วันพฤหัสบดี, กันยายน 08, 2554

Rise of the Planet of the Apes: สู่เสรีภาพ


โดยเปลือกนอกแล้ว หนังเรื่อง Planet of the Apes (1968) ถือเป็นบทวิพากษ์สัญชาตญาณมนุษย์ในการทำลายล้างและนิยมความรุนแรงจนนำไปสู่จุดจบแห่งอารยธรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากมองผ่านบริบททางสังคมในยุคสงครามเย็น เมื่อวิกฤติอาวุธนิวเคลียร์กำลังร้อนระอุ แต่หากมองให้ลึกลงไป คุณจะเห็นความนัยที่ซ่อนอยู่ เกี่ยวกับสันดานอีกประเภทของมนุษย์ นั่นคือ ความหยิ่งทะนง ถือตนว่ามีสติปัญญาเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลก และหวาดกลัว “ความเป็นอื่น” ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

หนังเป็นเหมือนภาพสะท้อนมุมกลับของภาวะเหยียดสีผิว เมื่อมนุษย์ (ชนผิวขาว) ตกเป็นทาสที่ถูกล่ามโซ่ จับเข้ากรง และถูกมองว่าต่ำต้อย ล้าหลังกว่าพวกลิง (ชนผิวดำ) หนังตั้งใจประณามการกดขี่โดยพลิกตลบให้เหล่า “อภิสิทธิ์ชน” มารับบทเบี้ยล่าง เพื่อรับรู้ถึงรสชาติของการถูกมองด้วยแววตาเหยียดหยาม แต่ในเวลาเดียวกัน การวาดภาพ “มนุษย์” ผ่านตัวละครผิวขาวเป็นหลัก (หนึ่งในทีมนักบินอวกาศเป็นแอฟริกัน-อเมริกัน แต่เขาถูกฆ่าตายตั้งแต่ต้นเรื่อง) ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดเหล่าผู้รอดชีวิตจากสงครามนิวเคลียร์ถึงมีแค่คนผิวขาว ปราศจากคนผิวดำ คนเอเชีย หรือคนละติน ความเป็นไปได้ดังกล่าวมีโอกาสมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อฉากหลังของหนังเป็นมหานครอย่างนิวยอร์กซึ่งคราคร่ำไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ

ด้วยเหตุนี้ เสียงคร่ำครวญอย่างเกรี้ยวกราดของ ชาร์ลตัน เฮสตัน ในฉากจบอันลือลั่น เมื่อเขาค้นพบว่าดาวที่ถูกปกครองโดยลิงนั้น แท้จริงแล้วเป็นโลกมนุษย์ (“เราทำลายมันจนได้ ไอ้พวกสารเลว! ขอให้พวกแกตกนรกหมกไหม้!”) จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะถูกตีความว่าเป็นเสียงก่นด่ามนุษย์ผิวขาว ที่ทำลายโลก (แพ้ภัยตัวเอง?) ส่งผลให้เหล่าสายพันธุ์และอารยธรรมที่ด้อยกว่าทั้งในเชิงสรีระและเทคโนโลยี กลายมาเป็นผู้นำ (นัยยะดังกล่าวสอดคล้องไปกับการแบ่งชนชั้นในหมู่ลิง เมื่ออุรังอุตัง ซึ่งมีผมสีบลอนด์เป็นกลุ่มผู้ปกครอง ชิมแปนซี ซึ่งมีผมสีน้ำตาลและผิวสีอ่อน เป็นชนชั้นกลาง หรือมันสมองของสังคม และท้ายสุดกอริลลา ซึ่งมีผมสีดำและผิวสีเข้ม เป็นทหารที่ต้องคลุกคลีกับความรุนแรง ป่าเถื่อน)

43 ปีต่อมา สงครามนิวเคลียร์ไม่ได้อยู่ในความกังวลของคนส่วนใหญ่อีกต่อไป (ยกเว้นคุณจะอาศัยอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี) ส่วนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิความเทียมกันทางสีผิวก็เดินหน้ามาไกลแล้ว จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าเหตุใด การล่มสลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ใน Rise of the Planet of the Apes ถึงถูกเปลี่ยนแปลงจากอาวุธนิวเคลียร์มาเป็นเชื้อไวรัสมรณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากความวิตกกังวลร่วมสมัยเกี่ยวกับกระแสโรคร้ายสารพัดที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาอย่าง อีโบลา ไข้หวัดนก และเอดส์ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังยังคงรักษาไว้อย่างเหนียวแน่น คือ ความยโสแห่งมนุษย์ ซึ่งกลายเป็นต้นเหตุแห่งความฉิบหายวายป่วงทั้งมวล

วิล ร็อดแมน (เจมส์ ฟรังโก้) ก็ไม่ต่างจาก ดร. แฟรงเกนสไตน์ ที่พยายามจะเอาชนะธรรมชาติ เขาพัฒนาไวรัสขึ้นเพื่อหวังจะใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ และช่วยเหลือพ่อ (จอห์น ลิธโกว) ให้หายจากอาการสมองเสื่อม ไวรัสตัวแรกดูเหมือนจะได้ผลดีในระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายกลับถูกระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ทำลายลง ส่งผลให้เขาพัฒนาไวรัสอีกตัวขึ้น ซึ่งรุนแรงกว่า และแน่นอนว่าย่อมนำไปสู่หายนะ ความอหังการและทะเยอทะยาน แม้ว่าจะถือกำเนิดจากความปรารถนาดี โดยไม่ฟังคำเตือนของแฟนสาว (ฟรีดา พินโต) ว่า “บางสิ่งบางอย่างก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้” ทำให้วิลลงเอยด้วยการผลิตอาวุธคร่าชีวิตมนุษย์ แทนที่จะเป็นยารักษาโรค

อย่างไรก็ตาม ไวรัสกลับใช้ได้ผลดีเยี่ยมในลิง ช่วยให้มันพัฒนาสมองขึ้นมาเกือบจะเทียบเท่ามนุษย์ แถมยังสืบทอดผ่านทางกรรมพันธุ์อีกด้วย ทว่าผลกระทบกลับทำให้ลิงชิมแปนซีอย่าง ซีซาร์ (แอนดี้ เซอร์กิส) มีสภาพไม่แตกต่างจากสัตว์ประหลาดของ ดร. แฟรงเกนสไตน์ มันฉลาดเกินหน้าลิงทั่วไป จนรู้สึกแปลกแยกเมื่อถูกจับมารวมกับลิงจรจัดอื่นๆ แต่ขณะเดียวกัน รูปลักษณ์ภายนอกก็ทำให้มันไม่สามารถกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสังคมมนุษย์ได้ ซีซาร์พลันตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงจนนำไปสู่การยอมรับในที่สุด เมื่อมันถูกลิงนักเลงเจ้าถิ่นปลดเปลื้องเสื้อผ้าออก และได้รับการปฏิบัติจากเด็กเกรียนประจำศูนย์กักกันสัตว์ (ทอม เฟลตัน) ไม่แตกต่างจากลิงตัวอื่นๆ

สำหรับมนุษย์ทั่วไปแล้ว ไม่ว่าซีซาร์จะฉลาด หรือเปี่ยมไหวพริบเพียงใด สุดท้ายมันก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกตีตราให้เป็นลิงอยู่วันยังค่ำ

ในเวลาเดียวกัน วิลก็ต้องเรียนรู้ว่าแม้ไวรัสจะทำให้ลิงชิมแปนซีฉลาดแค่ไหน สุดท้ายมันก็ยังไม่ใช่มนุษย์อยู่วันยังค่ำ พร้อมกันนั้นระดับสติปัญญาที่เพิ่มขึ้นกลับทำให้มันเริ่มสังเกตเห็นความขัดแย้ง แปลกแยก ตลอดจนความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ และไม่ว่าวิลจะพยายามมอบความรัก ความเอาใจใส่ต่อซีซาร์มากเพียงใด สุดท้ายเขาก็ต้องพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติอยู่วันยังค่ำ เมื่อซีซาร์ตัดสินใจเลือกจะอยู่ในป่าอย่างอิสระกับพวกพ้องเดียวกัน แทนการถูกล่ามโซ่เป็นเหมือนสัตว์เลี้ยง ทุกครั้งที่ “พ่อ” ของเขาพาไปเดินเล่น

เนื้อหาของหนังอาจสะท้อนให้เห็นดาบสองคมของวิทยาการและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ รวมเลยไปถึงระบบทุนนิยม ซึ่งคำนึงถึงผลกำไรเหนือสิ่งอื่นใด แต่ขณะเดียวกัน ตัวหนังก็โอบกอดความก้าวหน้าของเทคโนโลยี motion captureอย่างเต็มที่ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ถือว่าน่าตื่นตะลึง เนื่องจากตัวละครที่สร้างจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิกอย่างซีซาร์ ไม่เพียงจะเคลื่อนไหวเหมือนจริงท่ามกลางแสงธรรมชาติในตอนกลางวัน พร้อมทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับนักแสดงได้แนบเนียน กลมกลืนเท่านั้น แต่มันยังถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกได้หลากหลาย ลุ่มลึก จนไม่น่าแปลกใจหากบรรดาดาราทั้งหลายจะรู้สึกหวาดหวั่นต่ออนาคตทางด้านอาชีพการงาน

น่าสังเกตว่า Rise of the Planet of the Apes ไม่ปิดบังที่จะดึงดูดคนดูให้เข้าข้างฝูงลิงมากกว่าเหล่ามนุษย์โลก ซึ่งแตกต่างจาก Planet of the Apes เพราะลิงในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวแทนของภาพมุมกลับแห่งปัญหาเหยียดสีผิว พวกมันไม่ได้มองมนุษย์ว่าต่ำต้อยกว่า ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจมนุษย์โดยรวม ยกเว้นเพียงมนุษย์บางคนที่เห็นแก่ตัว และโหดเหี้ยม ซีซาร์เองเมื่อเริ่มเปิด “สงคราม” เต็มรูปแบบก็พยายามหลีกเลี่ยงและหยุดยั้งไม่ให้ฝูงลิงของเขาฆ่ามนุษย์โดยไม่จำเป็น คนดูจะไม่เห็นคนถูกลิงฆ่าตายแบบจะๆ นอกจากกรณีของด็อดจ์ (ซึ่งก็ไม่ได้ดูร้ายกาจอะไรเพราะแฝงลักษณะของการป้องกันตัวมากกว่า) และผู้บริหารของบริษัทยา (ซึ่งเป็นตัวละครที่ไม่ได้เรียกร้องความน่าเห็นใจพอๆ กับคนแรก) ตรงกันข้าม เรากลับเห็นภาพมนุษย์พรากลิงจากบ้านเกิด จากเผ่าพันธุ์ เพื่อมาเป็นหนูทดลองยาในตอนต้นเรื่อง ถูกทำร้าย ทารุณด้วยเครื่องมือสารพัดตั้งแต่ไม้กระบองไปจนถึงเครื่องช็อตไฟฟ้าในช่วงกลางเรื่อง และถูกสังหารอย่างเลือดเย็นในฉากไคล์แม็กซ์บนสะพาน

ลิงในหนังเรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนตัวแทนการเรียกร้องสิทธิของเหล่าสิงสาราสัตว์ ซึ่งถูกกระทำสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่เป็นเหยื่อทดลองและถูกกำจัดทิ้งเมื่อไร้ประโยชน์ ไปจนถึงโดนกักขัง หน่วงเหนี่ยวให้อยู่ในกรงอันคับแคบแออัด ส่วนมนุษย์ในหนัง แม้กระทั่งพวกที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี นอกจากจะคิดว่าตนสามารถเอาชนะกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติได้แล้ว ยังไม่เข้าใจอีกด้วยว่าธรรมชาติย่อมค้นพบหนทางในท้ายที่สุด ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของซีซาร์ ซึ่งแม้จะเติบโตมาในสังคมมนุษย์ ในห้องใต้หลังคา และถูกอัพเกรดมันสมองด้วยไวรัสที่คิดค้นขึ้นใหม่ แต่มันยังคงยินดีปรีดาทุกครั้งเมื่อได้มาเที่ยวป่า และสามารถปีนป่ายต้นไม้ไปสู่ยอดสูงได้อย่างคล่องแคล่วโดยปราศจากความลังเล หรือหวาดกลัว เพราะธรรมชาติสร้างมันให้เป็นเยี่ยงนั้น และเมื่อวิลพยายามโน้มน้าวให้ซีซาร์กลับไปอยู่บ้านกับเขาในตอนท้ายเรื่อง ลิงชิมแปนซีจึงตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ที่นี่คือบ้านของซีซาร์”

เช่นนี้แล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหนังถึงกวาดเสียงสรรเสริญจากองค์กรต่อต้านการทารุณสัตว์ (PETA) อย่างเป็นเอกฉันท์ เพราะนอกจากเนื้อหาของหนังจะสอดคล้องกับทัศนคติขององค์กรแล้ว หนังเรื่องนี้ยังสามารถกล่าวอ้างได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ไม่มีสัตว์ได้รับอันตรายระหว่างการถ่ายทำ” เพราะลิงทุกๆ ตัวที่เห็นในหนัง ไม่ว่าจะลิงเด็ก หรือลิงผู้ใหญ่ ล้วนถือกำเนิดจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิกทั้งสิ้น

กระนั้นเมื่อมองให้ลึกลงไปอีกชั้นจะพบว่า Rise of the Planet of the Apes ซุกซ่อนแง่มุมการเมืองเอาไว้เช่นกัน เกี่ยวกับการลุกฮือขึ้นของชนชั้นล่าง หลังจากเหลืออดต่อพฤติกรรมกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ และความไม่เท่าเทียมกัน หนึ่งในฉากไฮไลท์ของหนัง เป็นตอนที่ซีซาร์เอ่ยคำพูดแรกเป็นภาษามนุษย์ และคำๆ นั้น คือ “ไม่” ซึ่งบ่งบอกความนัยของการกบฎ การลุกขึ้นมาปฏิเสธกฎเกณฑ์ที่สังคมยัดเยียดให้และการก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างไร้ทางสู้

การที่หนังวางตัวว่าเป็นเสมือนบทเกริ่นนำของ Planet of the Apes บ่งชี้ชัดเจนว่าอารยธรรมของลิงกำลังจะเดินทางสู่จุดรุ่งเรือง เฟื่องฟู บางทีอาจไม่แตกต่างจากจุดเริ่มต้นของอารยธรรมมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อน หวังแต่เพียงว่าด้วยรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ และระดับสติปัญญาที่พัฒนาจนมาถึงจุดใกล้เคียงกับมนุษย์ จะไม่ทำให้พวกมันเดินทางผิดพลาดแบบเดียวกัน

ส่วนอนาคตอันมืดหม่นที่รอคอยมวลมนุษย์อยู่เบื้องหน้านั้น พวกเขาก็ไม่อาจจะโทษใครได้ เพราะมันล้วนเกิดจากการกระทำของตนเองล้วนๆ

วันอังคาร, สิงหาคม 02, 2554

The Tree of Life: ทวิภพ



“ชายคนหนึ่งมองดูนกที่ใกล้สิ้นใจ พลางโหยไห้ว่าชีวิตนี้ช่างเต็มไปด้วยความเจ็บปวดซึ่งไม่อาจอธิบายได้ ก่อนสุดท้ายความตายจะมาพรากมันไป... ชายอีกคนมองเห็นนกตัวเดียวกัน แต่กลับรู้สึกถึงความงดงามของชีวิต” (The Thin Red Line)

“หากประวัติศาสตร์คือมนุษย์หนึ่งคน ทั้งหมดย่อมอธิบายได้จากแต่ละประสบการณ์ มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างโมงยามแห่งชีวิตเรากับกาลเวลานับร้อยๆ ปี เนื่องจากอากาศที่เราสูดเข้าร่างมาจากคลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ แสงสว่างที่เราใช้อ่านหนังสือมาจากดวงดาวที่ห่างออกไปนับร้อยล้านไมล์ และการทรงตัวของเราก็ขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่างแรงสู่ศูนย์กลางและแรงหนีศูนย์กลาง... ทุกการปฏิวัติย่อมเริ่มต้นจากประกายในหัวของมนุษย์หนึ่งคน และเมื่อความคิดเดียวกันปรากฏขึ้นในหัวของมนุษย์อีกคน มันก็กลายเป็นกุญแจสู่ยุคสมัย” (จากบทความ “ประวัติศาสตร์” โดย ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน)

รากเหง้าจากการเติบโตมาในชนบท ทำงานตามเรือกสวนไร่นาระหว่างช่วงวันหยุดฤดูร้อน และเรียนปรัชญาเป็นวิชาเอก ส่งผลให้แรงบันดาลใจของ เทอร์เรนซ์ มาลิค ค่อนข้างแตกต่างจากเหล่าผู้กำกับ “ชาวกรุง” และ “คอหนัง” อย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก, มาร์ติน สกอร์เซซี่ และ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ซึ่งล้วนเริ่มต้นสร้างผลงานเป็นที่จับตาในช่วงทศวรรษ 1970 ดังจะสังเกตเห็นว่าภาพยนตร์ของมาลิคเปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัวเกินกว่าจะนำไปเทียบเคียงผลงานของผู้กำกับคนใดคนหนึ่ง ใกล้เคียงสุดอาจได้แก่ ผลงานของ อังเดร ทาร์คอฟสกี้ (Solaris, The Sacrifice, The Mirror) แต่เป็นในแง่เนื้อหามากกว่าสไตล์การนำเสนอ เพราะทั้งสองล้วนมุ่งเน้นที่จะสื่อสารประเด็นอภิปรัชญาเกี่ยวกับมนุษย์และการดำรงอยู่ (1)

อย่างไรก็ตาม ขณะทาร์คอฟสกี้นิยมลองเทคอันอ้อยอิ่ง มาลิคกลับขึ้นชื่อเรื่องการปลุกปั้นชิ้นงานในห้องตัดต่อ และชื่นชอบการเคลื่อนกล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน The Tree of Life ซึ่งกล้องแบบแฮนด์เฮลด์ช่วยสะท้อนความไหลลื่น ไม่หยุดนิ่งของชีวิตได้อย่างน่าตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นฉากที่มันตามติดการละเล่นของเหล่าเด็กๆ ทั้งสามคน หรือจับช่วงจังหวะแห่งมนตร์เสน่ห์ของชีวิตประจำวัน เมื่อผีเสื้อตัวหนึ่งบินวนมาเกาะบนมือของคุณนายโอ’เบรียน

หากจะระบุอิทธิพลที่เด่นชัดต่อ เทอร์เรนซ์ มาลิค บางทีเราอาจต้องย้อนกลับไปไกลถึงยุคเริ่มแรกของภาพยนตร์ เมื่อพล็อตและตัวละครไม่ใช่เป้าหมายสำคัญ เมื่อทฤษฎี แนวคิด หรือธรรมเนียมปฏิบัติยังไม่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อจัดแบ่ง คัดแยกประเภท และสุนทรียะหลักเพียงหนึ่งเดียว คือ พลังของภาพในการนำเสนอความงาม ความน่าตื่นตา ตลอดจนความจริง ก่อนจะถูกนำมาตีความ ทำความเข้าใจเพื่อค้นหาความหมาย ด้วยเหตุนี้ อาจกล่าวได้ว่าภาพยนตร์ของมาลิคเป็นทั้งเรื่องแต่ง (fiction) และสารคดี (documentary) ในเวลาเดียวกัน จนไม่แปลกที่หลายคนจะเปรียบเทียบผลงานของเขาว่าคล้ายคลึงกับการนั่งชมสารคดีของ เนชันแนล จีโอกราฟฟิก ในแง่ที่พวกมันบันทึกความเป็นไปของโลก และสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างละเอียดและน่าอัศจรรย์ใจ แต่แตกต่างตรงที่มาลิคหาได้สนใจ “ความจริง” เพียงอย่างเดียว

แรงกระหายที่จะนำเสนอภาพอัน “บริสุทธิ์” ส่งผลให้มาลิคยังคงนิยมถ่ายหนังโดยอาศัยแสงธรรมชาติเป็นหลัก (2) และแนวคิดดังกล่าวก็นำไปสู่ผลลัพธ์สุดอลังการใน Days of Heaven (1978) ซึ่งหลายคนยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังที่สวยที่สุด จากการถ่ายทำหลายๆ ฉากระหว่างช่วง magic hour (3) กระนั้นความประณีตงดงามของภาพ ซึ่งเป็นไปเพื่อรองรับแนวคิดที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอ และห่างไกลจากสไตล์ดิบๆ แบบในหนังสารคดี ทำให้ผลงานของมาลิคเป็นเหมือนเส้นบางๆ ที่แบ่งแยกระหว่างความสมจริงกับการปรุงแต่ง พวกมันกระตุ้นความรู้สึกของตำนาน หรือเทพนิยายจากความจริงแบบสารคดี เช่น เรื่องราวของอาชญากรกับแฟนสาวใน Badlands (1973) อาจทำให้คนดูนึกถึงการผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์ และ ฮัคเกิลเบอร์รี ฟินน์ ส่วนรักสามเส้าบนทุ่งข้าวสาลีที่กว้างใหญ่ไพศาลใน Days of Heaven (ซึ่งใช้หลากรูปขาวดำในสไตล์ภาพข่าวประกอบเครดิตเปิดเรื่อง) ก็ให้โทนอารมณ์เหมือนตำนานในคัมภีร์ไบเบิล

วิวัฒนาการความสนใจในตัวละครและพล็อตของมาลิคอาจสังเกตได้จากอีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเขา นั่นคือ การใช้เสียงบรรยาย (voice over) ซึ่งเริ่มต้นตามธรรมเนียมปฏิบัติใน Badlands และ Days of Heaven เมื่อคนดูสามารถระบุได้ชัดเจนว่ามันเป็นเสียงของใคร และมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อบอกเล่าเรื่องราว ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร แต่พอมาถึง The Thin Red Line, The New World และ The Tree of Life เสียงบรรยายเริ่มแพร่กระจายไปยังตัวละครหลากหลาย จนบางครั้งก็แยกไม่ออกว่าเป็นเสียงใครกันแน่ ขณะเดียวกันมันก็แทบไม่ได้ทำหน้าที่อธิบายเรื่องราว หรือเพิ่มความเข้าใจในตัวละครให้กับคนดูอีกต่อไป ตรงกันข้าม เนื้อหาของบทบรรยายกลับคลุมเครือ ประกอบไปด้วยคำถามที่ปราศจากคำตอบ ราวกับเป็นการรำพึงรำพัน หรือบทสวดภาวนา ซึ่งดูจะสอดคล้องกันอย่างกลมกลืนกับนัยยะเชิงศาสนาที่ปรากฏให้เห็นในหลายครั้งหลายครา

เมื่อเทียบกับหนังที่มีเส้นเรื่องค่อนข้างชัดเจนอย่าง Badlands, Days of Heaven และ The New World อาจกล่าวได้ว่า The Tree of Life คือ ผลงานที่ใกล้เคียงกับการเป็น “หนังทดลอง” สูงสุด เพราะมันแทบจะปราศจากพล็อตให้จับต้องได้ และหลายครั้งก็พาคนดูไปสัมผัสเหตุการณ์ในช่วง “กึ่งกลาง” โดยปราศจากบทเกริ่นนำ หรือบทสรุป เช่น พฤติกรรมเกรี้ยวกราดของคุณโอ’เบรียน กลางโต๊ะอาหาร หรือการระเบิดอารมณ์ของ แจ๊คใส่พ่อกับแม่ ราวกับหนังทั้งเรื่องเป็นภาพรวมแห่งความทรงจำ (ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่ครบถ้วนสมบูรณ์) ห้วงคำนึง ตลอดจนจินตนาการของ แจ๊ค (วัยผู้ใหญ่) ซึ่งเป็นตัวแทนของมาลิคอีกทอดหนึ่ง นั่นส่งผลให้วิธีการนำเสนอของ The Tree of Life คล้ายคลึงกับสไตล์การเล่าเรื่องแบบ stream of consciousness ในวงการวรรณกรรม ซึ่งนิยมถ่ายทอดความคิดภายในที่ปราศจากแบบแผน ไม่เชื่อมโยงกันมากกว่าการผูกพล็อตอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นขั้นเป็นตอน ส่วนในแง่ไวยากรณ์ ก็จะไม่เข้มงวดเรื่องความถูกต้อง สมบูรณ์แบบ แต่เน้นความเป็นอิสระ (4)

มองในมุมนี้ ฉากบนชายหาดช่วงท้ายเรื่องจึงอาจไม่ใช่ภาพจำลองของชีวิตหลังความตาย สวรรค์ หรือวันพิพากษาดังที่หลายคนตีความ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แทนหลากหลายความทรงจำ ตลอดจนประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งแจ๊คพยายามรวบรวมเพื่อค้นหาความหมาย... พวกเขาทุกๆ คนล้วนหลอมรวมกันและก่อร่างขึ้นเป็นตัวตนของแจ๊คในปัจจุบัน

กระนั้นท่ามกลางความแตกกระจาย ไม่เป็นระบบ ระเบียบ มาลิคได้เชื่อมโยงแต่ละส่วนของหนังเข้าไว้ด้วยการผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น เมื่อเด็กชายร้องตะโกนว่าเขาพบกระดูกไดโนเสาร์ มันอ้างอิงไปยังฉากกำเนิดโลกก่อนหน้า หรือประโยค “มันเป็นการทดลอง” ที่เพื่อนร่วมงานพูดกับแจ๊คในออฟฟิศ ก็ถูกพูดซ้ำอีกครั้งผ่านฉากการยิงกบขึ้นฟ้า รวมไปถึงการเลือกใช้เพลง Requiem for My Friend ของ ซบิกนิว ไพรส์เนอร์ ซึ่งแต่งให้กับเพื่อนร่วมงานที่จากไป คริสตอฟ คีส์โลวสกี้ ในฉากกำเนิดจักรวาล เพราะสำหรับมาลิค การเกิดและการตายถือเป็นสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก

* * *
เช่นเดียวกับเด็กอีกมากในรัฐเท็กซัสยุค 1950 มาลิคเติบโตมาในครอบครัวที่การไปโบสถ์วันอาทิตย์ถือเป็นกิจวัตรภาคบังคับ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นอิทธิพลของคริสตศาสนาในหนังของเขาอย่างต่อเนื่อง โดยธีมหลักมักเกี่ยวโยงไปยังเรื่องราวการพ่ายแพ้ต่อกิเลสของอดัมกับอีฟ แล้วขัดคำสั่งพระเจ้าด้วยการกัดกินผลจากต้นไม้แห่งความรู้ในทางดีและชั่ว (Tree of Knowledge of Good and Evil) จนถูกขับไล่ลงมายังโลกเพื่อทำงานหนัก (อดัม) และจำทนต่อความเจ็บปวดในการคลอดลูก (อีฟ) โดยงูที่ล่อลวงบุตรแห่งพระเจ้าได้ปรากฏตัวให้เห็นเป็นรูปธรรมทั้งใน Days of Heaven และ The Tree of Life ผ่านภาพในหนังสือ ขณะที่การจำลอง “สวรรค์” ตลอดจนความล่มสลายที่ตามมาก็สามารถใช้อธิบายเรื่องราวใน Days of Heaven ได้มากพอๆ กับ The New World ทั้งในเชิงรูปธรรม (ไร่ข้าวสาลีที่พังยับเยินในเรื่องแรก ชุมชนอินเดียนแดงที่ถูกเผาราบในเรื่องหลัง) และในเชิงสัญญะ (การมาถึงของยุคอุตสาหกรรม เมื่อเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานในเรื่องแรก การมาถึงของสังคมเมืองและระบบทุนนิยม เมื่อการผลิตเพื่อผลกำไร ชนชั้น และการถือครองที่ดินส่วนตัวเข้ามาแทนที่ระบบสังคมแบบดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองในเรื่องหลัง)

สำหรับ The Tree of Life สวรรค์ในที่นี้ คือ วัยเยาว์แห่งความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ก่อนมนุษย์จะเริ่มเรียนรู้ความเย้ายวนแห่งเพศตรงข้าม ความเกลียดชัง และการแข่งขัน

ผลจากการกระทำของอดัมกับอีฟทำให้ลูกหลานที่เกิดต่อมาล้วนมีบาปติดตัว (original sin) ซึ่งตีความคร่าวๆ ได้ว่า แนวโน้มที่จะกระทำผิดบาป พูดง่ายๆ ก็คือ มนุษย์ล้วนมีสัญชาตญาณใฝ่ต่ำ ทำให้เราถูกตัดขาดจากพระเจ้าและล้มเหลวที่จะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ ใน The Tree of Life เสียงบรรยายได้บอกเล่าถึงทวิภาวะของการดำเนินชีวิตตาม วิถีแห่งธรรมชาติ (nature) และวิถีแห่งพระเจ้า (grace) ซึ่งถูกสรุปเป็นภาพชัดเจนผ่านตัวละครอย่าง คุณโอ’เบรียน และ คุณนายโอ’เบรียน คนหนึ่งคำนึงถึงแต่ตัวเอง แล้วพยายามครอบงำ ควบคุมคนอื่นให้เห็นตาม เขามีเหตุผลที่จะอมทุกข์ แม้ว่าความรักจะอบอวลอยู่รอบตัว ส่วนอีกคนคำนึงถึงแต่ผู้อื่น แล้วก้มหน้ายอมรับ แม้จะถูกหลงลืม เกลียดชัง หรือเหยียดหยาม (หนังตอกย้ำสถานะ “แม่พระ” ของคุณนายโอ’เบรียนขึ้นไปอีกขั้นด้วยการให้เธอเต้นระบำกลางอากาศในฉากหนึ่ง)

“เราต้องเลือกว่าจะเดินตามเส้นทางใด...” เสียงบรรยายกล่าว “คนที่เลือกวิถีแห่งพระเจ้าไม่มีวันจะพบจุดจบที่เลวร้าย”

แม้จะทราบแน่ชัดว่านั่นเป็นข้อเท็จจริง แต่ในทางปฏิบัติยังคงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้เพราะมนุษย์มีรอยด่างพร้อยในธรรมชาติ แจ๊ค เปรียบเสมือนตัวแทนของมนุษย์ทุกคน ที่ถูกฉุดรั้งด้วยพลังทั้งสองด้าน (“คุณพ่อ คุณแม่ พวกท่านต่อสู้กันอยู่ในใจผมเสมอมา และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป”) ขณะเดียวกัน งูในตำนานอดัมกับอีฟก็ถูกแทนที่โดยชายร่างสูงในห้องใต้หลังคา ซึ่งคอยล่อหลอกและชี้ชวนให้มนุษย์ยอมแพ้ต่อกิเลส แล้วเบี่ยงเบนออกจากวิถีแห่งพระเจ้า โดยหลังจากฉากปริศนาดังกล่าว (รวมถึงภาพตัวตลกในคณะละครสัตว์) พฤติกรรมของแจ๊คก็เริ่มส่อแววมืดหม่นขึ้นเป็นลำดับ หรือพูดอีกอย่าง คือ การเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองยิงกบขึ้นฟ้า ขโมยชุดกระโปรงชั้นในของหญิงสาวข้างบ้าน ยิงปืนลมใส่น้องชาย รวมเลยไปถึงความคิดอยากจะฆ่าพ่อ ซึ่งส่อนัยยะชัดเจนขณะแจ๊คเดินวนรอบแม่แรงระหว่างคุณโอ’เบรียนกำลังนอนซ่อมรถอยู่ใต้ท้องรถ

นอกจากตำนานอดัมกับอีฟแล้ว The Tree of Life ยังอ้างอิง (ในฉากเปิดเรื่อง) ถึงตำนานอีกบทของศาสนาคริสต์ นั่นคือ The Book of Job ผ่านการหยิบยกคำโต้ตอบของพระเจ้า (Where wast thou when I laid the foundations of the earth?) ต่อโยป ซึ่งถูกยั่วยวนให้สาปแช่งพระองค์ หลังจากเขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง (ลูกๆ ทรัพย์สิน สุขภาพ) และได้รับคำแนะนำอันเลวร้ายจากเหล่าผองเพื่อนว่าเขาต้องกระทำผิดบาปร้ายแรง จึงถูกพระเจ้าลงโทษให้ต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ (5)

The Tree of Life เปิดเรื่องเมื่อครอบครัวโอ’เบรียนทราบข่าวการตายของลูกชาย และเช่นเดียวกับโยปความทุกข์ทรมานที่ตามมานำไปสู่การตั้งคำถามต่อพระเจ้าถึงความอยุติธรรม พวกเขาไม่เข้าใจว่าหากพระเจ้าเปี่ยมเมตตาจริง เหตุใดโลกจึงเต็มไปด้วยความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นภาพของคนพิการที่สองพี่น้องโอ’เบรียนเดินผ่านในเมือง หรือเด็กชายที่ถูกไฟคลอก และเหตุการณ์จมน้ำตายของเด็กชายคนหนึ่ง (“พระองค์อยู่ไหน... พระองค์ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ทำไมผมจะต้องทำตัวดี ในเมื่อพระองค์ไร้เมตตา”) ณ จุดนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าอาจแทนที่ได้ด้วยความรู้สึก “ทั้งรักทั้งเกลียด” ของแจ๊คต่อคุณโอ’เบรียน ซึ่งยืนกรานให้ลูกๆ เรียกเขาว่า father ไม่ใช่ dad เนื่องจากบางครั้งเราจะเห็นเขาลงโทษลูกๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร แต่ในบางครั้งเราก็จะเห็นเขากอดเด็กชายด้วยความรักใคร่

ความแตกต่างระหว่าง The Tree of Life กับ A Serious Man หนังอีกเรื่องซึ่งหยิบยก The Book of Job ขึ้นมาอ้างอิง อยู่ตรงที่ มาลิคไม่เพียงแจกแจงเคราะห์กรรม (โดยปราศจากเหตุผล) ของโยปเท่านั้น แต่ยังนำเสนอคำตอบของพระเจ้าอีกด้วย ผ่านฉากกำเนิดโลกและสรรพสิ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ของจักรวาลอันไพศาล ณ ช่วงหนึ่งของวิวัฒนาการที่กินเวลานับล้านๆ ปี ส่วนพระเจ้า (หรือพลังยิ่งใหญ่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์) ก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะต้องอธิบายตัวเอง

อย่างไรก็ตาม เราอาจแสวงหาการปลอบประโลมต่อ “ภาวะนิ่งเงียบ” ของพระเจ้าได้จากคำกล่าวของคุณโอ’เบรียน ขณะเขาสอนลูกๆ ให้รู้จักป้องกันตัว ... บางทีทุกความเจ็บปวด ความผิดหวัง ความล้มเหลวที่เราต้องเผชิญอาจเป็นส่วนหนึ่งในบทเรียนชีวิตที่จะช่วยให้มนุษย์แข็งแกร่ง และ “เป็นนายของตัวเอง” (be your own man)

มนุษย์มักคิดว่าพระเจ้าเป็น “เอกสิทธิ์” ของเผ่าพันธุ์ตน แต่มาลิคได้ท้าทายความคิดดังกล่าวผ่านฉากพิศวง เมื่อไดโนเสาร์ตัวหนึ่งไว้ชีวิตไดโนเสาร์อีกตัวหนึ่งที่กำลังนอนสิ้นแรงอยู่ริมลำธาร นั่นคือแสงวูบแรกแห่งเมตตาจิต? หรือมันแค่อิ่มท้อง และไม่เห็นความน่าสนใจของเหยื่อซึ่งไม่ต้องไล่ล่า? เช่นเดียวกับโยป เราไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร และนั่นอาจเป็นประเด็นสำคัญของหนังทั้งเรื่อง ความรู้สึกที่ว่าคำตอบไม่ใช่เป้าหมาย หรือไม่อาจนำมาซึ่งความพึงพอใจสูงสุด มนุษย์พยายามจะใช้หลักวิทยาศาสตร์เพื่ออธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง ผ่านตรรกะ ผ่านสูตรคณิตศาสตร์ ผ่านจิตวิทยา แต่สุดท้ายแล้วก็ยังมีบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือหลักการดังกล่าว นอกเหนือความเข้าใจของเรา จุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ตรงที่ มาลิคพยายามจะปลดเปลื้องมนุษย์ออกจากศูนย์กลาง แล้วชี้นำพวกเขาไปยังความยิ่งใหญ่รอบข้าง ความงดงามใกล้ตัว... เพราะทุกสิ่งล้วนมีต้นกำเนิดเดียวกัน และสามารถเชื่อมโยงถึงกัน

แม้ว่าเหล่าตัวละครมักจะพูดพร่ำถึงพระเจ้า แม้ว่ากล้องจะนิยมถ่ายเหตุการณ์ในมุมต่ำ เพื่อสอดส่องไปบนท้องฟ้า แต่หนังของมาลิคกลับไม่เคยบอกกล่าวอย่างชัดเจนว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพราะเขาไม่ใช่ผู้กำกับที่ชื่นชอบการชี้นำ หรืออธิบายว่า “เหตุใด” ทุกอย่างจึงเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากวิธีที่เขาปฏิบัติกับตัวละครเอกใน Badlands (6) และสงครามใน The Thin Red Line(7) เขาสนใจนำเสนอแค่ว่าทุกสิ่งเป็นไปอย่างที่มันเป็นไป และสิ่งเดียวที่เราทำได้ คือ ก้มหน้ายอมรับ

ด้วยเหตุนี้ มาลิคจึงไม่แตกต่างจากพระเจ้าเท่าใดนัก เขาไม่นิยมการอธิบายเหตุผล เขาไม่นิยมความสมบูรณ์แบบ... ทว่าหนังของเขา ไม่พยายามจะบอกกล่าวอะไรจริงๆ หรือ

* * *
ชื่อหนังอาจอ้างอิงจากทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาวิน ซึ่งแทนที่แต่ละสายพันธุ์ด้วยกิ่งก้านสาขา บ้างก็แตกหน่อขยายเผ่าพันธุ์ไปเรื่อยๆ บ้างก็แห้งเหี่ยวสูญพันธุ์ แต่ขณะเดียวกัน แนวคิดเกี่ยวกับต้นไม้แห่งชีวิตยังตีความในแง่อื่นๆ ได้อีกด้วย ตั้งแต่ศาสนา ปรัชญา ไปจนถึงตำนาน โดยความหมายกว้างๆ บ่งชี้ให้เห็นว่าทุกชีวิตบนโลกล้วนเชื่อมโยงถึงกัน เช่น มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นลูกหลานที่ถือกำเนิดจากอดัมกับอีฟ และทุกสรรพสิ่งเกิดจากน้ำมือของพระเจ้า

The Tree of Life เปรียบเสมือนการหลอมรวมโลกสองขั้วที่ตรงข้ามกัน เช่น วิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณ ทำให้คนดูได้เห็นฉากจำลองปรากฏการณ์ Big Bang (กำเนิดจักรวาล) และอุกกาบาตตก (นำไปสู่การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์) ควบคู่กับภาพที่เหมือนหลุดมาจากเทพนิยายของหญิงสาวในชุดกระโปรงขาว (นางฟ้า?) พาเหล่าเด็กๆ ตัวน้อยในชุดสีขาว (เทวดา?) เดินเข้าไปในป่า (ส่งมอบให้กับมนุษย์บนโลก?) นอกจากนี้ มันยังถือเป็นหนังที่มีความเป็นส่วนตัวสูงสุดของมาลิค เนื่องจากฉากหลังของเรื่องราวและรายละเอียดหลายอย่าง (มาลิคมีน้องชายสองคน คนหนึ่งถูกไฟคลอกจากอุบัติเหตุรถยนต์ อีกคนไปเรียนกีตาร์ที่สเปน ก่อนจะฆ่าตัวตาย) แต่ขณะเดียวกันโศกนาฏกรรมของครอบครัวโอ’เบรียน หรือการก้าวผ่านช่วงวัยของแจ๊คก็เป็นประสบการณ์สากลที่มนุษย์ทุกคนล้วนเคยพานพบมาแล้ว กล่าวอีกอย่าง หนังสะท้อนทั้งแง่มุมมหภาค (โลก จักรวาล มนุษยชาติ) และจุลภาค (ครอบครัว ปัจเจกชน) ไปพร้อมๆ กัน

มาลิคเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงเรื่องราวของคนๆ หนึ่ง ครอบครัวๆ หนึ่ง ก่อนจะดึงคนดูไปสัมผัสภาพรวมมุมกว้าง เพื่อให้มนุษย์ ซึ่งนิยมมองตัวเองเป็นศูนย์กลาง และหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ตระหนักถึงความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ของสภาพแวดล้อมรอบข้าง จะสังเกตได้ว่าตัวละครในหนังของมาลิคมักถูกครอบงำโดยมุมมองแบบตะวันตก ผลักดันให้พวกเขาพยายามควบคุม เอาชนะธรรมชาติโดยคิดค้นเครื่องจักร วิทยาการ แล้ววัดความสำเร็จจากเงินทอง ชื่อเสียง และการยอมรับของผู้อื่น แต่ในเวลาเดียวกัน อีกหนึ่งมุมมองจะถูกนำเสนอผ่านกล้องของมาลิค เพื่อชี้นำวิสัยทัศน์ของคนดูไปยังสิ่งที่ตัวละครเหล่านั้นมองข้าม หรือเห็นว่าไร้คุณค่า ไร้ความหมาย

ใน Days of Heaven การกระทำของตัวละครหาได้โดดเด่นไปกว่าฉากหลัง และบ่อยครั้งกล้องมักจะขัดจังหวะ “เรื่องราว” ด้วยทัศนียภาพของท้องทุ่ง หรือภาพฝูงนกโบยบิน ใน Badlands ฮอลลี (ซิสซี สปาเซ็ค) บอกเล่าความคิดผ่านเสียงบรรยายว่า “บางครั้งฉันก็อยากจะนอนหลับ แล้วหนีไปยังดินแดนมหัศจรรย์ที่ไหนสักแห่ง” แต่การได้เห็นเธอกับคิท (มาร์ติน ชีน) อาศัยอยู่ในบ้านบนต้นไม้กลางป่า เต้นรำเคล้าเสียงเพลงของ แนท คิง โคล ภายใต้แสงดาวระยับฟ้า กลับทำให้คนดูตระหนักว่าบางทีเธออาจจะอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์นั้นแล้ว เพียงแต่มืดบอดเกินกว่าจะมองเห็น ใน The New World สมิธ (โคลิน ฟาร์เรล) สละโอกาสที่จะได้อยู่กับคนรักเพื่อไล่ตามความฝันของนักสำรวจ และมองย้อนไปยังประสบการณ์ของเขาระหว่างถูกจับเป็นเชลยของชนเผ่าอินเดียนแดง ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติว่าเป็นเหมือน “ความฝัน”

ตัวละครอย่างคุณโอ’เบรียนก็ไม่ต่างจากบิล (ริชาร์ด เกียร์) ใน Days of Heaven และสมิธใน The New World พวกเขาล้วนโหยหาการยอมรับจากคนรอบข้าง แล้ววัดความสำเร็จผ่านชื่อเสียง เงินทอง หรือปริมาณการถือครองที่ดิน และถึงแม้จะชิงชังพ่อ แต่แจ๊คกลับยอมรับว่าตนเองกำลังเจริญรอยตามพ่อมากกว่าแม่ สุดท้ายแล้วแจ๊คอาจประสบความสำเร็จในสิ่งที่พ่อของเขาล้มเหลว แต่ทั้งคู่กลับจมปลักอยู่ในความทุกข์ไม่ต่างกัน

ถึงแม้จะให้ความสำคัญกับธรรมชาติ แต่มาลิคหาได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง หรืออารยธรรมไม่ ตรงกันข้าม ทัศนคติของเขาต่อชีวิตนอกจากจะสะท้อนผ่านกล้องแล้ว ยังพบเห็นได้ในตัวละครอย่าง โพคาฮอนตัส (คอร์อันกา คิลเชอร์) ซึ่งผันผ่านจากบทบาทของเจ้าหญิงอินเดียนแดง สู่บทบาทของภรรยาชาวคริสต์ หลังเธอแต่งงานไปกับ จอห์น รอล์ฟ (คริสเตียน เบล) และมีโอกาสเดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชาที่ประเทศอังกฤษ การแปลงสภาพดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า หรือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ก็ได้ มาลิคไม่ได้วิพากษ์สวนในพระราชวัง และเหล่าต้นไม้ที่ถูกตัดแต่งอย่างประณีตว่าเป็นความเสื่อมโทรม เมื่อเทียบกับป่าเขาอันบริสุทธิ์ ทั้งนี้เพราะพวกมันล้วนมีรากเหง้ามาจากแหล่งเดียวกัน แก่นหลักจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างสองความจริงที่ตรงข้ามกัน หากแต่เป็นการชื่นชมทุกสิ่งที่มีอยู่และเป็นไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง หนังของมาลิคชี้นำคนดูถึงการใช้ชีวิตในปัจจุบัน เรียนรู้ที่จะปรับตัวไปพร้อมความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ามันจะดีขึ้น หรือเลวลง แล้วหยุดมองหาดินแดนในฝัน หรือความสำเร็จในเชิงวัตถุ เพราะมันรังแต่จะทำให้เรามองข้ามความงามรอบตัวและไม่สามารถมีความสุขกับสิ่งที่ดำเนินอยู่

อาจกล่าวได้ว่าเรื่องราวใน The Tree of Life ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน นั่นคือ อดีต (จุดเริ่มต้นของจักรวาล ซึ่งอ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์) ปัจจุบัน (การดำรงชีวิต) และอนาคต (จุดสิ้นสุดของกาลเวลา ซึ่งถ่ายทอดในรูปแบบของสัญลักษณ์) ไม่น่าแปลกใจว่ามาลิคให้ความสำคัญและน้ำหนักกับส่วนที่สองสูงสุด ทั้งนี้เพราะระหว่างสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา มนุษย์สามารถเป็นนายของตัวเองอย่างแท้จริงจากทางเลือกของเขาในปัจจุบัน ความงามของชีวิตหาใช่คำตอบที่ปลายทาง หากแต่เป็นรายละเอียดระหว่างทาง ในทุกๆ ความเปลี่ยนแปลง ทุกๆ ความหรรษา ทุกๆ ความผิดหวัง ทุกๆ ความสูญเสียที่เราเผชิญ ความงามพบเห็นได้ทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องไขว่คว้า ไล่ล่า แต่ก่อนจะตระหนักเช่นนั้นได้ มนุษย์จำเป็นต้องรู้จักปลดปล่อยตัวเองออกจากศูนย์กลาง แล้วมองภาพรวมในมุมกว้าง เริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างคนในครอบครัว คนรู้จัก เพื่อนร่วมโลก ไปจนถึงทุกสรรพสิ่งรอบข้าง... บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังจึงไม่ได้จบลงบนชายหาด หากแต่ย้อนกลับมายังเมืองใหญ่ ลิฟต์บนตึกสูง และรอยยิ้มของแจ๊คในวัยกลางคน ที่เหมือนจะพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งใหม่

* * *
ทันทีที่การฉายรอบปฐมทัศน์โลกของ The Tree of Life จบลงท่ามกลางกระแสความคาดหวังอันสูงลิ่ว เสียงโห่แสดงความชิงชังก็ดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปรบมือชื่นชม ปฏิกิริยาดังกล่าวนอกจากไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแล้ว ยังอาจเรียกได้ว่า “เหมาะสม” เสียด้วยซ้ำกับหนังที่นำเสนอเนื้อหาเชิงทวิภาวะผ่านองค์ประกอบหลากหลาย ซึ่งใครก็ตามที่คุ้นเคยกับผลงานของ เทอร์เรนซ์ มาลิค มาก่อนย่อมทราบดีว่ามันไม่ใช่มุมมองสดใหม่ แม้คราวนี้ฉากหลังจะย้อนไปไกลถึงการกำเนิดโลก และดำเนินต่อเนื่องมาจนยุคปัจจุบัน (นี่เป็นหนังเรื่องแรกของมาลิคที่ใช้ฉากหลังร่วมสมัย) เมื่อตึกสูงระฟ้าเข้ามาแทนที่ป่าไม้ร่มรื่น เขียวชอุ่ม

บางคนที่มองโลกแบบเย้ยหยันอาจยิ้มเยาะใส่วิสัยทัศน์ของมาลิคว่าไร้เดียงสา หรืออุดมคติเกินไป บางคนที่นิยมการเล่าเรื่องแบบคลาสสิกอาจมองว่าเขาขาดวินัย หรือกระทั่งทักษะ บางคนที่ปราศจากศรัทธาในศาสนาอาจเห็นความหมกมุ่นของเขาเป็นเรื่องไร้สาระ หรือคร่ำครึ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่อาจปฏิเสธ คือ เทอร์เรนซ์ มาลิค เป็นนักทำหนังจากฮอลลีวู้ดเพียงไม่กี่คนที่ยังคงสร้างผลงานด้วยความทะเยอทะยานและความกล้าหาญขั้นสูงสุด เพื่อนำเสนอห้วงคิดคำนึง ตลอดจนมุมมองของเขาเกี่ยวกับโลก มนุษย์ และการดำรงชีวิตโดยไม่แคร์ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไร ทั้งคนดู ทั้งนักวิจารณ์ ทั้งผู้บริหารสตูดิโอ กระนั้น การที่เขายังสามารถหาทุนมาสร้างหนังได้อย่างต่อเนื่อง และนักแสดงระดับแนวหน้าหลายคนก็ยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ร่วมงานกับเขา พิสูจน์ให้เห็นว่ากลุ่มคนจำนวนไม่น้อยมีอารมณ์ร่วมต่อประเด็นและกลวิธีการนำเสนอของเขา

เมื่อเทียบกับผลงานยุคหลังๆ ของกลุ่มนักทำหนังระดับเวิลด์คลาสรุ่นเดียวกันอย่างสปีลเบิร์ก, สกอร์เซซี และคอปโปลา ซึ่งต่างก็ผ่านการประนีประนอม หรืออ่อนข้อต่อรสนิยมกระแสหลักกันมาแล้ว บ้างก็ถึงขนาดหมดไฟในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ (8) การปรากฏตัวขึ้นของ The Tree of Life จึงแทบไม่ต่างกับการเห็นไดโนเสาร์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาบนโลกแห่งบล็อกบัสเตอร์และการคิดคำนวณสูตรสำเร็จ มันพาเราย้อนกลับไปยังยุคที่หนังแบบ 2001: A Space Odyssey สามารถสร้างกระแสความสนใจในวงกว้าง และ อิงมาร์ เบิร์กแมน ยังเป็นผู้กำกับ “อินเทรนด์” เมื่อสุนทรียะแห่งภาพยนตร์หวนคืนสู่รากเหง้า ส่วนเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ถูกนำมาใช้สนับสนุนไอเดียมากกว่าแค่สร้างความตื่นตาแบบฉาบฉวย

ผลงานของ เทอร์เรนซ์ มาลิค คือ หนึ่งในหลักฐานอันหนักแน่น ซึ่งนับวันจะเริ่มหาได้ยากยิ่ง ว่าเหตุใดภาพยนตร์จึงถูกจัดให้เป็นศิลปะแขนงที่เจ็ด และ The Tree of Life ก็สมควรได้รับการวิพากษ์ ชื่นชม และตีความเยี่ยงนั้น

หมายเหตุ

1. นักวิจารณ์ จิม อีเมอร์สัน ตั้งข้อสังเกตว่าในหนังเรื่อง Solaris ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางข้ามดวงดาว ก่อนจะลงเอยด้วยการเผชิญหน้ากับอดีตของตน ก็มีการใช้ภาพหญ้าทะเลที่โบกสะบัดตามกระแสน้ำอยู่หลายครั้งเช่นเดียวกับ The Tree of Life

2. เนื่องจากฉากภายในอาคารไม่มีการจัดแสงช่วย นักออกแบบงานสร้าง แจ๊ค ฟิสค์ ซึ่งร่วมงานกับมาลิคมาทุกเรื่อง จึงต้องต่อเติมหน้าต่าง หรือไม่ก็เจาะช่องบนเพดานเพื่อเปิดรับแสงอาทิตย์ มีบ้านสามหลังถูกใช้สำหรับการถ่ายทำในโลเกชั่น โดยทีมงานต้องเคลื่อนพลจากบ้านหลังหนึ่งไปยังอีกหลังหนึ่งตามทิศทางของแสงอาทิตย์ “เทอร์รีไม่ค่อยเข้มงวดเรื่องความต่อเนื่องเท่าไหร่” ฟิสค์กล่าว

3. เนสเตอร์ อัลเมนดรอส ตากล้องของหนังเรื่อง Days of Heaven เรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่า “ลมหายใจเฮือกสุดท้าย เพราะมันไม่ใช่หนึ่งชั่วโมง แต่กินเวลานานสุดแค่ประมาณ 25 นาที ขณะพระอาทิตย์เพิ่งตกดิน และก่อนทุกอย่างจะมืดมิด บนท้องฟ้ายังมีแสงสว่างเรืองรอง แต่ไม่ปรากฏดวงอาทิตย์ให้เห็น แสงในช่วงเวลานั้นจะนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเหมือนต้องมนต์สะกด เราจะมีโอกาสสัมผัสแค่ 25 นาทีต่อวัน แต่มันให้ผลลัพธ์คุ้มค่าบนจอ ช่วยขับเน้นความงามและอารมณ์โรแมนติก”

4. “อันที่จริงเขาเป็นพวกไม่นิยมความสมบูรณ์แบบ” แบรด พิทท์ กล่าวถึง เทอร์เรนซ์ มาลิก “เขาค้นพบความสมบูรณ์แบบในความไม่สมบูรณ์แบบ และพยายามสร้างความไม่สมบูรณ์แบบมาตลอด” (เช่นเดียวกับพระเจ้าที่สร้างมนุษย์แต่ละคนให้ไม่เท่ากัน?) นี่อาจเป็นเหตุว่าผลทำไมมาลิกจึงเลือกใช้การถ่ายภาพสีและส่วนผสมของเหลวในแท็งก์น้ำเพื่อถ่ายทอดฉากกำเนิดดวงดาว “คอมพิวเตอร์กราฟฟิกจะคำนวณทุกอย่างผ่านอัลกอริธึม จนให้ความรู้สึกที่คาดเดาได้ แต่เทอร์รีกับผมต้องการภาวะไร้รูปแบบและไม่เป็นระเบียบ ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง” ดักลาส ทรัมบูล ผู้สร้างชื่อจากการทำเอฟเฟ็กต์ให้กับหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey กล่าว

5. ใน The Book of Job พระเจ้าทรมานโยปเพื่อจะลบล้างสมมุติฐานของซาตานว่า หากโยปถูกปลดเปลื้องจากความรุ่งเรือง โชคลาภทั้งมวลแล้ว เขาจะไม่มีทางเคร่งครัดศาสนาดังที่ผ่านมา และลงเอยด้วยการสาปแช่งพระเจ้า ขณะเดียวกัน พระเจ้าก็ไม่ได้ตอบคำถามของโยปต่อความอยุติธรรมทั้งหลาย โดยบอกเพียงว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเอง หรือได้รับความเห็นชอบจากเหล่าสรรพสิ่งที่พระองค์สร้างสรรค์ขึ้นมา รวมถึงมนุษย์ สุดท้ายโยป (ซึ่งไม่ทราบถึงข้อตกลงระหว่างพระเจ้ากับซาตาน) ยอมจำนนต่อความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และสำนึกผิดต่อการเรียกร้องความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ในบทส่งท้าย พระเจ้าได้ลงโทษเพื่อนๆ ของโยป และคืนความมั่งคั่ง ตลอดจนสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ให้แก่โยป เขามีลูกใหม่ทั้งหมด 10 คนและมีอายุยืนถึง 140 ปี

6. คิท (มาร์ติน ชีน) และ ฮอลลี่ (ซิสซี่ สปาเซ็ค) แทบจะไม่ตระหนักว่าการกระทำของตนเลวร้ายแค่ไหน และพวกเขาก็ปราศจากเหตุผลใดๆ ว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น ในฉากหนึ่ง คิทไม่อาจอธิบายกับตำรวจได้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงฆ่าคนตายไปหลายศพ เขาถึงขนาดเห็นว่ามนุษย์โดยทั่วไปก็ “โอเค” และตลอดทั้งเรื่องก็ไม่ใช่ตัวละครที่มีบุคลิกคุกคามแต่อย่างใด นอกจากนี้ ความโดดเดี่ยว แปลกแยกจากโลกรอบข้างของพวกเขาก็ไม่ได้รับคำอธิบายในเชิงจิตวิทยา หรือสังคมศาสตร์เช่นกัน แต่ถูกนำเสนอว่าเป็นแค่แง่มุมหนึ่งของชีวิต ทั้งนี้เพราะมาลิคเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์หาได้มีแรงจูงใจในเชิงจิตวิทยาเสมอไป

7. หนังแปลกแยกจากหนังสงคราม หรือต่อต้านสงครามโดยทั่วไป เนื่องจากมันไม่ได้สนใจประเด็นทำนอง “สงครามเป็นผลมาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่กระหายเลือด” หรือ “สงคราม คือ อาชญากรรมต่อธรรมชาติ” แต่กลับพุ่งเป้าไปยังข้อเท็จจริงที่ว่าโลกล้วนเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างสองขั้วตรงข้าม อาทิ สงครามกับสันติภาพ ความมืดมิดกับแสงสว่าง ฯลฯ และเช่นเดียวกับการถามหาคำตอบจากพระเจ้าใน The Tree of Life คำถามของตัวละครใน The Thin Red Line ว่าสงครามเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็ไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน

8. อาจเป็นเพราะการหยุดสร้างหนังไปนานถึง 20 ปีระหว่าง Days of Heaven กับ The Thin Red Line ไฟและพลังในการสร้างสรรค์ของมาลิคจึงยังลุกโชติช่วง แถมในแง่สไตล์ก็มุ่งเน้นสู่การทดลองใหม่ๆ มากขึ้นด้วย ล่าสุดเขาเพิ่งปิดกล้องผลงานชิ้นที่หกไป (ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ) ซึ่งดำเนินเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน นำแสดงโดย เบน อัฟเฟล็ค กับ ราเชล แม็คอดัมส์ และถูกนิยามว่าเป็นหนังรักโรแมนติก แต่จากคำบอกเล่าของฟิสค์ “มันทำให้ The Tree of Life ดูหัวโบราณไปเลย”

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 23, 2554

X-Men: First Class: ปัจเจกนิยมที่แท้จริง


หลังจากต้องถอนตัวกะทันหันจากกองถ่าย X-Men: The Last Stand เนื่องด้วยปัญหาครอบครัว แม็ทธิว วอห์น ก็วิพากษ์ผลงานกำกับของ เบร็ท แรทเนอร์ ที่เข้ามาเสียบแทนเขาอย่างตรงไปตรงมาในแง่การขายแอ็กชั่นตามนโยบาย “ยิ่งมากยิ่งดี” (ตัวละครมากขึ้น เอฟเฟ็กต์มากขึ้น ความวินาศสันตะโรมากขึ้น) จนทำให้เรื่องราวสูญเสียพลังในส่วนดรามาและสมดุลทางด้านเนื้อหาไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับ X2 ซึ่งสร้างมาตรฐานที่สูงลิ่วไว้ให้กับหนังชุดนี้ ก่อนจะตบท้ายว่าถ้าเป็นเขาทำ หนังต้องออกมาดีกว่านั้นแน่นอน!

อาจฟังดูน่าหมั่นไส้ และค่อนข้างขี้อวด แต่คำถากถางดังกล่าวพลันมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อวอห์นไม่ได้พูดเปล่า แต่พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนด้วย X-Men: First Class ซึ่งผสานแอ็กชั่นเข้ากับดรามาได้อย่างลงตัว ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำประเด็นที่ไม่มีวันล้าสมัยของการ์ตูนชุดนี้ (ตราบใดที่โลกมนุษย์ยังคงเต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง และความเกลียดชัง) ผ่านสองเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ สงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น

นักวิจารณ์บางคนขุ่นเคืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายกาจของ “วิกฤติคิวบา” บางคนกระแนะกระแหนฉากหลังย้อนยุคว่าเกิดขึ้นเพียงเพราะทีมงานต้องการเล่นสนุกกับเสื้อผ้าหน้าผมอันเปี่ยมเอกลักษณ์ของยุค 1960 เท่านั้น แต่หากพิจารณาในแง่เนื้อหา การชักนำเหตุการณ์จริงมาเกี่ยวข้องไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ หรือฉาบฉวย ในทางตรงกันข้าม มันช่วยเติมน้ำหนักให้ประเด็นเกี่ยวกับอคติ ความหวาดกลัวความแตกต่าง และการเฉลิมฉลองปัจเจกภาพ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของหนังและการ์ตูนชุด X-Men

ถ้าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แสดงให้เห็นอคติต่อรูปกายภายนอก (ยิว-อารยัน) สงครามเย็นก็คงสะท้อนให้เห็นอคติต่อแนวคิดภายใน (ประชาธิปไตย-สังคมนิยม) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงสองแนวทางสุดฮิตในการวิเคราะห์เนื้อหาซ่อนเร้นระหว่างบรรทัดของหนังชุด X-Men ได้แก่ ประเด็นสีผิว (ภายนอก) และรักร่วมเพศ (ภายใน)

จริงอยู่ว่ามนุษย์กลายพันธุ์ใน X-Men อาจหมายถึง “ชนกลุ่มน้อย” ทุกรูปแบบที่ถูกกดดันจากสังคมให้รู้สึกด้อยค่า หรือผิดปกติ แต่เมื่อถ่ายทอดผ่านวิสัยทัศน์ของผู้กำกับเกย์อย่าง ไบรอัน ซิงเกอร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์จะดึงดูดอารมณ์ร่วมของชาวสีม่วงได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในหนังเรื่อง X2 ซึ่งมีฉากตัวละคร coming out กับพ่อแม่ ในภาคล่าสุด แม็ทธิว วอห์น ได้สานต่อนัยยะดังกล่าวไปอีกระดับขั้นผ่าน “bromance” ระหว่าง เอริค (ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) กับ ชาร์ลส์ (เจมส์ แม็คอะวอย) เมื่อคนหนึ่งมีปมรักแม่ ส่วนอีกคนอาจชอบจีบหญิงตามผับบาร์ แต่ไม่เคยได้แอ้มใครสักคน ที่สำคัญ เขายังไม่แยแสเสน่ห์ทางเพศของสาวสวยอย่างเรเวน (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) และกระอักกระอ่วน เมื่อเห็นเรือนร่างเปล่าเปลือยของเธอ (น่าสังเกตว่าชะตากรรมของชาร์ลส์ที่ต้องมาลงเอยบนรถเข็น ในแง่หนึ่ง บ่งบอกบุคลิกสำคัญของรักร่วมเพศ นั่นคือ ความไม่สามารถผลิตลูกหลานสืบสกุล)

นอกจากนี้ ชาวเกย์คงอดยิ้มไม่ได้กับอารมณ์ขันในบางฉาก เช่น เมื่อชาร์ลส์เผลอ “out” แฮงค์ (นิโคลัส ฮอลท์) โดยบังเอิญต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน (“ก็คุณไม่ได้ถาม ผมเลยไม่ได้บอก”) หรือการใช้วลีอย่าง “mutant and proud” ซึ่งอ้างอิงไปยัง “out and proud” วลีที่เหล่านักต่อสู้เพื่อสิทธิแห่งรักร่วมเพศนิยมใช้

สำหรับชาร์ลส์ มันอาจเป็นเรื่องง่ายที่จะยอมรับความแตกต่างของตัวเอง เพราะโดยรูปกายภายนอกเขาสามารถกลมกลืนเข้ากับคนทั่วไปได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น (masculine gay?) แต่สำหรับแฮงค์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรเวน พวกเขาจะต้อง “สวมหน้ากาก” เพื่อหลบเลี่ยงสายตาดูแคลน หรือรังเกียจเดียดฉันท์ คนแรกปรารถนาจะเป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มใหญ่ ส่วนคนหลังปรารถนาจะใช้ชีวิตโดยไม่ต้องปกปิด “ตัวตนที่แท้จริง” นั่นเป็นแรงผลักดันให้คนแรกหมกมุ่นผลิตยากำจัดดีเอ็นเอตัวการที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ และดึงดูดคนหลังให้หันไปเข้าพวกกับเอริค เพราะเขาดูจะเป็นคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกของเธอ

มองเผินๆ ในชั้นแรก เอริคนำเสนอความชอบธรรมผ่านการเชิดชูปัจเจกภาพ ผลักดันให้เรวินเลิกอับอายตัวตนที่แท้จริง และกล้าพอจะยอมรับความแตกต่างของตนเอง แต่คำถามที่ตามมา คือ ทั้งหมดนั้นตอบสนองแรงปรารถนาในเบื้องลึกของเรเวนได้จริงหรือ เธอแค่ต้องการจะเป็นตัวของตัวเอง หรือต้องการจะเป็นที่รักโดยไม่ต้องสวมหน้ากากกันแน่ นี่เองเป็นปมที่เอริคตระหนัก และใช้มันเป็นเครื่องมือล่อลวงเธอให้เข้าพวก เขาชอบเธอในมาดสีฟ้าและผิวเป็นเกร็ดจริงๆ หรือแสร้งทำเช่นนั้นเพียงเพื่อแยกเธอจากชาร์ลส์กับแฮงค์ ผู้มองโลกตามความเป็นจริงว่าถึงแม้มนุษย์และมนุษย์กลายพันธุ์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปรองดอง แต่สุดท้ายแล้ว ตีนโตๆ ของแฮงค์ และผิวสีฟ้าของเรเวน ก็ไม่มีทางจะถูกมองว่าเป็น “ความงาม” อยู่ดี แม้กระทั่งในหมู่มนุษย์กลายพันธุ์ด้วยกันเอง... นอกเสียจากเราจะกวาดล้างมาตรฐานความงามแบบดั้งเดิมออก แล้วสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เอริคปรารถนา และเป็นสิ่งที่ชาร์ลส์ต่อต้าน

เมื่อมองให้ลึกลงไปจะพบว่า อุดมคติของเอริค รวมถึง เซบาสเตียน (เควิน เบคอน) หาได้สนับสนุนปัจเจกนิยมอย่างแท้จริง เพราะทั้งสองมองว่ามนุษย์กลายพันธุ์ “เหนือกว่า” มนุษย์ธรรมดา และฝ่ายหลังสมควรถูกกำจัดเพื่อเปิดทางให้กับวิวัฒนาการใหม่... ความยอกย้อนของชะตากรรมอยู่ตรงเอริคเป็นเหยื่อที่รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่แนวคิดของเขากลับสอดคล้องกับนาซี และชายที่เขาชิงชังอย่างเซบาสเตียน

ความสุดโต่งของเอริค หรือ แม็กนีโต ผู้เชื่อในคติรวมหมู่ (collectivism) เหนือปัจเจกนิยม (individualism) ปรากฏชัดในหนังเรื่อง X-Men: The Last Stand เมื่อเขายึดความมั่นคงของกลุ่มมนุษย์กลายพันธุ์เหนือปัจเจกภาพ และเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับมนุษย์ รวมถึงเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์คนใดก็ตามที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตแบบ “ปกติ” หลังมีการค้นพบยาที่จะแก้ไขดีเอ็นเอกลายพันธุ์ ความหวาดกลัวว่าจะถูกกลืนกินทางวัฒนธรรมส่งผลให้แม็กนีโตมองมนุษย์กลายพันธุ์ที่ต้องการฉีดยารักษาว่าเป็น “คนทรยศ” และปฏิเสธสิทธิในการเลือกของแต่ละคน (น่าสังเกตว่าฉากหลังของหนัง คือ ซานฟรานซิสโก นครแห่งรักร่วมเพศ ขณะที่พล็อตดังกล่าวก็เปรียบเหมือนกระจกสะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มนักต่อสู้ชาวเกย์กับค่ายคริสเตียนที่เสนอทางเลือกว่าสามารถรักษาอาการรักร่วมเพศได้)

ในส่วนประเด็นสีผิว มีการพูดเปรียบเทียบมาเนิ่นนานแล้วว่า ศาสตราจารย์เอ็กซ์ คือ ตัวแทนการต่อสู้ด้วยสันติวิธีแบบเดียวกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ส่วน แม็กนีโต คือ ตัวแทนการต่อสู้ด้วยความรุนแรงแบบเดียวกับ มัลคอล์ม เอ็กซ์ คนหนึ่งเจริญรอยตาม มหาตมะ คานธี อีกคนหนึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของสารคดีเรื่อง The Hate That Hate Produced คนหนึ่งวาดฝันถึงสังคมบอดสี อีกคนเชื่อว่าคนผิวดำ “เหนือกว่า” เชื้อชาติอื่นๆ (black supremacy) คนหนึ่งยืนอยู่ข้าง “ความสงบสุข” ส่วนอีกคนยืนอยู่ข้าง “ความโกรธแค้น”

และแน่นอน แม็ทธิว วอห์น ไม่ลืมที่จะสะกิดคนดูให้ตระหนักถึงแง่มุมดังกล่าวผ่านการใส่ตัวละครผิวดำเข้ามาในเรื่อง และตัดไปยังภาพโคลสอัพใบหน้าเขา เมื่อเซบาสเตียนพูดคำว่า “ตกเป็นทาส”

สำหรับเซบาสเตียนและเอริค ทางออกต่อความขัดแย้งมีเพียงสองทางเท่านั้น คือ ไม่ตกเป็นทาส ก็ต้องลุกฮือขึ้นมาเป็นผู้นำ การอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองไม่ใช่ทางเลือก เพราะพวกเขาไม่เคยเชื่อ หรือศรัทธาในมนุษย์ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เมื่อพิจารณาจากอดีตอันโหดร้ายของเอริค ภายใต้การกระทำย่ำยีโดยมนุษย์ที่ก้มหน้า “รับคำสั่ง” โดยปราศจากสามัญสำนึกที่จะตระหนักถึงปัจเจกภาพและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน ตั้งแต่ทหารนาซีในช่วงสงครามโลกมาจนถึงทหารเรือของกองทัพสหรัฐและโซเวียตในช่วงสงครามเย็น (น่าตลกตรงที่ทั้งสองแยกเขี้ยวจะยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่กันอยู่รอมร่อ แต่ทันทีที่ปรากฏ “ภัยคุกคาม” ใหม่ พวกเขากลับหันมาจับมือสามัคคีกันได้อย่างรวดเร็ว)

ความเกลียดชังได้บ่มเพาะความเกลียดชัง แล้วสืบสานต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด จนเข้าครอบงำเอริคให้เบี่ยงเบนจากอุดมคติดั้งเดิมของตน นั่นคือ กำจัดอคติเหมารวม เพื่อให้มนุษย์กลายพันธุ์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเปิดเผยและภาคภูมิใจ ความเชื่อว่าชนกลุ่มน้อยของตนยิ่งใหญ่กว่า พิเศษกว่า ทรงพลังกว่า ทำให้เอริค “นิยาม” ปัจเจกชนผ่านการรวมหมู่ จัดแยกแบ่งกลุ่มโดยคำนึงถึงแค่แง่มุมเดียวเท่านั้น นั่นคือ การกลายพันธุ์ (ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงสามารถแทนที่ได้ด้วย สีผิว เชื้อชาติ รสนิยมทางเพศ ความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ) เขาภาคภูมิใจในสายพันธุ์จนมองเห็นทุกคน แม้กระทั่งในกลุ่มเดียวกัน ที่คิดเห็นแตกต่างว่าเป็นศัตรู

สุดท้ายเอริคก็ไม่แตกต่างจากเหล่ามนุษย์ปกติที่เขาชิงชังเท่าใดนัก เขา เห็นว่าการเป็นหรือไม่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ คือ ความสำคัญหนึ่งเดียว และแต่ละคนสมควรถูกเชิดชู/ประณามตามมาตรฐานนั้น โดยไม่เหลือพื้นที่ ไว้สำหรับปัจเจกนิยม ตลอดจนความคิดที่ว่ามนุษย์ควรถูก “นิยาม” ผ่านการเลือกของแต่ละคน และตัวตนของเราก่อร่างขึ้นจากการเลือกเหล่านั้น หาใช่พลังเหนือความควบคุม เช่น กรรมพันธุ์ หรือวัฒนธรรมความเชื่อจากกลุ่มต่างๆ

มนุษย์ที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและสงครามน่าจะอินกับหนังอย่าง X-Men: First Class ได้ไม่ยาก และการที่หนัง รวมถึงการ์ตูนต้นฉบับ วาดภาพแม็กนีโตให้เป็นคนร้ายก็บ่งบอกชัดเจนถึงจุดยืนในการแก้ปัญหาของทีมผู้สร้าง เพราะความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริง มันอาจยุติไฟแค้นได้เป็นครั้งคราว แต่ในเวลาเดียวกันก็บ่มเพาะความเกลียดชังให้แพร่กระจาย รอวันที่ประกายไฟจะถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง แน่นอน หนทางที่ถูกต้องไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องอาศัยความอดทนและการเสียสละขั้นสูง แต่ในบั้นปลายจะนำมาซึ่งความสงบสุข ทั้งภายในและภายนอก... น่าเสียดายที่มนุษย์ส่วนใหญ่มักเลือกหนทางที่ง่ายดายแทนหนทางที่ถูกต้องเสมอ

วันอังคาร, มิถุนายน 21, 2554

Cannes 2011: God and Monster


เทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 64 เริ่มต้นด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ เมื่อผลงานของผู้กำกับหญิงทำสถิติเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำมากสุด (4 เรื่องจากทั้งหมด 20 เรื่อง) ประกอบไปด้วย We Need to Talk about Kevin ของ ลินน์ แรมเซย์ (อังกฤษ) Sleeping Beauty ของ จูเลีย ลีห์ (ออสเตรเลีย) Polisse ของ เมเวน เลอ เบสโก (ฝรั่งเศส) และ Hanezu no tsuki ของ นาโอมิ คาวาเสะ (ญี่ปุ่น) ทั้งหมดอาจเป็นแค่ความบังเอิญ หรือบางทีคานส์ต้องการแก้ไขข้อผิดพลาดจากปีก่อน ที่ไม่มีผลงานของผู้กำกับหญิงสักคนในสายการประกวด

Sleeping Beauty สร้างกระแสฮือฮาก่อนฉายได้พอสมควรจากพล็อตเรื่องสุดสวิง (นักศึกษาสาวถูกชักจูงเข้าไปทำงานในซ่องไฮโซ โดยเธอจะโดนวางยาให้หมดสติขณะ “รับแขก”) และแรงผลักดันของ เจน แคมเปี้ยน ผู้กำกับหญิงคนเดียวที่เคยได้รางวัลปาล์มทองคำจาก The Piano แต่เมื่อหนังเข้าฉาย (ตั้งแต่วันแรก) เสียงตอบรับกลับค่อนข้างก้ำกึ่ง บ้างก็ชื่นชมในความกล้าหาญ น่าค้นหา บ้างก็บอกว่ามันเย็นชา น่าเบื่อ แต่นั่นก็ถือว่ายังโชคดีกว่าชะตากรรมของ Hanezu no tsuki ซึ่งโดนสับเละชนิดแทบจะเป็นเอกฉันท์

หนังใหม่ของ ลินน์ แรมเซย์ กวาดคำชมมาได้พอควร จนหลายคนกะเก็งกันว่า ทิลดา สวินตัน อาจคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาครอง (แต่สุดท้ายกลับโดน เคิร์สเตน ดันส์ ปาดหน้าเค้ก) สุดท้ายแล้วในบรรดา 4 เรื่อง ผลงานที่คว้ารางวัลมาครองแบบเหนือความคาดหมาย คือ Polisse (รางวัลหนังยอดเยี่ยมอันดับสาม) ซึ่งเล่าถึงชีวิตของเหล่าตำรวจในแผนกพิทักษ์เด็กและเยาวชน หนังได้รับคำวิจารณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ทีมคณะกรรมการภายใต้การนำของ โรเบิร์ต เดอ นีโร กลับเห็นต่างจากเหล่านักวิจารณ์ แบบเดียวกับเมื่อครั้งที่ บริลันเต้ เมนโดซา คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมาครองจาก Kinatay (ปีนั้น ประธานการตัดสิน คือ อิสซาเบล อูแปรต์)

ก่อนหน้าเทศกาลจะเริ่มต้น หนังที่ทุกคนจับตามองและคาดหวังว่าอาจลงเอยด้วยการคว้ารางวัลใหญ่มาครอง คือ The Tree of Life ซึ่งตอนแรกมีโปรแกรมเข้าฉายเมื่อปีก่อน แต่เนื่องจากคุณชายละเอียดอย่าง เทอร์เรนซ์ มาลิค ปิดงานไม่เสร็จตามกำหนด มันจึงถูกเลื่อนมาฉายปีนี้แทน ในรอบพรีเมียร์ หนังได้ทั้งเสียงโห่และเสียงปรบมือคละเคล้ากันไป แต่ส่วนใหญ่ล้วนเห็นตรงกันว่ามันทะเยอทะยานในแง่เนื้อหา การนำเสนอ (เข้าใกล้ความเป็นหนังทดลองมากสุดสำหรับมาลิค) ขณะเดียวกันก็ยังคง “เครื่องหมายการค้า” ไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะงานกำกับภาพอันวิจิตรบรรจง

เสียงร่ำลือว่าคนเดียวในกลุ่มกรรมการที่ชื่นชอบ The Tree of Life แบบออกนอกหน้า คือ โอลิเวียร์ อัสซายาส ทำให้บางคนเริ่มคาดการณ์ว่าหนังอาจกลับบ้านมือเปล่า ผนวกกับข้อเท็จจริงที่ว่ากรรมการหลายคนเป็นนักแสดง (นอกจากประธานเดอ นีโร แล้ว ก็มี อูมา เธอร์แมน กับ จู๊ด ลอว์) และคงไม่ปลื้มกับ “หนังผู้กำกับ” แบบ The Tree of Life มากนัก แต่เมื่อผลรางวัลออกมา ปรากฏว่ากระแสเห่อมาลิคยังคงเข้มข้นดีอยู่ (ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมที่คานส์จาก Days of Heaven และรางวัลหนังยอดเยี่ยมที่เบอร์ลินจาก The Thin Red Line) แน่นอน มาลิคก็ยังคงเก็บตัวและไม่ออกสื่อเหมือนเคย เขาไม่ได้ขึ้นรับรางวัล (ผู้อำนวยการสร้างของหนังขึ้นรับรางวัลแทน) แต่หลายคนจับภาพได้ว่ามาลิคแอบดอดมาร่วมงานวันปฐมทัศน์ ก่อนจะรีบหลบออกไปเมื่อถึงช่วงเวลา Q&A

แม้จะกำกับหนังเพียงไม่กี่เรื่อง (ช่องว่างระหว่างหนังเรื่องที่สอง Days of Heaven และหนังเรื่องที่สาม The Thin Red Line ห่างกันถึง 20 ปี) แต่ เทอร์เรนซ์ มาลิค สั่งสม “แฟนคลับ” ได้จำนวนไม่น้อยตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีในวงการ หลายครั้งหนังของเขาถูกนำไปเปรียบกับประสบการณ์ทางศาสนา เพราะมันเน้นอารมณ์ บรรยากาศ ผ่านการเล่าเรื่องแบบอ้อยอิ่ง นิ่งเรียบ และแก่นหลักสะท้อนปรัชญาอันลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่ ชวนให้ค้นหา ซึ่งยิ่งเข้มข้นขึ้นอีกระดับ เมื่อตัวผู้กำกับไม่นิยมให้สัมภาษณ์ หรืออธิบายความหมาย หรือกระทั่งบอกเล่าชีวิตส่วนตัวออกสื่อ แต่ปล่อยให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

ถ้า เทอร์เรนซ์ มาลิค ถูกยกย่องจนมีสถานะไม่ต่างกับพระเจ้า (นักวิจารณ์บางคนเคยเชื่อมโยงให้เห็นว่าผลงานของเขาเปี่ยมนัยยะเกี่ยวกับศาสนาและคริสตจักรค่อนข้างมาก) ตัวแทนด้านตรงกันข้ามก็คงมีหน้าตาประมาณ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ (ผู้เคยประกาศผ่านเครดิตหนังเรื่องก่อนหน้าว่า Lar von Trier: Antichrist) ซึ่งผลงานมักแบ่งแยกนักวิจารณ์เป็นสองฝ่าย คือ ไม่เกลียด ก็รักไปเลย โดยความสุดโต่งของหนังเขาอาจเป็นผลมาจากบุคลิกแรงๆ และชอบเรียกร้องความสนใจของผู้กำกับ จนทำให้เขาตกเป็นข่าวอื้อฉาวตามหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกครั้งที่อ้าปากให้สัมภาษณ์ หนึ่งในนั้นก็เช่น การประกาศว่าตนเป็น “เป็นผู้กำกับที่ดีที่สุดในโลก” กลางเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อสองปีก่อน

แต่ปรากฏการณ์ “ปากพาจน” ของ ฟอน เทรียร์ ดำเนินมาถึงจุดสุดยอดในคานส์ปีนี้ เมื่อความพยายามจะกลบเกลื่อนมุกฝืดแบบไม่สิ้นสุดค่อยๆ ชักนำผู้กำกับชาวเดนมาร์กสู่ห้วงเหวลึก แล้วลงเอยด้วยการหลุดปากพูดกลางงานแถลงข่าวว่า “ผมเพิ่งค้นพบความจริงว่าผมเป็นนาซี ครอบครัวผมเป็นคนเยอรมัน จะพูดยังไงดี ผมเข้าใจฮิตเลอร์... จะว่าไปผมก็นึกเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน” (ถ้าใครเห็นคลิปการให้สัมภาษณ์คงสังเกตเห็นใบหน้าเหวอรับประทาน ของ เคิร์สเตน ดันส์ ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ และท่าทางอึดอัดอย่างเห็นได้ชัดของเธอ)

เหตุการณ์ที่ตามมาในวันรุ่นขึ้นต้องเรียกว่า “นรกแตก”

ฟอน เทรียร์ ออกมากล่าวขอโทษ และให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่ได้หมายความเช่นนั้นตรงตามตัวอักษร มันเป็นแค่มุกตลก แต่สายเกินไป เพราะสื่อมวลชนบางค่าย รวมถึงกรรมการบริหารของคานส์ได้เกิดอาการ “ต่อมจริยธรรมแตก” ไปแล้ว และฝ่ายหลังก็ประกาศแบน ลาร์ส ฟอน เทรียร์ อย่างเป็นทางการ (คำที่ถูกนำมาใช้ คือ persona non grata หรือ บุคคลที่ไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่เป็นที่ต้อนรับ) กล่าวคือ เขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงาน หรือเดินพรมแดง รวมถึงการประกาศรางวัล (ภายในระยะ 100 เมตร) แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยันว่าหนังของเขาจะถูกแบนด้วยหรือไม่ (ดูจากสถานการณ์แล้ว คงไม่เลวร้ายไปถึงขั้นนั้น เพราะ Melancholia ก็ไม่ได้ถูกตัดจากสายการประกวด แถมยังคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงมาครอง)

หลังความวุ่นวายชนิดที่เรียกว่าขโมยซีน The Tree of Life แบบหมดจด ฟอน เทรียร์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้สึกเสียใจกับความเสียหาย (ต่อชื่อเสียงของเทศกาล) ที่เกิดขึ้นจากคำพูดของเขา “สิ่งที่ผมพูดมันโง่เขลามาก แต่ผมไม่ใช่ เมล กิ๊บสัน... ผมแค่ต้องการบอกว่าผมพอจะจินตนาการสถานการณ์ของฮิตเลอร์ในบังเกอร์ออก ไม่ใช่ว่าผมอยากจะทำแบบเดียวกับเขา” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจาก Dancer in the Dark กล่าว “ผมหวังว่าหนังของผมจะไม่ถูกแบนจากเทศกาล เพราะต่อให้ผมเป็นฮิตเลอร์ และขอย้ำอีกทีว่าผมไม่ใช่ แต่ต่อให้ผมเป็นฮิตเลอร์ และผมสร้างหนังชั้นยอด คานส์ก็ควรจะเลือกมันมาฉาย”

บางทีนับจากนี้ต่อไป ลาร์ส ฟอน เทรียร์ น่าจะหันมาลองใช้กลยุทธ์เดียวกับ เทอร์เรนซ์ มาลิค ดูบ้างด้วยการหุบปากเงียบ แล้วปล่อยให้ผลงานเป็นคนพูดแทน

10 หนังเด่น

The Artist: นี่เป็นหนังที่ใครก็คงเกลียดไม่ลง เพราะทั้งเรื่องล้วนอบอวลไปด้วยอารมณ์ขัน การมองโลกในแง่ดี และความรู้สึกถวิลหาอดีต เล่าถึงจุดตกต่ำของซูเปอร์สตาร์หนังเงียบ (ในสไตล์เดียวกับ ดั๊กลาส แฟร์แบงส์) เมื่อวงการภาพยนตร์เปลี่ยนผ่านสู่ยุคหนังเสียง แต่ในเวลาเดียวกันนักแสดงสาวที่เขาเคยช่วยปลุกปั้นกลับปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า แล้วพุ่งสู่ความโด่งดังในเวลาอันรวดเร็ว จุดเด่นของ The Artist อยู่ตรงที่มันถ่ายทำด้วยฟิล์มขาวดำ ตามอัตราส่วนภาพ 1:33 และเล่าเรื่องโดยใช้ intertitle แบบเดียวกับหนังยุค ชาร์ลี แชปลิน รุ่งเรือง รวมเลยไปถึงดนตรีวงออร์เคสตราซึ่งเล่นคลอโดยตลอด บริษัทไวน์สไตน์คว้าลิขสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้ในอเมริกา และแน่นอนว่าหลังจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของ The King’s Speech มันคงถูกปลุกปั้นให้กลายเป็นขุมทองออสการ์แห่งใหม่

Drive: ไม่บ่อยนักที่หนัง genre จะได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากคานส์ และ Drive ก็ถือเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นนั้น เนื่องจากผลงานแนวแอ็กชั่นของผู้กำกับชาวเดนมาร์ก นิโคลัส วินดิง เรฟ์น เรื่องนี้ “เป๊ะ” และเนื้อเน้นๆ ทั้งในแง่การคุมอารมณ์คนดูให้ลุ้นระทึกจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ รวมถึงทักษะการถ่ายฉากขับรถไล่ล่าแบบ “ดูรู้เรื่อง” ซึ่งแทบจะกลายเป็นศาสตร์มืดที่หายสาบสูญไปจากฮอลลีวู้ดหลังความสำเร็จของหนังชุด เจสัน บอร์น เรื่องราวเรียบง่ายของหนังโฟกัสไปยังชีวิตของหนุ่มสตันท์แมน ซึ่งควบอาชีพผิดกฎหมายในยามวิกาลด้วยการขับรถให้เหล่าอาชญากร สถานการณ์เริ่มพลิกผันไปสู่ความรุนแรงเหนือระดับ เมื่อเขาตกหลุมรักสาวน้อยเรือพ่วงที่อาศัยอยู่ข้างบ้าน นอกจากงานกำกับของเรฟ์นแล้ว อีกสิ่งที่ทอประกายเจิดจรัสคงหนีไม่พ้นการแสดงของ ไรอัน กอสลิง ซึ่งดูแมนมาก เท่มาก และน่าค้นหา แต่ขณะเดียวกันกลับซ่อนความอ่อนโยนเอาไว้

The Kid with a Bike: แม้จะไม่ซับซ้อนและค่อนข้างอ่อนโยนกว่าผลงานชิ้นก่อนๆ แต่ The Kid with a Bike ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์เข้มข้น ตลอดจนแง่มุมศีลธรรมที่น่าสนใจ ผ่านเรื่องราวเรียบง่ายของเด็กชายที่โหยหาพ่อแท้ๆ กับผู้ใหญ่รอบข้างที่พยายามขัดเกลาชีวิตและสั่งสอนความรับผิดชอบให้เขา แม้โดยสไตล์จะได้รับอิทธิพลมาจากแนวทาง neo-realism โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของ วิทอริโอ เดอ ซิกา อย่าง Shoeshine และ The Bicycle Thief แต่เช่นเดียวกับธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม หนังเรื่องล่าสุดของสองพี่น้องดาร์เดนน์ยังคงไม่ข้ามเส้นสู่การ “บีบคั้น” (เหมือนกรณีของ เดอ ซิกา) และเว้นช่องว่างไว้สำหรับการตีความ มันใช้เวลาในการถ่ายทอดแง่มุมต่างๆ ของตัวละครมากกว่าจะผลักดันพล็อตให้คืบหน้า แล้วโน้มนำคนดูให้จมดิ่งกับเรื่องราวอย่างแนบเนียนก่อนจะขมวดปมสู่ไคล์แม็กซ์อันทรงพลัง

Le Havre: จะมีใครสามารถถ่ายทอดประเด็นเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพต่างแดนได้อบอุ่น น่ารัก และอ่อนโยนเทียบเท่า อากิ คัวริสมากิ ผู้กำกับชาวฟินแลนด์ที่หนึ่งในเอกลักษณ์อันโดดเด่น คือ นักแสดงทุกคนในเรื่องจะ “หน้าตาย” แบบเดียวกันตลอด (บัสเตอร์ คีตัน คงภูมิใจ) หนังเล่าถึงวิบากกรรมของเด็กชายชาวแอฟริกัน ซึ่งตั้งใจจะขึ้นเรือเพื่อลักลอบเข้ากรุงลอนดอน แต่กลับถูกส่งมายังเมืองท่าในประเทศฝรั่งเศสโดยบังเอิญ (ความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์) และได้รับความช่วยเหลือจากชายชราผู้มีอาชีพขัดรองเท้า พล็อตอาจฟังดูหนัก แต่ Le Havre ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งการมองโลกแง่บวกและศรัทธาต่อความดีงามของมนุษย์ไว้อย่างเหนียวแน่น ในโลกของคัวริสมากิ ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้ แม้สถานการณ์รอบข้างจะดูสิ้นหวัง อุดมคติไม่เคยถูกหัวเราะเยาะใส่ และกระทั่งวายร้ายก็หาได้สิ้นไร้เมตตาเสียทีเดียว

Melancholia: นอกจากเป็นชื่อของดาวเคราะห์ ซึ่งจากการคำนวณของเหล่านักดาราศาสตร์กำลัง0tพุ่งตรงเข้าชนโลกและทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว “เมลันโคเลีย” ยังเป็นศัพท์ที่ใช้อธิบายสภาพจิตของตัวละครเอกในเรื่องได้อย่างชัดเจน หนังถูกแบ่งครึ่งเพื่อเล่าเรื่องราวก่อนโลกจะพบจุดจบจากสองมุมมองของจัสติน เจ้าสาวที่กำลังประสบภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก และพี่สาวเธอ แคลร์ ซึ่งเฝ้าสังเกตการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์มหากาฬอย่างใกล้ชิด อย่าคาดหวังความระทึกขวัญ หรือฉากวินาศสันตะโร เพราะต้องไม่ลืมว่านี่เป็นผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับ Dancer in the Dark แต่ให้นึกถึงอารมณ์หลอกหลอน จังหวะการเล่าเรื่องแบบเนิบช้า การแสดงระดับสุดยอด และภาพที่งดงาม ตราตรึงประหนึ่งฝันร้าย ซึ่งสอดคล้องอย่างน่าประหลาดกับดนตรีสุดโรแมนติกจากโอเปราเรื่อง Tristan und Isolde ของ ริชาร์ด แว๊กเนอร์

Miss Bala: ถ้าคุณชื่นชอบ City of God อย่าพลาด Miss Bala อย่างเด็ดขาด เพราะมันจะพาคุณเข้าไปสัมผัสโลกแห่งอาชญากรรมในระยะประชิดด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่หนักแน่น เข้มข้น ผ่านสถานการณ์รุนแรงที่เพิ่มระดับขึ้นอย่างบ้าระห่ำ และบางครั้งก็ดูเหลือเชื่อจนน่าหัวเราะ แต่ความสมจริง เป็นธรรมชาติที่ปรากฏทำให้คุณหัวเราะไม่ออก หนังเล่าถึงชีวิตพลิกผันของหญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนางงาม แต่กลับถูกบีบให้ต้องเกลือกกลั้วอยู่ในโลกของมาเฟียโดยบังเอิญจากการไปอยู่ผิดสถานที่ ผิดเวลา ฉากแอ็กชั่นในหนังไม่ได้ดูน่าตื่นตา หรือซับซ้อนเหมือนผลงานจากฮอลลีวู้ด ตรงกันข้าม จุดมุ่งหมายหลักของมัน คือ เน้นย้ำให้เห็นว่าวิถีนักเลง ความตาย และการลักพาตัว เป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันบนท้องถนนในเมืองใหญ่ของประเทศเม็กซิโก ซึ่งนั่นสร้างความรู้สึกชวนสยองและน่าหดหูไปพร้อมๆ กัน

Once Upon a Time in Anatonia: ด้วยความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงและพล็อตที่บางเบาพอจะยัดใส่ 10 นาทีแรกของซีรีย์ชุด Law & Order ได้สบายๆ การนั่งชมหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับชาวตุรกี นูริ บิลเก เซย์ลัน ย่อมต้องอาศัยความอดทนและสมาธิขั้นสูง แต่ผลตอบแทนในตอนท้ายนั้นถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง ช่วงครึ่งแรกของหนังหมดไปกับการเดินสำรวจภูมิประเทศอันว่างเปล่าของทีมตำรวจและสองฆาตกรเพื่อค้นหาศพ แต่ไม่ประสบผลจนกระทั่งหนังดำเนินมาถึงช่วงครึ่งหลังแล้ว แน่นอนเสน่ห์ของหนังไม่ได้อยู่ตรงโครงเรื่องคร่าวๆ หากแต่เป็นรายละเอียดระหว่างทางเกี่ยวกับการสำรวจพฤติกรรมมนุษย์ ตลอดจนระบบศีลธรรมและสภาพสังคม ขณะเดียวกันวิสัยทัศน์อันเป็นเลิศของเซย์ลันในแง่การจัดองค์ประกอบภาพและแสงเงาก็ช่วยเพิ่มสีสันและความน่าสนใจให้กับหนังได้มากโข

Take Shelter: แววตาแฝงความเศร้า รูปร่างสูงใหญ่ดุจแฟรงเกนสไตน์ และใบหน้าที่แสดงอาการเหมือนพร้อมจะ “จิตหลุด” ได้ทุกเมื่อของ ไมเคิล แชนนอน ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าในผลงานดังจากซันแดนซ์เรื่อง Take Shelter ซึ่งเล่าถึงชีวิตชานเมืองที่ดูเพียบพร้อมของชายคนหนึ่ง (ครอบครัวอบอุ่น การงานมั่นคง) ก่อนเขาจะเริ่มฝันประหลาด เห็น “พายุแห่งวันสิ้นโลก” ซึ่งค่อยๆ ตามมาหลอกหลอนเขาแม้กระทั่งยามตื่นนอน มันเป็นอาการจิตหลอน หรือลางบอกเหตุกันแน่ นอกจากงานแสดงอันยอดเยี่ยมแล้ว Take Shelter ยังสะท้อนภาวะตื่นตระหนกของสังคมยุคใหม่ได้อย่างแม่นยำและคมคาย จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปจนถึงภัยธรรมชาติขั้นวิกฤตินานาประเภท เมื่อเราตระหนักชัดว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่ปราศจากหนทางแก้ไข และความหวาดกลัวได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วดุจเชื้อร้าย

This is not a Film: เมื่อต้องอยู่แต่ในบ้านและระหว่างรอคำตัดสินของศาลว่าจะถูกตัดสินจำคุกนาน 6 ปีหรือไม่ ผู้กำกับชื่อก้องชาวอิหร่าน จาฟาร์ ปานาฮี จึงตัดสินใจอ่านบทหนังเรื่องใหม่ (เกี่ยวกับเด็กหญิงที่ถูกพ่อแม่สั่งห้ามออกจากบ้านและคิดจะฆ่าตัวตาย) ให้คนดูฟังด้วยความเชื่อว่าเขาอาจไม่มีโอกาสสร้างมันเป็นภาพยนตร์ เนื่องจากรัฐบาลได้ร้องขอให้ศาลสั่งห้ามปานีฮีไม่ให้เขียนบทหรือสร้างหนังเป็นเวลา 20 ปีด้วย ตลอดความยาวกว่า 75 นาที This is Not a Film ถ่ายทอดให้เห็นสารพัดกิจกรรมของปานาฮีในอพาร์ตเมนต์อันกว้างขวาง ความอึดอัดคับข้องที่ไม่อาจสะท้อนตัวตนผ่านงานศิลปะ และความกล้าหาญระหว่างเฝ้ารออนาคตที่ไม่แน่นอน แม้รากฐานจะตั้งอยู่บนการวิพากษ์กองเซ็นเซอร์และอำนาจเผด็จการ แต่หนังกลับไม่หดหู่ หรืออัดแน่นไปด้วยความโกรธ (ส่วนหนึ่งผ่านการสอดแทรกอารมณ์ขันได้อย่างถูกจังหวะ) และมองชีวิตอย่างเข้าใจ

The Tree of Life: จุดกำเนิดของโลก นับตั้งแต่เหล่าแมงกะพรุนในมหาสมุทรจนถึงยุคไดโนเสาร์แพร่พันธุ์ ถูกนำเสนอควบคู่ไปกับชีวิตครอบครัวช่วงทศวรรษ 1950 ของพ่อที่เข้มงวดและแม่ที่อ่อนโยนหลังพวกเขาเพิ่งสูญเสียลูกชายไป ในหนังสุดพิศวงและทะเยอทะยานเรื่อง The Tree of Life มันตั้งคำถามอันละเอียดซับซ้อนและยากต่อการหาคำตอบอย่างเช่น มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร และทำไมทุกสิ่งทุกอย่างถึงดำรงอยู่ ผ่านการเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยปะติดปะต่อ หรือลื่นไหลในแบบธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม แต่ทรงพลังด้วยบรรยากาศ อารมณ์ และการสะท้อนภาพมนุษย์ ณ แง่มุมที่หยั่งลึกเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้ นี่ไม่ใช่หนังสำหรับมวลชนกระแสหลัก แต่หากเปิดใจให้กว้าง คุณจะได้พบกับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของนักทำหนังที่ก้าวข้ามความต้องการที่จะเล่าเรื่องไปอีกระดับหนึ่ง

ผลรางวัล

Main Competition
PALME D'OR: The Tree of Life (Terrence Malick)
GRAND PRIX: The Kid With The Bike (Jean-Pierre and Luc Dardenne)/ Once Upon a Time in Anatolia (Nuri Bilge Ceylan)
JURY PRIZE: Polisse (Maïwenn Le Besco)
DIRECTOR: Nicolas Winding Refn (Drive)
SCREENPLAY: Joseph Cedar (Footnote)
ACTOR: Jean DuJardin (The Artist)
ACTRESS Kirsten Dunst (Melancholia)

Camera D’Or
GOLDEN CAMERA: Las Acacias (Pablo Giorgelli)

Un Certain Regard
PRIZE OF UN CERTAIN REGARD: Arirang (Kim Ki-Duk)/ Stopped on Track (Andreas Dresen)
SPECIAL JURY PRIZE: Elena (Andrey Zvyaginstev)
DIRECTING PRIZE: Mohammad Rasoulof (Bé Omid é Didar)

Critics Week
FEATURE: Take Shelter (Justin Kurzel)
SPECIAL MENTION: Snowtown (Jeff Nichols)
CID/CCAS and the OFAJ: Las Acacias (Pablo Giorgelli)

วันอาทิตย์, มีนาคม 13, 2554

Oscar 2011: ก็ใจมันเรียกร้อง


ทันทีที่เปิดงาน เจมส์ ฟรังโก้ ก็เริ่มต้นด้วยการแซวพิธีกรคู่ขวัญของเขาว่า “คุณดูเป็นสาวสมัยใหม่มากเลย” ซึ่ง แอนน์ แฮทธาเวย์ ก็ตอบกลับว่า “คุณก็ดูจะเป็นที่ชื่นชอบของเด็กแนวไม่ใช่น้อยเช่นกัน” น่าตลกตรงที่ ท่ามกลางความพยายามอย่างสุดเดชของออสการ์ที่จะดึงดูดกลุ่มคนดูวัยรุ่นและหนุ่มสาว ผลรางวัลกลับให้ความรู้สึกหวนคืนสู่อดีตอันหอมหวาน เมื่อหนังพีเรียดเรื่อง The King’s Speech กวาดรางวัลสำคัญๆ มาครอง ขณะ “เด็กแนว” อย่าง The Social Network ต้องปลอบใจตัวเองกับรางวัลในสาขารองๆ ลงไปอย่างลำดับภาพและดนตรีประกอบ

เรียกได้ว่าผลรางวัลในปีนี้เป็นไปตามโผทุกประการ หลายคนอาจฝันกลางวันว่า เดวิด ฟินเชอร์ จะสามารถแย่งรางวัลในสาขาผู้กำกับมาครองจากหลักตรรกะทำนองว่า DGA เต็มไปด้วยสมาชิกแวดวงโทรทัศน์ ซึ่งอาจเอนเอียงเข้าหา ทอม ฮูเปอร์ เพราะเขาทำมินิซีรีย์ชั้นเยี่ยมอย่าง John Adams ขณะที่คณะกรรมการออสการ์ย่อมต้องให้เครดิตคนในวงการหนังอย่างฟินเชอร์มากกว่ามือใหม่อย่างฮูเปอร์ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาอาจลืมคิดไป คือ ตามสถิติแล้วปรากฏการณ์แบ่งรางวัลหนังและผู้กำกับนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก (4 ครั้งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา) ฉะนั้น พิจารณาจากความเป็นไปได้ หากคุณมั่นใจว่า The King’s Speech จะได้รางวัลสูงสุด โอกาสที่ ทอม ฮูเปอร์ จะได้รางวัลผู้กำกับย่อมต้องสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ปัจจัยรอบข้างอื่นๆ ก็มีอิทธิพลไม่แพ้กัน เดวิด ฟินเชอร์ ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่นิยมความสมบูรณ์แบบ และทำงานด้วยยาก จนไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนเริ่มนำเขาไปเปรียบเทียบกับ สแตนลีย์ คูบริก (ซึ่งเคยเข้าชิงออสการ์สาขาผู้กำกับ 4 ครั้งและชวดหมดทุกครั้ง) ขณะเดียวกัน บุคลิกส่วนตัวของเขาก็ห่างไกลจากคำว่าอบอุ่น เป็นมิตร หรือน่ารัก โดยบางคนยอมรับว่าฟินเชอร์ค่อนข้างเย็นชาไม่ต่างจากหนังที่เขาทำสักเท่าไหร่ ซ้ำร้าย ตลอดช่วงเทศกาลรางวัล เขายังออกเดินสายโปรโมตน้อยมาก (ติดถ่ายหนังใหม่เรื่อง The Girl with the Dragon Tattoo) แล้วปล่อยภารกิจยิ่งใหญ่ไว้บนบ่าอันไร้ประสบการณ์ของ เจสซี ไอเซนเบิร์ก และ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์

ในทางตรงข้าม ทีมงาน The King’s Speech ภายใต้การนำของเจ้าพ่อแห่งการล็อบบี้ ฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ ทุ่มเทเวลาให้สื่อมวลชนเต็มที่ โดยเฉพาะฮูเปอร์และ โคลิน เฟิร์ธ ซึ่งโปรยเสน่ห์อย่างถ้วนทั่วโดยไม่ลืมถ่อมตนและเจือปนอารมณ์ขัน พวกเขาดูจะ “แคร์” กับการได้รางวัลมาครองมากกว่า... และนั่นคือสิ่งที่สร้างความแตกต่าง เพราะออสการ์ (ด้วยกรรมการที่พุ่งเกินหลัก 5000 คน) ก็ไม่ต่างจากรางวัลขวัญใจมหาชน คุณภาพของผลงานเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับความกว้างขวางและเป็นที่รักใคร่ของคุณในวงการ

แน่นอน ยังมีอีกหนึ่งคำอธิบายที่เรียบง่ายและชัดเจนสุดต่อความสำเร็จของ The King’s Speech บนเวทีออสการ์ (รวมไปถึงเวที SAG, DGA และ PGA) นั่นคือ คณะกรรมการชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า และเช่นเดียวกับปีที่ Crash ได้รางวัลสูงสุดมาครอง พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่านักวิจารณ์ไม่สามารถชี้นำรางวัลออสการ์

ภาพรวมของงานออสการ์ในปีนี้ถือว่าค่อนข้างย่ำแย่ เพราะนอกจากผลรางวัลจะปราศจากเซอร์ไพรซ์อย่างสิ้นเชิงแล้ว (ถ้าคุณไม่นับการคว้ารางวัลมาครองเพียง 4 จากการเข้าชิง 12 สาขาของ The King’s Speech) สองพิธีกรรุ่นใหม่ยังทำหน้าที่ได้น่าผิดหวังอีกด้วย (คำวิจารณ์ที่พวกเขาได้รับในเช้าวันรุ่งขึ้นถือว่าหนักหนาสาหัสระดับเดียวกับ The Last Airbender ซึ่งกวาดรางวัลราซซี่มาครองในคืนก่อนหน้า) เจมส์ ฟรังโก้ รับก้อนอิฐไปมากหน่อยจากมาดมึนๆ เบลอๆ เหมือนคนเมายา โดยเวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการยิ้มกริ่ม ยืนแข็งทื่อ และปล่อยมุกฝืดเป็นครั้งคราว ขณะคู่หูของเขาพยายาม (จนอาจเรียกได้ว่ามากไป?) จะปลุกชีวิตชีวาแขกเหรื่อด้วยเสียงโห่ร้องราวกับเป็นพวกแฟนบอย

ความกร่อยแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศ จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนดูถึงพากันลุกขึ้นยืนปรบมือต้อนรับ บิลลี่ คริสตัล กันอย่างพร้อมเพรียง... ส่วนหนึ่งเพื่อตอบแทนผลงานอันยอดเยี่ยมในอดีตของเขา อีกส่วนหนึ่งเพื่อหวังว่าเขาจะอยู่เป็นพิธีกรต่อในงานนี้

อันที่จริงจะโทษ แอน แฮทธาเวย์ และ เจมส์ ฟรังโก้ ทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าพวกเขาเป็นนักแสดง ไม่ใช่ดาวตลก (บางทีการเรียก บิลลี่ คริสตัล มาเป็นแขกรับเชิญ หรือการโชว์คลิปของ บ็อบ โฮป อาจไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะมันยิ่งทำให้คนดูเห็นว่างานในปีนี้ห่างไกลจากมาตรฐานในอดีตมากแค่ไหน) ความผิดส่วนหนึ่งคงต้องยกให้กับทีมเขียนบท ซึ่งเรียกได้ว่าอ่อนปวกเปียก โดยเฉพาะในช่วงเปิดงาน เมื่อสองพิธีกรต้องพึ่งพาทักษะของคุณยาย เจมส์ ฟรังโก้ (“ยายเห็น มาร์คกี้ มาร์ค ด้วยแหละ”) เพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากคนดู โดยส่วนผสมอันลงตัวของการขาดมุกตลกคมๆ พิธีกรที่เชี่ยวชาญ และผลรางวัลที่ผิดจากความคาดหมายส่งผลให้งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 83 กลายเป็นความยืดยาวและน่าเบื่อ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันกินเวลาไม่ถึง 4 ชั่วโมง (เฉกเช่นปกติ) ด้วยซ้ำ


เกร็ดสถิติ

• True Grit กลายเป็นหนังซดแห้วสูงสุดอันดับสองในประวัติศาสตร์ออสการ์จากการเข้าชิง 10 รางวัลและต้องกลับบ้านมือเปล่า มีเพียง The Color Purple (1985) และ The Turning Point (1977) เท่านั้นที่ล้มเหลวมากกว่าจากการเข้าชิง 11 รางวัล แล้วไม่ได้อะไรเลย

• ผู้กำกับภาพ โรเจอร์ ดีกินส์ จาก True Grit ยังคงต้องร้องเพลงรอออสการ์ตัวแรกต่อไป (บางทีครั้งที่ 10 อาจโชคดีกว่านี้?) แต่อย่างน้อยเขาก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสามคนอย่าง แอนเน็ต เบนนิง จาก The Kids Are All Right (เข้าชิง 4 ได้ 0) เกร็ก พี. รัสเซลล์ จาก Salt (เข้าชิง 14 ได้ 0) และ อเล็กซานเดอร์ เดสแพลท จาก The King’s Speech (เข้าชิง 4 ได้ 0)

• ในมุมกลับกัน ริค เบเกอร์ คว้าออสการ์ตัวที่ 7 มาครองได้สำเร็จจากหนังเรื่อง The Wolfman และนี่ถือเป็นครั้งที่สองที่เขาได้รางวัลออสการ์จากการแต่งหน้ามนุษย์หมาป่า หลังคว้าออสการ์ตัวแรกจาก An American Werewolf in London (1981)

• เมลิสสา ลีโอ กับ คริสเตียน เบล กลายเป็นแม่-ลูกชาย (ในหนัง) คู่แรกนับจาก เดเนียล เดย์-ลูว์อีส และ เบรนดา ฟริกเกอร์ ที่คว้าออสการ์มาครองได้สำเร็จ โดยคู่หลังกวาดรางวัลในสาขานักแสดงนำชายและนักแสดงสมทบหญิงจาก My Left Foot (1989)

• The Social Network เป็นหนังเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่กวาดรางวัลสาขาหนัง + ผู้กำกับ + บทจาก NBR, NYFCC, LAFCA และลูกโลกทองคำ แล้วชวดรางวัล DGA รวมถึงออสการ์ ขณะที่ The King’s Speech กลายเป็นหนังออสการ์ที่ได้รางวัลน้อยสุด คือ 4 รางวัลจากการเข้าชิง 12 รางวัล (หนัง, บท, นำชาย และผู้กำกับ) ทำลายสถิติเดิมของ Gladiator ซึ่งคว้ามาได้ 5 รางวัลจากการเข้าชิง 12 รางวัล (หนัง, นำชาย, บันทึกเสียง, ออกแบบเครื่องแต่งกาย, เทคนิคพิเศษด้านภาพ)


เป็นอะไรมากมั้ย

•ฮอลลีวู้ดคงมีปูชนียบุคคลอยู่แค่หยิบมือ คนที่ได้รับเชิญให้มาประกาศผลรางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจึงวนเวียนอยู่กับหน้าเดิมๆ อย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก, แจ๊ค นิโคลสัน, บาบรา สตรัยแซนด์ และ ทอม แฮงค์... ใครก็ได้ช่วยลาก วู้ดดี้ อัลเลน มาที (เหมือนตอนสดุดีเหตุการณ์ 9/11) หรือ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ก็ได้ หรือ คลินท์ อีสต์วู้ด หรือกระทั่ง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (แม้เขาจะเลิกทำหนังดีๆ มานานแล้วก็ตาม) หรือถ้าอยากดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมาหน่อยก็ ปีเตอร์ แจ๊คสัน เป็นไง... ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผู้กำกับ Jurassic Park เลือกใช้จินตนาการได้ตามสบาย

• แม้จะไม่มีอะไรเหวอๆ เหมือนปีก่อน (สดุดี จอห์น ฮิวจ์? สดุดีหนังสยองขวัญ?) แต่นาทีแห่งความฉงนก็เกิดขึ้นจนได้ ตั้งแต่ช่วงแรกของรายการเลยทีเดียว เมื่อมีการเชื่อมโยงสมการแปลกพิลึกอย่าง กำกับภาพ + กำกับศิลป์ = หนังเยี่ยม ทั้งหมดนี้เพื่อจะโชว์คลิปหนังเรื่อง Gone with the Wind และ Titanic บนฉากสุดอลังการ? บางทีโปรดิวเซอร์งานอาจคิดว่า The King’s Speech จะกวาดรางวัลมาครองแบบเดียวกับหนังมหากาพย์สองเรื่องข้างต้น แต่แล้วสุดท้ายมันกลับพลาดท่าให้ Inception และ Alice in Wonderland ตามลำดับ

• กลยุทธ์ชี้นำ (หรือจะเรียกว่าเกทับดี?) ยังไม่สิ้นสุด... ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โปรดิวเซอร์ได้ตัดภาพจากหนังเรื่องต่างๆ ที่เข้าชิงพร้อมเสียงพูดของพระเจ้าจอร์จที่ 6 ในฉากไคล์แม็กซ์ของ The King’s Speech... เอางั้นกันเลยนะ ดูแล้วก็อดน้อยใจแทนหนังอีก 9 เรื่องไม่ได้ ซ้ำร้ายคำ “ปลอบใจ” ของสปีลเบิร์กว่าหนังที่พลาดรางวัลจะได้อยู่ร่วมเรียงเคียงบ่ากับ Citizen Kane และ Raging Bull (รวมถึง The Blind Side และ Ghost นี่คือสิ่งที่สปีลเบิร์กเลือกจะไม่เอ่ยถึง) ยังให้ความรู้สึกเหมือนการ “ออกตัว” มากกว่า... คุณอยากรัก The King’s Speech ก็รักไปสิ แต่มันจำเป็นต้องข่มเหงน้ำใจกันขนาดนี้เลยหรือ

• เมลิสสา ลีโอ กับการหลุดพูดคำต้องห้ามออกอากาศ (“ตอนเคท (วินสเล็ท) ยืนอยู่ตรงนี้เมื่อสองปีก่อน เธอทำเหมือนมันเป็นเรื่อง***ง่าย... อุ๊บส์”) พูดจาไม่ปะติดปะต่อ หยุดเงียบเพราะพูดอะไรไม่ออก โบกมือให้คนบนชั้นสอง และขโมยไม้เท้าของ เคิร์ก ดักลาส มาใช้พยุงตัวเอง มองในแง่หนึ่งก็ดูน่ารักและรั่วดี แต่ในทางกลับกัน เธอเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งที่เดินสายรับรางวัลมาแล้วแทบทุกสถาบัน แถมยังโปรโมตตัวเองเพื่อรางวัลนี้ขนาดลงทุนซื้อโฆษณาใน Variety เธอยังช็อกและตื่นเต้นได้ขนาดนั้นอีกเหรอ... เป็นอะไรมากมั้ย!


ไฮไลท์ความฮา

• “น่าขยะแขยงชะมัด” คือ คำพูดแรกของ เคท บลันเช็ตต์ หลังจบคลิปแนะนำผู้เข้าชิงในสาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง The Wolfman… เธอแค่แสดงความเห็นต่อภาพบนจอ หรือกล่าวเป็นนัยถึงการที่หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิง (และสุดท้ายได้รางวัลไปครอง) กันแน่

• คลิปเปิดงานอาจจะดู MTV และ Saturday Night Live ไปนิด (ที่สำคัญ 127 Hours, Winter’s Bone และ The Kids Are All Right ยังถูกมองข้ามแบบหน้าตาเฉย) แต่หลายแก๊กสามารถเรียกรอยยิ้มและเสียงฮาได้ไม่น้อย เช่น เมื่อ เจมส์ ฟรังโก้ บอก รูสเตอร์ ค็อกเบิร์น แห่ง True Grit ว่า “ผมชอบคุณใน Tron” หรือ เมื่อ แอนน์ แฮทธาเวย์ เต้นระบำเป็ดโชว์ นีนา เซเยอร์ส แห่ง Black Swan (แม้เธอจะไม่ฮาเท่า จิม แคร์รี่ ใน Saturday Night Live ก็ตาม) หรือ เมื่อ มอร์แกน ฟรีแมน โผล่มาเป็นแขกรับเชิญเพื่อเล่าการผจญภัยของแอนน์กับเจมส์ (“อเล็กอยากให้ผมเล่าความฝันของเขา เขาบอกว่าเสียงของผมฟังแล้วรื่นหูดี”)

• “รู้งี้น่าจะไปตัดผมก่อน” ลุค แมทธีนีย์ กล่าวขณะขึ้นรับรางวัลภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยมจากเรื่อง God of Love

• ก่อนการประกาศรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม รัสเซลล์ แบรนด์ ทำหน้าที่ “ล่ามวิบัติ” ให้กับ เฮเลน เมียร์เรน ซึ่งพูดภาษาฝรั่งเศสด้วยสำเนียงสุดเพอร์เฟ็กต์ ได้อย่างสนุกสนาน

• หลังจากถูก โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ขัดจังหวะหลายครั้งก่อนการประกาศรางวัลเทคนิคพิเศษด้านภาพยอดเยี่ยม สุดท้ายจู๊ด ลอว์ จึงตอกกลับคู่หู Sherlock Holmes ว่า “หุบปาก ถ้าไม่ใช่เพราะเหล่าช่างเทคนิคพิเศษเหล่านี้ละก็ ครั้งเดียวที่นายจะได้ใกล้ชิดกับซูเปอร์ฮีโร่คงเป็นปี 2001 ตอนนายถูกจับในโรงแรมจิ้งหรีดพร้อมกับผู้หญิงที่แต่งตัวเป็นแบทเกิร์ล” นักแสดงหนุ่มจาก Iron Man โต้ตอบข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า “ก่อนอื่นเลย โรงแรมจิ้งหรีดนั้นราคาคืนละ 1250 เหรียญเชียวนะ ข้อสอง นั่นมันปี 2000 ต่างหาก ไม่ใช่ 2001 และที่สำคัญที่สุด หล่อนแต่งตัวเป็นวันเดอร์วูเมนโว้ย!”

• แซนดร้า บูลล็อก ยังคงยิงมุกตลกได้อย่างเฉียบคมเสมอ ตอนขึ้นมากล่าวแนะนำนักแสดงชายแต่ละคน เริ่มจาก เจฟฟ์ บริดเจส ซึ่งเพิ่งคว้าออสการ์สาขานำชายมาครองเมื่อปีก่อนจากเรื่อง Crazy Heart (“เท่าไหร่ถึงจะพอเหรอ เจฟฟ์”) ตามด้วย ฮาเวียร์ บาเด็ม เจ้าของรางวัลออสการ์จาก No Country for Old Men (“คุณทำให้พวกเราหวาดผวา... ด้วยทรงผม”) โคลิน เฟิร์ธ (“ฉันได้ข่าวว่าพระราชินีชอบหนังของคุณ ดีใจด้วยนะ เพราะฉันเชื่อว่าคุณคงวางแผนจะกลับบ้านกับเขาสักที”) และตบท้ายด้วย เจมส์ ฟรังโก้ (“คุณเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กติดแหง็กอยู่โรงเรียนจนเย็นย่ำ เพราะพวกแม่ๆ พากันนั่งดู General Hospital จนลืมไปรับลูก”)

• “เมลิสสา... ผมจะไม่หลุดพูดคำหยาบแบบเธอหรอก ผมเคยทำมาเยอะแล้วก่อนหน้านี้” คริสเตียน เบล กล่าวขณะขึ้นรับรางวัลนักแสดงสมทบชาย (อ้างอิงถึงเหตุอื้อฉาวกลางกองถ่าย Terminator: Salvation)


เก็บตก

• อาร์มี แฮมเมอร์ ซึ่งรับบทเป็นฝาแฝดวิงเคิลวอสใน The Social Network ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินพรมแดงเข้างานว่า เดวิด ฟินเชอร์ เป็นเหมือน “จักรพรรดิในกองถ่าย” ส่วนการร่วมงานกับ คลินท์ อีสต์วู้ด ใน J. Edgar (นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ นาโอมิ วัตส์) ถือเป็นความแตกต่างชนิดหักศอก... แน่ล่ะ จากการถ่ายทำแบบ 100 เทคมาสู่การถ่ายทำแบบเทคเดียวผ่าน!

• บทคุณแม่สยองอาจครองเวทีออสการ์ (จาก เมลิสสา ลีโอ ใน The Fighter ถึง แจ๊คกี้ วีเวอร์ ใน Animal Kingdom) แต่ภายในงานประกาศผลกลับเต็มไปด้วยการสดุดีความดีงามของคนเป็นแม่ ไม่ว่าจะเป็นมุกตลกของ แอนน์ แฮทธาเวย์ กับแม่ของเธอ หรือคำกล่าวขอบคุณสามีของ นาตาลี พอร์ตแมน ที่ “มอบบทบาทสำคัญที่สุดในชีวิต” ให้เธอ ไปจนถึงคำกล่าวขอบคุณแม่ของ ทอม ฮูเปอร์ ซึ่งเป็นคนแนะนำเขาให้อ่านบทละครเวทีเรื่อง The King’s Speech สำหรับใช้เป็นโครงการหนังเรื่องต่อไป “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงเชื่อฟังแม่” เขาพูดตบท้าย

• งานออสการ์ปีนี้กินเวลาเพียง 3 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งถือว่าสั้นที่สุดเป็นอันดับสองในรอบ 20 ปีรองจากงานออสการ์เมื่อปี 2005 ที่ คริส ร็อค เป็นพิธีกร (ความแตกต่างเพียง 1 นาทีเท่านั้น!) ส่วนในแง่เรตติ้ง มันตกลงจากปีก่อน 10% ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะออสการ์ปีนี้ขาดขวัญใจมหาชนแบบ Avatar แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปี 2008 และ 2009 โดยปี 2008 เมื่อ No Country for Old Men คว้าออสการ์มาครองถือเป็นปีที่ออสการ์เรตติ้งตกต่ำสุดนับจากปี 1974 ส่วนปีที่ออสการ์ทำสถิติเรตติ้งสูงสุดยังคงเป็นปี 1998 เมื่อ Titanic กวาดรางวัลมาครอง