วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 27, 2552

Short Replay: Full Metal Jacket


ถึงแม้จะไม่ใช่ผลงานที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อเอ่ยนามผู้กำกับระดับตำนานอย่าง สแตนลีย์ คูบริค แถมมันยังเปิดตัวค่อนข้างล่าช้า หลังกระแสหนังสงครามเวียดนามเดินทางผ่านจุดสูงสุดของ Apocalypse Now และ Platoon ไปแล้ว แต่ Full Metal Jacket หาได้ขาดแล้งพลังสร้างสรรค์ หรือสารใหม่ๆ ในการนำเสนอเสียทีเดียว

หนังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างค่อนข้างชัดเจน ครึ่งแรกโฟกัสไปยังการฝึกทหารในฐานทัพนาวิกโยธิน โดยเหยื่ออันโอชะของครูฝึกจอมโหด (ลี เออร์เมย์) คือ พลทหารรูปร่างอวบอ้วนที่ไม่เอาไหนจนกลายเป็นตัวถ่วงของทุกคน (วินเซนท์ ดี’โอโนฟริโอ) ปมขัดแย้งดังกล่าวพลิกผันไปมาและทวีความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ (พลทหารเริ่มแสดงพรสวรรค์ทางด้านแม่นปืน แต่ขณะเดียวกันสติของเขาก็เริ่มหลุดลอยไปไกลเกินเยียวยา) ก่อนจะมาระเบิดออกในฉากนองเลือดสุดหลอน ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดทางอารมณ์ของหนังด้วย และเพราะเหตุนี้กระมัง ครึ่งหลังของหนัง ที่โฟกัสไปยังการผจญภัยในเวียดนามของพลทหารเจ้าของฉายา โจ๊กเกอร์ (แม็ทธิว โมดีน) จึงโดนค่อนแคะว่าไร้เป้าหมาย น่าเบื่อ และขาดอารมณ์ร่วม แม้กระทั่งในฉาก (ที่ควรจะเป็น) ไคล์แม็กซ์ของหนัง... แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นจุดอ่อน หรือความจงใจของคูบริคกันแน่

ถ้าครึ่งแรกสะท้อนความมุ่งมั่น แน่วแน่ของครูฝึกโรคจิต ครึ่งหลังคงสะท้อนบุคลิกไร้ตัวตน ไร้จุดหมายของโจ๊กเกอร์ (คนดูไม่มีโอกาสรู้ชื่อจริงของเขาด้วยซ้ำ) ผู้ติดเหรียญสัญลักษณ์สันติภาพไว้ที่เสื้อ แต่เขียนหมวกทหารว่า “เกิดมาฆ่า” ผู้เหมือนจะเป็นเพื่อนคนเดียวของไพล์ แต่ก็ลงไม้ลงมือกับเขาอย่างรุนแรง ผู้อาจมีชีวิตยืนยาว แต่กลับลงเอยไม่ต่างจากซากศพ แน่นอน สงครามคือนรก เป็นความบ้าคลั่งที่ไร้แก่นสาร แต่ Full Metal Jacket ก้าวไปอีกขั้นด้วยการบอกว่าความเลวร้ายทั้งหลายเริ่มต้นก่อนกระสุนนัดแรกจะถูกยิงออกไปด้วยซ้ำ มันเริ่มต้นขึ้นในโรงเรียนทหาร เมื่อคุณถูกล้างสมองให้ละทิ้งปัจเจกภาพ แล้วทำและคิดทุกอย่างตามคำสั่ง จนกระทั่งกลายสภาพเป็นเครื่องจักรสังหารที่ไร้จิตวิญญาณ

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 13, 2552

Short Replay: La Femme Nikita


อย่าไปสนใจเวอร์ชั่นรีเมคที่อ่อนด้อยกว่าของ จอห์น แบดแฮม (Point of No Return) เพราะ La Femme Nikita เวอร์ชั่นดั้งเดิมของ ลุค เบสซอง ถือว่าสมบูรณ์แบบจนไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดมันถึงกลายเป็นผลงานสร้างชื่อเสียงระดับโลกให้เบสซอง หนังมีส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความเป็นแอ็กชั่น-ทริลเลอร์และบทสำรวจสภาพจิตใจของตัวละคร ซึ่งภาพยนตร์แอ็กชั่นส่วนใหญ่ของฮอลลีวู้ดมักจะมองข้าม เรื่องราวของนักโทษสาว ที่ได้รับโอกาสรอดพ้นโทษประหารด้วยการเข้าฝึกเป็นนักล่าสังหารของหน่วยงานรัฐ แต่โชคดังกล่าวกลับกลายเป็นเสมือนกรงขัง เมื่อเธอได้พบรักกับชายหนุ่มแสนดี ที่ไม่รู้ว่าอาชีพแท้จริงของสาวคนรักน่าสะพรึงเพียงใด

แอนน์ ปารีโญ รับบทนำได้อย่างทรงพลัง น่าเชื่อถือในทุกฉาก ทุกการพลิกผันทางอารมณ์ แม้ว่าความเป็นไปได้ของเรื่องราวจะดูเกินจริงมากแค่ไหนก็ตาม เช่น ฉากระทึกขวัญซึ่งเธอต้องลอบสังหารบุคคลสำคัญในห้องน้ำ ท่ามกลางเวลาอันจำกัดจำเขี่ย ความรู้สึกแรกของคนดูต่อตัวละครที่เธอรับเล่น คือ บุคลิกอันโหดเหี้ยม เย็นชา หรือบางทีอาจถึงขั้นเฉยเมยต่อโลกและความรุนแรงรอบข้าง แต่เมื่อหนังดำเนินไป ปารีโญกลับทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงด้านที่อ่อนโยน เปราะบาง ตลอดจนความเป็นหญิงภายใต้ภาพลักษณ์แข็งแกร่งภายนอกอย่างน่าอัศจรรย์ ส่งผลให้เราอดไม่ได้ที่จะลุ้นเอาใจช่วยเธอให้พบทางออกต่อสถานการณ์เลวร้าย ซึ่งดูมืดมน สิ้นหวัง

วันจันทร์, กรกฎาคม 27, 2552

Short Replay: Dancer in the Dark


ลาร์ ฟอน เทรียร์ อาจเชื่อจริงๆ ว่าเขาเป็น “ผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก” และคงมีคนหลายคนพร้อมจะสนับสนุนความคิดนั้น แม้ว่าหนังของเขามักจะเรียกเสียงโห่ได้มากพอๆ กับเสียงปรบมือ แต่สองสิ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้ คือ ฟอน เทรียร์ ไม่ใช่ผู้กำกับ “ขี้ขลาด” และหนังทุกเรื่องของเขาก็ไม่เคย “น่าเบื่อ” ตรงกันข้าม มันท้าทายความรู้สึกคนดูอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นให้คนดูตั้งคำถาม โต้เถียง และนำเสนอความแปลกใหม่ ตลอดจนความกล้าหาญที่จะทดลอง

Dancer in the Dark เจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากคานส์ ถือเป็นหนังปิดไตรภาค “หัวใจทองคำ” ของผู้กำกับชาวเดนมาร์กต่อจาก Breaking the Waves และ The Idiots เล่าถึงวิบากกรรมของโอชิน เอ๊ย เซลมา (บียอร์ก) สาวโรงงานที่กำลังจะตาบอดและเหลือเป้าหมายเดียวในชีวิต คือ เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ (ใส่กระป๋องสังกะสี) เพื่อให้ลูกชายได้ผ่าตัดดวงตาและหลุดพ้นจากความทุกข์แบบเดียวกับเธอ ถ้าคุณเคยดูละครหลังข่าวมาบ้าง คุณคงพอเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเงินก้อนนั้น และถ้าคุณคิดว่าบทสรุปของเบสใน Breaking the Waves เศร้าสลดมากพอแล้ว คุณจะต้องมาเห็นสิ่งที่เซลมาเผชิญในหนังเรื่องนี้ ซึ่งใช้นิยาม “ชีวิตบัดซบ” ได้เป็นอย่างดี

ภาพสั่นส่ายเพื่อสร้างอารมณ์สมจริงเหมือนหนังสารคดีให้ความรู้สึกตัดกันแบบฉึบฉับกับพล็อตเรื่องสไตล์เมโลดราม่า ประเภทคนดีก็ดีใจหาย คนร้ายก็ชั่วช้าสารพัน รวมไปถึงฉากร้องเพลงเต้นรำ ซึ่งเน้นตั้งกล้องนิ่งและเพิ่มสีสันให้ฉูดฉาด การวางฉากหลังให้เป็นกรุงวอชิงตัน (และต่อมายังสร้างหนังอย่าง Dogville และ Manderlay) ส่วนตัวละครเอกเป็นชาวต่างชาติที่ความฝันแบบอเมริกันถูกเหยียบย่ำทำลายส่งผลให้ ฟอน เทรียร์ ถูกวิพากษ์ว่าเขาไม่เพียงจะแอนตี้ผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังแอนตี้อเมริกาอีกด้วย (ล่าสุดเขาเพิ่งประกาศตัวผ่านเครดิตหน้าจอในหนังใหม่ว่า Lars von Trier - Antichrist)

วันอังคาร, กรกฎาคม 07, 2552

Short Replay: Hostel


การถือกำเนิดขึ้นของ Hostel ได้ส่งผลให้หนังสยองขวัญยุคใหม่เริ่มแตกหน่อตระกูลย่อยออกเป็นภาพยนตร์ “ทรมานกระสัน” หรือ Torture Porn คำนิยามซึ่งคิดค้นขึ้นโดย เดวิด อีเดลสไตน์ แห่ง New York Magazine สำหรับอธิบายผลงานหนังซึ่งเต็มไปด้วยภาพการทรมานสารพัดวิธี การเฉือนอวัยวะ ตลอดจนการฆ่าแบบแปลกๆ ราวกับจะชักชวนคนดูให้กลายเป็นพวกซาดิสต์ ชื่นชอบความรุนแรง เช่น Hostel ทั้งสองภาค, Saw ทั้งห้าภาค, Wolf Creek, The Devil’s Reject หรือกระทั่ง The Passion of the Christ

อีไล รอธ ผู้กำกับ Hostel ให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายคราว่าหนังของเขาเป็นเสมือนบทวิพากษ์การทรมานนักโทษชาวอีรักในคุกอาบูการิบ แต่น่าแปลกตรงที่ “เหยื่อ” ในหนังของเขากลับเป็นกลุ่มชายชาวอเมริกัน ซึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างแดน (สโลวาเกีย) แล้วถูกหลอกล่อไปสู่ความสยองโดยสมาคมลับที่นิยมจับนักท่องเที่ยวมาให้พวกเศรษฐีทรมานเล่น จนสุดท้ายเหยื่อรายหนึ่งตัดสินใจลุกขึ้นสู้ พร้อมกับล่าสังหารพวกพรานมนุษย์เหล่านั้นอย่างสาสม น่าคิดว่าพล็อตเรื่องและการนำเสนอของรอธ ซึ่งโน้มนำให้คนดูเอาใจช่วยตัวละครเอก (ชายผิวขาว) พร้อมทั้งรู้สึก “สะใจ” เมื่อเขาตอบโต้ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เป็นเสียง “วิพากษ์” นโยบายต่างประเทศของ จอช บุช หรือสนับสนุนความพยายามจะสร้างภาพลักษณ์บริสุทธิ์ให้กับอเมริกากันแน่ บางทีความไร้เดียงสาของรอธต่อประวัติศาสตร์การเมืองอาจสะท้อนชัดผ่านคำสัมภาษณ์ที่ว่า “ทุกคนรักอเมริกันชน พวกเราป็อปปูล่ามาก ใครๆ ก็ชอบหนังของเรา พวกเขารักเรา เราคอยช่วยเหลือทุกคน... ทันใดนั้น จอช บุช ขึ้นครองอำนาจ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเริ่มรู้สึกได้ถึงความเกลียดชัง... เหมือนทุกคนอยากจะฆ่าพวกเรา และหนังเรื่อง Hostel ได้นำความกลัวนั้นมานำเสนอ”

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 25, 2552

Drag Me to Hell: ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ


ถึงแม้ตัวผู้กำกับ แซม ไรมี ซึ่งร่วมเขียนบท Drag Me to Hell กับพี่ชาย อีวาน ไรมี จะยอมรับว่าทุกอย่างเป็นเพียงเหตุบังเอิญที่เนื้อหาในหนังดันไปสอดคล้องกับภาวะวิกฤติทางการเงินในอเมริกาอย่างเหมาะเจาะ เพราะเขาเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับวิบากกรรมของพนักงานปล่อยเงินกู้เอาไว้ตั้งหลายปีมาแล้ว ก่อนจะเพิ่งนำมันมาดัดแปลงเป็นบทหนังโดยไม่ได้ใส่ใจกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่มากนัก (แน่ล่ะ ในฐานะผู้กำกับหนังไตรภาคชุด Spider-Man ที่ทำเงินทั่วโลกมากกว่าพันล้าน เขาคงไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะตกงาน หรือไม่มีปัญญาจ่ายค่าผ่อนบ้าน) ทว่าหลายคนคงอดนึกไม่ได้ว่า Drag Me to Hell ช่างเข้าฉายได้ถูกจังหวะเสียนี่กระไร หลังวิกฤติซับไพรม์เริ่มพ่นพิษไปทั่วโลก

น่าสนใจตรงที่ Drag Me to Hell ดูเหมือนจะนำเสนอมาตรวัดทางศีลธรรมแบบง่ายๆ และตรงไปตรงมาว่า ธนาคาร = ซาตานใจเหี้ยม ลูกหนี้ = เหยื่อผู้น่าสงสาร หรือพูดอีกอย่าง คือ ทุนนิยมทำให้มนุษย์ผุกร่อน โลภโมโทสัน และสุดท้ายย่อมลงเอยด้วยการตกนรกหมกไหม้ ดังจะเห็นได้จากบทสรุปของหนัง ตลอดจนความเห็นของไรมีต่อตัวละครหลักอย่าง คริสติน บราวน์ (อลิสัน โลห์แมน)(1) อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตามมาเมื่อดูหนังจบ คือ สมควรแล้วหรือที่บาปทั้งหมดจะตกอยู่บนบ่าของคริสติน และสมควรแล้วหรือที่เธอต้องทนทุกข์กับการทรมานทั้งหลายเหล่านั้น

หากลองสมมุติสถานการณ์งัดข้อระหว่างคริสตินกับคุณนายกานุช (ลอร์นา ลาเวอร์) ว่าเป็นเหมือนกรณีตัวอย่างหนึ่งในร้อยในพันกรณี ซึ่งต่อมาค่อยๆ ทับถมจนสร้างปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาคให้แก่ประเทศอเมริกา เราจะพบว่าคริสตินไม่สมควรต้องรับการลงทัณฑ์ (จนสุดท้ายถูกกระชากลงนรก) จากการตอบปฏิเสธคำขอร้องของหญิงชรา เพราะพนักงานปล่อยกู้ที่รับผิดชอบต่อหน้าที่คนใดก็ย่อมกระทำแบบเดียวกัน จริงอยู่พฤติกรรมดังกล่าวอาจดูแล้งน้ำใจ ในเมื่อเจ้านายของเธอ (เดวิด เพย์เมอร์) ก็บอกแล้วว่าเธอสามารถตอบตกลงยอมผ่อนปรน (เป็นครั้งที่สาม) ได้ เธอมีอำนาจตัดสินใจเต็มที่ แต่กระนั้นเขาก็ไม่วายสื่อนัยอย่างเด่นชัดว่า หากต้องการเลื่อนตำแหน่ง เธอควรมีบุคลิกเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเฉกเช่นนักธุรกิจ ซึ่งย่อมต้องเห็นแก่ประโยชน์และผลกำไรของธนาคารเป็นหลัก... มันคือสัจธรรมแห่งโลกทุนนิยม แล้วที่สำคัญ แซม ไรมี ผู้กำกับที่เติบโตมาจากการสร้างสยองทุนต่ำ ก่อนจะไต่เต้าจนมากุมบังเหียนหนังสตูดิโอฟอร์มยักษ์ เชื่อจริงๆ หรือว่าความทะเยอทะยานในอาชีพการงานถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่คำสาปแช่ง ก่นด่า

การที่หญิงชรากำลังจะโดนยึดบ้านไม่ใช่ความผิดของคริสติน และการผ่อนผันเป็นหนที่สามก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าหญิงชราสุขภาพไม่ดี และขาดรายได้ที่แน่นอน หรือวินัยทางการเงิน มิเช่นนั้นแล้วเธอจะมาขอผ่อนผันเป็นรอบที่สามไปทำไม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤติซับไพรม์ในอเมริกามีรากฐานมาจากความโลภของนักลงทุน ตลอดจนสถาบันการเงินต่างๆ (2) ที่ตัดสินใจปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้ขอกู้ที่มีความเสี่ยงสูง (เฉกเช่นคุณนายกานุช) เพราะพวกเขามั่นใจว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ หรือหลักประกันที่ผู้กู้นำมาค้ำไว้จะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถชดเชยความเสี่ยงได้ แต่หนึ่งในปัจจัยที่พวกเราส่วนมากมักจะมองข้าม คือ บรรดาลูกหนี้ทั้งหลาย กับพฤติกรรมนำเงินอนาคตมาใช้แบบเกินตัว (3) ของพวกเขา ทั้งนี้เพราะเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจเริ่มแผลงฤทธิ์ (ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำ) จนลูกหนี้ต้องเสียบ้าน ถูกธนาคารยึดทรัพย์สิน มันเลยดูเหมือนว่าพวกเขาตกเป็น “เหยื่อ” จากสถานการณ์ทั้งหมด

พูดง่ายๆ ก็คือ อเมริกันชนจำนวนไม่น้อย รวมเลยไปถึงคุณนายกานุช อาศัยอยู่ในบ้านที่พวกเขาไม่มีปัญญาจ่าย ฉะนั้นถ้าธนาคารมีความผิดในข้อหาโลภโมโทสันจากการปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้เครดิตต่ำเพื่อหวังดอกเบี้ยส่วนต่าง หรือค้ากำไรจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้น อาจกล่าวได้ว่าลูกหนี้เหล่านั้นก็โลภโมโทสันไม่แพ้กันที่ฝันอยากมีบ้านทั้งๆ ที่รายได้ของพวกเขาไม่เอื้ออำนวย (กรณีของคุณนายกานุชยิ่งถือเป็นเรื่องน่าประหลาด เมื่อพิจารณาถึงความผูกพันต่อบ้านหลังนี้ ซึ่งเธออ้างว่าไม่อยากเสียไปเพราะอยู่มานานหลายสิบปี และรากเหง้า “ยิปซี” ของเธอ)

กลับมายังคำถามก่อนหน้า แน่นอน คริสติน บราวน์ อาจไม่ใช่นางฟ้านางสวรรค์ แต่เห็นได้ชัดว่าบทลงโทษของเธอหนักหนาสาหัสเกินหน้า “ความผิด” ไปหลายเท่า (หากคุณเห็นว่าการไม่ยอมช่วยซื้อพวงมาลัยจากเด็กข้างถนนตามสี่แยก ทั้งที่คุณอยู่ในฐานะที่ช่วยได้ เป็นความผิด) บางคนอาจมองความไม่ชอบด้วยเหตุผลทางศีลธรรมดังกล่าวเป็นเหมือนจุดอ่อนสำคัญ ซึ่งข้อกล่าวหานั้นคงมีน้ำหนัก หากเราอยู่ในชั้นเรียนวิชาอาชญากรรมและการลงทัณฑ์ หรือหนังในอดีตของไรมีที่เน้นวิพากษ์ระบบศีลธรรมของมนุษย์อย่าง A Simple Plan ตรงกันข้าม มองในเชิงทักษะทางภาพยนตร์แล้ว การที่คริสติน “ไม่สมควร” ถูกทรมานต่างๆ นานากลับกลายเป็นจุดแข็งที่โน้มน้าวคนดูให้คอยเอาใจช่วยเธอ นอกจากนี้ ข้อบกพร่องแห่งความเป็น “มนุษย์” ของเธอ (โกหกด้วยการป้ายความผิดให้เจ้านาย/ธนาคาร หวังจะเอาตัวรอดด้วยการยกคำสาปให้ผู้อื่น บูชายัญแมวน้อยน่ารัก) ยิ่งทำให้คนดูสามารถอินกับเธอได้มากขึ้นอีก (ใครบ้างจะไม่ทำ หรืออย่างน้อยก็คิดจะทำแบบเธอ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน)

แม้ในคำสัมภาษณ์ ไรมีจะแสดงท่าทีชิงชังตัวละครอย่างคริสติน แต่ขณะเดียวกันบทหนังของเขากลับพยายามผลักดันให้เธอดูน่าเห็นอกเห็นใจผ่านหลากหลายสถานการณ์เชิงเมโลดราม่า ไม่ว่าจะเป็นการโดนพ่อแม่ของแฟนหนุ่มผู้ร่ำรวย (จัสติน ลอง) รังเกียจเดียดฉันท์เนื่องจากประวัติภูมิหลัง หรือการที่เธอกำลังจะโดนข้ามหัวในที่ทำงานเพียงเพราะคู่แข่งขัน (เรจจี้ ลี) เลียเจ้านายได้คล่องแคล่วกว่า และเมื่อมีโอกาสจะส่งต่อคำสาปไปยังคนอื่น (ที่สมควรยิ่ง) อย่างสตู เธอกลับไม่สามารถทำได้ ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นว่าลึกๆ แล้วคริสตินไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำเสียทีเดียว

อันที่จริง คริสตินก็ไม่ต่างจากตัวละครส่วนใหญ่ในหนังสยองขวัญทั้งหลาย ซึ่งมักจะถูกกระทำรุนแรงในแบบที่พวกเขาไม่สมควรโดน (อาจยกเว้นเพียง ปารีส ฮิลตัน ใน House of Wax) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าตัวละครเพศหญิง โดยใครก็ตามที่เคยชม The Evil Dead ผลงานสร้างชื่อเรื่องแรกของไรมี คงไม่มีวันลืมฉากชวนสยองเมื่อหญิงสาวนางหนึ่งถูกต้นไม้ “ข่มขืน” จนสะบักสะบอม ใน Drag Me to Hell ไรมียังคงสนุกกับการ “ล่วงละเมิด” ตัวละครหญิง คราวนี้ผ่านทางช่องปาก ด้วยการให้สารพันสรรพสิ่งพากันหลุด/พยายามแทรกตัวเข้าไปในปากของคริสติน ตั้งแต่แมลงวัน น้ำยาอาบศพ ผ้าเช็ดหน้า ไปจนถึงแขนทั้งท่อน! อย่างไรก็ตาม การล่วงละเมิดใน Drag Me to Hell ยังสื่อนัยยะบางอย่างเพิ่มเติมด้วย เมื่อเราพิจารณาสถานะของผู้ข่มขืน (ตัวแทนของคนชั้นล่างผู้ยากไร้) กับผู้ถูกข่มขืน (ตัวแทนของทุนนิยม/ชนชั้นกลางในเมืองใหญ่) ตลอดจนการพลิกกลับตาลปัตรทางสถานะของพวกเขา (ฝ่ายหลังเริ่มต้นด้วยการ “ย่ำยี” ฝ่ายแรกก่อน จนต่อมาจึงถูกแก้แค้น) แง่มุมที่ว่าส่งผลให้หนังใกล้เคียงกับภาพยนตร์แนว Rape/Revenge เช่น Deliverance และ I Spit on Your Grave ซึ่งล้วนนำเสนอแนวคิดความขัดแย้ง/แบ่งแยกระหว่างเมือง-ชนบทเอาไว้อย่างเด่นชัดเช่นกัน

หนังปูพื้นให้เห็นว่าคริสตินเคยเป็นสาวบ้านนอกร่างอวบอ้วน แต่ปัจจุบันเธอต้องการจะ “กลมกลืน” กับแวดวงชนชั้นกลาง (แล้วปีนบันไดทางสังคมด้วยการคบหากับแฟนหนุ่มฐานะดี?) โดยในฉากหนึ่งคนดูจะเห็นเธอฟังเทปการฝึกออกเสียงเพื่อกำจัดสำเนียงชาวใต้ เธอไต่เต้าอยากเลื่อนตำแหน่ง เพราะคิดว่ามันน่าจะช่วยสร้างความประทับใจให้กับพ่อแม่ของแฟนหนุ่ม แต่ความพยายามจะฟันฝ่าเพื่อความก้าวหน้าทำให้เธอลืมนึกเมตตาหญิงชรา ผู้อาจสะกิดใจให้เธอนึกถึงอดีตอันยากลำบากที่เธออยากจะลืม ด้วยเหตุนี้ บางทีความผิดของคริสตินอาจไม่ใช่การปฏิเสธคำขอของคุณนายกานุช หากแต่เป็นการหลงลืมรากเหง้าของตัวเอง แล้วขายวิญญาณให้กับสังคมเมืองและระบบทุนนิยมต่างหาก

ตลอดทั้งเรื่อง แซม ไรมี พยายามช็อกคนดูด้วยสารพัดเสียงประกอบ ดนตรีเร้าอารมณ์ เมคอัพชวนแขยง ฯลฯ แต่ดูเหมือนเขาจะมาประสบความสำเร็จสูงสุดสมดังประสงค์เอาในฉากสุดท้าย เมื่อคริสตินสารภาพความจริงกับแฟนหนุ่มที่สถานีรถไฟ เธอยอมรับเป็นครั้งแรกโดยไม่อ้างกฎของธนาคาร หรือคำสั่งของเจ้านายว่าเธอสามารถจะผ่อนผันให้หญิงชราได้ แต่ก็ไม่ทำ มันเป็นความหาญกล้าที่ควรค่าแก่การตบรางวัลก้อนใหญ่ (เช่น ได้ลงเอยอย่างมีความสุขกับหนุ่มรูปหล่อ ฐานะดี แถมยังมีน้ำใจงาม) แต่ผลลัพธ์ซึ่งไรมีเตรียมไว้ให้เธอกลับอยู่สุดขั้วอีกด้านหนึ่ง ดุจเดียวกับชะตากรรมของ มาเรียน เครน ใน Psycho หลังเธอสำนึกผิดและตัดสินใจจะนำเงินที่ขโมยมาไปคืน หรือ แอชลีย์ วิลเลียมส์ ใน The Evil Dead หลังเขาคิดว่าสามารถทำลายอาถรรพ์แห่งหนังสือมนตร์ดำได้แล้ว

บทสรุปดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่าสำนึกแห่งบาปนั้นอาจไม่ได้ตามมาด้วยการให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่เสมอไป ส่วนความดีก็อาจไม่ถูกตอบแทน และบางครั้งความชั่วร้ายฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตาย...

หมายเหตุ

1) “เธอเป็นตัวละครที่เลวทรามต่ำช้า แต่เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนดี ผมหวังว่าคนดูก็จะเชื่อตามภาพลวงนั้นด้วยเพราะเธอมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คนดูสามารถเข้าถึงได้ เธอขยันไปทำงานทุกวัน เธออ่อนหวานกับคนรอบข้าง เธอมารยาทดี และมีเสน่ห์ดึงดูดใจ แต่เมื่อถูกต้อนให้จนตรอก เธอเลือกจะใจร้ายกับหญิงชราเพื่อประโยชน์ของตัวเอง บาปของเธอคือความโลภ และเธอก็หลบซ่อนอยู่หลังข้ออ้างว่าเป็นกฎของธนาคาร ผมจงใจทำให้หญิงชราหน้าตาน่าเกลียด เพราะผมอยากให้คนดูพูดว่า ‘ใช่แล้ว อย่าผ่อนผันแล้วรีบไล่หล่อนออกไป’ ผมหวังว่าเมื่อคนดูตัดสินใจร่วมกับเธอ พวกเขาจะรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่อมาสมควรจะเกิดขึ้นกับพวกเขาด้วย เพราะเราต่างพากันเห็นชอบการตัดสินใจของเธอ” (แปลและเรียบเรียงจาก Sam Raimi Interview for Drag Me to Hell โดย มาลิ เอล์ฟแมน วันที่ 27 พฤษภาคม 2009 ในเว็บไซท์ http://screencrave.com)

2) ปกติสถาบันการเงินทั่วไปจะไม่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้กลุ่มซับไพรม์ ซึ่งมีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน (ขาดรายได้แน่นอน ผิดชำระหนี้บ่อย ฯลฯ) จึงมีการตั้งบริษัทอิสระมาปล่อยกู้แทน ส่วนเงินที่นำมาปล่อยกู้ก็ใช้วิธีออกตราสารหนี้ แล้วใช้อสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้นั่นแหละค้ำประกันตราสารหนี้อีกที หากมีปัญหาลูกหนี้ผิดชำระหนี้ บริษัทเหล่านั้นก็ขายอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้เพื่อนำเงินไปจ่ายคืนให้คนที่ซื้อตราสารหนี้ ปัญหาช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือ มีลูกหนี้ซับไพรม์เกิดขึ้นมาก เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการขายตราสารหนี้ออกไปทั่วโลก พอมาปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มไม่ค่อยดี ซับไพรม์เริ่มไม่จ่ายหนี้มากขึ้น ขณะเดียวกันราคาอสังหาริมทรัพย์ก็ตกเอาตกเอา บริษัทที่ปล่อยกู้เลยเจอ 2 เด้ง เด้งแรก ถูกเบี้ยวหนี้ เด้งที่สอง อสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ราคาต่ำลง เงินเลยชักขาดมือ ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ผลก็คือ พวกที่ซื้อตราสารหนี้ซับไพรม์เหล่านี้ เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ขาดทุนยับเยินจากตราสารหนี้ที่ถือไว้ (คัดลอกจากบทความ “ปัญหาซับไพรม์” คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย เสาวรส รณเกียรติ หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2550)

3) เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันการเงินก็แข่งกันทำตลาดด้วยการเชิญชวนผู้กู้ให้มาใช้บริการกับตนเองโดยเสนอวงเงินกู้ที่สูงขึ้นตามราคาประเมินของบ้านที่เพิ่มขึ้น เช่น เดิมกู้ในวงเงิน 2 ล้านบาทเพื่อซื้อบ้านราคา 2.5 ล้านบาท อาจจะผ่อนไปบางส่วนจนเงินต้นเหลือ 1.8 ล้านบาท วันดีคืนดีผู้ให้กู้ใจดีเหล่านี้ก็มาเสนอวงเงินกู้ให้ 3 ล้านบาทตามราคาประเมินใหม่ ผู้กู้ก็ไม่รังเกียจเพราะได้เงินเพิ่มมาอีกตั้ง 1.2 ล้านบาท จึงไปกู้รายใหม่มาโปะรายเดิม แถมมีเงินเหลืออีก อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันทั้งหลายซึ่งเคยชินกับการใช้เงินอนาคตกลับนำเงินสินเชื่ออีก 1.2 ล้านบาทที่ได้เพิ่มมาไปใช้จ่าย ซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ทีวีจอแบนเครื่องใหม่ เครื่องเสียงสุดหรู รถยนต์คันใหม่ เพราะอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิต หรือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (คัดลอกจากบทความ “ซับไพรม์พ่นพิษ หยุดเศรษฐกิจโลก” โดย ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์ วันที่ 25 ธันวาคม 2008 ในเว็บไซท์ http://www.vcharkarn.com)