วันอังคาร, ตุลาคม 30, 2550

Short Replay: Beautiful Thing


ถ้า Muriel’s Wedding ใช้ประโยชน์จากเพลงของ Abba ได้อย่างไร้เทียมทาน อาจกล่าวได้ว่า Beautiful Thing ก็ประสบความสำเร็จในระดับเดียวกันกับเพลงของ Mama Cass เริ่มต้นตั้งแต่เพลงเปิดเรื่อง It’s Getting Better ซึ่งช่วยสรุปพัฒนาการทางความสัมพันธ์ของสองตัวละครเอกได้แบบตรงไปตรงมา เรียบง่าย แต่ “โดน” เมื่อสองเพื่อน (...กูรักมึงว่ะ) หนุ่มวัยรุ่นค้นพบแหล่งพักใจในกันและกัน คนหนึ่งไม่ค่อยป็อปปูล่าในโรงเรียนและชอบโดดซ้อมฟุตบอลเป็นกิจวัตร ส่วนอีกคนเป็นนักกีฬาที่มักจะถูกพ่อกับพี่ชายซ้อมต่างกระสอบทราย ความรักของทั้งสองก่อกำเนิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดูน่าเชื่อถือ และโน้มน้าวอารมณ์ร่วมได้ในแบบที่หนังของ พจน์ อานนท์ ก้าวไปไม่ถึง เสน่ห์หลักอยู่ตรงการนำเสนอรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างพิถีพิถัน เช่น เกย์หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกับเจมี่ (เกล็น เบอร์รี่) ตอนเขาแอบไปซื้อนิตยสารเกย์เล่มแรกมาอ่านด้วยอารมณ์หวาดหวั่นกึ่งวิตกจริต (อารมณ์ประมาณโฆษณา “ยืดอกพกถุง” นั่นแหละ)

นอกจากจะเป็นหนังแนว coming-out-of-age ที่น่าประทับใจแล้ว Beautiful Thing ยังสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานในย่านชานเมืองลอนดอนได้สมจริง แต่ไม่บีบคั้น หรือก้าวเลยไปถึงขั้นเมโลดราม่า (แม้หลายคนอาจกระแนะกระแหนว่าหนังมองโลกสีชมพูไปนิดโดยเฉพาะฉากจบกึ่งแฟนตาซี) ซึ่งพบเห็นได้ไม่บ่อยนักในหนังเกย์ ที่มักวนเวียนอยู่กับโลกของชนชั้นกลาง หรือไม่ก็มุมมืดแห่งอุตสาหกรรมทางเพศ ส่งผลให้ความใสซื่อน่ารักของหนังดูแข็งกร้าวและหนักแน่นขึ้น ไม่ได้ล่องลอยเพ้อฝันเหมือนภาพยนตร์ feel good อีกหลายๆ เรื่อง พลังทางอารมณ์ของ “รักแห่งลอนดอน” เรื่องนี้พุ่งถึงขีดสุดในฉากที่สองตัวเอกพลอดรักกันในสวนสาธารณะท่ามกลางแสงจันทร์และเสียงเพลง Make Your Own Kind of Music หลังจากพวกเขาเพิ่งไปเที่ยวผับเกย์ด้วยกันมา โดยความสุขของทั้งสองหาได้เกิดจากแค่ความรักที่ต่างมีให้กันเท่านั้น แต่มันยังผสมไว้ด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบว่าพวกเขาหาได้ “โดดเดี่ยว” อยู่ในโลกของรักต่างเพศเพียงลำพัง

4 ความคิดเห็น:

celinejulie กล่าวว่า...

เพิ่งรู้จากบล็อกของ MEMORIES OF THE FUTURE ว่าหนังเรื่องนี้เคยเป็นละครเวทีมาก่อน เพราะตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ไม่มีความรู้สึกเลยว่ามันคล้ายกับละครเวที จัดว่าเป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากละครเวทีได้เนียนมากๆ

Riverdale กล่าวว่า...

ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่ามันทำมาจากละครเวที ไม่รู้ว่าในเวอร์ชั่นละครมีเพลงของ Mama Cass ด้วยไหม จำได้ว่าผมดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ตอนเทศกาลหนังอังกฤษ (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกปีนั้นจะมีหนังเรื่อง Trainspotting ฉายด้วย)และชอบมากๆ ถึงแม้จะฟังสำเนียงของตัวละครไม่ค่อยถนัดและจับความไม่ได้ในหลายๆ ตอน แต่เพลงประกอบและบางฉากจะติดอยู่ในความทรงจำมาถึงทุกวันนี้

J.Green กล่าวว่า...

ยังไม่เคยดูเรย...

ขอยืมมาดูหน่อยดิ...

จะไม่ลืมพะคุน...

Riverdale กล่าวว่า...

แหะๆ ไม่มีหนังเรื่องนี้ในครอบครองเหมือนกันครับ ว่าจะหามาดูอีกรอบเหมือนกัน แต่กลัวว่าดูแล้วจะฟุ้งซ่าน เพราะชีวิตจริงยังหา...ไม่ได้ 555