วันเสาร์, ธันวาคม 22, 2550

Short Replay: Muriel's Wedding


สำหรับ มิวเรียล (โทนี่ คอลเล็ตต์) สาวขี้เหร่ร่างอวบที่โดนเพื่อนๆ เดียดฉันท์และถูกพ่อบังเกิดเกล้าก่นด่าว่า “ไร้ประโยชน์” ชีวิตในเมือง พอร์พอยส์ สปิท ของเธอนั้นแทบจะเรียกได้ว่า “บัดซบ” และ “น่าสมเพช” แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อมิวเรียลได้พบกับ รอนด้า (ราเชล กริฟฟิธส์) เพื่อนหญิงที่ชื่นชอบจิตวิญญาณของเธอและหยิบยื่นมิตรภาพให้เธออย่างจริงใจ “ตอนฉันอยู่ พอร์พอยส์ สปิท ฉันมักจะนั่งฟังเพลงของ ABBA ในห้องเป็นชั่วโมงๆ แต่พอฉันรู้จักกับเธอและย้ายมาอยู่ซิดนีย์ ชีวิตฉันก็สวยงามไม่แพ้เพลงของ ABBA มันดีเทียบเท่ากับ Dancing Queen เลยล่ะ” มิวเรียลกล่าวกับรอนด้า

ถึงแม้พล็อตเรื่องจะใกล้เคียงกับหนังสูตรสำเร็จอีกหลายสิบเรื่อง แต่ Muriel’s Wedding ของ พี.เจ. โฮแกน (My Best Friend’s Wedding) ไม่ได้ลงเอยง่ายๆ ด้วยการให้มิวเรียลค้นพบชายในฝันแล้วเข้าพิธีแต่งงาน ตรงกันข้าม มันกลับพาตัวละครเอกไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือ การมอบความรักและความเคารพแก่ตัวเอง (บทวางโครงเรื่องหม่นเศร้าเกี่ยวกับแม่ของมิวเรียลไว้เปรียบเทียบอย่างชาญฉลาด) โดยในฉากจบเราอาจไม่ได้เห็นมิวเรียลแปลงโฉมจากลูกเป็ดขี้เหร่เป็นหงส์งามสง่า เธอยังอวบอ้วน ยังไม่สวย และปราศจากชายหนุ่มในฝันอยู่เคียงข้าง กระนั้นคนดูกลับสามารถสัมผัสได้ถึงความสุขของเธออย่างเด่นชัด ขณะเธอนั่งรถออกจากเมือง พอร์พอยส์ สปิท พร้อมเพื่อนรักรอนด้า มันเป็นฉากจบที่สุขสันต์ อิ่มเอิบ ไม่เพียงเพราะมันตอกย้ำให้เราตระหนักถึงสัจธรรมแห่งการเติมเต็มจากภายในเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทเรียนสำคัญที่ว่า “ชีวิตไม่เคยสายเกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่”

1 ความคิดเห็น:

ศึกษาต่อออสเตรเลีย กล่าวว่า...

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ