วันพุธ, กรกฎาคม 25, 2550

The Yards: ขบถครอบครัวในโลกวัตถุนิยม


อเมริกาเปรียบเสมือนเบ้าหลอมทางเชื้อชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เมื่อผู้คนจากทุกสารทิศทั่วโลกต่างพยายามขวนขวายเดินทางมายังดินแดนแห่งความหวังเพื่อชีวิตที่ดีกว่า และลงหลักปักฐาน แต่บ่อยครั้งพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติขัดแย้งอันรุนแรงระหว่างคุณค่าดั้งเดิมภายใน กับระบบเมืองใหญ่ที่ผลักดันให้ผู้คนแสวงหาความร่ำรวยแห่งวัตถุเพื่อสร้างการยอมรับ

บุคคลหนึ่งผู้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวอยู่เสมอ คือ นักทำหนังวัยหนุ่ม เจมส์ เกรย์ - - “ผมคิดว่าชีวิตครอบครัวเป็นประเด็นน่าสนใจในประเทศนี้เพราะเราอยู่ภายใต้ระบบเมืองใหญ่ที่สั่งสอนว่าคุณค่าความร่ำรวยทางวัตถุนั้นสำคัญกว่าความสามารถในการสื่อสารกับคนรอบข้าง เป็นไปได้อย่างไรที่วัฒนธรรมซึ่งบีบให้คุณหาเงินอยู่ตลอดเวลา ยังมีหน้ามาบอกให้คุณใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้นเพราะนั่นเป็นสิ่งสำคัญกว่าด้วย?”

เกรย์มีเชื้อสายผสมระหว่างรัสเซียกับยิว ถือกำเนิดในมหานครนิวยอร์ค ก่อนจะเริ่มเข้าสู่แวดวงมายาเมื่อหนังนักศึกษาขนาดสั้นเรื่อง Cowboys and Angels ที่เขาสร้างขณะกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเซ้าเธิร์นแคลิฟอร์เนียเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้อำนวยการสร้าง พอล เว็บสเตอร์ ซึ่งต่อมาช่วยผลักดันให้เกรย์เขียนบทภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก โดยเขารับหน้าที่เป็นฝ่ายหาทุน ผลลัพธ์ที่ออกมา คือ Little Odessa (1994) หนังซึ่งพุ่งเป้าการวิพากษ์หลักไปยังความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมทางสายเลือดที่ยกย่องคุณค่า ความจงรักภักดีแห่งสถาบันครอบครัว กับวัฒนธรรมอเมริกันดรีม ผ่านเรื่องราวโศกนาฏกรรมในครอบครัวผู้อพยพชาวรัสเซีย

The Yards เป็นผลงานกำกับชิ้นที่สองซึ่งทิ้งระยะห่างถึง 6 ปี มีทีมดาราที่โด่งดังในวงกว้างมากกว่า แต่โดยภาพรวมแล้วยังคงสะท้อนประเด็นใกล้เคียงกับ Little Odessa ด้วยสไตล์คล้ายๆเดิม และกลิ่นไออันคละคลุ้งจากประสบการณ์จริงของตัวผู้กำกับ ซึ่งเกรย์เองก็ยอมรับว่าครั้งนี้ตนได้แรงบันดาลใจสำคัญมาจากคดีที่พ่อของเขาผู้ทำงานในบริษัทผลิตและซ่อมรถไฟใต้ดินของนิวยอร์ค เข้าไปพัวพันกับการคอรัปชั่นระดับท้องถิ่นจนกลายเป็นข่าวอื้อฉาวเมื่อนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา

ลูกไม่มีพ่อกับแม่ที่ป่วยไข้

เกรย์รำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญช่วงหนึ่งในชีวิตว่าเกิดขึ้นเมื่อตนอายุได้ 18 ปี เขาย้ายออกจากบ้านเพื่อไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยก่อนจะกลับมาเยี่ยมบ้านในแอลเออีกไม่กี่เดือนต่อมา พบว่าแม่ของเขาได้เสียชีวิตไปอย่างกระทันหัน เหตุการณ์ดังกล่าวกัดกร่อนจิตวิญญาณ และพลังของทุกคนในบ้านโดยเฉพาะบิดาหัวหน้าครอบครัว แรงกระทบจากวิกฤติดังกล่าวยังคงส่งผลทางอารมณ์ต่อเกรย์ เป็นเหตุให้หนังทั้งสองเรื่องของเขาเริ่มต้นเดียวการหวนคืนสู่ครอบครัวของตัวเอกหลังหายหน้าไปพักใหญ่ (โจชัวร์ (ทิม ร็อธ) ใน Little Odessa ได้รับมอบหมายให้มาสังหารคนท้องถิ่นบ้านเกิด ส่วนลีโอ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) ใน The Yards เพิ่งออกจากคุกมา) เพื่อรับรู้ว่าสุขภาพมารดาอันเป็นที่รักของตนกำลังทรุดหนักลงทุกทีด้วยโรคมะเร็ง (เรื่องแรก) และโรคหัวใจ (เรื่องหลัง)

ใน Little Odessa บทมารดา (วาเนสซ่า เรดเกรฟ) เปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางที่เชื่อมทุกคนในครอบครัวเข้าหากัน ดังจะเห็นได้จากความรักอันเข้มข้นระหว่างลูกชายทั้งสอง - - โจชัวร์ และน้องชาย รูเบน (เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง) กับแม่ของพวกเขา ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับบทบาทผู้ชายหัวหน้าครอบครัวอย่าง อาร์คาดี้ (แม็กซิมิเลี่ยน เชลล์) ผู้เต็มไปด้วยภาพลักษณ์แง่ลบตั้งแต่การชอบตบตีลูก ไปจนถึงการคบชู้กับสาวอื่นขณะที่ภรรยากำลังทนทรมานอยู่กับโรคร้ายในบ้าน The Yards สานต่ออุดมการณ์เชิงเชิดชูเพศหญิงด้วยการวาดภาพวาล (เอลเลน เบิร์นสตีน) ในลักษณะมารดาผู้เข้าใจ ให้อภัย และหวังดีในตัวลูกชาย เธอ คือ พลังผลักดันสำคัญที่ทำให้ลีโออยากกลับตัวเป็นคนดีหลังพ้นโทษจากคุกออกมา

อย่างไรก็ตามผู้กำกับจงใจวางบทให้ตัวละคร ‘แม่’ ในเรื่องกำลังป่วยไข้ร้ายแรง เพื่อบ่งชี้อนาคตอันคลอนแคลนของสถาบันครอบครัวในโลกที่หมุนได้ด้วยเงิน ในขณะที่ Little Odessa ฉายภาพความเสื่อมโทรมในครอบครัวอย่างตรงไปตรงมาจากฉากความขัดแย้ง เหินห่าง จนกระทั่งถึงความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างพ่อลูก The Yards กลับเลือกนำเสนอประเด็นเดียวกันผ่านภาพลักษณ์ของครอบครัวไม่สมประกอบตามระบบพ่อแม่ลูก โดยจุดร่วมสำคัญของสามตัวเอกใน The Yards ได้แก่ การเป็นลูกไม่มีพ่อเด่นชัดในกรณี ลีโอ และอีริคก้า (ชาร์ไลซ์ เธรอน) ส่วนวิลลี่ (โจควิน ฟีนิกซ์) นั้นเขากล่าวถึงมารดาในบทสนทนาฉากหนึ่ง แต่อิทธิพลเพศพ่อกลับถูกละเลยชนิดไม่ถูกอ้างอิงถึงแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับแบ็คกราวด์ทางสายเลือดของเขา คนดูได้เห็นเพียงวิลลี่เข้าๆออกๆบ้านอีริคก้าตลอดทั้งเรื่องและนับถือแฟรงค์ (เจมส์ คาน) ดังพ่อบุญธรรม (เขายังเป็นพ่อบุญธรรมจริงๆของอีริคก้าด้วย) อันที่จริงแล้วแฟรงค์เปรียบเสมือน ‘พ่อทูนหัว’ ของตัวละครหลักทั้งสาม ซึ่งหนังก็ไม่ปิดบังที่จะสร้างภาพดังกล่าวด้วยการจัดองค์ประกอบภาพในฉากรับประทานอาหารด้วยการให้แฟรงค์นั่งที่หัวโต๊ะ ตามด้วยอิทธิพลหลายๆส่วนจาก The Godfather ซึ่งจะกล่าวถึงในช่วงถัดไป

สิ่งที่ไม่แตกต่างจาก Little Odessa คือ พลังเพศพ่อยังคงน่าหวาดระแวง และไม่บริสุทธิ์ เมื่อลีโอหมดหนทางจนมาขอร้องให้แฟรงค์ช่วยเหลือ เขากลับตอบแทนด้วยการพยายามหาทางปิดปากลีโอเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจ เขาเลือกถือหางวิลลี่ (ในช่วงแรก) แม้ลีโอจะเกี่ยวพันเชิงสายสัมพันธ์กับเขา (ลูกชายของน้องสาวภรรยา) มากกว่าวิลลี่ซึ่งเป็นเพียงลูกน้องในแผนกผิดกฎหมายของบริษัท (และเป็นแฟนหนุ่มของลูกบุญธรรม) ตัวละครอย่างแฟรงค์ถูกนำเสนอในฐานะพ่อทดแทนแห่งสังคมวัตถุนิยมเมื่อตัวเอกปราศจากบิดาทางสายเลือด ซึ่งหนังก็ไม่ปิดบังที่จะวิพากษ์พ่อคนใหม่ในแง่ร้ายด้วยภาพนักธุรกิจผู้น่าเกรงขาม แลน่าเคารพยกย่อง แต่เช่นเดียวกับนักธุรกิจอีกหลายคนหนทางสู่ความสำเร็จของแฟรงค์นั้นไม่ได้สวยงามดังภาพที่ปรากฏแม้แต่น้อย สิ่งที่ลีโอเรียนรู้สามารถสรุปได้จากคำพูดของวาลผู้เคยฝันอยากให้ลูกตัวเองมีงานเป็นหลักแหล่ง แต่งสูทเหมือนพวกนักธุรกิจ “แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วพวกเขาทำอะไรกันบ้าง?”

การดิ้นรนของครอบครัวในสังคมนิยมวัตถุ

ตามแนวทางของภาพยนตร์อาชญากรรม/มาเฟีย (gangster film) ตัวละครหลัก (หรืออาชญากร) ส่วนใหญ่มักถูกนำเสนอในรูปแบบปัจเจกชน หรือ คนไร้รากผู้ปราศจากการเชื่อมโยงทางสายเลือด โดย ‘ครอบครัวใหม่’ ของพวกเขา ก็คือ เพื่อนคู่หู ลูกสมุน และกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งล้วนถูกผลักดันให้เข้าสู่ระบบด้วยความหอมหวลของเงินตราอันได้มาอย่างไม่ยากลำบากภายในเวลาอันรวดเร็ว ความสดใหม่ของภาพยนตร์ชุด The Godfather ส่วนหนึ่งจึงอยู่ที่รายละเอียดเกี่ยวกับการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมอิตาเลี่ยน (เน้นความสำคัญของสถาบันครอบครัว) และความฝันแบบอเมริกัน (ไต่เต้าขึ้นสู่สูงสุดในโลกวัตถุนิยม) โดยตัวเอกของเรื่องพยายามจะสร้างสมดุลระหว่าง ‘ธุรกิจ’ และ ‘ครอบครัว’ ก่อนจะประสบกับความล้มเหลวเมื่อเขาให้ความสำคัญกับสิ่งแรกมากจนกระทั่งการพังทะลายของสิ่งหลังกลายเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ไม่น่าแปลกใจหากนักวิจารณ์หลายคนในอเมริกา จะมองเห็นสะพานเชื่อมโยงระหว่าง The Godfather กับผลงานกำกับชิ้นใหม่ของ เจมส์ เกรย์ เนื่องจากวิธีเสนอภาพองค์การอาชญากรรมในลักษณะครอบครัวขนาดใหญ่ ความคล้ายคลึงกันในบางซีน เช่น ฉากการลอบสังหารในโรงพยาบาล หรือภาพในลักษณะมองผ่านช่องประตูเห็นแฟรงค์นั่งเป็นประธานอยู่ในห้องทำงานสนทนากับกลุ่มผลประโยชน์ การจัดแสงแบบโลว์คีย์ที่เน้นความสว่างในบางจุด และความขัดแย้งระหว่างสองปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้น อย่างไรก็ตามในขณะที่ The Godfather มองสถาบันครอบครัวในลักษณะหวนคำนึงถึงความงดงาม อบอุ่น ซึ่งดูจะสอดคล้องไปกับการสร้างภาพอันยิ่งใหญ่ ฟุ้งเฟ้อให้กับกลุ่มอาชญากรรม เกรย์กลับนำเสนอคุณค่าครอบครัวด้วยมุมมองอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังมากกว่า

ใน Little Odessa เกรย์ชี้นำว่าความรุนแรงภายในครอบครัวอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมระดับกว้าง โดยการถูกทุบตีจากบิดาอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โจชัวร์เติบใหญ่ขึ้นทำงานมือปืนรับจ้าง เพื่อโอกาส‘แก้คืน’ กับคนอื่น (ความเกลียดชังส่วนตัวนี้เองทำให้เขามองเห็นทุกอย่างที่พ่อทำหรือสั่งสอนเป็นสิ่งชั่วร้ายตามไปด้วย) รวมไปถึงการ ‘เอาคืน’ กับบิดาของตนเอง เช่น ในฉากหนึ่งที่เขาพาอาร์คาดี้ไปยังที่รกร้างเพื่อยิงทิ้ง แต่ลงท้ายเพียงแค่ ‘ริบ’ กางเกง เครื่องแต่งกายที่บ่งบอกความเป็นชาย เมื่อพ่อของเขาประกาศว่าตนไม่ต้องการปืนเพื่อพิสูจน์ความเป็นชาย… คำสั่งสอนซึ่งดูเหมือนจะมีเหตุผล รวมถึงหลักการอันถูกต้องของอาร์คาดี้ ถูกลดความน่าเชื่อถือลงอย่างมากจากรายละเอียดที่เขาแอบไปมีเมียน้อยขณะเมียกำลังป่วยหนัก และความเย็นชาต่อลูกคนเล็ก ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์หลักของตัวละครส่วนใหญ่ในหนังของ เจมส์ เกรย์ ที่มักคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างสีดำกับขาว

อีกสาเหตุหนึ่งแห่งการผันตัวเข้าแวดวงอาชญากรรมของโจชัวร์ที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ แรงกดดันจากสังคมบูชาวัตถุซึ่งทำให้เขาตัดสินอาร์คาดี้ในฐานะผู้แพ้ในโลกทุนนิยม เนื่องจากพ่อของเขาเลือกทาง ‘สายสะอาด’ ปฏิเสธเงินสกปรกจากกลุ่มมาเฟียเพื่อมาเริ่มธุรกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า แล้วยอมจมปลักอยู่กับแผงขายหนังสือพิมพ์กระจอกข้างถนน กล่าวคือ อาร์คาดี้เลือกที่จะเสียสละความสำเร็จส่วนตัวเพื่อศีลธรรมในใจ และปกป้องครอบครัวเขาให้ห่างไกลจากโลกอาชญากรรม ขณะที่โจชัวร์ปฏิเสธทุกคุณค่าที่อาร์คาดี้เชื่อมั่น แล้วหันไปกอบโกยเงินตราซึ่งได้มาอย่างง่ายดาย แต่ราคาที่เขาต้องจ่ายสำหรับชีวิตที่มั่งคั่ง ก็คือ ความโดดเดี่ยว

Little Odessa ปิดฉาก (เช่นเดียวกับภาพเปิดเรื่อง) ด้วยภาพของโจชัวร์นั่งอยู่เดียวดายในรถหลังจากน้องชายและแฟนสาว (มอยร่า เคลลี่) ถูกฆ่าตาย ซึ่งให้อารมณ์ไม่ต่างกับฉากปิดเรื่องของ The Godfather Part II… การพังทลายของครอบครัวเพื่อแลกกับความสำเร็จทางวัตถุ

The Yards ยังคงโจมตีโลกทุนนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยการชี้ให้เห็นว่าความรัก ความปรารถนาดีของลีโอต่อแม่ของเขาเพียงอย่างเดียวนั้นมันไม่เพียงพอ เขายังต้องการเงินเพื่อจะมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับวาลด้วย ซึ่งการเข้าสู่ ‘ระบบ’ ด้วยการฝึกฝนเป็นวิศวกรช่างยนต์ตามคำแนะนำของแฟรงค์นั้นช้าเกินไป เขาอยากจะยืนได้ด้วยขาตัวเองทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินของแฟรงค์ ความกดดันของสังคมทุนนิยมส่งผลให้ลีโอถูกล่อหลอกเข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรมอีกครั้ง แม้เขาจะตระหนักดีว่างานของวิลลี่นั้นไม่ใสสะอาด แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าร่วมคลุกโคลนด้วยความเย้ายวนแห่งเงินตราซึ่งไหลมาเทมาอย่างง่ายดาย โดยลืมที่คิดไปว่าไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องเอาอะไรเข้าแลก ขณะเดียวกันแม่ของเขาก็ไม่ได้หวังจะให้ลีโอซื้อชุดสวยๆให้ ความสุขแท้จริงของเธออยู่ที่การได้เห็นลูกชายมีอาชีพสุจริต และเป็นคนดีในสังคม… การเติบโตมาในเมืองใหญ่ที่ยกย่องคนมีเงิน ทำให้ลีโอคิดว่าเขาสามารถซื้อความภาคภูมิใจจากแม่ได้ด้วยวัตถุ

หนังถ่ายทอดฐานะคนวงนอกของลีโอด้วยช็อตจำนวนมากแทนสายตาเขา ‘แอบมอง’ กิจกรรมอันน่าสนเท่ห์ของวิลลี่ หรือ มองผ่านช่องประตูเข้าไปยังห้องทำงานของแฟรงค์ ก่อนจะกลายเป็น ‘คนใน’ เต็มตัวจากฉากออกปฏิบัติการครั้งแรกยังลานซ่อมรถไฟฟ้าซึ่งก้าวข้ามล้ำเส้นจากแผนฉ้อฉลไปสู่การฆาตกรรมในชั่วพริบตา หลังจากนั้นหนังค่อยๆเผยให้เห็นความเหี้ยมเกรียมแห่งโลกอาชญากรรมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เช่นเดียวกับระดับความอ่อนต่อโลกของลีโอซึ่งค่อยๆลดต่ำลงจนสุดท้ายเขาสามารถใช้ระบบให้เป็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดของตนเองได้

ถึงจุดนี้พัฒนาการของลีโอทำให้เขาไม่ต่างกับรูเบนใน Little Odessa ตัวละครซึ่งค่อยๆถูกชักนำเข้าสู่โลกแห่งความรุนแรงอย่างช้าๆ จากหนูน้อยผู้เพิ่งเคยถือปืนจริงเป็นครั้งแรกสู่เด็กหนุ่มที่สามารถฆ่าคนได้เพื่อช่วยเหลือพี่ชาย บทสรุปอันหดหู่เมื่อรูเบนถูกยิงตายเพราะความเข้าใจผิดตอกย้ำให้เห็นว่าในโลกแห่งอาชญากรรมนั้นยากที่ความบริสุทธิ์จะเหลือรอดไปได้ แต่ลีโอก็ต่างกับรูเบนตรงที่เขาปราศจากเกราะกำบังจากเพศพ่อ และเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับความรุนแรงมาก่อนจากกลุ่มเพื่อนจนกระทั่งถูกจับเข้าคุกในข้อหาโขมยรถ เขาอาจดูเป็นผู้บริสุทธิ์เมื่อเทียบกับวิลลี่ แต่ก็ไม่ได้ใสสะอาดอย่างรูเบน หรือ อีริคก้า จึงไม่แปลกที่ผู้ชมจะเห็นเขาเป็นตัวละครเดียวที่เหลือรอดจากหายนะในโลกมืด เช่นเดียวกับแฟนสาวของโจชัวร์ และรูเบนใน Little Odessa อีริคก้าใน The Yards ก็ต้องพบกับจุดจบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงเนื่องจากเธอเป็นตัวละครเพียงคนเดียวผู้ขาวสะอาด หมดจดในโลกอาชญากรรมของผู้ชาย

เจมส์ เกรย์ สรุป The Yards ด้วยภาพโคลสอัพลีโอนั่งอยู่บนรถไฟเหมือนกับฉากเปิดเรื่อง แต่เปี่ยมความหวังมากกว่าด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในเฟรม (ตัดกับโทนส่วนใหญ่ของเรื่องซึ่งเน้นฉากกลางคืนและภายในตัวอาคาร) ลีโอตัดสินใจละทิ้งครอบครัวหลังจากแฟรงค์พยายามล่อและชักชวนเขาให้ปิดปากเงียบในการสอบสวนเพื่อแลกกับ ‘อะไรก็ตามที่เธอต้องการในอนาคต’ เพื่อคงไว้ซึ่งความภาคภูมิใจส่วนตัวที่เขาจะสามารถ ‘มองย้อนกลับมาแล้วไม่รู้สึกเสียใจ’

สุดท้ายแล้วเกรย์ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า จริงอยู่ที่สถาบันครอบครัวกำลังสึกกร่อน และความเข้มข้นของระบบทุนนิยมก็เริ่มบีบให้ผู้คนแสวงหาความสุขทางวัตถุโดยมองข้ามคุณค่าภายใน หรือ การแบ่งปันเพื่ออยู่ร่วมกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จำเป็นต้องเสียสละจริยธรรม และปัจเจกภาพเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จทางรูปธรรม… บางทีราคาที่ลีโอต้องจ่ายสำหรับการตัดสินใจในตอนท้ายอาจจะคุ้มค่ากับสิ่งที่เขาสามารถรักษาเอาไว้ได้

Short Replay: Wolf Creek


เช่นเดียวกับภาพยนตร์จากแดนจิงโจ้อีกมากมายในอดีต (โดดเด่นสูงสุด คือ ผลงานคลาสสิกอย่าง Picnic at Hanging Rock ของ ปีเตอร์ เวียร์) ทัศนียภาพ (landscape) อันกว้างใหญ่ไพศาล รกร้าง และดูลึกลับ อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของประเทศออสเตรเลีย ถูกนำมาใช้สร้างบรรยากาศชวนสยอง จนอาจถึงขั้นเปี่ยมพลังเหนือธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยมในหนังฆาตกรโรคจิตไล่ฆ่าคนเรื่อง Wolf Creek ซึ่งเล่าถึงการเดินทางของหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ก่อนรถยนต์เจ้ากรรมจะเกิดมาเสียกลางทาง ณ ทะเลทรายอันว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตาในช่วงพลบค่ำ และตามฟอร์มของตัวละครในหนังจำพวกนี้ พวกเขายอมรับความช่วยเหลือจากชายแปลกหน้า ซึ่งเสนอตัวว่าจะลากรถไปซ่อมให้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะขอเชือดพวกเขาทีละคนเป็นค่าแรงตอบแทน

ความแตกต่างของ Wolf Creek จากหนังเลือดสาดดาษๆ อย่าง Hostel อยู่ตรงความละเมียดในการสร้างความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละคร (ฉากความรุนแรงแบบไม่ยั้ง ซึ่งเปรียบเสมือนท่าบังคับของหนังแนวนี้จำพวกนิ้วมือถูกฟันขาดกระเด็น แผ่นหลังถูกแทงกระซวก เพิ่งปรากฏให้เห็นในช่วงครึ่งชัวโมงสุดท้าย) สัมพันธภาพที่กำลังงอกเงยของสองตัวละครได้รับการถ่ายทอดอย่างสมจริง เป็นธรรมชาติ ส่งผลให้พวกเขาไม่ใช่แค่หุ่นกระบอกโง่ๆ ที่เราสวดภาวนาให้ถูกฆ่าตายไปไวๆ (a.k.a. ปารีส ฮิลตัน ใน House of Wax) และที่สำคัญ หนังไม่ได้พยายามจะคืนกำไรให้คนดู (ซาดิสต์) “สะใจ” แบบในฉากจบของ The Hills Have Eyes หรือ Hostel (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง) แต่สุดท้ายอารมณ์สยองกลับจะตามหลอกหลอนคนดูไปอีกนาน

วันจันทร์, กรกฎาคม 23, 2550

The Incredibles: ซูเปอร์ฮีโร่กับสังคม


ใครจะคาดคิดว่าการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในยุคนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สมัยก่อน ซูเปอร์แมน เคยเป็นที่รักของมวลชนและใช้ชีวิตปุถุชนในฐานะ คล๊าร์ค เคนท์ ได้อย่างราบรื่น แม้จะไม่สุขสบายอยู่บนกองเงินกองทองเหมือน แบทแมน หรือ บรูซ เวย์น ก็ตามที ปัญหาเพียงอย่างเดียวของเขา หากไม่นับการต้องต่อกรกับเหล่าร้ายที่หวังจะครองโลกแล้ว ดูเหมือนจะเป็นความพยายามปิดบังโฉมหน้า ตลอดจนความรู้สึกแท้จริงของตนจาก โลอิส เลน นักข่าวสาวที่เขาหลงรักอย่างหมดใจ (แต่สุดท้ายก็ได้แต่งงานกับเธอในที่สุด)

ว่ากันว่าความ ‘เรียบง่าย’ ของเนื้อหาในหนังสือการ์ตูนยุคทอง (ระหว่างทศวรรษ 1940) ซึ่งบางครั้งมักแฝงนัยยะชาตินิยมเอาไว้กลายๆ เช่น กัปตัน อเมริกา น่าจะเป็นผลมาจากอิทธิพลของสงครามโลกครั้งที่สอง มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะตีความว่า เหตุใดเด็กหนุ่มทั้งหลายถึงฝันอยากมีพลังเหนือธรรมชาติ ขณะโลกกำลังถูกคุกคามโดยกองทัพรถถังและเครื่องบินทิ้งระเบิดจำนวนมาก แก่นพื้นฐานเกี่ยวกับความดีเอาชนะความชั่วของหนังสือการ์ตูนสะท้อนความรู้สึกร่วมของคนในยุคนั้นที่กำลังโหยหาวีรบุรุษแห่งคุณธรรมได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม หลังสงครามสิ้นสุดลง การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ก็เสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็วจนเกือบจะสูญพันธุ์ไปเมื่อย่างขึ้นสู่ต้นทศวรรษ 1950 เหลือเพียง วันเดอร์ วูเมน, แบทแมน และ ซูเปอร์แมน เท่านั้นที่ยังตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากมันถูกโจมตีจากกลุ่มเคลื่อนไหวภายใต้การนำของ ดร. เฟรดริก เวิร์ทแธม ซึ่งกล่าวหาว่าการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ส่อนัยยะทางเพศที่นำไปสู่พฤติกรรมผิดปรกติ กล่าวคือ แฟนตาซีซูเปอร์ฮีโร่เปรียบเสมือนการจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในร่างที่แตกต่าง มีตัวตนที่แตกต่าง คุณสามารถแข็งแกร่ง มีเสน่ห์ และไม่จำเป็นต้องทนทุกข์กับความโหดร้ายจากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม มันพูดถึงพลังและการควบคุม และถ้าคุณมีพลังเหนือมนุษย์เฉกเช่นซูเปอร์ฮีโร่ คุณก็ไม่ต้องกลัวการถูกปฏิเสธ หรือถูกล้อเลียนอีกต่อไป

เสียงเรียกร้องความ ‘เหมือนจริง’ จากสังคม การถือกำเนิดของการ์ตูน ‘ใต้ดิน’ ตลอดจนรสนิยมที่สลับซับซ้อนขึ้นของคนอ่านกลายมาเป็นจุดกำเนิด สไปเดอร์แมน และ เอ็กซ์-เมน ในยุคทองช่วงที่สองของหนังสือการ์ตูน พวกเขามีความเป็นมนุษย์มากขึ้นและจำต้องเรียนรู้ที่จะดำรงชีพเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในยุคก่อนผู้คนยอมรับซูเปอร์แมนมาตลอด ยกย่องชื่นชมเขาในฐานะผู้พิทักษ์โลก แต่นั่นไม่ใช่แนวทางที่คนอ่านรู้สึกอีกต่อไป วัฒนธรรมยุคใหม่ไม่สนับสนุนความสมบูรณ์ลงตัวแบบนั้นอีกแล้ว มนุษย์ทุกคนต้องยืดหยัดเพียงลำพังและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของตนเอง ด้วยเหตุนี้ คนอ่านยุคนี้จึงได้เห็นสไปเดอร์แมนเป็นมนุษย์คนแรก (หรือถ้าจะพูดให้ชัด คือ วันรุ่นผู้เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงและต้องแบกรับความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ ตลอดจนรับผิดชอบดูแลคนที่เขารักและเป็นห่วง) ที่ได้พลังพิเศษมาโดยบังเอิญ ไม่แน่ใจในบทบาทซูเปอร์ฮีโร่ และไม่ได้รับความรักจากสังคมอย่างเป็นเอกฉันท์ หลายครั้งเขาถูกสื่อมวลชนตราหน้าให้เป็นตัวก่อปัญหามากกว่าวีรบุรุษ

ในหนังเรื่อง Spider-Man 2 ภาระแห่งวีรบุรุษทำให้ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ต้องประสบปัญหาชีวิตมากมาย ตั้งแต่โดนไล่ออกจากงาน ไปจนถึงถูกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยตำหนิเพราะขาดเรียนบ่อยครั้ง เขานอนไม่เพียงพอ ไม่มีเงิน และไม่มีเวลาไปให้กำลังใจ แมรี่ เจน ในงานแสดงละครเวที แถมต่อมายังค้นพบอีกด้งยว่าพลังพิเศษจะขาดประสิทธิภาพ ยามเมื่อจิตใจของเขาอ่อนแอ ว้าวุ่น แรงกดดันจากรอบข้างทำให้เขาตัดสินใจเลิกเป็นสไปเดอร์แมน แล้วหันมาใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ปรกติทั่วไป

ในหนังเรื่อง X2: X-Men United เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ล้วนถูกมนุษย์ตั้งแง่รังเกียจ จนสงครามระหว่างสองเผ่าพันธุ์เริ่มส่อเค้า ฉากหนึ่งของหนังได้แสดงให้เห็นภาพ บ็อบบี้/ไอซ์แมน สารภาพความจริงกับพ่อแม่ว่าเขาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ ซึ่งทั้งสองก็ได้แสดงปฏิกิริยาราวกับว่าลูกชายเพิ่งสารภาพว่าเขาเป็นเกย์ (“ลูกเคยพยายามที่จะเลิกเป็นมนุษย์กลายพันธุ์บ้างหรือเปล่า”) ทางด้านน้องชายของเขานั้นกลับรับไม่ได้จนถึงขั้นตัดสินใจโทรไปแจ้งความกับตำรวจ

จากสองตัวอย่างข้างต้นจะพบว่า แรงกดดันทางสังคม รวมไปถึงความรับผิดชอบของชีวิตผู้ใหญ่ได้ส่งอิทธิพลให้ซูเปอร์ฮีโร่รู้สึกว่าพลังพิเศษของพวกเขาเป็นเสมือนภาระ หรือเรื่องน่าละอาย มากกว่าจะเป็นพรวิเศษ อคติถือกำเนิดขึ้นเนื่องจากมนุษย์ไม่รู้วิธีจะรับมือกับ ‘ความแตกต่าง’ จึงทึกทัก ‘คนอื่น’ ว่าเป็นศัตรูที่กำลังคุกคามอาณาเขตอันคุ้นเคย ดังจะเห็นได้ว่าปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือกระทั่งการกดขี่ กีดกันทางเพศทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่มีรากฐานมาจากอคติแทบทั้งสิ้น และแนวคิดดังกล่าวนี่เองก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ แบรด เบิร์ด นำไปสร้างปมสำคัญให้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ในหนังการ์ตูนเรื่อง The Incredibles เมื่อพวกเขาถูกสังคมกดดันให้ต้องยอมรับความธรรมดาสามัญเป็นวิถีชีวิต

การฟ้องร้องของคนที่ต้องการฆ่าตัวตายและไม่อยากจะถูกช่วยเหลือได้จุดประกายให้ ‘เจ้าทุกข์’ อีกมากมายออกมาโวยวายจนรัฐบาลต้องประกาศใช้โปรแกรมโยกย้ายซูเปอร์ฮีโร่ บังคับพวกเขาทั้งหลายห้ามใช้พลังวิเศษอีกต่อไป แล้วดำรงชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ปรกติ ความ ‘อกตัญญู’ ของสังคมถูกนำเสนอในลีลาล้อเลียนเบาสมอง แต่ขณะเดียวกัน มันก็สะท้อนให้เห็นลักษณะร่วมสมัยแห่งสังคมเมืองยุคใหม่ได้อย่างแจ่มชัดเช่นกัน เมื่อปัจเจกภาพก้าวเข้ามามีอำนาจเหนือมวลชน แนวคิดชาตินิยมจากยุคสงครามโลกถือเป็นเรื่องหัวโบราณ พ้นสมัย การแทรกแซงเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาขัดแย้ง รุนแรงในประเทศอื่นถูกมองว่าเป็นการก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวและถูกต่อต้านอย่างหนัก มนุษย์มองโลกในมุมแคบลง เห็นแก่ตัวมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่บรรดาผู้โดยสารรถไฟซึ่งมิสเตอร์อินเครดิเบิ้ลช่วยชีวิตไว้ในช่วงต้นเรื่องจะมองไม่เห็นภาพรวมของเหตุการณ์ แล้วยืนกรานเรียกค่าเสียหายจากอาการบาดเจ็บ

หลังการประกาศกฎของรัฐบาล เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ใน The Incredibles ก็ต้องเผชิญหน้ากับสังคมในรูปแบบใกล้เคียงกับพวกมนุษย์กลายพันธุ์ใน เอ็กซ์-เมน นั่นหมายถึง พลังวิเศษถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าละอาย บุคคลที่มีพลังวิเศษถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด พวกเขาถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องสงบเสงี่ยม เก็บกด พยายามไม่ทำตัวให้ตกเป็นเป้าสังเกต

บ็อบ พาร์ ดูเหมือนจะปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตแห่งปุถุชนได้ไม่ราบรื่นนัก เขานึกโหยหาถึงคืนวันเก่าๆ อันหอมหวาน ยุคที่ทุกคนยกย่องชื่นชมซูเปอร์ฮีโร่อย่างเป็นเอกฉันท์ หรือ ยุคสมัยของซูเปอร์แมนและแบทแมน ซึ่งดูเหมือนจะจากไปอย่างไม่มีวันหวนคืนแล้ว เช่นเดียวกับผ้าคลุมในเครื่องแต่งกายของทั้งสองที่ เอ็ดนาร์ โมด ได้อธิบายแบบเห็นภาพแล้วว่าล้าสมัยและให้โทษมากมายเพียงใด ห้องทำงานในบ้านของบ็อบเต็มไปด้วยรูปภาพจากอดีตอันรุ่งโรจน์ ซึ่งเขาพยายามจะเรียกคืนกลับมาเป็นครั้งคราว ด้วยการแอบดักฟังวิทยุตำรวจและปลอมตัวไปช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบอย่างเฉียบคม (ในเชิงติดตลกอีกเช่นกัน) กับภาวะวิกฤติวัยกลางคน หรือ วิกฤติของชายที่ไม่ยอมรับสถานะ ‘ผู้ใหญ่’ และพยายามจะทำทุกวิถีทางให้ตัวเองดู/รู้สึกหนุ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ฉาก เฮเลน ค้นพบเศษอิฐบนเสื้อสามีจึงดูน่าขำอยู่ลึกๆ ตรงที่มันให้ความรู้สึกเหมือนฉากภรรยาค้นพบเส้นผมของผู้หญิงคนอื่นบนเสื้อสามี เมื่อเฮเลนได้ยินเสียงบ็อบพูดคุยนัดแนะกับผู้หญิงทางโทรศัพท์ เธอก็ทึกทักทันทีว่าเขากำลังแอบนอกใจ เพราะพฤติกรรมต่างๆ ของบ็อบล้วนบ่งชี้ไปในทางนั้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถคันใหม่ ฟิตหุ่นออกกำลังกาย และเดินทางไปนอกเมืองบ่อยๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเขากำลังแอบรับงานซูเปอร์ฮีโร่ลับหลังเธอต่างหาก

แง่มุมข้างต้น รวมถึงภาพสะท้อนความหงุดหงิดในงานอันน่าเบื่อและความขัดแย้งแห่งธรรมชาติงานในบริษัทประกัน ซึ่งสนับสนุนนโยบายเอารัดเอาเปรียบลูกค้า กับนิสัยชอบช่วยเหลือผู้คนของซูเปอร์ฮีโร่อย่างบ็อบ ทำให้ The Incredibles ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าหนังพิกซาร์เรื่องอื่นๆ และนั่นยังไม่นับรวมถึงความรุนแรงในระดับ PG (“จำพวกผู้ร้ายในหนังการ์ตูนตอนเช้าวันเสาร์ได้ไหม” เฮเลนกล่าวกับลูกทั้งสอง หลังเครื่องบินเจ็ทของพวกเขาถูกยิงระเบิดกลางอากาศ “คนพวกนี้ไม่เหมือนผู้ร้ายพวกนั้น พวกมันจะไม่ยั้งมือเพียงเพราะเห็นว่าลูกๆ ยังเด็กอยู่ พวกมันจะฆ่าลูกถ้ามีโอกาส”) และปัญหาขัดแย้งในครอบครัวซึ่งยุ่งเหยิงเกือบจะในระดับเดียวกับหนังของ ไมค์ ลีห์ (Secrets and Lies, All or Nothing) เลยทีเดียว แต่ เช่นเดียวกับหนังของลีห์ สุดท้ายแล้ว The Incredibles ก็ยังคงมองสถาบันครอบครัวด้วยแววตาอันเปี่ยมความหวัง หลังจากบ็อบพลันตระหนักว่า การวิ่งไล่ล่าอดีตอันหอมหวานเกือบจะทำให้เขาสูญเสียสิ่งมีค่าที่สุดในปัจจุบันไป “พวกเธอคือการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน” เขาสารภาพกับภรรยาและลูกๆ

ธีมสำคัญของ The Incredibles ได้แก่ การเฉลิมฉลองพรสวรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันไม่เหมือนใคร เรียนรู้ที่จะไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของคุณจะเปิดโอกาสและอย่าปล่อยให้แรงกดดันอันปราศจากเหตุผลของสังคมมาปิดกั้นคุณให้หยุดอยู่ภายใต้กรอบแห่งความธรรมดาสามัญ เหมือนคำสอนของเฮเลนที่กระตุ้นให้ ไวโอเล็ท เชื่อมั่นในตัวเองแล้วเธอก็จะค้นพบพลังที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน

ขณะเดียวกันก็จงพึงระวัง อย่าหลงระเริงไปกับอำนาจและความสามารถแสนพิเศษของตนจนมืดบอด แต่เรียนรู้ที่จะยอมรับความช่วยเหลือและมองเห็นคุณค่าของบุคคลอื่นไปพร้อมๆ กับการตระหนักในคุณค่าของตนเอง ตัวอย่างของมนุษย์ผู้พ่ายแพ้ต่อด้านมืดแห่งอำนาจ คือ ซินโดรม ชายผู้พยายามจะสร้าง ‘พรสวรรค์’ ขึ้นเอง ทว่ากลับไม่รู้จักใช้มันไปในทางที่ถูก เครื่องจักรที่เขาผลิตขึ้นมานั้นเปรียบเสมือนตัวแทนอีโก้ของเขา ซึ่งเติบใหญ่และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งล้ำหน้าเจ้าของ และสิ่งเดียวที่จะสามารถหยุดยั้งมันได้ ก็คือ ‘ตัวมันเอง’ ความหลงระเริงในอำนาจของซินโดรมทำให้เขามองมิสเตอร์อินเครดิเบิ้ลว่าอ่อนแอ ที่ไม่กล้าทำร้าย มิราจ ทั้งที่เขาไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว แต่มิราจกลับชี้ให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งแท้จริงนั้นอยู่ตรงการที่มิสเตอร์อินเครดิเบิ้ลเห็นคุณค่าของชีวิตผู้อื่นเหนือชีวิตตัวเองต่างหาก อย่างไรก็ตาม มิสเตอร์อินเครดิเบิ้ลก็มีความภูมิใจในตัวเองอยู่มากเช่นกัน เขาไม่ชอบให้ใครช่วยเหลือ ไม่นิยมแบ่งเครดิตกับใคร และการตอบปฏิเสธ บัดดี้ แฟนหมายเลขหนึ่ง อย่างเย็นชาในช่วงต้นเรื่องของเขาก็ได้กลายเป็นจุดก่อกำเนิดปีศาจร้ายในเวลาต่อมา ทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดี เมื่อเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่น ในฉากไคล์แม็กซ์ เฮเลนให้คำมั่นว่า เขาจะไม่สูญเสียใครในครอบครัวไป “ถ้าเราจับมือร่วมกัน”

บางทีสารที่ แบรด เบิร์ด พยายามจะบอกกับคนดูอาจฟังดูเหมือนคำตอบของนางงามบนเวทีการประกวด ซึ่งหลายคนชอบนำมาล้อเลียน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงแท้ของมันได้ นั่นคือ หากทุกคนรู้จักยอมรับและช่วยเหลือกัน เราก็จะสามารถทำอะไรได้มากมายกว่าคนเพียงหนึ่งคน… แล้วเมื่อนั้นความสงบสุขของโลกก็จะอยู่แค่เอื้อม

วันพุธ, กรกฎาคม 11, 2550

Short Replay: แสงศตวรรษ


ถึงแม้เซ็นเซ่อเมืองไทยจะไม่ปลื้มและสั่งห้ามฉาย แต่ แสงศตวรรษ ก็โกอินเตอร์ไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งกวาดคำชมจากนักวิจารณ์เมืองนอกมาแบบกระบุงโกย เช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่นๆ ของอภิชาติพงศ์ก่อนหน้านี้ มันค่อนข้างเบาบางในแง่พล็อต (เล่าถึงชีวิตเสี้ยวหนึ่งของหมอสาวในโรงพยาบาลชนบทกับหมอหนุ่มในโรงพยาบาลเมืองกรุง) แต่รุ่มรวยอารมณ์ ท่วงทีอันเนิบนาบ และความฉงนสนเท่ห์ ซึ่งทั้งหมดนั้นอาจทำให้หลายคนรู้สึกอิ่มเอิบ สุขใจ ขณะที่อีกหลายคนอาจเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือ หนังของอภิชาติพงศ์ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

สาเหตุหลักที่ผมตัดสินใจเลือก แสงศตวรรษ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นล่าสุด คงเพราะมันเป็นหนังที่น่าจะเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้ แม้จะไม่ใช่ในระดับเดียวกับหนังประเภทระเบิดภูเขาเผากระท่อม รถยนต์พุ่งชนเฮลิคอปเตอร์ หรือหุ่นยนต์ต่างดาวต่อสู้กันก็ตาม เรื่องราวยังคงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเช่นเคย แต่การเชื่อมโยงค่อนข้างนุ่มนวล ไม่กระชากอารมณ์เท่า สัตว์ประหลาด ส่วนงานด้านภาพก็ดูปรุงแต่ง งดงาม ไม่ค่อยดิบเถื่อนเหมือน สุดเสน่หา ความท้าทายและอารมณ์ขันในแบบอภิชาติพงศ์ยังคงปรากฏให้เห็นครบถ้วน แต่อาจกล่าวได้ว่า แสงศตวรรษ เป็นหนังที่ “อ่อนหวาน” สูงสุดของอภิชาติพงศ์ จนเกือบถึงขั้นกรุ่นกลิ่นอายโรแมนติกเลยทีเดียว

วันจันทร์, กรกฎาคม 09, 2550

Adaptation: บทบันทึกของนักเขียน


เมื่อแรกที่ ชาร์ลี คอฟแมน ได้รับมอบหมายให้ถ่ายทอดหนังสือเรื่อง The Orchid Thief ของ ซูซาน ออร์ลีน เป็นบทภาพยนตร์ เขาตั้งใจจะซื่อตรงต่อต้นฉบับ เนื่องจากเขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเรานำงานของคนอื่นมาใช้ เขาตั้งใจจะไม่แต่งเติมหรือเสริมพล็อตจอมปลอมขึ้นมาบดบัง ‘ความงาม’ ของหนังสือเล่มนี้ เขากล่าวกับ วาเลอรี่ ผู้อำนวยการสร้าง ระหว่างการพูดคุยกันในร้านอาหารว่า

“ผมไม่อยากทำมันออกมาในสไตล์ฮอลลิวู้ด… ประเภทหนังโจรกรรมกล้วยไม้… หรือเปลี่ยนกล้วยไม้เป็นดอกฝิ่นแล้วผันมันให้กลายเป็นหนังเกี่ยวกับยาเสพติด ผมไม่อยากใส่ฉากเซ็กซ์ ฉากยิงปืน ฉากขับรถไล่ล่า หรือฉากตัวละครเรียนรู้บทเรียนสำคัญแห่งชีวิต หรือให้พวกเขาเปลี่ยนใจมาชื่นชอบกันและกัน หรือสามารถเอาชนะอุปสรรคจนประสพความสำเร็จได้ในตอนจบ”

ปัญหาคือ ‘ความงาม’ ของ The Orchid Thief ไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ได้ มันปราศจากดราม่า พล็อต และความขัดแย้ง เนื้อหาส่วนหนึ่งถูกอุทิศให้กับการบรรยายถึงดอกกล้วยไม้นานาพันธุ์ ดังนั้นการตั้งข้อจำกัดให้ตนเองว่าจะต้องซื่อตรงต่อต้นฉบับจึงทำให้ชาร์ลีเผชิญหน้ากับภาวะความคิดตีบตัน ขณะเส้นตายเริ่มงวดเข้ามาทุกที และเมื่อจนตรอกหนักเข้า ชาร์ลีเลยตัดสินใจหันไปเข้าคอร์สสอนการเขียนบทของ โรเบิร์ต แม็คคี เพื่อค้นหาทางออก

ฉากดังกล่าวเปรียบดังจุดเชื่อมโยงระหว่างครึ่งแรกกับครึ่งหลังของ Adaptation ซึ่งแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ขณะเดียวกันมันยังเป็นฉากที่เชื่อมโยงธีมสองธีมของหนังเข้าด้วยกันอีกด้วย นั่นคือ การดัดแปลง The Orchid Thief เป็นบทภาพยนตร์ และเรื่องราวชีวิตของ ชาร์ลี คอฟแมน

Adaptation นำเสนอความพยายามหลากหลายของคอฟแมนในอันที่จะถ่ายทอดตัวหนังสือออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว บางครั้งเขาใช้วิธีแปลงเนื้อความใน The Orchid Thief เป็นเหตุการณ์แบบตรงไปตรงมา เช่น คดีที่ลาโรชถูกจับโทษฐานบุกรุกอุทยานแห่งชาติ, เมื่อลาโรชพาออร์ลีนไปชมงานแสดงกล้วยไม้, ประวัติศาสตร์ของกล้วยไม้ผีและของลาโรช เป็นต้น บางครั้งเขาใช้วิธีแต่งเติม สร้างฉากใหม่ แต่ภายใต้ขอบเขตของหนังสือ เช่น ฉากออร์ลีนพูดคุยกับสามีและกลุ่มเพื่อนที่โต๊ะอาหาร (ความเจ็บปวดของเธอ ผู้ปรารถนาจะหลงใหลในสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากเท่าที่ลาโรชรู้สึกกับกล้วยไม้ ปรากฏอยู่ในหนังสือ) บางครั้งเขาใช้วิธีเริ่มต้นจากศูนย์ เช่น การแสดงภาพกำเนิดโลกเพื่อเกริ่นนำถึงวงจรชีวิตของกล้วยไม้ แต่ทุกวิธีการล้วนนำเขาไปสู่ทางตัน เขายังคงไม่สามารถทำให้ดอกไม้ดูน่าหลงใหลได้ เขาไม่สามารถทำให้ The Orchid Thief น่าติดตามและน่าตื่นเต้นได้ หากเขายังวางแผนจะซื่อตรงต่อต้นฉบับ เพราะสุดท้ายแล้ว ในหนังสือ แรงปรารถนาของออร์ลีนก็ไม่บรรลุเป้าหมาย ความพยายามที่จะเห็นกล้วยไม้ผีให้ได้สักครั้งในชีวิตของเธอจบลงพร้อมกับความล้มเหลวและบทสรุปที่ว่า “ชีวิตดูเหมือนจะเต็มไปด้วยสิ่งที่เหมือนกับกล้วยไม้ผี งดงามเมื่อนึกถึง ง่ายดายที่จะตกหลุมรัก มันมหัศจรรย์ ชั่วครู่ และยากจะเอื้อมถึง”

ทางออกของชาร์ลีคือการย้อนกลับมามองตัวเองและเล่าเรื่องราวของตัวเองเพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เขามีคุณสมบัติพอจะทำได้ แต่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงคือ วิธีการดังกล่าวกลับนำเขาไปสู่ทางตันแบบเดิม

ชาร์ลี คอฟแมน (นิโคลัส เคจ) เป็นผู้ชายที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ออกจะเอนเอียงไปทางชิงชังรูปกายภายนอกของตนด้วยซ้ำ (หัวล้าน อัปลักษณ์ อ้วน) และบางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาอื่นๆที่ตามมาอย่างเช่น การไม่รู้จักเข้าสังคมและหมกมุ่นอยู่กับตนเอง ชีวิตประจำวันของเขาหมดไปกับการขลุกอยู่ในห้อง จดจ้องจอคอมพิวเตอร์แล้วต่อรองกับตัวเอง (จะกินมัฟฟินก่อนแล้วค่อยมาเขียนต่อดีไหม?) พล่ามใส่เครื่องอัดเทป ก่อนจะเปิดทวนฟังอีกรอบ และนอนวาดฝันถึงผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิต (วาเลอรี่, ออร์ลีน, สาวเสิร์ฟ) จากนั้นก็สำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง เขารู้สึกแปลกแยก เหมือนเป็นมนุษย์ล่องหน ตามงานปาร์ตี้ หรือในกองถ่าย Being John Malkovich เขาอึดอัดเมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นโดยเฉพาะผู้หญิง เขาเหงื่อไหลเป็นน้ำระหว่างการพูดคุยกับวาเลอรี่ (ทิลด้า สวินตัน) ในร้านอาหาร เขาขลาดกลัวเกินกว่าจะรุกคืบอมีเลีย (คาร่า ซีมัวร์) ส่วนความพยายามจะจีบสาวเสิร์ฟก็จบลงด้วยความอับอายขายหน้า

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ชีวิตของชาร์ลีก็ไม่ต่างอะไรจากหนังสือที่เขากำลังดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์… มันไม่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากนัก ผู้คนไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีการรู้แจ้งเห็นธรรม พวกเขาดิ้นรน หงุดหงิด และปราศจากทางออก

เมื่อเขาเปรียบเทียบชีวิตตน (ที่คนดูนั่งชมมาตลอดครึ่งแรก) ว่าเป็นเหมือน ‘ชีวิตจริง’ ในคอร์สสอนการเขียนบท แม็คคี (ไบรอัน ค็อกซ์) จึงตอกกลับว่า ถ้าคุณไม่สามารถค้นหาเรื่องราวได้ในโลกที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟัน การคบชู้สู่ชาย และการโกหกหลอกลวงแล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตเลยแม้แต่น้อย คำตอบของแม็คคีทำให้ชาร์ลีตระหนักว่าเขาไม่อาจซื่อตรงต่อ The Orchid Thief ได้ เขาจำเป็นต้อง ‘ดัดแปลง’ มันให้เหมาะกับสื่อภาพยนตร์ แม็คคีแนะนำเขาในบาร์เหล้า หลังชาร์ลีอ่านหนังสือให้ฟังจนจบว่า “มันไม่ใช่หนัง คุณจะต้องย้อนกลับไป แล้วใส่ดราม่า คุณอาจก้าวผิดทางหรือมีข้อบกพร่อง แต่ถ้าคุณทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงในตอนจบได้ล่ะก็ หนังคุณฮิตแน่” เช่นเดียวกัน ชีวิตของชาร์ลีจะพบกับความสุขได้ก็ต่อเมื่อเขายินยอมที่จะ ‘ปรับเปลี่ยน’ ตัวเอง ด้วยเหตุนี้คำว่า adaptation จึงกินความควบทั้งหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวของคอฟแมน รวมเลยไปถึงคุณสมบัติโดดเด่นของดอกกล้วยไม้ (ลาโรชอธิบายให้ออร์ลีนฟังในงานแสดงพันธุ์ไม้ว่ากล้วยไม้บางชนิดมีรูปร่างเหมือนแมลงที่มาดูดดมเกสรอันหอมหวานของมัน) ในเวลาเดียวกัน

โดนัลด์ คอฟแมน (นิโคลัส เคจ) เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ เมื่อชาร์ลีขอให้เขาช่วยหาตอนจบให้กับบทภาพยนตร์ ก่อนหน้านี้คนดูจะเห็นว่าโดนัลด์คือขั้วตรงกันข้ามของชาร์ลี เขาไม่ฉลาด ไม่ทะเยอทะยาน และโอนเอนเข้าหาสูตรสำเร็จตามแนวทางอย่างเต็มใจ เป้าหมายในการเป็นนักเขียนบทของเขาไม่ใช่ความคิดริเริ่มแปลกใหม่เหมือนชาร์ลี หากแต่เป็นการอ้างอิงถึงหนังที่ประสบความสำเร็จมาแล้วก่อนหน้านี้ บทหนังเรื่อง The 3 ของโดนัลด์ (Psycho ผสม The Silence of the Lambs) เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันชัดเจนของหลักการแบบแม็คคี กล่าวคือ บทหนังอาจจะเต็มไปด้วยข้อบกพร่องทางหลักเหตุผล แต่ฉากจบแบบยิ่งใหญ่ (เฉลยว่าตัวเอกสามคนในเรื่องคือ ฆาตกรโรคจิต หญิงสาว และตำรวจ เป็นบุคคลคนเดียวกัน) จะทำให้มันกลายเป็นหนังฮิต ผลลัพธ์ที่ตามมา? โดนัลด์ขายบทหนัง ซึ่งเขาเขียนเสร็จภายในเวลาไม่กี่วัน ได้ในราคาสูงลิ่ว แถมเอเย่นต์ของชาร์ลียังกล่าวชม The Three เสียเลิศลอยอีกด้วย ถึงตรงนี้ชาร์ลีเริ่มถูกกดดันอย่างหนัก เขาจึงหันมาขอความช่วยเหลือจากโดนัลด์ให้ช่วยค้นหาฉากจบแบบใหม่ที่ไม่ได้ แอนตี้-ไคล์แม็กซ์ เหมือนใน The Orchid Thief

ด้วยเหตุนี้ Adaptation ในช่วงครึ่งหลัง นับแต่โดนัลด์เดินทางไปพบออร์ลีนและมั่นใจว่าเธอกำลัง ‘ปกปิด’ อะไรบางอย่าง จึงดำเนินเหตุการณ์ตามสูตรที่ โรเบิร์ต แม็คคี จะต้องภาคภูมิใจและอัดแน่นไปด้วยองค์ประกอบที่ชาร์ลีต้องการจะหลีกเลี่ยงในช่วงต้นเรื่องครบทุกประการ ฉากการค้นหากล้วยไม้ผีของลาโรช (คริส คูเปอร์) กับออร์ลีน (เมอรีล สตรีพ) ถูกนำมาเล่าซ้ำอีกครั้ง ต่างกันแค่คราวนี้พวกเขา ‘พบ’ มันในที่สุด ต่อมาลาโรชก็บอกความลับกับออร์ลีนว่ากล้วยไม้ชนิดนี้สามารถนำมาสกัดเป็นยาเสพติดได้ (เปลี่ยนกล้วยไม้เป็นดอกฝิ่น) เขาส่งตัวอย่างมาให้เธอทางไปรษณีย์ เธอลองเสพ พวกเขาได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ ก่อนจะลงเอยด้วยการมีเซ็กซ์กัน จากนั้นหนังก็นำผู้ชมไปสู่ฉากซึ่งให้อารมณ์โรแมนติกสุดยอด ขณะออร์ลีนนอนรับแสงแดดอ่อนๆอยู่บนสนามหญ้าและพูดจาภาษาดอกไม้กับลาโรช (love story ในแบบที่วาเลอรี่อยากได้) ตัดกลับมายังเหตุการณ์ปัจจุบัน สองพี่น้องคอฟแมนแอบสะกดรอยออร์ลีนมายังบ้านลาโรช ชาร์ลีเห็นทั้งสองร่วมรักกัน (เซ็กซ์) และถูกจับได้ ออร์ลีนตัดสินใจว่าจะต้องฆ่าเขาปิดปาก ทั้งสองขับรถพาชาร์ลีไปยังอุทยานแห่งชาติ ชาร์ลีหนีรอดมาได้ โดนัลด์พูดประโยคสำคัญ “คุณคือสิ่งที่คุณรัก ไม่ใช่สิ่งที่รักคุณ” ซึ่งทำให้ชาร์ลีเข้าใจชีวิตมากขึ้น (บทเรียนสำคัญแห่งชีวิต) ออร์ลีนพบพวกเขา ลาโรชยิงโดนัลด์ (ปืน) ชาร์ลีขับรถพาโดนัลด์หลบหนี (ขับรถไล่ล่า) โดนัลด์ตาย ชาร์ลีรวบรวมความกล้าแล้วสารภาพรักกับอมีเลีย เธอตอบรับรักเขา (ตัวละครเอาชนะอุปสรรคและประสพความสำเร็จในตอนจบ)

การพลิกผันอย่างคาดไม่ถึงของครึ่งหลัง ทำให้ Adaptation มีสัดส่วนของการเสียดสีฮอลลิวู้ดและสูตรสำเร็จในระดับหนึ่ง… แต่ไม่ทั้งหมด การสร้างบุคลิกโดนัลด์ให้ดูทึ่มๆ ใสซื่อ เข้าสังคมเก่ง จีบสาวได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจถึงความสุขอันเรียบง่ายแห่งชีวิต ส่วนชาร์ลีคือไอ้ขี้แพ้ที่ไม่มีความสุขในชีวิต แสดงให้เห็นว่าคอฟแมน (ผู้เขียนบท) ไม่ได้ดูถูก ‘หลักการ’ เสียทั้งหมด ที่สำคัญ บทหนังยังสื่อนัยยะอีกด้วยว่าโดนัลด์คือ ‘ส่วนหนึ่ง’ ของชาร์ลี เปรียบเสมือนจิตสำนึกที่มักจะเข้ามาขัดจังหวะความคิด/การช่วยตัวเองของเขาอยู่เสมอ และคอยตอกย้ำความไม่มั่นใจของชาร์ลีในการค้นหาความคิดริเริ่มแปลกใหม่ เนื่องด้วยทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนพัฒนาจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง

ขณะที่หลักการของแม็คคีเน้นการมองย้อนไปยังอดีตเพื่อค้นหาสูตรสำเร็จ (“Casablanca เป็นบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุด”) ชาร์ลีกลับพยายามขัดขืนสูตรเหล่านั้นด้วยการมองเข้าไปข้างในตัวเอง (หนังเปิดเรื่องด้วยการอ้างถึงเบื้องหลังฉากสำคัญใน Being John Malkovich เมื่อ จอห์น มัลโควิช หลุดเข้าไปในความคิดของตนเองแล้วพบว่าทุกคนในโลกนั้นล้วนมีหน้าตาเหมือนเขาและพูดจาเหมือนกันหมดว่า “มัลโควิช”) แต่สุดท้ายก็พบกับทางตันจนต้องหันไปพึ่งปัจจัยภายนอก เมื่อถึงจุดหนึ่งชาร์ลีได้สารภาพความจริงกับโดนัลด์ (ด้วยอารมณ์สมเพชตัวเอง) ว่าเขาเขียนให้ตัวเองเป็นพระเอกในบทหนัง คำตอบของโดนัลด์คือ “ฉันมั่นใจว่านายมีเหตุผลที่ดี ชาร์ลส์ นายเป็นศิลปิน”

Adaptation คือ ส่วนผสมที่ลงตัวอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ระหว่าง The Orchid Thief กับความยากลำบากในการดัดแปลงมันเป็นบทภาพยนตร์ ระหว่างการเล่าเรื่องตามสูตรกับความคิดริเริ่มแปลกใหม่ ระหว่างชีวิตจริงซึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากนักกับชีวิตในหนังซึ่งตัวละครได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญแห่งชีวิตในระยะเวลาอันสั้นเหมือนการเร่งสปีดภาพ และระหว่างโดนัลด์กับชาร์ลี

เช่นนี้แล้วจะมีเพลงอะไรเหมาะสำหรับการปิดเรื่องมากไปกว่า Happy Together