วันอาทิตย์, มีนาคม 19, 2560

Trainspotting: กระหายชีวิต


เลือกชีวิต เลือกงาน เลือกอาชีพ เลือกครอบครัว เลือกทีวีจอใหญ่ๆ เลือกเครื่องซักผ้า รถ เครื่องเล่นซีดี และที่เปิดประป๋องอัตโนมัติ... เลือกอนาคต เลือกชีวิต แต่ทำไมผมถึงต้องอยากทำในสิ่งเหล่านั้นด้วย ผมเลือกที่จะไม่เลือกชีวิต ผมเลือกสิ่งอื่นแทน เหตุผลน่ะเหรอ ไม่มีหรอก ใครบ้างต้องการเหตุผลตอนกำลังเมาเฮโรอีนมาร์ค เรนตัน

ชั่วชีวิตหนึ่งของมนุษย์มักประกอบขึ้นด้วยรูปแบบโดยรวมคล้ายคลึงกัน นับแต่การเกิด เติบโต เล่าเรียน ทำงาน สร้างครอบครัว และดำรงตนจนกระทั่งวันตาย ยิ่งหากเป็นชีวิตของคนในเมือง ในสังคมบริโภคนิยมเช่นปัจจุบันด้วยแล้ว รูปแบบดังกล่าวก็ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้น เข้มงวดขึ้น จนใครที่หาญผ่ากฎมักจะถูกตัดสินว่า นอกรีตทันที

วัฒนธรรมของสังคมดังกล่าวเห็นเงินเป็นพระเจ้า ตัดสินชนชั้นด้วยวัตถุ วัดค่าความสุขจากสภาพเศรษฐกิจ และวิเคราะห์ผู้คนโดยอาศัยเพียงรูปกายภายนอก ดังนั้นประชากรในระบบนี้จึงมุ่งหน้าทำงานเพื่อสร้างความมั่นคงจอมปลอมแก่ครอบครัว ทุ่มเทจิตวิญญาณทั้งหมดให้กับการแสวงหาเงินทองมาปรนเปรอความสุขสบาย ทำให้บางครั้งต้องฝัง ตัวตนแห่งปัจเจกไว้ตรงเบื้องลึกสุดของจิตใจ แล้วแสร้งลืมมันไปเสีย ทุกคนพากันประพฤติตามค่านิยมเหล่านั้นจนเริ่มไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือน่าโต้แย้งอีกต่อไป

มาร์ค เรนตัน ถูกปลูกฝังความคิดลักษณะนี้มาเช่นกัน แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธมันเสีย

แทนที่จะเลือก ชีวิตมาร์ค เรนตัน กลับเผาผลาญชีวิตด้วยยาเสพติด เช่นเดียวกับเพื่อนๆ อีกสี่คนของเขา คือ สปัด ชายเซื่องๆ ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร, ซิกบอย หนุ่มหน้าใสผู้นับถือ ฌอน คอนเนรี เป็นฮีโร่ในดวงใจ, เบ็กบี นักเลงขี้เหล้าชอบใช้กำลังตัดสินปัญหา และทอมมี สมาชิกคนเดียวในกลุ่มที่ดู ปกติสุด เพราะไม่ติดเฮโรอีนหรือเหล้า แต่ชอบถ่ายวิดีโอขณะตนร่วมรักกับแฟนไว้ดูเล่น

ชีวิตวันๆ ของพวกเขาถ้าไม่หมดไปกับการเสพยา ก็จะออกเตร็ดเตร่ตามท้องถนน บาร์เหล้า มีความสัมพันธ์ทางเพศแบบฉาบฉวยกับคู่ขาหรือหญิงสาวรักสนุกสักคน เลี้ยงชีพอยู่ด้วยเงินสวัสดิการของรัฐและของพ่อแม่ แต่ถ้ามันเกิดขาดมือเมื่อไหร่ พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะก่ออาชญากรรม ตั้งแต่งานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปลดทรัพย์ลูกค้าของบาร์ ขโมยยาจากโรงพยาบาล ลักเฟอร์นิเจอร์ในบ้านพักคนชราไปขาย ไปจนถึงงานใหญ่อย่างปล้นร้านขายของชำ

ฉากหนึ่งที่แสดงให้เห็นการปฏิเสธวิถีชีวิต คนทำงานของขี้ยากลุ่มนี้ได้ชัดเจนและน่าหัวเราะที่สุด คือ ตอนสปัดถูกสำนักจัดหางานส่งตัวไปสอบสัมภาษณ์ในบริษัทแห่งหนึ่ง โดยหากเขาไม่ให้ความร่วมมือ และตั้งใจให้สัมภาษณ์ เขาก็จะอดเงินสวัสดิการของรัฐไปตลอด แต่ขณะเดียวกันหากเขาทำดีเกินไปก็อาจจะได้งานนั้นขึ้นมาจริงๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยสำหรับพวกเขาแม้แต่น้อย

ตัวละครแบบ มาร์ค เรนตัน มักพบเห็นบ่อยครั้งในหนังคาวบอย แก๊งสเตอร์ หรืออาชญากรรมในฐานะ โจรกลับใจผู้มองเห็นความผิดพลาดของตนเองจนพยายามวางมือได้ในที่สุด แต่แล้วก็มักจะถูกดึงให้กลับไปหาสิ่งที่เขาพยายามบอกเลิก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนเวียนซ้ำซาก แม้แต่บทสรุปในฉากสุดท้ายก็ยังคงไม่มีอะไรแน่นอน

มาร์คเป็นคนเดียวในกลุ่มที่รู้สึกอยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองเสียใหม่ เขาพยายามเลิกยาโดยมีซิกบอยเป็นเพื่อน ซึ่งไม่ใช่ด้วยการต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เพียงต้องการยั่วมาร์คให้เห็นว่าเขาสามารถเลิกยาได้อย่างง่ายดายเท่านั้น ทุกครั้งที่มาร์คสาบานกับตัวเองว่าจะฉีดยาเป็นครั้งสุดท้าย ความตั้งใจนั้นก็มักจะพังครืนลงทุกคราวไป

จุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้มาร์คเริ่มปฏิวัติตัวเองด้วยการเดินทางเข้าลอนดอน ทำงานเป็นเซลส์ติดต่อขายห้องพัก และเลิกข้องเกี่ยวกับยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย คือ ภาพจินตนาการชวนสยองจากอดีตอันเลวร้ายที่หวนมาหลอกหลอนเขาในช่วงหักดิบ เช่น การตายของทารก ลูกของอัลลิสันกับ หนึ่งในห้าซึ่งต่างไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นพ่อเด็กกันแน่ แม้แต่ตัวอัลลิสันเอง การที่สปัดต้องติดคุกแต่เพียงผู้เดียวทั้งที่ร่วมปล้นร้านค้าด้วยกันกับมาร์ค การติดยาของทอมมีที่ไม่อาจทนความเจ็บปวดของการถูกแฟนสาวทิ้งได้ เลยต้องหันไปพึ่งพาเฮโรอีน รวมไปถึงการต้องทดสอบเลือดว่ามีเชื้อ HIV หรือไม่ ความผิดบาปในใจมาร์คทั้งหมดถูกถ่ายทอดในลักษณะแฟนตาซี นับแต่ทารกไต่มาตามกำแพง ก่อนจะหันบิดหัว 360 องศามามองมาร์ค สปัดนั่งเคาะเท้าบนขอบประตูโดยมีโซ่ล่ามเท้าสองข้าง จนถึงรายการเกมโชว์ทางทีวี ซึ่งมีพ่อแม่ของมาร์คไปทายปัญหาเกี่ยวกับเชื้อไวรัสร้ายแรง พร้อมสรุปลงท้ายด้วยคำถามว่า เขาผิดหรือไม่ผิดอันหมายถึงตัวมาร์คนั่นเอง คำพูดที่พ่อกับแม่เขาตอบกลับมา คือ เขาเป็นลูกชายของเราบ่งชี้ถึงความรักและการให้อภัย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คุณและคุณนายเรนตันทำ พวกเขาให้โอกาสลูกชายเสมอ

มาร์คควรดีใจและสำนึกได้ แต่มันผิดปกติหรือหากใจเขายังรู้สึกแปลกแยกและว้าเหว่

ช่องว่างระหว่างมาร์คกับพ่อแม่ถูกถ่ายทอดเป็นรูปธรรมในตอนที่พวกเขาพาลูกชายไปเล่นบิงโก โดยขณะที่ทุกคนกำลังร่าเริงมีความสุข พร้อมกับเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วโดยเทคนิคภาพยนตร์ มาร์คกลับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ร่วมกับคนเหล่านั้น มันเป็นฉากที่สะท้อนความแปลกแยกของมาร์คกับคนรุ่นก่อนได้อย่างชัดเจนและชวนสะเทือนใจ

ขณะเดียวกันหนังยังสร้างตัวละครอย่างไดแอน เด็กนักเรียนแก่แดด ขึ้นมาถ่วงดุลได้อย่างน่าสนใจด้วย เพราะหากเทียบกับเธอแล้ว มาร์คแทบจะกลายเป็นเด็กอ่อนหัดไปเลย เวลาเปลี่ยนแปลง ยาเปลี่ยนแปลง ดนตรีเปลี่ยนแปลง ผู้คนก็เปลี่ยนแปลงเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงอยู่ คือ ช่องว่างระหว่างคนสองรุ่น มองเช่นนี้ หนังจึงให้อารมณ์ความรู้สึกใกล้เคียงกับหนังอย่าง The Graduate และ Rebel without a Cause อยู่ไม่น้อย

กลุ่มอนุรักษ์นิยม หรือคนรุ่นเก่าหัวคับแคบอาจไม่ชอบใจหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ตรงที่มันสะท้อนภาพความสุขของการเสพเฮโรอีน ซ้ำเผินๆ ยังดูเหมือนจะพยายามเชิดชู มอบความหมายให้แก่พฤติกรรมเหลวแหลก ชั่วร้าย ไร้สาระของขยะสังคมกลุ่มหนึ่ง โดยไม่ทันคำนึงว่า นัยยะลึกๆ ของหนังมุ่งเน้นเพื่อตั้งคำถามต่อค่านิยมแห่งการดำรงชีวิตในปัจจุบันมากกว่า และแน่ล่ะ หนังก็ไม่ได้บอกอีกเช่นกันว่า การเสพเฮโรอีนคือคำตอบต่อการแสวงหาดังกล่าว เพราะจริงๆ แล้วมันไม่มีบทสรุปอันชัดเจนนั่นเอง

Trainspotting ไม่ใช่หนังแนว social realism เกี่ยวกับชีวิตหลงผิดของพวกขี้ยา ซึ่งจะต้องจบลงด้วยความสุขสันต์เมื่อพวกเขาสามารถกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีของสังคมได้ หรือไม่ก็รับกรรมจากโทษของยาเสพติดจนสาสม ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ของมาร์คกับผองเพื่อนก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับการเป็น เหยื่อแห่งจิตสำนึกใฝ่ต่ำ สังคมอันเลวร้าย หรือสถาบันครอบครัวที่เย็นชาเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ได้ถูกบีบให้ติดยา แต่ เลือกที่จะติดยามากกว่า เพราะรู้สึกไม่พอใจต่อค่านิยมปกติของสังคมและพยายามแสวงหาความหมายจากการเสพยา ซึ่งสุดท้ายสิ่งที่เขาค้นพบล้วนเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ใกล้เคียงกับอารมณ์ร่วมของกลุ่มฮิปปี้ในอเมริกายุค 60

ชื่อของหนังเองก็มีส่วนเปรียบเปรยถึงแง่มุมดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากคำว่า Trainspotting มีความหมายถึงการเฝ้ามองรถไฟและเก็บหมายเลขเครื่องยนต์ อันเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งของคนอังกฤษ อุปมาได้กับการแสวงหาแก่นสารให้กับชีวิตที่ไร้จุดหมาย โดยทำในสิ่งที่ไม่มีแก่นสารในตัวมันเอง เช่นเดียวกับการเสพเฮโรอีนของเหล่าตัวเอก

สิ่งที่มาร์คไม่พอใจในชีวิตปกติ ได้แก่ การต้องคอยห่วงกังวลในทุกๆ เรื่อง กลัวไม่มีเงิน กลัวตกงาน กลัวจะกินเหล้ามากไปจนลุกขึ้นไปทำงานตอนเช้าไม่ไหว กลัวสุขภาพจะเสีย ฯลฯ กลัวสารพัดสารพันจะกลัว จนทำให้รู้สึกว่าชีวิตขาดเสรี สิ้นไร้ความสำราญ จากการ ตีกรอบให้มันมากเกินไป ชีวิตขี้ยาให้มาร์คได้ในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาสามารถลืมทุกสิ่งเมื่อเฮโรอีนฉีดเข้ากระแสเลือด ดังจะเห็นได้จากสองฉากเด่นของหนัง คือ ตอนที่มาร์คต้องควานหายาในโถส้วมที่สกปรกที่สุดของสกอตแลนด์ และตอนที่เขาดำดิ่งลงไปยังพื้นห้อง มาร์คไม่ต้องคิดกังวลเรื่องสุขภาพจะเสีย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงิน เพราะสามารถหาแบบทุจริตมาได้ง่ายๆ หลายทาง และเมื่อไม่มีงาน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตกงาน

แต่ชีวิตแบบนี้มันมีจุดหมายอันใดเล่า

มาร์คเริ่มตระหนักในความว่างเปล่า ไร้แก่นสารของชีวิตขี้ยา เมื่อมองเอาจากชะตากรรมของเพื่อนรอบข้าง โดยเฉพาะทอมมี ผู้ขายทุกสิ่งในห้องพักเพื่อเอาเงินมาซื้อยาเสพ มีสภาพร่างกายและจิตใจทุรนทุราย ก่อนที่สุดท้ายก็ตายอย่างโดดเดี่ยวในอพาร์ตเมนต์เน่าๆ กับแมวตัวหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ มาร์คจึงตัดสินใจย้ายมาลอนดอน เมืองใหญ่ที่สับสนวุ่นวายและมีระเบียบแบบแผนเชิงวัตถุนิยมยิ่งกว่าเมืองเอดินบะระ ซึ่งเขาอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ มากมายนัก วัฒนธรรมความฟุ้งเฟ้อทำให้ชายทุกคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น เจมส์ บอนด์ หนึ่งในนั้น คือ ซิกบอย ทั้งนี้เพราะบอนด์มีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการงานมั่นคง ได้ผจญภัย มีรถ มีเงิน มีผู้หญิงรอบกาย

หนังดำเนินเรื่องในกรุงลอนดอนค่อนข้างรวดเร็ว ไม่มีการทิ้งช่วงความรู้สึกมากนัก แม้แต่ตอนที่มาร์คฉีดยาก็ไม่มีภาพจินตนาการล่องลอยอีกต่อไป มันช่วยตอกย้ำให้เห็นวิถีชีวิตอันเร่งรีบ วุ่นวาย (คราวหนึ่งมาร์คถึงกับไม่ได้ฉีดยาเพราะความต้องการเช่นก่อนๆ แต่ฉีดเพื่อทดสอบก่อนขายว่ายานั้นดีจริงหรือไม่) งานที่มาร์คทำก็ดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าใดนัก แต่เขาก็อดทนด้วยความต้องการจะเป็น ส่วนหนึ่งของสังคม ก่อนทุกอย่างจะล่มสลายเมื่อเบ็กบี, ซิกบอย และสปัดโผล่มาหาพร้อมข้อเสนอให้มาร์คสละเงินเก็บไปซื้อผงจากพ่อค้าที่กำลังเร่งระบายของ จากนั้นค่อยนำมาขายต่อในราคาแพงลิบลิ่ว มาร์คตกลงร่วมมือ แต่พองานสำเร็จเขากลับเชิดเงินหนีไปคนเดียว แต่ไม่ลืมที่จะแบ่งเงินก้อนหนึ่งไว้ให้สปัดด้วยเหตุผลว่า เขาไม่เคยทำร้ายใคร

ในฉากจบคนดูจะเห็นมาร์คค่อยๆ เดินเข้าหากล้อง พร้อมกับเสียงความคิดเขาที่ดังขึ้นว่า ทำไมผมจึงทำเช่นนั้นเหรอ ผมสามารถให้คำตอบได้เป็นล้านข้อ แต่ไม่มีข้อไหนถูก ความจริงก็คือเพราะผมเป็นคนเลว แต่สิ่งนั้นมันกำลังจะเปลี่ยนไป ผมจะเปลี่ยนตัวเอง นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมทำชั่ว ตอนนี้ผมบริสุทธิ์ผุดผ่อง และกำลังเดินไปข้างหน้าเพื่อเลือกชีวิต ผมตั้งตาคอยมันอยู่ ผมจะเป็นเช่นพวกคุณ งาน ครอบครัว ทีวีจอยักษ์ เครื่องซักผ้า รถยนต์ คอมแพ็คดิสก์ ที่เปิดกระป๋องอัตโนมัติ สุขภาพแข็งแรง คลอเรสเตอรอลต่ำ สูทสามชิ้น เกมโชว์ พาเด็กๆ เดินเล่นสวนสาธารณะ ตีกอล์ฟเก่ง ฉลองคริสต์มาสกับครอบครัว ท่อระบายน้ำไม่อุดตัน ชีวิตผันผ่านเพื่อคอยวันตาย

ดูเหมือนเป็นตอนจบสุขสันต์ ชายติดยากลับตัวได้ แต่ทำไมเราจึงไม่รู้สึกฮึกเหิมไปกับจุดหมายของมาร์คสักเท่าไหร่ ประการแรกคงเพราะอารมณ์เย้ยหยันที่ผู้สร้างแฝงเอาไว้ ประการต่อมา เพราะหนังได้ชี้ให้เห็น วิญญาณที่ถูกทำลายจากประเพณีนิยม เลือกชีวิตของสังคมปัจจุบันมาตลอดทั้งเรื่อง เช่นนั้นแล้วเราจะรู้สึกพอใจได้อย่างไร เมื่อมาร์คกำลังถอยกลับสู่จุดที่เขาเคยปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ความหมายแท้จริงของชีวิต หลังหมดเวลาไปกับความว่างเปล่าแห่งการเสพยาอยู่เนิ่นนาน ตอนจบของ Trainspotting เต็มไปด้วยอารมณ์แสวงหา โดยไม่ชี้แนะ ตัดสินว่าการดำรงชีวิตแบบใดกันแน่ที่ถูกต้อง หรือผิดพลาด

เคยมีคนกล่าวว่า ชีวิตแบบ มาร์ค เรนตัน เปรียบได้กับคนที่มีก้อนเค้กในมือแล้วฟาดมันซะเรียบในคราวเดียว เพราะเขาใช้ชีวิตอันหดสั้นอย่างคุ้มค่า สมบุกสมบัน แต่ขณะเดียวกันก็เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ บทสรุปซึ่งมาร์คยอมแบ่งเงินให้สปัดส่วนหนึ่งเป็น น้ำใจที่ให้ความรู้สึกดีๆ เพียงครั้งเดียวในหนัง หลังจากทั้งเรื่องอัดแน่นไปด้วยอาชญากรรม การใช้กำลัง การทรยศหักหลังและยกตนข่มท่านมาตลอด บางทีนั่นเองอาจเป็นคุณค่าแท้จริงของชีวิต เมื่อเรารู้จักแบ่งเค้กในมือให้คนอื่นๆ อย่างทั่วถึงยุติธรรม

หนังสร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันของ เออร์วิน เวลช์ (เล่นเป็นตัวประกอบในหนังด้วยกับบทพ่อค้ายา มิคกี้ ฟอร์เรสเตอร์) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1993 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงทันทีที่ออกวางจำหน่าย นักวิจารณ์วรรณกรรมบางคนถึงกับสรรเสริญให้เป็น งานเขียนที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ ไม่ว่าชายหรือหญิง เคยประพันธ์ขึ้นบนพื้นพิภพแห่งนี้... สมควรจะขายได้มากกว่าคำภีร์ไบเบิล

กลวิธีการนำเสนอเรื่องราวอยู่ในลักษณะ ชุดบทความสั้นๆโดยแต่ละตอนอาจจะไม่ปะติดปะต่อกันเลย เหมือนกับภาพที่แวบเข้ามาในมโนจิต ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเอก คือ มาร์ค เรนตัน ทั้งที่เกี่ยวกับผองเพื่อนของเขาและเรื่องของตัวเขาเอง จุดเด่นของงานเขียนชิ้นนี้ คือ การเปรียบเทียบถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตสองรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ตัดสินลงไปว่าแบบใดถูก แบบใดผิด ตัวละครซึ่งเป็นขี้ยาชั้นต่ำไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะเหยื่อจากความผิดพลาดของสังคม ครอบครัว หรือพ่ายแพ้แก่ความต่ำทรามเบื้องลึกของจิตใจตน แต่พวกเขากลับดูเป็นกลุ่มคนซึ่งเปี่ยมอุดมคติ ทะเยอทะยาน กล้าหาญ และแข็งแกร่งขนาดสามารถปฏิเสธการใช้ชีวิตแบบที่สังคมบังคับให้เป็นไป ต่างกับประชากรส่วนใหญ่ผู้ยินดีจะเดินตามเส้นที่ขีดล้อมกรอบเราไว้อย่างเต็มใจ โดยไม่แม้แต่จะขัดขืน หรือตั้งคำถามต่อ คุณค่าแท้จริงของสิ่งที่กำลังทำอยู่เลย นอกจากนั้น งานเขียนชิ้นนี้ยังได้รับการยกย่องจากความร่ำรวยอารมณ์ขันเชิงเสียดสี เยาะหยันในทุกบททุกตอน แม้แต่ช่วงเวลาอันน่าหดหู่ที่สุดของเรื่องราวก็ตาม

ความโด่งดังของ Trainspotting ทำให้มันถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครเวทีในอีกหนึ่งปีต่อมา ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หลายคน รวมถึงตัวเวลช์เอง ไม่คิดว่างานเขียนชิ้นนี้จะเหมาะแก่การนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เท่าใดนัก เพราะวิธีประพันธ์ทำให้หนังสือไม่มีพล็อตเรื่องแน่ชัด อันจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการเล่าเรื่องแบบหนังทั่วไป แต่ผู้กำกับเลือดใหม่อย่าง แดนนี บอยล์ ไม่ชอบอะไรที่ ปกติอยู่แล้ว

หลังโด่งดังกับหนังตลกร้าย-เขย่าขวัญเรื่อง Shallow Grave เกี่ยวกับเพื่อนรักร่วมห้องสามคนที่ผันตัวกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตเพียงเพราะความโลภในเงินตรา ทีมงานชุดสามทหารเสืออันประกอบไปด้วยบอยล์, จอห์น ฮอดจ์ และ แอนดรูว์ แม็คโดแนลด์ (ผู้อำนวยการสร้าง) สามารถกระโดดข้ามไปสร้างชื่อเสียงที่ฮอลลีวู้ดได้สบายๆ พวกเขาได้รับข้อเสนอมากมาย แต่สุดท้ายกลับตอบปฏิเสธไปหมด แล้วเลือกสร้างหนังทุนต่ำ ท้าทายความคิดต่อไป Trainspotting คือ ผลงานที่พวกเขาเลือก พร้อมกับหอบหิ้วเอาดาราคู่ใจจากหนังเรื่องแรก ยวน แม็คเกรเกอร์ มาร่วมงานด้วย

มีความคล้ายคลึงบางประการระหว่าง Trainspotting กับ Shallow Grave เช่น ทั้งคู่มีพล็อตเกี่ยวพันกับมิตรภาพระหว่างเพื่อนอันผันแปรเป็นความขมขื่น การทรยศหักหลัง และกระเป๋าใบหนึ่งซึ่งอัดแน่นไปด้วยเงินผิดกฎหมาย ความต่างสำคัญ คือ ตัวเอกของ Shallow Grave เป็นชนชั้นกลาง ผู้กำลังพยายามจะไต่เต้าเป็นยัปปี้ ทุกคน เลือกชีวิตมีงานมีการ มีทีวีเครื่องใหญ่ เป็นชีวิตแบบที่ มาร์ค เรนตัน ใฝ่ฝันจะเจริญรอยตาม ขณะที่มาร์คสังกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นล่าง อย่างไรก็ตาม ลงท้ายทั้งสองเรื่องดูจะโยนความผิดให้กับสังคมวัตถุนิยมเหมือนๆ กัน


นักวิจารณ์บางคนยกย่องให้ Trainspotting เป็นหนังอังกฤษที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ 1990 อาจเป็นคำยกย่องที่เกินตัวไปนิด เมื่อพิจารณาว่ายังเหลือเวลาอีกเกือบสามปีกว่าจะเริ่มทศวรรษใหม่ แต่กระนั้นมีสองสิ่งที่ไม่อาจโต้แย้งได้เกี่ยวกับ Trainspotting คือ มันเป็น 1 ใน 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 1996 และ แดนนี บอยล์ เป็นปรากฏการณ์แห่งวงการหนังอังกฤษ กระแสจากงานของเขารุนแรง น่าสนใจ และมุ่งปฏิวัติเชิงสร้างสรรค์ได้ไม่แพ้สิ่งที่ เควนติน ตารันติโน ทำให้กับฮอลลีวู้ดเลยทีเดียว

วันศุกร์, มีนาคม 10, 2560

Oscar 2017: Actor in a Leading Role


เคซีย์ อัฟเฟล็ค (Manchester by the Sea)

ในร้านอาหารกลางใจเมือง หลัง เคซีย์ อัฟเฟล็ค เพิ่งเสร็จสิ้นการให้สัมภาษณ์นักข่าว นิวยอร์ก ไทมส์ เกี่ยวกับหนังเรื่องใหม่ล่าสุด ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย เมื่อชายหนุ่มเดินออกมา คู่รักชายหญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็กระซิบถามเขาว่า นั่นใครเหรอเหตุการณ์ทำนองนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นกับ เบน พี่ชายเคซีย์ หรือเพื่อนวัยเด็กของเขาอย่าง แม็ท เดมอน เป็นแน่แท้ เพราะทุกวันนี้จะมีใครบ้างที่ไม่รู้จักแบทแมน หรือ เจสัน บอร์น แต่นี่เป็นสิ่งที่ เคซีย์ อัฟเฟล็ค ต้องการมาตลอด ผมไม่เคยอยากดังเลยสักนิดคำกล่าวข้างต้นอาจถูกบางคนตีความได้ว่าเป็นแค่อาการองุ่นเปรี้ยว เนื่องจากอาชีพนักแสดงของอัฟเฟล็คค่อนข้างลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด แต่เดมอน ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของ Manchester by the Sea ช่วยยืนกรานอย่างแข็งขันว่าอัฟเฟล็คเป็นคนที่หวงแหนความเป็นส่วนตัวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาได้เห็นว่าพี่ชายเขาต้องรับมือกับอะไรบ้าง เขาระแวดระวังการเปิดเผยตัวต่อสาธารณชนมากเกินไปเดมอนกล่าว นอกจากนี้เขายังมีนิสัยถ่อมตนและไม่ชอบพูดถึงตัวเองมากเหมือนกับนักแสดงคนอื่นๆ

การถอยกรูดจากแสงไฟกลายเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทางอาชีพอยู่บ้าง อัฟเฟล็คเคยพลาดโอกาสทั้งที่ผู้กำกับต้องการเขาเพียงเพราะผู้บริหารสตูดิโอเห็นว่าเขาขาด พลังดึงดูดหรือพูดง่ายๆ คือ ไม่ดังพอนั่นเอง ที่สำคัญเขายังเป็นนักแสดงที่ค่อนข้างจู้จี้จุกจิกในการเลือกบท เดมอนเล่าว่าเขาเคยคุยโทรศัพท์กับอัฟเฟล็คอยู่นานเป็นชั่วโมงๆ เนื่องจากอัฟเฟล็คไม่แน่ใจว่าควรรับเล่นหนังเรื่องหนึ่งหรือไม่ เขาจะระแวดระวังมากจนกระทั่งเริ่มร้อนเงินและตกลงรับบทอะไรก็ได้ที่มีคนมาเสนอ ที่เขาคิดมากแบบนี้เพราะเขามีศักดิ์ศรีมากกว่าพี่ชายเขาหรือผมเดมอนกล่าว

แต่ดูเหมือนอัฟเฟล็คจะหลบหนีชื่อเสียงอยู่ได้ไม่นาน เพราะสุดท้ายมันก็ไล่ตามหาเขาจนเจอ เมื่อผลงานแสดงอันน่าตื่นตะลึงของเขาใน Manchester by the Sea กวาดคำชมจากนักวิจารณ์อย่างท่วมท้น จนหลายคนยกย่องให้เป็นจุดสูงสุดในอาชีพนักแสดงของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ในหนังเรื่องนี้ ลี แชนด์เลอร์ ตัวละครที่อัฟเฟล็คสวมบทบาท ต้องเผชิญหน้าโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จนส่งผลให้เขาด้านชาทางอารมณ์ อัฟเฟล็คยอมรับว่าเขาคงไม่สามารถเล่นบทนี้ได้ถ้าไม่เคยผ่านประสบการณ์การเป็นพ่อคนมาก่อน พอมีลูก คุณจะรู้สึกเกี่ยวกับทุกอย่างได้ชัดเจนขึ้นเขากล่าว ราวกับมีคนมากดเปิดสวิทช์ไฟข้างในตัวคุณขณะเดียวกันเขาก็ยอมรับว่าการต้องล้วงลึกถึงก้นบึ้งแห่งความหดหู่ แล้วพยายามหล่อเลี้ยงระดับอารมณ์ของตัวละครที่ทนทุกข์ทรมานจากความเศร้าโศกเอาไว้โดยตลอดนั้นเป็นสิ่งที่ เจ็บปวด แต่พอทนได้

เคซีย์ อัฟเฟล็ค เกิดหลังเบนสามปี เขาเติบโตมาในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเสท ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วงการตั้งแต่ยังไม่แตกหนุ่มกับหนังดรามาเรื่อง Lemon Sky (1988) ประกบ เควิน เบคอน แต่เขาเริ่มกลายเป็นที่จับตามองจากหนังตลกร้ายของ กัส แวน แซนต์ เรื่อง To Die For (1995) ตามมาด้วยบทสมทบในหนังที่สร้างชื่อเสียงให้กับพี่ชายเขาและ แม็ท เดมอน นั่นคือ Good Will Hunting อัฟเฟล็คทะยานถึงจุดสูงสุดในปี 2007 เมื่อเขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford และรับบทนำในผลงานกำกับชิ้นแรกของพี่ชายเขาเรื่อง Gone Baby Gone ซึ่ง มโนห์ลา ดาร์กิส นักวิจารณ์ของ นิวยอร์ก ไทมส์ เคยเขียนชื่นชมเขาดังนี้ ฉันไม่แน่ใจว่า เคซีย์ อัฟเฟล็ค กลายเป็นนักแสดงชั้นเลิศตั้งแต่เมื่อไหร่ นักแสดงส่วนใหญ่อยากจะให้คนดูรัก แต่ดูเหมือน เคซีย์ อัฟเฟล็ค จะไม่ตระหนักในจุดนี้ หรือเขารู้แต่ไม่สนใจ

อาชีพที่ตกอยู่ใต้เงื้อมเงาความดังของพี่ชายทำท่าจะเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดเสียที แต่หลังจากได้เข้าชิงออสการ์ บทดีๆ กลับเดินทางมาไม่ถึงมือของอัฟเฟล็คเสียที และเขาก็ก้าวเข้าสู่โหมดทำลายตัวเองด้วยการกำกับหนังล้อเลียนสารคดีเรื่อง I’m Still Here (2010) ซึ่งโดนถล่มเละจากเหล่านักวิจารณ์และล้มเหลวบนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ แต่แล้วโชคก็เริ่มเข้าข้างเขาอีกครั้ง เมื่อ แมท เดมอน ไม่สามารถรับบทนำในโครงการหนังใหม่ของ เคนเน็ธ โลเนอร์แกน ได้เนื่องจากติดถ่ายหนังอีกเรื่อง เขาจึงแนะนำให้โลเนอร์แกนเอาบทไปเสนออัฟเฟล็ค ผมรู้ว่าเคซีย์ต้องตีบทแตกกระจุยอย่างแน่นอนเดมอนกล่าว คำทำนายของเขาแม่นยิ่งกว่าคำทำนายของโหรทุกสำนักรวมกัน เมื่อหนังเปิดตัวครั้งแรกในเทศกาลหนังซันแดนซ์พร้อมเสียงฮือฮาว่าอัฟเฟล็คจะกลายเป็นตัวเก็งออสการ์อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่อัฟเฟล็คนึกแขยงอย่างประหลาด ความคิดที่ว่ามีคนไม่ชอบผม หรือไม่ชอบหนังของผมเป็นเรื่องง่ายกับการทำใจยอมรับมากกว่าเวลามีคนชอบหนังของผมมากๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนักแสดงหนุ่มวัย 41 ปีกล่าว

อัฟเฟล็คเป็นนักแสดงที่คิดซับซ้อนในทุกขั้นตอนของการทำหนัง เขามักตั้งคำถามต่อทุกบทพูด หรือการกระทำของตัวละคร เขาจะใช้เวลา 45 นาทีพูดคุยกับเคนนีว่าทำไมต้องเดินผ่านห้องรับแขกในฉากนั้นแทนที่จะเดินผ่านห้องครัวลูคัส เฮดเจส ดาราหนุ่มที่รับบทเป็นหลานชายของอัฟเฟล็คกล่าว โลเนอร์แกนเล่าว่าในทุกๆ เทคอัฟเฟล็คจะคอยปรับการแสดงอย่างลุ่มลึกให้อบอุ่นขึ้น หรือเยือกเย็นขึ้นเล็กน้อย เขาต้องการถ่ายทอดเรื่องราวให้ถูกต้องที่สุด เวลาผมบอกว่า เทคนี้ผ่านแล้วล่ะ เขาจะพูดเสมอว่า ให้ผมลองเล่นอีกแบบไหม แน่ใจนะว่าคุณพอใจแล้วอัฟเฟล็คยอมรับว่าเขาไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ เขาอยากทุ่มเทให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด หลังจากต้องทนรับเล่นหนังแย่ๆ มาหลายเรื่อง สวมบทตัวละครซึ่งตื้นเขิน มีแค่เปลือก แต่ขาดจิตวิญญาณ จนกระทั่งในช่วง 2-3 ปีหลังเขาชักเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองควรเลิกอาชีพนักแสดงไปเลยดีไหม แต่บทในหนังเรื่อง Manchester by the Sea ได้ปลุกศรัทธาและชีวิตชีวาของเขาขึ้นมาอีกครั้ง.... ไม่แน่คราวนี้ชื่อเสียงอาจเริ่มตามมาเสียที หรืออย่างน้อยๆ ก็ตัวเลือกที่เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่มีใครคู่ควรกว่าเขาอีกแล้ว 


ไรอัน กอสลิง (La La Land)

การรับบทนักเปียโนแจ๊สในหนังเพลงเรื่อง La La Land ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ไรอัน กอสลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้กำกับ เดเมียน ชาเซลล์ ยืนกรานจะใช้การถ่ายทำแบบ long take ไม่มีการตัดภาพช่วย เพราะนั่นหมายความว่ากอสลิงจะต้องเล่นเพลงได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องเลียนแบบให้ใกล้เคียงที่สุด จริงอยู่เขาอาจเคยเล่นเปียโนมาบ้างก่อนหน้า แต่ไม่ได้มีทักษะในระดับที่สามารถเล่นเพลงแจ๊สได้ ยิ่งเพลงของ เธโลเนียส มังค์ หรือเพลงอื่นๆ ที่ผมต้องเล่นในหนังด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเขากล่าว ฉะนั้นบทเซบาสเตียนจึงมาพร้อมกับการบ้านกองพะเนิน แต่มันก็เป็นโอกาสทองไปในตัว ผมอยากเล่นเปียโนเป็นมานานแล้ว ในที่สุดผมก็ได้ลงเรียน ได้ฝึกฝนไปสู่เป้าหมายนั้นเสียที ผมใช้เวลาฝึกฝนสามชั่วโมงต่อวันเป็นเวลาสามเดือน เหนื่อยมากแต่ก็คุ้มค่า

นักแสดงหนุ่มวัย 36 ปียอมรับว่าเขาไม่ค่อยรู้เรื่องแจ๊สสักเท่าไหร่ก่อนมาเล่น La La Land และอย่างหนึ่งที่ช่วยเปิดโลกให้เขาได้ไม่น้อย คือ สารคดีแจ๊สของ เคน เบิร์นส์ ที่ฉายทางช่องพีบีเอส เป็นสารคดีชั้นยอดที่ช่วยให้ผมเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับโลกของดนตรีแจ๊ส

ไม่เพียงทักษะการเล่นเปียโนเท่านั้น อีกสิ่งหนึ่งที่กอสลิงต้องลุกขึ้นมาปัดฝุ่น คือ ทักษะการเต้น เพราะฉากสำคัญฉากหนึ่งของหนังเป็นฉากเต้นรำของเซบาสเตียนกับมีอา (เอ็มมา สโตน) ท่ามกลางแสงจันทร์ ซึ่งสะท้อนอารมณ์โรแมนติกในแบบหนังเพลงยุคเก่าของ เฟร็ด แอสแตร์ กับ จิงเจอร์ โรเจอร์ส ฉากนั้นใช้เวลาซ้อมหนักสามเดือนเต็มกอสลิงเล่า ทีแรกเราจะแยกกันซ้อมก่อนเป็นเวลาสองเดือน จากนั้นก็มาซ้อมเข้าฉากด้วยกันในสตูดิโออีกหนึ่งเดือน และก่อนวันถ่ายทำ เราจะไปยังโลเกชั่นจริงเพื่อฝึกซ้อมอีกสองสามคืนอย่างไรก็ตาม ฉากที่ติดตาตรึงใจกอสลิงที่สุดในหนังเป็นฉากที่เขากับ เอ็มมา สโตน ไม่ได้มีส่วนร่วมสักเท่าไหร่ ฉากร้องเพลงบนทางหลวงสนุกมาก เป็นงานยากของพวกนักเต้น แต่ได้ผลลัพธ์สุดคุ้ม พวกเขาซ้อมเต้นกันหลายเดือน แล้วต้องมาถ่ายทำจริงในวันที่ร้อนระอุที่สุดของปี ระหว่างนั่งดูเหล่านักเต้นชั้นยอดเต้นบนหลังคารถ ผมดีใจที่เป็นแค่ผู้ชมแถวหน้า ไม่ใช่ผู้ร่วมแสดงที่อาจทำให้ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า

กอสลิงมีประสบการณ์ติดตากับเสียงเพลงและการเต้นตั้งแต่เด็ก เมื่อวันหนึ่งลุงของเขาลุกขึ้นมาแต่งตัวเลียนแบบ เอสวิส เพรสลีย์ แล้วแสดงโชว์ให้ทุกคนชมในห้องนั่งเล่น พวกเราร่วมด้วยช่วยกันกอสลิงรำลึกความหลัง แม้ว่าหลายคนจะคิดว่ามันดูตลก แต่ลุงไม่แคร์ ลุงร้องดีเลยล่ะ เข้าถึงบทบาทมาก มันเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงสำหรับเด็กอย่างผมแต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับคืนสู่ชีวิตปกติอันราบเรียบ เหมือนคณะละครสัตว์เดินทางจากไปชายหนุ่มซึ่งเติบโตมาในรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา กล่าว ผมได้แต่คิดในใจว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะกลับมาอีกพ่อกับลุงของกอสลิงทำงานในโรงงานกระดาษ พวกเขามักจะกลับมาบ้านในสภาพเหนื่อยอ่อน เนื่องจากกอสลิงเป็นเด็กสมาธิสั้น เขาจึงไม่ชอบโรงเรียน และไม่ชอบเล่นกีฬาด้วย เขาไม่รู้ว่าจะปลดปล่อยพลังงานอันล้นเหลือได้ยังไง ลุงผมเป็นคนเปิดประตูสู่ทางเลือกใหม่ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพนี้ได้ ผมก็อยากลองดู

เขาเริ่มต้นด้วยการสมัครเข้าโรงเรียนเต้นรำในท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่การทดสอบบทเพื่อเข้าร่วม เดอะ มิกกี้ เมาส์ คลับ ของช่องดิสนีย์ ตามมาด้วยประสบการณ์สองปีของการร่วมงานกับ จัสติน ทิมเบอร์เลค, บริทนีย์ สเปียร์ส และ คริสตินา อากีเลรา ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริด้า จากนั้นพออายุได้ 16 ปี กอสลิงก็ย้ายมาอยู่แอลเอ และเริ่มทำงานในวงการทีวี ตอนนั้นผมไม่เคยฝันว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังหรืออะไร ผมแค่นึกว่าอาจจะเป็นได้แบบคุณลุง คือ เดินสายแสดงตามห้างสรรพสินค้าแต่ผลงานภาพยนตร์ช่วยเปิดประตูสู่ทางเลือกใหม่ให้กอสลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ The Notebook โด่งดังเกินความคาด ส่งผลให้เขากลายเป็นหนุ่มในฝันของสาวๆ ทั่วโลกในชั่วข้ามคืน แต่ขณะเดียวกันกอสลิงก็โชว์ทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยมผ่านหนังเด่นสามเรื่องอย่าง Half Nelson (ได้เข้าชิงออสการ์ครั้งแรก) ซึ่งเขาสวมบทเป็นคุณครูขี้ยา Lars and the Real Girl ซึ่งเขาสวมบทเป็นหนุ่มที่มีแฟนเป็นตุ๊กตายาง และ Blue Valentine ซึ่งเขาสวมบทผู้ชายที่พยายามยื้อความรักไว้ให้นานที่สุด ทักษะแบบอเนกประสงค์ของกอสลิงพิสูจน์ได้จากการที่เขาเล่นหนังมาแล้วแทบทุกแนวไม่ว่าจะเป็นหนังดรามา หนังตลก หนังแอ็กชั่น หนังเพลง หนังเขย่าขวัญ หนังรักโรแมนติก และล่าสุดกำลังจะก้าวข้ามไปสู่ดินแดนของหนังไซไฟกับผลงานภาคต่อ Blade Runner ที่ทุกคนต่างรอคอยด้วยใจจดจ่อ

การกระโดดลงมากำกับหนังเรื่องแรกอาจไม่ค่อยประสบความสำเร็จ Lost River ถูกนักวิจารณ์ส่วนใหญ่มองข้ามว่าเป็นผลงานเบาบางในแง่เนื้อหา แม้จะมีการสร้างบรรยากาศได้น่าสนใจโดยได้รับอิทธิพลหลักๆ มาจากผลงานของ เดวิด ลินช์ และ นิโคลัส วินดิง เรเฟิน ซึ่งเขาเคยร่วมงานด้วยใน Drive และ Only God Forgives แต่นั่นหาได้ทำลายกำลังใจของกอสลิงแต่อย่างใด มันเป็นงานที่ดีที่สุดในโลกเขากล่าว ทุกคนร่วมกันแสดงความเห็น คุณต้องพยายามหลอมรวมภาพในหัวคุณเข้ากับภาพในหัวของคนอื่นๆ แก้ปัญหาเป็นรายวัน มันเป็นประสบการณ์ที่วิเศษสุด แม้จะเต็มไปด้วยเรื่องน่าปวดหัวก็ตาม มันน่าตื่นเต้นที่ผมมีอำนาจตัดสินใจในสิ่งที่ผมอยากทำ

ในช่วงสองสามปีหลัง กอสลิงเริ่มเปลี่ยนจากการรับงานที่เขา อินเป็นการส่วนตัวมารับงานที่ อิงคนดูมากขึ้น เช่น The Nice Guys หนังตลกเต็มรูปแบบครั้งแรกของเขา และ La La Land โดยก่อนหน้าจะพูดคุยกับชาเซลล์ เขาไม่เคยคิดอยากเล่นหนังเพลงมาก่อน และส่วนตัวก็ไม่ใช่แฟนหนังเพลงยุคคลาสสิก แต่เขาอยากจะเล่นหนังที่สร้างประสบการณ์ไม่รู้ลืมให้กับคนดู หนังที่คนอยากจะไปดูในโรงภาพยนตร์ เดเมียนพูดอะไรแบบนั้นอยู่บ่อยครั้ง หนังที่คนอยากเข้าไปดูในโรง ไม่ใช่ดูจากจอมือถือ หนังที่สร้างประสบการณ์ร่วม พาคนดูไปยังโลกอีกใบ ที่ผ่านมาผมมักจะทำหนังโดยไม่ตระหนักถึงคนดู เป็นแค่หนังที่ผมอยากทำเพราะผมไม่รู้ว่าคนดูต้องการอะไร และผมไม่รู้วิธีจะเข้าถึงใจคนดูกอสลิงกล่าว เวลาคนพูดถึง La La Land พวกเขาไม่ได้พูดถึงแค่ตัวหนัง แต่ยังพูดถึงความสนุกที่ได้ร่วมแบ่งปันกับเพื่อนในกลุ่ม คุณสามารถสัมผัสได้ถึงพลังของเสียงเพลง และผลกระทบของมันต่อคนดูในโรงได้อย่างชัดเจน


เดนเซล วอชิงตัน (Fences)

หลังจากเวียนว่ายอยู่ในแวดวงการแสดงมานานกว่า 40 ปี ผ่านบทบาทมาแล้วมากมายแทบทุกประเภทตั้งแต่มาเฟีย ไปจนถึงตัวละครจากบทละครเชคสเปียร์และฮีโร่หนังแอ็กชั่น ขณะนี้ด้วยวัย 61 ปี ซึ่งเขามองว่าเป็นการย่างเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ของชีวิต เดนเซล วอชิงตัน ตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการหนัง ซึ่งมีความสำคัญต่อเขาสูงสุด นั่นคือ ดัดแปลงผลงานนักเขียนบทละครชั้นยอด ออกัส วิลสัน เจ้าของสองรางวัลพูลิทเซอร์ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2005 มาเป็นภาพเคลื่อนไหว บทละคร 10 เรื่องของวิลสันซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ American Century Cycle สำรวจประสบการณ์ชีวิตของคนผิวดำในอเมริกาแต่ละช่วงทศวรรษตลอดศตวรรษที่ 20 วอชิงตันตั้งใจจะสร้าง 9 เรื่องออกฉายทางช่องเอชบีโอ โดยเขานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้าง ส่วน Fences บทละครที่โด่งดังสุดใน 10 เรื่องนั้น เขาเลือกจะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โดยควบตำแหน่งนักแสดงนำและผู้กำกับ

เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นละครเวที ซึ่งนำกลับมาสร้างใหม่ในปี 2010 และทำให้เขาคว้ารางวัลโทนีไปครอง วอชิงตันรับบทเป็น ทรอย แม็กซ์สัน พนักงานเก็บขยะที่มีบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งใจกลางชุนชนคนผิวดำของเมืองพิทส์เบิร์กในปี 1957 เขาอาศัยอยู่กับภรรยา โรส (ไวโอลา เดวิส) และลูกชายวัย 17 ปี คอรี (โจวาน อเดโป) ทรอยอายุ 53 ปีและได้ค่าจ้างสัปดาห์ละ 74 เหรียญ ซึ่งเขาจะยื่นให้กับโรสทุกวันศุกร์ แม้ว่ารายได้อาจแค่พอประทังชีวิต (เขาไม่มีปัญญาซื้อทีวีราคา 200 เหรียญ หรือจ้างคนมาซ่อมหลังคาบ้านด้วยซ้ำ) แต่เขาก็เป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่ชนชั้นแรงงาน เขาภูมิใจที่สามารถดูแลครอบครัวให้อยู่รอด แต่ขณะเดียวกันถูกความแค้นต่อกระแสเหยียดสีผิวกลืนกินจิตใจ เขาเชื่อว่านั่นเป็นเหตุผลที่ถ่วงความก้าวหน้าและทำให้เขาต้องติดกับอยู่ในชีวิตอันสิ้นหวัง

บาดแผลจากวัยเด็กยังคงกัดกร่อนจิตใจ เขาเติบโตมาในรัฐทางตอนใต้ ถูกแม่ทอดทิ้ง และถูกพ่อทำร้ายร่างกายจนต้องตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือเช่นเดียวกับคนผิวดำทางตอนใต้อีกจำนวนมาก เขากลายเป็นคนเร่ร่อน หัวขโมย และลงเอยในเรือนจำด้วยข้อหาฆ่าคนตาย ที่นั่นเขาได้หัดเล่นเบสบอลและเข้าร่วมลีกอาชีพของคนผิวดำหลังพ้นโทษออกมา ในช่วงทศวรรษ 30-40 เขากลายเป็นนักหวดลูกดาวเด่น แต่ไม่มีโอกาสลงแข่งลีกใหญ่ ซึ่งขณะนั้นไม่เปิดรับนักกีฬาผิวสี กว่า แจ๊คกี้ โรบินสัน จะได้เข้าร่วมทีม บรู้คลิน ด็อดเจอร์ส ในปี 1947 ทรอยก็อายุ 43 แล้ว เขาเชื่อว่าเพราะสีผิว ไม่ใช่อายุ ที่ปล้นเขาจากเงินทอง ชื่อเสียงที่เขาควรได้รับ

คอรีหวาดกลัวพ่อเขามากกว่าเคารพนับถือ ความสัมพันธ์ของทั้งสองให้ความรู้สึกเหมือนขุนนางกับผู้น้อยมากกว่าพ่อกับลูก เมื่อเด็กหนุ่มได้รับเลือกจากแมวมองให้รับทุนนักกีฬาจากมหาวิทยาลัย นอร์ธ แคโรไลนา ทรอยปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกชายรับทุนนั้น คนขาวไม่มีวันปล่อยให้แกได้ดีในวงการฟุตบอลหรอกเขาบอกลูกชาย ตั้งใจเรียนหนังสือต่อไป จะได้มีงานการมั่นคงในบริษัทเอแอนด์พี หรือซ่อมรถเป็น หรือสร้างบ้านได้ เอาไว้เป็นทักษะเลี้ยงตัว ซึ่งใครก็มายึดเอาไปไม่ได้โรสอ้อนวอนทรอยโดยบอกว่าคอรีอยากจะเป็นนักกีฬาแบบพ่อของเขา ฉันไม่อยากให้เขาลงเอยแบบฉันทรอยตอบ ฉันตัดสินใจมา 17 ปีแล้วว่าลูกชายฉันจะไม่เป็นนักกีฬา หลังจากสิ่งที่พวกนั้นทำกับฉันแต่ทั้งโรสและคอรีต่างตระหนักดีว่าลึกๆ แล้วทรอยหวาดกลัวว่าลูกชายอาจประสบความสำเร็จในแบบที่เขาไม่เคยทำได้

เมื่อถูกถามว่าพ่อเขามีอะไรคล้ายกับทรอยบ้างไหม นักแสดงเจ้าของสองรางวัลออสการ์ตอบว่า ในบางแง่มุม พ่ออ่านหนังสือไม่แตกเหมือนกัน และเคยบอกให้ผมหางานการที่มั่นคงทำ พ่อทำงานในการประปาที่นิวยอร์ก พ่อบอกว่าเขาช่วยหาตำแหน่งให้ผมได้ แต่แม่ผมมองไกลกว่านั้น แม่บอกว่าผมจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยตอนอายุได้ 14 ปี วอชิงตันกับพี่สาวก็ถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำเพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้ชีวิตแต่งงานที่กำลังล่มสลายของพ่อกับแม่ หลังการหย่าร้างเขาย้ายไปอยู่กับแม่ และเช่นเดียวกับเด็กหนุ่มทั่วโลก อาชีพแรกในฝันของเขาคือหมอ แต่สุดท้ายวอชิงตันกลับลงเอยด้วยการเรียนเอกสิ่งพิมพ์ในมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม ที่นั่นเขาได้ค้นพบโลกมหัศจรรย์ของการแสดง ซึ่งเป็นเครื่องมือในการระบายออกทางอารมณ์อย่างหนึ่ง เขาได้เล่นบทเล็กๆ ในหนังทีวีเรื่อง Wilma เมื่อปี 1975 และได้ทุนเข้าเรียนการแสดงที่ซานฟรานซิสโกหลังรับปริญญาบัตร เมื่อกลับมายังนิวยอร์กเขาได้มีโอกาสเล่นบทละครเชคสเปียร์หลายเรื่อง โดยเรื่องที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ คือ Othello และ Richard III

วอชิงตันเปิดตัวบนจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในหนังตลกเรื่อง Carbon Copy แต่ผลงานที่ทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองในฐานะนักแสดงมากฝีมือ คือ Cry Freedom ซึ่งทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์ครั้งแรก ก่อนจะคว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จในอีกสองปีต่อมาจาก Glory ไวโอลา เดวิส บอกว่าการแสดงของเขาในหนังเรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจให้เธอ เพราะเขาถ่ายทอดความกล้าหาญและเจ็บปวดออกมาพร้อมกันได้อย่างน่าทึ่ง กระนั้นหลายคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่างานแสดงชิ้นเอกของวอชิงตัน คือ Malcolm X เพราะมัลคอล์มของวอชิงตันไม่ใช่ทั้งไอดอลแห่งความสมบูรณ์แบบอย่างที่เหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายยกย่อง หรือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เวอร์ชั่นคลั่งแบบที่เหล่าสื่อมวลชนพยายามสร้างภาพ แต่เป็นมนุษย์ที่เปี่ยมเลือดเนื้อ มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง

ถึงแม้เขาจะมองว่าตัวเองเป็นแค่นักแสดง ไม่ใช่คนดังอะไร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังดาราของเขาเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของหนังอย่าง Man on Fire และ Training Day และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนังอย่าง Fences ถือกำเนิดขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ผลงานแสดงของวอชิงตันในเรื่องนี้ดูจะมีความใกล้เคียงกับ Malcolm X มากกว่า Training Day กล่าวคือ เขาไม่ได้ใช้พลังดาราดึงดูดคนดูให้ไม่อาจละสายตา แต่เลือกจะเลือนหายไปกับตัวละครมากกว่า จนเราลืมไปว่าเขาคือ เดนเซล วอชิงตัน นั่นถือเป็นความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ใจอยู่ในตัว และสุดท้ายอาจนำไปสู่ออสการ์ตัวที่สามในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า


แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (Hacksaw Ridge)

การจะทำความเข้าใจว่า แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ สามารถก้าวกระโดดจาก Spider-Man มารับบทตัวละครผู้เปี่ยมศรัทธาในพระเจ้าได้อย่างไร เราอาจต้องย้อนไปไกลถึงตอนที่เขาอายุ 8 ขวบ ฮีโร่ของเขา คือ มหาตมา คานธี และหนึ่งในเป้าหมายชีวิตเขาขณะนั้น คือ ตามหานักเลงประจำโรงเรียนแล้วสวมกอดเขาด้วยความเมตตา เขาเป็นพวกหัวโจก เป็นจอมเผด็จการตัวน้อยการ์ฟิลด์เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต ความตั้งใจแรกของผม คือ ผมอยากสวมกอดและจูบเขา บอกเขาว่าไม่เป็นไรนะ เขาไม่จำเป็นต้องทำตัวเกเรแบบนี้ก็ได้ แหงล่ะ ทุกอย่างลงเอยด้วยการที่ผมกลับกลายเป็นเหยื่อสุดโปรดของเขา เพราะผมมองเห็นไปถึงจิตวิญญาณเขา

หากคุณได้พูดคุยกับ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ คุณจะไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงได้รับเลือกให้เล่นบทสำคัญในหนังสองเรื่องซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับศาสนา ศรัทธา และออกฉายไล่เลี่ยกันระหว่างช่วงเทศกาลล่ารางวัล ใน Hacksaw Ridge เขารับบทเป็นบุคคลจริงตามประวัติศาสตร์ เดสมอนด์ ที. ดอส วีรบุรุษจากสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกระโดดเข้าสู่สมรภูมิรบพร้อมคำสาบานว่าจะไม่ใช้อาวุธคร่าชีวิตผู้อื่น ส่วนใน Silence เขารับบทเป็นนักบวชเยซูอิตในช่วงศตวรรษที่ 17 ที่ต้องเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในดินแดนอันไม่เป็นมิตรต่อคริสตจักรอย่างประเทศญี่ปุ่น ทั้ง เมล กิ๊บสัน ผู้กำกับหนังเรื่องแรก และ มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้กำกับหนังเรื่องหลัง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการ์ฟิลด์มีบุคลิกแน่วแน่ทางศีลธรรม ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในการสวมวิญญาณตัวละครของหนังทั้งสองเรื่อง นักแสดงหนุ่มวัย 33 ปีกล่าวว่าเขาคงรับบทใน Hacksaw Ridge ไม่ได้หากไม่ผ่านการเตรียมตัวอย่างเข้มข้นเพื่อรับบทใน Silence (หนังของสกอร์เซซีปิดกล้องตั้งแต่ปี 2015 แต่เข้าฉายทีหลัง) มาก่อน ภายใต้คำแนะนำของนักบวชเยซูอิต คุณพ่อ เจมส์ มาร์ติน การ์ฟิลด์ต้องสวดมนต์ อดอาหาร แล้วใช้อพาร์ตเมนต์เล็กๆ ย่าน เวสต์ วิลเลจ เป็นเหมือนอาศรมเพื่อฝึกสมาธิ

แต่ทั้งหมดน่าจะเป็นเรื่องของโชคและจังหวะเวลามากกว่า เนื่องจากกิ๊บสันไม่ได้เลือกการ์ฟิลด์เพราะสกอร์เซซีเลือกเขาไปเล่น Silence และแน่นอนที่สุดว่าไม่ใช่เพราะชื่อเสียงจากหนังอย่าง The Amazing Spider-Man เนื่องจากกิ๊บสันไม่ใช่คอหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เขาเลือกเพราะได้ดูหนังเรื่อง The Social Network ซึ่งนักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษรับบทเป็นเพื่อนมหาวิทยาลัยของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก และเรียกร้องความรู้สึกเห็นอกเห็นใจจากคนดูได้อย่างงดงาม เขาเป็นคนเดียวในเรื่องที่พอจะมีศีลธรรมจรรยาหลงเหลืออยู่บ้าง ท่ามกลางตัวละครที่แก่งแย่ง เอารัดเอาเปรียบกันทุกวิถีทาง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมกิ๊บสันจึงเชื่อมั่นว่าเขาเหมาะกับบท เดสมอนด์ ที. ดอส

การ์ฟิลด์เกิดในแอลเอ มีแม่เป็นคนอังกฤษและพ่อเป็นคนอเมริกัน แต่เติบโตมาในเมืองเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ เขามุ่งหน้าสู่อาชีพนักแสดงตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มต้นจากแสดงละครเวที แล้วค่อยๆ ไต่เต้ามาเล่นละครโทรทัศน์ของอังกฤษ และปิดท้ายด้วยการเล่นหนังใหญ่ ผลงานที่ทำให้เขาถูกจับตามองในฐานะดาวรุ่งดวงใหม่ คือ งานแสดงอันทรงพลังในหนังอย่าง Never Let Me Go และ The Social Network ก่อนจะพุ่งทะยานสู่สถานะซูเปอร์สตาร์เมื่อได้รับเลือกให้เล่นเป็นไอ้แมงมุมใน The Amazing Spider-Man และเริ่มคบหากับ เอ็มมา สโตน นักแสดงสาวชาวอเมริกันที่ประกบคู่กันในเรื่อง การ์ฟิลด์ยอมรับว่า ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ เป็นซูเปอร์ฮีโร่คนโปรด เขาจึงไม่อาจปฏิเสธโอกาสที่จะได้สวมบทบาทนี้ แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ตระหนักว่ามันอาจทำให้เขากลายเป็นคนดัง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งตาคอย ถ้าผมได้เล่นโดยสวมหน้ากากตลอดเวลาคงจะดีกว่านี้ เพราะผมไม่อยากเป็นที่รู้จักจากการเล่นเป็นตัวละครนี้เขากล่าว ผมไม่สนใจอยากเป็นคนดัง หรือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมล้างสมอง

ในปี 2015 เมื่อมีการประกาศว่านักแสดงคนอื่นจะมารับบทเป็น ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ แทนเขา การ์ฟิลด์รู้สึกโล่งอก เขาอยากทำงานต่อไปในฐานะนักแสดง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย หากยังต้องอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของแฟรนไชส์นี้ มันเป็นธุรกิจโกยเงินเขากล่าว ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะวิจารณ์มันดีไหม ผมพยายามจะไม่ตัดสินมัน ผมรู้แค่ว่าผมรู้สึกปวดใจที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม

ระหว่างนั้นการ์ฟิลด์พยายามจะลับคมทักษะการแสดงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2012 เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทนีจากการรับบทเป็นบิฟฟ์ในละครบรอดเวย์เรื่อง Death of a Salesman ซึ่งมี ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน นำแสดง และกำกับโดย ไมค์ นิโคลส์ ที่การ์ฟิลด์นับถือเป็นหนึ่งในครูคนสำคัญผู้คอยชี้นำทาง การจากไปของทั้งฮอฟฟ์แมนและนิโคลส์ในปี 2014 ทำให้เขารู้สึกเศร้าสร้อยอย่างมาก ผลงานในละครเรื่องนี้ทำให้สกอร์เซซีเรียกเขาไปทดสอบบทในปี 2013 ขณะที่การ์ฟิลด์กำลังถ่ายทำ The Amazing Spider-Man 2 มันเป็นการออดิชั่นยาวนาน 3 ชม. แต่สุดท้ายสกอร์เซซีก็มั่นใจว่าเขาได้ดารานำคนที่ต้องการแล้ว จากนั้นหลังปิดกล้อง Silence ได้ไม่นาน การ์ฟิลด์ก็ได้อ่านบท Hacksaw Ridge และร้องห่มร้องไห้ไปกับเรื่องจริงของพลทหารดอสที่ช่วยเหลือเพื่อนทหาร 75 ชีวิตในระหว่างสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น โครงการดังกล่าวถูกวางให้เป็นการ คัมแบ็คของ เมล กิ๊บสัน หลังเหตุอื้อฉาวหลายปีก่อนเมื่อเขาพ่นคำหยาบด่าทอชาวยิวขณะมึนเมา

ความลังเลใดๆ ที่เคยมีพลันมลายหายไป เมื่อการ์ฟิลด์ได้คุยกับผู้กำกับชาวออสซี แล้วถามเขาอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเหตุอื้อฉาวดังกล่าวเราพูดคุยกันทุกเรื่อง เกี่ยวกับทุกช่วงชีวิตของเขา การเลิกเหล้า และการฟื้นฟูสภาพจิตใจของตัวเอง รวมไปถึงบุคคลที่เขาทำร้ายการ์ฟิลด์กล่าว เขาเป็นผู้ชายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และเขาก็เลิกเหล้าได้แล้ว ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

Hacksaw Ridge เช่นเดียวกับหนัง เมล กิ๊บสัน ก่อนหน้านี้อย่าง The Passion of the Christ และ Apocalypto เต็มไปด้วยความรุนแรงแบบถึงเลือดถึงเนื้อในฉากสงคราม แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงงานแสดงอันหนักแหน่ เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ช่วยมอบความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละคร ภาพความโหดร้ายสารพัด ตลอดจนมอบความหวังให้กับสถานการณ์อันแสนหดหู่ 


วีโก มอร์เทนเซน (Captain Fantastic)

วีโก มอร์เทนเซน ไม่เหมือนดาราดังคนอื่น เขาไม่เคยขึ้นปก Us Weekly ขณะเดินออกจากร้านสตาร์บัคส์พร้อมยกมือปิดหน้าจากพวกปาปารัสซี เขาไม่เคยเฮฮาปาร์ตี้กับ จอร์จ คลูนีย์ หรือ แบรด พิทท์ และเวลาออกงานเดินพรมแดง เสื้อผ้าที่เขาใส่ไม่ใช่แบรนด์ดัง (ครั้งหนึ่งนักข่าวเคยถามว่าเขาใส่แบรนด์อะไร มอร์เทนเซนตอบว่า แบมบิโน เวรา แล้วยืนมองขำๆ ขณะนักข่าวก้มหน้าจดขยุกขยิก เวราเป็นชื่อนักบอลชาวอาร์เจนตินา) เขาอาศัยอยู่มาดริด และจะทำงานก็ต่อเมื่อเขาต้องการ ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้เล่นหนังปีละเรื่องสองเรื่องเหมือนดาราทั่วไป จนมีรายงานข่าวผิดๆ แต่ถูกนำไปขยายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาจะเกษียณตัวเองเพียงเพราะเขาพูดว่าอยากหยุดพักจากงานแสดง

ปัจจุบันมอร์เทนเซนอายุ 57 ปี เวียนว่ายอยู่ในวงการมาตั้งแต่ปี 1982 เขาตัดสินใจว่าอยากเป็นนักแสดงตอนอายุ 23 หลังดูหนังหลายเรื่องแล้วคิดว่า เราก็ทำได้อาชีพก่อนหน้าของเขาก็เช่น ขับรถบรรทุก ส่งดอกไม้ และกรรมกรท่าเรือในเดนมาร์ก เป็นเวลาหลายปีที่เขาหาเลี้ยงตัวได้แบบเดือนชนเดือน แต่ส่วนใหญ่มักอยู่ในสภาพจนกรอบ สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่เมื่อเขาย้ายจากแอลเอไปไอดาโฮ เขาเลี้ยงฝันการเป็นนักแสดงด้วยอาชีพบาร์เทนเดอร์และเด็กเสิร์ฟ โอกาสดูเหมือนจะเริ่มมาถึง เมื่อ วู้ดดี้ อัลเลน เลือกเขาเล่น The Purple Rose of Cairo แต่สุดท้ายบทของเขากลับโดนหั่นทิ้ง เช่นเดียวกับหนังเรื่อง Swing Shift ที่นำแสดงโดย โกลดี้ ฮอว์น จากนั้นโชคก็เริ่มเข้าข้างตอนเขาได้เล่นเป็นหนุ่มอามิชในหนังเรื่อง Witness ซึ่งมี แฮร์ริสัน ฟอร์ด นำแสดง นั่นถือเป็นครั้งแรกที่คนดูได้เห็นใบหน้าของมอร์เทนเซนบนจอ แต่หนังเรื่องนั้นออกฉายปี 1985 ต้องใช้เวลาอีกกว่า 16 ปี เล่นหนังที่ไม่มีใครจดจำอีกมากมาย กว่าเขาจะสร้างชื่อโด่งดังไปทั่วโลก มอร์เทนเซนรับข้อเสนอให้เล่นไตรภาค The Lord of the Rings หลังจากนักแสดงอีกคน สจ๊วต ทาว์นเซน โดนถอดออกในนาทีสุดท้าย เขาตกลงใจรับเล่นเพียงเพราะ เฮนรี หลานชายวัย 11 ขวบหลงรักนิยายเรื่องนี้ของโทลคีนและเกลี้ยกล่อมเขาจนสำเร็จ หนังทั้งสามเรื่องทำเงินถล่มทลาย ส่งผลให้เขาโด่งดัง (ณ เวลานั้น) และร่ำรวยเงินทอง

จากนั้นมอร์เทนเซนก็ทำสิ่งที่พิลึกพิลั่นตามมาตรฐานของฮอลลีวู้ด โลกอยู่ในกำมือเขา บทหนังหลั่งไหลมาให้เขาเลือก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหนังสตูดิโอฟอร์มยักษ์ ทุนสูง ค่าจ้างแพงลิบลิ่ว แต่เขากลับตอบปฏิเสธไปหมด แล้วเลือกเล่นหนังที่เขาอยากเล่น แทบทั้งหมดเป็นหนังฟอร์มเล็ก คนเราจะต้องมีเงินกันสักเท่าไหร่เขาย้อนถาม มอร์เทนเซนใช้เงินที่ได้จาก The Lord of the Rings ไปก่อตั้งสำนักพิมพ์ เพอร์เซวัล เพรส ตามชื่อหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมของกษัตริย์อาเธอร์ เน้นตีพิมพ์บทกวี และผลงานของนักเขียนที่หาสำนักพิมพ์ไม่ได้ นอกจากนี้ เงินที่ได้มายังช่วยให้เขามีเวลากับความสนใจอื่นๆ เช่น เขียนบทกวี ถ่ายภาพ และวาดภาพ

กระนั้นใช่ว่าเขาจะเมินใส่วงการหนังเสียทีเดียว แต่หนังที่เขารับเล่นส่วนใหญ่เป็นหนังอินดี้ หรือไม่ก็ผลงานกำกับของ เดวิด โครเนนเบิร์ก ซึ่งมืดหม่น ซับซ้อน และกระตุ้นสติปัญญาแบบที่หาชมได้ไม่ง่ายตามโรงหนังมัลติเพล็กซ์ชานเมือง แต่พวกมันเปิดโอกาสให้เขาได้โชว์ฝีมือการแสดงระดับสุดยอด ไม่ว่าจะเป็นผลงานคลาสสิกอย่าง A History of Violence ที่มอร์เทนเซนรับบทเจ้าของร้านอาหารในเมืองเล็กๆ ผู้มีประวัติดำมืด หรือ Eastern Promises หนังมาเฟียซึ่งทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรก พร้อมฉากดวลมีดแบบถึงเลือดถึงเนื้อในโรงอาบน้ำที่ชวนให้เสียวสันหลัง ล่าสุดเขากลับมาเล่นหนังอีกครั้งในรอบสองปี ซึ่งคราวนี้ไม่ได้กำกับโดยโครเนนเบิร์ก แต่เป็นนักแสดง/นักเขียนบท/ผู้กำกับ แม็ท รอส โดยมอร์เทนเซนรับบทเป็นคุณพ่อนอกคอกที่พยายามปกป้องลูกๆ ทั้งหกจากความกดดันของสังคมด้วยการเลี้ยงดูพวกเขาท่ามกลางป่าเขาอันห่างไกลความเจริญของ แปซิฟิก นอร์ธเวสต์ โดยตอนกลางวันพวกเขาต้องเรียนฟิสิกส์ อ่านพี่น้องคารามาซอฟ ส่วนตอนกลางคืนก็มาล้อมวงร้องเพลง เล่นกีตาร์

จุดที่เหมือนกันอยู่อย่างระหว่าง Captain Fantastic กับ Eastern Promises คือ มอร์เทนเซนมีฉากต้องนุ่งเนื้อห่มหนังอีกครั้ง ซึ่งนั่นไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับเขาแม้แต่น้อย มอร์เทนเซนไม่เข้าใจว่าทำไมคนต้องเห็นการแก้ผ้าหน้ากล้องเป็นเรื่องใหญ่ เช่นเดียวกับเวลาที่เขาบอกว่าสามารถพูดได้ 8 ภาษา มันก็แค่กระจู๋ ผู้ชายทุกคนก็มีตัวละครที่เขารับเล่นในหนังพูดขึ้นในฉากหนึ่ง

ใน Captain Fantastic มอร์เทนเซนรับบทเป็นอดีตศาสตราจารย์ที่เทิดทูน โนม ชอมสกี้ (เขากับลูกๆ จะฉลองวันเกิดของชอมสกี้แทนคริสต์มาส) แต่สามารถปีนเขา สร้างบ้าน และฆ่าแกะ (ด้วยมือเปล่าก็ได้ถ้าจำเป็น) ได้อย่างคล่องแคล่ว คนคิดว่าบทนี้เขียนขึ้นตามชีวิตผมเขาพูดพร้อมกับรอยยิ้ม และทุกอย่างที่เขาทำ ผมก็ทำแบบเดียวกัน ซึ่งไม่จริงเลย แต่ผมดีใจที่คนคิดแบบนั้น นั่นหมายความว่าผมเล่นได้น่าเชื่อถือตามบท ก็เหมือนเวลาผมเล่นหนังเรื่องอื่นๆ แล้วทำให้คนคิดว่าตัวจริงผมเป็นแบบนั้นเมื่อถูกถามว่าเขาต่อชั้นหนังสือเป็นไหม อาจไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ แต่ตราบใดที่มันใช้วางหนังสือได้ก็โอเค

มอร์เทนเซนขึ้นชื่อเรื่องการทำงานสไตล์เมธอด ใน The Lord of the Rings เขาจะขี่ม้าเอง (เขาผูกพันกับมันจนต้องขอซื้อไปเลี้ยงหลังหนังปิดกล้อง) และสวมชุดตัวละครเข้านอน ระหว่างเตรียมตัวเพื่อรับบทในหนังเกี่ยวกับวันสิ้นโลกเรื่อง The Road เขาจะเข้านอนในสภาพอากาศต่ำกว่าจุดเยือกแข็งและสวมถุงเท้าเปียกชุ่มทุกวัน สำหรับ Captain Fantastic เขาพักอยู่ในกระโจมกลางป่าก่อนเริ่มเปิดกล้อง... แบบนี้แสดงว่าเขากางเต็นท์ได้สบายมาก แน่นอน พ่อสอนผมหมดตั้งแต่สมัยผมยังเด็กเขากล่าว ตกปลา ล่าสัตว์ ยิงนก อะไรพวกนี้ แต่ผมไม่ค่อยได้ทำแล้ว ยกเว้นเรื่องตกปลา ผู้กำกับ แม็ท รอส ส่งงานเขียนของนักธรรมชาตินิยม ทอม บราวน์ และนักปรัชญาการเมือง โนม ชอมสกี้ ให้มอร์เทนเซนหนึ่งกล่อง แต่ปรากฏว่าเขาอ่านทุกเล่มหมดแล้ว และเรียนเป่าปี่สก็อตเสร็จสรรพเรียบร้อย

หนังที่เราจะจดจำได้ คือ หนังที่พูดถึงสังคมที่เราอาศัยอยู่มอร์เทนเซนกล่าว ผมว่านี่เป็นหนึ่งในหนังที่คนจะจดจำได้ มันพูดถึงการค้นหาสมดุลระหว่างอุดมคติเรื่องยูโทเปียกับแนวคิดอนุรักษ์นิยม ตอนได้อ่านบทหนัง ผมรู้สึกสนุกจนวางไม่ลง แต่ในใจก็คิดว่ามันค่อนข้างเฉพาะทาง เน้นประเด็นการเมือง ซึ่งไม่ได้เรียบง่าย เป็นขาวกับดำขนาดนั้น ตัวละครพ่อต่อต้านความเข้มงวด ไม่ยืดหยุ่น และลัทธิอำนาจนิยม แต่สุดท้ายเขากลับตกหลุมพรางทั้งสองเสียเอง และก็ต้องต่อสู้อย่างหนักภายในจิตใจ

Oscar 2017: Actress in a Leading Role


นาตาลี พอร์ตแมน (Jackie)

เวลาเดินเข้าไปในหอพักนักศึกษา ต้องมีสักห้องเป็นอย่างน้อยที่คุณจะเห็นโปสเตอร์ขาวดำรูป มาริลีน มอนโร, ออเดรย์ เฮปเบิร์น หรือ แจ๊คกี้ เคนเนดี้ แปะอยู่บนฝาผนัง เพราะพวกเธอเหล่านั้นคือไอดอลสุดคลาสสิก ซึ่งเป็นที่จดจำในแง่ความงามเหนืออื่นใด แต่ฝาผนังห้องพักในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของ นาตาลี พอร์ตแมน ไม่มีโปสเตอร์ใด แปะอยู่เลย มันว่างเปล่า ฉันเป็นพวกจริงจังกับชีวิตเธอกล่าวก่อนจะมองบนใส่ตัวเอง ฉันไม่มีไอดอลในแง่สไตล์ ฉันรัก ออเดรย์ เฮปเบิร์น นะ แต่จากการที่เธอทุ่มเทช่วยเหลือเด็กๆ ให้กับยูนิเซฟน่าตลกตรงที่ในวัย 35 ปี พอร์ตแมนกลับกลายเป็นหนึ่งในไอดอลแห่งความงามทั้งจากการถ่ายโฆษณาให้กับดิออร์ และรสนิยมเป็นเลิศในการเลือกชุดสุดสวยยามต้องเดินเฉิดฉายบนพรมแดงตามรอบปฐมทัศน์หรืองานแจกรางวัล

จริงอยู่เธอไม่ค่อยปลื้มกับด้านนั้นของตัวเองสักเท่าไหร่ ล่าสุดขณะตั้งท้องลูกคนที่สอง เธอมักจะหงุดหงิดที่ต้องเสียเวลามานั่งแต่งหน้าทำผมเพื่อออกงานเดินสายให้สัมภาษณ์ในแต่ละครั้ง เวลาเหล่านั้นที่เสียไปฉันสามารถเอาไปเขียนหนังสือได้เป็นเล่มเลย เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม พอร์ตแมนจำเป็นต้องปลดปล่อยทัศนคติแง่ร้ายเหล่านั้นให้หมดสิ้นในระหว่างถ่ายทำหนังเรื่อง Jackie ซึ่งเล่าเหตุการณ์ในช่วงเวลาไม่กี่วันของอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งหลังเหตุลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หนังพยายามสะท้อนให้เห็นบทบาทของ แจ๊คกี้ เคนเนดี้ ในการสร้างภาพตำนานให้กับสามีเธอระหว่างเตรียมวางแผนจัดงานศพ แต่ขณะเดียวกันมันยังฉายให้เห็นความเป็นเจ้าแม่แฟชั่นของเธอไปพร้อมๆ กันด้วย ผู้กำกับชาวชิลี พาโบล ลาร์เรน รู้สึกว่าความหลงใหลในความงามของเคนเนดี้เป็นแง่มุมสำคัญ และเขามักจะขอให้พอร์ตแมนพูดว่า ฉันรักความงามในแทบทุกฉากของการถ่ายทำ มันไม่ปรากฏให้เห็นในหนัง แต่คนดูจะรู้สึกได้ว่าแจ๊คกี้เป็นคนที่มีความสุนทรีย์ในตัวพอร์ตแมนกล่าว เธอชื่นชอบเสื้อผ้า ธรรมชาติ ศิลปะ และดนตรี ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้คุณรู้สึกเชื่อมโยงกับบางสิ่ง ทำให้คุณมองเห็นโลกเป็นสิ่งสวยงาม เต็มไปด้วยความน่าอัศจรรย์ใจ แม้กระทั่งในยามที่คุณต้องเผชิญเหตุการณ์เลวร้าย

หนึ่งสัปดาห์ก่อน Jackie จะเริ่มเปิดกล้องในปารีส เกิดเหตุก่อการณ์ร้ายหลายจุด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 130 คน ขณะนั้นพอร์ตแมนอาศัยอยู่ในปารีสมาได้สองสามปีแล้ว หลังสามีของเธอ เบนจามิน มิลล์เพด์ รับตำแหน่งผู้ควบคุมคณะ ปารีส โอเปรา บัลเลต์ เธอสัมผัสได้ถึงบรรยายกาศที่เปลี่ยนแปลง คนทั้งเมืองอยู่ในภาวะตะลึงงันเธอรำลึกความหลัง มีตำรวจลาดตระเวนทั่วทุกมุมเมือง ผู้คนหวาดกลัวที่จะออกนอกบ้านเธอไม่แน่ใจว่าการเริ่มต้นถ่ายหนังในช่วงเวลานี้เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ แต่แล้วเธอก็หวนนึกถึงแก่นหลักของหนัง นั่นคือ เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามรวบรวมสติหลังโศกนาฏกรรมเพื่อช่วยประคับประคองประเทศให้เดินหน้าต่อไป การจู่โจมปารีสทำให้พวกเราตระหนักถึงความตระหนก โศกเศร้าของประเทศหลังเหตุไม่คาดฝันพอร์ตแมนกล่าว การตัดสินใจเดินร่วมขบวนศพของสามีเธอไปตามถนนโดยไม่หวั่นเกรงเปรียบเหมือนเธอพยายามจะบอกว่า ฉันไม่กลัวพวกแกซึ่งทั้งหมดนั้นก็เพื่อปลุกขวัญ สร้างกำลังใจให้กับประชาชน

การเดินทางของพอร์ตแมนกับ Jackie เริ่มต้นในกรุงปารีส เมื่อเธอพบลาร์เรนครั้งแรกในร้านอาหาร เธอรู้จักโครงการนี้มา 5 ปีแล้วหลัง ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ ผู้กำกับที่ช่วยให้เธอคว้าออสการ์มาครองจากหนังเรื่อง Black Swan ส่งบทให้เธออ่าน แรกทีเดียวอาโรนอฟสกี้วางแผนจะกำกับเองโดยให้ ราเชล ไวซ์ รับบทนำ แต่เขาตัดสินใจย้ายมานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้าง แล้วขอให้พอร์ตแมนสวมบทบาทแทนอดีตคู่หมั้นของเขา แต่นักแสดงสาวค่อนข้างลังเล การรับบทเป็นคนดังที่ทุกคนรู้จักก็เหมือนหาเรื่องใส่ตัวเธออธิบาย มันเป็นดินแดนอันตรายแต่เธอเปลี่ยนความคิดหลังอาโรนอฟสกี้แนะนำลาร์เรน ซึ่งกำกับหนังเรื่อง The Club ที่อาโรนอฟสกี้ได้ชมขณะเป็นกรรมการตัดสินเทศกาลหนังเมืองเบอร์ลินปี 2015 “ผมเจอเธอที่ปารีสและบอกเธอว่าผมจะรับกำกับหนังเรื่องนี้ก็ต่อเมื่อเธอตกลงรับเล่น ผมนึกภาพคนอื่นรับบทนี้ไม่ได้ ไม่มีใครจะดูลึกลับและสง่างามเท่าเธออีกแล้วนอกจากนี้ ลาร์เรนยังบอกเธอด้วยว่าเขาจะขอให้คนเขียนบท โนอาห์ ออพเพนไฮม์ ตัดทุกฉากที่ไม่มีแจ๊คกี้อยู่ออกให้หมด ผมจำได้ว่าดวงตาเธอเบิกโพรง มันคงเป็นเรื่องน่ากลัวไม่น้อยสำหรับนักแสดง แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ และนาตาลีเป็นศิลปินตัวจริง เธอชื่นชอบความเสี่ยง

สี่เดือนหลังคว้าออสการ์มาครองพอร์ตแมนก็คลอดลูกคนแรก นั่นทำให้เธอไม่เหลือเวลากังวลว่าควรจะเล่นหนังอะไรเป็นเรื่องถัดไปดี ต้องเรียกว่าฉันโชคดีที่ชีวิตมีเรื่องอื่นให้ครุ่นคิดนักแสดงสาวผู้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกจาก Closer (2004) กล่าว อาชีพของเธอหลังออสการ์ถือได้ว่ามีขึ้นมีลงไม่ต่างจากรถไฟเหาะ เธอนำแสดงในหนังฟอร์มยักษ์ของมาร์เวลอย่าง Thor ได้ร่วมงานกับ เทอร์เรนซ์ มาลิค ใน Knight of Cups กำกับหนังครั้งแรกเรื่อง A Tale of Love and Darkness และนำแสดงใน Jane Got a Gun หนังซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาวุ่นวาย ตามมาด้วยการฟ้องร้อง หลังผู้กำกับหญิง ลินน์ แรมเซย์ ถอนตัวอย่างกะทันหัน

ประวัติศาสตร์ทำให้แจ๊คกี้เป็นตำนาน แต่พอร์ตแมนต้องการค้นหาแง่มุมมนุษย์ของหญิงสาวที่ต้องสูญเสียสามีไปอย่างโหดเหี้ยม เธอลึกลับอย่างน่าประหลาด และผมคิดว่านาตาลีมีลักษณะเช่นนั้นปรากฏชัดในแววตา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงเลือกใช้ภาพโคลสอัพบ่อยครั้งลาร์เรนน์กล่าว พอร์ตแมนใช้เวลาหลายเดือนค้นคว้าเกี่ยวกับเคนเนดี้ ซื้อหนังสือทุกเล่มที่หาได้จากอเมซอน อ่านบทสัมภาษณ์โดยนักประวัติศาสตร์ อาร์เธอร์ เอ็ม ชเลซิงเกอร์ จูเนียร์อย่างละเอียดทุกตัวอักษร เธอร่วมงานกับโค้ชฝึกสำเนียง ทันยา บลัมสไตน์ เพื่อเลียนแบบน้ำเสียงและสำเนียงการพูดอันเป็นเอกลักษณ์ของ แจ๊คกี้ เคนเนดี้ โดยแหล่งอ้างอิงหลัก คือ รายการทีวีพาทัวร์ทำเนียบขาวซึ่งเคนเนดี้ถ่ายไว้ในปี 1962 ลาร์เรนบอกกับพอร์ตแมนว่าเขาวางแผนจะตัดสลับฟุตเตจจริงยาว 2 ชม. เข้ากับการแสดงของพอร์ตแมน ส่งผลให้เธอต้องศึกษาคลิปพาทัวร์แบบทุกซอกทุกมุมเพื่อให้รอยต่อแนบเนียนมากที่สุด เราเจาะลึกในทุกคำพูด เช่น เน้นตัว พี ในคำนี้หรือ อย่าออกเสียง อาร์ ในตอนท้ายของคำนี้ พอร์ตแมนเล่า

ความทุ่มเทดังกล่าวได้ผลดีเยี่ยม อาโรนอฟสกี้บอกว่าตอนดูฟุตเตจที่ถ่ายเสร็จในแต่ละวัน หลายคนในกองถ่ายเห็นพ้องตรงกันว่าน้ำเสียงของพอร์ตแมนกับเคนเนดี้ฟังดูเป๊ะจนเกือบจะ มากเกินไปด้วยซ้ำ แต่แน่นอนบรรดานักวิจารณ์กลับไม่คิดว่ามันมากเกินไป เพราะงานแสดงของเธอกวาดคำชมสุดหรูมาตั้งแต่หนังเปิดตัวในเวนิซ ก่อนจะเดินหน้ากวาดรางวัลนักวิจารณ์หลายสถาบันมาครองในเวลาต่อมา และอาจปิดท้ายด้วยการคว้ารางวัลออสการ์ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า


เอ็มมา สโตน (La La Land)

บุคลิกน่ารัก เป็นมิตรของ เอ็มมา สโตน ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับใครก็ตามที่เคยผ่านตาผลงานของเธอมาบ้าง สโตนเป็นดาราที่สามารถล่อหลอกคนดูให้หลงลืมไปชั่วขณะว่าเธอเป็นดารา เธอจริงใจ ไม่มีจริตจะก้าน แถมยังฉลาดเป็นกรดโจนาห์ ฮิลส์ ซึ่งเคยร่วมงานกับเธอใน Superbad กล่าว หลายครั้งสโตนมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับฮีโร่ในดวงใจของเธอ ไดแอน คีตัน และนั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเช่นกัน เพราะทั้งคู่ล้วนหน้าตาสะสวย เป็นคนตลก แถมยังเคยเล่นหนังให้กับ วู้ดดี้ อัลเลน มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ความบ้าบิ่นและอารมณ์ขันเชิงเยาะหยันทำให้ บุคลิกคนดีของเธอดูไม่น่าเบื่อ แต่ชวนให้หลงใหล ไม่ต่างจากฮีโร่อีกคนของสโตน นั่นคือ ทอม แฮงส์ เธอเคยไปทดสอบบทหนังเรื่อง Larry Crowne เมื่อปี 2011 ไม่ใช่เพราะชอบบท แต่เพราะชอบแฮงส์ เธอไม่ได้บท แต่ปีนั้นเธอได้แสดงนำใน The Help แล้วโผล่มาขโมยซีนใน Friend with Benefits และ Crazy, Stupid, Love ฉะนั้นจะเรียกว่ามันเป็นปีที่น่าผิดหวังก็คงไม่ถูกซะทีเดียว

การนั่งดูเธอยกระดับหนังอย่าง Superbad, Easy A, Zombieland และ The Amazing Spider-Man ตลอดระยะเวลาหลายปีทำให้เราค้นพบว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของ เอ็มมา สโตน อยู่ตรงเธอที่ดูเหมือนจะสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่โดยไม่ตระหนักแม้สักนิดว่าทุกคนกำลังจับจ้องเธออยู่

สโตนอาศัยอยู่ในนิวยอร์กและใช้เวลาส่วนใหญ่ (ถ้าไม่อยู่ในกองถ่าย) หมดไปกับการบริหารทักษะการแสดงด้วยการเล่นละครเวที หรือไม่ก็นั่งดูหนังอยู่บ้านกับเพื่อนๆ อย่าง มาร์ธา แม็กแซ็ก และ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ถ้าไม่ไปเที่ยวกัน เราก็จะขลุกอยู่ในบ้านสโตนกล่าว เดือนก่อนฉันไปบ้านเจน แล้วเราก็นั่งดูหนังเรื่อง Hocus Pocusแต่ตอนนี้สโตนต้องเดินสายอยู่ในแอลเพื่อโปรโมต La La Land หนังเพลงชั้นยอด ซึ่งเธอรับบทหญิงสาวผู้ฝันอยากเป็นนักแสดง แต่กำลังดำดิ่งสู่ก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวังหลังถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า หนังถ่ายทอดวิวทิวทัศน์แอลเอด้วยสายตาโรแมนติกแบบเดียวกับนิวยอร์กในหนังของ วู้ดดี้ อัลเลน นอกจากนี้มันยังผสมผสานยุคคลาสสิกของฮอลลีวู้ดเข้ากับอารมณ์ร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง ผมต้องการคนที่จะทำให้หนังเพลงตามขนบโบราณแลดูทันสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบดูหนังเพลงเดเมียน ชาเซลล์ ผู้กำกับ La La Land กล่าว เอ็มมาเป็นนักแสดงที่โมเดิร์นมาก แต่ก็มีความอมตะ ไร้กาลเวลาอยู่ในตัว

นักแสดงสาว เอมิลี สโตน (เธอเปลี่ยนชื่อเป็นเอ็มมาตอนเข้าร่วมสมาพันธ์นักแสดงแห่งอเมริกา แล้วพบว่ามีคนชื่อ เอมิลี สโตน อยู่แล้ว) ที่เพิ่งจะอายุครบ 28 ปีเริ่มต้นเส้นทางสายมายาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ในละครเพลงของโรงเรียนเรื่อง No Turkey for Perky เธอเติบโตมาในเมืองสก็อตส์เดล มีพ่อเป็นช่างรับเหมา แม่เป็นแม่บ้าน พ่อฉันเริ่มต้นตั้งบริษัทของตัวเองสโตนเล่า เราต้องกระเบียดกระเสียนจนกระทั่งฉันอายุ 8 ขวบ ไม่ใช่ว่าเรายากจนข้นแค้นหรืออะไร แต่แค่อยู่รอดแบบเดือนชนเดือน จนกระทั่งบริษัทของพ่อประสบความสำเร็จ

สโตนไม่เคยปิดบังว่าเธอชื่นชอบผลงานของ จอห์น แคนดี้ ในหนังเรื่อง Planes, Trains and Automobiles ซึ่งเธอยกย่องให้เป็น ผลงานแสดงที่ฉันโปรดปรานที่สุดตลอดกาล เขาทำสิ่งมหัศจรรย์แบบเดียวกับ เชอร์ลีย์ แม็คเคลน ใน The Apartment และ จีน ไวล์เดอร์ ในหนังแทบทุกเรื่อง นั่นคือ ผสมอารมณ์ขันเข้ากับความเศร้า นั่นล่ะชีวิตเธอหลงใหลงานแสดงตั้งแต่เด็ก เริ่มต้นเล่นละคร และเข้าเรียนการแสดงกับครูสอนแอ็กติ้งในท้องถิ่น ซึ่งเป็นคนช่วยให้สโตนได้มีเอเยนต์ เธอบอกพ่อกับแม่ว่าจะออกจากโรงเรียน ย้ายไปแอลเอ และพยายามหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักแสดงตอนอายุได้แค่ 14 ปี โดยนำเสนอแผนการด้วยโปรแกรมพาวเวอร์พอยต์ ตั้งชื่อว่า โครงการฮอลลีวู้ด

มกราคม 2004 สโตนกับแม่ก็ย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ทางตอนใต้ของฮอลลีวู้ด ฉันได้ไปทดสอบบทอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามเดือน แต่ไม่เคยได้งานเลยสักชิ้น จากนั้นเอเยนต์ก็เลิกส่งโปรไฟล์ฉันแต่สโตน เช่นเดียวกับตัวละครที่เธอรับเล่นใน La La Land ยังคงไม่ยอมแพ้ เธอเลือกทำงานในร้านเบเกอรีสำหรับสุนัขเพื่อหารายได้ประทังชีวิต หนึ่งคนที่คอยให้กำลังใจเธอเสมอ คือ อัลลิสัน โจนส์ หัวหน้าฝ่ายแคสติ้งที่ช่วยผลักดันให้ เจมส์ ฟรังโก้, โจนาห์ ฮิล และ เซ็ธ โลแกน โด่งดังเป็นที่รู้จัก ฉันไปทดสอบบทกับอัลลิสันอยู่สามปีสโตนกล่าว จนกระทั่งวันหนึ่งตอนเย็นวันศุกร์ เธอโทรมาขอให้ฉันเข้าไปอัดเทปออดิชั่นหนังเรื่องหนึ่ง มันคือเรื่อง Superbad

หลังจากเริ่มโด่งดังเป็นที่รู้จักในบทตลก สโตน เช่นเดียวกับฮิล พยายามเพิ่มทางเลือกให้ตัวเองด้วยการรับเล่นหนังดรามาอย่าง The Help และ Birdman โดยเรื่องหลังทำให้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม มันถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เธอรับบทเป็นคนเหลวแหลก (ในเรื่องเธอเป็นลูกสาวขี้ยาของ ไมเคิล คีตัน) La La Land เช่นเดียวกับ Birdman ไม่เพียงเรียกร้องให้สโตนต้องเปลือยอารมณ์ตัวละครอย่างสมจริงเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องทักษะ การเคลื่อนไหวที่แม่นยำด้วยเนื่องจากมันเต็มไปด้วยการถ่ายทำแบบ long take ชาเซลล์เล่าว่าตอนที่ได้รับข้อเสนอให้รับบทนี้ เธอถามก่อนเลยว่าจะมีเวลาให้เตรียมตัวนานแค่ไหน เพราะเธอไม่อยากทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ เธออยากมีเวลาเรียนเต้นแท็ปให้เป็น ไม่ใช่โกงคนดูด้วยการมุมกล้อง หรือภาพโคลสอัพ ความทุ่มเทดังกล่าวต้องยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในหนังเรื่องต่อมา Battle of the Sexes เมื่อเธอรับบทเป็นนักเทนนิสหญิงระดับโลก บิลลี จีน คิง ฉันต้องเพิ่มกล้ามเนื้อ 15 ปอนด์และเข้าคอร์สเล่นเวทอย่างหนักสโตนเล่า พร้อมกับยกแขนขึ้นมาพยายามเบ่งกล้ามโชว์ แต่ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว


อิสซาเบล อูแปต์ (Elle)

ในหนังเรื่อง Elle ของ พอล เวอร์โฮเวน มีฉากที่มิเชล ตัวละครเอก ถึงจุดสุดยอดอย่างคาดไม่ถึงอยู่สองฉากด้วยกัน และทั้งสองฉากนั้นบรรลุจุดสุดยอดอย่างคาดไม่ถึงเนื่องมาจากการแสดงอันน่าพิศวงของ อิสซาเบล อูแปต์ นักแสดงสาวผู้ได้รับสมญานามว่า เมอรีล สตรีพ แห่งฝรั่งเศส มิเชลเป็นผู้บริหารบริษัทวิดีโอเกม เธอมีพ่อเป็นฆาตกรโรคจิตอยู่ในคุก มีแม่ที่หมกมุ่นเรื่องเพศ มีอดีตสามีเป็นนักเขียนตกอับ และลูกชายซึ่งทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่เหนืออื่นใดเธอเป็นผู้หญิงที่ค้นพบความสุขสันต์จากเหตุการณ์สุดสะพรึง เมื่อวันหนึ่งโจรบุกเข้ามาข่มขืนเธอถึงในบ้าน นอกเหนือจากอูแปต์แล้ว คงเป็นเรื่องยากที่จะหานักแสดงหญิงสักคนมาเล่นบทหฤโหดแบบนี้โดยยังคงรักษาศักดิ์ศรี ความลึก และอารมณ์ขันของตัวละครได้อย่างครบถ้วน

แต่อย่าเข้าใจผิดไป Elle ไม่ได้ต้องการจะสร้างความชอบธรรมหรือเชิดชูการข่มขืน หรือชี้แนะให้เหยื่ออย่าโทรแจ้งตำรวจ แล้วเชิญคนร้ายมาร่วมทานอาหารเย็นกับครอบครัวในแบบที่มิเชลทำ ตรงกันข้าม หนังต้องการจะพาคนดูไปสำรวจความลึกลับดำมืดแห่งจิตใจมนุษย์ ซึ่งบางครั้งก็ซับซ้อนจนยากหยั่งถึง นี่ถือเป็นการคืนฟอร์มครั้งสำคัญของผู้กำกับ พอล เวอร์โฮเวน (Basic Instinct, RoboCop) ซึ่งบิดเบือนตระกูลหนังจนคนดูคาดไม่ถึง และมอบโอกาสให้อูแปต์ใช้ทักษะการแสดงอันเยี่ยมยอดของเธอพาคนดูไปสัมผัสตัวละครในแง่มุมที่ไม่มีนักแสดงคนใดจะสามารถทำได้ เมื่อคุณได้ดู Elle คุณจะเข้าใจว่าทำไม ซูซาน ซอนแท็ก ถึงเคยเรียกอูแปต์ว่าเป็น ศิลปินตัวจริง ก่อนจะเสริมว่าเธอไม่เคยเจอนักแสดงคนไหนฉลาดเท่าเธอมาก่อน

แน่นอน หนังให้ความรู้สึกแบบ ยูโรเปียนค่อนข้างชัดเจนจากเส้นแบ่งทางศีลธรรมอันพร่าเลือนและซับซ้อน เวอร์โฮเวนอยากจะทำหนังเรื่องนี้ในฮอลลีวู้ด แต่นักแสดงสาวชาวอเมริกัน 5-6 คนปฏิเสธที่จะรับบทนี้ ซึ่งเขาคิดว่าคงเป็นเพราะมันไม่ได้ดำเนินตามขนบหนังแก้แค้นแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับอูแปต์ ซึ่งเชี่ยวชาญบทอื้อฉาวมาตลอด หรือหากพูดได้ว่าเธอเติบใหญ่ สร้างชื่อเสียงมาจากบททำนองนี้ก็คงไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเซ็กซ์ร่วมสายเลือด (Ma Mere) หรือซาโดมาโซคิสม์ (The Piano Teacher) ซึ่งเรื่องหลังทำให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงจากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาครอง นับจากผลงานเรื่องแรกในปี 1971 อูแปต์เล่นหนังมาแล้วมากกว่า 100 เรื่อง และได้ร่วมงานกับผู้กำกับระดับแนวหน้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น คล็อด ชาโบล, แคลร์ เดอนีส์, เคอร์ติส แฮนสัน, ฮัล ฮาร์ทลีย์, ไมเคิล ฮาเนเก้ และ ฟรังซัวส์ โอซง

เวอร์โฮเวนอธิบายอูแปต์ว่าเป็นนักแสดงในสไตล์ แบร์ทอลท์ เบรคชท์ จากการรักษาระยะห่างระหว่างเธอกับคนดู ไม่พยายามหลอกล่อให้คนดูรู้สึกเห็นอกเห็นใจ นั่นเป็นคุณสมบัติแบบที่ผู้กำกับและคนดูในยุโรปชื่นชอบ แต่อาจดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนอเมริกัน หรือคนที่คุ้นเคยแต่กับหนังฮอลลีวู้ด อูแปต์หลงรักหนังอเมริกัน แต่ลักษณะความคิดของเธอเป็นชาวยุโรปอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งเวลาฉันดูนักแสดงอเมริกัน ฉันจะพูดกับตัวเองว่า พวกเขาพลาดบางสิ่งบางอย่างไป นั่นคือ ความกล้าที่จะปล่อยวาง หรือไม่แสดงอารมณ์ชี้นำ หรือกระทั่งความกล้าที่จะแสดงปฏิกิริยาอันคลุมเครือ ตรงข้ามกับความคาดหวังของผู้ชม พร้อมกันนั้นเธอได้ยกตัวอย่างฉากหนึ่งใน Things to Come ซึ่งเป็นผลงานชั้นยอดของเธออีกเรื่องที่ออกฉายปีนี้ ในฉากดังกล่าวตัวละครที่เธอรับเล่นแอบเห็นสามีกำลังควงคู่กับแฟนคนใหม่จากหน้าต่างรถบัส สิ่งที่อูแปต์ทำ คือ หลุดหัวเราะออกมา

อูแปต์ขึ้นชื่อว่าหวงแหนความเป็นส่วนตัวเหนืออื่นใด เธอจะไม่พูดคุยกับสื่อนอกเหนือจากเรื่องหนังที่เธอแสดง และถ้ามีความเชื่อมโยงใดๆ ในชีวิตจริงกับบทที่เธอเล่นก็คงมีแต่เธอเท่านั้นที่รู้ เธอเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางมีเงินในกรุงปารีส เธอเป็นลูกคนเล็กและมีพี่ทั้งหมด 4 คน แม่สนับสนุนให้เธอไล่ตามความฝันของการเป็นนักแสดง สมัครเธอเข้าโรงเรียนสอนการแสดงตั้งแต่เธออายุได้ 14 ปี พ่อเธอผลิตตู้นิรภัยขาย ซึ่งเธอมองเป็นเรื่องน่าขันอยู่ในที ทุกครอบครัวล้วนมีความลับเธอกล่าว บางครั้งพวกเราจะได้ตู้นิรภัยจำลองเป็นของขวัญคริสต์มาสเธอกับคู่ชีวิต โรนัลด์ แชมมาห์ ผู้อำนวยการสร้าง/ผู้กำกับหนัง มีลูกด้วยกันทั้งหมดสามคน ลูกสาวของพวกเขา โลลิต้า แชมมาห์ มีอาชีพนักแสดงและเคยเล่นหนังกับแม่สองเรื่อง

ผู้กำกับส่วนใหญ่หลงใหลอูแปต์จากความสามารถสะท้อนแง่มุมซับซ้อนของตัวละครด้วยวิธีอันเป็นเอกลักษณ์ หลังจากโดนข่มขืน มิเชลเจอคนร้ายอีกครั้งในวันถัดมา เธอไม่ได้แสดงท่าทีหวาดวิตก หรือตกใจ แต่กลับดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ในหนังหลายเรื่องอูแปต์ทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวละครกำลังสำรวจตัวเองไปพร้อมกับคนดู นั่นล่ะความงามในการแสดงของเธอ เธอค้นพบตัวเองไปพร้อมๆ กันและไม่กลัวที่จะรู้สึกแบบนั้นเวอร์โฮเวนกล่าว ผมคิดว่าการแสดงของเธอเป็นความลึกลับอย่างหนึ่ง ผมไม่เคยเห็นนักแสดงคนไหน ไม่ว่าชายหรือหญิง สามารถเติมอารมณ์ ความซับซ้อนเกินกว่าที่ปรากฏในบทได้มากเท่าเธอเวอร์โฮเวนยังจำวันที่เขาถ่ายช็อตสุดท้ายของหนังได้แม่นยำ ทันทีที่เขาสั่งคัต อูแปต์ก็ล้มลงนอนดิ้นกับพื้นเหมือนพยายามจะลอกคราบตัวละครออกไป ทุกคนในกองถ่ายตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเวอร์โฮเวนกล่าว มันเป็นเหมือนการไล่ผีออกจากร่าง

อูแปต์บอกเคล็ดลับในการเข้าถึงบทมิเชลว่า ฉันเองก็ไม่เข้าใจตัวละครระหว่างถ่ายทำ แต่ฉันคิดว่านั่นเป็นแก่นของตัวละครตัวนี้การไม่เข้าใจ (หรือพยายามทำความเข้าใจ) ตัวละครอย่างแท้จริงทำให้เธอหลีกเลี่ยงการเดินซ้ำรอย แล้วนำพาตัวละครไปสู่ภาพลักษณ์อันคุ้นเคย แบนราบ เทคนิคดังกล่าวได้ผลอย่างยอดเยี่ยมเพราะ ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่ามิเชลรู้หรือไม่ว่าเธอต้องการอะไร เธอทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณไม่ต่างจากคนตาบอดที่กำลังคลำหาทาง


เมอรีล สตรีพ (Florence Foster Jenkins)

ในผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของ สตีเวน เฟรียร์ส เรื่อง Florence Foster Jenkins เมอรีล สตรีพ ผู้รับบทเป็นสาวสังคมนิวยอร์กที่ใฝ่ฝันอยากร้องเพลงโอเปรา เล่าว่าคำพูดเด็ดสุดของหนังเป็นตอนที่ฟลอเรนซ์พูดว่า “ใครจะหาว่าฉันร้องเพลงไม่เป็นก็เชิญตามสบาย แต่พวกเขาไม่อาจพูดได้ว่าฉันไม่เคยร้องเพลงสำหรับสตรีพ “นั่นล่ะคือประเด็นของเรื่องราวทั้งหมดเธอกล่าว การกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เดินตามความฝัน ทำในสิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คุณมีความสุขเมื่อได้ทำ และหวังว่าคุณจะถูกห้อมล้อมด้วยความรักแบบเดียวกับฟลอเรนซ์ เธออยู่ในดักแด้แห่งความรักขณะที่บางคนอาจมองว่าเธอหลอกตัวเอง หรือกระทั่งหลงตัวเองจนมองไม่เห็นความเป็นจริง

ในฐานะนักแสดงที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งในโลก ทำสถิติเข้าชิงออสการ์มากถึง 20 ครั้ง โดยคว้ามาได้สามครั้งจาก Kramer vs. Kramer, Sophie’s Choice และ The Iron Lady สตรีพน่าจะเข้าใจภาวะการถูกล้อมรอบด้วยความรักได้ดีที่สุดคนหนึ่ง ตัวจริงของ ฟลอเรนซ์ ฟอสเตอร์ (1868-1944) เป็นเศรษฐีนีชาวเพนซิลเวเนียที่ตกหลุมรักเสียงดนตรีตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเริ่มต้นฝึกฝนเล่นเปียโน แต่อาการบาดเจ็บที่แขนทำให้ความฝันของเธอต้องพลันสลาย ต่อมาเธอได้ก่อตั้งสมาคมคนรักดนตรีและแต่งงานกับ แฟรงค์ เจนกินส์ ซึ่งแพร่เชื้อซิฟิลิสแถมมาให้ เธอจึงตัดสินใจทิ้งเขาและไม่เคยพูดกับเขาอีกเลย จากนั้นเธอก็หันมาคบหากับ เซนต์แคลร์ เบย์ฟิลด์ (ในหนังรับบทโดย ฮิวจ์ แกรนท์ ซึ่งอายุน้อยกว่าสตรีพ 11 ปี ขณะที่เซนต์แคลร์ตัวจริงอ่อนกว่าฟลอเรนซ์ 23 ปี) นักแสดงละครเชคสเปียร์ ซึ่งกลายมาเป็นผู้จัดการเธอ ทั้งสองอยู่คนละบ้าน และเขาเองก็มีเมียน้อย แต่เบย์ฟิลด์ถือเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของฟลอเรนซ์ และที่สำคัญเป็นคนคอยปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่าเสียงร้องเธอไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่

ฉันแก่พอจะจำนักร้องยุค 60 ที่ชื่อมิสซิสมิลเลอร์ได้สตรีพเล่า “เธอชอบร้องเพลงฮิตในยุคนั้นอย่าง Downtownของ เพทูลา คลาร์ค และเสียงร้องเธอค่อนข้าง... แปร่ง อย่างไรก็ตาม เธอคงคิดว่าตัวเองเป็นนักร้องเสียงดี อัลบั้มแรกของเธอชื่อ ‘รวมเพลงฮิตของมิสซิสมิลเลอร์ฉันคิดว่าเธอคงทำเอาสนุก พอขำๆ กันไป แต่ฉันก็นึกอยากรู้ว่าเธอคิดอย่างไรกับอาชีพนักร้องของตัวเองหลังเวลาผ่านไป” ส่วนในกรณีของฟลอเรนซ์นั้นเธอเชื่อว่าเสียงร้องของเธอน่าจะช่วยปลุกขวัญกำลังใจให้กองทหารอเมริกันในช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่สองได้ เซนต์แคลร์จึงจ้าง คอสมี แม็คมูน (ไซมอน เฮลเบิร์ก) มาเป็นนักเปียโนประจำตัว ทันทีที่ได้ยินเสียงร้องเธอ เขาสะพรึงจนพูดไม่ออก เซนต์แคลร์โน้มน้าวเขาให้หุบปากเงียบไว้ ปล่อยให้เธอเชื่อว่าตัวเองสามารถเป็นนักร้องได้ จากนั้นเขากับคอสมีก็เริ่มแต่งเพลงให้เธอ มีเพลงหนึ่งหลุดไปออกอากาศทางสถานีวิทยุ แต่ผู้ฟังส่วนใหญ่คิดว่ามันคงเป็นเพลงที่ตั้งใจเอาฮามากกว่าจริงจัง “เซนต์แคลร์กับคอสมีเป็นเหมือนเสาหลักที่คอยพยุงฟลอเรนซ์เฮลเบิร์กกล่าว “นอกเหนือจากความรักต่อเสียงเพลงและแรงปรารถนาที่จะมอบของขวัญให้กับคนทั้งโลกผ่านเสียงร้องของเธอ

เฮลเบิร์ก นักแสดงหนุ่มวัย 35 ปี โด่งดังเป็นที่รู้จักจากซิทคอมสุดฮิตเรื่อง The Big Bang Theory มองว่า Florence Foster Jenkins เป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ “ผมไม่เคยคาดหวังชื่อเสียงโด่งดังในวงการนี้ ผมเป็นแค่นักแสดงตัวประกอบเขากล่าว “และผมก็ไม่นึกไม่ฝันว่าหนังจะทำเงินได้มากอย่างที่เห็น ความคิดว่าหนังจะดังหรือดับไม่เคยอยู่ในหัวผม ผมแค่อยากมีโอกาสได้ร่วมงานกับ เมอรีล สตรีพ ต่อให้ต้องเล่นเป็นคนทำเล็บให้เธอผมก็ยอม อย่าว่าแต่เป็นนักเปียโนเลย ผมปลื้มเธอมากตั้งแต่ก่อนจะได้ร่วมงานกันแล้ว และตอนนี้ก็ยิ่งปลื้มหนักขึ้นไปอีก

นักเรียนดนตรี หรือคนที่ชื่นชอบเสียงเพลงแทบทุกคนรู้จักฟลอเรนซ์ และต่างก็มีเรื่องเล่าถึงประสบการณ์ตอนที่ได้ยินเสียงร้องเธอเป็นครั้งแรก สตรีพคือหนึ่งในนั้น “จะเรียกเธอเป็นตำนานก็ว่าได้ ตอนนั้นฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัย กำลังซ้อมละครเรื่อง A Midsummer Night’s Dream”  เธอย้อนรำลึก “ฉันเห็นพวกเด็กเอกดนตรีจับกลุ่มล้อมวงกันรอบเครื่องเล่นเทป กรีดร้อง หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ฉันคิดในใจว่าพวกเขาฟังอะไรกันอยู่เนี่ยทุกวันนี้คุณยังสามารถหาฟังเสียงร้องของเธอได้ไม่ยากจากอัลบั้มหลากหลาย โดยมากเป็นเพลงโอเปราคลาสสิกของโมสาร์ทบ้าง สเตราส์บ้าง แต่เสียงหัวเราะไม่ได้เกิดจากการร้องเพลงผิดคีย์เท่านั้น สตรีพ ซึ่งผ่านประสบการณ์ร้องเพลงในหนังมาแล้วจาก Mamma Mia บอกว่าเธอต้องฝึกร้องห่วยในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ การผสมผสานความสยองเข้ากับความตลก เช่นเดียวกับประกายความงามในบางช่วงขณะไม่ใช่เรื่องง่าย

ฉันคิดว่าตัวเองเป็นนักร้องเกรด บางครั้งอาจลงต่ำไปขั้น B- บางครั้งก็สูงไปขั้น B+ แต่ส่วนใหญ่ฉันจะวนเวียนอยู่ระดับนี้ ฉันตระหนักดีถึงข้อจำกัดและขอบเขตพรสวรรค์ในการร้องเพลงของตัวเอง” เธอกล่าว “ตอนเด็กฉันเคยเรียนร้องเพลงโอเปรา แต่ก็ถอดใจไปในที่สุด ฉันทำลายเสียงตัวเองจากการสูบบุหรี่ กินเหล้า และพฤติกรรมใจแตกอื่นๆ ตอนสมัยยังเป็นวัยรุ่น เพราะงั้นฉันถึงรู้สึกนับถือเหล่านักร้องชั้นยอดทั้งหลาย” การรับบทฟลอเรนซ์ทำให้สตรีพต้องพยายามจับแก่นในเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ “เธอจะร้องติด ในคีย์เสียงยากๆ ระดับที่ มาเรีย คัลลัส ยังมีปัญหา กุญแจสำคัญที่ฉันกับไซมอนค้นพบ คือ เธอร้องด้วยความหวังว่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง เหมือนคุณตระหนักว่าคุณร้องเพี้ยน แต่ในเวลาเดียวกันก็หวังว่าจะสามารถลงจอดได้อย่างงดงามในท้ายที่สุดเฮลเบิร์กเปรียบเทียบอีกแบบว่า “เหมือนเวลาคุณไปโยนโบว์ลิ่ง แล้วลูกเริ่มเฉไปด้านข้าง และคุณก็ได้แต่ลุ้นว่ามันจะไม่ล้างท่อ

แต่สตรีพ เช่นเดียวกับผู้กำกับ สตีเวน เฟรียร์ส ไม่ได้มองว่าฟลอเรนซ์เป็นตัวตลกน่าหัวเราะเยาะ เธอมอบเลือดเนื้อให้กับตัวละคร สะท้อนให้เห็นความจริงใจ ความรักในเสียงดนตรีอย่างแท้จริงของตัวละคร นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เธอยังเป็นที่จดจำในหมู่นักฟังเพลง “ฟลอเรนซ์อยู่ในสถานะที่โลกไม่คิดจดจำ ผู้หญิงแก่โง่ๆ ที่รวยแต่ไร้ประโยชน์ คุณจะดูถูกเธอก็ได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องยกเครดิตให้เธอ รวมถึงทัศนคติมองโลกแง่ดีของเธอ เธอพยายามจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดและมอบความรักให้กับคนรอบข้างมากที่สุด


รูธ เนกกา (Loving)

ถ้าคุณได้ดูซีรีส์เรื่อง Preacher ทางช่องเอเอ็มซี ซึ่งดัดแปลงจากการ์ตูน ดีซี คอมิกส์ และมี รูธ เนกกา รับบท ทิวลิป โอแฮร์ คุณจะไม่แปลกใจเมื่อทราบว่าหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายที่เนกกาชื่นชอบ คือ คราฟ มากา เทคนิคป้องกันตัวของอิสราเอล สำหรับเนกกา ความสนุกในการรับบททิวลิปอยู่ตรงที่ “คุณเอาตัวรอดได้จากการเล่นมุกบ้าๆ บอๆ แบบที่พวกผู้ชายชอบทำกันเซธ โรแกน หนึ่งในโปรดิวเซอร์ซีรีส์ บอกว่า “เธอทำให้ทุกอย่างดูตลกขึ้นมากกระนั้นในชีวิตจริงเนกกาเป็นคนเงียบขรึม ครุ่นคิด และไม่ได้สนุกกับงานเดินสายให้สัมภาษณ์ตามรายการต่างๆ เธอบอกว่าการต้องเป็นตัวของตัวเองต่อหน้าสาธารณชนเป็นเรื่องน่าหวาดกลัว “ตอนเล่นละครเวทีเรื่องหนึ่งฉันต้องแก้ผ้าต่อหน้าคนดูทุกคืนเป็นเวลา 8 เดือน แต่นั่นก็ยังง่ายกว่าการไปออกรายการ The Tonight Show ของ จิมมี ฟัลลอน หนึ่งนาทีเธอคงต้องรีบทำตัวให้ชินเข้าไว้ เพราะหลังจากความสำเร็จของ Loving สื่อมวลชนจะวิ่งหาเธอไม่ขาดสายแน่นอน

ตอนผู้กำกับ เจฟฟ์ นิโคลส์ กำลังหาทุนมาสร้างหนังเรื่อง Loving ซึ่งเนกกากับ โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน รับบทมิลเดร็ดกับ ริชาร์ด เลิฟวิง คู่รักต่างสีผิวในชีวิตจริงที่เรียกร้องสิทธิ์ขอแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในรัฐเวอร์จิเนียเมื่อปี 1958 ประโยคเดิมที่เขาได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ  “รูธ เนกกา เป็นใครแต่เนกกาหาได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างใด “ฉันก็ก้มหน้าทำงานของฉันไป ไม่กระโตกกระตาก จนกระทั่งเปรี้ยง!” เธอหัวเราะ “ชีวิตฉันไม่เคยแน่นอนหรือน่าเบื่อชื่อเสียงหลั่งไหลมาในชั่วข้ามคืน พร้อมด้วยเสียงชื่นชมหนาหูและรางวัลทางการแสดง ก่อนหน้านี้เนกกาเคยมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับออสการ์เท่าไหร่ เพราะบทเธอใน 12 Years a Slave ซึ่งคว้ารางวัลสูงสุดไปครอง ถูกตัดทิ้งจนเหี้ยน แต่สามปีผ่านไปออสการ์ชดเชยให้เธออย่างคุ้มค่าด้วยการเสนอชื่อเธอติด 1 ใน 5 สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Loving ท่ามกลางการแข่งขันอันเชี่ยวกราก

นักแสดงสาววัย 35 ปีมีพลังในการแปลงโฉมเป็นใครก็ได้ ด้วยเหตุนี้ บ่อยครั้งเธอมักถูกเลือกให้รับบทที่ตรงข้ามกับเธออย่างสิ้นเชิง ในหนังสือการ์ตูนทิวลิปเป็นสาวผมบลอนด์อกอึ๋ม นิโคลส์เองก็เคยคิดว่านิกกาตัวเล็กเกินกว่าจะรับบทมิลเดร็ด และเมื่อ 6 ปีก่อนเธอเล่นเป็นโอฟีเลียผิวดำคนแรกในละครเรื่อง Hamlet เธอสวมวิญญาณตัวละครเหล่านั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ และแน่นอนเหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ เธอเป็นเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสีผู้กำกับหญิง แอนนี ไรอัน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอให้คำนิยาม

เนกกาเริ่มต้นสร้างชื่อเสียงจากแวดวงละครเวทีในอังกฤษ แต่เวลาอยู่บนจอเธอกลับไม่ติดแสดง “โอเวอร์แบบที่ดาราละครเวทีบางคนเป็น ตรงข้ามเธอเน้นความเป็นธรรมชาติ ความลุ่มลึก ทำให้คนดูซาบซึ้ง หรือหัวเราะด้วยอากัปกิริยาเพียงเล็กน้อย “ผมเคยเห็นการแสดงระดับสุดยอดมาบ้างนิโคลส์กล่าว “เห็นปุ๊บคุณจะบอกได้ทันที มันน่าทึ่งมากเวลาคุณเห็นการแสดงแบบนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้า

กระแสคลื่นเริ่มต้นเกือบจะทันทีในเทศกาลหนังเมืองคานส์ หลังงานฉายรอบพรีเมียร์ เนกกากับลูกพี่ลูกน้อง เดวิด มาโลน กลับไปยังโรงแรมและนั่งดื่มมาตินี่ข้างสระน้ำ มีร้านอาหารที่เนกกาในชุดเดรสสีดำของ มาร์ก จาค็อบ ต้องเดินผ่านเพื่อตรงไปยังห้องน้ำ มาโลนจำได้แม่นว่า “คงมีคนจำเธอได้จากรอบพรีเมียร์ เพราะตอนเธอเดินกลับมา คนในร้านพากันลุกขึ้นยืนปรบมือให้พร้อมกับส่งเสียงเชียร์ มันเหลือเชื่อมากๆ

เนกกาเกิดที่เมืองแอดดิส อบาบา ประเทศเอธิโอเปีย มีแม่เป็นพยาบาลชาวไอริชและพ่อเป็นหมอชาวเอธิโอเปีย ทั้งสองพบรักในโรงพยาบาล แบล็ค ไลออน เมื่อเกิดเหตุรุนแรงทางการเมือง แม่จึงหอบลูกสาววัย ขวบกลับไปยังไอร์แลนด์ และรอให้พ่อเดินทางมาสมทบ “เราวางแผนจะไปอเมริกาเนกกาเล่า “แต่พ่อฉันหนีออกมาไม่ได้สามปีต่อมาเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ “เราทราบข่าวทางจดหมายและโทรศัพท์เธอรำลึก “ตอนนั้นปี 1988 ยังไม่ค่อยมีกลุ่มช่วยเหลือคอยให้คำปรึกษาเด็กที่โศกเศร้าเท่าไหร่แม่เธอเสียใจหนักและไม่เคยแต่งงานใหม่อีกเลย “แม่แข็งแกร่งเหมือนมิลเดร็ดแต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่แม่ของเนกกาไม่เคยต้องรับมืออคติจากความสัมพันธ์ต่างสีผิวเหมือน มิลเดร็ด เลิฟวิง “แม่ไม่เคยเจออะไรแบบนั้นเลย ไม่เลยสักนิดเนกกากล่าว ตอนเด็กๆ เธอเองก็ไม่เคยรู้สึกว่าแตกต่างจากบรรดาญาติๆ ผิวขาว และทุกคนรอบข้างก็ปฏิบัติกับเธอโดยปราศจากอคติเช่นกัน “จนกระทั่งฉันย้ายมาอังกฤษนั่นล่ะ ฉันถึงเริ่มตระหนักว่าตัวเองเป็นคนไอริชและคนผิวดำพออายุ 11 ปีเธอเริ่มหันมาสนใจผลงานของ โทนี มอร์ริสัน และ เจมส์ บอลด์วิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเด็กหญิงชาวไอริชจากเมืองบ้านนอก “ในชีวิตฉันไม่ค่อยมีคนผิวดำเท่าไหร่ ฉันเลยต้องค้นหาต้นแบบ ฉันไม่ได้เติบโตในอเมริกาก็จริง แต่ฉันอินกับงานเขียนของพวกเขาเกี่ยวกับประสบการณ์แบบคนผิวดำ

ความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงของเนกกาเริ่มต้นขึ้น เมื่อเธอเห็น เดวิด โบวี เดินลงบันไดมาในหนังแฟนตาซีเรื่อง Labyrinth รวมไปถึงการได้ดูหนังอย่าง Trainspotting ที่ดัดแปลงจากนิยายของ เออร์วิน เวลช์ และ La Haine หนังฝรั่งเศสเกี่ยวกับความรุนแรงทางเชื้อชาติ พวกมันทำให้เธอคิดได้ว่า “เอาล่ะ เราจะอายุครบ 18 แล้ว เราจะออกจากบ้านไปหาทางทำฝันให้เป็นจริง” 

เนกกาตระหนักดีว่า Loving ออกฉายในช่วงที่ประเด็นสีผิวในอเมริกากำลังถึงจุดเดือด เธอบอกว่าการขาดแคลนความหลากหลายทางเชื้อชาติ สีผิวของฮอลลีวู้ดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และน่าขายหน้ามาก แต่เธอก็เริ่มมองเห็นความหวังอันสดใสอยู่เบื้องหน้า เนื่องจากในปีนี้นอกจากจะมีหนังอย่าง Loving แล้ว ก็ยังมีหนังอย่าง Moonlight ของ แบร์รี เจนกินส์ และสารคดีเรื่อง 13th ของ เอวา ดูเวอร์เนย์ “หนังย้ำเตือนให้เราเห็นประเด็นที่ควรเป็นที่ถกเถียง พูดคุยในสังคมเธอกล่าวถึงหนังเรื่อง Loving ซึ่งแม้จะเรียบนิ่งในแง่สไตล์ พูดถึงคนเล็กๆ สองคน ความสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคล แต่ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นภาพสะท้อนในมุมกว้างของสังคมด้วย “ฉันกับโจเอลจะหงุดหงิดมากเวลาคนบอกว่าหนังเรื่องนี้นิ่งมาก เพราะเราไม่รู้สึกว่ามันนิ่งเลยสักนิด แต่เป็นการประกาศกร้าวมากกว่านั่นอาจใช้อธิบายการมาถึงของดาวรุ่งดวงใหม่ที่ชื่อ รูธ เนกกา ได้เช่นกัน