของเด็กสาวโคม่า เปิดเผยว่าอาการของเธอเริ่มดีขึ้นหลังอิซ่าหมั่นไปเยี่ยมเยียน ให้ความเอาใจใส่ อาจเปรียบได้กับมุมมองโลกอันเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง โดยซอนก้ายังวางให้อิซ่าเป็นตัวแทนของอนาคตจากฉากปิดเรื่องที่เธอสามารถประกอบชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว ต่างกับเมื่อครั้งที่เธอทำผิดพลาดในโรงเย็บผ้าจนเป็นเหตุให้ถูกไล่ออก อิซ่าเคยบ่นกับมารีว่าเธอไม่สามารถใช้จักรเย็บผ้าได้ ซึ่งฝ่ายหลังกลับมองไม่เห็นปัญหาดังกล่าวพร้อมกับสรุปว่า “มันไม่ใช่คอมพิวเตอร์เสียหน่อย”

อย่างไรก็ตามซอนก้ายังได้ท้าทายหนังในแนว buddy ซึ่งอารมณ์ส่วนใหญ่ถูกปูพื้นไปสู่ไคล์แม็กซ์ที่แสดงถึงความงดงามแห่งมิตรภาพ และชัยชนะเหนือความแตกต่าง* ด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงของสัมพันธภาพระหว่างคนสองคน เนื่องจาก The Dreamlife of Angels ล้วนเต็มไปด้วยภาพของการล้มละลายในการติดต่อสื่อสารถึงกัน และความปลอดภัยจากการใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง

มารีสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตัวคนเดียว แม้อาจจะไม่มีความสุขนัก แต่ก็อยู่รอดได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอรู้จักกับอิซ่า ความสัมพันธ์ของเธอกับคนรอบข้างล้วนไม่มั่นคง ผกผัน จนถึงขั้นอันตราย ตั้งแต่กับอิซ่า คริส จนถึงชาร์ลี (แพ็ทริค เมอร์คาโด) ลูกจ้างเฝ้าประตูผับของคริส คนดูได้รับรู้เช่นกันว่าเธอไม่ค่อยลงรอยกับบิดา ชีวิตสมรสระหว่างพ่อกับแม่เธอเองก็ไม่ราบรื่นนัก อิซ่าเองก็ผิดหวังในความสัมพันธ์ก่อนหน้าที่เธอจะเดินทางมาเมืองนี้ ถึงเฟรโด (โจ เพรสเทีย) เพื่อนของชาร์ลีจะมาหลงรักเธอ แต่อิซ่าก็ไม่มีใจรักตอบ ความรู้สึกเชื่อมโยงเพียงอย่างเดียวเกิดขึ้นระหว่างอิซ่ากับลูกสาวเจ้าของอพาร์ตเม้นท์ที่เธออาศัยอยู่กับมารี แต่เด็กสาวคนนั้นก็อยู่ในอาการโคม่า เป็นตายเท่ากัน แม่ผู้เคยนอนโคม่าอยู่ด้วยกันก็จากโลกไปเสียก่อนแล้ว เด็กสาวไม่มีใครเคยมาเยี่ยมเลย และดูเหมือนเธอจะไม่เหลือญาติคนใดอยู่อีก หรือหากมีพวกเขาก็ไม่สนใจเธอสักเท่าใด คนเดียวที่แคร์ก็เป็นแค่คนแปลกหน้าผู้มาอาศัยอยู่ในห้องของเธอชั่วคราวเท่านั้น

ฉากจบของหนังอาจมองได้ว่าเป็นบทสรุปความคิดรวบยอดข้างต้น เมื่อกล้องโคลสอัพใบหน้าอิซ่าก้มหน้าก้มตาทำงาน ก่อนจะค่อยๆแทร็คไปจับภาพใบหน้าของพนักงานคนอื่นๆในโรงงานทีละคน ซึ่งต่างก็วุ่นอยู่กับงานของตนโดยไม่สนใจกันและกัน แต่ละคนล้วนมีความคิด ความฝัน และชีวิตที่แตกต่างกันไป อิซ่ากับมารีเป็นเพียงสองชีวิตในเรื่องราวนับล้าน พร้อมกันนั้นอิซ่าก็ได้กลับมาเริ่มต้นยังจุดที่เธออเป็นในช่วงเปิดเรื่องของหนังอีกครั้ง โดดเดี่ยว ตัวคนเดียวในโรงงานเต็มไปด้วยคนแปลกหน้า ขณะเดียวกันเทคนิคดังกล่าวยังให้ความรู้สึกเหมือนแบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน แบ่งสังคมออกเป็นแต่ละปัจเจกชน เป็นอะตอมย่อยๆที่ไม่สื่อสาร หรือเชื่อมโยงถึงกัน ต่างกับฉากโรงเย็บผ้าในช่วงต้นเรื่องซึ่งยังมีภาพแสดง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานในฉากพักกลางวัน นอกจากนั้นยังไม่น่าแปลกว่าโรงงานในฉากปิดเรื่องเป็นสถานที่ผลิตชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต หรือซอนก้าอาจพยายามส่งสารบางอย่างไปยังผู้ชมเกี่ยวกับสังคมที่รออยู่เบื้องหน้าก็ได้

ถึงจุดนี้มันอาจไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่ หากเราจะตัดสินว่าซอนก้าไม่ได้สนใจวิพากษ์สังคมในหนังของเขาเลยแม้แต่น้อย

ความงามของ The Dreamlife of Angles ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคลุมเคลือ ทั้งจากพฤติกรรมตัวละครที่เราไม่รู้ว่า’เพราะเหตุใด’ และจากเนื้อความที่ซอนก้าต้องการนำเสนอ ที่อาจเป็นทั้งมุมมองแห่งความหวังของโลกในอุดมคติ หรือภาพลวงตาของชีวิตในฝันโรแมนติก พล็อตเป็นส่วนที่ถูกวางไว้เพียงคร่าวๆ ตรงกันข้ามกับการศึกษาละเอียดลึกถึงบุคลิกตัวละครสองคนที่แตกต่างกัน ซ้อนทับ และเป็นคู่ขนานในบางส่วน หนังไม่จงใจดึงอารมณ์จนเกินควร แต่ก็ไม่ได้มองผ่านสายตาของบุคคลที่สามอันเย็นชา สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้อย่างแน่นอน คือ อารมณ์หลากหลายในความเป็นมนุษย์ปุถุชนของตัวละคร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้ผู้ชมคล้อยตามจังหวะหนัง เชื่อมโยงไปกับชะตากรรมของตัวละคร และช่วยให้ The Dreamlife of Angles กลายเป็นผลงานกำกับชิ้นแรกอันน่าประทับใจ

หมายเหตุ
1. หนังในแนวทาง buddy หรืออาจเหมารวมส่วนหนึ่งของงานประเภท Road Movie ไว้ด้วยก็ได้ มักมีพล็อตเกี่ยวกับคนสองคนซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ต้องมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งร่วมกัน เรียนรู้กันและกัน เข้าใจในความแตกต่างของอีกฝ่าย ก่อนจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่มิตรภาพอันงดงามในตอนท้าย

Y Tu Mama Tambien: ในความเปราะบางของชีวิต


โดยสัญชาตญาณเบื้องต้นและหลักตรรกวิทยาทั่วไป เมื่อเราเอ่ยอ้างถึงคำว่าคู่รัก มันมักจะมีความหมายถึงบุคคลสองคน ไม่ว่าจะเป็นชายกับหญิง หรือแม้กระทั่งหญิงกับหญิงและชายกับชาย ไม่ต่างอะไรจากสิงสาราสัตว์ในเรือของโนอาห์ซึ่งล้วนถูกจับให้รอดชีวิตมาเป็นคู่ๆ

แต่บรรดานักวิชาการหลายคนในปัจจุบันเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า องค์ประกอบพื้นฐานของคู่รักนั้นไม่ใช่สอง หากแต่เป็นสาม ทั้งนี้เนื่องมาจากประเพณีแห่งตำนานการเกี้ยวพาราสีนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของบุคคลผู้หนึ่งที่สามารถ ‘เอาชนะ’ คู่แข่งและแย่งชาย/หญิงคนรักมาครอบครองได้สำเร็จ ราวกับว่าความรักจะก่อกำเนิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราต้องฟันฝ่าผ่านอุปสรรค ขวากหนามเท่านั้น คู่รักที่ยิ่งใหญ่ โด่งดังระดับโลกล้วนมีความสัมพันธ์อยู่ในรูป ‘สามเส้า’ แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น อาร์เธอร์/กวิเนเวีย/แลนสล็อต, โอเธลโล่/เดสเดโมน่า/ลาโก หรือ เร็ตต์/สการ์เล็ตต์/แอชลี่ย์ ส่วนตัวปัจจัยด้านลบก็อาจจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่น ถ้าบุคคลที่ตกหลุมรักเป็นผู้ชาย อุปสรรคของเขาก็อาจจะเป็นผู้ชายอีกคนหนึ่ง พ่อแม่หวงลูกสาว ความเชื่อทางศาสนา หรือกระทั่งอาชีพการงานที่เข้ามาขัดขวางรักนั้นไม่ให้สัมฤทธิ์ผลดังหมาย

นักคิด นักเขียนนาม เรเน่ จิราร์ด ได้ชี้นำผู้คนให้ตระหนักถึงการแข่งขัน (rivalry) ซึ่งเปรียบดังกุญแจสำคัญในพล็อตเรื่องโรแมนติกของวรรณกรรมตะวันตก มันคือตัวแปรที่เขาขนานนามว่า แรงปรารถนาสามเส้า (triangular desire) หรือแรงปรารถนาลอกเลียนแบบ (mimetic desire) หมายความถึงแรงปรารถนาซึ่งถูกกระตุ้นโดยมีศัตรูคู่แข่งเป็นตัวเร้า มากกว่าจะเกิดขึ้นโดยตรงจากบุคคลที่เราปรารถนา จิราร์ดเชื่อว่าความรักไม่ใช่เส้นตรง หากแต่เป็นสามเหลี่ยม และมนุษย์เราจะรู้สึกว่าของสิ่งหนึ่งหรือบุคคลคนหนึ่งน่าหลงใหล น่าครอบครองก็ต่อเมื่อมีคนอื่นปรารถนามัน/เขา/เธอเช่นเดียวกัน กล่าวอีกนัยคือ แรงปรารถนานั้นถูกสร้างขึ้นจากการขับเคี่ยว ชิงดีชิงเด่น ไม่ใช่จากตัวบุคคล/สิ่งของซึ่งเป็นที่ปรารถนา

แนวคิดของจิราร์ดมีรากฐานมาจากปมโอดิปุสของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (ลูกชายแข่งขันกับพ่อของตนเองเพื่อแย่งชิงความรักจากแม่มาครอบครอง) และทฤษฎีมนุษยวิทยาร่วมสมัยชื่อ The Traffic in Women ของ คลอด เลวี่-สเตร้าส์ (ศึกษาถึงต้นกำเนิดแห่งการกดขี่เพศหญิงโดยเน้นไปยังประวัติศาสตร์ยุคโบราณ เมื่อผู้หญิงถูกซื้อขาย แลกเปลี่ยนผ่านการแต่งงานเหมือนเป็นสินค้าหรือรางวัลระหว่างเพศชายสองคน พวกเธอถูกตีค่าในฐานะโซ่ทองคล้องสัมพันธภาพระหว่างชายสองคน มากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสัมพันธภาพนั้น) เนื่องจากธรรมเนียมปฏิบัติแห่งวัฒนธรรมตะวันตกนิยมยกผู้ชายเป็นศูนย์กลาง รักสามเส้าในความหมายของจิราร์ดจึงมักจะโยงใยถึงการแข่งขันระหว่างผู้ชายสองคนเพื่อแย่งชิงหญิงคนรักมาครอบครอง และการเน้นย้ำถึงความผูกพันระหว่างเพศชาย ปล่อยผู้หญิงเป็นเพียงรางวัลแด่ผู้ชนะนี่เอง ที่ทำให้รูปแบบทฤษฎีของจิราร์ดสื่อนัยยะรักร่วมเพศค่อนข้างชัดเจน (1)

ความสัมพันธ์ระหว่างสามตัวละครหลักใน Y Tu Mama Tambien สะท้อนถึงแนวคิดข้างต้น พร้อมกันนั้นยังได้ขยายนัยยะให้โดดเด่นเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นด้วย หนังเริ่มต้นจากการปูรากฐานให้แก่มิตรภาพอัน ‘แน่นแฟ้น’ ระหว่างเตนอชกับฮูลิโอ พวกเขาช่วยตัวเองพร้อมกัน ต่อหน้ากัน ที่สระว่ายน้ำ พวกเขาพูดคุย จ้องมอง และเปรียบเทียบเจ้าโลกของตนกับอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย จากนั้นอารมณ์โฮโมอีโรติกในสัมพันธภาพก็เริ่มส่อแววชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อลุยซ่าก้าวเข้ามาอยู่กึ่งกลาง พวกเขากะลิ้มกะเหลี่ยเธอนับแต่แรกพบ และไม่นานต่อมา เมื่อเตนอชได้ครอบครองเธอก่อนระหว่างการเดินทางไปชายหาด เฮเว่น’ส เม้าท์ ฮูลิโอ ซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จู่ๆก็สารภาพโพล่งกับเตนอชว่า เขาเคยมีเซ็กซ์กับ อานา แฟนสาวของเตนอช บทสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทั้งสอง ‘แข่งขัน’ ว่ายน้ำกันจบ (เกมกีฬาที่พวกเขาโปรดปราน) เตนอชปล่อยให้ฮูลิโอชนะ เหมือนเขารู้สึกผิดที่แอบมีอะไรกับลุยซ่าลับหลังฮูลิโอ และก่อนหน้านั้นเสียงบรรยายก็บอกเล่าความรู้สึกของฮูลิโอว่า ไม่ใช่อารมณ์โกรธแค้น แต่เป็นความรู้สึกคล้ายกับตอนที่เขาเห็นแม่ยืนกอดกับพ่อทูนหัว (พ่อแท้ๆของฮูลิโอจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก และความจริงที่ว่าลุยซ่ามีอายุมากกว่าฮูลิโอหลายปีก็เป็นดรรชนีบ่งชี้ถึงปมโอดิปุสเช่นกัน)(2)

วิธีที่หนังเน้นย้ำถึงความสนิทสนมและการแข่งขันระหว่างชายหนุ่มสองคน ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าฮูลิโอปรารถนาในตัวลุยซ่าจริงๆ หรือเขาปรารถนาเธอเพียงเพราะเตนอชต้องการจะครอบครองเธอ เป็นไปได้ไหมที่เขารู้สึกเสียใจไม่ใช่เพราะเขาไม่ได้ลุยซ่า แต่เพราะเตนอชกลายเป็นผู้ชนะ (อย่างน้อยก็ในยกแรก) และการโพล่งคำสารภาพออกมาก็เพื่อกอบกู้เครดิตตนเองในสายตาของคู่แข่ง เมื่อลุยซ่าเปรียบเสมือนหมากในเกมการขับเคี่ยวระหว่างเตนอชกับฮูลิโอ คำถามที่ตามมาคือ ใครกันแน่ที่ฮูลิโอหึงหวง เตนอชหรือลุยซ่า?

ไม่กี่ฉากต่อมา คนดูจะได้เห็นเตนอชซักถามรายละเอียดแบบทุกซอกทุกมุมจากฮูลิโอเรื่องที่เขาเป็นชู้กับอานา (เธอถึงจุดสุดยอดไหม? เธอสวมชุดอะไร? เธอใช้ปากกับแกหรือเปล่า?) ราวกับเขาโมโหฮูลิโอที่แอบนอกใจเขามากกว่าจะเสียใจที่ถูกแฟนสาวหักหลัง วันรุ่งขึ้น เมื่อลุยซ่าเสนอตัวกับฮูลิโอในรถจนฝ่ายชายเสร็จสมอารมณ์หมาย เตนอชก็กระทำการแบบเดียวกันกับฮูลิโอ เขาสารภาพว่าเคยมีเซ็กซ์กับ เซซิเลีย แฟนสาวของฮูลิโอ ทั้งสองเริ่มต้นทะเลาะกันใหญ่โต และเมื่อลุยซ่าพยายามจะเข้ามาห้ามปราม ฮูลิโอก็ผลักเธอออกไปเหมือนเธอ ‘ไม่เกี่ยว’ กับเรื่องนี้ นำไปสู่การระเบิดความจริงของลุยซ่า ซึ่งดูเหมือนจะเข้าใจเด็กหนุ่มทั้งสองมากกว่าพวกเขาเข้าใจตัวเองเสียอีก เธอตะโกนว่า “ที่พวกเธอต้องการจริงๆก็คือการอึ๊บกันเอง นั่นแหละที่พวกเธอต้องการ”

หลังจาก ‘เล้าโลม’ ผู้ชมด้วยนัยยะมาตลอดทั้งเรื่อง ฉาก ‘สามคนผัวเมีย’ ในตอนท้ายจึงแทบจะเรียกได้ว่าไม่น่าแปลกใจ กระนั้นฉากดังกล่าวก็ก้าวไปไกลกว่าแค่เป็นการเติมเต็มแฟนตาซีธรรมดาๆ บทจูบอันดูดดื่มระหว่างเตนอชกับฮูลิโอถูกนำเสนอในฐานะจุดหักเหแห่งวัยเยาว์ และจุดสิ้นสุดของความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ค่ำคืนนั้น ลุยซ่า หญิงสาวซึ่งถูกปรับสถานะให้สูงขึ้นกว่าการเป็นแค่รางวัลของผู้ชนะเหมือนพล็อตสามเส้าตามธรรมเนียมโบราณ ได้สอนบทเรียนสำคัญกับไก่อ่อนสองคนให้รู้จักการทำรักอย่างถูกวิธี เพราะเซ็กซ์เป็นเรื่องของการแบ่งปัน เป็นเรื่องของการรับและการให้ ซึ่งนั่นคือแนวคิดที่สองหนุ่มผู้หมกมุ่นอยู่แต่กับจุดสุดยอด (ของตนเอง) ไม่คุ้นเคย เธอทำให้พวกเขายอมสลัดทิ้งกำแพงแห่งความเป็นชายหรือการเสแสร้งทั้งหลายทั้งปวง แล้วหันมาสำรวจลึกถึงความรู้สึกและรสนิยมทางเพศของพวกเขา จุมพิตนั้นเปรียบดังการพบศพเหยื่อที่ถูกรถไฟชนตายใน Stand By Me มันคือชั่วขณะแห่งความจริง ซึ่งออกจะมากและตรงเกินกว่าจะรับไหวสำหรับวัยเด็กอันเปี่ยมไปด้วยอุดมคติ (กฎประจำกลุ่มที่เตนอชกับฮูลิโอร่ายให้ลุยซ่าฟัง หนึ่งในนั้นคือ ความจริงเป็นสิ่งที่ดี แต่เข้าไม่ถึง) ด้วยเหตุนี้ ในเวลาต่อมา เตนอชกับฮูลิโอจึงค่อยๆเหินห่างกันไป พวกเขาเติบใหญ่กลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เตนอชเปลี่ยนไปเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ตามที่พ่อของเขาปรารถนา แทนการเป็นนักเขียนตามที่เคยฝันไว้ ทั้งสองได้พบกันอีกครั้งบนถนน พวกเขาชวนไปดื่มกาแฟและพูดคุยกันอย่างเคร่งขรึม ก่อนสุดท้ายจะแยกกันไป พร้อมเสียงบรรยายที่บอกกับผู้ชมว่าเตนอชกับฮูลิโอจะไม่ได้พบเจอกันอีกเลย…

พล็อตเรื่องรักสามเส้าที่แทรกนัยยะโฮโมอีโรติกเอาไว้ภายในคือรูปแบบซึ่งเหมาะสมกับหนัง ‘สอดไส้’ อย่าง Y Tu Mama Tambien พอดิบพอดี

พิจารณาจากสไตล์ภาพยนตร์ Y Tu Mama Tambien มีจุดเด่นอยู่สองประการคือ เสียงบรรยายเล่าเรื่องของบุคคลที่สาม (กลวิธีที่ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของฝรั่งเศสอย่างโกดาร์ดและทรุฟโฟต์ชื่นชอบ) และการเคลื่อนกล้องแบบ long take โดยใช้ประโยชน์เต็มที่จากสเตดิแคม

ตามปรกติแล้วเทคนิคภาพยนตร์ด้านภาพและเสียงมีหน้าที่เสริมส่งเรื่องราว เน้นย้ำอารมณ์ หรืออธิบายบุคลิกตัวละคร แต่ภาพและเสียงบรรยายในหนังเรื่องนี้บ่อยครั้งกลับจงใจ ‘ดึง’ ผู้ชมออกจากเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ กล้อง ภายใต้การควบคุมของผู้กำกับภาพ เอ็มมานูเอล ลูเบสกี้ มักจะเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระจนเกือบจะเป็นเอกเทศ ตัวอย่างเช่น ฉากในร้านอาหาร ขณะเตนอช, ฮูลิโอ และลุยซ่า กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ กล้องกลับล่องลอยตามหญิงชาวบ้านคนหนึ่งเข้าไปในห้องครัว จับภาพคนงานกำลังล้างจาน และหญิงชราคนหนึ่งกำลังเต้นรำอย่างสนุกสนาน เช่นเดียวกับเสียงบรรยายซึ่งหลายครั้งหันไปเล่าถึงเหตุการณ์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหล่าตัวละครเอกเลย เช่น เรื่องคนงานก่ออิฐคนหนึ่งถูกรถชนตายเพราะไม่มีสะพานลอยให้ข้าม

ยุทธวิธีดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้กำกับ อัลฟองโซ่ คัวรอน ซ้อนทับเรื่องราวหลักของเขาอย่างแนบเนียนด้วยบทเปรียบเทียบประเทศเม็กซิโกในองค์รวมกับความสัมพันธ์สามเส้าของเตนอช, ฮูลิโอ กับลุยซ่า เริ่มจากภาพสังเกตการณ์ว่าประเทศเม็กซิโกประกอบไปด้วยบุคคลสองชนชั้น คือ ผู้มีอันจะกินอย่างเตนอช ซึ่งนามสกุล อิตัวร์ไบเด อ้างอิงมาจากลูกชายขุนนางชั้นสูงที่กลายมาเป็นกษัตริย์องค์แรกของประเทศเม็กซิโกหลังประกาศอิสรภาพ และพวกปากกัดตีนถีบอย่างฮูลิโอ ซึ่งนามสกุล ซาปาต้า อ้างอิงมาจากชาวนาที่กลายมาเป็นผู้นำการปฏิวัติในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กล้องกับเสียงบรรยายช่วยสะท้อนถึงความแตกต่างระหว่างชนชั้นเป็นนัยยะ เช่น ในฉากที่คนรับใช้เดินข้ามบ้านเป็นระยะทางยาวไกล เพื่อนำแซนด์วิชไปให้เตนอชซึ่งกำลังนอนฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้อง หรือฉากงานฉลองพิธีแต่งงานอัน ‘ต่ำต้อย’ ของครอบครัวอิตัวร์ไบเด ซึ่งมีประธานาธิบดีเจียดเวลามาร่วมงานและมีจำนวนบอดี้การ์ดมากกว่าแขกเหรื่อ โดยขณะที่กล้องจับภาพสาวใช้กำลังเดินเอาอาหารไปให้เหล่าบอดี้การ์ดในลานจอดรถ เสียงคนเล่าก็เริ่มสาธยายถึงภารกิจต่างๆนาๆหลังเสร็จจากร่วมงานเลี้ยงของท่านประธานาธิบดี

เตนอชกับฮูลิโอคือตัวแทนของสองเม็กซิโก ประเทศซึ่งในความเห็นของคัวรอนยังคงอยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ รอวันจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ส่วน ลุยซ่า ครูผู้สอนบทเรียนให้แก่ฮูลิโอกับเตนอช ก็ถูกกำหนดให้มีอายุมากกว่าและมาจากสเปน ประเทศซึ่งเคยเป็นผู้ปกครอง เป็นเจ้าของภาษา และเก่าแก่กว่าเม็กซิโกในแง่วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันเรื่องราวชีวิตของตัวละครยังสอดคล้องไปกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกด้วย เช่น ในตอนท้าย เมื่อมิตรภาพระหว่างเตนอชกับฮูลิโอผกผันไปอย่างคาดไม่ถึง เสียงบรรยายก็แจ้งข้อมูลให้ผู้ชมทราบว่ามันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พรรค PRI ซึ่งครองอำนาจเด็ดขาดในเม็กซิโกมานานถึง 71 ปีเต็มต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้แก่พรรคฝ่ายค้านเป็นครั้งแรก ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนมือทางการเมืองครั้งสำคัญ

โดยเปลือกนอก Y Tu Mama Tambien มีรูปแบบของหนังวัยรุ่นและสะท้อนถึงคุณสมบัติแห่งวัยเยาว์ซึ่งนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศส โรเบิร์ต เบนายูน สรุปเอาไว้ได้อย่างสวยงามว่าประกอบไปด้วย ความไร้เดียงสา อุดมคติ อารมณ์ขัน การแหกกฎเกณฑ์ และพฤติกรรมบ้าเซ็กซ์ นิยามดังกล่าวบ่งบอกถึงสองส่วนผสมสำคัญที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของหนังในแนวทางนี้ นั่นคือ ความบ้าคลั่ง (การทำลายข้าวของ การต่อต้านผู้ปกครอง และการถอดเสื้อผ้า) และความบริสุทธิ์/ความหวัง/การมองโลกในแง่ดี เนื่องจากวัยรุ่นคือประสบการณ์อันเข้มข้นบนรอยต่อระหว่างวัยผู้ใหญ่กับวัยเด็ก อดีตกับอนาคต การปราศจากตัวตนและการเติบโตเป็นใครสักคน มันคือช่วงเวลาแห่งความคลุมเคลือ แต่ขณะเดียวกันทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้

ท่ามกลางเซ็กซ์อันเร่าร้อน มุขตลกผายลม และบุหรี่ยัดไส้กัญชา สิ่งหนึ่งซึ่งซุกซ่อนเอาไว้ในหนัง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Y Tu Mama Tambien แตกต่างจากหนังวัยรุ่นทั่วไปก็คือ แนวคิดเกี่ยวกับความเปราะบางของชีวิต

หนัง ‘หมกมุ่น’ กับความตายตลอดทั้งเรื่อง เสียงบรรยายพร่ำพูดถึงอุบัติเหตุบนท้องถนนที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย กล้องตามจับภาพป้ายหลุมศพข้างถนน สุสาน และขบวนงานศพ ลุยซ่าเล่าให้เตนอชกับฮูลิโอฟังเรื่องแฟนหนุ่มคนแรกของเธอซึ่งเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถชนเมื่ออายุได้ 17 ปี (วัยเดียวกันกับพวกเขา) ก่อนต่อมาเธอจะสอนเด็กหญิงชาวประมงคนหนึ่งให้ลอยตัวในน้ำ “เหมือนกับศพ” รายละเอียดเหล่านี้ถูกนำเสนอแบบผ่านๆราวจะไม่มีความหมายพิเศษใดๆ จนกระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงบทสรุปสุดท้าย เมื่อหนังเปิดเผยถึงความลับของลุยซ่า หลังจากบอกใบ้เป็นนัยๆไว้บ้างแล้ว ตอนที่เธอได้รับตุ๊กตาเป็นของขวัญจากหญิงชราคนหนึ่ง มันเคยเป็นของหลานสาวชื่อเดียวกันของหญิงชราผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ

การตอกย้ำให้เห็นความตายซึ่งรายล้อมอยู่ทั่วไป คือกลวิธีส่งสารเป็นนัยยะของคัวรอนว่าชีวิตของมนุษย์ไม่แน่นอน ไม่ยั่งยืน และไม่อาจคาดเดาได้ นอกจากความตายที่ปลายทาง ดังนั้นเราทุกคนจึงควรจะฉกฉวยทุกโอกาส ทุกประสบการณ์ในการสร้างคุณค่า ความสุขให้แก่ทุกวันคืน ทุกโมงยาม ทุกนาที… เหมือนคำพูดสุดท้ายของลุยซ่ากับสองเด็กหนุ่มที่ว่า “ชีวิตเปรียบไปก็คล้ายกับการโต้คลื่น ฉะนั้นจงเรียนรู้ที่จะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับท้องทะเล”

หมายเหตุ

1. แนวคิดเกี่ยวกับรักสามเส้าอ้างอิงจากบทความ Erotic Triangles โดย มาร์จอรี การ์เบอร์ ในหนังสือ Vice Versa: Bisexuality and the Eroticism of Everyday Life

2. ฟรอยด์เชื่อว่าเด็กผู้ชายจะผันแปรการแข่งขันกับพ่อมาเป็นเลียนแบบพ่อแทน และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ซึ่งมีสภาพจิตปรกติในที่สุด แต่หากพัฒนาการดังกล่าวไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์หรือเกิดข้อบกพร่อง เด็กคนนั้นอาจเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการยึดติด (fixation) ทำให้เขาชื่นชอบผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า (เหมือนแม่)

วันศุกร์, มิถุนายน 01, 2550

อัตวิสัย ความเป็นหญิง และภาพชัดตื้น




การถ่ายภาพแบบชัดตื้น (shallow focus) เป็นเทคนิคที่พบเห็นได้บ่อยๆ ในภาพยนตร์ยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหว่องกาไว ใครก็ตามที่เคยเรียนการถ่ายภาพมาก่อนคงจะทราบดีว่า ภาพแบบชัดตื้นจะมีขอบเขตความลึก (depth of field) ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้แบ็คกราวด์และโฟร์กราวด์ขาดความคมชัด โดยปรกติแล้ว การถ่ายภาพด้วยเลนส์มุมกว้างมักจะให้ขอบเขตความลึกค่อนข้างสูง ตรงข้ามกับการถ่ายด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณยังต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ปริมาณของแสง (การถ่ายทำในสภาพแสงต่ำมักส่งผลให้ได้ภาพชัดตื้น ส่วนการถ่ายทำกลางแจ้งท่ามกลางแสงแดดแผดจ้ามักนำไปสู่ภาพแบบชัดลึก) และขนาดของรูรับแสง (รูรับแสงกว้างจะได้ภาพชัดตื้น ส่วนรูรับแสงแคบจะได้ภาพชัดลึก) เป็นต้น

ในทางภาพยนตร์ ภาพแบบชัดตื้นจะช่วยชี้นำสายตาไปยังจุดที่ผู้สร้างเห็นว่ามีความสำคัญสูงสุดต่อเรื่องราว ณ ขณะนั้น ส่วนใหญ่จะพบเห็นได้ทั่วไปในภาพระยะใกล้ หรือ โคลสอัพ ซึ่งมักเน้นโฟกัสไปยังใบหน้าตัวละคร หรือวัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ส่งผลให้แบ็คกราวด์ทั้งหมดเป็นเพียงภาพเบลอ เพื่อขยายความให้ชัดเจนขึ้น เราจะลองมาดูตัวอย่างจากหนังเรื่อง Brokeback Mountain

ช็อตแรกเป็นภาพระยะไกล (long shot) ซึ่งมีขอบเขตความลึกค่อนข้างมาก ส่งผลให้คนดูมองเห็นเหตุการณ์สำคัญสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันแบบชัดเจน นั่นคือ แจ๊ค ทวิสต์ (เจค จิลเลนฮาล) กำลังนอนเป่าหีบเพลง ขณะ เอนนิส เดลมาร์ (ฮีธ เลดเจอร์) กางเต็นท์ พวกเขาล้วนอยู่ในโฟกัส เนื่องจากหนังต้องการให้ผู้ชมเห็นปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างทั้งสอง ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อฉากดังกล่าวในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ การจัดองค์ประกอบภาพอันประณีตยังช่วยสะท้อนบุคลิกแตกต่างของทั้งสองคนให้เด่นชัดยิ่งขึ้นอีก นั่นคือ ขณะที่เอนนิส ชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม พูดน้อย และขึงขังจริงจัง กำลังยืนจัดเต๊นท์ในแนวตั้ง (vertical) แจ๊ค ชายหนุ่มผู้รักสนุก อ่อนโยน และเป็นมิตร กลับเอาแต่นอนเป่าหีบเพลง (horizontal) อย่างสบายอารมณ์


ช็อตที่สองเป็นตัวอย่างของภาพชัดตื้น ซึ่งกล้องโคลสอัพใบหน้าของแจ๊ค


ช็อตที่สามเป็นภาพโคลสอัพใบหน้าของแจ็คเช่นกัน แต่คราวนี้แบ็คกราวด์กลับมีส่วนสำคัญต่อเรื่องราว หรืออารมณ์ ณ ช่วงเวลานั้น ผู้กำกับ อั้งลี่ เลือกจะถ่ายภาพเอนนิสเปลือยกายแบบหลุดโฟกัส โดยไม่เน้นมันให้เด่นชัด เพียงแค่สื่อเป็นนัย เนื่องจากความสนใจหลักของผู้ชมควรจะพุ่งตรงไปยัง “ปฏิกิริยา” ของแจ็ค ซึ่งอยู่ในโฟกัส และแน่นอนพลังอารมณ์ของฉากดังกล่าวย่อมมลายหายไป หากหนังใช้การตัดภาพเข้ามาแทน


เช่นเดียวกัน ในหนังเกาหลีเรื่อง The Host ผู้กำกับ บองจุนโฮ ใช้ประโยชน์จากภาพแบบชัดตื้นได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ เมื่อเขาพุ่งความสนใจของคนดูไปยังเด็กหญิง ซึ่งยืนอยู่ตรงตำแหน่งที่กล้องโฟกัส ท่ามกลางโฟร์กราวด์เป็นภาพผู้คนวิ่งอลหม่านหนีตาย และแบ็คกราวด์เป็นสัตว์ประหลาด ที่ต่อมาอีกเพียงไม่กี่วินาทีกำลังจะจับเธอไปขังไว้ในท่อระบายน้ำ ช็อตดังกล่าวนอกจากจะเปี่ยมมิติ (ตัวละครเอกอยู่ในมิดเดิลกราวด์) แล้ว มันยังสร้างอารมณ์ลุ้นระทึกได้อย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากสัตว์ประหลาดในแบ็คกราวด์ให้ความรู้สึกคุกคาม แต่ไม่ได้โขมยความเด่นไปจากตัวละคร เนื่องจากมันไม่ได้อยู่ในโฟกัสชัดเจน


ตากล้องส่วนใหญ่จะใช้ภาพแบบชัดตื้นในการจัดระเบียบองค์ประกอบภาพ โดยพุ่งโฟกัสไปยังสิ่งสำคัญสุดของช็อตแล้วปล่อยให้แบ็คกราวด์กลายเป็นภาพเบลอ สายตามนุษย์โดยธรรมชาติย่อมถูกดึงดูดไปยังจุดๆ นั้น และไม่ถูกล่อหลอกให้สับสนโดยแบ็คกราวด์ นอกจากนี้ ภาพแบบชัดตื้นยังช่วยสร้างมิติความลึก บอกใบ้ให้คุณทราบว่าสิ่งใดอยู่ใกล้กล้องและสิ่งใดอยู่ห่างจากกล้องออกไป คุณประโยชน์ในการ “ชี้นำ” สายตาของผู้ชมโดยไม่ต้องอาศัยการตัดภาพของภาพแบบชัดตื้นจะปรากฏชัดยิ่งขึ้นในช็อตที่มีการเปลี่ยนโฟกัสจากสิ่งหนึ่งมายังอีกสิ่งหนึ่ง เช่น จากแบ็คกราวด์มาสู่โฟร์กราวด์ ซึ่งเป็นเทคนิคที่เราเรียกว่า Rack Focus ตัวอย่างชัดเจน คือ ช็อตหนึ่งในหนังเรื่อง Fake โกหก...ทั้งเพ โดยช่วงเริ่มต้นของช็อตโฟกัสจะไปตกอยู่ที่ภาพ โป้ (ลีโอ พุฒ) ขณะยืนอ่านนิตยสารอยู่ที่แผงหนังสือ ส่วนโฟร์กราวด์จะเป็นภาพเบลอของผนังและแผงหนังสือ จากนั้นหนังก็ค่อยๆ เปลี่ยนโฟกัสมายัง นา (พัชราภา ไชยเชื้อ) ซึ่งเดินออกมาจากร้านตรงโฟร์กราวด์ แล้วปล่อยให้โป้กลายเป็นเพียงแบ็คกราวด์หลุดโฟกัส จนกระทั่งเมื่อนาเดินผ่านหน้ากล้องไปแล้ว หนังก็เปลี่ยนโฟกัสกลับไปยังที่โป้อีกครั้ง







ช็อตดังกล่าวมีความสำคัญต่อเรื่องราวค่อนข้างมาก เนื่องจากมันเกิดขึ้นในช่วงต้นเรื่อง เมื่อตัวละครอย่างนายังไม่ถูกแนะนำให้คนดูรู้จักอย่างเป็นทางการ และการเปลี่ยนโฟกัสจากโป้มายังนาแบบฉับพลันก็ช่วยบอกใบ้กับคนดูเป็นนัยๆ ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะเข้ามามีบทบาท อย่างน้อยที่สุดก็กับตัวละครอย่างโป้ ขณะเดียวกัน เทคนิค Rack Focus ยังช่วยเพิ่มความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างสองตัวละครได้มากกว่าการตัดภาพ แล้วช่วยตอกย้ำธีมเกี่ยวกับโอกาสและความบังเอิญ ซึ่งจะทรงอิทธิพลสูงสุดในเรื่องราวของเป้ (หนังแบ่งคร่าวๆ ออกเป็นสามช่วง เล่าผ่านมุมมองของตัวละครเอกผู้ชายสามคน) ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตามหาผู้หญิงคนที่เขาคิดว่าใช่ (นา) แต่สุดท้ายกลับคลาดกันไปมาบ่อยครั้งในลักษณะเดียวกับ ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา

อันที่จริง อารมณ์โดยรวมของ Fake ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของเหล่าคนเหงาในเมืองใหญ่ (และถ่ายภาพกรุงเทพได้สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่ง) ค่อนข้างใกล้เคียงกับหนังหลายเรื่องของหว่องกาไว (แถม ลีโอ พุฒ ในบางมุมยังดูละม้ายคล้าย เฟย์ หว่อง ใน Chungking Express อย่างน่าประหลาด) และเช่นเดียวกับ Chungking Express, In the Mood for Love หรือ 2046 หนังเรื่อง Fake อัดแน่นไปด้วยภาพแบบชัดตื้น ซึ่งสร้างอารมณ์โรแมนติกและฟุ้งกระจายได้มากกว่าภาพแบบชัดลึก โดยทางจิตวิทยาแล้ว ภาพแบบชัดตื้นสะท้อนความเป็นอัตวิสัย เนื่องจากตัวละครจะดูเหมือนไม่รับรู้ต่อสิ่งต่างๆ รอบข้าง ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของปัจเจกชนมักมีชัยเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง (ถ้าคุณต้องการถ่ายฉากตัวละครนั่งอ่านจดหมาย/หนังสือ แล้ว “อิน” ไปกับตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ภาพแบบชัดตื้นย่อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม) ด้วยเหตุนี้ มันจึงได้รับความนิยมเป็นพิเศษในหนังเมโลดราม่าและหนังโรแมนติก

คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ตากล้องขาประจำของหว่องกาไว เคยให้สัมภาษณ์ว่า “เวลาคุณถ่ายหนังของหว่อง คุณจะไม่มีอะไรให้ใช้มากนักนอกจากพื้นที่ว่าง และเมื่อคุณเริ่มปลุกปั้นหนังเรื่องหนึ่ง คุณก็ต้องเริ่มตัดทอนบางสิ่งบางอย่าง ลักษณะทางกายภาพของเมืองใหญ่ในเอเชียทำให้คุณต้องตัดทอนบางสิ่งที่คุณไม่อยากให้คนดูเห็นออกไปผ่านการใช้เทคนิคภาพแบบชัดตื้น”

ทำไมเขาถึงไม่อยากให้คนดูได้เห็นบางสิ่งบางอย่างน่ะเหรอ?

“เพราะมันไม่สำคัญต่อเรื่องราวที่คุณพยายามจะเล่า พวกมันเป็นส่วนเกินและเบี่ยงเบนความสนใจ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องพัฒนาสไตล์การถ่ายภาพแบบชัดตื้นขึ้น เพราะเราต้องถ่ายทำหนังในสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ คุณต้องเรียนรู้ที่จะคัดออกแทนการใส่เข้ามา และผมคิดว่านั่นเป็นแนวคิดแบบเอเชียมากๆ เราต้องเคลื่อนย้ายกองถ่ายอยู่เสมอ โลเกชั่นจึงเปรียบเหมือนไม้ซุงท่อนนึง เมื่อได้มันมา เราก็จะเริ่มแกะสลัก โดยกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเพื่อนำไปสู่จุดหมาย หรือประเด็นหลัก”

อย่างไรก็ตาม หาใช่เพียงหนังโรแมนติก/เมโลดราม่าเท่านั้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากภาพแบบชัดตื้นได้ ลักษณะอัตวิสัยและ “ความเป็นหญิง” ของภาพแบบชัดตื้นส่งผลให้มันเป็นตัวเลือกสุดเพอร์เฟ็กต์สำหรับหนังอีโรติกเขย่าขวัญอย่าง In the Cut ซึ่งเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองอันบิดเบี้ยว วาบไหว และเชื่อถือไม่ได้ของผู้หญิงที่ค่อนข้างเก็บกดทางเพศ หนังเรื่องนี้ของ เจน แคมเปี้ยน ใช้ภาพแบบชัดตื้นอย่างหนักหน่วงชนิดที่คุณคงไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทั้งในด้านความถี่ (แทบทุกช็อต) และความรุนแรง (หลายช็อต โฟกัสของภาพกินเนื้อที่เพียงแค่บางส่วนของใบหน้าตัวละคร เช่น จมูก หรือดวงตา) ยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับการถ่ายภาพแบบ handheld หนังจึงมักจะมีการเปลี่ยนโฟกัสไปมาภายในชั่วเวลาเพียงไม่กี่วินาที ขณะพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาพตกอยู่ในสภาพพร่ามัว ส่งผลให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกหลอนอีกใบหนึ่ง เหมือนถูกผลักไสให้เข้าไปเผชิญฝันร้าย/ภาพหลอน/จิตใต้สำนึกของ แฟรนนี่ (เม็ก ไรอัน) เมื่อสิ่งสำคัญเล็กๆ น้อยๆ แหวกว่ายเข้ามาอยู่ในโฟกัสเพียงชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งผ่านหายไป




Short Replay: Friday the 13th


ก่อนโรคเอดส์จะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1981 หนังเรื่อง Friday the 13th ได้ “ฟันธง” ไว้ก่อนแล้วว่าเพศสัมพันธ์อาจนำไปสู่ความตายได้ ต่างกันตรงแค่ในหนังเรื่องนี้ มันออกจะเป็นความตายแบบเฉียบพลันและเลือดท่วม บางครั้งขณะที่คุณกำลังนอนพักเหนื่อยหลังการร่วมรักเลยด้วยซ้ำ!?! นี่ถือเป็นหนังเรื่องแรกๆ แห่งยุคสถาปนาสารพัด cliche (ซึ่งต่อมาถูกนำไปล้อเลียนอย่างสนุกสนานในหนังชุด Scream) ของภาพยนตร์แนว Slasher Film หรือเรียกอีกอย่างได้ว่าหนังตระกูลฆาตกรโรคจิตไล่เชือดกลุ่มวัยรุ่นหื่นกาม ถึงแม้ว่าฉาก “ช็อก” คนดูทิ้งทวนของผู้กำกับ ฌอน เอส. คันนิ่งแฮม ดูคล้ายจะเป็นการลอก Carrie หนังสยองขวัญเมื่อสี่ปีก่อนซึ่งมีตัวละครหลักบางคนเข้าข่ายวัยรุ่นหื่นกาม มาทั้งดุ้นก็ตาม

เรื่องราวในหนังก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก มันเล่าถึงความพยายามจะเปิดค่ายพักนักเรียนช่วงฤดูร้อนข้างทะเลสาบคริสตัลของเหล่าพี่เลี้ยงวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาช่วยกันเตรียมงานก่อนเปิดค่ายประมาณหนึ่งอาทิตย์ แน่นอนว่าพวกเขาล้วนไม่ตระหนักถึงอดีตชวนสยองของค่ายเหมือนพวกชาวบ้านท้องถิ่น ไม่ถือจริงจังกับคำเตือนของชายเสียสติที่ว่า “พวกแกจะตายกันหมด” และไม่หวาดกลัวการเดินไปยังมุมอับอันมืดทึบตามลำพัง จุดเด่นจริงๆ ของหนังอยู่ตรงวิธีเชือดเหยื่อแต่ละคนของเจ้าฆาตกรลึกลับ (ซึ่งถูกปกปิดโฉมหน้าจนกระทั่งช่วงท้ายเรื่องในลักษณะของหนัง whodunit) ตั้งแต่ปาดคอด้วยมีดไปจนถึงจามหน้าด้วยขวาน และการใช้ประโยชน์จากเสน่ห์ทางเพศของ เควิน เบคอน อย่างได้ผลยอดเยี่ยม!