วันพฤหัสบดี, มกราคม 04, 2550

หนังแห่งความประทับใจ


Always: Sunset on Third Street อบอุ่น น่ารัก และบีบอารมณ์แบบไร้ยางอาย (แต่ได้ผลสำหรับผม) ผมชอบการสอดแทรกประวัติการสร้างหอคอยโตเกียวในฐานะสัญลักษณ์แห่งความหวังของญี่ปุ่นหลังสงคราม ซึ่งจะนำไปสู่ฉากจบอันสุดแสนอิ่มเอิบและงดงาม นี่เป็นหนังที่เหมาะแก่การชมต่อจากหนังสี่เรื่องข้างล่างอย่างยิ่ง

Brokeback Mountain ไม่บีบคั้น แต่สะเทือนอารมณ์ หนังนำเสนอประเด็นโดยไม่จำเป็นต้องสั่งสอน หรือบอกกล่าว หากแต่ทำให้คนดูรู้สึกได้จากภายใน

A History of Violence หนังอาร์ตในคราบหนังตลาด เดวิด โครเนนเบิร์ก เล่นสนุกกับความคาดหวังของคนดู ซึ่งถูกล้างสมองด้วยหนังแอ็กชั่นของฮอลลีวู้ดมานาน แล้วพลิกตลบทุกอย่างแบบกลับตาลปัตร จนทำให้เราต้องหันมาทบทวนคำว่า “วีรบุรุษ” และ “ความรุนแรง” กันอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

Match Point เป็นหนังของ วู้ดดี้ อัลเลน ที่สนุกสนานตลอดทั้งเรื่องและชวนติดตามมากที่สุดนับแต่ Bullets over Broadway โดยเปลือกนอก หนัง “มองโลกในแง่ดี” ด้วยการให้พระเอกที่เราแอบเอาใจช่วยรอดพ้นความผิดอย่างหวุดหวิดเหลือเชื่อ แล้วเสวยสุขบนกองเงินกองทองที่เขาดิ้นรนหามาและปกป้องมันไว้ทุกวิถีทาง แต่โดยเนื้อแท้ หนังกลับ “มองโลกในแง่ร้าย” ด้วยการบอกว่าคนทำชั่วได้ดีมีถมไป และกฎแห่งกรรมนั้นเป็นเพียงความเชื่อที่เราใช้หลอกตัวเองไปวันๆ เพื่อให้สามารถข่มตาหลับในยามค่ำคืนและทนใช้ชีวิตในโลกอันปราศจากระเบียบแบบแผนทางศีลธรรมต่อไปได้

United 93 น่าทึ่งที่หนังซึ่งเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวที่เราทุกคนทราบผลลัพธ์สุดท้ายดีอยู่แล้วจะสร้างอารมณ์ระทึกขวัญได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งคงเป็นผลมาจากการถ่ายทำในสไตล์หนังสารคดีเพื่อความสมจริงของผู้กำกับ พอล กรีนกราส อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการคัดเลือกนักแสดงโนเนมมารับบทส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งหมดก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม และที่สำคัญ หนังไม่ได้พยายามจะเรียกร้องความชอบธรรมให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่กลับนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบของโศกนาฏกรรมแห่งมวลมนุษย์

ดาราชาย

วีโก มอร์เทนเซน (A History of Violence) เป็นงานแสดงที่เนียนมากๆ หลังจากได้ชมหนังเป็นครั้งที่สอง ผมจึงสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่างที่เคยมองข้ามไป มอร์เทนเซนทำให้คนดูไม่แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าตัวละครที่เขารับบทเคยเป็นนักฆ่ามาก่อนตามข้อกล่าวหาหรือไม่จนกระทั่งในฉากโรงพยาบาล แต่หากสังเกตให้ดี คุณจะพบว่าหนังได้เฉลยคำตอบไว้ก่อนหน้าแล้ว ในฉากการเผชิญหน้าที่หน้าบ้านทอม เมื่อทอมกลายร่างเป็นโจอี้ต่อหน้าต่อตาคนดูผ่านงานแสดงอันชวนตะลึง แต่ลุ่มลึกอย่างยิ่ง สังเกตแววตาที่เปลี่ยนไปภายในชั่ววินาทีของมอร์เทนเซน แล้วคุณจะทึ่ง!

ฮีธ เลดเจอร์ (Brokeback Mountain) ตัวอย่างชั้นยอดของงานแสดงแบบน้อยแต่มาก เลดเจอร์ใช้ภาษาท่าทางในการสื่อสารแก่นของตัวละครที่ไม่ค่อยพูด เก็บงำความรู้สึก และสร้างกำแพงขึ้นล้อมรอบตัวเองอย่างเอนนิสได้ยอดเยี่ยม ไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็นอาการก้มหน้าใต้เงาหมวก หรือลักษณะการพูดที่แต่ละคำหลุดออกจากปากอย่างยากเย็น เขาทำให้เราตระหนักชัดในข้อจำกัดของเอนนิส แต่ขณะเดียวกันก็ขโมยใจเราไปเต็มๆ

ฟิลลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน (Capote) บทดูเหมือนจะวาดภาพ ทรูแมน คาโปตี้ ว่าเป็นศิลปินที่หลงตัวเองและนักฉวยโอกาสที่เย็นชา ไร้ศีลธรรม ความกล้าหาญของฮอฟฟ์แมนอยู่ตรงที่เขาเล่นบทนี้แบบตรงไปตรงมา โดยไม่พยายามเรียกร้องความเห็นใจจากคนดู แต่สุดท้ายกลับประสบความสำเร็จในการเผยให้เห็นด้าน “อื่นๆ” ของตัวละคร ตลอดจนความรู้สึกผิดรุนแรงที่กัดกินจิตวิญาณของคาโปตี้ไปจนวันตาย

เดเนี่ยล เครก (Casino Royal) ใครเหรอ เพียซ บรอสแนน?

ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (The Departed) อาจไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นงานแสดงที่ดีที่สุดของดิคาปริโอในหนังของสกอร์เซซี่ เขาสลัดคราบดาราขวัญใจวัยรุ่นออกอย่างหมดจด แล้วสะท้อนอารมณ์สับสน หวาดกลัว และแง่มุมหม่นเศร้าของบทนายตำรวจที่ต้องปลอมตัวเข้าไปอยู่ในแก๊งมาเฟียได้อย่างกลมกลืน น่าประทับใจ

ดาราหญิง

เมอรีล สตรีพ (The Devil Wears Prada) นอกจากจะเป็นนางมารชวนขนหัวลุกได้อย่างน่าเชื่อถือโดยไม่ต้องขึ้นเสียงแม้เพียงครั้งเดียวแล้ว สตรีพยังประสบความสำเร็จในการเรียกความเห็นใจและเพิ่มมิติให้ตัวละครจากฉากเพียงฉากเดียว คงมีแค่นักแสดงระดับตำนานเท่านั้นที่จะทำได้แบบนี้ กระนั้นฉากเด็ดสุดของเธอที่ผมติดใจ คือ ตอนเธอแอบนั่งอมยิ้มในรถ เมื่อเห็นเวอร์ชั่นวัยสาวของตนตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตอีกทาง

มาเรีย เบลโล (A History of Violence) เธอทำให้การค่อยๆ ถลำเข้าหาด้านมืดของตัวละครปรากฏเด่นชัด ผ่านการแสดงออกเพียงเล็กน้อย อีดี้เป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งภายในค่อนข้างรุนแรง ในแง่หนึ่ง เธอขยะแขยง ช็อค และหวาดกลัวตัวตนนักฆ่าของสามี แต่ในอีกแง่หนึ่ง เธอก็รู้สึกตื่นเต้น ใคร่รู้ เบลโลทำให้คนดูเชื่อได้ทั้งสองด้านอย่างหมดใจ เธอพลิกบุคลิกไปมา จากเมียแสนดีผู้เปราะบางเป็นโสเภณีหื่นกระหาย ได้ราวกับพลิกฝ่ามือ

รีส วิทเธอร์สพูน (Walk the Line) เรารู้อยู่แล้วว่าเธอเปี่ยมรัศมีดารา (Legally Blond) และเก่งกาจในการเรียกเสียงหัวเราะจากคนดู (Election) มากแค่ไหน ในการรับบท จูน คาร์เตอร์ นอกจากวิทเธอร์สพูนจะใช้ประโยชน์จากพรสวรรค์ดั้งเดิมเหล่านั้นได้อย่างลุ่มลึกแล้ว เธอยังผนวกด้านที่อบอุ่น อ่อนโยน และแข็งแกร่งจากภายในเข้าไปด้วย (รวมถึงเสียงร้องที่ไพเราะเกินคาด) ผลลัพธ์ คือ รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประมาณสามหาบ

เจนนิเฟอร์ อนิสตัน (The Break-Up) ผมรู้สึกแปลกใจกับภาพรวมของหนัง ซึ่งพูดถึงความ (ไม่) สัมพันธ์ได้อย่างกล้าหาญและน่าประทับใจ พร้อมฉากจบแบบที่คุณคงไม่ได้เห็นบ่อยๆ ในหนังตลาด สตูดิโอพยายามโฆษณาว่านี่เป็นหนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ แต่ความจริงแล้ว คอมเมดี้ของมันค่อนข้างฝืดเฝือ ส่วนพลังดราม่ากลับพุ่งเข้าใส่คนดูได้รุนแรงและเปี่ยมประสิทธิภาพอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะฉากเด็ดตอนที่พระเอก เดินมาเห็นนางเอกแอบร้องไห้อยู่ในห้องนอน หลังจากเขาเบี้ยวไม่ไปดูคอนเสิร์ตเป็นเพื่อนเธอ อนิสตันปล่อยหมัดเด็ดในฉากนี้ได้เข้าเป้า เล่นเอาคนดูต่อมน้ำตาตื้นแบบผมต้องปล่อยโฮออกมาเลย

อแมนด้า ไบน์ส (She’s the Man) การเล่นบทตลกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เด็กสาววัย 20 ปีคนนี้กลับทำมันได้อย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ บุคลิกน่ารักน่าชังของเธอช่วยให้พล็อตเกร่อๆ ของหนังกลายเป็นความหฤหรรษ์

ทัศนะ

ก่อนจะลงมือเขียนความคิดเห็นแห่งปีเพียงไม่กี่วัน ผมเพิ่งมีโอกาสหยิบดีวีดีเรื่อง Before Sunset มาดูเป็นครั้งแรก หลังจากวางแหมะมันไว้บนชั้นให้ฝุ่นเกาะเล่นๆ มานานหลายเดือน สาเหตุเพราะผมเผอิญได้ดูบางฉากของหนังแบบผ่านๆ ทางยูบีซี แล้วเกิดความรู้สึกอยากดูมันขึ้นมาแบบฉับพลันทันที

ผมดีใจที่ตัดสินใจเช่นนั้น

Before Sunset คงติดหนึ่งในห้าอันดับหนังประทับใจของผมเป็นแน่ ถ้ามันเข้าฉายในเมืองไทยช่วงปีนี้

หลังจากดูจบ ผมก็รีบหยิบ Before Sunrise ซึ่งเป็นภาคก่อนหน้ามาเปิดต่อทันที หลังจากเคยดูเมื่อนานมาแล้ว ก่อนจะตบท้ายด้วย Before Sunset อีกรอบ (นี่เป็นครั้งแรกที่ผมดูหนังซ้ำภายในระยะห่างเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง) ผมคิดว่า Before Sunset เป็นหนังภาคต่อที่ดีกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะหนังและตัวละครเติบใหญ่ไปพร้อมๆ กับคนสร้าง

หนังกรุ่นกลิ่นไอโรแมนติก แต่ขณะเดียวกันก็ยึดมั่นอยู่กับรากฐานแห่งความจริงในชีวิต ทั้งเจสซี่และซีลีนต่างเผชิญความผิดหวังมามากเกินกว่าจะกระโจนเข้าสู่ห้วงอารมณ์แบบไม่ยั้งคิด ดังนั้น เราจึงเห็นพวกเขาหยั่งเชิงและพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกแท้จริงของตนเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ แต่ประจักษ์ชัดในสายตาของผู้ชมผ่านแววตาและภาษาท่าทาง โดยเฉพาะฉากที่ซีลีนยื่นมือไปเพื่อจะปลอบเจสซี่ ขณะฝ่ายชายระบายความอัดอั้นเกี่ยวกับชีวิตแต่งงานของตน แต่กลับรีบชักมือกลับก่อนเขาจะทันเห็น

บทสนทนา ซึ่งมีอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ครอบคลุมประเด็นหลากหลายตั้งแต่ปรัชญา ศาสนา ความรัก ไปถึงเซ็กซ์ ลื่นไหลอย่างน่ามหัศจรรย์ นักแสดงทั้งสองยิงประโยคเข้าใส่กันอย่างเป็นธรรมชาติจนเราแทบไม่รู้สึกว่ามันเป็นการแสดงเลยแม้แต่น้อย

สุดท้ายที่ผมอดพูดถึงไม่ได้ คือ ฉากจบ ซึ่งเรียกได้ว่าวิเศษสุดในรอบหลายปี มันเปี่ยมความหวัง โดยไม่รวบรัด ไม่สรุปความ ไม่บอกกล่าว แต่ปล่อยให้คนดูตีความไปตามจินตนาการและระดับศรัทธาของแต่ละคน การกลับมาเจอกันอีกครั้งของเจสซี่กับซีลีนทำให้พวกเขาค้นพบว่า ความรู้สึก “เชื่อมโยง” ถึงกันระหว่างคนสองคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สมัยวัยเยาว์ พวกเขาอาจคิดว่าตนยังมีโอกาสอีกมาก ยังมีทางเลือกไม่รู้จบ ยังมีความเป็นไปได้อีกนับร้อยนับพัน นั่นคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่แลกเบอร์โทรศัพท์กันในตอนจบของ Before Sunrise แต่เมื่ออายุมากขึ้น ฉลาดขึ้น และผ่านโลกมามากขึ้น พวกเขากลับตระหนักว่าความเป็นไปได้เหล่านั้น แท้จริงแล้วมีอยู่เพียงน้อยนิด

และจะน่าเศร้าแค่ไหน หากเราปล่อยให้มันหลุดมือไป

11 ความคิดเห็น:

Boat กล่าวว่า...

่ชอบหนังที่ติดอันดับพี่หมดทุกเรื่อง ยกเว้น always ซึ่งยังไม่ได้ดู

Before Sunset นั้นวิเศษจริงๆ

black forest กล่าวว่า...

เห็นด้วยกับน้อง BOAT ฮะว่าชอบหนังที่ติดอันดับของพี่ RIVERDALE ทุกเรื่องเลย (ชอบในระดับ A+ ทั้ง 5 เรื่อง)

ส่วนในสาขานักแสดงชายนั้น สงสัยนิดหน่อยว่าทำไมถึงเลือก HEATH LEDGER โดยเฉพาะคำบรรยายที่บอกว่า "แต่ขณะเดียวกันก็ขโมยใจเราไปเต็มๆ" นั้น น่าจะถูกใช้บรรยาย JAKE GYLLENHAAL หวานใจของใครบางคนมากกว่า (เอ๊ะ ใครเหรอ ?)

แซวเล่นฮะแซวเล่น จริง ๆ แล้วก็ชอบ HEATH LEDGER ใน BROKEBACK MOUNTAIN มากเหมือนกัน เขาให้การแสดงที่วิเศษมากในหนังเรื่องนั้น แต่ถ้าให้อ้วนเลือก อ้วนอาจจะเลือก HEATH LEDGER จาก CANDY ฮะ :)

เอ....จะมีหนังเรื่องไหนติดอันดับ TOP 10 ของตัวเองบ้างน๊า ยังนึกไม่ออกเลย เดี๋ยวต้องกลับไปลิสต์รายชื่อบ้างแล้ว

Riverdale กล่าวว่า...

น้องโบ้ท คำพูดไม่อาจบรรยายความรู้สึกที่พี่มีต่อ Before Sunset ได้ แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้ คือ ตอนที่นางเอก (ซีลีน) บอกว่าเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนเราถึงลืมความสัมพันธ์ได้เหมือนการเปลี่ยนยี่ห้อซีเรียล (หรืออะไรทำนองนั้น)... เห็นด้วยอย่างยิ่ง นึกว่ากูบ้าอยู่คนเดียว!! ทำไมคนที่เคยรักกัน เคยพูดคำหวานใส่กัน ไม่นานกลับกลายเป็นแค่คนแปลกหน้า พวกเขาสามารถตัดความทรงจำทิ้งกันได้หรือไงนะ เหมือนในหนังเรื่อง Eternal Sunshine of the Spotless Mind นั่นไง

น้องอ้วนครับ พี่มีที่ว่างในใจให้เจคเสมอ แต่ไม่อยากจะออกนอกหน้าจนเกินไป เดี๋ยวใครบางคนจะแซวเอา นี่ขนาดเลือกคนอื่นแล้ว ยังโดนแซวจนได้

เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าฮีธใน Candy ยอดเยี่ยมมากๆ แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังเท่าไหร่ คือ พวกหนังคนติดยาไม่ค่อยถูกโฉลกกับพี่น่ะ ยกเว้นเรื่องที่ทำออกมาได้แตกต่างจริงๆ อย่าง Trainspotting ที่ดูแล้วได้อารมณ์ฮึกเหิม รื่นเริง และบ้าบอคอแตกอย่างน่าประหลาด

จะรอดูรายชื่อของน้องอ้วนนะครับ ;)

เอดะ ริง กล่าวว่า...

ดีใจ ที่ให้ Amanda Bynes ติดอันดับ เพราะรู้สึกว่าเธอเล่นหนังดีมาก ล่าสุด ได้ดู Lovewrecked หนังเน่าสนิท ( She's The Man ดีกว่าอีก ) แต่ Amanda Bynes เธอ คือ ความหวังของหนังทั้งเรื่องเลยทีเดียว (หนุ่มหล่อๆคือของแถม )

เด็กโหง่ย กล่าวว่า...

มีหนังตั้งหลายเรื่องที่ผมชอบตลอดปีที่ผ่านมานะครับ
(น่าจะลองเอาไปตั้งที่ blog อันเน่าสนิทของเราบ้างนะเนี่ยะ อิอิ)

แต่ที่แน่ๆ อยากลองเอาหนังไทยที่ชอบจริงๆ เป็นของแถมเรื่องที่ 6 อ่ะคับ เพราะหายากเหลือเกิน เฮ้อ!!!

Riverdale กล่าวว่า...

เห็นด้วยกับคุณเอดะริงว่า Amanda Bynes คือความหวังของหนังห่วยๆ อย่าง Lovewrecked ถ้าไม่มีเธอ หนังคงเหลือทนกว่านี้หลายเท่า (ชอบตอนเธอกดเครื่องปล่อยตดใส่ยัยคู่แข่ง หน้าตาเธอฮามาก) ส่วนหนุ่มๆ ในเรื่องก็ช่วยสร้างความกระชุ่มกระชวยได้ไม่น้อย โดยเฉพาะไอ้หนุ่มคนที่ถูกหลอกว่าไปติดเกาะ หล่อได้ใจมากๆ (ปล. หนังตัวอย่างเรื่องนี้เฉลยทุกอย่างเลย ดูจบแล้วไม่ต้องไปดูหนังก็ได้ แต่โชคดีที่ผมได้ไปดูหนังโดยที่ยังไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับมันมาก่อน เลยได้ยิ้มๆ อยู่หลายที)

คุณเด็กโหง่ยครับ ผมมีหนังไทยที่ชอบมากๆ เรื่องหนึ่ง แต่มันยังไม่เข้าฉายในบ้านเรา เลยไม่ได้ลงไว้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าปีหน้าคงมีหนังเรื่องนี้ในห้าอันดับของผมแน่ๆ

frank กล่าวว่า...

เมอรีลๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

-________________________-"

เด็กโหง่ย กล่าวว่า...

จะว่าไปผมเองก็อยากดูหนังไทยเรื่องนั้นเหมือนกันนะครับ แต่จะติดตรงที่ผมเองไม่เคยดูหนังของเขาเลย...ยกเว้นหนังตลกสายลับร้องเพลงอ่ะครับ(เรื่องเดียวกันป่าวครับ ?)พี่riverdale ชมน่าดูนี่...

ไม่รู้ว่าสังเกตมากไปหรือป่าว ว่าถ้าเป็นหนังตลกวัยรุ่นฝรั่งเนี่ยะ คือถ้าหนังที่เน้นวัยรุ่นชายมักจะเป็นเรื่องตลกสัปดน ลามกอ่ะครับ แต่ถ้าเป็นเกี่ยวเพศหญิงก็มักจะเป็นเรื่องแก่งแย่งชิงดี สวยกว่า นี่แฟนข้า นั่นเพื่อนเอ็งอะไรประมาณนี่หรือป่าว
อย่าง love wrecked นี่ก็ประเด็นหลังเนาะ
คิดอะไรกันอยู่อ่า...

เอดะ ริง กล่าวว่า...

อ่ะ เห็นด้วยกับคุณเด็กโหง่ยจริงๆ หนังตลกผู้หญิงมันเป็นเรื่องรักๆ แต่ เพิ่งดู click มา อ่ะ รับไม่ได้ อาจจะไม่ใช่หนังวัยรุ่น แต่ เป็นตลกผู้ชาย หนัง อดัม แซนเลอร์ ทำไมมุขอุบาทว์ ห่วยๆ ทุกที

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อยากเล่น tag บ้างจัง

Riverdale กล่าวว่า...

หนังเรื่องอื่นๆ ของเขา (นอกจากหนังสายลับกะเทย)คงไม่ค่อยถูกใจคุณเด็กโหง่ยเท่าไหร่ เพราะมันออกจะดู 'งงๆ' มากไปหน่อย แต่ก็ยังมีอารมณ์ขันสอดแทรกอยู่ตลอดนะ แม้จะไม่ได้ฮาแตกชัดเจนมากมายอะไร

คุณเอดะริงครับ ผมเพิ่งได้ดู Click ผมว่ามันเป็นหนังที่ไม่ค่อยอุบาทว์เท่าไหร่ของ อดัม แซนด์เลอร์ แล้วนะครับ แถมยังออกจะเจืออารมณ์เศร้าอยู่มากพอควร เสียดายตอนจบยังเป็นการลูบหลังคนดูให้รู้สึกดีๆ อยู่ แต่ก็น่าจะดีกว่าหนังอย่าง Little Nicky นะครับ