วันพฤหัสบดี, กันยายน 08, 2559

Eye in the Sky: วิกฤติแห่งศีลธรรม



ในสถานการณ์สมมุติที่นักปรัชญานิยมยกเป็นตัวอย่างเพื่อถกเถียงถึงความซับซ้อนทางศีลธรรม คุณเป็นคนขับรถรางที่บึ่งมาด้วยความเร็ว แต่ข้างหน้ามีคนงาน 5 คนกำลังยืนขวางรางอยู่ รถไม่สามารถหยุดได้เพราะเบรกแตก คุณรู้แน่ว่าถ้ารถรางชนคนงาน พวกเขาทั้งหมดต้องตาย ทันใดนั้นคุณก็เหลือบไปเห็นทางเบี่ยงเลี้ยวขวา บนรางมีคนงานยืนอยู่เหมือนกันแต่แค่คนเดียว ถ้าคุณหมุนพวงมาลัย คนงานก็จะตายแค่คนเดียว แต่ช่วยชีวิตคนงานอีก 5 คนได้ คุณจะทำอย่างไร

แน่นอนคนส่วนใหญ่คงตอบอย่างไม่ลังเลว่า เราควรหักรถรางให้เลี้ยวไปทางขวา เพราะการฆ่าคนบริสุทธิ์หนึ่งคนนั้นถือเป็นเรื่องน่าเศร้าก็จริง แต่การฆ่าคนบริสุทธิ์ถึง 5 คนร้ายแรงกว่ามาก

ทีนี้ถ้าลองเปลี่ยนสถานการณ์ว่าคุณไม่ใช่คนขับรถราง เป็นแค่คนเห็นเหตุการณ์ที่ยืนอยู่บนสะพานเหนือราง คนงาน 5 คนกำลังจะตาย ไม่มีทางเบี่ยง ไม่มีทางหลีกเลี่ยง นอกจากคุณจะผลักชายร่างใหญ่บนสะพานลงไปขวางรถราง แล้วคร่าชีวิตชายผู้นั้น แต่ช่วยชีวิตคนงาน 5 คนให้รอดตายได้ (คุณพินิจพิเคราะห์แล้วว่าคุณตัวเล็กเกินกว่าจะโดดลงไปขวางรถรางเองได้) กรณีนี้คนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะไม่ผลักชายร่างใหญ่ลงไปขวางรถราง แม้ว่ามันจะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันกับกรณีแรก คือ สละชีวิตคนหนึ่งคนเพื่อช่วยคน 5 คน เพราะพวกเขามองว่าการผลักคนลงไปตายเพื่อช่วยชีวิตคน 5 คนเป็นเรื่องโหดเหี้ยม ไร้ศีลธรรม ทำไมการแลกหนึ่งชีวิตเพื่อช่วย 5 ชีวิตในกรณีแรกถึงไม่ร้ายแรงเท่ากับกรณีหลัง ถ้าตัวเลขเป็นเรื่องสำคัญ การช่วยชีวิตคนได้ถึง 5 คน แล้วสละชีวิตคนแค่คนเดียวก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ ทำไมการฆ่าคนด้วยการขับรถรางไปชนถึงให้ความรู้สึกโหดเหี้ยมน้อยกว่าการผลักคนลงไปขวางรถราง

แล้วถ้าเปลี่ยนเป็นว่าคุณไม่จำเป็นต้องผลัก แต่บังเอิญชายร่างใหญ่ยืนอยู่บนประตูลับที่สามารถเปิดให้คนบนสะพานหล่นลงไปขวางรางได้พอดี คุณจะเลือกกดปุ่มเปิดประตูไหม การทำแบบนี้คุณจะ รู้สึกผิดน้อยลงไหม หรือว่าในแง่ศีลธรรมมันก็ยังแย่กว่าการบิดพวงมาลัยไปยังทางเบี่ยง

ความสับสนที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตัวอย่างข้างต้นสะท้อนหลักการทางศีลธรรมที่ขัดแย้งกันเอง โดยมุมหนึ่งสามัญสำนึกบอกว่าเราควรช่วยชีวิตคนให้ได้มากที่สุด แต่อีกมุมหนึ่งก็บอกว่าการฆ่าคนบริสุทธิ์เป็นเรื่องผิด แม้จะมีเหตุผลที่ดีก็ตาม สุดท้ายเราแล้วจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักในแต่ละสถานการณ์ว่าทางเลือกใดเหมาะสมที่สุด

ความลำบากใจอันเกิดจากหลักการทางศีลธรรมที่ขัดแย้งกันถูกนำมาใช้เป็นโจทย์เพื่อตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของนโยบายที่เรียกกันว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในภาพยนตร์แนวระทึกขวัญเรื่อง Eye in the Sky โดยหนึ่งชีวิตผู้บริสุทธิ์ในที่นี้ คือ อาเลีย (ไอชา ทาโคว์) เด็กหญิงชาวเคนยาที่ออกมาขายขนมปังได้ผิดที่ผิดเวลา จนนำไปสู่การตัดสินใจอันยากลำบากในลักษณะเดียวกับการตัดสินใจว่าคุณจะเลือกกดปุ่มเพื่อให้ชายร่างใหญ่หล่นลงไปขวางรถรางหรือไม่

แรกเริ่มเดิมทีปฏิบัติการของผู้พันแคทเธอรีน พาวเวลล์ (เฮเลน เมียร์เรน) ที่กรุงไนโรบีมีจุดมุ่งหมายเพื่อตามจับกุมสองผู้ต้องหาก่อการร้ายคนสำคัญในกลุ่มอัล-ชาบับ รายหนึ่งเป็นชายหนุ่มชาวโซมาเลีย อับดุลลาห์ อัล ฮาดี (เดค ฮัสซัน) ส่วนอีกรายเป็นภรรยาเขาชาวอังกฤษ ซูซาน แดนฟอร์ด (เล็กซ์ คิง) ทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในห้างสรรพสินค้ากลางกรุงไนโรบี ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน หน่วยข่าวกรองของอังกฤษสืบทราบว่าจะมีการนัดพบลับๆ ของกลุ่มอัล-ชาบับ ซึ่งสองสามีภรรยาจะส่งมอบสองสมาชิกใหม่ คนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน อีกคนเป็นชาวอังกฤษ ไปเข้ากลุ่ม เป้าหมายของพาวเวลล์ คือ บุกเข้าล้อมจับกุมทุกคนในบ้านหลังนั้น โดยมีโดรนจู่โจมเป็นหูเป็นตาอยู่บนท้องฟ้า แต่เนื่องจากแดนฟอร์ดกับอัล ฮาดีอยู่ท่ามกลางกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ การบุกล้อมจับจะนำไปสู่การยิงปะทะและสูญเสียชีวิต ดังนั้นพาวเวลล์กับนายพลแฟรงค์ เบนสัน (อลัน ริคแมน) จึงเห็นชอบให้ใช้ขีปนาวุธยิงถล่ม แต่ที่ประชุมบอร์ดของรัฐบาลไม่เห็นด้วย พวกเขายืนกรานให้ดำเนินการตามภารกิจดั้งเดิม นั่นคือ จับเป็น

หมดยกแรกฝ่ายสิทธิมนุษยชนเอาชนะคะแนนไปอย่างเด็ดขาด แต่ยกถัดมาสถานการณ์กลับพลิกผันในชั่วพริบตา เมื่อเดิมพันพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว หลังกล้องโดรนตัวจิ๋วเผยให้เห็นเหตุการณ์ภายในบ้านว่าคนกลุ่มนี้กำลังวางแผนจะก่อเหตุด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย ซึ่งหากทำสำเร็จประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจะต้องรับเคราะห์ การยึดมั่นในหลักการที่ว่า “รัฐบาลอังกฤษไม่เคยใช้โดรนโจมตีในประเทศที่สงบสุขเริ่มสั่นคลอนจากข้อเท็จจริงว่าหากคนร้ายแยกขึ้นรถสองคัน โดรนซึ่งมีอยู่มีลำเดียวจำเป็นต้องเลือกตามรถแค่คันเดียว และหากเลือกผิดก็อาจทำให้การก่อวินาศกรรมครั้งสำคัญประสบผลสำเร็จ ขณะเดียวกันถ้าให้กองทหารบุกเข้าสกัดก็อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่จำเป็นถึงจุดนี้ดูเหมือนกองทัพจะเปลี่ยนมาถือไพ่เหนือกว่า และคว้าชัยไปครองในที่สุดเมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศเห็นชอบให้เปลี่ยนภารกิจจับเป็นเป็นจับตาย

ย้อนกลับไปยังโจทย์สมมุติเกี่ยวกับรถราง ถ้าหากเราทราบว่าชายร่างใหญ่บนสะพานเป็นคนบงการให้รถรางเบรกแตก เพราะคนงานทั้ง 5 เป็นศัตรูที่เขาต้องการกำจัด หรือเปรียบง่ายๆ ว่าถ้าชายร่างใหญ่เป็นทหารนาซี และคนงานเป็นฝ่ายต่อต้านนาซี อย่างนี้แล้วเหตุผลในการผลักเขาให้รถรางทับตายเพื่อช่วยชีวิตคนงานจะพลันหนักแน่นขึ้นหรือไม่ เพราะบางทีการที่เราคาดเดาอันตรายได้ล่วงหน้า แต่ยังเลือกไม่ฆ่าคนจำนวนน้อยเพื่อช่วยชีวิตคนจำนวนมากก็อาจนำไปสู่หายนะดังเช่นที่ปรากฏในหนังเรื่อง Lone Survivor ซึ่งสร้างจากเหตุการณ์จริงของ มาร์คัส ลัตเทรลล์ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) ทหารหน่วยซีลที่ไม่อาจตัดใจฆ่าชายเลี้ยงแพะไร้อาวุธสามคนได้ ส่งผลให้เพื่อนทหารเกือบ 20 คนต้องเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยน้ำมือของนักรบตาลีบัน ถ้ามาร์คัส รู้แน่ ว่าจะเกิดหายนะเยี่ยงนี้ หรือถ้าเขารู้แน่ว่าชายเลี้ยงแพะเป็นสายของตาลีบัน เขายังจะตัดสินใจแบบเดิมอยู่ไหม มโนธรรมและความหวังว่าชายเลี้ยงแพะอาจเดินกลับไปโดยไม่แจ้งข้อมูลให้ตาลีบัน หรือต่อให้ตาลีบันได้ข้อมูล พวกเขาก็อาจสามารถหนีรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย ทำให้มาร์คัสไม่อาจตัดใจฆ่าชายเลี้ยงแพะได้

ชายเลี้ยงแพะใน Lone Survivor ก็คล้ายคลึงกับเด็กหญิงขายขนมปังใน Eye in the Sky ต่างกันแค่คนดูรู้แน่ว่าเด็กหญิงเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าแองเจลา (โมนิกา โดแลน) สมาชิกเพียงคนเดียวในห้องประชุมที่คัดค้านการใช้ขีปนาวุธอย่างเต็มที่ รู้แน่ว่ากลุ่มก่อการร้ายจะทำการสำเร็จตามที่กองทัพคาดเดา เธอจะยังยืนกรานคัดค้านการใช้ขีปนาวุธอยู่ไหม

ฉันเลือกจะโทษอัล-ชาบับว่าฆ่าเหยื่อ 80 คนแทนการแก้ต่างกองทัพในเหตุยิงระเบิดที่คร่าชีวิตเด็กผู้บริสุทธิ์ เธอให้เหตุผล แต่ทัศนคติดังกล่าวดูจะไม่ได้รับความเห็นชอบจากกองทัพอังกฤษ หรือกระทั่งนักการเมืองจากฝั่งอเมริกาดังจะเห็นได้จากความหงุดหงิดในน้ำเสียงของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เมื่อทราบว่า เรื่องแค่นี้ กลับกลายเป็นประเด็นถึงขั้นต้องโทรมารบกวนเพื่อขอคำอนุมัติจากเขา (หนึ่งในเหยื่อเป็นพลเมืองอเมริกัน) เช่นเดียวกับที่ปรึกษาอาวุโสด้านกฎหมายในสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ไลลา โรบินส์) ซึ่งยืนกรานให้จู่โจม แม้กระทั่งหลังความจริงปรากฏว่าชายร่างใหญ่ (ซึ่งเป็นคนเลว) ผูกเชือกติดอยู่กับเด็กหญิงขายขนมปัง และหากผลักเขา หรือกดปุ่มให้เขาร่วงหล่นลงไปขวางรถราง เด็กหญิงก็จะตายตกตามกันไปด้วย คนในทำเนียบขาวคงหัวเสีย รวมถึงที่เพนตากอนและอีกหลายแห่งในโลก ถ้าคุณปล่อยพวกเขาให้ไประเบิดห้างฯ เป็นจุล คำตอบของเธอสอดคล้องกับความเห็นของนายพลเบนสันที่ว่า เด็กหญิงอีกหลายสิบอาจสังเวยชีวิตถ้าคุณกลุ่มนี้รอดไปได้ คำถามที่เขาตั้งเป็นโจทย์ขึ้นมา คือ เพียงเพราะคนที่จะโดนลูกหลงเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่หรือเปล่า พวกเขาถึงได้ลำบากใจมากขนาดนี้ ถ้าเหยื่อเป็นชายฉกรรจ์ร่างโต แต่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เช่นกัน พวกเขาจะยังลำบากใจมากขนาดนี้ไหม หรือนั่นจะทำให้การตัดสินใจใช้ขีปนาวุธง่ายดายขึ้น
  
ความน่าสนใจของ Eye in the Sky อยู่ตรงที่หนังรักษาสมดุลก้ำกึ่งทางศีลธรรมเอาไว้โดยตลอด หาได้โน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นพิเศษ ตัวละครอย่างแองเจลาอาจเป็นเสียงของเหตุผล สามัญสำนึก ท่ามกลางบุคลิกบ้าเลือด นิยมความรุนแรงในกองทัพซึ่งยอมทำทุกทางเพื่อกำจัดศัตรูโดยไม่คำนึงถึงชีวิตคนเล็กคนน้อย แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจจะเป็นเสียงของอุดมการณ์เพ้อฝัน ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงอันโหดร้าย เธอกล่าวหานายพลเบนสันว่าไม่เห็นคุณค่าของชีวิต แล้วตัดสินชี้เป็นชี้ตายคนจากในห้องที่ปลอดภัย หาใช่สมรภูมิรบ แต่เขาตอกกลับว่าเธอต่างหากที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง วิพากษ์วิจารณ์คนทำงานด้วยมุมมอง “โลกสวยขณะที่ตัวเองไม่กล้าพอจะลงมาคลุกฝุ่นดินโคลน แล้วตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก แต่จำเป็นต้องทำอย่าพูดกับทหารเหมือนเขาไม่รู้ราคาที่ต้องจ่ายของสงครามเขาสรุปตบท้ายก่อนจะเดินออกจากห้อง

หนังเหมือนจะสอดแทรกแง่มุมมนุษย์ให้กับนายพลเบนสันด้วยฉากที่เขาต้องไปเลือกซื้อตุ๊กตาให้ลูกสาว มันพิสูจน์ให้เห็นว่าถึงแม้เขาจะมี ความเป็นทหาร ในสายเลือดเวลาทำงาน แต่ที่บ้านเขาก็ยังเป็นพ่อคนหนึ่ง แม้ว่าในเวลาเดียวกันมันจะเน้นย้ำให้เห็นความแตกต่างทางชนชั้นและสังคมของสองครอบครัวอังกฤษกับเคนยา พ่อคนหนึ่งสามารถเดินช็อปปิ้งซื้อของได้อย่างสุขสบาย ส่วนพ่ออีกคนต้องดิ้นรนเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย

นายพลเบนสันอาจตระหนักถึงราคาที่ต้องจ่ายของสงคราม ความสูญเสียซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงเพื่อแลกมากับ ชัยชนะ หรือการบรรลุเป้าหมาย แต่เขาไม่ทันตระหนักว่าความอยุติธรรมเป็นเชื้อที่บ่มเพาะให้เกิดความคับแค้น แล้วระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงในที่สุด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายด้วยขีปนาวุธ การจับกุมผู้ต้องสงสัยมาทรมาน ทำสงคราม ลอบสังหาร รวมไปถึงสิ่งที่อาจจะดูเหมือนเล็กน้อยอย่างการบิดเบือนผลคำนวณโอกาสเสียชีวิตของผู้พันพาวเวลล์ ถึงไม่ได้ช่วยลดทอนเหตุวินาศกรรม แต่กลับซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย มันเป็นเรื่องยุติธรรมหรือเมื่อพ่อคนหนึ่งจะได้ของขวัญกลับไปมอบให้ลูกสาว ขณะที่พ่ออีกคนต้องเสียลูกสาวไปพร้อมกับระเบิดซึ่งหล่นลงมาจากฟ้าโดยที่พวกเขาไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใครเลยนอกจากแค่อยู่ผิดที่ผิดเวลา แปลกหรือไม่หากพ่อคนหลังจะโกรธแค้น แล้วหล่อเลี้ยงวงจรอุบาทว์ให้กลายเป็นงูกินหางต่อไป พวกเขาอาจยับยั้งการก่อเหตุวินาศกรรมได้หนึ่งครั้ง แต่ราคาของมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ศพผู้บริสุทธิ์ที่เพิ่มมาอีกหนึ่ง (แลกกับการช่วยชีวิตคน 80 คน) อย่างแน่นอน

หมายเหตุ: เหตุการณ์สมมุติเกี่ยวกับรถรางเบรกแตกเรียบเรียงและอ้างอิงจากหนังสือเรื่อง ความยุติธรรม” (Justice: What’s the Right Thing to Do) เขียนโดย Michael J. Sandel แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล

The Sound of Music: ดื่มด่ำความรักและเสียงเพลง




เมื่อพูดถึงความสำเร็จระดับตำนานของ The Sound of Music (1965) ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในอเมริกาเป็นอันดับ 3 (หลังปรับค่าเงินเฟ้อ) รองจาก Gone with the Wind (1939) และ Star Wars (1977) สองปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ จูลี แอนดรูว์ส และทีมนักแต่งเพลงละครบรอดเวย์ ริชาร์ด ร็อดเจอร์ส กับ ออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ คนแรกเป็นนักแสดงนำหญิงที่สวมบทบาทตัวละครมาเรียได้อย่างมีชีวิตชีวา น่าเชื่อถือ ทำให้คนดูสามารถกล้ำกลืนพล็อตเรื่องซึ่งค่อนไปทางคลองแสนแสบและทุ่งดอกทิวลิปได้คล่องคอขึ้น ขณะที่สองคนหลังเป็นผู้รังสรรค์เพลงฮิตติดหูในหนัง ซึ่งคนทั่วโลกหลงรักและสามารถร้องตามได้อย่างขึ้นใจ

ภาพจำของ The Sound of Music สำหรับเด็กรุ่นใหม่น่าจะเป็นฉากเปิดเรื่องที่มาเรียหมุนตัว ผายมือร้องเพลงอยู่บนทุ่งหญ้าเขียวชะอุ่มบนเนินเขา โดยภาพนิ่งของฉากดังกล่าวถูกนำมาใช้แทนนิยามของคำว่า โลกสวย ในยุคอินเทอร์เน็ต ซึ่งหากมองจากพล็อตหลักของหนังที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย (แม่ชีได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กในคฤหาสน์ของนายทหารหนุ่มใหญ่รูปหล่อ ร่ำรวย เธอกลายเป็นที่รักของเด็กๆ สอนพวกเขาร้องเพลง พร้อมกับขโมยหัวใจของพ่อหม้ายหนุ่มมาครองในที่สุด) นิยามดังกล่าวก็อาจถือว่าไม่ห่างไกลจากความจริงมากนัก

แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของหนังเท่านั้น แม้จะเป็นครึ่งที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบและจดจำได้เป็นหลักก็ตาม ทั้งนี้เพราะ The Sound of Music หาได้จบลงตรงงานแต่งของมาเรียกับ เกออร์ก ฟอน แทรป (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) แต่ยังคืบคลานไปยังซอกหลืบที่ขมขื่น มืดหม่นอีกด้วย เมื่อลัทธินาซีเริ่มแผ่อิทธิพลครอบงำประเทศออสเตรีย คนดูตระหนักถึงโทนอารมณ์โดยรวมที่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ตึงเครียด ไม่เพียงจากจำนวนเพลงที่ลดน้อยลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงฉากกลางคืนที่เพิ่มขึ้น และถ่ายทำโดยเน้นแสงเงาเด่นชัด ส่งผลให้งานเทศกาลดนตรีในตอนท้ายขาดสีสัน ชีวิตชีวาเหมือนฉากร้องเพลงในช่วงครึ่งแรก (การที่ตัวละครร้องซ้ำเพลงเดิมยิ่งเทียบให้เห็นความแตกต่างเด่นชัด) ตรงข้ามกับฉากกลางคืนในช่วงครึ่งแรก (เพลง Sixteen Going On Seventeen และ Something Good) ที่มักจะถูกลดทอนคอนทราสต์ผ่านการใช้ ซอฟต์ โฟกัส ซึ่งสะท้อนอารมณ์ฟุ้งฝัน โรแมนติกได้ดีกว่า

ครึ่งแรกมาเรียคือตัวละครหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องราว เธอเป็นเหมือนตัวแทนของปัจเจกนิยม ใฝ่หาอิสรภาพ ปฏิเสธที่จะถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบ ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่เธอจะกลายเป็นตัวปัญหาเมื่อต้องมาอยู่ในคอนแวนต์ ซึ่งเต็มไปด้วยกฎระเบียบ จนสร้างอาการปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเหล่าแม่ชีทั้งหลาย (“เราจะไขว่คว้าเมฆให้หยุดนิ่งได้อย่างไร”) เช่นเดียวกัน บ้านตระกูล ฟอน แทรป ก็ขับเคลื่อนอย่างเคร่งครัดด้วยวินัยและข้อห้ามไม่ต่างจากในกองทัพ หรือคอนแวนต์ จึงไม่แปลกที่มาเรียจะประสบปัญหาในการเดินตามคำสั่ง เธอท้าทายกฎของกัปตันฟอน แทรปตั้งแต่นาทีแรกด้วยการปฏิเสธที่จะใช้นกหวีดเป่าเรียกเด็กๆ ก่อนจะแหกกฎอีกหลายข้อ ซึ่งเธอเห็นว่าไม่สมเหตุสมผลในเวลาต่อมา แต่ปัญหาของมาเรีย คือ เธอปรารถนาและดิ้นรนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน (แม่ชี) แม้ว่ามันจะขัดกับความต้องการลึกๆ ภายใน นั่นเป็นเพราะเธอเติบโตมาในโลกที่ปิดแคบ และมองไม่เห็นทางเลือกอื่นใด

ชัยชนะของมาเรียหาใช่แค่การชนะใจเด็กๆ ด้วยเสียงเพลง ความรัก ความเอาใจใส่ แล้วหลอมละลายความแข็งกระด้างของกัปตันฟอน แทรป ช่วยให้เขากลับมาเป็นพ่อของลูกๆ อีกครั้ง แต่ยังรวมไปถึงการเรียนรู้ที่จะอ้าแขนต้อนรับความฝัน/ตัวตนที่แท้จริง (Climb Every Mountain) อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ในฉากงานแต่งเพลง Maria จึงถูกร้องบรรเลงขึ้นอีกครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่บทสรุปความรักที่สมหวังเท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองปัจเจกภาพอีกด้วย

แต่หากจะมีเพลงใดที่เปี่ยมความสำคัญสูงสุดในหนัง เพลงนั้นคงหนีไม่พ้น Edelweiss เพราะมันช่วยเชื่อมโยงครึ่งแรกกับครึ่งหลังของหนังได้อย่างหมดจด และถือเป็นความชาญฉลาดของคนเขียนบท เออร์เนส เลห์แมน ที่ตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากเวอร์ชั่นละครเพลงด้วยการนำเพลงนี้มาใส่ไว้ครั้งแรกช่วงกลางเรื่อง มันเป็นเพลงที่ทำให้กัปตันฟอน แทรปรำลึกได้ว่าครอบครัวเขาเคยมีความสุขแค่ไหน มาเรียนำเสียงเพลงกลับมายังครอบครัวฟอน แทรปอีกครั้ง และช่วยทลายกำแพงที่กัปตันฟอน แทรปสร้างขึ้นหลังจากเขาสูญเสียภรรยาผู้เป็นที่รักไป กำแพงที่ปิดกั้นเขาจากลูกๆ เรื่องราวในครึ่งแรกของหนังจึงลงเอยด้วยความสุขสมหวัง เมื่อครอบครัวฟอน แทรปกลับมาครบถ้วน สมบูรณ์อีกครั้ง

กระนั้น Edelweiss กลับเป็นเพลงที่อบอวลด้วยอารมณ์หวานปนเศร้า สาเหตุสำคัญก็เพราะมันสะท้อนให้เห็นบทสรุปของหนังในช่วงครึ่งหลังไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นดอกเอเดลไวส์ในเพลงจึงไม่เพียงเป็นการหวนรำลึกถึงอดีตครอบครัวแสนหวาน แต่ยังหมายความถึงประเทศออสเตรียที่กำลังจะกลายเป็นอดีตจากภัยคุกคามของนาซีอีกด้วย โดยในช่วงครึ่งหลังมาเรียถูกผลักให้หลบไปอยู่เบื้องหลัง ขณะที่กัปตันฟอน แทรปก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครที่ขับเคลื่อนเรื่องราวแทน ทัศนคติของเขาต่อลัทธินาซีได้รับการสนับสนุนจากมาเรีย แต่ความพยายามของเขาที่จะหยุดยั้งเพื่อนร่วมชาติไม่ให้อ้าแขนต้อนรับนาซีกลับต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ดังนั้นความหมายของ Edelweiss ในฉากเทศกาลเพลงจึงแตกต่างจากในช่วงกลางเรื่อง มันสื่อแทนประเทศบ้านเกิดที่เขากำลังจะสูญเสีย และสุดท้ายก็ต้องโบกมือลาในที่สุด

ถ้าชัยชนะของมาเรียปิดท้ายด้วยความยิ่งใหญ่ของพิธีแต่งงานในโบสถ์ ความพ่ายแพ้ของเกออร์กก็ได้รับการตอกย้ำด้วยบทสรุปอันน่าเศร้าของสัมพันธ์รักระหว่างวัยรุ่นหนุ่มสาว ลีเซล (ชาร์เมียน คาร์) กับ รอล์ฟ (เดเนียล ทรูฮิตต์) ซึ่งยั่วล้อเป็นคู่ขนานกับโรแมนซ์ของผู้ใหญ่ทั้งสองคน

อย่างไรก็ตาม หนังเลือกจะไม่รุมเร้าคนดูด้วยความขมขื่น มืดหม่นจนเกินไป ประกายความหวังปรากฏให้เห็นในรูปของการประสานเสียงร้องเพลง Edelweiss ของผู้ชมในโรงละคร ความช่วยเหลือที่ครอบครัวฟอน แทรปได้รับในการหลบหนี ก่อนหนังจะปิดท้ายด้วยความสดใส สุกสว่างขณะครอบครัวฟอน แทรปเดินขึ้นเขาเพื่อหนีไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์พร้อมเสียงเพลง Climb Every Mountain ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง มันเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้เนื้อเพลงกลายเป็นรูปธรรมและยังสะท้อนความหวัง ความรื่นรมย์ของฉากเปิดเรื่องไปในตัว (ในชีวิตจริงครอบครัวฟอน แทรปนั่งรถไฟไปยังอิตาลีโดยไม่มีใครพยายามขัดขวาง หรือตามล่า)

มองในแง่นี้จะพบว่าบางทีอีกหนึ่งสาเหตุที่ The Sound of Music ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้ผู้คนทั่วโลกซาบซึ้ง ประทับใจ อาจไม่ใช่แค่เรื่องเปลือกนอกอย่างบทเพลงแสนไพเราะ หรือวิวทิวทัศน์อันงดงามเท่านั้น แต่เป็นสารแห่งความหวังตรงแก่นกึ่งกลางของหนัง จากการฟันฝ่าอุปสรรคจนค้นพบและยอมรับในตัวเอง ไปจนถึงพลังของเสียงเพลงและความรักที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในชีวิต

การนั่งดู The Sound of Music ในปี 2016 ปลุกอารมณ์ถวิลหาอดีตได้ไม่น้อย (ตัวหนังเองก็สะท้อนอารมณ์ดังกล่าวอยู่แล้วจากฉากหลังของหนังซึ่งดำเนินเหตุการณ์ ตามคำบรรยายต้นเรื่อง ในช่วง วันชื่นคืนสุขสุดท้ายของทศวรรษ 1930”) ภาษาหนัง ตลอดจนเทคนิคบางอย่างอาจดูเชย หรือพ้นยุคพ้นสมัยไปบ้างเมื่อเทียบกับรสนิยมการทำหนังในปัจจุบัน แต่น่าสนใจว่าเนื้อหาบางอย่างกลับคงความ ร่วมสมัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะความรักบนความแตกต่างระหว่างมาเรียกับกัปตันฟอน แทรป แม้หลายคนจะวิพากษ์ว่าหนังสะท้อนอุดมคติอนุรักษ์นิยมแบบอเมริกันในยุคสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นการเชิดชูวิถีชีวิตชนบท อิทธิพลของศาสนา ความสำคัญของสถาบันครอบครัว รวมถึงตำนานความสำเร็จของเหล่าผู้อพยพผ่านเรื่องราวในรูปแบบของนิทานซินเดอเรลลา

กัปตันฟอน แทรปถูกนำเสนอในฐานะตัวแทนจากอดีต เขาดำรงสถานะเจ้าขุนมูลนายในประเทศที่ปราศจากราชวงศ์ มีตำแหน่งทหารเรือในประเทศซึ่งปราศจากพื้นที่ติดทะเล (หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) เขาเป็นตัวแทนเศษเสี้ยวอนุรักษ์นิยมจากยุคอาณาจักรรุ่งเรือง อารมณ์โหยหาภรรยาที่จากไปและความรุ่งโรจน์ของออสเตรียในอดีตทำให้ เกออร์ก ฟอน แทรป หลบหนีไปอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของบารอนเนส เอลซา (เอเลนอร์ พาร์คเกอร์) สาวสังคมร่วมชนชั้นสูงจากเวียนนา ซึ่งไม่แยแสลูกๆ ของเขา แต่ดูจะหลงรักเขาด้วยความจริงใจ การจับคู่กันของทั้งสองปลุกกระตุ้นความคุ้นเคย ดำรงรักษาความต่อเนื่องทั้งด้านไลฟ์สไตล์และตัวตนทางสังคม

ในทางตรงกันข้าม มาเรียเปรียบได้กับตัวแทนชาวบ้านระดับล่าง ซึ่งใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ ขุนเขา ทุ่งหญ้า และศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก เธอผูกติดกับดนตรีโฟล์กพื้นบ้าน (กีตาร์โปร่งเป็นเครื่องดนตรีประจำตัวเธอ) หาใช่ดนตรีชั้นสูง ซึ่งแทนสัญลักษณ์ด้วยเปียโนกับวงออร์เคสตราแบบในยุคโมสาร์ทครองซาลซ์บูร์ก (ในฉากหนึ่งบารอนเนสแอบประชดเมื่อเห็นเกออร์กร้องเพลงโฟล์กให้ลูกๆ ฟังว่า ทำไมไม่บอกกันก่อน ฉันจะได้พกหีบเพลงมาด้วย”)

เกออร์กตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตร่วมกับมาเรียในท้ายที่สุด เพราะเธอฉุดรั้งเขาให้อยู่กับปัจจุบัน กับความเป็นจริง แทนที่จะหลุดลอยเข้าสู่อดีตซึ่งไม่อาจเรียกคืนมาได้ มันอาจไม่ใช่การปฏิวัติ แต่ก็สามารถเรียกว่าเป็นวิวัฒนาการได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ที่สำคัญ การผสมผสานระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นสูง ระหว่างชนบทกับเมืองใหญ่ยังเปรียบเสมือนการ “หลอมรวม” แทนการ แบ่งแยกซึ่งสอดคล้องและเน้นย้ำแก่นต่อต้านลัทธินาซี ซึ่งเชิดชูความยิ่งใหญ่ของชนชาติอารยัน พร้อมกำจัดความแตกต่างทุกชนิด ให้หนักแน่นยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ฉากร้องเพลง Edelweiss ในช่วงท้ายเรื่องจึงเปี่ยมความนัย ตลอดจนอารมณ์ยิ่งใหญ่หลายระดับด้วยกัน ทั้งจากเนื้อเพลงเกี่ยวกับดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ที่มักจะขึ้นอยู่ตามเทือกเขาสูง และจากการร้องคู่กับกีตาร์โปร่งตัวเดียวต่อหน้าวงออร์เคสตราขนาดใหญ่

ความพยายามจะสร้างตัวตนของสาธารณรัฐออสเตรีย ขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่ามันคือส่วนหนึ่งของเยอรมนี เป็นจุดก่อกำเนิดแนวคิดชาตินิยมในระหว่างช่วงปี 1934-1938 โดยมีแก่นหลักว่าออสเตรียเป็น เยอรมันที่ดีกว่าต่อต้านลัทธินาซี และสนับสนุนให้มีการหลอมรวมวัฒนธรรมมวลชน เข้ากับรากเหง้าแห่งราชวงศ์ รวมถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ออสเตรียในอดีตแตกต่างจากเยอรมนี เกออร์ก ฟอน แทรปเปรียบดังตัวแทนแนวคิดดังกล่าว (เขาแขวนธงชาติออสเตรียในห้องบอลรูม ก่อนต่อมาจะฉีกธงสัญลักษณ์สวัสติกะทิ้ง) พันธมิตรของเขาหาใช่แค่มาเรียเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงแม็กซ์ (ริชาร์ด ไฮดิน) เพื่อนนักฉวยโอกาสและค่อนข้างโลภ ซึ่งรูปลักษณ์และคุณลักษณะดังกล่าวทำให้เขาสามารถเทียบเคียงได้กับชาวยิวในออสเตรีย แต่เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ แนวคิดดังกล่าวล่มสลายไปพร้อมกับการบุกรุกของนาซี ซึ่งชาวออสเตรียหลายคนอ้าแขนต้อนรับ ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาของ เซลเลอร์ (เบน ไรท์) รอล์ฟ หรือพ่อบ้าน ฟรานซ์ (กิล สจ๊วต)

ท่ามกลางกระแส Brexit ปัญหาผู้อพยพ และความนิยมชมชอบในตัว โดนัลด์ ทรัมป์ ดูเหมือนเราจะกลับมาเผชิญหน้าวิกฤติเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า อังกฤษเริ่มต้นด้วยการก้าวเท้าข้างหนึ่งไปสู่การแบ่งแยกแทนที่จะหลอมรวม พวกเขายึดติดกับอดีตอันรุ่งเรืองแทนที่จะดำรงอยู่กับปัจจุบัน อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เรามารอดูกันว่าอเมริกาจะเลือกเดินไปทางไหน