วันพุธ, กรกฎาคม 25, 2550

Short Replay: Wolf Creek


เช่นเดียวกับภาพยนตร์จากแดนจิงโจ้อีกมากมายในอดีต (โดดเด่นสูงสุด คือ ผลงานคลาสสิกอย่าง Picnic at Hanging Rock ของ ปีเตอร์ เวียร์) ทัศนียภาพ (landscape) อันกว้างใหญ่ไพศาล รกร้าง และดูลึกลับ อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของประเทศออสเตรเลีย ถูกนำมาใช้สร้างบรรยากาศชวนสยอง จนอาจถึงขั้นเปี่ยมพลังเหนือธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยมในหนังฆาตกรโรคจิตไล่ฆ่าคนเรื่อง Wolf Creek ซึ่งเล่าถึงการเดินทางของหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง ก่อนรถยนต์เจ้ากรรมจะเกิดมาเสียกลางทาง ณ ทะเลทรายอันว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตาในช่วงพลบค่ำ และตามฟอร์มของตัวละครในหนังจำพวกนี้ พวกเขายอมรับความช่วยเหลือจากชายแปลกหน้า ซึ่งเสนอตัวว่าจะลากรถไปซ่อมให้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะขอเชือดพวกเขาทีละคนเป็นค่าแรงตอบแทน

ความแตกต่างของ Wolf Creek จากหนังเลือดสาดดาษๆ อย่าง Hostel อยู่ตรงความละเมียดในการสร้างความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละคร (ฉากความรุนแรงแบบไม่ยั้ง ซึ่งเปรียบเสมือนท่าบังคับของหนังแนวนี้จำพวกนิ้วมือถูกฟันขาดกระเด็น แผ่นหลังถูกแทงกระซวก เพิ่งปรากฏให้เห็นในช่วงครึ่งชัวโมงสุดท้าย) สัมพันธภาพที่กำลังงอกเงยของสองตัวละครได้รับการถ่ายทอดอย่างสมจริง เป็นธรรมชาติ ส่งผลให้พวกเขาไม่ใช่แค่หุ่นกระบอกโง่ๆ ที่เราสวดภาวนาให้ถูกฆ่าตายไปไวๆ (a.k.a. ปารีส ฮิลตัน ใน House of Wax) และที่สำคัญ หนังไม่ได้พยายามจะคืนกำไรให้คนดู (ซาดิสต์) “สะใจ” แบบในฉากจบของ The Hills Have Eyes หรือ Hostel (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง) แต่สุดท้ายอารมณ์สยองกลับจะตามหลอกหลอนคนดูไปอีกนาน

2 ความคิดเห็น:

เด็กโหง่ย กล่าวว่า...

หนังเขาดีเจงๆนะคับเนี่ยะ
ขอบอกเน้อ...

ศึกษาต่อออสเตรเลีย กล่าวว่า...

ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูล