วันพฤหัสบดี, มกราคม 25, 2550

Oscar 2007 (5): ฝันร้ายของ Dreamgirls


หลังจากใครๆ ต่างคิดกันว่า คลินท์ อีสต์วู้ด ถูกน็อกลงไปนับ 8 จนไม่มีทางลุกขึ้นมาชกต่อได้แล้ว คุณปู่ผู้มากประสบการณ์ก็ลุกขึ้นยืนในคืนของวันอังคารที่ 23 มกราคม เมื่อหนังของเขาเรื่อง Letters From Iwo Jima ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาสำคัญๆ อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมแบบเหลือเชื่อ เนื่องจากบรรดารางวัลสมาพันธ์ต่างๆ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น PGA, DGA หรือ SAG ล้วนมองข้ามหนังไปกันหมด

นี่เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าคณะกรรมการออสการ์ไม่ได้แค่ชื่นชอบ คลินท์ อีสต์วู้ด แต่หลงรักเขาอย่างหัวปักหัวปำเลยต่างหาก

ชัยชนะของ Letters From Iwo Jima ส่งผลให้หนัง “ตัวเก็ง” อย่าง Dreamgirls หลุดโผไปแบบไม่มีใครคาดคิด ก่อนหน้านี้ บางคนเชื่อว่าหนังของอีสต์วู้ดจะสามารถเบียดเข้าชิงหนังยอดเยี่ยมได้ แต่ส่วนใหญ่พากันเดาไปว่าหนังที่อาจถูกเบียดให้หลุดจากวงโคจร คือ ผลงานอินดี้เล็กๆ อย่าง Little Miss Sunshine หรือหนังของผู้กำกับต่างชาติอย่าง Babel และ The Queen
แต่แล้วทุกอย่างกลับออกมาอย่างที่เห็น

บางคนเชื่อว่าเหตุผลเพราะ Dreamgirls ขาดพลังดราม่าในการดึงดูดผู้ชม (จุดเด่นของหนังคือเพลงและความอลังการ ซึ่งได้เข้าชิงออสการ์ตามคาด) บางคนเชื่อว่าเพราะคณะกรรมการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายผิวขาววัยกลางคน ไม่รู้สึก “อิน” กับตัวหนัง ซึ่งเล่าเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มนักร้องหญิงผิวดำในยุค 60 บางคนเชื่อว่าหนังพลาดการเข้าชิงเพราะกรรมการออสการ์ไม่ชอบให้ใครมาบอกว่าควรจะเลือกใคร (ผ่านการโหมโปรโมตอย่างหนัก) ซึ่งอาจใช้อธิบายปรากฏการณ์ Crash เมื่อปีก่อนได้ (แต่หนังอย่าง A Beautiful Mind และ Chicago ก็เป็นตัวเก็งมาตั้งแต่ต้น และกรรมการออสการ์ก็ไม่เห็นจะอึดอัดใจในการเลือกพวกมันเป็นหนังยอดเยี่ยม) ส่วนอีกหลายคนเชื่อว่าคณะกรรมการคงเลือกสนับสนุนหนังฟอร์มเล็กที่พวกเขาชอบอย่าง The Queen และ Little Miss Sunshine โดยคาดว่าหนังฟอร์มใหญ่อย่าง Dreamgirls คงติดเข้าชิงแน่นอนอยู่แล้ว

ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไรก็ตาม ปรากฏการณ์ครั้งนี้เปรียบดังฝันร้ายสำหรับ บิล คอนดอน ซึ่งพลาดทั้งการเข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (8 รางวัลที่ Dreamgirls ได้เข้าชิงหมายรวมถึง 3 รางวัลในสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยม!!! ทำสถิติเทียบเท่ากับหนังการ์ตูน Beauty and the Beast ซึ่งได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย)

เมื่อหนังที่หลายคนเชื่อกันว่าเป็นเต็งหนึ่งถูกเขี่ยออกจากการแข่งขัน รางวัลใหญ่บนเวทีออสการ์จึงถือว่ายังว่างสำหรับการแย่งชิง และสถานการณ์ในตอนนี้ คือ ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้

หากเราเชื่อตามทฤษฎีว่าหนังยอดเยี่ยมควรได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาลำดับภาพด้วย (ลางหายนะของ Brokeback Mountain เมื่อปีก่อน คือ มันพลาดการเข้าชิงในสาขานี้) สถานะตัวเก็งย่อมตกเป็นของ The Departed และ Babel เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว มีหนังเพียง 9 เรื่องเท่านั้นที่ชนะรางวัลใหญ่โดยปราศจากการเข้าชิงในสาขาลำดับภาพ เรื่องล่าสุด คือ Ordinary People เมื่อปี 1980 ซึ่งพลิกเอาชนะ Raging Bull ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่

หนังม้ามืดที่หลายคนเชื่อว่าอาจวิ่งควบเข้าเส้นชัยในโค้งสุดท้ายอย่าง Little Miss Sunshine กำลังเผชิญความท้าทายในทางสถิติ เพราะนอกจากมันจะพลาดการเข้าชิงในสาขาลำดับภาพแล้ว สองผู้กำกับ โจนาธาน เดย์ตัน และ วาเลรี ฟาริส ยังถูก พอล กรีนกราส จาก United 93 เบียดตกเวทีออสการ์อีกด้วย ตามประวัติศาสตร์แล้ว มีหนังเพียงสามเรื่องเท่านั้นที่คว้ารางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครองได้โดยที่ผู้กำกับไม่ได้เข้าชิง นั่นคือ Wings (1927), Grand Hotel (1931) และ Driving Miss Daisy (1989)

สำหรับสาขานักแสดง คนเดียวที่นอนมาในตอนนี้ คือ เฮเลน เมียร์เรน จาก The Queen อีกคนที่ “เกือบ” จะนอนมา คือ ฟอร์เรสต์ วิทเทเกอร์ จาก The Last King of Scotland แต่บางคนเชื่อว่ากรรมการอาวุโสบางคนอาจอยากจะให้โอกาสสุดท้ายกับ ปีเตอร์ โอ’ทูล ในการคว้าออสการ์อย่างเป็นทางการเป็นตัวแรก หลังจากได้เข้าชิงเป็นครั้งที่ 8 จาก Venus หากเป็นเช่นนั้นจริง โอ’ทูลก็จะเจริญรอยตาม พอล นิวแมน ซึ่งได้ออสการ์เกียรติยศไปก่อนหน้า แล้วค่อยมาคว้ารางวัลออสการ์ของจริงในเวลาต่อมา

สองดาราสมทบจาก Dreamgirls ดูเหมือนจะก้าวเข้าสู่สถานะ “เต็งหนึ่ง” อย่างหนักแน่น แต่พึงระวังว่าทั้งสองสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม ขึ้นชื่อในเรื่อง “อาถรรพ์พลิกล็อก” สังเกตได้จากรายชื่อผู้ชนะในอดีตอย่าง คิวบา กูดดิ้ง จูเนียร์ (Jerry Maguire), แอนนา พาควิน (The Piano), มาริสา โทเม (My Cousin Vinny), จูเลียต บิโนเช่ (The English Patient) และ มาเซีย เกย์ ฮาร์เดน (Pollock)

อีกคนที่ไม่น่าเป็นห่วง คือ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม แม้ว่าเขาจะต้องมาเผชิญหน้ากับคู่อริดั้งเดิมอย่าง คลินท์ อีสต์วู้ด อีกครั้งก็ตาม เนื่องจากคราวนี้ Letters From Iwo Jima คงได้แค่สวมบทบาทของ “เพื่อนเจ้าบ่าว” เท่านั้น การที่มันสามารถเบียด Dreamgirls ขึ้นมาเป็นหนึ่งในห้าได้นั้นก็ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จขั้นสูงสุดแล้วคล้ายๆ กับ Munich เมื่อปีก่อน
แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้บนเวทีออสการ์

ปฏิกิริยาของผู้เข้าชิง

·“ผมกำลังนอนหลับอยู่ตอนภรรยาผมเดินเข้ามาด้วยอาการเหมือนคนสติแตก เธอร้องไห้ เธอกระโดดขึ้นลง พร้อมกับร้องตะโกนว่า ‘คุณได้เข้าชิง!’ ‘คุณได้เข้าชิง!’ จากนั้นพวกเราก็กอดและร้องไห้กันนานกว่า 5 นาที” แจ๊คกี้ เอิร์ล ฮาลีย์ ผู้เข้าชิงในสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Little Children

·“ผมพนันกับ กิลเลอโม เดล โทโร ว่าผมจะไม่ได้เข้าชิง และเนื่องจากเขาชนะพนัน คืนนี้ผมเลยต้องพาเขาไปร้านอาหารญี่ปุ่นราคาแพง แล้วพวกเราก็จะสั่งเหล้าสาเกที่ดีที่สุดมาดื่มกัน กว่าจะถึงพรุ่งนี้ ผมคงถังแตก” อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินอาร์ริตู ผู้เข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Babel

·“ผมกับภรรยาไม่มีโอกาสเลี้ยงฉลองกันบ่อยนัก เพราะมันยากที่จะหาพี่เลี้ยงเด็กแบบกะทันหัน เราไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกพร้อมลูกๆ สามคน (อายุ 1, 3 และ 5 ขวบ) อันที่จริง เราฉลองลูกโลกทองคำด้วยการไปแม็คโดนัลด์!” แพ็ทริค มาร์เบิล ผู้เข้าชิงในสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก Notes on a Scandal

·“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ คือ ไฮไลท์ในอาชีพนักแสดงของผม” เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ ผู้เข้าชิงในสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Dreamgirls

·“ฉันคงไม่ชนะหรอก ไม่มีทาง และมันก็ไม่เป็นไรเลย มันไม่ใช่ประเด็น การได้เข้าชิงออสการ์ร่วมกับนักแสดงหญิงชั้นยอดเหล่านี้ถือเป็นคำชมสูงสุดแบบที่ฉันไม่เคยได้รับมาก่อน ฉันรอเวลาที่จะได้ไปร่วมงานแทบไม่ไหวแล้ว” เคท วินสเล็ท ผู้เข้าชิงในสาขาดารานำหญิงจาก Little Children

·“สตูดิโอมักถูกสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์เสมอเกี่ยวกับหนังที่พวกเขาเลือกสร้าง แต่ไม่เคยได้รับคำชมสำหรับบางตัวเลือกอันกล้าหาญ ยูนิเวอร์แซลไม่เพียงสมควรได้เครดิตจากการสร้างหนังเรื่องนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเสียงสนับสนุนของพวกเขาและการรับมือกับปฏิกิริยาทั้งหลายอย่างเข้าอกเข้าใจตอนที่หนังเข้าฉายอีกด้วย” พอล กรีนกราส ผู้เข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก United 93

·“ผมแปลกใจและตื่นเต้นมาก มันทำให้พ่อแม่ผมและอีกหลายๆ คนมีความสุขและภาคภูมิใจ” มาร์ค วอห์ลเบิรก ผู้เข้าชิงในสาขาดาราสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The Departed

·“แม่กับน้องสาวผมร้องไห้ที่ผมได้เข้าชิงมากกว่าตอนที่ผมไม่ได้เข้าชิงซะอีก” ไรอัน กอสลิ่ง ผู้เข้าชิงดารานำชายยอดเยี่ยมจาก Half Nelson

เกร็ดน่ารู้

·Dreamgirls เป็นหนังเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สูงสุดประจำปี (8 รางวัล) แต่กลับพลาดการเข้าชิงรางวัลใหญ่สุด คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โดยก่อนหน้านี้ They Shoot Horses, Don’t They? (1969) ครองประวัติการเข้าชิงมากสุด (9 รางวัล) โดยปราศจากรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ในปีนั้น Anne of the Thousand Days ได้เข้าชิงมากกว่า นั่นคือ 10 รางวัล ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

·แม้จะมีวัยเพียง 31 ปี แต่ เคท วินสเล็ท กลับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์รวมกันแล้วมากถึง 5 ครั้ง เทียบเท่า เกล็น โคลส และ ไอรีน ดันน์ ซึ่งต่างก็เคยเข้าชิง 5 ครั้งเช่นกันและพลาดไปหมด ส่วนผู้ถือครองสถิตินักกินแห้วฝ่ายหญิงร่วมกันสองคน คือ เธลมา ริตเตอร์ และ เดบอราห์ เคอร์ ซึ่งล้วนเคยเข้าชิงกันมาคนละ 6 ครั้ง

·หาก ปีเตอร์ โอ’ทูล พลาดรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยม (ตัวเก็งในขณะนี้ คือ ฟอร์เรสต์ วิทเทเกอร์) เขาจะกลายเป็นแชมป์นักกินแห้วตลอดกาลแต่เพียงผู้เดียวในทันที หลังจากยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ริชาร์ด เบอร์ตัน (เข้าชิง 7 ได้ 0) มานานแสนนาน Venus ถือเป็นการเข้าชิงครั้งที่ 8 ของโอ’ทูล และที่น่าทึ่งไปกว่านั้น ก็คือ ทั้ง 8 ครั้งล้วนเป็นการเข้าชิงในสาขาดารานำชายทั้งสิ้น

·การพลาดท่าของ แจ๊ค นิโคลสัน ในสาขาดาราสมทบชายส่งผลให้ เมอรีล สตรีพ ทิ้งห่างเขาไปอีกหนึ่งช่วงตัว เมื่อเธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 14 จาก The Devil Wears Prada (แจ๊ค นิโคลสัน กับ แคทเธอรีน เฮปเบิร์น ทำสถิติเป็นอันดับสองคู่กันจากการเข้าชิงทั้งหมด 12 ครั้ง)

·คณะกรรมการออสการ์ในสาขา “กำกับภาพ” และ “กำกับศิลป์” ไม่ได้เสนอผลงานจากหนัง 5 เรื่องที่เข้ารอบสุดท้ายภาพยนตร์ยอดเยี่ยมให้เป็นผู้เข้าชิงเลย ครั้งสุดท้ายที่หนังทุกเรื่องในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมพลาดการเข้าชิงในสาขากำกับภาพ คือ 1927/28

·ถ้า ฟอร์เรสต์ วิทเทเกอร์ ได้รางวัลออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยมไปครองตามคาด (รวมไปถึง วิล สมิธ, ไรอัน กอสลิง และ ปีเตอร์ โอ’ทูล ด้วย) เขาจะเป็นบุคคลที่สี่ที่คว้ารางวัลใหญ่มาครองจากหนังที่ไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในสาขาอื่นใดอีกเลย สามคนก่อนหน้า ได้แก่ ไมเคิล ดั๊กลาส จาก Wall Street (1987) คลิฟฟ์ โรเบิร์ตสัน จาก Charley (1968) และ โจเซ่ เฟอร์เรอร์ จาก Cyrona de Bergerac (1950)

·หนังยอดเยี่ยม 5 เรื่องได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์รวมกันเพียง 26 รางวัล (Babel 7, The Queen 6, The Departed 5, Little Miss Sunshine 4, Letters From Iwo Jima 4) ซึ่งถือเป็นสถิติที่น้อยที่สุดนับจากปี 1932/1933 (ออสการ์ครั้งที่ 6)

·นี่ถือเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่ดารานำชายยอดเยี่ยม 5 คนไม่ได้เข้าชิงจากหนังในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเลยสักคน

·นักแสดงผิวดำประสบชัยชนะในปีนี้อีกครั้งด้วยการเข้าชิงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ 5 รางวัล (2 คนในนำชาย 1 คนในสมทบหญิง และ 2 คนในสมทบชาย) ทำสถิติเทียบเท่าปี 2004 เมื่อ เจมี่ ฟ็อกซ์ เข้าชิงควบทั้งนำชายและสมทบชายจาก Ray และ Collateral พร้อมด้วย ดอน ชีเดิล กับ โซฟี โอโคเนโด จาก Hotel Rwanda และ มอร์แกน ฟรีแมน จาก Million Dollar Baby

6 ความคิดเห็น:

black forest กล่าวว่า...

เดาไม่ออกเหมือนกันว่าหนังเรื่องไหนจะคว้าออสการ์หนังยอดเยี่ยมไป แต่ไม่ว่าหนังเรื่องอะไรจะชนะไป ก็รู้สึกดีใจไปกับหนังเรื่องนั้นด้วย แม้จะแอบเสียดายนิดหน่อยที่ UNITED93 ไม่ได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยม

เอนนิสเดลมาร์ กล่าวว่า...

เห็นด้วยกะคุณพี่ Black forest เรื่อง UNITED93
ส่วน Flags of Our Father ถูกถอดจริงเหรอเศร้าจัง...อยากดู
ต้องมาลุ้น Letters from Iwo Jima ว่าจะได้ดูหรือเปล่า...ตอนนี้อยากดู Babel ม๊าก มาก

Boat กล่าวว่า...

United เยี่ยมจริงๆ


พี่บิ๊กก็ช่างตามเก็บสถิติ : )

Riverdale กล่าวว่า...

สังเกตว่าสาขาผู้กำกับจะ 'hip' กว่าสาขาอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เอง พอล กรีนกราน เลยมีโอกาสได้เข้าชิง รวมไปถึง เดวิด ลินช์ (Mulholland Drive), เปโดร อัลโมโดวาร์ (Talk to Her), ไมค์ ลีห์ (Vera Drake)และเฟอร์นันโด ไมเรลเลส (City of God)

เด็กโหง่ย กล่าวว่า...

ปีนี้ประกาศออสการ์ 25 กพ 2007 ใช่ป่ะครับ
ไม่รู้จะได้เชียร์หรือป่าว ทำงาน งกๆอ่า
อยากดูทุกเรื่องก่อนประกาศผลจังครับ

merveillesxx กล่าวว่า...

ปีนี้จะตื่นมาดูทันมั้ยเนี่ย (ไม่ได้ดูมา 3-4 ปีแล้ว)