วันอังคาร, เมษายน 24, 2550

Matchstick Men: อาชญากรรมและการลงทัณฑ์


กฎหมายถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้รักษาระเบียบในสังคม ปกป้อง คุ้มครองประชาชน และลงโทษบุคคลผู้ล่วงละเมิด มันเปรียบดังบรรทัดฐานที่คอยตีกรอบพฤติกรรมแห่งมวลชน มิให้แต่ละคนกระทำการตามอำเภอใจโดยใฝ่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ฉะนั้นหากปราศจากกฎหมายแล้วไซร้ เชื่อได้ว่าโลกของเราคงวุ่นวาย ไร้ความยุติธรรม คนดีคงถูกกลั่นแกล้งและคนชั่วคงหนีรอดลอยนวล อย่างไรก็ตาม ต่อประเด็นดังกล่าว นักเขียนนามอุโฆษ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ ได้เคยแสดงแง่มุมอันน่าสนใจเอาไว้ในนิยายอมตะเรื่อง Crime and Punishment ว่า บางครั้งบทลงทัณฑ์อาจถือกำเนิดขึ้นก่อนขบวนการทางกฎหมายจะเข้ามาเกี่ยวข้องก็ได้

ราสโคลนิคอฟ ตัวเอกในนิยาย ได้ก่ออาชญากรรม (ฆ่าเจ้าของโรงรับจำนำ) ไว้ในช่วงต้นเรื่อง แต่บทลงทัณฑ์ของเขา (ถูกส่งตัวไปทำงานหนักที่ไซบีเรีย) กลับปรากฏอยู่ในบทส่งท้าย หลายร้อยหน้าหลังจากเหตุนองเลือด โดยเนื้อความซึ่งแทรกกลางระหว่างสองปรากฏการณ์หลัก คือ บทสำรวจลึกถึงสภาพทางจิตของอาชญากรหรือโลกในมโนคติของราสโคลนิคอฟ อันคราคร่ำไปด้วยความรู้สึกแคลงใจ ตื่นตระหนก ประหม่า หวาดกลัว จนกระทั่งหดหู่ สิ้นหวัง กล่าวคือ สิ่งที่ดอสโตเยฟสกี้สนใจหาใช่รูปธรรมแห่งผลกรรมในตอนท้าย แต่เป็นสภาวะทุกข์ทรมานเหลือแสนของราสโคลนิคอฟอันเนื่องมาจากการฆาตกรรมต่างหาก และเมื่อหนังสือให้ความสำคัญกับการจองจำเพียงน้อยนิด มันจึงพลอยสื่อนัยยะกลายๆว่า บทลงทัณฑ์ทางกฎหมายนั้นเลวร้ายน้อยกว่าความตึงเครียดอันเกิดจากการพยายามจะหลบเลี่ยงการถูกลงทัณฑ์มากมายนัก ซึ่งนั่นเองกลายเป็นการลงทัณฑ์ที่แท้จริงในความเห็นของดอสโตเยฟสกี้

เช่นเดียวกับภาพยนตร์แนว ‘หักเหลี่ยมเฉือนคม’ ทั่วๆไป Matchstick Men มีโครงเรื่องใหญ่เป็นเกมต้มตุ๋นซึ่งจะไม่เผยให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงจนกระทั่งไคล์แม็กซ์ตอนท้าย ตัวละครหลัก ‘ทุกตัว’ ล้วนมีบทบาทในหมากเกมนี้ บ้างเป็นเป้าหมาย บ้างเป็นเหยื่อล่อ บ้างเป็นนางนกต่อ บ้างเป็นจอมบงการ แต่ใครจะรับบทเป็นอะไรนั้นคือสิ่งที่ผู้ชมไม่อาจแน่ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จอมบงการสามารถพลิกผันสู่สถานะเป้าหมายได้ในนาทีสุดท้าย ส่วนเป้าหมายก็อาจกลายเป็นเพียงเหยื่อล่อลวงตา เนื่องจากการปลิ้นปล้อน คือ ธรรมชาติแห่งเกมดังกล่าว และหากคุณอ่อนแอหรือไม่ระแวดระวังเพียงพอ บทบาทเดียวที่คุณจะได้รับก็คือ… ผู้ถูกหลอก

โครงเรื่องรองที่ซุกซ่อนอยู่ภายในและเป็นหัวใจสำคัญของ Matchstick Men ได้แก่ การสำรวจลึกถึงอาชญากรรม บทลงทัณฑ์ และการไถ่บาปของ รอย วอลเลอร์ (นิโคลัส เคจ) เล่าผ่านพล็อตสามพล็อตซึ่งมองโดยผิวเผินดูเหมือนจะไม่เกี่ยวพันกัน แต่แท้จริงแล้วกลับถูกเรียงร้อยเอาไว้อย่างเป็นระบบ

รอยเป็นมนุษย์ศูนย์รวมอาการประสาทนานาชนิด เขากลัวพื้นที่เปิดโล่ง หมกมุ่นกับการทำความสะอาดบ้านให้ปราศจากสิ่งสกปรกทุกตารางนิ้ว ชอบเปิดปิดประตูสามครั้งก่อนจะเปิดประตู และมักมีอาการกระตุกแถวดวงตาเวลาตึงเครียด มีเพียงยาซึ่งจิตแพทย์ของเขาเขียนใบสั่งให้กินเป็นประจำเท่านั้นที่สามารถช่วยให้รอยสงบ เยือกเย็นพอจะทำงานได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาดันเผลอเรอทำยาหล่นลงท่อระบายน้ำหมดขวดและไม่สามารถติดต่อขอพบจิตแพทย์ส่วนตัวได้ ทำให้ แฟรงค์ เมอร์เซอร์ (แซม ร็อคเวลล์) เพื่อนสนิทเพียงคนเดียว ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยการ ‘แนะนำ’ จิตแพทย์คนใหม่ให้เขา (พล็อตที่หนึ่ง)(1)

แฟรงค์กับรอยทำงานร่วมทีมกันต้มตุ๋นเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกแม่บ้านชนชั้นกลาง ให้หลงซื้อเครื่องกรองน้ำในราคาสูงลิ่วโดยเสนอของแถมราคาแพงเป็นเหยื่อล่อ พวกเขาทำอาชีพนี้มาได้พักใหญ่แล้วและต่างก็ใช้ชีวิตค่อนข้างสุขสบายจากรายได้ในแต่ละเดือน ถึงแม้แฟรงค์จะเฝ้าฝันเสมอมาว่า สักวันจะมีโอกาสตกปลาตัวใหญ่เพื่อให้ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ เขาเพียรพยายามจะชักชวนรอยให้ร่วมกันวางแผนต้มตุ๋นเศรษฐีหน้าโง่ชื่อ ชัค เฟรเชตต์ (บรูซ แม็กกิลล์) ซึ่งแฟรงค์อ้างว่ารู้จัก แต่ฝ่ายหลังกลับตอบปฏิเสธเรื่อยมาจนกระทั่ง… (พล็อตที่สอง)

ดร. ไคลน์ (บรูซ อัลท์แมน) จิตแพทย์คนใหม่ของรอย ได้กระตุ้นให้เขาหวนคิดถึงอดีตภรรยาซึ่งแยกทางกันไปเมื่อปลายปีมาแล้ว เมื่อครั้งจากกัน เธอกำลังตั้งท้องลูกของเขาได้เพียงไม่กี่เดือน รอยปรารถนาจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กในครรภ์ แต่ไม่กล้าพอจะโทรศัพท์ไปถามอดีตภรรยาโดยตรง ดังนั้นเขาจึงขอให้ดร.ไคลน์กระทำการดังกล่าวแทน และผลปรากฏว่า แองเจล่า (อลิสัน โลห์แมน) ลูกสาววัย 14 ปีของเขาแสดงท่าทีกระตือรือร้นอยากจะพบบิดาบังเกิดเกล้าเป็นที่ยิ่ง ทั้งสองผูกสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็วและสนิทใจ ความรักที่เขามีให้เธอ ทำให้รอยคิดจะล้างมือจากวงการ แต่นั่นต้องหลังจากเขาได้ช่วยให้ฝันของแฟรงค์กลายเป็นจริงเสียก่อน (พล็อตที่สาม)

อาชญากรรมของรอยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกค่อนข้างชัดเจนนั่นคืออาชีพนักต้มตุ๋น ซึ่งถึงแม้เขาจะพยายามแก้ต่างว่าเหยื่อทุกคนยินยอมมอบเงินให้เองเพราะความโลภ แต่สุดท้ายมันก็ยังเข้าข่ายอาชญากรรมอยู่ดี หนังสื่อสารอย่างลุ่มลึกว่ารอยไม่ได้ประกอบอาชีพดังกล่าวเพื่อความสนุก สะใจ หรือเพื่อเงินทอง บ่อยครั้งเขาถึงขนาดขยะแขยงตัวเองที่ต้องไปหลอกปล้นเงินจากพวกขี้แพ้ คนเหงา และคนชรา ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนไม่คู่ควรจะถูกเอารัดเอาเปรียบ อย่างไรก็ตาม คำถามของแองเจล่าที่ว่าทำไมเขาจึงไม่ตัดสินใจวางมือเสียตั้งแต่ตอนนี้ กลับทำให้รอยนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก

ความจริง ก็คือ อาชีพข้างต้นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขายอมลากสังขารขึ้นจากเตียง เดินไปสำรวจตรวจตราสระว่ายน้ำซึ่งไม่เคยถูกใช้ประโยชน์ และแต่งตัวออกนอกบ้านในแต่ละวัน มันสร้างความหมายให้แก่การดำรงอยู่ของเขา เนื่องจากนับแต่เลิกรากับอดีตภรรยา รอยก็นิยมใช้ชีวิตแปลกแยกจากสังคมมาโดยตลอดเขาไม่เคยสร้างสัมพันธ์ลึกซึ้ง ไม่เคยผูกมัดตัวเองกับใครจริงจัง แม้กระทั่งเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาอย่างแฟรงค์ เมื่อรอยเผลอทำยาหล่นลงท่อและตื่นตระหนกจนไม่กล้าก้าวเท้าออกจากบ้าน เขาเลือกใช้เวลาตลอดวันที่เหลือขัดถูเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น โดยไม่คิดจะโทรไปแจ้งหรือขอความช่วยเหลือใดๆจากเพื่อนร่วมงาน เขามองตัวเองว่าอาศัยอยู่ในโลกใบนี้เพียงลำพัง และหากวันหนึ่งเขาเกิดเสียชีวิตไปอย่างกระทันหัน ก็คงไม่มีใครต้องมานั่งร้องไห้เสียน้ำตา

มองในแง่หนึ่ง วิถีชีวิตดังกล่าวเหมาะเจาะสอดคล้องกับอาชีพที่เขาทำอยู่ เพราะมันมอบอิสระให้เขาสามารถโยกย้ายได้ทันท่วงทีหากมีปัญหายุ่งยากและลดความเสี่ยงของการต้องมาคอยพะวงหน้าพะวงหลัง ดังนั้นการหลงดึงแองเจล่าเข้ามาพัวพันจึงเป็นจุดหักเหที่ย่อมนำไปสู่หายนะอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง รอยเสียเหลี่ยมไม่ใช่เพราะโง่เง่า แต่เพราะเขาปรารถนาจะปกป้องบุคคลอันเป็นที่รักและเผลอใช้หัวใจครุ่นคิดแทนมันสมอง ซึ่งนั่นถือเป็นข้อต้องห้ามสำหรับหมากเกมนี้ แต่ขณะเดียวกัน การมีแองเจล่าก้าวเข้ามาในชีวิต ก็ทำให้รอยเริ่มตระหนักถึงบุคคลรอบข้างนอกจากตัวเอง ความรัก ความห่วงใยคือเหตุผลที่ทำให้เขาคิดจะล้างมือจากวงการ เนื่องจากเขาไม่จำเป็นต้องใช้อาชีพต้มตุ๋นในการสร้างความหมายให้แก่ชีวิตอีกต่อไปแล้ว

ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า แองเจล่า คือ ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เขาได้รับทั้งบทลงทัณฑ์ (ถูกต้ม) และการไถ่บาป (เรียนรู้ที่จะเปิดใจรับบุคคลอื่น) ในเวลาเดียวกัน

อาชญากรรมส่วนที่สองของรอย ได้แก่ การทอดทิ้งภรรยาและลูกในท้องไปแบบไม่เหลียวแลเมื่อสิบสี่ปีก่อนจนกลายเป็นตราบาปติดใจเขาเรื่อยมา หนังไม่ได้ถ่ายทอดรายละเอียดในส่วนนี้ออกมาอย่างชัดเจน แต่บ่งบอกเป็นเพียงนัยๆเท่านั้น เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า อาการประสาททั้งหลายของรอยนั้นเป็นผลมาจากความรู้สึกผิดซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ หากจิตใจของเขาได้รับการบำบัด ชำระล้าง

จะเห็นได้ว่าพล็อตเรื่องทุกส่วนของ Matchstick Men ล้วนชี้นำไปยังพัฒนาการด้านจิตวิญญาณในตัวรอยซึ่งจะก้าวสู่จุดสูงสุดในบทส่งท้าย โดยขั้นตอนที่ว่าสามารถจัดแยกได้ดังนี้ พล็อตที่หนึ่งคือบทลงทัณฑ์ของอาชญากรรมในส่วนที่สองของรอย พล็อตที่สองคืออาชญากรรมในส่วนที่หนึ่งของเขา ซึ่งเราอาจมองว่ามันเป็นสัญลักษณ์แทนอาชญากรรมส่วนที่สองซึ่งไม่ปรากฏรูปร่างแท้จริงได้อีกด้วย และพล็อตที่สามคือความพยายามไถ่บาปของรอยต่ออาชญากรรมในส่วนที่สอง แต่ผลลัพธ์ของมันกลับนำไปสู่หายนะ กล่าวคือ เมื่อหนังดำเนินมาถึงไคล์แม็กซ์ รอยจำต้องทนรับการลงโทษแบบสองเด้ง นั่นคือ สูญเสียทั้งเงินและแองเจล่าไปในเวลาเดียวกัน (เคธี่ อดีตภรรยาของเขา แท้งลูกหลังจากแยกทางกัน ดังนั้นแองเจล่า รวมไปถึง ดร.ไคลน์ และ ชัค เฟรเชตต์ จึงเป็นเพียงหมากในเกมต้มตุ๋นของแฟรงค์) แต่เมื่อเคธี่ถามเขาด้วยความเป็นห่วง ระหว่างการเผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรกในรอบสิบสี่ปี ว่าเขาปรกติดีหรือ (เขาดูเหมือนกำลังหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน) รอยกลับตอบด้วยน้ำเสียงอันสงบนิ่งโดยปราศจากอาการกระตุกในดวงตาหรือคำพูดว่า เขาสบายดี

สุดท้ายแล้ว รอยอาจสูญเสียทั้งเงินทั้งแองเจล่า แต่สิ่งที่เขาได้คืนมา คือ อิสรภาพจากความกดดันว่าตนได้ทอดทิ้งเคธี่และลูกในท้องไปอย่างเลือดเย็น สำหรับรอย บทลงทัณฑ์ของอาชญากรรมแรก (ถูกต้มตุ๋น) กลับให้ความรู้สึกทุกข์ทรมานน้อยกว่าบทลงทัณฑ์ของอาชญากรรมหลัง (อาการประสาทนานาชนิดอันเป็นผลจากความผิดบาป) มากมายนัก ดังนั้นเสียงกึ่งหัวเราะกึ่งร้องไห้ของเขาจึงเจือไปด้วยกลิ่นอายแห่งความโล่งอก ราวกับน้ำหนักที่เขาต้องทนแบกไว้บนบ่าตลอดเวลากว่าสิบสี่ปีได้ถูกปลดออก แม้มันจะต้องแลกด้วยทรัพย์สินจำนวนมหาศาลก็ตาม

เช่นเดียวกับนิยายอมตะของดอสโตเยฟสกี้ (2) Matchstick Men ปิดฉากลงด้วยบทส่งท้ายอันเปี่ยมความหวัง เมื่อหนึ่งปีต่อมารอยได้พบกับแองเจล่าอีกครั้งที่ร้านขายพรม เขาไม่มีร่องรอยของอาการประสาทใดๆหลงเหลืออยู่แล้วและกำลังประกอบอาชีพสุจริต เธอมีแฟนเป็นคนหนุ่มท่าทางนิสัยดี เธอถามเขาว่า ยังโกรธเธอสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นหรือเปล่า เขาตอบว่า ไม่มีใครขโมยอะไรไปจากเขา แต่เขาเป็นคนมอบมันให้แก่บุคคลผู้นั้นเองอย่างเต็มใจต่างหาก เธอ (และคนดู) รู้สึกประหลาดใจกับทัศนคติมองโลกในแง่ดีของเขา จนกระทั่งไม่กี่ช็อตต่อมา หนังจึงเปิดเผยสาเหตุว่าทำไมรอยถึงไม่คิดเสียใจหรือเคืองแค้นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ฉากข้างต้นทำให้ Matchstick Men แตกต่างจากหนัง ‘หักเหลี่ยมเฉือนคม’ ทั่วๆไปตรงที่ คนดูไม่ได้เดินออกจากโรงด้วยอารมณ์สะใจในแผนเหนือเมฆของตัวเอกผู้สุดท้ายได้เงินทั้งหมดไปครอบครอง รอย ตัวเอกใน Matchstick Men นอกจากจะไม่ได้โชว์ไหวพริบของนักต้มตุ๋นชั้นยอดแล้ว เขายังพลาดท่าถูกโกงเงินจนหมดตัวอีกต่างหาก แต่หนังก็ไม่ได้ท่าทีสงสาร เยาะเย้ย หรือสมเพชตัวละครแต่อย่างใด ตรงกันข้าม บทส่งท้ายยังได้ผันรอยจากสถานะผู้แพ้ไปสู่ตำแหน่งผู้ชนะอย่างงดงามอีกด้วย เนื่องจากสิ่งที่เขา ‘ได้มา’ นั้นมันมีคุณค่าทางใจมากกว่าสิ่งที่เขาสูญเสียไปหลายร้อยเท่า ท้ายที่สุด คนดูจึงลงเอยด้วยการเดินออกมาจากโรงพร้อมความรู้สึกอิ่มเอิบมากกว่าสะใจ

Matchstick Men เริ่มต้นเหมือนจะเป็นหนังในแนวทางหนึ่ง แต่กลับเบ่งบานกลายเป็นหนังในอีกแนวทางหนึ่งเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงฉากจบ ดังนั้น คงไม่ผิดจากความจริงนัก หากเราจะมองผลงานกำกับชิ้นนี้ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ว่า เป็นเกมต้มคนดูที่ฉลาดและแยบยลอย่างคาดไม่ถึง

หมายเหตุ

(1) มีการใช้เทคนิคภาพยนตร์หลากหลายเพื่อตอกย้ำถึงภาวะไม่ปรกติทางจิตเหล่านั้นให้ปรากฏชัดเจน ตั้งแต่การตัดภาพแบบ jump cut (พฤติกรรม ’กระตุก’), การเร่งสปีดภาพ (อารมณ์ตื่นตระหนก) ไปจนถึงการให้แสงแบบเกินพอดี (overexposure) หรือเน้น contrast สูงระหว่างพื้นที่ในร่มกับพื้นที่โดนแดดโดยเฉพาะในฉากกลางแจ้ง ซึ่งส่งผลให้ภาพที่ออกมาค่อนข้างแบนราบ จืดชืด แห้งแล้ง ไร้สีสันสดใส ไม่ต่างจากสภาพจิตภายในของรอย

(2) Crime and Punishment จบลงเมื่อตัวเอก ราสโคลนิคอฟ ได้ค้นพบและยอมศิโรราบต่อความรักที่เขามีให้แก่ซอนญ่า และ ณ ห้วงเวลานั้นเอง ที่เขาสามารถปลดปล่อยจิตใจเป็นอิสระจากพันธนาการทางความคิดว่าตนอยู่เหนือผู้อื่น ซึ่งเป็นเหตุให้เขาต้องแปลกแยก โดดเดี่ยวจากสังคมมาโดยตลอด ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ถึงแม้ดอสโตเยฟสกี้จะเน้นหนักในการสะท้อนด้านมืดแห่งจิตใจมนุษย์ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังศรัทธาต่อการไถ่บาป ต่อสำนึกผิดชอบชั่วดี และต่อความเชื่อที่ว่าไม่มีใครเลวร้ายเกินแก้ไข

จาก เวอร์จิเนีย เทค ถึง แสงศตวรรษ


วันก่อนได้อ่านบทความเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมใน เวอร์จิเนีย เทค เขาเขียนถึงบทสัมภาษณ์บุคคลที่มีจุดยืนสนับสนุนการพกปืนในอเมริกา ซึ่งให้ความเห็นว่าถ้านักเรียนและอาจารย์ได้รับอนุญาตให้พกพาปืนในโรงเรียนละก็ ไอ้หนุ่มบ้าเลือดผู้นั้นคงไม่สามารถคร่าชีวิตเหยื่อบริสุทธิ์ได้ถึง 32 คนอย่างแน่นอน เพราะนักเรียนและอาจารย์จะต้องใช้ปืนยิงป้องกันตัว!!!

ความคิดแวบแรกในหัวผม คือ “มึงคิดได้ยังไง (วะ)?” ตามมาด้วย “มึงใช้อะไรคิด (วะ) หัวหรือส้นตีน?” เพราะมันคิดกันแบบนี้น่ะสิ สงครามถึงไม่หมดสิ้นไปจากโลกเสียที แทนที่โศกนาฏกรรมดังกล่าวจะทำให้พวกเขานึกทบทวนกฎหมายการครอบครองปืน (ในอเมริกา ความพิลึกพิลั่นของกฎหมาย คือ เด็กอายุ 18 ปีที่ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงสามารถเดินไปซื้อปืนได้สบายๆ แต่ถ้าคุณจะซื้อเหล้า คุณต้องอายุ 21 ปีก่อน!!??? บางคนเขาถึงพูดกันว่าในอเมริกา คุณสามารถซื้อปืนได้ง่ายกว่าซื้อยาแก้หวัดเสียอีก เพราะการจะซื้อยาแก้หวัด บางทีคุณต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์) พวกเขากลับใช้สีข้างเข้าถู สนับสนุนจุดยืนความคิดดั้งเดิมของตัวเองอย่างมืดบอด

นี่แหละหนอ... มนุษย์

วันเดียวกันนั้น ผมได้เข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ของสมาชิกกองเซ็นเซอร์ท่านหนึ่ง (ในบทความเขาไม่ขอออกนาม คาดว่ากลัวจะโดนคนด่า แต่ต่อมาผมก็ได้ทราบอยู่ดีว่ามันคนนั้นเป็นอาจารย์ที่เคยสอนผมในมหาวิทยาลัย... เฮ้อ อนิจจัง คนเป็นครูบาอาจารย์ เหตุไฉนถึงคิดได้แค่นี้) ซึ่งแสดงความเห็นแบบสุนัขไม่รับประทานต่อฉากต่างๆ ที่มีปัญหาในหนังเรื่อง “แสงศตวรรษ” เอาไว้มากมาย

ความคิดแวบแรกในหัวผม คือ “มึงคิดได้ยังไง (วะ)?” ตามมาด้วย “มึงใช้อะไรคิด (วะ) หัวหรือส้นตีน?” เพราะมันคิดกันแบบนี้น่ะสิ ภาพยนตร์ในเมืองไทยถึงยังไม่พัฒนาไปไหน และประชาธิปไตยของเราถึงยังล้มลุกคลุกคลานตลอดเวลาหลายสิบปี ผมเข้าใจว่ากฎหมายเซ็นเซอร์มันโบราณ จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง แต่บทสัมภาษณ์นั้นมันแสดงให้เห็นสติปัญญาของคนถูกสัมภาษณ์มากกว่าสะท้อนให้เห็นช่องโหว่ในกฎหมายเกี่ยวกับภาพยนตร์

ผมไม่รู้ว่าอะไรพิลึกพิลั่นกว่ากันระหว่างกฎหมายการครอบครองปืนในอเมริกา กับกฎหมายที่ให้อำนาจกับบุคคล ซึ่งคิดว่าภาพอวัยวะเพศชายแข็งตัวในกางเกงเป็นเรื่องลามกอนาจาร ชั่วร้าย บัดซบ และไม่ควรเผยแพร่ให้ใครเห็น ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่น หรือตาแก่วัย 80 ปี ที่น่าตลก (แต่ไม่น่าแปลกใจ) ก็คือ ไอ้คนๆ นั้นมันกำลังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ได้ชื่อว่ามีธุรกิจการค้าเนื้อมนุษย์อันเลื่องลือที่สุดแห่งหนึ่งเสียด้วย (ข้อความนี้ เราทุกคนเข้าใจกันเองนะครับ แต่อย่าได้ไปปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรที่ไหนอย่างเด็ดขาด เพราะเราจะขอประท้วงว่ามันไม่เป็นความจริง เสร็จแล้วเราก็จะเดินไปสีลม ซื้ออีตัวมาฟันที่โรงแรม แล้วกลับไปหาเมียที่บ้าน)

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงความเห็นชั่วๆ ต่ออีกสามฉากที่กลายเป็นปัญหานะครับ

ผมเชื่อว่าหากเรามองหนังเรื่อง “แสงศตวรรษ” โดยภาพรวมแล้ว ความรู้สึกแรกที่ได้ คือ ความบริสุทธิ์ ความสวยงาม มันเป็นหนังที่ไม่คุกคาม หรือก้าวร้าวแม้แต่น้อย ทุกฉากที่เป็นปัญหาล้วนได้รับการนำเสนอแบบผ่านๆ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาพรวม ของโทนอารมณ์โดยรวม แต่ถ้าคุณยืนกรานที่จะมองแบบเจาะจงตามตัวอักษร แน่นอน มันย่อมกลายเป็นปัญหา มันก็เหมือนความเห็นของคนที่สนับสนุนกฎหมายครอบครองปืนนั่นแหละ เมื่อคุณจงใจจะหาเหตุผลเข้าข้างความคิดตัวเองอย่างมืดบอด มันก็เปล่าประโยชน์ที่จะโต้เถียง

วันศุกร์, เมษายน 20, 2550

Washington Square: กว่าลูกเป็ดจะกลายเป็นหงส์



นอกเหนือจากการเป็นสองผู้นำยุคบุกเบิกแห่งนิยายแนวเหมือนจริงแล้ว เฮนรี่ เจมส์ กับ เจน ออสเตน สองนักเขียนอมตะที่ผลงานมักจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง แทบจะไม่เหลือสิ่งใดที่ใกล้เคียงกันอีกเลย งานเขียนโดยรวมของเจมส์ค่อนข้างหดหู่ มืดหม่น สไตล์การเล่าเรื่องค่อนข้างเชื่องช้าสืบเนื่องจากทฤษฎี “พล็อตควรผูกติดกับตัวละครมิใช่เหตุการณ์ และความตื่นเต้นไม่ได้มีรากฐานมาจากคำถามว่าตัวละครจะกระทำเช่นไรในสถานการณ์นั้นๆ แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับ (ความรู้สึกภายใน) ตัวละครเองมากกว่า” ดังนั้นนิยายของเจมส์จึงเต็มไปด้วยบทวิเคราะห์ทางจิตวิทยาอันลึกซึ้ง หนักหน่วง และหัวก้าวหน้าสูงสุดในวงการวรรณกรรมอเมริกันยุคนั้น

แม้จะนิยมใช้ตัวละครหลักเป็นเพศหญิงเช่นเดียวกับออสเตน แต่เป้าหมายหลักของพวกเธอไม่อาจสมบูรณ์ได้ด้วยการแต่งงานกับชายที่เหมาะสม(1) ตรงกันข้ามการแต่งงานในนิยายหลายเรื่องของเจมส์บ่อยครั้งเป็นแหล่งก่อกำเนิดความชั่วร้าย และโศกนาฏกรรม ดังจะเห็นได้จาก A Portrait of a Lady และ The Wings of the Dove นอกจากนั้นในตอนจบตัวเอกของเจมส์มักไม่สมหวังในรัก โดยหากไม่ถูกทอดทิ้ง ก็จะขาดกลัวกับการเริ่มต้นใหม่เพราะประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีต จนอาจกล่าวได้ว่าเจมส์กับออสเตนเปรียบเสมือนภาพสะท้อนอันตรงกันข้ามของวรรณกรรมแห่งศตวรรษที่ 19

เฮนรี่ เจมส์ ถือกำเนิด ณ.กรุงนิวยอร์ก ในครอบครัวปัญญาชน บิดาของเขา เซอร์ เฮนรี่ เจมส์ เป็นนักทฤษฎี/ปรัชญาที่โดดเด่นแห่งยุค ด้วยเหตุนี้เจมส์และพี่น้องอีก 4 คนจึงได้รับการศึกษาในระดับสูงกันถ้วนหน้า หลังจากเรียนกับครูพิเศษได้ระยะหนึ่งเขาก็ถูกส่งไปศึกษายังหลายเมืองใหญ่ในยุโรป อาทิ เจนีวา บอนน์ และปารีส เจมส์เริ่มงานเขียนบทความ บทวิจารณ์ในนิตยสารหลายเล่มก่อนจะจากอเมริกาไปยัง ยุโรปอีกครั้งเมื่อเขารู้สึกว่าดินแดนแห่งเสรีภาพตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันเขาก็หลงใหลในเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ยาวนานของยุโรปด้วย การเดินทางไปๆมาๆระหว่าง ปารีส โรม ลอนดอนเพื่อพอกพูนประสบการณ์ครั้งนี้ของเจมส์ กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญในนิยายของเขาแทบทุกชิ้นทั้งใช้เป็นฉากหลัง (A Portrait of a Lady, The Wings of the Dove) และสาระหลักสืบเนื่องจากการประทะกันของคนจากสองภูมิภาค อเมริกา-ยุโรป (The American, The Europeans)

ในบรรดาภาพยนตร์สามเรื่องที่ดัดแปลงจากนิยายเจมส์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน The Wings of the Dove ดูจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านการนำเสนอโดดเด่นจากผลงานของ เจน แคมเปี้ยน หรือ แอ็กนีสก้า ฮอลแลนด์ ค่อนข้างชัดเจน ความจริงที่ว่า เอียน ซอฟท์ลี่ย์ เป็นผู้กำกับเพศชายคนเดียวอาจใช้เป็นเหตุผลได้ระดับหนึ่งถึงการตีความ และบุคลิกของหนังอันแตกต่าง แต่เหตุผลหลักแท้จริงอยู่ที่ ฮอสไซน์ อามินี่ นักเขียนบทผู้หลงไหลฟิล์มนัวร์เป็นชีวิตจิตใจ เขามองเห็นความเป็นนัวร์ (noirness) ในนิยายอายุกว่าศตวรรษชิ้นนี้และดัดแปลงด้วยลีลาร่วมสมัย ส่วน A Portrait of a Lady อาจให้อารมณ์ในสไตล์ costume drama มากกว่า แต่แคมเปี้ยนก็ไม่ได้ทิ้งการทดลองความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ฉากจินตนาการ ภาพขาวดำเล่าการเดินทาง และวิธีใช้สัญลักษณ์ คือ หลักฐานที่ถูกสอดใส่เข้ามาเป็นระยะๆ

Washington Square ดูเหมือนจะมีความเรียบง่ายในการนำเสนอสูงสุด ขณะเดียวกันก็ถูกวางตัวตั้งแต่แรกในฐานะงานดัดแปลงที่ "ซื่อตรง" ต่อนิยายมากกว่าเมื่อเทียบกับ The Heiress (1949) ซึ่งถูกนำเสนอในรูปเมโลดรามาสุดโต่ง เนื่องจากตัวละครส่วนใหญ่จะมีภาพลักษณ์เพียงมิติเดียวโดยเฉพาะ แคทเธอลีน (โอลิเวียร์ เดอ ฮาวิลแลนด์ ได้ออสการ์ดารานำหญิงจากบทดังกล่าว) ที่ต้องกลายเป็นทั้ง "เหยื่ออาฆาต" ของบิดา (ราล์ฟ ริชาร์ดสัน) และ "ถังข้าวสาร" ของหนุ่มนักขุดทอง (มอนท์โกเมอรี่ คลิฟท์)

อย่างไรก็ตามการซื่อตรงต่อตัวนิยายไม่ได้หมายถึงการไม่เปลี่ยนแปลงเสมอไป ตรงกันข้ามรายละเอียดหลายอย่างกลับถูกเสริมเข้ามาอย่างโดดเด่น เช่น การเปิดเรื่องด้วยช็อต long take จากยอดต้นไม้ลงมาระดับสายตาแนะนำฉากหลังของเรื่องราว (สังคมชั้นสูงแห่งนครนิวยอร์คช่วง 1830) ก่อนกล้องจะค่อยๆเคลื่อนเข้าบ้านหลังหนึ่งผ่านทางหน้าต่าง เสียงตะโกน กรีดร้องที่ดังแว่วเข้ามาบอกถึงสภาวะไม่ปกติ กล้องไล่ขึ้นไปตามขั้นบันไดเข้าไปยังห้องนอนเห็นร่างหญิงสาวสวยนอนตายบนเตียงหลังให้กำเนิดบุตรสาว สร้างความเสียใจอย่างยิ่งให้กับผู้เป็นสามี

ด้วยภาพเปิดเรื่องดังกล่าว ฮอลแลนด์ ได้แนะนำความสัมพันธ์ระหว่างสังคมในวงกว้าง กับครอบครัว และอิทธิพลของสิ่งแรกที่จะมีต่อสิ่งหลังในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันการจงใจกำหนดให้โศกนาฏกรรมของครอบครัวหนึ่งเกิดขึ้นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเวลาสุขสันต์ที่ผู้คนส่วนใหญ่จะออกมาเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจนอกบ้าน ก็ยังสะท้อนถึงชะตาชีวิตที่เล่นตลกกับตัวละครก่อนหนังจะตอกย้ำความรู้สึกดังกล่าวอีกเป็นระยะๆ

ฉากปูท้องเรื่องถัดมายังคงเป็นการคิดค้นขึ้นล้วนๆจากมันสมองของ คารอล ดอยล์ ผู้เขียนบท และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ เฮนรี่ เจมส์ เขียนไว้ในในหนังสือแม้แต่น้อย โดยพูดถึงวัยเด็กของแคทเธอลีน (ซาร่า รูซิกก้า) ผู้ฉี่รดกระโปรงกลางงานวันเกิดของบิดาเธอ เพราะความกดดันกับการร้องเพลงต่อหน้าสาธารณชน และความตื่นเต้นที่จะเอาใจบิดาในวันสำคัญ เมื่อเติบใหญ่เป็นสาววัยพร้อมจะแต่งงาน แคทเธอ ลีน สโลเปอร์ (เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์) ก็ห่างไกลจากภาพลักษณ์ของสาวหัวก้าวหน้าที่ชายหนุ่มรุมกันขอแต่งงาน (หรืออีกแง่ดึงเธอลงมาให้เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาในยุคนั้น) อย่างอิสซาเบล (Portrait) ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สาวจอมวางแผนผู้ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้แต่งงานกับคนที่เธอรัก และรักษาสถานะการเงินอันไม่มั่นคงไว้อย่างเคท (Dove) ตรงกันข้ามเธอกลับเป็นผู้หญิงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดไม่ว่าจะในเรื่องหน้าตา มันสมอง บุคลิกภาพ หรือพรสวรรค์ จุดเด่นเพียงอย่างเดียวของแคทเธอลีนคือ ทรัพย์สินของบิดา (อัลเบิร์ต ฟินนี่ย์) ผู้เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมชั้นสูงช่วงยุค 1840

ด้วยเหตุนี้เมื่อหนุ่มฉลาดหน้าตาดีแต่ยากจนอย่าง มอริส (เบน แชปลิน) เข้ามาแสดงท่าทีสนใจหญิงอย่างแคทเธอลีน สาเหตุเดียวที่ดร. ออสติน สโลเปอร์ พอจะนึกออกและยึดมั่นไปตลอดชีวิตเขา คือ เพื่อเงิน

ไม่ว่าจะเป็นฉากฉี่รดกระโปรง ตอนที่แคทเธอลีนจูบภาพสะท้อนตัวเองในกระจก หรือ เมื่อป้า ลาวิเนีย (แม็กกี้ สมิธ) ดมปรอยผมของมอริสอย่างสุขใจ ทั้งหมดล้วนเป็นความพยายามของฮอลแลนด์ที่จะดึง Washington Square ลงมาสู่พื้นดินที่ทั้งร่วมสมัย และเป็นธรรมชาติ ตัวละครส่วนใหญ่มีพฤติกรรมคลุมเคลือ มองได้หลายด้าน ซึ่งถือเป็นข้อแตกต่างอันชัดเจนประการหนึ่งจาก The Heiress อาทิ ป้า ลาวิเลีย กับบทบาทอันก้ำกึ่งระหว่างญาติผู้ใหญ่ที่คอยสนับสนุนหลานสาวด้วยความหวังดี กับสาวแก่ผู้หวังจะใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเติมเต็มอารมณ์อีโรติกแบบที่เธอไม่เคยประสบ ขณะเดียวกันผู้ชมยังต้องคาดเดาจุดมุ่งหมายของมอริสไปจนกระทั่งช่วงท้ายเรื่องว่าแท้จริงแล้วเขารักแคทเธอลีนจากใจจริง หรือ หวังเพียงทรัพย์สมบัติ

สุดท้าย คือ ออสติน สโลเปอร์ ที่ในฉบับนี้หาใช่ปีศาจร้ายผู้มีบุคลิกเพียงด้านเดียวอีกต่อไป เขาเป็นทั้งบิดาที่โทษลูกสาวต่อการจากไปของภรรยา บิดาผู้พยายามปกป้องลูกสาวจากความเจ็บปวด และบิดาผู้เทิดทูนความจริง(2)

ภาพลักษณ์ “a man of science and reality” ของออสติน ขัดแย้งกับภาพลักษณ์สาวช่างฝันของ แคทเธอลีน ผู้เชื่อมั่นว่าตนสามารถ "ถูกรัก" ได้โดยไม่ต้องพึ่งทรัพย์สินของบิดาอย่างสิ้นเชิง (ฉากวัยเด็กปูพื้นให้เห็นว่าแคทเธอลีนรักการอ่านนิยายโรแมนติก และพยายามทักทายบิดาด้วยภาษาวรรณกรรม) อาการต่อต้านมอริสของออสตินจึงไม่ต่างกับการพยายามจะดึงลูกสาวมาสู่ความเป็นจริง (ถึงมันจะชวนให้เจ็บปวด) ว่า ไม่มีชายมีเกียรติคนใดปรารถนาหญิงที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดแบบแคทเธอลีน

น่าเศร้าตรงที่เจมส์ไม่ใช่ เจน ออสเตน เพราะในที่สุดเขาเปิดเผยว่ามอริสหวังในทรัพย์สมบัติจริงดังข้อกล่าว หา แม้มันอาจจะไม่ได้พิสูจน์ว่าเขาไม่รักแคทเธอลีน แต่คำสารภาพดังกล่าว (มันผิดศีลธรรมมากหรือที่อยากได้ทั้งตัวแคทเธอลีนและทรัพย์สินที่ติดตัวเธอมาด้วย เป็นคำถามที่มอริสตั้ง ขณะเดียวกันก็อ้างว่าเงินมรดกจากมารดาแคทเธอลีนเพียง 10,000 ต่อปีมันไม่พอสำหรับ “ชายที่หวังเงิน 50,000 ต่อปี แล้วใช้เวลาสองปีตามล่าฝันนั้น”) ได้ดึงแคทเธอลีนหล่นจากสวรรค์แห่งอุดมคติและจินตนาการ ลงมาคลุกโคลนตมบนโลกความจริงอย่างหมดท่า เมื่อเธอฟูมฟายท่ามกลางสายฝนขอร้องมอริสให้แต่งงานกับเธอ และรักเธอแบบที่เธอ "หวังและฝัน"

ความปรารถนาดีของออสตินก็ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง เมื่อเขาพยายามให้แคทเธอลีนสัญญาว่าเธอจะไม่หันไปแต่งงานกับมอริสหลังเขาเสียชีวิต แคทเธอลีนปฏิเสธ ออสตินจึงตัดสินใจแก้พินัยกรรมเพื่อกันเธอออกจากกองมรดกแล้วเหลือเพียงบ้านให้เท่านั้น ไม่มีคำอธิบายแน่ชัดในหนังว่าเหตุใดออสตินจึงทำเช่นนั้น อาจเป็นได้ว่าเขาต้องการลงโทษแคทเธอลีนที่ทำให้ตนสูญเสียภรรยา แถมตัวเธอยังเติบใหญ่ขึ้นมาโดยปราศจากเสน่ห์ความงามแบบมารดาอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย หรือ อาจเป็นเพราะเขากลัวว่าเธอจะตัดสินใจผิดพลาดซ้ำสอง สิ่งเดียวที่แน่นอน คือ พินัยกรรมดังกล่าวเปรียบดังบทพิสูจน์ศักยภาพในตัวแคทเธอลีนหลังผ่านมรสุมชีวิตมาสารพัดชนิด

แคทเธอลีนช่วงท้ายเรื่องได้เดินทางมาไกลเหลือเกินนับจากเด็กสาวที่ฉี่รดกระโปรงเพราะความประหม่า ด้วยเหตุนี้เธอจึงถึงกับหัวเราะใส่การตัดสินใจของบิดา และไม่ปรารถนาจะเรียกร้องสิทธิใดๆเพิ่มเติมตามคำแนะนำของญาติๆรอบข้าง

พัฒนาการดังกล่าวของแคทเธอลีนถูกปูพื้นไว้ได้อย่างละเอียดอ่อน ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเด็กสาวที่โลกทั้งใบ คือ การเอาอกเอาใจ เรียกร้องความรักจากบิดาผู้คอยตอกย้ำทำลายความมั่นใจในตัวเองของแคทเธอลีนเป็นนัยๆเสมอมา ไม่ว่าจะจากสายตาที่เขามองอาการกระตือรือร้นของลูกสาวเมื่อเห็นเขา หรือ ความเห็นเชิงเสียดสีต่อชุดที่แคทเธอลีนเลือกใส่ไปงานหมั้นของญาติ ออสตินล้อมกำแพงรอบตัวแคทเธอลีนให้เป็นเหมือนข้าทาส ด้วยความคิดว่าตัวเธอนั้นไม่มีค่าใดๆต่อชายทรงเกียรติหากปราศจากทรัพย์สินของเขา

มอริส คือ ชายผู้มาปลดปล่อยแคทเธอลีนจากความคิดดังกล่าว เขาเปิดโลกกว้างให้เธอเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวเองที่สามารถทำให้ "ผู้ชายมาชื่นชอบ" ได้ (ความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา) ถึงตรงนี้บุคลิกแคทเธอลีนก้าวหน้าขึ้นมาหนึ่งขั้นเมื่อเธอเริ่มตั้งคำถามต่อความเป็นใหญ่ (authority) ของออสติน อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เสรีภาพสมบูรณ์แบบเพราะแคทเธอลีนยังคงมีพลังพึ่งพิงอยู่กับผู้ชาย กล่าวคือ เธอเปลี่ยนจากการเอาใจบิดามาเป็นเอาใจชายคนรักแทน เห็นได้ชัดในฉากที่แคทเธอลีนเล่นเปียโนและร้องเพลงคู่กับมอริสได้อย่างไพเราะ มั่นใจ เธอไม่ได้ตื่นเต้นหรือประหม่าเหมือนเมื่อครั้งร้องเพลงในงานวันเกิดบิดา และการมีออสตินนั่งฟังอยู่ด้วยก็ไม่ได้สร้างความกดดันให้แคทเธอลีนอีกต่อไป

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายของแคทเธอลีน เริ่มขึ้นเมื่อเธอถูกมอริสทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี ความเสียใจครั้งนั้นทำให้เธอมองเห็นคุณค่าลึกลงไปในตัวเองอีกขั้น คุณค่าที่ไม่จำต้องพึ่งพาใคร คุณค่าที่จะติดตัวเธอไปตลอดแม้จะไม่มีชายใดอยู่เคียงข้าง ตอนนี้แคทเธอลีนไม่ได้สำนึกเพียงว่าเธอสามารถ "ถูกรัก" จากผู้ชายได้โดยไม่จำต้องพึ่งพาทรัพย์สินของบิดาเท่านั้น แต่เธอยังสามารถมีความสุขได้โดย "ปราศจาก" ผู้ชายอีกด้วย เธอไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ชายรู้สึกเหมือน “เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในโลก” อีกต่อไป เพราะเธอเริ่มหันมารักตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งแทน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เธอไม่เคยทำมาก่อนตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา บทสรุปดังกล่าวในหนังออกจะหัวก้าวหน้าอยู่ไม่น้อย และช่วยดึงให้แคทเธอลีนของฮอลแลนด์มีความร่วมสมัยกับยุค 90 มากขึ้น

ใน The Heiress วิลเลี่ยม วายเลอร์ จบหนังด้วยการให้แคทเธอลีนลงเอยไม่แตกต่างจากพ่อของเธอ (โหดร้าย เย็นชา) ฉบับของฮอลแลนด์เองก็อาจให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกัน เช่น ช่วงท้ายเรื่องเมื่อแคทเธอลีนตอกกลับคำกระทบกระเทียบของบิดาแบบไม่เกรงกลัว ต่างกันตรงที่หนังฉบับใหม่ส่งสารเชิงเฟมินิสต์โดดเด่นกว่าฉบับปี 1949 อย่างเห็นได้ชัด เพราะสุดท้ายแคทเธอลีนลงเอยด้วยการไม่ได้แต่งงานกับใครแม้จะมีผู้มาแสดงท่าทีสนใจอยู่บ้าง เธอเปิดบ้านเป็นเหมือนสถานรับเลี้ยงเด็กในยุคปัจจุบัน และผันตัวเป็นผู้หญิงทำงานอย่างเต็มตัว บทสรุปดังกล่าวพบเห็นได้ไม่บ่อยนักสำหรับหนังที่ดำเนินเรื่องช่วงศตวรรษที่ 19 ก่อนขบวนการเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศจะเบ่งบานเต็มที่ เนื่องจากสตรีในยุคดังกล่าวถูกกดขี่เด่นชัดจากสังคมชายเป็นใหญ่ทั้งแง่รูปธรรมและนามธรรม งานเดียวที่มีผู้ชายทำน้อยกว่าผู้หญิงสำหรับยุคนั้น คือ โสเภณี ซึ่งก็ยังให้ความรู้สึกของการกดขี่ทางเพศอยู่ดี

ไม่น่าแปลกใจที่หนังดึงแคทเธอลีนให้มาอยู่ในสถานะเดียวกับผู้ชาย ใช้ชีวิต ทำงานหาเลี้ยงชีพ เนื่องจากก่อนหน้านี้ภาพลักษณ์ของเธอก็เจือความเป็นชายมาตลอด โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับการขาดเสน่ห์ของเพศหญิงในแบบที่มารดาเธอมี กล่าวคือ เธอเหมือนพ่อมากกว่าแม่ เธอมีความเป็นชายมากกว่าความเป็นหญิง บทสรุปของฮอลแลนด์จึงวนชะตากรรมแคทเธอลีนให้มาบรรจบกับบิดาอีกครั้ง ไม่ใช่ในแง่บุคลิกเหมือนฉบับวายเลอร์ แต่ในแง่สถานะทางสังคมจากการตั้งตนเป็นปัจเจกชนเดี่ยวๆไม่ขึ้นสังกัดแก่ชายผู้ใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิง "ดีๆ" ส่วนใหญ่ในยุคนั้นเขาไม่กระทำกัน ส่งผลให้เธอกลับมาเป็น “ลูกสาวของพ่อ” อีกครั้ง หลังล้มเหลวในการเล่นบทลูกสาวของแม่ (แต่งงานสร้างครอบครัว) แต่บทก็ยังคงความเป็นหญิงแก่แคทเธอลีนไว้บ้างจากวิญญาณการเป็นแม่คน (เปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก) แม้จะไม่ครบวงจรเพราะเธอไม่มีลูกเป็นของตัวเอง

แคทเธอลีนอาจเริ่มต้นด้วยข้อด้อยกว่าสองตัวเอกใน The Portrait of a Lady และ The Wing of the Dove แต่เธอกลับพบบทสรุปที่น่าชื่นใจมากกว่า แคทเธอลีนอาจไม่มีคู่ครอง หรือทรัพย์สิน เธออาจต้องเจ็บปวดจากรักที่ไม่สมหวัง หรือสูญเสียความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาไปแบบไม่อาจทวงคืนได้อีก แต่สิ่งที่เธอได้ตอบแทนจากเหตุการณ์น่าเศร้าเหล่านั้นกลับมีคุณค่าไม่แพ้กัน… หรือบางทีอาจจะมากกว่า เมื่อแคทเธอลีนเรียนรู้ที่จะมองเห็นคุณค่าในตัวเอง คุณค่าที่พ่อเธอ หรือ มอริสมองไม่เห็น หรือ ปฏิเสธที่จะให้ความสำคัญแก่มัน แคทเธอลีนเรียนรู้ที่จะเคารพตัวเอง และพอใจกับศักยภาพอันจำกัดของเธอ

ดังนั้นนอกจากจะไม่แปลกใจเมื่อแคทเธอลีนปฏิเสธข้อเสนอเพื่อเริ่มต้นใหม่ของมอร์ริสแล้ว คนดูยังพลอยยิ้มไปพร้อมกับเธอในช็อตสุดท้ายของหนังด้วย รอยยิ้มที่บ่งบอกว่าวันเวลาแห่งความพยายามจะเอาชนะใจคนรอบข้าง พร้อมกับกดตัวเองลงต่ำได้ผ่านพ้นไปแล้ว รอยยิ้มที่พิสูจน์ให้เห็นว่าลูกเป็ดขี้เหร่ได้กลายสภาพเป็นหงส์งามสง่าอย่างสมบูรณ์แบบ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินของบิดาแม้แต่สตางค์แดงเดียว

หมายเหตุ

(1) นิยายโรแมนติกเชิงสุขนาฏกรรมของออสเตน มักลงเอยด้วยการให้ตัวเอกของเธอได้แต่งงานกับผู้ชายที่คู่ควรหลังฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามมาตลอดเรื่อง การแต่งงานจึงเหมือนเป็นรางวัลตอบแทนการต่อสู้

(2) ออสตินเป็นบุตรของวิทยาศาสตร์ซึ่งพุ่งเป้าหมายไปยังการค้นหา ‘ความจริง’ เขาทำงานเป็นหมอผ่าตัดที่คนดูมีโอกาสไปเยี่ยมชมถึงสถานที่ทำงานของเขา (มิใช่เพียงคำบอกเล่าว่าเขาเป็นหมอ) ซึ่งหาไม่ได้ง่ายนักในผลงานแนว costume drama ที่ดัดแปลงมาจากนิยายคลาสสิกเนื่องจากส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่กับความรัก ความฝันเชิงเทพนิยายของชนชั้นกลาง

วันศุกร์, มีนาคม 16, 2550

Memento: สู่เขาวงกตในก้นบึ้งอันมืดมิดแห่งจิตใจ


ในแวดวงจิตวิเคราะห์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับความทรงจำกำลังได้รับการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในอเมริกา เมื่อมีการออกกฎหมายอนุญาตให้จำเลยมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกกระทำชำเราทางเพศในช่วงวัยเด็กได้ แม้เวลานับแต่เกิดเหตุการณ์จะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม เนื่องจากตามหลักจิตวิทยาภายใต้การนำของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ นั้นเชื่อว่ามนุษย์สามารถเก็ดกดประสบการณ์เลวร้ายดังกล่าวไว้ในจิตใต้สำนึก โดยพวกเขาอาจดำรงชีวิตภายใต้อิทธิพลแห่งความเจ็บปวดนั้น แต่กลับจำไม่ได้ว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน พลังดำมืดภายใต้จิตสำนึกนี้อาจนำไปสู่ความทุกข์ใจ ปัญหาชีวิตคู่ บุคลิกภาพ และความแปรปรวนทางอารมณ์มากมายซึ่งตัวผู้ป่วยไม่อาจหาคำตอบมาอธิบายเองได้ แม้จะขอความช่วยเหลือจากพี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย หรืออ่านหนังสือช่วยปรับปรุงชีวิตจำนวนหลายเล่มแล้วก็ตาม

เชื่อกันว่าการบำบัดทางจิต จะช่วยนำจิตใต้สำนึกเหล่านั้นให้ลอยฟ่องขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง (recovery of memory) ให้ผู้ป่วยได้เผชิญหน้ากับความจริงผ่านขั้นตอนหลายชั้น ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ย่อมนำไปสู่การฟ้องร้องมากมาย ระหว่างลูกกับพ่อ ครูกับลูกศิษย์ หรือลุงกับหลาน เนื่องจากความทรงจำที่ถูกเก็บกดไว้ (repressed memory) มักเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้กระทำมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ถูกกระทำ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยจำต้องเผชิญหน้ากับผู้ชำเราบ่อยครั้งในชีวิต พวกเขาจึงมักเลือกที่จะ ‘ลืม’ เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางจิตใจ

บ่อยครั้งความพยายามจะเปิดเผยด้านที่ถูกปกปิดไว้ของความทรงจำ ทำให้จิตแพทย์ต้องใช้กรรมวิธีเชิงรุกมากมาย อาทิ ยากระตุ้น การชี้นำจินตนาการ วิเคราะห์ฝัน ตีความข้อเขียน หรือกระทั่งสะกดจิต ซึ่งส่งผลให้หลายคนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแม่นยำ เที่ยงตรงของความทรงจำเหล่านั้น ในเมื่อความจริงที่เท็จ (false truth) อาจถูกหว่านเมล็ดลงในสภาพจิตอันไม่มั่นคงของผู้ป่วยได้ทุกขณะ งานวิจัยหลายชิ้นเองก็บ่งชี้ตรงกันว่าความทรงจำนั้นอาจคลาดเคลื่อน/บิดเบือนจากความจริงได้หลายระดับ และบางกรณีผู้ทดสอบสามารถชี้นำให้ผู้เข้ารับการทดลองเชื่อสนิทใจได้ว่าเคยมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในอดีตทั้งที่มันเป็นเพียงเหตุสมมุติเท่านั้น

Memento ผลงานกำกับแนวฟิล์มนัวร์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่ได้เกี่ยวพันถึงความเจ็บปวดในวัยเด็ก แต่ก็นำเอาหลักจิตวิทยาข้างต้นมาสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่ออธิบายการตัดสินใจประหลาด จนถึงขั้นน่าตื่นตระหนกของเลียวนาร์ด (กาย เพียซ) หลังจากเท็ดดี้ (โจ แพนโทเลียโน่) เฉลย ‘ความจริง’ เกี่ยวกับการตายของแคทเธอลีน (จอร์จา ฟ็อกซ์) ให้เขา (และผู้ชม) ฟัง เขาเขียนคำบรรยายด้านหลังภาพเท็ดดี้ว่า “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน” แล้วก็เผารูปถ่ายที่พิสูจน์ว่าตนเองแก้แค้นให้ภรรยาได้สำเร็จแล้วทิ้ง ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการตามล่าครั้งใหม่ ฉากปิดเรื่องดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่านอกจากเราจะไม่อาจไว้ใจความทรงจำได้แล้ว หลักฐานต่างๆซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงที่เรา/เลียวนาร์ดเชื่อว่าสามารถยึดเหนี่ยวไว้ได้ (เหมือนข้อมูลเบื้องต้นของตำรวจ) ดังเช่น รอยสัก รูปภาพ และเอกสารทั้งหลายแหล่ สุดท้ายก็หลักลอยพอๆกันเนื่องจากมันถือกำเนิดขึ้นจากอัตวิสัยอันบิดเบี้ยวของเลียวนาร์ด

อันที่จริงแล้วการกระทำของเลียวนาร์ดนั้นเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการบำบัดทางจิตที่บรรยายไว้ข้างต้น กล่าวคือ แทนที่ผู้ป่วย (เลียวนาร์ด) จะได้หันมาเผชิญหน้ากับความจริง ปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความทุกข์ทรมานไม่เป็นสุขในปัจจุบัน มันกลับผลักดันให้เขาเก็บกดความลับเอาไว้ให้ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกยิ่งขึ้นอีกจนเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรจริง อะไรเท็จอีกต่อไป ผ่านขบวนการสร้างความทรงจำลวง (false memory) เกี่ยวกับแซมมี แจนคิส (สตีเฟ่น โทโบโลวสกี้) และภรรยาที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน (แฮร์เรียต แซนซอม แฮร์ริส) ขึ้นแทนที่เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะรับมือกับความเจ็บปวดจากอดีตทั้งหลาย หากเรื่องราวของแซมมี่แท้จริงแล้วสะท้อนชีวิตหลังเหตุข่มขืนของเลียวนาร์ด เขาก็ไม่ต่างกับชายผู้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ใหม่ๆในทุกๆ 15 นาทีจากโรคสูญเสียความทรงจำระยะสั้น ชีวิตเขาไม่สามารถแม้กระทั่งจะหาความสุขจากการชมภาพยนตร์ได้เพราะกว่าจะถึงตอนจบเขาก็ลืมตอนกลางเรื่องเสียแล้ว ความสนุกสนานเดียวของเขา คือ การนั่งชมโฆษณา… จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

ความเศร้าเสียใจ สับสน ความรู้สึกผิด และความเจ็บแค้นจากการตายของภรรยา ผลักดันให้เลียวนาร์ดเริ่มบำบัดรอยบอบช้ำด้วยการปลูกฝังความทรงจำลวงเข้าในจิตใต้สำนึก ผลักดันไปสู่ ‘ภารกิจที่ไม่มีวันจบสิ้น’ ในการออกตามล่า จอห์น จี… ทันใดนั้นชีวิตเขาก็เริ่มมีจุดหมาย มีโฟกัส เป็นแรงจูงใจให้สามารถดำเนินผ่านกิจวัตรอันยากลำบากเนื่องจากการสูญเสียความทรงจำระยะสั้นต่อไปได้ พลังความแค้นช่วยต่อลมหายใจให้เขาไปวันๆ

หนังแสดงให้เห็นขั้นตอนการบำบัดซึ่งเลียวนาร์ดรับบทเป็นจิตแพทย์รักษา หรือ ‘สะกดจิต’ ตัวเองให้สร้างความจริงลวงขึ้นมาตลอดทั้งเรื่อง เขาพล่ามให้คนแปลกหน้าทางโทรศัพท์ฟังเกี่ยวกับเรื่องของแซมมี่ หรือหากมองอีกทีเขาอาจกำลังพูดกับตัวเองอยู่ก็ได้ เนื่องจากคนดูมองไม่เห็นหรือได้ยินเสียงของอีกฝ่าย ไม่แม้กระทั่งจะได้รับการชี้แจงแน่ชัดว่าคนแปลกหน้านั้นมีตัวตนอยู่จริง แม้เท็ดดี้จะเฉลยว่าคงเป็นพวกในกรมตำรวจโทรมาแหย่เลียวนาร์ดเล่น แต่คนดูก็ไม่อาจรู้แน่ได้ เท็ดดี้ยังบอกอีกว่าเลียวนาร์ดชอบเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง เขาตอกย้ำเหตุผลแห่งการตามล่าด้วยรอยสักกลับหลังบนหน้าอก (จอห์น จี ข่มขืนและฆ่าเมียแก) ที่จะสามารถมองเห็นได้จากการยืนจ้องตัวเองในกระจกเท่านั้น เขาพูดกับตัวเองอยู่ในหัวตลอดเวลา และสักข้อความเตือนใจให้จดจำแซมมี่ไว้ที่หลังมือ ข้อความเหล่านี้สำคัญสูงสุดต่อการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเมื่อใดก็ตามที่เลียวนาร์ดไม่ ‘เชื่อ’ หรือเริ่มสงสัยในเรื่องของแซมมี่กับภรรยา และจอห์น จี แล้ว เมื่อนั้นเองที่เขาต้องหันมาเผชิญหน้ากับความจริงอันรวดร้าว

Memento ไม่เพียงแต่จะตีแผ่สภาพทางจิตของเลียวนาร์ดในแง่จิตวิเคราะห์ออกมาอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังดึงเอาผู้ชมเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเขาอย่างชาญฉลาดอีกด้วย ผ่านขบวนการเล่าเรื่องแบบถอยหลังโดยแต่ละฉากจะกินเวลาประมาณ 7-15 นาที คั่นกลางด้วยฉากแฟลชแบ็คขาวดำซึ่งดำเนินเรื่องแบบเดินหน้า ขั้นตอนดังกล่าวทำให้เราชมภาพยนตร์ในลักษณะเดียวกับที่เขาดำเนินชีวิต ทำให้คนดูสัมผัสถึงอารมณ์หงุดหงิด ขึ้งเครียดของเลียวนาร์ดได้จากอาการจับต้นชนปลายเรื่องราวไม่ถูก และไม่แน่ใจว่าควร/ไม่ควรเชื่อใจใครดี ตัวละครแต่ละตัวที่อ้างตนว่าเป็น ‘เพื่อน’ ของเลียวนาร์ด โดยเนื้อแท้แล้วกลับไม่เป็นจริงอย่างที่พวกเขานำเสนอ ทุกอย่างล้วนมีด้านดำมืดที่ซุกซ่อนเอาไว้ มันค่อยๆถูกเปิดเผยออกมาทีละชั้นเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งตัวเลียวนาร์ดเองซึ่งคนดูลุ้นเอาใจช่วยมาตลอดทั้งที่จริงๆแล้วเราไม่รู้จักตัวตนแท้จริงของเขาเลยจนกระทั่งฉากสุดท้าย ภาวะวิตกจริต (paranoid) ดังกล่าวสะท้อนภาพลักษณ์สำคัญของแนวทางภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ (film noir) ได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายเน้นการสะท้อนด้านมืดแห่งสังคม หรือจิตใจของมนุษย์

นอกจากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ และมีกลวิธีการเล่าเรื่องแบบกระตุ้นให้ผู้ชมจัดระเบียบเรื่องราว หาเหตุผลปะติดปะต่อเอาเองใหม่หลังจากหนังจบแล้ว Memento ยังเปรียบเสมือนการรื้อโครงสร้างใหม่ (reconstruction) ให้กับภาพยนตร์ตระกูลฟิล์มนัวร์อีกด้วย โดยได้ผสมผสานเอาสามแนวทางทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เริ่มจากโครงเรื่องทำนองสืบสวนสอบสวน (The ‘hard boiled’ private eye type) (1) ผ่านเลียวนาร์ดผู้พยายามเล่นบทนักสืบจำแลงแก้ไขปริศนาให้กับคดีพิศวง สู่โครงเรื่องทำนองหญิงอันตรายผู้ทำลายล้างทุกสิ่ง (The femme fatale as destroyer) (2) ผ่านตัวละครรองอย่าง นาตาลี (แคร์รี่-แอนน์ มอสส์) ที่หลอกล่อเลียวนาร์ดด้วยพลังเพศหญิงให้เขากำจัดศัตรูเพื่อเธอ (แถมเธอยังมีอาชีพเป็นสาวบาร์ หนึ่งในอาชีพฮิตของผู้หญิงฟิล์มนัวร์ไม่แพ้ เมียน้อย นักเต้นระบำ โสเภณี และนักร้องในไนท์คลับอีกด้วย) จนถึงโครงเรื่องทำนองโลกแห่งอาการวิตกจริต (The paranoid noir story) (3) ซึ่งดูเหมือนจะส่งอิทธิพลสูงสุด

เช่นเดียวกับฟิล์มนัวร์ดั้งเดิมทั่วไป Memento สะท้อนให้เห็นสังคมอันฟอนเฟะผ่านการทรยศหักหลัง การค้ายาเสพย์ติด และตำรวจคอรัปชั่น ตัวละครส่วนใหญ่ล้วนคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างดำกับขาวเต็มเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัญหา ความโลภ พวกเขาคาบเกี่ยวระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ โดยเลียวนาร์ดเองก็อยู่ในสภาพเดียวกันนั้น แรกทีเดียวเมื่อมองอย่างผิวเผินแล้วเขาอาจดูเหมือนผู้ล่าที่ต้องการแก้แค้น แต่ขณะเดียวกันหนังก็สะท้อนให้เห็นอย่างไม่หยุดหย่อนว่าเขามักถูกคนรอบข้างฉกฉวยประโยชน์จากโรคสูญเสียความทรงจำระยะสั้น หลอกใช้เขาอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่เท็ดดี้ จนถึงนาตาลี หรือแม้กระทั่งคนดูแลโรงแรมอย่างเบิร์ท (มาร์ค บูน จูเนียร์) ต่อมาเมื่อหนังเฉลยบทหักมุมในตอนท้ายซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเลียวนาร์ดก้าวเข้าใกล้กับการเป็นฆาตกรโรคจิต (psychopath) มากขึ้น แต่หนังก็ยังไม่วายวางบทของเขาให้อยู่ในลักษณะของ ‘เหยื่อ’ แห่งความมืดมิดในจิตใจ จากอารมณ์เจ็บปวดแห่งความรู้สึกผิดบาป (ตามแนวทางที่สามของฟิล์มนัวร์) มากกว่าจะเป็นฆาตกรเหี้ยมไร้เมตตา เพราะอย่างน้อยสิ่งที่ผลักดันให้เขากลายเป็นคนแบบที่เขาเป็นในปัจจุบันก็เกิดจากความเลวร้ายของผู้อื่น (โจรสองคนบุกเข้าข่มขืนภรรยา และทำร้ายเขาจนสมองพิการ) จากความมืดมิดในสังคม

ชีวิตของเลียวนาร์ดเปรียบดังเขาวงกตแห่งสถานที่แปลกตา และผู้คนแปลกหน้าอันไม่มีวันสิ้นสุด เขารู้เพียงว่ากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน (หากมันไม่กินเวลานานนัก) และเป้าหมายในอนาคต แต่กลับไม่รู้จักแม้กระทั่งตัวเอง หรือตัวตนที่เขาได้ ‘กลายเป็น’ น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นเมื่อมาถึงตอนจบ (ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว) ขณะที่ผู้ชมพอจะมีไอเดียคร่าวๆเกี่ยวกับภาพรวมทั้งหมด เลียวนาร์ดกลับเดินทางไปสู่จุดเดิมอีกครั้ง (ซึ่งเชื่อว่าเป็นมานานนับปีแล้วตามคำเล่าของเท็ดดี้) ราวกับกำลังหลงทางอยู่ในค่ายกลซึ่งเขาสร้างขึ้นมาเอง ที่สำคัญเลียวนาร์ดยังไม่แสดงท่าทีจะฉุดรั้งตัวเองขึ้นจากขุมมืดมิดนั้นในเมื่อมันนำเสนอเกราะที่แข็งแกร่งป้องกันเขาออกจากความจริงอันทรมานใจ การพิพากษาให้เท็ดดี้ (ผู้ดูเหมือนจะเป็นบุคคลเดียวที่รู้จักเขาและสามารถดึงเขากลับสู่โลกแห่งความจริงได้) กลายเป็นจอห์น จีรายต่อไป พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเลือกที่จะจมดิ่งลงสู่ความลวงแทนที่จะค้นหาทางออกจากกับดักนี้

ภาพยนตร์นัวร์ในยุคหลัง (neonoir) ดูเหมือนจะรักษาดีกรีความหดหู่ มืดมิดดังกล่าวเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยตัวอย่างก่อนหน้าที่เห็นได้ชัด คือ Lost Highway ของผู้กำกับ เดวิด ลินช์ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชายผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆ่าภรรยาของเขาเอง ขณะนอนรอเวลาตายอยู่นั้นความเจ็บปวดทางจิตใจจากโศกนาฏกรรมชวนช็อคดังกล่าวทำให้เขา ‘แปลงสภาพ’ ตัวเองกลายเป็น ชาย ‘อีกคน’ ที่ดีกว่า หนุ่มกว่า ป็อปปูล่าในหมู่เพื่อน/ครอบครัวมากกว่า มีอาชีพน่าสนใจกว่า มีชีวิตน่าตื่นเต้นกว่า หนังจบลงเมื่อความจริงเริ่มไล่ล่ามาทัน บีบบังคับให้เขาเตรียมที่จะแปลงสภาพเป็นอีกคนหนึ่ง พร้อมๆกับเรื่องราวที่ย้อนกลับมาบรรจบยังจุดเริ่มต้นช่วงเปิดเรื่อง สื่อให้เห็นว่าโลกของเขานั้นไม่ต่างกับการขับรถบนทางหลวงยามดึกที่วนเวียนไปมา ไม่อาจหาทางออกได้ (ซึ่งเป็นภาพเปิดเรื่องช่วงเครดิต)

ชะตากรรมของเลียวนาร์ดเองก็ไม่แตกต่างจากนั้นสักเท่าไหร่ เมื่อบทสรุปวนกลับมาเชื่อมต่อเป็นเหตุเป็นผลกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ (การเวียนมาบรรจบกันถูกถ่ายทอดเป็นรูปธรรมได้อย่างงดงามเมื่อช่วงแฟลชแบ็คขาวดำที่เล่าเรื่องเดินหน้าเดินทางมาประสานกับช่วงภาพสีที่เล่าเรื่องถอยหลัง ในฉากซึ่งเลียวนาร์ดกำลังยืนสะบัดรูปภาพโพลารอยด์ของ จิมมี่ แกรนท์ (แลร์รี่ โฮลเด้น) นอนตายอยู่บนพื้น) ไม่มีบทสรุปแน่นอนว่าเลียวนาร์ดจะทำเช่นใดหลังจากสังหารเท็ดดี้สำเร็จแล้ว (ซึ่งเป็นฉากเปิดเรื่อง) แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาคงจะเริ่มออกหา ‘โปรเจ็ค’ ชิ้นใหม่ แล้วทุกอย่างก็จะวนเวียนไปมาเช่นนี้ไม่รู้จบ

Memento พยายามจะบอกว่าอันตรายในโลกมืดนั้นเป็นภัยที่สามารถรับมือได้ ต่างกับความมืดมิดในจิตใจที่ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ไร้ซึ่งทางออก และลึกลับซับซ้อนเกินหยั่งถึง

หมายเหตุ

(1) ตัวเอกมักมีอาชีพเป็นนักสืบพยายามคลี่คลายคดีลึกลับจนเข้าไปพัวพันกับโลกมืดแห่งอาชญากรรม ความรุนแรง คอรัปชั่น ฯลฯ (noir world) ซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายใต้โลกอันน่านับถือแห่งชนชั้นกลาง เขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายมากมาย ตลอดจนผู้คนรอบข้างก็ดูไม่น่าไว้วางใจ แต่สุดท้ายความซื่อสัตย์ เฉลียวฉลาด และมุ่งมั่นก็ช่วยให้เขาสามารถคลี่คลายคดี เปิดโปงหน้ากากคนชั่ว และเอาชีวิตรอดมาได้ แม้จะมี ‘บาดแผล’ กลับมาเป็นบทเรียนของฝากบ้างก็ตาม เรย์มอนด์ แชนด์เลอร์ เป็นนักเขียนนิยายที่โดดเด่นในแนวทางนี้ หนังตัวอย่างก็เช่น The Maltese Falcon, The Big Sleep และ Chinatown

(2) ตัวเอกถูกล่อหลอกให้ติดกับทางเพศของสาวสวย เซ็กซี่ แล้วร่วมกันลงมือฆาตกรรมสามีของเธอ โลกมืดถูกสะท้อนผ่านจิตวิทยาภายใน (ความรู้สึกผิด ความกลัวที่จะถูกค้นพบ การลุ่มหลงในกิเลสตัณหา ความโลภ) มากกว่าจะเป็นรูปธรรมชัดเจน หญิงอันตราย (femme fatale) คือผู้ดึงตัวเอกลงสู่โลกมืด ทำให้เขากลายเป็นเหยื่อแห่งความปรารถนาภายใน โดยสุดท้ายโอกาสรอดชีวิตของเขาค่อนข้างริบหรี่ หรือหากรอดมาได้ก็มักร่อแร่ทางด้านจิตใจ เจมส์ เอ็ม. เคน เป็นนักเขียนสำคัญในแนวทางนี้ หนังตัวอย่างก็เช่น Double Indemnity, The Postman Always Rings Twice และ Body Heat

(3) ตัวเอกมีปมปัญหาทางจิตวิทยา เช่น เป็นโรคความจำเสื่อม หรือไม่มั่นคงทางประสาทซึ่งจะนำเขาไปสู่การฆาตกรรม หนังมักฉายให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างโลกมืดกับอาการไม่สมประกอบทางจิต ก่อนที่โลกมืดนั้นจะค่อยๆก้าวเข้าไปอยู่ ‘ข้างใจ’ จิตใจของตัวเอกซึ่งบางครั้งอาจกลายเป็นฆาตกรเสียเอง พวกเขา คือ เหยื่อขนานแท้แห่งโลกมืดในจิตใจซึ่งเป็นเสมือนฝันร้ายที่ปราศจากทางออก คอร์เนลล์ วูลริช คือ นักเขียนสำคัญ หนังตัวอย่างก็เช่น Street of Chance, Possessed และ Night and the City

วันอังคาร, มีนาคม 13, 2550

A Tale of Two Sisters: ผีร้ายในใจคน


เป็นคุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าวันหนึ่งพ่อของคุณพาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาในบ้าน ทั้งๆที่แม่ของคุณยังไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน เธอคนนั้นมีอาชีพเป็นนางพยาบาล ซึ่งควรจะทำงานปรนนิบัติดูแลแม่ของคุณ ไม่ใช่ลอบเข้ามาตีท้ายครัวเยี่ยงนี้ และที่น่าเจ็บแค้นยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองยังมีหน้ามาเปิดเผยความรู้สึกต่อกันอย่างไม่ปิดบังอีกด้วย ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเหลือแสน

สำหรับเด็กสาวผู้กำลังจะย่างเข้าสู่วัยรุ่นอย่าง ซูมี (อิมซูจุง) เธอมีสิทธิทุกประการที่จะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับ อึนจู (ยวมจุงอา) ว่าที่แม่เลี้ยงในอนาคต ซึ่งไม่ได้พยายามจะทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายความตึงเครียดลงแต่อย่างใด ด้วยการใช้ไม้แข็งกำราบเด็กหญิงสองคนที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ แต่ใครบ้างจะคาดคิดว่า คำพูดเชือดเฉือนน้ำใจเพียงไม่กี่คำที่ซูมีกล่าวกับอึนจู ในตอนเช้าของวันที่เกิดเสียงดังโครมครามขึ้นในห้องของน้องสาวคนเล็ก ซูยอน (มุนกุนยอง) จะนำไปสู่ผลลัพธ์ชวนสะพรึงอย่างคาดไม่ถึง… คำพูดที่ซูมีคงไม่มีวันทำใจให้ลืมได้… คำพูดที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

A Tale of Two Sisters ได้แรงบันดาลใจมาจากตำนานสยองขวัญเลื่องชื่อของประเทศเกาหลีเกี่ยวกับเด็กหญิงสองคนที่ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายวางอุบายฆาตกรรมจนถึงแก่ความตาย แต่ความคั่งแค้นในจิตใจทำให้ดวงวิญญาณของพวกเธอไม่อาจเดินทางไปสู่สุขคติได้ หากยังคงวนเวียนอยู่บนโลกเพื่อทวงถามความยุติธรรม

ผู้กำกับ/เขียนบท คิมจีวุน ได้ดัดแปลงตำนานซินเดอเรลล่าฉบับนองเลือดข้างต้นให้ร่วมสมัยและลุ่มลึกขึ้นด้วยการตัดทอนปมฆาตกรรมออก ลดทอนแง่มุมเมโลดราม่าลง (ตัวละครถูกแบ่งแยกเป็นสองกลุ่ม นั่นคือ คนดีกับคนเลว ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ เพื่อใช้สั่งสอนศีลธรรมขั้นพื้นฐาน) แล้วเพิ่มความซับซ้อนให้แก่ตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อึนจู ซึ่งห่างไกลจากสถานะปีศาจไร้หัวใจเหมือนแม่เลี้ยงในตำนาน จริงอยู่ที่เธออาจไม่ใช่ แมรี่ ป๊อปปิ้น ผู้รักเด็กทุกคนโดยปราศจากเงื่อนไขเช่นกัน แต่อย่างน้อยหัวใจของเธอก็ไม่ได้สิ้นไร้กลิ่นอายแห่งมนุษยธรรมเสียทีเดียว ดังจะเห็นได้ว่าเธอกำลังตั้งใจจะเดินกลับไปช่วยซูยอนอยู่แล้ว แต่ต้องมาประจันหน้ากับกำแพงหินผาที่เต็มไปด้วยหนามแหลมอย่างซูมีเข้าเสียก่อน ดังนั้น ด้วยอารมณ์คั่งแค้นเพียงชั่ววูบของมนุษย์ผู้อ่อนแอ เธอจึงตัดสินใจแก้เผ็ดเด็กสาวด้วยการ ‘นิ่งเฉย’ เสีย

ทางด้านซูมีเองนั้นก็เป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งอยู่ภายในไม่น้อย รายละเอียดอันน่าหวั่นวิตกบางอย่างทำให้สถานะของเธอหาใช่ผ้าขาวบริสุทธิ์ เช่น การที่เธอนึกภาพตัวเอง ‘รับบท’ เป็นอึนจูได้สื่อนัยยะถึงปมอีเล็กทร่า (1) และความต้องการจะเป็นผู้หญิง ‘คนเดียว’ ในชีวิตของพ่อ ขณะเดียวกัน แม้ว่าซูมีจะไม่ได้แสดงท่าทีชิงชังมารดาของตนให้เห็นเด่นชัด แต่หนังก็บอกใบ้อยู่ในทีว่า ซูยอนคือลูกสาวคนที่ใกล้ชิดผูกพันกับแม่มากกว่า ทั้งสองแชร์ความลับเล็กๆน้อยๆซึ่งซูมีไม่เคยรับรู้มาก่อน (คาถาเรียกแม่) หลังเกิดเหตุ ‘สงครามเย็น’ บนโต๊ะอาหาร แม่เลือกจะเดินไปปลอบซูยอน ทั้งต่อมายังตกลงใจลงมือกระทำการบุ่มบ่ามในห้องนอนของลูกสาวคนเล็กอีกด้วย ตรงกันข้าม คนดูกลับไม่มีโอกาสได้เห็นซูมีแสดงปฏิสัมพันธ์กับแม่ของตนเองเลยตลอดทั้งเรื่อง บางทีนั่นอาจเป็นเพราะแม่กับซูยอนล้วนมีบุคลิกเปราะบางคล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถเข้าใจพวกเธอได้ดีไปกว่าอีกฝ่าย

ซูมีเป็นตัวละครที่แข็งกร้าว ดื้อรั้น และออกจะมีนิสัยใกล้เคียงกับอึนจูมากกว่าแม่หรือน้องสาว ด้วยเหตุนี้เธอจึงกล้าลุกขึ้นยืนหยัดต่อกรกับแม่เลี้ยงอย่างไม่กลัวเกรง กระนั้นก็ตาม การที่เธอเล่นละครหลอกตัวเองโดยรับบทเป็นทั้ง ‘ผู้พิทักษ์’ และ ‘คนทรมาน’ ซูยอนในเวลาเดียวกันก็บ่งชี้ถึงความรู้สึกขัดแย้งภายในจิตใต้สำนึกอยู่กลายๆ เหมือนเธอกำลังยืนอยู่กึ่งกลางสมรภูมิรบโดยไม่รู้ว่าควรจะเข้าพวกกับฝ่ายไหนดี กล่าวคือ ใจหนึ่งเธอรักและสงสารน้องสาวอย่างแท้จริง แต่อีกใจหนึ่งก็หงุดหงิดที่เห็นน้องสาวปล่อยตัวเองตกสู่ภาวะจำยอมโดยไม่คิดจะลุกขึ้นสู้ จนเมื่อความอึดอัดคับข้องใจเริ่มทับถมมากเข้า สุดท้ายมันจึงไหลทะลักออกมา ในฉากที่ซูมีคาดคั้นความจริงจากซูยอนว่าใครเป็นคนทำร้ายเธอ

ด้านมืดที่เจือจางในกรณีของอึนจูกับผ้าขาวที่เปื้อนสีในกรณีของซูมี ทำให้หนังของคิมจีวุนค่อนข้างลุ่มลึกในแง่ของการสร้างตัวละครและบทวิเคราะห์สภาพทางจิต ต่างจากกลวิธีกระตุกขวัญของเขา ซึ่งนอกจากจะไม่มีอะไรแปลกใหม่แล้ว (นับแต่ The Ring กับขบวนหนังเลียนแบบอีกหลายสิบเรื่อง ภาพผู้หญิงผมยาวปรกหน้าคืบคลานไปมาก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นฉากบังคับในหนังสยองของเอเชียเลยทีเดียว) หลายครั้งยังนิยมช็อคผู้ชมให้สะดุ้งตกใจอย่างตรงไปตรงมาด้วยภาพและเสียง (ดังสนั่น) เป็นระยะๆอีกด้วย โดยส่วนใหญ่แม้จะได้ผลบ้างตามสมควร แต่มันก็เป็นเพียงแค่อารมณ์ผิวเผิน เปลือกนอกเท่านั้น

โดยภาพรวมแล้ว หนังกลับประสบความสำเร็จมากกว่าในแนวทางดราม่าเกี่ยวกับภาพสะท้อนของวิกฤติครอบครัวและผลกระทบที่คนตายมีต่อคนเป็น ดังจะเห็นได้จากฉากย้อนอดีตในช่วงท้าย ซึ่งแม้โดยพื้นฐานทางโครงเรื่องแล้วจะมีขึ้นเพื่ออธิบายอาถรรพ์ ‘ตู้ซ่อนผี’ เป็นหลัก แต่พลังอันเด่นชัด เข้มข้น และท้ายที่สุด สามารถสร้างความอิ่มเอมทางอารมณ์ได้บาดลึกกว่า อยู่ตรงที่มันยังช่วยแจกแจงถึงสาเหตุแห่งอาการบุคลิกภาพแปลกแยกในตัวซูมีอีกด้วย และพร้อมกันนั้นก็ทำให้เธอก้าวเข้าใกล้สถานะ tragic hero (2) มากยิ่งขึ้น

ความสะเทือนใจหลักในฉากดังกล่าว หาได้เกิดจากภาพจุดจบอันน่ารันทดของซูยอนไม่ แต่เป็นการที่คนดูล้วนตระหนักดีถึงชะตากรรมที่เฝ้ารอซูมีอยู่เบื้องหน้าต่างหาก นับแต่เธอก้าวเท้าออกจากบ้านอย่างหุนหันในเช้าวันนั้นหลังเปิดฉากปะทะคารมกับอึนจู ซึ่งเปรียบได้กับการตัดสินใจผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะทำให้เธอและคนใกล้ตัวต้องพบจุดจบอันน่าเศร้า

คำพูดจี้ใจดำเพียงไม่กี่คำกลายเป็นตราบาปหนักอึ้งซึ่งเธอต้องแบกรับไปตลอดชีวิต (ฉากการเล่นละครตีถุงตุ๊กตาในช่วงท้ายบ่งบอกความหมายว่า ซูมีไม่เพียงจะโทษอึนจูต่อการตายของน้องสาวเท่านั้น หากแต่ยังโทษว่าส่วนหนึ่งมันเป็นความผิดของเธอเองอีกด้วย… ที่มาช่วยไม่ทัน… ที่โหมกระตุ้นไฟแค้นในใจแม่เลี้ยง) บุคลิกภายนอกของซูมีอาจแข็งกร้าว ไม่กลัวเกรง รวมทั้งดูจะเป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม แต่บทเฉลยในตอนท้ายได้เปิดโปงข้อเท็จจริงที่แท้ว่า สุดท้ายเธอยังคงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ดี เธอคือเหยื่อของชะตากรรม จิตที่ยึดมั่น และความทรงจำที่ตามหลอกหลอนเหมือนผีร้าย… ผีซึ่งปรากฏตัวให้เห็นเป็นรูปธรรมเพียงไม่กี่ครั้ง (แต่ส่วนใหญ่ตัวละครกลับ ‘ตระหนัก’ ถึงการดำรงอยู่ของมัน แม้จะมองไม่เห็นก็ตาม) ไม่แสดงตัวตนเด่นชัดว่าเป็นใครกันแน่ และไม่ได้สำแดงอำนาจในการชำระแค้นใดๆ หากแต่ทำหน้าที่เป็นดังตัวแทนของความรู้สึกผิดบาป หรืออดีตซึ่งตามมาหลอกหลอนคนเป็นเสียมากกว่า

สิ่งหนึ่งซึ่งหนังพยายามจะสื่อสารถึงผู้ชม ก็คือ ไม่มีใครสามารถทำร้ายมนุษย์ให้เจ็บปวดได้มากไปกว่าตัวเราเอง และภูตผีปีศาจตนใดก็ไม่น่าหวาดกลัวเท่าความทรงจำอันเจ็บปวดที่เราอยากจะลืม เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร เราก็ไม่อาจขับไล่มันให้สูญสลายไปได้

ซูมีตระหนักถึงสัจธรรมข้างต้นดียิ่งกว่าใครๆ หลังจากถูกวิญญาณแห่งอดีต ตลอดจนความรู้สึกผิดบาป ตามรังควานแบบไม่เลิกราทั้งในรูปของอาการแปลกแยกทางบุคลิกภาพ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อปฏิเสธความเป็นจริง วิญญาณและฝันร้าย หรือแม้กระทั่งอึนจูเองก็ไม่วายถูก ‘ผีในตู้’ โผล่ออกมาหลอกหลอนเช่นกัน

คนเดียวที่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกรู้สมใดๆกับเรื่องราวทั้งหมดก็คือ มูฮุน (คิมคับซู) พ่อของซูมีและสามีของอึนจู แรกเริ่มเดิมที คนดูอาจรู้สึกสงสารเขาที่ต้องรับมือกับความ ‘สับสน’ ของซูมี แต่หากมองให้ลึกถึงบ่อเกิดแห่งปัญหาแล้ว เขาผู้นี้มิใช่หรือที่เป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายทั้งหมด? ถ้าเขาหนักแน่น มั่นคง อึนจูก็คงไม่มีโอกาสเลื่อนฐานะจากพยาบาลมาเป็นแม่เลี้ยงได้ ถ้าเขาคำนึงถึงความรู้สึกของลูกทั้งสองคนกับเมียเหนืออื่นใด สัมพันธ์ชู้สาวกับอึนจูก็ควรจะถูกปกปิดเอาไว้ให้มิดชิด ไม่ใช่เปิดกระจ่างให้ทุกคนรับทราบโดยทั่วกันเช่นนี้ และที่สำคัญ หลังจากโศกนาฏกรรมอันเนื่องมาจากความมักง่ายของเขา มูฮุนกลับเป็นคนเดียวที่ทำใจได้โดยปราศจาก ‘ผลตกค้าง’ อย่างสิ้นเชิง เขายังคงดำเนินชีวิตเหมือนเช่นปรกติ โดยไม่เคยสังเกตเห็น ‘ผี’ และมืดบอดต่อความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายทั้งปวง

หลายทศวรรษผ่านไป สุดท้ายผู้หญิงก็ยังคงตกเป็น ‘เหยื่อ’ ตลอดกาลในหนังสยองขวัญ ถึงแม้ภัยร้ายในครั้งนี้จะเกิดขึ้นจากภายในมากกว่าปัจจัยภายนอกก็ตาม ส่วนไอ้ตัวร้าย (ผู้ชาย) ดูเหมือนจะนอนหลับสบาย…เช่นเคย

หมายเหตุ

(1) ปมอีเล็กทร่า (Electra complex) มีเบื้องหลังมาจากตำนานกรีกโบราณเกี่ยวกับ อีเล็กทร่า ลูกสาวของ อากาเมมนอน กับ ไซเตมเนสทร่า ผู้ต้องการให้พี่ชายแก้แค้นแทนบิดาที่เสียชีวิตไปด้วยการสังหารแม่ของพวกเขา ตามหลักความคิดของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ เด็กผู้หญิงทุกคนในระยะเริ่มแรกล้วนมีใจผูกติดกับบิดาเป็นพิเศษ ถึงขนาดปรารถนาจะร่วมหลับนอนกับเขาในจิตใต้สำนึก ขณะเดียวกันก็ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อมารดา ทั้งนี้เนื่องมาจากพวกเธออิจฉาองคชาตของเพศชาย (penis-envy) อยากจะได้มันมาครอบครอง และเชื่อว่าสาเหตุของการที่พวกเธอเกิดมาโดยปราศจากองคชาตนั้นเป็นความผิดของมารดา ทฤษฎีดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มเฟมินิสต์ในข้อหาเหยียดเพศ

(2) Tragic hero หมายถึง ตัวละครผู้ไม่สมบูรณ์แบบ มีดีมีเลวผสมปนเปกันไป แต่เนื่องจากการตัดสินใจอันผิดพลาด หรือความเย่อหยิ่ง มั่นใจในตัวเองเกินพิกัด จึงทำให้เธอ/เขานำความหายนะมาสู่ตัวเอง ตลอดจนบุคคลรอบข้าง โดยสุดท้ายแล้วจุดจบของพวกเขานั้น หากไม่ตาย ก็มักจะกลายเป็นบ้า ศัพท์คำนี้มักถูกเอ่ยอ้างถึง เมื่อมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับบทละครเชิงโศกนาฏกรรมของเชคสเปียร์อย่าง Hamlet หรือ King Lear ซึ่งล้วนแต่มีรากฐานมาจากปัญหา ‘ภายในบ้าน’ แทบทั้งสิ้น