วันอังคาร, ธันวาคม 11, 2550

Oscar 2008: สงคราม ความรัก และฆาตกรโรคจิต


เมื่อเทศกาลหนัง “คุณภาพ” เริ่มโหมโรงขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หลายคนคาดการณ์ว่า “อีรัก” จะกลายเป็นธีมยอดฮิตบนเวทีออสการ์ช่วงต้นปีหน้า แต่แล้วจู่ๆ หนังเหล่านั้นกลับถูกนักวิจารณ์สอยร่วงไปทีละเรื่อง เริ่มจากขาใหญ่อย่าง In the Valley of Elah ของ พอล แฮ็กกิส (Crash) ซึ่งแม้จะไม่ถึงกับแหลกละเอียดคาคีย์บอร์ดของเหล่านักวิจารณ์ทั้งหลายเหมือน Elizabeth: The Golden Age แต่มันก็ได้เสียงตอบรับค่อนข้างเย็นชาจากสื่อใหญ่ๆ หลายแห่ง จนส่งผลให้โอกาสเด่นชัดเพียงหนึ่งเดียวของหนังอยู่ตรงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เพราะกระทั่งบุคคลที่ชิงชังสไตล์การทำหนังแบบโฉ่งฉ่างของแฮ็กกิสก็ยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมทักษะอันเป็นเลิศของ ทอมมี่ ลี โจนส์ ในบทพ่อที่พยายามสืบหาความจริงเบื้องหลังการหายตัวไปของลูกชายหลังกลับจากอีรัก

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า Crash เคยได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างก้ำกึ่งเช่นกัน ประเภทชอบก็ชอบ เกลียดก็เกลียด แต่สุดท้ายแล้ว มันกลับคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีออสการ์มาครอง ถือเป็นการตบหน้าเหล่านักวิจารณ์ฉาดใหญ่ที่พากันสรรเสริญ Brokeback Mountain อย่างเป็นเอกฉันท์ บทเรียนครั้งนั้นสอนให้พวกเรารู้ว่า กรรมการออสการ์เลือกโหวตตามใจฉันโดยไม่สนใจเสียงรอบข้าง และอย่าประมาทพลังดึงดูดของ พอล แฮ็กกิส ซึ่งกำลังอยู่ในสถานะ “ลูกรัก” บนเวทีออสการ์อย่างเด็ดขาด

Rendition ของผู้กำกับ เกวิน ฮูด (Tsotsi) มีพล็อตใกล้เคียงกับ In the Valley of Elah แต่ดูจะประสบชะตากรรมที่เลวร้ายกว่า แม้ว่ามันจะอัดแน่นไปด้วยพลังดาราของ รีส วิทเธอร์สพูน, เจค จิลเลนฮาล และ เมอรีล สตรีพ ก็ตาม หนังเล่าถึงการ “หายตัว” อย่างปริศนาของวิศวกรเคมีชาวอียิปต์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในข้อหาก่อการร้าย ส่งผลให้ภรรยาชาวอเมริกันของเขาต้องออกสืบหาความจริง นักวิจารณ์หลายคนโจมตีหนังว่าน่าเบื่อ ไร้ชีวิตชีวา นอกจากนี้ วิทเธอร์สพูนยังโดนศอกกลับไปเต็มๆ เนื่องจากเธอรับบทคล้ายคลึงกับ แองเจลินา โจลี ใน A Mighty Heart แต่กลับดูไม่น่าเชื่อถือหรือทรงพลังเท่า ทั้งที่พวกเธอต่างมีเครดิตเคยได้รางวัลออสการ์มาแล้วทั้งคู่

อีกเรื่องยังไม่เปิดฉายวงกว้าง แต่คำวิจารณ์ที่หลุดออกมาจากเทศกาลหนังต่างๆ ดูไม่ค่อยเลิศหรูเท่าไหร่ นั่นคือ Redacted ของ ไบรอัน เดอ พัลมา ซึ่งเล่าถึงการข่มขืนและสังหารเด็กหญิงชาวอีรักวัย 15 ปีของทหารอเมริกันกลุ่มหนึ่ง (ดัดแปลงจากเหตุการณ์จริงเมื่อปี 2006) หรือพูดอีกอย่าง มันคือ Casualties of War ภาคสงครามอีรักและถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอล

บางที Lion for Lambs ของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด อาจสามารถจัดให้เข้ากลุ่มเดียวกันได้ โดยเปลี่ยนฉากหลังจากอีรักเป็นอัฟกานิสถาน และถึงแม้ว่ามันจะเป็นผลงานกำกับเรื่องแรกในรอบ 7 ปีของเรดฟอร์ด แต่เหล่านักวิจารณ์กลับไม่คิดเกรงใจเขาเท่าไหร่ (บางทีพวกเขาอาจยังเจ็บแค้นไม่หายกับผลงานเรื่องก่อนหน้าของเรดฟอร์ดอย่าง The Legend of Bagger Vance) เช่นเดียวกับคนดู ซึ่งพากันวิ่งหนีไปดูหนังเรื่องอื่นกันหมด ส่งผลให้รายได้ของหนังในช่วงสัปดาห์แรกจิ๊บจ้อยจนน่าตกใจ ดูเหมือนในช่วงสองสามปีหลัง ชื่อของ ทอม ครูซ จะไม่ขลังเหมือนก่อน คิดแล้วก็ชักน่าเป็นห่วงหนังฟอร์มยักษ์ปีหน้าของ ไบรอัน ซิงเกอร์ อย่าง Valkylie

ทันใดนั้น ภายในเวลาเพียงแค่สองเดือน แนวโน้มว่าออสการ์ 2008 จะถูกครอบครองโดยหนังการเมืองกลับกลายเป็นความเพ้อพก กระนั้นอย่าลืมว่าเรายังอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น ทุกอย่างมีสิทธิ์จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ลูกแก้วทำนายจะเริ่มบอกใบ้อนาคตได้ชัดเจนขึ้น เมื่อนักวิจารณ์ คณะกรรมการลูกโลกทองคำ และสมาชิกสมาพันธ์ต่างๆ ทยอยกันประกาศความชอบของตน

ใครวิ่งนำในช่วงโค้งแรก


ทันทีที่เทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตจบลง มือวางอันดับหนึ่งบนเวทีออสการ์ก็ปรากฏตัวขึ้น Atonement เป็นผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับหนุ่มวัย 35 ปี โจ โรท์ (Pride & Prejudice) ดัดแปลงเรื่องราวจากนิยายดังของนักเขียนมือรางวัล เอียน แม็คอีวาน โดยนักเขียนบทเจ้าของรางวัลออสการ์ คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตัน (Dangerous Liaisons) เล่าถึงคำโกหกของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ทำลายชีวิตของหลายคน เมื่อเธอกล่าวหาคนรักของพี่สาวว่าประกอบอาชญากรรมที่เขาไม่ได้ก่อ หนังมีรูปแบบของมหากาพย์รักโรแมนติก ซึ่ง “เข้าทาง” ออสการ์อย่างแรงในสไตล์เดียวกับ The English Patient และกวาดเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วทุกแห่งหน จนบรรดาเซียนออสการ์ทั้งหลายคาดเดาว่ามันควรจะได้เข้าชิงออสการ์อย่างน้อย 9-10 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ ผู้กำกับ บทดัดแปลง ดนตรีประกอบ นักแสดงนำชาย นักแสดงนำหญิง นักแสดงสมทบหญิง กำกับภาพ กำกับศิลป์ ออกแบบเครื่องแต่งกาย และลำดับภาพ

แต่ในกระจุกนี้ สาขาที่เปราะบางสุดเห็นจะเป็นสาขานักแสดงนำหญิงของ คีรา ไนท์ลีย์ ไม่ใช่เพราะเธอเล่นไม่ดี (อันที่จริงหลายคนชมว่าเธอเล่นดีกว่าตอนเข้าชิงจาก Pride & Prejudice เสียอีก) แต่เพราะบทเธอค่อนข้างน้อย และไม่โดดเด่น ซับซ้อน มากเท่ากับ เจมส์ แม็คเอวอย ซึ่งเป็นตัวเก็งในสาขาดารานำชาย หรือกระทั่งดาวรุ่งวัยทีนอย่าง ซาเรส โรแนน (ล่าสุดกำลังร่วมงานกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน ในหนังเรื่อง The Lovely Bones) ซึ่งเป็นตัวเก็งในสาขาดาราสมทบหญิง นอกจากนี้ บทน้องสาวจากนรกของโรแนนยังสืบทอดต่อไปยังนักแสดงรุ่นพี่ (ราโมนา กาไร) และรุ่นป้า (วาเนสซ่า เรดเกรฟ) ได้อย่างนุ่มนวล (เสียงร่ำลือแว่วมาว่า ถึงแม้จะปรากฏตัวบนจอเพียงไม่กี่นาที แต่นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Julia เมื่อเกือบสามสิบปีก่อนก็ขโมยซีนไปครองชนิดคนดูต้องลืมไม่ลง)

เนื่องจากการแข่งขันที่ไม่ค่อยดุเดือดในสาขานักแสดงนำหญิง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับสาขานำชาย) คีรา ไนท์ลีย์ จึงยังมีโอกาสหลุดเข้าชิงค่อนข้างสูง หากกรรมการชื่นชอบ Atonement อย่างรุนแรงจนเธอสามารถโหนกระแสเข้าชิงได้ การมีส่วนร่วมในผลงานที่เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมย่อมช่วยให้เธอมีภาษีเหนือ เคท บลันเช็ตต์ ซึ่งรับบทซ้ำเดิมในหนังที่โดนนักวิจารณ์สับเละเป็นหมูบะช่อ และ แองเจลินา โจลี ซึ่งกวาดคำชมจากหนังที่ล้มเหลวทางการตลาดอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าบทของเธอจะไม่โดดเด่นมากเท่าสองคนหลัง ที่อุ้มหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่า ก็ตาม

ถ้า Atonement เป็นตัวแทนของหนังเข้าทางออสการ์ No Country for Old Men ก็น่าจะเป็นตัวแทนของหนังขวัญใจนักวิจารณ์ แต่สุดท้ายมันจะลงเอยแบบ Brokeback Mountain หรือ United 93 คงต้องจับตาดูกันต่อไป ถ้าหนังกวาดรางวัลนักวิจารณ์ใหญ่ๆ มาครอง (NY, LA หรือ National Society of Film Critics) โอกาสของมันก็จะเพิ่มสูงขึ้น ที่สำคัญ โจเอล และ อีธาน โคน ไม่ใช่ พอล กรีนกราส พวกเขาเป็นนักทำหนังอเมริกันที่อยู่ในวงการมายาวนาน ได้รับการเคารพยกย่อง แม้หนังของพวกเขามักไม่ค่อยตรงกับรสนิยมของคณะกรรมการออสการ์ แต่ Fargo ก็เคยเข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้ว

No Country for Old Men เล่าถึงเรื่องราวของชายสามคน คนหนึ่งเป็นชนชั้นล่าง ฐานะยากจน ที่ไปพบเจอกระเป๋าใส่เงิน (จากการค้ายาเสพติด) จำนวนสองล้านดอลลาร์กลางทะเลทรายระหว่างการล่าสัตว์ แล้วพยายามจะยึดครองเงินนั้น คนหนึ่งเป็นฆาตกรใจเหี้ยมที่กำลังตามหากระเป๋าใบดังกล่าว ส่วนอีกคนเป็นนายอำเภอที่พยายามตามจับชายคนที่สองเพื่อหยุดยั้งการฆ่าอันไม่สิ้นสุด ปัญหาของหนัง (มองในเชิงโอกาสบนเวทีออสการ์) อยู่ตรงโทนอารมณ์โดยรวมที่ค่อนข้างเลือดเย็น รุนแรง และไม่เจืออารมณ์ขัน (ร้ายๆ) ไว้มากเท่ากับ Fargo โดย เจฟฟรีย์ เวลส์ แห่งเว็บ Hollywood Elsewhere ได้สรุปเนื้อหามืดหม่นของหนัง (ซึ่งมีฉากหลังเป็นยุค 1980 แต่กลับสะท้อนให้เห็นภาวะแห่งโลกปัจจุบันได้อย่างยอดเยี่ยม) ไว้สี่ข้อ คือ 1) คุณไม่มีทางมองเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น 2) คุณไม่สามารถหยุดยั้งสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ 3) คนดีกำลังร่อยหรอ ส่วนคนเลวกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น และ 4) วันพิพากษาทางจิตวิญญาณกำลังรอคอยเราอยู่เบื้องหน้าดุจเมฆดำทะมึน

ไม่ต้องสงสัยว่ากรรมการออสการ์ย่อมรู้สึก “อึดอัด” กับสิ่งที่หนังนำเสนอ แม้พวกเขาจะยกย่องและเคารพทักษะภาพยนตร์อันเป็นเลิศของสองพี่น้องโคน (อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้วกรรมการมักจะโหวตเลือกหนังที่พวกเขา “รัก” มากกว่าหนังที่พวกเขา “ชื่นชม” กรณีตัวอย่าง คือ Brokeback Mountain vs. Crash) ที่สำคัญ บางคนเริ่มจี้จุดอ่อนไปยังตอนจบอันคลุมเครือของหนัง ซึ่งอาจสร้างความรู้สึกทะแม่งๆ สับสน และงุนงงให้กรรมการออสการ์หลายคน อย่างไรก็ตาม สาขาที่หลายคนเห็นตรงกันว่าต้องได้เข้าชิงแน่ และดีไม่ดีอาจคว้าชัยมาครองเลยด้วยซ้ำ คือ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม เพราะ ฮาเวียร์ บาเด็ม ในบทฆาตกรโรคจิต ซึ่งมีวิธีฆ่าสุดพิสดารและโหดเหี้ยมเกินบรรยาย สามารถทำให้คนดูกลับไปนอนฝันร้ายได้แบบเดียวกับ แอนโทนีย์ ฮ็อปกิ้นส์ ใน The Silence of the Lambs นั่นเลย

หนังสองเรื่องที่ยังไม่มีใครได้ดู


ในช่วงโค้งแรก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ดูจะให้คะแนน Charlie Wilson’s War ของ ไมค์ นิโคลส์ เหนือกว่า Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street ของ ทิม เบอร์ตัน เนื่องจาก 1) มันเต็มไปด้วยพลังดารา ทั้ง ทอม แฮงค์, จูเลีย โรเบิร์ตส์ และ ฟิลิป ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน ซึ่งต่างก็เคยชนะรางวัลออสการ์มาแล้วทั้งนั้น แต่จากข่าวลือที่หลุดรอดมา ดูเหมือนคนหลังสุดจะมีโอกาสเข้าชิงค่อนข้างแน่ในสาขานักแสดงสมทบ 2) สถิติที่ผ่านมาของนิโคลส์ ซึ่งเคยชิงออสการ์สาขาผู้กำกับ 4 ครั้ง ชนะ 1 ครั้งจาก The Graduate และพาหนังเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสามครั้งจาก Who’s Afraid of Virginia Woolf?, The Graduate และ Working Girl ส่วน ทิม เบอร์ตัน นั้นไม่เคยเข้าชิงออสการ์สาขาผู้กำกับ และหนังของเขาก็ไม่เคยเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 3) แนวทางของหนังซึ่งน่าจะถูกโฉลกกับออสการ์มากกว่า

หลังจากบรรดาหนังการเมืองเกี่ยวกับอีรักและสงครามต่อต้านการก่อการร้ายถูกนักวิจารณ์ (รวมถึงคนดู) ปัดทิ้งอย่างไม่ใยดีเหมือนใบไม้ร่วง Charlie Wilson’s War กลับกลายเป็นตัวเลือกสุดท้ายสำหรับคณะกรรมการออสการ์ โดยความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ผู้กำกับ ไมค์ นิโคลส์ และคนเขียนบท แอรอน ซอร์กิน แห่ง The West Wing พยายามสอดแทรกอารมณ์ขันล้อเลียนเอาไว้ในแทบทุกจังหวะ (สังเกตจากโทนอารมณ์ในหนังตัวอย่าง) ส่งผลให้มันก้าวเข้าใกล้ Wag the Dog มากกว่า Syriana หนังดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของ ชาร์ลี วิลสัน อดีตสมาชิกรัฐสภาจากเท็กซัส ที่เคยใช้อำนาจเพื่อหาเงินและติดอาวุธให้กับกลุ่มกองโจรมูจาฮิดีนในอัฟกานิสถานเพื่อต่อสู้กับการรุกรานของกองทัพรัสเซียเมื่อปี 1979 โดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ซีไอเอและสาวไฮโซจากฮุสตัน แต่เขาหารู้ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลกระทบอันคาดไม่ถึงต่ออนาคตและอเมริกาในปัจจุบัน

การที่หนังยังปิดตัวเงียบ ไม่มีรอบพิเศษใดๆ เปิดฉายสำหรับนักวิจารณ์ส่งผลให้เซียนออสการ์ทั้งหลายยังคงสงวนท่าทีเกี่ยวกับโอกาสของหนังบนเวทีออสการ์ เพราะสุดท้ายแล้ว สถานะตัวเต็งอาจพังทลายลงอย่างรวดเร็วทันทีที่มีคนได้ดูตัวหนังแบบเดียวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Flags of Our Father เมื่อปีก่อน

หลังจาก Moulin Rouge! และ Chicago เมื่อหลายปีก่อน หนังเพลงดูเหมือนจะเริ่มถดถอยเข้าคลองตามเดิม ทั้งในแง่คุณภาพและความสำเร็จบนเวทีออสการ์ (The Phantom of the Opera, The Producer, Rent) ชะตากรรมล่าสุดที่เกิดกับ Dreamgirls เมื่อต้นปี ทำให้หลายคนเริ่มคิดทบทวนก่อนจะประกาศให้ Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street เป็นหนึ่งในตัวเก็งรางวัลออสการ์ ถึงแม้ว่ามันจะดัดแปลงมาจากละครบรอดเวย์ยอดฮิต ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของนักแต่งเพลงระดับตำนานอย่าง สตีเฟน ซอนด์ไฮม์ ก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากอารมณ์ขันและสไตล์การทำหนังของ ทิม เบอร์ตัน ดูเหมือนจะไม่ค่อยสอดคล้องกับรสนิยมของคณะกรรมการออสการ์สักเท่าไหร่

แล้วไหนจะบรรดาเลือดและความรุนแรงแบบไม่ยั้งอีกล่ะ

Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street เล่าถึงเรื่องราวของ เบนจามิน บาร์เกอร์ ช่างตัดผมที่ถูกลงโทษให้ติดคุกเป็นเวลาสิบห้าปีจากอาชญากรรมที่เขาไม่ได้ก่อ เขาหลบหนีออกจากคุกกลับมายังลอนดอน ก่อนจะค้นพบว่าภรรยาและลูกสาวต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำมือของคนที่ส่งเขาไปเข้าคุก ด้วยเหตุนี้ เขาจึงวางแผนแก้แค้น โดยได้รับความช่วยเหลือจาก คุณนาย เนลลี่ เลิฟเว็ทท์ อาวุธหลักที่เขาเลือกใช้ คือ ใบมีดโกน (สำหรับปาดคอเหยื่อ) จากนั้นคุณนายเลิฟเว็ทท์ก็จะนำซากศพไปทำเป็นพายเนื้อ!?!

ถึงแม้ตัวหนังและผู้กำกับจะยังดูน่ากังขา แต่หลายคนเริ่มทำนายโอกาสที่ค่อนข้างสูงของ จอห์นนี่ เด็บบ์ ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (ข่าวกระซิบจากผู้ที่ได้ชมเวอร์ชั่นแรกของหนังบอกว่ามันเป็นการแสดงที่ห้ามพลาดประจำปี) เนื่องจากบทอันโดดเด่นและความ “เป็นที่รัก” ของเด็บบ์ในหมู่เพื่อนๆ นักแสดง และหากหนังได้รับเสียงชื่นชมอย่างอบอุ่นจากนักวิจารณ์ บางที เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ก็อาจได้อานิสงส์ เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิงกับเขาด้วย เมื่อพิจารณาว่าสาขาดังกล่าวค่อนข้างขาดแคลนการแข่งขันมากแค่ไหน

เกร็ดเก็บตก

(1) เส้นทางสู่ออสการ์ของหนังทำแท้งจากโรมาเนียเจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเมืองคานส์เรื่อง 4 Months, 3 Weeks and 2 Days ดูท่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อคู่แข่งเขี้ยวลากดินอย่าง Lust, Caution เจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเมืองเวนิซ ถูกตัดสิทธิ์จากกรรมการออสการ์ด้วยเหตุผลว่ามัน “ไต้หวัน” ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประเทศต้นสังกัดต้องรีบเปลี่ยนไปเสนอเรื่อง Island Etude เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมแทน คำตัดสินดังกล่าวสร้างความฉงน (ปนเคียดแค้นเล็กๆ) ให้กับ เจมส์ ชามุส โปรดิวเซอร์คู่ใจของ อั้งลี่ โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์กับ ฮอลลีวู้ด รีพอร์ตเตอร์ ว่า “ช่วยอธิบายหน่อยว่า Lust, Caution ถูกตัดสิทธิ์ได้อย่างไร ขณะที่ Crouching Tiger, Hidden Dragon ไม่เพียงถูกเลือกให้เข้าชิงเท่านั้น แต่ยังชนะรางวัลในสาขานี้ด้วย เราถ่ายทำหนังทั้งสองเรื่องในประเทศจีนด้วยทีมงานเกือบจะทีมเดียวกัน มันเป็นคำตัดสินที่ไร้สาระสิ้นดี”

(2) ตรงกันข้าม ภาพยนตร์ motion capture (หรือเทคนิคที่หลายคนรู้จักกันในนาม “เดอะ กอลลัม เอฟเฟ็กต์”) อย่าง Beowulf ของ โรเบิร์ต เซเมคิส กลับถูกพิจารณาจากคณะกรรมการออสการ์ให้เป็นหนึ่งใน 12 หนัง “การ์ตูน” ที่มีสิทธิ์เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์การ์ตูนยอดเยี่ยม คำตัดสินดังกล่าวดูเหมือนจะเรียกเสียงตอบรับที่ไม่ค่อยเป็นมิตรจาก จอห์น ลาสเซเตอร์ หัวแรงหลักของพิกซาร์และโปรดิวเซอร์ Ratatouille ซึ่งเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งในสาขานี้ อย่างไรก็ตาม คำตัดสินดังกล่าวส่งผลให้การแข่งขันเริ่มดุเดือดเลือดพล่านขึ้น เนื่องจาก Beowulf, The Simpsons Movie และ Persepolis จะต้องหันมาแย่งชิงเก้าอี้ว่างที่เหลืออยู่อีกแค่สองตัวเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า Beowulf จะประสบความสำเร็จทางรายได้และคำวิจารณ์แบบท่วมท้นเมื่อเปิดฉายวงกว้าง แต่หนังทำนองเดียวกันอย่าง The Polar Express ของเซเมคิสก็เคยถูกออสการ์เชิดใส่มาแล้ว ส่วน Persepolis ซึ่งเป็นตัวแทนขวัญใจนักวิจารณ์แบบเดียวกับ Spirited Away และ The Triplets of Belleville ก็อาจถูกลืมเหมือน Waking Life ของ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ขณะเดียวกัน กรรมการหลายคนก็อาจเลือก The Simpsons Movie ให้เข้าชิงไม่ใช่เพราะคุณภาพในระดับ “เกือบดี” ของมัน แต่เพราะพวกเขาชื่นชอบและชื่นชมซีรีย์แห่งประวัติศาสตร์ชุดนี้มาช้านานแล้ว... ดูเหมือนความเป็นไปได้สูงสุดในตอนนี้ คือ หนังหัวก้าวหน้าของ โรเบิร์ต เซเมคิส ซึ่งเจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ยืนกรานชัดเจนว่าไม่ใช่หนัง “การ์ตูน” อาจโดนเขี่ยทิ้งไปแบบฉิวเฉียด

(3) ถึงแม้เรตติ้งจะตกต่ำ ถึงแม้เสียงตอบรับจะค่อนข้างก้ำกึ่ง (เอนเอียงไปในทางลบด้วยซ้ำ) แต่ทีมงานเบื้องหลังพิธีแจกรางวัลออสการ์ก็ยังไม่เข็ดกับ จอน สจ๊วต พิธีกรรายการ The Daily Show และได้เชิญเขาให้มาแก้ตัวใหม่อีกครั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2008 หลังจากเขาเคยดำเนินงานออสการ์มาแล้วในปี 2006 ซึ่งแก๊กเด็ดสุดคงหนีไม่พ้นการตัดภาพล้อเลียนหนังเกย์คาวบอยอย่าง Brokeback Mountain หนึ่งในผู้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากผลการสำรวจในอเมริกาปรากฏว่าสจ๊วตสามารถดึงดูดคนดูให้เปิดชมรายการได้เพียง 38.9 ล้านคนเท่านั้น น้อยกว่างานครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง เอลเลน ดีเจเนอเรส เป็นพิธีกร (เรตติ้ง 39.9) และงานในปี 2005 ซึ่งมี คริส ร็อค เป็นพิธีกร (42.1) ส่วนพิธีกรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของงานออสการ์อย่าง บิลลี่ คริสตัล (รับหน้าที่มาแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง) เคยดึงดูดผู้ชมได้มากถึง 55 ล้านคน เมื่อเขาเป็นจัดงานในปี 1998 ปีที่หนังมหาฮิตอย่าง Titanic คว้ารางวัลใหญ่ไปครอง

Short Replay: Primary Colors


แจ๊ค สแตนตัน (จอห์น ทราโวลต้า) เป็นนักการเมืองเลือดใหม่ไฟแรงที่ดูจริงใจและใส่ใจกับทุกปัญหาของประชาชนจนทำให้เขาพุ่งนำในฐานะตัวเลือกสุดฮ็อตสำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ แต่เช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป แจ๊ค สแตนตัน ไม่เพอร์เฟ็กต์ เขามีนิสัยเจ้าชู้หูดำในระดับเวิลด์คลาส และอาหารจานโปรดของเขา คือ หญิงสาว ซึ่งบางครั้งอาจยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ ซูซาน (เอ็มม่า ทอมป์สัน) สนับสนุนสามีอย่างเต็มที่ในระหว่างช่วงหาเสียง เธอดูเชื่อมั่นและอุทิศตนให้กับสามีเวลาอยู่ต่อหน้ากล้อง แต่กลับรีบสลัดมือเขาทิ้งทันทีที่ได้ยินเสียงคัท คนดูจะได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดผ่านสายตาของ เฮนรี่ เบอร์ตัน (เอเดรี่ยน เลสเตอร์) นักข่าวการเมืองที่โดนดูดเข้าร่วมกลุ่มแคมเปญแบบตกกระไดพลอยโจร แรกๆ เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมแจ๊คในแง่วิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ และบุคลิกผู้นำที่กระฉับกระเฉง แต่แล้วไม่นานเขาก็เริ่มพบว่าเส้นทางการเมืองนั้นบางครั้งอาจโหดร้ายเกินกว่าที่คุณจะสามารถรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ให้ตลอดรอดฝั่ง

หนึ่งในตัวละครสำคัญของเรื่อง คือ ลิบบี้ โฮลเด้น (เคธี่ เบทส์) ซึ่งทำงานให้กับแจ๊คมานานนับแต่เขาเพิ่งเริ่มเข้าสู่แวดวงการเมือง เธอคือตัวแทนแห่งอุดมการณ์ และมีจุดยืนชัดเจนว่าแคมเปญหาเสียงที่ดีควรเน้นการตั้งรับ หรือแก้ไขวิกฤติจากการโจมตีรอบด้าน หาใช่การค้นหาโคลนสกปรกมาสาดใส่คู่ต่อสู้ให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจ “เก็บอุดมการณ์เข้าลิ้นชัก” ของแจ๊คจึงสร้างความผิดหวังใหญ่หลวงให้แก่ลิบบี้และนำไปสู่โศกนาฏกรรมอันคาดไม่ถึง หนังการเมืองที่เฉียบคมของ ไมค์ นิโคลส์ (Charlie Wilson’s War) เรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งกับบรรยากาศหาเสียง เพราะมันช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าชัยชนะบนกองซากศพของอุดมการณ์ หลักการ ศีลธรรม ความถูกต้อง และกระทั่งสามัญสำนึกนั้นถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย

Short Replay: Grave of the Fireflies


ถ้าวันไหนคุณรู้สึกว่าโลกช่างสดใส สีชมพู รอบข้างโอบล้อมด้วยน้ำใจไมตรี รอยยิ้ม และความงดงาม ผมอยากแนะนำให้คุณหาหนังการ์ตูนสุดคลาสสิกเรื่อง Grave of the Fireflies หรือ สุสานหิงห้อย มาดู เพื่อคุณจะได้เท่าทันชีวิตและตระหนักว่าโลกของเรานั้นยังมีอีกด้านหนึ่งที่โหดร้ายและอัปลักษณ์ อันที่จริง ถ้าคุณกำลังรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง การดูหนังเรื่องนี้จะช่วยให้คุณฮึดสู้ชีวิตต่อ พร้อมทั้งเห็นปัญหาเบื้องหน้าว่ามันช่างหยุมหยิมเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับวิบากกรรมของสองตัวเอกในเรื่อง ซึ่งสูญเสียแม่ไปเพราะระเบิดนาปาล์มระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องย้ายไปอยู่กับคุณป้าใจร้าย ที่เห็นพวกเขาเป็นเหมือนหมัดไร แต่ก็ไม่ลังเลที่จะขายชุดกิโมโนของแม่พวกเขาเพื่อนำเงินไปซื้อข้าว แล้วเก็บข้าวส่วนใหญ่ไว้กับตัวเอง ไม่นานเด็กชายจึงตัดสินใจพาน้องสาวหลบไปอยู่ถ้ำแห่งหนึ่งในชนบทของเมืองโกเบ แล้วพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหาอาหารมาเลี้ยงปากท้อง

หนังดัดแปลงจากหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติของ โนซากะ อากิยูกิ ซึ่งสูญเสียน้องสาวไประหว่างช่วงสงครามเนื่องจากขาดอาหาร หลังจากนั้นชีวิตเขาก็ถูกครอบงำด้วยความรู้สึกผิดมาโดยตลอด ถึงแม้จะเป็นการ์ตูน แต่อย่าคิดเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้กับผลงานของดิสนีย์ หรือพิกซาร์อย่างเด็ดขาด ตรงกันข้าม อารมณ์โดยรวมของมันใกล้เคียงกับหนังต่อต้านสงครามชั้นยอดอีกเรื่องซึ่งมีเด็กเป็นตัวเอกเช่นกันอย่าง Forbidden Games (1952) มากกว่า ความน่าทึ่งอยู่ตรงที่พลังส่วนใหญ่ของ Grave of Fireflies ไม่ได้เกิดจากการเร้าอารมณ์แบบเมโลดราม่า แต่เป็นการนำเสนอทุกเหตุการณ์อย่างสมจริง ตรงไปตรงมา จนคนดูรู้สึกเหมือนเด็กทั้งสองมีเลือดเนื้อและตัวตน แม้โทนอารมณ์ของหนังจะค่อนข้างหม่นเศร้า โดยเฉพาะฉากจบที่อาจทำให้คุณหัวใจสลาย หรือร้องไห้เป็นเผาเต่าได้ง่ายๆ แต่บางฉากก็อบอวลไปด้วยอารมณ์นุ่มนวล เช่น ตอนที่เด็กทั้งสองช่วยกันจับหิงห้อยมาใส่ขวดโหล แล้วใช้มันแทนหลอดไฟในถ้ำ… นี่เป็นหนังที่ควรถูกนำไปฉายในทำเนียบขาวอย่างที่สุด

วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 06, 2550

รักแห่งสยาม: ไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกเป็นกะเทย


เมื่อวันก่อน เพื่อนผมโทรศัพท์มารายงานว่าเธอได้ไปดู รักแห่งสยาม ตามคำแนะนำ (แกมบังคับ) ของผมแล้ว เธอบอกว่าเธอชอบหนัง และเห็นว่ามันเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง จากนั้นเราก็คุยกันถึงความชอบส่วนตัวโดยทั่วไปอยู่พักหนึ่ง (น้องโอ้หล่อทุกช็อตเลยเนอะ สินจัยแม่งเล่นโคตรดีเลย ฯลฯ) ก่อนเธอจะเริ่มชื่นชมตัวละครอย่างสุนีย์จนออกนอกหน้า โดยเฉพาะในฐานะแม่ ซึ่งต้องแบกรับภาระทุกอย่างไว้บนบ่า ผมไม่แปลกใจหรอกที่พบว่าเธอ “อิน” กับตัวละครตัวนี้เป็นพิเศษ (เพราะประเด็นโรแมนติกของหนังมันเกิดขึ้นระหว่างชายกับชาย) และเห็นด้วยกับเธอในหลายๆ ประเด็น แต่ขณะเดียวกันก็แย้งขึ้นว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าตัวละครตัวนี้หาได้สมบูรณ์แบบแต่อย่างใด เธอกระทำผิดพลาดในบางช่วงตอนเช่นกัน และก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น

ผมหมายถึงปฏิกิริยาแรกของเธอเมื่อตระหนักว่าลูกชายของเธอ “กุ๊กกิ๊ก” กับผู้ชายอีกคน

แต่เพื่อนผมกลับเห็นว่าปฏิกิริยาดังกล่าวถือเป็นเรื่องชอบธรรมและ “ถูกต้อง” แล้ว เหตุผลของเธอก็ประมาณว่า “ไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกเป็นกะเทยหรอก” ฉะนั้น เธอจึงต้องพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะดึงลูกชายให้กลับมายังเส้นทางที่ถูกต้องและ “ปกติ” ก่อน แต่สุดท้าย เมื่อเห็นว่าไม่สำเร็จ เธอก็ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น... เห็นไหมว่าเธอประเสริฐขนาดไหน? แต่ผมแย้งไปว่า ความรักของสุนีย์มันออกจะมากเกินไป แล้วคาบเกี่ยวกับการครอบงำ ผมไม่แปลกใจที่ตัวละครกระทำอย่างที่เห็นในหนัง เพราะบทได้ปูพื้นให้เราเชื่อว่าตัวละครจะปฏิบัติเช่นนั้น เมื่อพิจารณาว่าหล่อนและครอบครัวหล่อนต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมดังกล่าวจะถูกต้อง หรือชอบธรรม เพราะอย่างน้อยความพยายามจะ “ปกป้อง” ลูกของสุนีย์ก็ทำให้คนสองคนต้องเจ็บปวด นั่นคือ มิว และ โต้ง เธอทำให้พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำเป็นสิ่ง “ผิด”

ผมมีความเชื่อว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ควรปล่อยให้ลูกได้มีอิสระที่จะคิดเอง ตัดสินใจเอง เลือกทางเดินชีวิตของตัวเองเมื่อเขาโตพอจะตัดสินใจได้แล้ว เพราะสุดท้าย มันก็เป็นชีวิตของเขา แต่เพื่อนผมกลับแย้งประมาณว่า แต่เราต้องปกป้องลูกของเรา เหมือนเวลาแกเห็นลูกไปวิ่งเล่นแถวแม่น้ำ แกก็ต้องเข้าไปห้ามใช่ไหม

อุปมาของเธอทำเอาผมสะอึก... นี่เธอกำลังเปรียบเทียบการเป็นรักร่วมเพศกับความตายจริงๆ หรือ?

ไปๆ มาๆ ผมเริ่มมีความรู้สึกว่าบทสนทนาครั้งนี้แทนที่จะสะท้อนบางอย่างเกี่ยวกับตัวหนัง มันกลับสะท้อนทัศนคติบางอย่างของเพื่อนผมเสียมากกว่า ผมเริ่มคิดถึงคำพูดก่อนหน้าของเธอ ที่ผมทำเป็นแกล้งขำ แล้วปล่อยผ่านไป เช่น เธอบอกว่านังมิวเนี่ย ถ้าแสดงมากกว่านี้อีกหน่อยก็เป็นกะเทยเดินบิดตูดแล้ว หรือถ้ามันออกอาการมากกว่านี้ กูคงอ้วกตอนมันจูบกัน พอผมพยายามสื่อนัยยะว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นเริ่มจะคาบเกี่ยวอาการของ homophobia แล้วนะ เธอกลับตอบประมาณว่า “ฉันน่ะรับได้กับเรื่องพวกนี้ที่สุดแล้ว”

ผมพิจารณาคำพูดของเธอ และก็เห็นด้วยในระดับหนึ่ง เธอรับได้กับเรื่องพวกนี้มากกว่าคนอีกหลายร้อยคนในเว็บบอร์ดพันทิป เธอยินดีไปดู รักแห่งสยาม ด้วยความเต็มใจ แม้จะรู้ว่ามันมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของเกย์รวมอยู่ (แน่นอน น้องมาริโอ้ก็เป็นจุดดึงดูดอย่างหนึ่ง) เธอสามารถพูดคุยเรื่องผู้ชายกับผมได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง แม้กระทั่งยามต้องลงรายละเอียดแบบเจาะลึก... แต่นั่นเพราะผมเป็น “เพื่อน” เธอหรือเปล่า? เราคบหากันมานานเกือบสิบปี ก่อนผมจะบอกเธอว่าผมเป็นเกย์ (ซึ่งเธอก็ไม่แปลกใจ) แต่ผมจำความรู้สึกในตอนนั้นได้ดีว่าผมหวั่นเกรงปฏิกิริยาของเธอสูงสุด เพราะบางครั้งทัศนคติที่เธอแสดงออกต่อพวกรักร่วมเพศเวลาเราพูดคุยกันอยู่ในกลุ่ม (ตอนผมยังไม่ come out) ออกจะค่อนไปทางลบพอสมควร แต่ทุกอย่างก็ราบรื่นดี เรายังคบหากันต่อไปอย่างสนิทใจ และคงจะคบหากันต่อไปอีกนานแสนนาน

บทสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมเริ่มตระหนักว่า เธออาจรับได้กับเรื่องพวกนี้ แต่เธอยังคงมองว่ามันเป็นเรื่องผิด “ปกติ” อยู่ดี และถ้าเลือกได้ “ไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกเป็นกะเทย”

แกต้องยอมรับนะ มันเป็นความจริงในทุกวันนี้

ใช่ครับ ผมยอมรับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมต้องเห็นชอบกับความจริงข้อนี้

อย่าว่าแต่คนเป็นแม่เลยครับ กระทั่งตัวกะเทยเอง ส่วนใหญ่ถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากเกิดมาเป็นกะเทย เพราะความกดดันจากสังคม สายตาดูหมิ่น การถูกล้อเลียน ฯลฯ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมรักร่วมเพศจึงมักมีปม “เกลียดตัวเอง” อย่างรุนแรง และการก้าวข้ามปมดังกล่าวมา “ยอมรับ” ในสิ่งที่เขาเป็นนั้นถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ (ประเด็นนี้ผมเคยพูดถึงไปแล้วในบทวิจารณ์หนังไทยเรื่อง พรางชมพู)

กลับมายังหนังเรื่อง รักแห่งสยาม ผมมีความรู้สึกว่าหลายคนชื่นชมความรักของแม่อย่างสุนีย์จนล้นเหลือ พูดถึงความยากลำบากของเธอ ความเสียสละของเธอ และความน่าสงสารของเธอ แต่น้อยคนนักจะพูดถึง โต้ง ตัวละครที่ผมคิดว่าน่าสงสารที่สุดในเรื่อง เช่นเดียวกัน โต้งเผชิญหน้ากับปม “เกลียดตัวเอง” อย่างจัง เมื่อเขาพบว่าแม่ของเขารับไม่ได้กับการที่เขาแสดงความรักกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง (“เราทำให้คนรอบข้างเราต้องเจ็บเพราะเราไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร” เขาร้องครางกับหญิง ผู้มอบความรัก ความเข้าใจ และการปลอบประโลมให้เขามากกว่าแม่แท้ๆ ของเขาเอง) และเมื่อถูกกลุ่มเพื่อนกดดันว่าเขา “แตกต่าง” จากคนอื่นๆ เหมือนดังข่าวล่ำลือจริงหรือไม่

ต่อมาไม่นานในฉากตกแต่งต้นคริสต์มาส มันดูเหมือนเขาจะตัดสินใจได้แล้วว่าเขาเป็นอะไร และแม่ของเขาก็ดูเหมือนจะทำใจยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปสู่ความสุขสมหวัง... แต่ไม่ใช่

หลายคนตีความฉากจบว่า (แม้หนังจะไม่สรุปชัดเจน) การที่โต้งเลือกไม่เป็นแฟนกับมิว เพราะเขาต้องการให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่า เพราะเขาแคร์แม่มากกว่า ไม่อยากให้แม่ต้องกลุ้มใจไปมากกว่าที่เป็นอยู่ หากนั่นเป็นจริง ก็หมายความว่าโต้งอาจ “รู้” ว่าตัวเองเป็นอะไร แต่เขายังไม่อาจทำใจ “ยอมรับ” ในสิ่งที่เขาเป็นได้ เช่นเดียวกับแม่ของเขา เช่นเดียวกับเพื่อนของผม โต้งเห็นว่ารักร่วมเพศ คือ ความผิดปกติ และด้วยเหตุนี้ ฉากจบดังกล่าวจึงถือเป็นโศกนาฏกรรมแห่งปัจเจกชน แม้ว่าหลายคนจะตีความว่ามันเป็นชัยชนะแห่งความรักภายในครอบครัวก็ตาม โต้งยอมเสียสละ “ตัวตน” เพื่อสังคมที่ไม่เคยมองเห็นหัวเขา สังคมที่พยายามจะครอบงำความคิดของเขาว่า การแสดงความรักระหว่างมนุษย์ด้วยกันจะสวยงามก็ต่อเมื่อมนุษย์สองคนนั้นต่างเพศกัน (เชื่อหรือไม่ว่ากระแส “อยากอ้วก” อาจจะไม่รุนแรงเท่า หากมันเป็นฉากจูบระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง... นั่นหมายความว่านอกจากถูกครอบงำโดย Heterosexism แล้ว เรายังถูกครอบงำด้วยลัทธิชายเป็นใหญ่ด้วยใช่ไหม)

อันที่จริง การแสดงความรักระหว่างคนสองคนมันน่าสะอิดสะเอียนตรงไหน ผมไม่เข้าใจ มนุษย์เราก็แปลก คุณสามารถฆ่ากันตายได้ด้วยข้ออ้างสารพัด บางทีก็ไร้สาระเหลือแสน แต่กลับทนเห็นคนสองคนแสดงความรักกันอย่างจริงใจไม่ได้ เช่นนี้แล้วคุณยังจะแปลกใจอีกไหมว่าทำไมโลกเราถึงเต็มไปด้วยสงคราม แต่ขาดแคลนความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างเพื่อนมนุษย์

ผมลองนั่งนึกสมมุติฐานว่า หากมิวเป็นเด็กผู้หญิงฐานะยากจน ฉากที่สุนีย์เดินทางไปพูดกับมิวให้เลิกคบหากับลูกชายเธอนั้นจะยังสร้างอารมณ์แบบเดียวกันให้กับเพื่อนของผมไหม เธอจะยังคิดไหมว่า สุนีย์ทำถูกต้องที่สุดแล้วเพื่อลูกชายของเธอ? อะไรเลวร้ายกว่ากันระหว่างความยากจนกับรักร่วมเพศ? ทำไมในละครน้ำเน่า เราถึงสามารถจงเกลียดจงชังแม่ที่มาขัดขวางความรักของลูกชายกับหญิงสาวยากจน แต่กลับทำใจยอมรับและอาจถึงขั้นชื่นชม แม่ที่พยายามจะขัดขวางความรักระหว่างลูกชายกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง?

บทสนทนาระหว่างผมกับเพื่อนจบลงแบบห้วนๆ (ผมแกล้งบอกเธอไปว่ามีสายเข้า) ผมไม่รู้ว่าเธอจับน้ำเสียงไม่พอใจของผมได้หรือไม่ ในการพูดคุยช่วงท้ายๆ ผมเริ่มเงียบและไม่โต้ตอบเธอมากนัก แต่หลังจากได้ระบายความรู้สึกกับเพื่อนอีกคนหนึ่งในกลุ่มเดียวกัน ผมก็รู้สึกดีขึ้น และเย็นลง ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็น activist และหลายอย่างที่กลุ่มเกย์ activist ทำก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจากผม แต่ความรู้สึกแย่คงเป็นเพราะบทสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนสองคนที่คบหากันมานานกว่า 20 ปี ไม่ใช่การอ่านความเห็นห่วยๆ ของคนแปลกหน้าบนบอร์ดพันทิป

แน่นอน มิตรภาพของเราจะยังคงอยู่ ผมยังคงรักเธอในแบบที่เธอเป็น และหวังว่าสักวันเธอจะรักผมกลับ ไม่ใช่ในฐานะ “เพื่อน” แต่ในฐานะ “กะเทย” คนหนึ่ง

...ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง...

วันจันทร์, พฤศจิกายน 12, 2550

เพิ่มความเคลื่อนไหวให้ภาพ (1)



เมื่อกล้องตั้งอยู่นิ่งๆ มันจะจับความเคลื่อนไหวด้วยการเลียนแบบปฏิกิริยาของศีรษะและดวงตามนุษย์ หากเรายืนตรงแล้วหันศีรษะพร้อมกับกวาดสายตาไปทางซ้ายและทางขวา เราจะสามารถมองเห็นภาพเกิน 180 องศาเล็กน้อย และถ้าเราก้มหรือเงยศีรษะขึ้นลง ดวงตาจะจับภาพได้เกิน 90 องศาเล็กน้อยเช่นกัน การเคลื่อนกล้องส่วนใหญ่จะตกอยู่ในขอบข่ายจำกัดของสายตามนุษย์ แต่ไม่เสมอไป เช่น บางครั้งผู้กำกับอาจแพนกล้องเป็นวงกลมในลักษณะ 360 องศา


นอกเหนือจากสเตดิแคมและการถ่ายทำแบบ handheld แล้ว คุณยังสามารถเปลี่ยนมุมภาพ ระยะใกล้ไกล ตลอดจนความสูงต่ำของเฟรมภาพได้ด้วยการเคลื่อนกล้องบนขาตั้ง บนราง บนเครน บนเฮลิคอปเตอร์ หรือกระทั่งใช้เลนส์ซูมเพื่อสร้างความรู้สึกแห่งความเคลื่อนไหว และเนื่องจากเฟรมภาพจะชักนำสายตาของคนดูไปยังองค์ประกอบต่างๆ บ่อยครั้งเราจึงรู้สึกเหมือนกำลัง “เคลื่อนไหว” ไปพร้อมกัน ไม่ว่ากล้องจะเคลื่อนที่เข้าหา ถอยห่าง วนรอบ หรือวิ่งผ่านตัวละครหรือวัตถุนั้นๆ

การเคลื่อนกล้องจะเปิดโอกาสให้คนดูสามารถตามติดตัวละครที่กำลังเคลื่อนไหว มองเห็นสภาพแวดล้อมของฉากผ่านสายตาตัวละคร รวมทั้งช่วยชี้นำความสนใจของคนดูไปยังส่วนอื่นๆ ในฉาก เพิ่มความลึกแก่ภาพสองมิติ และดึงดูดคนดูให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวมากขึ้น ผู้กำกับยุคหนังเงียบ ดี. ดับเบิลยู. กริฟฟิธ เคยใช้การเคลื่อนกล้องในบางช็อต แต่ไม่โดดเด่นนัก ตรงกันข้าม นักสร้างหนังกลุ่ม German expressionist อย่าง เอฟ. ดับเบิลยู. เมอร์เนา กลับทดลองใช้เทคนิคดังกล่าวอย่างน่าตื่นตะลึงในฉากเปิดเรื่องของ Last Laugh (1924) เมื่อกล้องเลื่อนลงไปตามลิฟต์ แล้วเคลื่อนข้ามห้องล็อบบี้ของโรงแรมไปยังประตูหมุน อิทธิพลของหนัง German expressionist เริ่มปรากฏให้เห็นในหนังสยองขวัญของฮอลลีวู้ดยุค 1930 ซึ่งผสมผสานการตัดต่อภาพ (อิทธิพลจากนักทำหนังรุ่นบุกเบิกจากฝั่งรัสเซีย) เข้ากับการเคลื่อนกล้อง ระหว่างยุคสตูดิโอรุ่งเรือง (ทศวรรษ 1940-1950) อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อค ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่พึ่งพาการตัดต่อ (ตามสไตล์การเล่าเรื่องแบบคลาสสิก นั่นคือ เน้นความต่อเนื่องจนคนดูไม่ทันสังเกต) มากพอๆ กับการเคลื่อนกล้องอันหวือหวา

เทคนิคการเคลื่อนกล้องที่ง่ายและพบเห็นได้บ่อยๆ คือ การ pan (ย่อมาจาก panorama) ซึ่งเป็นการหมุนกล้องในแนวราบจากจุดใดจุดหนึ่งที่แน่นิ่ง เช่น บนขาตั้งกล้อง เพื่อ 1) บอกคนดูให้ตระหนักถึงภาพรวมทั้งหมดของฉาก ซึ่งภาพเฟรมเดียวไม่สามารถทำได้ เช่น การแพนให้เห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาลของทะเลทราย มหาสมุทร หุบเขา หรือกระทั่งอวกาศ 2) ชี้นำคนดูไปยังเหตุการณ์สำคัญ เพื่อเชื่อมต่อความสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่นๆ ในฉากแบบที่การตัดต่อไม่สามารถทำได้ 3) ติดตามการเคลื่อนไหวของตัวละคร/ยานพาหนะ 4) แทนสายตาของตัวละครเวลาหันศีรษะเพื่อสำรวจรอบๆ บริเวณ หรือเกาะติดเหตุการณ์บางอย่าง

เนื่องจากสายตาคนดูถูกชักนำจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างฉับพลัน การแพนภาพจึงต้องมีจุดมุ่งหมายในเชิงอารมณ์ หรือเรื่องราวที่แน่ชัด มิฉะนั้นแล้วมันอาจดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือเรียกร้องความสนใจโดยใช่เหตุ ในฉากดวลปืนของหนังคาวบอย การเคลื่อนกล้องอย่างช้าๆ จากมือปืนคนหนึ่งไปยังคู่ต่อสู้ของเขาจะช่วยเพิ่มเวลาและขยายความรู้สึกระทึกขวัญ ตื่นเต้นให้พุ่งสูงขึ้น ขณะคนดูเฝ้ารอด้วยใจระทึกว่าใครจะเป็นฝ่ายชักปืนมายิงก่อน นอกจากนี้ มันอาจสะท้อนถึงความตึงเครียดในสภาพแวดล้อม เมื่อกล้องฉายให้เห็นความหวาดกลัว ตื่นตระหนกในใบหน้าของกลุ่มผู้เห็นเหตุการณ์ข้างถนน ซึ่งเป็นเพียงส่วนประกอบของภาพรวม เนื่องจากคนดูจะเห็นใบหน้าพวกเขาเพียงชั่วแวบ ก่อนแต่ละคนจะวิ่งหากำบังเพื่อหลบลูกหลง ที่สำคัญ การแพนกล้องจะช่วยบ่งบอกระยะห่างระหว่างชายทั้งสอง แต่ควรกระทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิด dead space (พื้นที่ว่างบนจอที่ปราศจากความน่าสนใจทั้งในเชิงอารมณ์ การให้ข้อมูล ความสำคัญต่อเรื่องราว หรือความสวยงาม) ระหว่างจุดสองจุด

การแพนกล้องมักถูกนำมาใช้สำหรับติดตามตัวละครไม่ให้หลุดจากกรอบภาพ เช่น ถ้าเขาหรือเธอเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง กล้องก็จะแพนตามไปเพื่อให้เขาหรือเธออยู่ตรงกลางเฟรมตลอดทั้งช็อต การแพนภาพในระยะไกลมากจะเปี่ยมประสิทธิผลอย่างยิ่งในหนังแนวมหากาพย์ เพื่อให้ผู้ชมตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่ไพศาลของฉาก หรือวิวทิวทัศน์ แต่การแพนภาพในระยะปานกลางหรือใกล้ก็พบเห็นได้ไม่น้อย เช่น การแพนที่เรียกว่า reaction pan เมื่อกล้องขยับจากจุดสนใจหลัก (โดยมากจะเป็นคนพูด) ไปยังปฏิกิริยาของคนรอบข้าง หรือคนฟัง

เทคนิคการแพนมีแนวโน้มที่จะตอกย้ำเอกภาพของพื้นที่และความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับวัตถุภายในพื้นที่นั้นๆ ด้วยเหตุนี้เอง คนดูอาจรู้สึกเซอร์ไพรซ์เมื่อกฎแห่งความสมจริงดังกล่าวถูกละเมิดดังเช่นในช็อตสุดท้ายของหนังเรื่อง Places in the Heart เมื่อโลกของคนเป็นกับคนตายถูกรวมกันไว้ในช็อตเดียวกัน หนังเป็นการเฉลิมฉลองค่านิยมแห่งคริสเตียนที่ผูกพันเชื่อมโยงผู้คนในเมืองเล็กๆ ของรัฐเท็กซัสเอาไว้ด้วยกันระหว่างช่วงเวลาอันยากลำบาก (ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ) ช็อตสุดท้ายเกิดขึ้นในโบสถ์ โดยกล้องเริ่มต้นแพนไปตามม้านั่งแต่ละตัว และพบเห็นชาวเมืองทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และอีกหลายคน ซึ่งเราตระหนักว่าเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงฆาตกรและเหยื่อของเขา ตลอดทั้งเรื่องหนังนำเสนอเรื่องราวในเชิงสมจริง แต่ช็อตสุดท้ายของหนังได้ก้าวกระโดดไปสู่ความเหนือจริง เพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางจิตวิญญาณของชุมชน


การแพนกล้องที่ค่อนข้างเร็วถูกนำมาใช้แทนสายตาของตัวละครเอกใน Pride and Prejudice ขณะเธอหมุนเชือกห้อยชิงช้า จากนั้น (หลังบทสนทนาระหว่างเธอกับตัวละครอีกคนจบลง) หนังก็ใช้ชุดภาพลักษณะเดียวกัน แต่คราวนี้เป็นการแพนกล้องที่เชื่องช้าลง เพื่อบ่งบอกถึงกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงและฤดูกาลที่ผันผ่าน โดยตัดเชื่อมภาพอย่างนุ่มนวลทุกครั้งที่กล้องแพนไปยังกำแพงมืดทึบ

หากกล้องแพนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างรวดเร็วฉับพลันจนภาพระหว่างทางเบลอและมองไม่ออกว่าเป็นอะไรเป็นอะไร เราจะเรียกว่าเทคนิคดังกล่าว swish pan (หรือ flash pan หรือ zip pan) ถึงแม้จะใช้เวลามากกว่าการตัดภาพ แต่เทคนิค swish pan มักถูกนำมาใช้บ่อยครั้งเพื่อเชื่อมสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในต่างสถานที่ แต่เกี่ยวโยงกัน ตัวอย่างเช่น ฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Some Like It Hot เมื่อเหตุการณ์บรรเลงเพลงรักระหว่าง มาริลีน มอนโรว์ กับ โทนี่ เคอร์ติส ถูกเชื่อมโยงอย่างตลกขบขันกับภาพการเต้นรำของ แจ๊ค เล็มมอน ซึ่งปลอมตัวเป็นผู้หญิง กับ โจ อี. บราวน์ ในหนังเรื่อง Schindler’s List เทคนิค swish pan ถูกนำมาใช้ร่วมกับกล้องแบบ handheld เพื่อเพิ่มอารมณ์กดดันให้กับฉากทหารนาซีไล่ต้อนเหล่านักโทษออกเป็นกลุ่มๆ นอกจากนี้ swish pan ยังอาจนำมาใช้เป็นช็อตแทนสายตาตัวละครได้ด้วย ดังจะเห็นได้จากฉากที่ตัวละครเอกคนหนึ่งใน The Wild Bunch ตระหนักว่าตนกำลังตกอยู่ภายใต้อำนาจของนายพลชาวเม็กซิกันและรู้สึกไม่พอใจ จากมุมมองของเขา คนดูจะเห็นชาวเม็กซิกันจำนวนหนึ่งหัวเราะ ก่อนกล้องจะแพนอย่างรวดเร็วไปยังกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังหัวเราะเยาะเขาเช่นกัน เทคนิคดังกล่าวช่วยเพิ่มความรู้สึกอึดอัดคับแค้นของตัวละครให้เด่นชัดขึ้น


เทคนิค swish pan ถูกนำมาใช้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพในฉากการ “แปลงร่าง” ของหนังเรื่อง Dr. Jekyll and Mr. Hyde




ในฉากคลาสสิกฉากหนึ่งของหนังเรื่อง Citizen Kane เทคนิค swish pan ถูกนำมาใช้หลายครั้งเพื่อบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผันผ่าน พร้อมกับความสัมพันธ์ที่เริ่มร่วงโรย เหินห่างของสองสามีภรรยา โดยในช่วงต้นของซีเควนซ์ ทั้งสองยังคงหวานชื่น นั่งใกล้ชิดกันบนโต๊ะและสนทนากันอย่างสนุกสนาน ก่อนบทสนทนาจะเริ่มลดลง ส่วนพื้นที่ว่างระหว่างพวกเขาก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งในช็อตสุดท้ายของซีเควนซ์ พวกเขาลงเอยด้วยการนั่งอยู่คนละมุมของโต๊ะอาหาร ต่างฝ่ายต่างทำกิจกรรมของตนโดยไม่พูดจากันเลยสักคำ

เช่นเดียวกับการแพน เทคนิคการ tilt คือ การขยับกล้องให้เงยขึ้นหรือก้มลงโดยที่กล้องไม่ได้เคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิม แต่ติดตั้งอยู่บนไทรพ็อด ภาพ tilt shot นิยมใช้สำหรับแทนสายตาตัวละครเวลาจ้องมองขึ้นไปบนยอดของตึกสูงระฟ้า (tilt up) หรือก้มมองลงมายังถนนเบื้องล่าง (tilt down) หรือใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของสิ่งของบางอย่างแทนสายตาของคนดู เช่น ลูกโป่งที่ลอยขึ้นไปบนฟ้า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการ tilt ภาพย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของมุมภาพ บ่อยครั้งมันจึงอาจนำเสนอนัยยะเชิงจิตวิทยาไปพร้อมๆ กัน เช่น เมื่อกล้องระดับสายตา tilt down ลงมายังตัวละคร เขาหรือเธอผู้นั้นย่อมดูอ่อนแอ เปราะบาง ในสายตาของคนดูไปโดยปริยาย หนังเรื่อง Besieged ของ เบอร์นาโด เบอร์โตลุคชี่ ใช้เทคนิคการ tilt อยู่หลายครั้งเพื่อสื่อความหมายเชิงลึกถึงช่องว่างทางสังคม (และสีผิว) ระหว่างสองตัวละครเอก นั่นคือ หญิงรับใช้ชาวแอฟริกันและนายจ้างหนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่ร่ำรวย


เทคนิคการ tilt down ในฉากพิธีแต่งงานช่วงต้นเรื่องของ The Bride Wore Black