วันพุธ, กันยายน 09, 2552

Short Replay: Five Easy Pieces


นี่เป็นผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ บ็อบ ราเฟลสัน อย่างไม่ต้องสงสัย และหนึ่งในบทบบาทการแสดงที่ดีที่สุดของ แจ๊ค นิโคลสัน ผู้สวมวิญญาณเป็น โรเบิร์ต ดูเปีย หนุ่มขบถที่สับสนหลงทาง ภายในอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง โศกเศร้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ โรเบิร์ตมองตัวเองเป็นเหมือนแกะดำในครอบครัวศิลปินชนชั้นกลาง พร้อมกับหันหลังให้พรสวรรค์ทางด้านเปียโนเพื่อมาทำงานเป็นกรรมกรขุดเจาะบ่อน้ำมัน เร่ร่อน ไร้จุดหมาย และไม่คิดจะลงหลักปักฐาน แม้แต่กับสาวเสิร์ฟ (คาเรน แบล็ค) ที่รักเขามากจนพร้อมจะมองข้ามทุกข้อเสียของเขา

ฉากเด่นซึ่งทุกคนจดจำได้ไม่ลืมเป็นตอนที่โรเบิร์ตปะทะคารมกับพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร (เขาอยากได้ขนมปังปิ้งเปล่าๆ แต่สาวเสิร์ฟกลับยืนกรานให้เขาสั่งตามเมนู ซึ่งมีแต่แซนด์วิชสลัดไก่) หลายคนวิเคราะห์ว่าฉากดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์แทนวิญญาณขบถในช่วงปลายทศวรรษ 1960 (หนึ่งปีก่อนหน้า แจ๊ค นิโคลสัน เริ่มสร้างชื่อเสียงจาก Easy Rider ซึ่งเป็นหนังตัวแทนยุคบุปผาชน) อย่างไรก็ตาม ฉากที่ติดตาผมมาจนทุกวันนี้กลับเป็นฉากที่โรเบิร์ต พยายามจะอธิบายความรู้สึก ตลอดจนเส้นทางชีวิตที่เขาเลือกกับพ่อ ผู้เป็นนักเปียโนชื่อดังและกำลังใกล้ตาย แต่ไม่อาจเรียบเรียงประโยคให้ปะติดปะต่อกันได้ ก่อนจะระเบิดอารมณ์เป็นน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้ รวมไปถึงฉากจบ ซึ่งทำให้คนดูหัวใจสลาย

เกือบ 40 ปีผ่านไป Five Easy Pieces ได้รับยกย่องให้เป็นผลงานคลาสสิกตลอดกาล เนื่องจากมันอัดแน่นไปด้วยแง่มุมสำคัญทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์แห่งภาพยนตร์ ถึงขนาดผู้กำกับหลายคนยังแสดงความชื่นชอบอย่างออกนอกหน้าตั้งแต่สองพี่น้อง โจเอล และ อีธาน โคน, ลาร์ ฟอน เทรียร์ ไปจนถึง อิงมาร์ เบิร์กแมน

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 27, 2552

Short Replay: Full Metal Jacket


ถึงแม้จะไม่ใช่ผลงานที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อเอ่ยนามผู้กำกับระดับตำนานอย่าง สแตนลีย์ คูบริค แถมมันยังเปิดตัวค่อนข้างล่าช้า หลังกระแสหนังสงครามเวียดนามเดินทางผ่านจุดสูงสุดของ Apocalypse Now และ Platoon ไปแล้ว แต่ Full Metal Jacket หาได้ขาดแล้งพลังสร้างสรรค์ หรือสารใหม่ๆ ในการนำเสนอเสียทีเดียว

หนังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างค่อนข้างชัดเจน ครึ่งแรกโฟกัสไปยังการฝึกทหารในฐานทัพนาวิกโยธิน โดยเหยื่ออันโอชะของครูฝึกจอมโหด (ลี เออร์เมย์) คือ พลทหารรูปร่างอวบอ้วนที่ไม่เอาไหนจนกลายเป็นตัวถ่วงของทุกคน (วินเซนท์ ดี’โอโนฟริโอ) ปมขัดแย้งดังกล่าวพลิกผันไปมาและทวีความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ (พลทหารเริ่มแสดงพรสวรรค์ทางด้านแม่นปืน แต่ขณะเดียวกันสติของเขาก็เริ่มหลุดลอยไปไกลเกินเยียวยา) ก่อนจะมาระเบิดออกในฉากนองเลือดสุดหลอน ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดทางอารมณ์ของหนังด้วย และเพราะเหตุนี้กระมัง ครึ่งหลังของหนัง ที่โฟกัสไปยังการผจญภัยในเวียดนามของพลทหารเจ้าของฉายา โจ๊กเกอร์ (แม็ทธิว โมดีน) จึงโดนค่อนแคะว่าไร้เป้าหมาย น่าเบื่อ และขาดอารมณ์ร่วม แม้กระทั่งในฉาก (ที่ควรจะเป็น) ไคล์แม็กซ์ของหนัง... แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นจุดอ่อน หรือความจงใจของคูบริคกันแน่

ถ้าครึ่งแรกสะท้อนความมุ่งมั่น แน่วแน่ของครูฝึกโรคจิต ครึ่งหลังคงสะท้อนบุคลิกไร้ตัวตน ไร้จุดหมายของโจ๊กเกอร์ (คนดูไม่มีโอกาสรู้ชื่อจริงของเขาด้วยซ้ำ) ผู้ติดเหรียญสัญลักษณ์สันติภาพไว้ที่เสื้อ แต่เขียนหมวกทหารว่า “เกิดมาฆ่า” ผู้เหมือนจะเป็นเพื่อนคนเดียวของไพล์ แต่ก็ลงไม้ลงมือกับเขาอย่างรุนแรง ผู้อาจมีชีวิตยืนยาว แต่กลับลงเอยไม่ต่างจากซากศพ แน่นอน สงครามคือนรก เป็นความบ้าคลั่งที่ไร้แก่นสาร แต่ Full Metal Jacket ก้าวไปอีกขั้นด้วยการบอกว่าความเลวร้ายทั้งหลายเริ่มต้นก่อนกระสุนนัดแรกจะถูกยิงออกไปด้วยซ้ำ มันเริ่มต้นขึ้นในโรงเรียนทหาร เมื่อคุณถูกล้างสมองให้ละทิ้งปัจเจกภาพ แล้วทำและคิดทุกอย่างตามคำสั่ง จนกระทั่งกลายสภาพเป็นเครื่องจักรสังหารที่ไร้จิตวิญญาณ

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 13, 2552

Short Replay: La Femme Nikita


อย่าไปสนใจเวอร์ชั่นรีเมคที่อ่อนด้อยกว่าของ จอห์น แบดแฮม (Point of No Return) เพราะ La Femme Nikita เวอร์ชั่นดั้งเดิมของ ลุค เบสซอง ถือว่าสมบูรณ์แบบจนไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดมันถึงกลายเป็นผลงานสร้างชื่อเสียงระดับโลกให้เบสซอง หนังมีส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความเป็นแอ็กชั่น-ทริลเลอร์และบทสำรวจสภาพจิตใจของตัวละคร ซึ่งภาพยนตร์แอ็กชั่นส่วนใหญ่ของฮอลลีวู้ดมักจะมองข้าม เรื่องราวของนักโทษสาว ที่ได้รับโอกาสรอดพ้นโทษประหารด้วยการเข้าฝึกเป็นนักล่าสังหารของหน่วยงานรัฐ แต่โชคดังกล่าวกลับกลายเป็นเสมือนกรงขัง เมื่อเธอได้พบรักกับชายหนุ่มแสนดี ที่ไม่รู้ว่าอาชีพแท้จริงของสาวคนรักน่าสะพรึงเพียงใด

แอนน์ ปารีโญ รับบทนำได้อย่างทรงพลัง น่าเชื่อถือในทุกฉาก ทุกการพลิกผันทางอารมณ์ แม้ว่าความเป็นไปได้ของเรื่องราวจะดูเกินจริงมากแค่ไหนก็ตาม เช่น ฉากระทึกขวัญซึ่งเธอต้องลอบสังหารบุคคลสำคัญในห้องน้ำ ท่ามกลางเวลาอันจำกัดจำเขี่ย ความรู้สึกแรกของคนดูต่อตัวละครที่เธอรับเล่น คือ บุคลิกอันโหดเหี้ยม เย็นชา หรือบางทีอาจถึงขั้นเฉยเมยต่อโลกและความรุนแรงรอบข้าง แต่เมื่อหนังดำเนินไป ปารีโญกลับทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงด้านที่อ่อนโยน เปราะบาง ตลอดจนความเป็นหญิงภายใต้ภาพลักษณ์แข็งแกร่งภายนอกอย่างน่าอัศจรรย์ ส่งผลให้เราอดไม่ได้ที่จะลุ้นเอาใจช่วยเธอให้พบทางออกต่อสถานการณ์เลวร้าย ซึ่งดูมืดมน สิ้นหวัง

วันจันทร์, กรกฎาคม 27, 2552

Short Replay: Dancer in the Dark


ลาร์ ฟอน เทรียร์ อาจเชื่อจริงๆ ว่าเขาเป็น “ผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก” และคงมีคนหลายคนพร้อมจะสนับสนุนความคิดนั้น แม้ว่าหนังของเขามักจะเรียกเสียงโห่ได้มากพอๆ กับเสียงปรบมือ แต่สองสิ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้ คือ ฟอน เทรียร์ ไม่ใช่ผู้กำกับ “ขี้ขลาด” และหนังทุกเรื่องของเขาก็ไม่เคย “น่าเบื่อ” ตรงกันข้าม มันท้าทายความรู้สึกคนดูอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นให้คนดูตั้งคำถาม โต้เถียง และนำเสนอความแปลกใหม่ ตลอดจนความกล้าหาญที่จะทดลอง

Dancer in the Dark เจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากคานส์ ถือเป็นหนังปิดไตรภาค “หัวใจทองคำ” ของผู้กำกับชาวเดนมาร์กต่อจาก Breaking the Waves และ The Idiots เล่าถึงวิบากกรรมของโอชิน เอ๊ย เซลมา (บียอร์ก) สาวโรงงานที่กำลังจะตาบอดและเหลือเป้าหมายเดียวในชีวิต คือ เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ (ใส่กระป๋องสังกะสี) เพื่อให้ลูกชายได้ผ่าตัดดวงตาและหลุดพ้นจากความทุกข์แบบเดียวกับเธอ ถ้าคุณเคยดูละครหลังข่าวมาบ้าง คุณคงพอเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเงินก้อนนั้น และถ้าคุณคิดว่าบทสรุปของเบสใน Breaking the Waves เศร้าสลดมากพอแล้ว คุณจะต้องมาเห็นสิ่งที่เซลมาเผชิญในหนังเรื่องนี้ ซึ่งใช้นิยาม “ชีวิตบัดซบ” ได้เป็นอย่างดี

ภาพสั่นส่ายเพื่อสร้างอารมณ์สมจริงเหมือนหนังสารคดีให้ความรู้สึกตัดกันแบบฉึบฉับกับพล็อตเรื่องสไตล์เมโลดราม่า ประเภทคนดีก็ดีใจหาย คนร้ายก็ชั่วช้าสารพัน รวมไปถึงฉากร้องเพลงเต้นรำ ซึ่งเน้นตั้งกล้องนิ่งและเพิ่มสีสันให้ฉูดฉาด การวางฉากหลังให้เป็นกรุงวอชิงตัน (และต่อมายังสร้างหนังอย่าง Dogville และ Manderlay) ส่วนตัวละครเอกเป็นชาวต่างชาติที่ความฝันแบบอเมริกันถูกเหยียบย่ำทำลายส่งผลให้ ฟอน เทรียร์ ถูกวิพากษ์ว่าเขาไม่เพียงจะแอนตี้ผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังแอนตี้อเมริกาอีกด้วย (ล่าสุดเขาเพิ่งประกาศตัวผ่านเครดิตหน้าจอในหนังใหม่ว่า Lars von Trier - Antichrist)

วันอังคาร, กรกฎาคม 07, 2552

Short Replay: Hostel


การถือกำเนิดขึ้นของ Hostel ได้ส่งผลให้หนังสยองขวัญยุคใหม่เริ่มแตกหน่อตระกูลย่อยออกเป็นภาพยนตร์ “ทรมานกระสัน” หรือ Torture Porn คำนิยามซึ่งคิดค้นขึ้นโดย เดวิด อีเดลสไตน์ แห่ง New York Magazine สำหรับอธิบายผลงานหนังซึ่งเต็มไปด้วยภาพการทรมานสารพัดวิธี การเฉือนอวัยวะ ตลอดจนการฆ่าแบบแปลกๆ ราวกับจะชักชวนคนดูให้กลายเป็นพวกซาดิสต์ ชื่นชอบความรุนแรง เช่น Hostel ทั้งสองภาค, Saw ทั้งห้าภาค, Wolf Creek, The Devil’s Reject หรือกระทั่ง The Passion of the Christ

อีไล รอธ ผู้กำกับ Hostel ให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายคราว่าหนังของเขาเป็นเสมือนบทวิพากษ์การทรมานนักโทษชาวอีรักในคุกอาบูการิบ แต่น่าแปลกตรงที่ “เหยื่อ” ในหนังของเขากลับเป็นกลุ่มชายชาวอเมริกัน ซึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างแดน (สโลวาเกีย) แล้วถูกหลอกล่อไปสู่ความสยองโดยสมาคมลับที่นิยมจับนักท่องเที่ยวมาให้พวกเศรษฐีทรมานเล่น จนสุดท้ายเหยื่อรายหนึ่งตัดสินใจลุกขึ้นสู้ พร้อมกับล่าสังหารพวกพรานมนุษย์เหล่านั้นอย่างสาสม น่าคิดว่าพล็อตเรื่องและการนำเสนอของรอธ ซึ่งโน้มนำให้คนดูเอาใจช่วยตัวละครเอก (ชายผิวขาว) พร้อมทั้งรู้สึก “สะใจ” เมื่อเขาตอบโต้ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เป็นเสียง “วิพากษ์” นโยบายต่างประเทศของ จอช บุช หรือสนับสนุนความพยายามจะสร้างภาพลักษณ์บริสุทธิ์ให้กับอเมริกากันแน่ บางทีความไร้เดียงสาของรอธต่อประวัติศาสตร์การเมืองอาจสะท้อนชัดผ่านคำสัมภาษณ์ที่ว่า “ทุกคนรักอเมริกันชน พวกเราป็อปปูล่ามาก ใครๆ ก็ชอบหนังของเรา พวกเขารักเรา เราคอยช่วยเหลือทุกคน... ทันใดนั้น จอช บุช ขึ้นครองอำนาจ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเริ่มรู้สึกได้ถึงความเกลียดชัง... เหมือนทุกคนอยากจะฆ่าพวกเรา และหนังเรื่อง Hostel ได้นำความกลัวนั้นมานำเสนอ”