วันพุธ, กันยายน 10, 2551

ความลับหลังแท่นบูชาสีม่วง

เกย์ ไอคอน หมายถึง คนดังที่เหล่ารักร่วมเพศชื่นชอบ หลงใหล และเทิดทูนบูชา ซึ่งโดยส่วนมากมักจะเป็นดารา/นักร้องหญิง แถมเกือบทั้งหมดยังไม่ใช่เลสเบี้ยนเสียด้วย เราไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไม บางทีอาจเป็นเพราะพวกเธอร้องเพลง “แทนใจ” ชายรักร่วมเพศ (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกระบอกเสียงหลักของรักร่วมเพศ เพราะพวกเขา “ตะโกน” ดังสุด เมื่อเทียบกับเลสเบี้ยน หรือไบเซ็กช่วล ที่ถูกผลักดันเข้ามุมมืด) ผู้นิยมแทนตัวเองในตำแหน่ง “เพศเมีย” จากการที่พวกเขาปรารถนาเพศชายเช่นเดียวกัน

มาตรวัด เกย์ ไอคอน แบบง่ายๆ คือ สังเกตดูว่าใครถูกกะเทยแต่งหญิงนำไปแสดงเลียนแบบบนเวทีอยู่บ่อยๆ และด้วยเหตุนี้กระมัง ดาราที่ควบอาชีพนักร้องไปด้วยจึงได้เปรียบอยู่หน่อยๆ ดังจะเห็นได้จากกรณีของ แชร์, บาร์บรา สตรัยแซนด์ และ เบ็ตต์ มิดเลอร์

แต่อะไรล่ะที่เป็นคุณสมบัติสำคัญของ เกย์ ไอคอน?

เรียนรู้จาก “ตัวแม่”

เกย์รู้สึกเหมือนเป็น “คนนอก” ในสังคม “รักไม้ต่างป่า” และชายเป็นใหญ่ ฉะนั้น พวกเขาจึงถูกดึงดูดเข้าหาดาราสาวที่มีภาพลักษณ์ของคนนอก ไม่ว่าจะโดยรูปร่างหน้าตา เพศสถานะ หรือความเปราะบางทางอารมณ์ คุณสมบัติดังกล่าวปรากฏชัดในตัว จูดี้ การ์แลนด์ อภิมหึมามหา เกย์ ไอคอน แห่งศตวรรษ ซึ่งพิสูจน์ได้จากศัพท์แสลง “เพื่อนของโดโรธี” (หมายถึงเป็นเกย์) ซึ่งอ้างอิงไปยังบทแรกที่สร้างชื่อเสียงให้กับการ์แลนด์ในหนังเพลงคลาสสิกเรื่อง The Wizard of Oz (1939)

มีหลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับการ์แลนด์ที่ผลักดันให้เธอได้รับความสนใจจากชายรักร่วมเพศ หนึ่งในนั้น คือ เธอถูกสตูดิโอโปรโมตด้วยภาพลักษณ์ผู้หญิง “ธรรมดาสามัญ” เหมือนเด็กสาวข้างบ้าน แต่ตัวตน “จริง” ของเธอกลับแตกต่างจากภาพลักษณ์ดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง มัน “โดนใจ” รักร่วมเพศ เพราะ เช่นเดียวกัน เกย์ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตเป็นผู้ชาย “ธรรมดาสามัญ” แต่พวกเขากลับตระหนักในเบื้องลึกถึงความ “แตกต่าง” ภายใน

ชีวิตจริงของการ์แลนด์เต็มไปด้วยความซับซ้อน หม่นเศร้า เคล้าความหวือหวาฟู่ฟ่า เธอเคยพยายามฆ่าตัวตาย หลังจากโดนเอ็มจีเอ็มตัดหางปล่อยวัด แต่ความเข้มแข็ง สู้ชีวิตช่วยให้เธอตัดสินใจลุกขึ้นยืดหยัดได้อีกครั้ง (ส่วนผสมระหว่างความทุกข์ทรมานและความเด็ดเดี่ยวที่จะกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งดึงดูดใจชาวเกย์ เหมือนเนื้อเพลง I Will Survive ซึ่งกลายเป็นเพลงชาติของชาวเราไปแล้ว) ไม่เพียงเท่านั้น บทบาทของเธอในหนังก็สอดคล้องไปตามแนวทางเดียวกันอีกด้วย ในภาพยนตร์เพลง Meet Me in St. Louis (1944) การ์แลนด์รับบทเด็กสาวข้างบ้านที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ความร่าเริง และแก่นแก้ว แต่บ่อยครั้งบุคลิกดังกล่าวทำให้เธอต้องเผชิญความอับอายขายหน้า ฉะนั้น หากเธอต้องการเอาชนะใจชายหนุ่มและได้เขามาเป็นสามี (แล้วดำเนินชีวิตครอบครัวอันอบอุ่นแบบเดียวกับแม่ของเธอ) เธอจะต้อง “แต๊บ” พลังร่าเริงแห่งวัยสาวเหล่านั้นเอาไว้

การ์แลนด์เข้าถึงกลุ่มชาวเกย์เพราะเธอเลือกจะร้องเพลง ซึ่งสะท้อนความคิดและวิบากกรรมของเกย์ในสังคมรักต่างเพศ The Man That Got Away แทบจะเป็นเพลงชาติของชาวเราได้เลย ส่วนเพลงอื่นๆ ก็ถ่ายทอดความปรารถนาของรักร่วมเพศในฐานะชนกลุ่มน้อยได้อย่างกินใจ เช่น Over the Rainbow ซึ่งนำเสนอโลกใหม่อันสมบูรณ์แบบ ที่ทุกชีวิตสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมโดยปราศจากอคติ ไม่ว่าพวกเขาจะมีไลฟ์สไตล์แบบใด หรือ Get Happy ก็อาจสื่อนัยยะถึงความสามารถของชาวเกย์ที่จะรับมือกับปัญหาได้ด้วยกำลังใจของ “เพื่อนพ้อง”

เมื่อเปรียบเทียบกับดาราสาวสวยคนอื่นๆ ในยุคนั้นอย่าง ลาน่า เทอร์เนอร์ และ มาริลีน มอนโร อาจกล่าวได้ว่า จูดี้ การ์แลนด์ ขาดแคลนความเซ็กซี่ เสน่ห์เย้ายวน ซึ่งนั่นเปรียบดังความล้มเหลวในเพศหญิง เธออาจทรงคุณค่าจากทักษะการร้องเพลงอันร่าเริง เปี่ยมชีวิตชีวา แต่โดยรวมแล้ว เธอดูเหมือนสมาชิกในกลุ่มเด็กผู้ชายมากกว่า การขาดพลังดึงดูดทางเพศย่อมจุดประกายความรู้สึกต่ำต้อย และมันย่อมเชื่อมโยงไปยังอารมณ์คับแค้นของชาวเกย์ (ในยุคสมัยนั้น) ซึ่งมักจะมองตนเอง (ผ่านบรรทัดฐานทางสังคม) ว่ามีความวิปริตผิดเพศ ไร้เสน่ห์ดึงดูด และผิดปกติ แน่นอนว่าในหนัง สุดท้ายแล้วการ์แลนด์ก็ลงเอยด้วยการได้พระเอกของเรื่องมาครอง ซึ่งนั่นเป็นส่วนเติมเต็มความฝันให้กับชาวเกย์ว่าแม้พวกเขาจะแตกต่าง แต่สุดท้ายก็สามารถครอบครองสิ่งที่หัวใจปรารถนาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ แง่มุมสำคัญอีกประการของ จูดี้ การ์แลนด์ ซึ่งเกี่ยวพันถึงภาพลักษณ์ผู้หญิงธรรมดาสามัญ ก็คือ สถานะ “แฟนหนัง” ของเธอ ดังจะเห็นได้จากภาพยนตร์หลายเรื่องที่เธอต้องแสดงประกบ มิคกี้ รูนีย์ โดยเขามักรับบทดาวเด่นประจำเมือง หนุ่มป็อปปูล่าที่เหล่าสาวๆ ตามกรี๊ด และหัวหน้าแก๊งวัยรุ่น ส่วนการ์แลนด์จะแสดงเป็นหญิงสาวหน้าตาเรียบง่าย ที่แอบหลงใหลเขา เหมือนเด็กสาวคลั่งไคล้ดาราหนุ่ม ก่อนสุดท้ายจะได้เขามาครองดังหวัง หนังเพลงของเอ็มจีเอ็มยุคสตูดิโอรุ่งเรืองมักเฉลิมฉลองความธรรมดาสามัญไปพร้อมๆ กับความหรูหรา ฟู่ฟ่า อลังการดาวล้านดวงในสไตล์ฮอลลีวู้ด การ์แลนด์คือนักแสดงที่เชื่อมโยงสองขั้วตรงข้ามเข้าด้วยกัน เธอทำให้ความเฉิดฉายเกินเอื้อมกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้สำหรับชาวบ้านทั่วไป

โรงภาพยนตร์เป็นสื่อเพื่อความบันเทิงอันทรงอิทธิพลสำหรับชาวเกย์ เพราะมันแยกคุณโดดเดี่ยวจากกรอบสังคมรักต่างเพศที่บีบรัด เปิดโอกาสให้คุณมีโลกส่วนตัว ส่งผลให้การดูหนังกลายเป็นประสบการณ์สำคัญของชาวเกย์ และการ์แลนด์ คือ ตัวแทนของแรงปรารถนาที่จะใช้ชีวิตในโลกภาพยนตร์ของชาวเกย์ เพราะเธอเป็นสาวน้อยธรรมดาสามัญ ที่หลบหนีเข้าไปยังดินแดนมหัศจรรย์แห่งโลกภาพยนตร์

เล่นหนังห่วยช่วยได้

เกย์ยินดีจะอ้าแขนรับและค้นพบคุณค่าในหนังหรือตัวละครที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเป็นตัวประหลาด คนนอก หรือน่าขยะแขยง สถานะ เกย์ ไอคอน ของ โจน ครอว์ฟอร์ด ยิ่งลอยทะลุฟ้าจากหนังเสียสติอย่าง Mommie Dearest (1981) ดัดแปลงจากบันทึกชีวิตด่าแม่ตัวเองของ คริสติน่า ครอว์ฟอร์ด ซึ่งเต็มไปด้วยแง่มุมเจ็บแสบ ร้ายกาจ เหมือนการสาดน้ำกรดใส่ทุกๆ เหตุการณ์ หนังโดนสาบส่งจากเหล่านักวิจารณ์ คนดูส่วนใหญ่ก็ชิงชังตัวละครในเรื่อง (มันชนะรางวัลราซซี่ถึงห้าสาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดแย่) แต่แฟนหนังชาวเกย์กลับคลั่งไคล้ นำบางฉากในหนังมาสร้างเลียนแบบจนกระทั่งมันกลายเป็นภาพยนตร์ cult classic

ความฮิตของ Mommie Dearest ส่งผลให้ เฟย์ ดันนาเวย์ กลายเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าชาวเกย์ไปด้วย จากการสวมวิญญาณ โจน ครอว์ฟอร์ด ได้โอเวอร์ เหนือจริงทุกฉากทุกตอน ทุกท่วงท่า ที่สำคัญ สไตล์เสื้อผ้าหน้าผมของเธอในหนัง (แต่งหน้าหนาเป็นคาบูกิ มือไม้กวัดแกว่งเหมือนกำลังเล่นละครเวที และสวมเสื้อหนุนไหล่หนา) ยังเหมาะต่อการนำมาล้อเลียนตามโชว์กะเทยทั่วอเมริกาอีกด้วย

ด้วยมาตรฐานเดียวกัน Showgirls (1995) วางรากฐานให้ จินา เกอร์ชอน กับ อลิซาเบ็ธ เบิร์กลีย์ เริ่มกลายเป็นที่สนใจของชาวเกย์ (การหันมาโชว์เนื้อนมไข่แบบไม่อายสายตาใครของคนหลังได้บดขยี้ภาพลักษณ์สาวใสจาก Saved by the Bell ลงอย่างราบคาบ ส่วนคนแรกก็ตอกย้ำสถานะ เกย์ ไอคอน ด้วยการรับบทเป็นเลสเบี้ยนในหนังเรื่อง Bound อีกหนึ่งปีต่อมา)

โทรี่ สเปลลิ่ง โดนวิพากษ์แบบสาดเสียเทเสียจากการแสดงอันไร้ซึ่งความเป็นธรรมชาติในซีรีย์ทางโทรทัศน์เรื่อง Beverly Hills 90210 แต่ชาวเกย์กลับชื่นชอบ แม้เธอจะโดนวัยรุ่นและเหล่านักวิจารณ์รุมขับไล่ จากนั้น เธอก็ตอกย้ำความนิยมด้วยการรับบทเพื่อนสาวของเกย์หนุ่มหน้าละอ่อนในหนังฮิตอย่าง Trick (1999) และออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวรักร่วมเพศอย่างต่อเนื่อง

เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ สิดี

“ใหญ่” ในที่นี้หมายถึงความมั่นใจ หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น การแต่งชุดที่ออกแบบมาไม่เหมือนใคร ใช้เนื้อผ้าซีทรู ปักเลื่อมระยิบระยับจนเหล่าอนุรักษ์นิยมหัวโบราณต้องออกมาต่อต้าน สิ่งแปลกปลอม สิ่งที่ดูประดิษฐ์ ไม่เป็นธรรมชาติเรียกร้องเสียงชื่นชมจากชาวเกย์ รวมถึงการเลียนแบบ เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องดารา/นักร้อง เกย์ไม่ต้องการเทิดทูน บูชาจากระยะไกล พวกเขาชื่นชอบสไตล์อันโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง น้ำเสียง การแต่งตัว หรือใบหน้า ดังจะเห็นได้จาก แชร์ ซึ่งไม่เคยอยู่ในสายตาของชาวเกย์สมัยยังร้องเพลงคู่กับ ซอนนี่ โบโน แต่พอเธอเริ่มแต่งตัวแรงๆ ในลักษณะกะเทยเรียกพี่มาปรากฏตัวตามงานเปิดตัวหนัง คอนเสิร์ต หรือกระทั่งในพิธีประกาศผลรางวัลออสการ์ เหล่าเกย์ทั้งหลายก็เริ่มตั้งแท่นบูชากันยกใหญ่ (พวกเขาไม่ได้เพราะอยาก “ได้” เธอ แต่ค่อนไปทางอยาก “เป็น” เธอเสียมากกว่า) สไตล์การแต่งตัวของแชร์สะท้อนทัศนคติ ซึ่งถูกใจเกย์ ในทำนอง “ทุกคนต้องมองฉัน และฉันก็ไม่แคร์ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร” ไม่นานต่อมา โชว์กะเทยจึงเริ่มแสดงเลียนแบบแชร์กันเป็นทิวแถว

บาร์บรา สตรัยแซนด์ คือ อีกหนึ่ง เกย์ ไอคอน ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่ากะเทยโชว์ทั่วโลก ความมั่นใจของเธอส่อแววเด่นชัด ตั้งแต่สมัยเธอไปปรากฏตัวในรายการทางโทรทัศน์ของ จูดี้ การ์แลนด์ ชื่อ The Judy Garland Show เมื่อปี 1963 ทั้งสองชิงดีชิงเด่นกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางความแตกต่างที่สวนทางทั้งด้านบุคลิก สไตล์ น้ำเสียง และทัศนคติ (ขณะนั้นสตรัยแซนด์อายุเพียง 21 ปี แต่สามารถร้องเพลง Happy Days Are Here Again และ There’s No Business Like Show Business ประกบการ์แลนด์ได้อย่างไม่เกรงกลัวรัศมี)

คงไม่มีผู้หญิงถ่อมตัวคนไหนจะร้องเพลง Don’t Rain On My Parade แล้วทำให้คนดูตื่นตะลึงจนไม่อาจละสายตาจากจอหนังได้ เหมือนอย่างที่บาร์บราทำใน Funny Girl (1968) ภาพยนตร์เพลงซึ่งผลักดันเธอให้โด่งดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน ถ้าเสียงร้องของการ์แลนด์เจือกลิ่นอายความเศร้าและความขัดแย้ง ซับซ้อน เสียงร้องของบาร์บราก็ท่วมทะลักด้วยความเชื่อมั่น พลังของคนที่พยายามจะทำลายกรอบกีดขวางรอบข้าง เพื่อเป็นตัวของตัวเอง... ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชายรักร่วมเพศจะคลั่งไคล้เธออย่างออกนอกหน้า

ดูเหมือนลูกสาวของ จูดี้ การ์แลนด์ อย่าง ไลซา มินเนลลี จะได้ส่วนผสมของทั้งสองมาแบบเต็มๆ นั่นคือ พลังเสียงเป็นเอกลักษณ์จากบาร์บราและความเปราะบางในบุคลิกจากแม่ ไม่นานต่อมา เธอจึงเจริญรอยตามการ์แลนด์ด้วยการดำรงสถานะของ เกย์ ไอคอน

แม้เสียงร้องของ เบ็ตต์ มิดเลอร์ จะน่าฟังไม่แพ้ใคร แต่ชาวเกย์ถูกดึงดูดเข้าหาเธอเนื่องจากบุคลิกอันโดดเด่นเสียมากกว่า แก๊กตลกของเธอเวลาอยู่บนเวที หรือท่ามกลางสป็อตไลท์ค่อนข้างเถรตรง ทะลึ่งปนทะเล้น หรือบางครั้งอาจถึงขั้นหยาบโลน เช่น เธอเคยปล่อยมุกเกี่ยวกับหนังโป๊เรื่อง Deep Throat (1972) อย่างไม่ขัดเขิน ขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยนามหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เธออาจหาญพูดในสิ่งที่ผู้หญิง “ดีๆ” ส่วนใหญ่เขาไม่พูดกัน และนั่นโดนใจชาวเกย์ ซึ่งชอบเมาท์เรื่องเซ็กซ์และสรีระของผู้ชายเป็นหลัก สองหัวข้อที่กระทั่งดาวตลกชายบางคนยังไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้ คุณสมบัติ “ฮาปนห่าม” ข้างต้นถูกส่งผ่านไปยังดาวตลกรุ่นหลังอย่าง มาร์กาเร็ต โช และ แคธี่ กริฟฟิน ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในหมู่รักร่วมเพศมากขึ้นเรื่อยๆ

สองเพศในร่างเดียว

ในหนังเรื่อง A Star Is Born (1954) จูดี้ การ์แลนด์ ดูเซ็กซี่ สวยสง่า และเป็นหนึ่งเดียวกับพวกผู้ชายในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะฉากร้องเพลง Gotta Have Me Go With You เช่นเดียวกับฉากร้องเพลง Get Happy ในหนังเรื่อง Summer Stock (1950) ซึ่งเธอดูเหมือนมนุษย์สองเพศ หรือกระทั่งไร้เพศ คล้ายคลึงกับภาพลักษณ์ของ มาร์ลีน ดีทริช และ เกรตา การ์โบ นอกจากนี้ การ์แลนด์ยังสานต่อส่วนผสมระหว่างความเป็นชายกับความเป็นหญิงไปยังการแสดงคอนเสิร์ตหลายๆ ครั้งด้วย โดยการสวมเสื้อเชิ้ตผู้ชายหลวมๆ ของเธอเปรียบเสมือนวิธีอำพรางรูปร่าง ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งบอกเพศสถานะ

ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ชาวเกย์จึงชื่นชอบผู้หญิงที่พูดหรือทำตัวเหมือนผู้ชาย อย่างน้อยก็เกี่ยวกับเรื่องบนเตียง ตัวละครใน Sex and the City กลายเป็นขวัญใจรักร่วมเพศ เพราะพวกเธอใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนัดเพื่อนออกมานั่งเมาท์ กิน เที่ยวตระเวนราตรี และแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกายกับผู้ชายแปลกหน้า ไลฟ์สไตล์ดังกล่าวถือว่าใกล้เคียงกับวัฒนธรรมเกย์ในเมืองใหญ่อยู่ไม่น้อย แต่ประเด็นที่ซ่อนลึกลงไปกว่านั้น คือ ชาวเกย์ชื่นชอบสาวแรดร่านเหล่านี้เพราะพวกเธอไม่ยินยอมจะประพฤติตนตามกฎเกณฑ์ที่สังคมขีดเส้นไว้ว่า อะไร “เหมาะสม” อะไร “ไม่เหมาะสม” พวกเธอจึงเป็นเหมือนขบถ หรือคนนอก และนั่นถูกใจรักร่วมเพศยิ่งนัก

ถึงแม้ซีรีย์ Sex and the City จะฮิตถล่มทลายในชุมชนรักร่วมเพศ แต่นักแสดงที่รับบทเด่น น่าจะมีเพียง ซาราห์ เจสซิก้า พาร์คเกอร์ คนเดียวเท่านั้นที่สามารถบุกฝ่ามายืนอยู่แนวหน้าได้ เพราะเธอเริ่มแผ้วถางเส้นทางไว้ตั้งแต่ปี 1995 แล้ว เมื่อให้สัมภาษณ์ว่าเป้าหมายในอาชีพนักแสดงของเธอ คือ การเป็น เกย์ ไอคอน และหลังจากนั้นเป็นต้นมา เธอก็มักระบุขอบคุณบรรดาแฟนๆ ชาวเกย์ทั้งหลายที่คอยให้การสนับสนุนอยู่เสมอ

เจ้าหญิงไม่เอา เราชอบ “bitches”

เวลา จูดี้ การ์แลนด์ ร้องเพลง Over the Rainbow ความเศร้าในน้ำเสียงของเธอสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน แม้ขณะกำลังบรรยายถึงความสวยงามของสายรุ้ง หรือฝูงนกบลูเบิร์ด มันสื่อนัยถึงความซับซ้อนเบื้องหลังภาพลักษณ์ผิวเผินอันบริสุทธิ์ สดใสที่ปรากฏให้เห็นบนจอ แง่มุมดังกล่าวจี้ใจชาวเกย์ ซึ่งต้องคอยปั้นหน้าเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในสังคม ขณะพยายามปกปิดตัวตนที่แท้จริง สองด้านอันขัดแย้ง (ร่าเริงภายนอก ขมขื่นภายใน) ถูกตอกย้ำผ่านข่าวอื้อฉาวตลอดอาชีพนักแสดงของการ์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมติดเหล้า ติดยา หรือการเป็นลมกลางกองถ่าย ทั้งหมดนั้นส่งผลให้เกย์อดไม่ได้ที่จะนึกสงสารเห็นใจเธอในฐานะผู้หญิง ซึ่งชีวิตถูกบังคับควบคุมโดยเหล่าผู้บริหารสตูดิโอที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพศชาย

โศกนาฏกรรมของการ์แลนด์อาจสะท้อนถึงความรู้สึกเบื้องลึกของรักร่วมเพศในการต้องหลบซ่อนรสนิยมทางเพศ (in the closet) แต่ยังมี เกย์ ไอคอน บางคนเหมือนกันที่แสดงบุคลิกตรงกันข้ามและเป็นที่ชื่นชอบของชาวเกย์ผ่านท่าทีอันเด็ดเดี่ยว ที่จะปลดแอกตนเองจากความคาดหวังและมาตรฐานทางสังคม สองตัวอย่างเด่นชัด คือ เบตตี้ เดวิส และ โจน ครอว์ฟอร์ด จากหนังคลาสสิกอย่าง Jezebel (1938) และ Mildred Pierce (1945) โดยตัวละครเอกในหนังทั้งสองเรื่องล้วนเป็นผู้หญิงที่ห่างไกลจากภาพลักษณ์ “นางเอกแสนดี” ซึ่งคนดูคุ้นเคย

ขณะเดียวกันในชีวิตจริง ผู้หญิงทั้งสองล้วนถูกขนานนามว่า “หัวแข็ง” ทำงานด้วยยาก และห้าวพอจะต่อกรกับเหล่าผู้บริหารสตูดิโอ เมื่อเห็นว่าอาชีพการงานของพวกเธอกำลังก้าวไปผิดทาง โดยทั้งเดวิสและครอว์ฟอร์ดต่างไม่ยินยอมจะถูกกักขังในกรอบของชีวิตแม่บ้าน (คนแรกผ่านการแต่งงานมาสี่ครั้ง ส่วนคนหลังห้าครั้ง) บุคลิกดื้อดึง และปฏิเสธการตีกรอบของพวกเธอสะท้อนให้เห็นความรู้สึกเบื้องลึกของเกย์ต่อสังคมรักต่างเพศ ที่พยายามจะกักขังพวกเขาให้ต้องอาศัยอยู่ในเงามืด ในกรอบแห่งความ “ปกติ”

คุณสมบัติดังกล่าวได้รับการเน้นย้ำให้หนักแน่นขึ้นเมื่อทั้งสองยิ่งแก่ตัว ในหนังเรื่อง Whatever Happened to Baby Jane? (1962) พวกเธอรับบทสองพี่น้องสาวแก่ ไร้สามี ที่ปฏิบัติต่อกันการอย่างโหดร้าย ทารุณ อันเป็นผลมาจากการแก่งแย่งชิงดีในแง่ชื่อเสียงและความสำเร็จทางด้านการงาน นอกเหนือจากหนังเรื่องนี้แล้ว ดาราทั้งสองยังมักถูกบีบให้ต้องรับบท “มนุษย์ไร้หัวใจ” หรือไม่ก็ “ปีศาจร้าย” อีกหลายเรื่องเมื่อพวกเธอเริ่มแก่ตัว (ดู Berserk! เป็นตัวอย่างเสริมในกรณีของครอว์ฟอร์ด) ซึ่งนั่นเปรียบเสมือนมุมมองของฮอลลีวู้ดต่อผู้หญิงสูงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้หญิงคนนั้นเย้ยหยันสถานะแม่ หรือเมีย เพื่อวิ่งตามหาความสำเร็จทางอาชีพและอิสระทางสถานภาพ แง่มุมนี้โดนใจเกย์ไม่น้อยเช่นกัน เพราะฮอลลีวู้ดก็มักจะมองรักร่วมเพศเป็นตัวประหลาด หรือไม่ก็ฆาตกร ขณะสังคมโดยรวมก็มองการเบี่ยงเบนออกจาก “มาตรฐาน” ทางเพศ ตลอดจนอุดมคติแห่งเพศชายของชาวเกย์เป็นเรื่องเลวร้าย ชวนให้ประณามหยามเหยียด

ลูกหลานของโดโรธี

แชร์: โด่งดังจากการจับคู่ร้องเพลงกับ ซอนนี่ โบโน ในนาม Sonny & Cher ก่อนจะแยกมาฉายเดี่ยว แล้วขุดเจอขุมทองอย่างจังกับอัลบั้ม Believe ซึ่งอัดแน่นด้วยเพลงแดนซ์อมตะที่เกย์คลั่งไคล้ (ขณะนั้นเธอมีอายุ 52 ปี) แชร์เป็นหนึ่งในศิลปินเพียงไม่กี่คนที่กะเทยทั่วโลกชอบนำไปแสดงเลียนแบบบนเวที นอกจากนี้ กลุ่มรักร่วมเพศยังถูกอกถูกใจ เมื่อเธอออกมาสนับสนุนลูกสาวเลสเบี้ยน เชสติตี้ โบโน อย่างหมดใจ และเป็นกระบอกเสียงให้ชุมชนชาวเกย์มาตลอด ในซิทคอมสุดฮิต Will & Grace แชร์เป็นศิลปินในดวงใจของตัวละครเกย์สาวแตกอย่าง แจ๊ค แม็คฟาร์แลนด์ (ฌอน เฮย์ส) หนังโดนใจเกย์: Silkwood (1983) แชร์รับบทเพื่อนเลสเบี้ยนของ คาเรน ซิลค์วูด (เมอรีล สตรีพ) สาวโรงงานนิวเคลียร์ที่พยายามจะเตือนทุกคนถึงอันตรายของกัมมันตภาพรังสี แต่เสียชีวิตอย่างลึกลับระหว่างขับรถนำเอกสารไปเปิดโปงกับหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทมส์ บทดังกล่าวส่งผลให้เธอเข้าชิงออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ก่อนสี่ปีต่อมาจะได้ออสการ์นำหญิงจาก Moonstruck (1987) แฝดสยาม: สินจัย เปล่งพานิช ได้ใจเกย์ไปเต็มๆ จากการร้องเพลงและนำแสดงในหนังเรื่อง ฉันรักผัวเขา ก่อนจะตอกย้ำสถานะ เกย์ ไอคอน ด้วย รักแห่งสยาม ตลอดจนการให้สัมภาษณ์สนับสนุนลูกชายอย่างเต็มที่ ไม่ว่าเขาจะเลือก “ตุ๊กตาชาย” หรือ “ตุ๊กตาหญิง”

มาดอนนา: คลุกคลีกับชาวรักร่วมเพศมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เมื่อครูสอนบัลเลต์พาเธอตะลอนบาร์เกย์ แล้วโน้มน้าวให้เธอย้ายไปแมนฮัตตันเพื่อเดินตามฝันของการเป็นแดนเซอร์ เมื่อมาถึงเมืองใหญ่ เพื่อนกลุ่มแรกของเธอประกอบด้วยกะเทยสาวและเด็กขายน้ำ ในช่วงทศวรรษ 1980 หลังชื่อเสียงโด่งดังทะลุฟ้า เธอเป็นคนดังคนแรกที่สนับสนุนกองทุนค้นคว้าเกี่ยวกับโรคเอดส์ เพราะเพื่อนหลายคนของเธอเสียชีวิตด้วยโรคนี้ (เธอแต่งเพลง In This Life อุทิศแด่พวกเขา) เพลงสุดฮิตอย่าง Vogue ตลอดจนท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ ได้อิทธิพลจากกลุ่มนักเต้นใต้ดิน ซึ่งเป็นที่นิยมตามบาร์เกย์และดิสโก้ในกรุงนิวยอร์ก นิตยสาร The Advocate เคยโหวตให้เธอเป็น เกย์ ไอคอน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเหนือ จูดี้ การ์แลนด์ หนังโดนใจเกย์: Evita (1996) เสียงร้องและฝีมือการแสดงของราชินีเพลงป็อปพัฒนาถึงขีดสุดในหนังเพลงเรื่องนี้ เธอรับบทเป็นสาวชาวบ้านที่ผลักดันตัวเองจนกลายเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศอาเจนติน่า แฝดสยาม: คริสติน่า อากิล่าร์ กลายเป็นขวัญใจเกย์ตั้งแต่ออกอัลบั้มแรกแล้วดังระเบิดเถิดเทิง จนกระทั่งปัจจุบันเพลงแดนซ์อมตะตลอดกาลของเธออย่าง นินจา และ พลิกล็อก ยังคงถูกเปิดตามผับบาร์ชาวเกย์อย่างต่อเนื่อง ควรค่ากับสมญานามราชินีสีลมเป็นอย่างยิ่ง

เบ็ตต์ มิดเลอร์: ตั้งชื่อตาม เกย์ ไอคอน อีกคน นั่นคือ เบ็ตตี้ เดวิส แต่ถึงจะเขียนเหมือนกัน มิดเลอร์เลือกออกเสียงชื่อแรกแค่พยางค์เดียว เธอเริ่มต้นสร้างชื่อเสียงจากการร้องเพลงที่ คอนติเนนตัล บาธ ซึ่งเป็นโรงอาบน้ำสำหรับชาวเกย์ในนิวยอร์ก งานดังกล่าวทำให้เธอสนิทสนมกับนักเปียโน แบร์รี่ แมนิโลว์ ผู้ต่อมากลายเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับอัลบั้มแรก The Divine Miss M ที่กวาดคำชมจากนักวิจารณ์และขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เธอเคยเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงสองครั้งจาก The Rose (1979) และ For the Boys (1991) “แม้ผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่น่าพิสมัย (โรคเอดส์ระบาด) แต่ฉันยังคงภูมิใจกับยุคสมัยของการร้องเพลงในโรงอาบน้ำ ฉันรู้สึกเหมือนยืนอยู่แถวหน้าในการเรียกร้องสิทธิ์ให้กับรักร่วมเพศ ฉันหวังว่าตัวเองจะมีส่วนช่วยผลักดันความเคลื่อนไหวนั้นไปข้างหน้า” เบ็ตต์กล่าว หนังโดนใจเกย์: Beaches (1988) ผลงานบีบน้ำตาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองสาวเพื่อนรัก จุดเด่นอยู่ตรงเพลง Wind Beneath My Wings ซึ่งคว้าแกรมมี่สาขา Record of the Year มาครอง แฝดสยาม: เจนนิเฟอร์ คิ้ม อาจหน้าไม่สวย หุ่นไม่เร้าใจ แต่เธอมากอารมณ์ขัน โดยเฉพาะมุกประเภทใต้สะดือ และร้องเพลงเจ็บปวดได้สะเทือนหัวใจ นอกจากนี้ เกย์ยังอินกับความล้มเหลวของเธอในการหาผู้ชายดีๆ สักคนมาครองจนเคยคิดฆ่าตัวตาย

ไลซา มินเนลลี: สืบทอดสายเลือด เกย์ ไอคอน มาจาก “ตัวแม่” (เธอเป็นลูกสาวของ จูดี้ การ์แลนด์ กับสามีคนที่สอง วินเซนต์ มินเนลลี) เริ่มเล่นหนังตั้งแต่อายุสามขวบใน In the Good Old Summertime (1949) ซึ่งนำแสดงโดยแม่ของเธอกับ แวน จอห์นสัน แต่ดูเหมือนชะตากรรมจะโยงใยไลซากับละครบรอดเวย์มากกว่า ชาวเกย์ชื่นชอบภาพลักษณ์ของเธอจาก Cabaret และนิยมนำมาเลียนแบบ (แต่งหน้าเข้ม เน้นขนตายาวสลวย ผมทรงหมวกกันน็อกสีดำขลับ ซึ่งให้อารมณ์ผสมผสานระหว่างความเปราะบาง ความเด็ดเดี่ยว โหยหารัก และการปลดปล่อยตัวเองจากโลกแห่งความจริง) นอกจากนี้ เธอยังเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้นจากประวัติเรื้อรังเรื่องยาเสพติด และความล้มเหลวในชีวิตสมรส (เธอแต่งงานทั้งหมดสี่ครั้ง) หนังโดนใจเกย์: Cabaret (1972) รับบทเป็นนักร้องคาบาเรต์ที่ไปหลงรักหนุ่มหล่อ แต่เขาดันไปติดผู้ชายอีกคน ไลซาทุ่มเทหมดตัวให้กับการสวมวิญญาณ แซลลี่ บาวเลส จนคว้าออสการ์นำหญิงมาครองแบบไร้ข้อกังขา แฝดสยาม: เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ลูกสาวนักร้อง ฉันทนา กิตติยพันธ์ แต่งเพลงอกหักรักคุดออกมาเป็นกุรุสหลังโดนผู้ชายทิ้ง ชาวเกย์เลยเริ่มหันมาสนใจ ต่อมาเมื่อเธอเลือกครองตัวเป็นโสด ดำรงสถานะสาวห้าว ก๋ากั่น และมีความสุขกับการใช้ชีวิตขัดกับค่านิยมความเป็นหญิง พวกเกย์ยิ่งเทใจให้

ซาราห์ เจสซิก้า พาร์คเกอร์: แรกเริ่มก็เป็นแค่ดาราธรรมดา ไม่โดนใจเกย์เท่าไหร่ จนกระทั่งมารับบทนำในซีรีย์สุดฮิตวัดความสั่นสะเทือนในย่านชาวเกย์ได้ประมาณ 8 ริกเตอร์เรื่อง Sex and the City (1998-2004) เนื่องจากพฤติกรรมของสี่สาวในซีรีย์ถูกมองว่าห่างไกลจากผู้หญิงจริงๆ แต่ใกล้เคียงกับเกย์มากกว่า โดยเฉพาะการเปลี่ยนคู่ขาไม่ซ้ำหน้า แถมยังเก็บเอาประสบกามสุดสวิงมาเมาท์กันในกลุ่มเพื่อนแบบไม่มีเขินอายอีกด้วย รายละเอียดที่เกย์แอบกรี๊ดอีกอย่างของซีรีย์ชุดนี้ คือ ขบวนพาเหรดเสื้อผ้าสุดเก๋ รองเท้าสุดหรู และเครื่องประดับสุดไฮโซ จนแทบจะเรียกว่าเป็นสวรรค์สีรุ้งได้เลย หนังโดนใจเกย์: Sex and the City (2008) แครี่ แบรดชอว์ ดูเหมือนจะสะกิดใจเกย์มากกว่าตัวละครอื่นในเรื่องตรงที่เธอยังคงเชื่อมั่นในรักโรแมนติก และแม้ภายนอกจะแสดงตัวเป็นสาวมั่นประเภทสวยเริดเชิดหยิ่ง แต่ภายในกลับเก็บซ่อนความเปราะบางและอ่อนไหวทางอารมณ์เอาไว้ แฝดสยาม: มาช่า วัฒนพานิช อาจไม่ใช่ขวัญใจชาวเกย์ในช่วงแรกของอาชีพนักแสดง แต่ระยะหลังเธอเริ่มหันทำเพลงแดนซ์เอาใจกลุ่มเด็กอตก. มากขึ้น ความแกร่งในการยืนบนลำแข้งตัวเอง เลี้ยงดูลูกชายเพียงลำพังยังดึงดูดใจชาวเกย์ได้ไม่น้อย รวมถึงการบรรลุความฝันอันสูงสุดของชาวเกย์ นั่นคือ มีสามีเด็กกว่า

บาร์บรา สตรัยแซนด์: เป็นหนึ่งในดารา/นักร้องเพียงไม่กี่คนที่คว้าออสการ์ เอ็มมี่ และแกรมมี่มาครองอย่างครบถ้วน เธอเริ่มต้นอาชีพด้วยการร้องเพลงตามไนท์คลับ ก่อนจะโด่งดังจากการแสดงในบาร์เกย์และย่อชื่อบาร์บาราให้เหลือแค่บาร์บราเพื่อความโดดเด่น นอกจากร้องเพลง เล่นหนัง เล่นละครแล้ว เธอยังเคยกำกับ The Prince of Tides (1991) จนเข้าชิงออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้ว ในหนังตลกเรื่อง In & Out (1997) คาลวิน ไคลน์ รับบทชายหนุ่มที่สารภาพกลางงานแต่งว่าเขาเป็นเกย์ ส่งผลให้ว่าที่เจ้าสาวผู้โชคร้าย (โจน คูแซ็ค) ต้องระบายความอัดอั้นออกมา “คุณรู้ไหมว่าฉันต้องทนดู Funny Lady (ภาคต่อของ Funny Girl) ไปตั้งกี่รอบ” มันพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวเกย์รักบาร์บรามากแค่ไหน หนังโดนใจเกย์: Funny Girl (1968) เรื่องราวของดาวตลกหญิงที่ไต่เต้าจากสลัมชาวยิวจนมามีชื่อเสียงระดับประเทศ บาร์บราร้อง เต้น เล่นสเกต ปล่อยมุกตลก และเหวี่ยงหมัดเด็ดน็อกหัวใจคนดูอย่างทรงพลังจนคว้าออสการ์นักแสดงนำหญิงมาครอง แฝดสยาม: ใหม่ เจริญปุระ เป็นหนึ่งในนักแสดงเพียงไม่กี่คนที่ร้องเพลงได้อย่างทรงพลัง เธอยืนหยัดผ่านข่าวร้ายๆ จากฝีมือป้ายสีของคนอื่นอย่างไม่ย่อท้อ แถมยังส่งกลิ่นอายจางๆ ของมนุษย์สองเพศ... แบบนี้เกย์ชอบ

คนดังนอกตู้


“ผมสนับสนุนสิทธิของรักร่วมเพศ และไม่ได้แค่สนับสนุนแบบเงียบๆ อยู่หลังฉากเท่านั้น ตั้งแต่ตอนยังเด็ก ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมหลายคนถึงชอบโจมตีสังคมชาวเกย์ มีคุณสมบัติมากมายที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นมนุษย์... และเมื่อไล่เรียงทุกคุณสมบัติซึ่งทำให้ผมนึกชื่นชมในตัวมนุษย์สักคนจนครบแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ผมจะนึกถึง คือ เรื่องบนเตียงนอนของเขา”

คำกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า พอล นิวแมน หาได้เป็นเพียงซูเปอร์สตาร์ระดับตำนานและนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในวงการภาพยนตร์เท่านั้น หากแต่เขายังเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจเปิดกว้างอีกด้วย (แถมยังเปี่ยมเมตตา โดยในช่วงเวลาแค่สองปีจาก 2005 ถึง 2006 บริษัท Newman’s Own ของเขาซึ่งผลิตน้ำสลัด ซอสพาสต้า และคุกกี้สูตรพิเศษสามารถหาเงินเข้าองค์กรการกุศลได้มากถึง 120 ล้านดอลลาร์)

ถ้าโลกของเรามีคนแบบเขามากกว่านี้ มันคงน่าอยู่ขึ้นอีกหลายเท่าตัว ถ้าฮอลลีวู้ดมีคนแบบเขามากกว่านี้ บางทีอาจจะมีคนดังกล้าออกมาเปิดเผยตัวว่าเป็นเกย์/เลสเบี้ยนมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่โลกแห่งความเป็นจริงดูจะเต็มไปด้วยคนแบบ เออร์เนส บอร์กไนน์, โทนี่ เคอร์ติส และ อิไซอาห์ วอชิงตัน สองคนแรกโด่งดังจากการให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขาขยะแขยง Brokeback Mountain และปฏิเสธไม่ยอมดูหนังเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นกรรมการตัดสินรางวัลออสการ์ ส่วนคนหลังสุดโด่งดังจากการเรียกนักแสดงเพื่อนร่วมงานในซีรีย์ทางทีวีชุด Grey’s Anatomy ที.อาร์. ไนท์ ว่า “อีตุ๊ด” แล้วกลับยืนกรานปฏิเสธต่อหน้านักข่าวในงานลูกโลกทองคำว่าเขาไม่เคยใช้คำเช่นนั้น

เหตุอื้อฉาวได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยเมื่อถูกถามถึงประเด็นดังกล่าว แคทเธอรีน ไฮเกล นักแสดงร่วมทีม Grey’s Anatomy และเพื่อนสนิทของไนท์ ก็ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “เขา (วอชิงตัน) จำเป็นต้องเลิกพูดต่อหน้าสาธารณชนอย่างเด็ดขาด” ขณะเดียวกัน มันยังส่งผลให้ไนท์ตัดสินใจออกมาเปิดเผยตัวกับนิตยสาร People อีกด้วย “ผมไม่ได้กำลังหลอกตัวเอง” ไนท์ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Ellen DeGeneres Show “เพื่อนๆ ในกองถ่ายต่างก็รู้ว่าผมเป็นเกย์ เราคุยกันได้อย่างเปิดอก โดยธรรมชาติแล้วผมไม่ใช่คนประเภทที่จะโทรไปหานิตยสาร People แล้วพูดว่า ‘รู้อะไรมั้ย มีบางเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับผม’ ผมสามารถปล่อยมันผ่านไปก็ได้ แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งสำคัญ ผมจึงต้องออกมาประกาศตัว”

สุดท้ายเมื่อจำนนต่อหลักฐาน วอชิงตันจึงออกแถลงการณ์ดังนี้ “ผมขอโทษที.อาร์ เพื่อนร่วมงาน แฟนๆ ซีรีย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนชาวเกย์และเลสเบี้ยนสำหรับการใช้คำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม การพูดซ้ำคำดังกล่าวในคืนวันจันทร์ (งานลูกโลกทองคำ หลัง Grey’s Anatomy คว้ารางวัลซีรีย์ดรามายอดเยี่ยมมาครอง) ทำให้ค่ำคืนที่ทุกคนในทีมงาน Grey’s Anatomy ควรจะมีความสุขต้องมีอันด่างพร้อย ผมปราศจากข้อแก้ตัว หรือคำอธิบายใดๆ ผมไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไปว่ามีประเด็นบางอย่างภายในจิตวิญญาณผมที่ต้องได้รับการตรวจสอบแก้ไข และผมก็ยินดีจะขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพ ผมรู้ว่าคำพูดมีพลังมากแค่ไหน โดยเฉพาะคำพูดในทางดูหมิ่น เหยียดหยาม ผมตระหนักว่าการใช้คำแบบนั้นจะทำให้หลายคนต้องเจ็บปวด นอกเหนือจากที.อาร์.และเพื่อนร่วมงานทั้งหลายแล้ว ด้วยคำเพียงคำเดียว ผมได้ทำร้ายทุกคนที่พยายามจะเรียกร้องความเคารพนับถือจากสังคม ซึ่งพวกเราบางคนคุ้นชินจนมองไม่เห็นคุณค่า ผมยินดีจะเดินทางไปพบกลุ่มผู้นำชุมชนชาวเกย์และเลสเบี้ยนเพื่อกล่าวขอโทษต่อหน้าและค้นหาหนทางเยียวยาบาดแผลที่ผมเป็นคนสร้างขึ้น ความกล้าหาญของที.อาร์.ตลอดเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้สะท้อนให้เห็นแก่นแท้ในตัวเขา ผมนับถือพรสวรรค์และความเป็นมนุษย์ของเขาเหนืออื่นใด ผมรู้ว่าแค่คำขอโทษไม่สามารถช่วยแก้ไขอะไรได้ แต่ผมตั้งใจจะให้การกระทำในอนาคตเป็นสิ่งพิสูจน์ความจริงใจของผม”

[หมายเหตุ: ในเวลาต่อมา สถานี ABC ไม่ยอมต่อสัญญากับวอชิงตัน ส่งผลให้เขาถูกตัดออกจากซีรีย์ Grey’s Anatomy ด้วยความโกรธแค้น เขาจึงขู่จะฟ้องร้องสถานี พร้อมทั้งกล่าวหาไนท์ว่าใช้ประโยชน์จากเรื่องราวทั้งหมดเพื่อเพิ่มเรตติ้งให้ตัวเอง... ดูเหมือนกระทำของวอชิงตันจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แถลงการณ์ข้างต้นของเขามีความ “จริงใจ” มากแค่ไหน]

ทั้งหมดคงพอทำให้คุณเข้าใจได้ว่าการเป็นดาราเกย์/เลสเบี้ยนในฮอลลีวู้ดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยถ้าคุณเลือกจะปกปิดตัวตน คุณก็ต้องเผชิญหน้ากับการถูกจู่โจมด้วยข่าวลือสารพัด ทั้งจากสถานีอย่าง E! และบรรดาหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ทั้งหลาย จนสุดท้ายเมื่อไม่เหลือทางเลือกอื่น เขาหรือเธอก็อาจ “ถูกบีบ” ให้ต้องเปิดเผยตัวดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ที.อาร์ ไนท์ และ แลนซ์ บาส อดีตสมาชิกวง ’N Sync (ผู้ตัดสินใจออกมาสารภาพว่าเขาเป็นเกย์หลังจากภาพข่าวความใกล้ชิดระหว่างเขากับแฟนหนุ่มในขณะนั้น ไรเชน เลห์มคูห์ล นายแบบ/ผู้ชนะการแข่งขัน Amazing Race ถูกเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง) ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว นั่นไม่ใช่ทางเลือกในอุดมคติแม้แต่น้อย การเปิดเผยเพศสถานะของใครสักคนถือเป็นประสบการณ์ส่วนตัวยิ่ง มันควรเริ่มต้นจากการยอมรับตนเอง เคารพตนเอง ตลอดจนความต้องการจะใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย เติมเต็ม โดยไม่ต้องปิดบัง หาใช่ตั้งอยู่บนรากฐานของความหวาดกลัว หรือถูกสถานการณ์บีบบังคับ

ขณะเดียวกัน หากคุณเลือกจะเปิดเผยตัวตน คุณก็ต้องเตรียมพร้อมรับกระแสต่อต้านจากทั่วสารทิศ ไม่เชื่อลองถาม เอลเลน ดีเจเนอเรส ดูได้ เมื่อซีรีย์ของเธอ Ellen ถูกกลุ่มเคร่งศาสนาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังมีการเขียนบทให้ตัวเอกสารภาพความจริงว่าเธอเป็นเลสเบี้ยน (สอดคล้องกับชีวิตจริงของดีเจเนอเรส ดาราผู้รับบทดังกล่าว ซึ่งเริ่ม coming out ในช่วงเวลาเดียวกัน) จนส่งผลให้สถานี ABC ต้องตัดสินใจถอดปลั๊กช่วยหายใจ แล้วจบซีรีย์ลงในปีที่ห้า อย่างไรก็ตาม การซุ่มโจมตียังคงดำเนินต่อไป เช่น เมื่อดีเจเนอเรสได้รับเลือกให้พากย์เสียงตัวละครในหนังการ์ตูนเรื่อง Finding Nemo ก็ยังอุตส่าห์มีพ่อแม่สติแตกกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันต่อต้านว่า พิกซาร์ไม่ควรมอบงานให้นักแสดง ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ “ไม่เหมาะสม” ต่อเยาวชนของชาติ (ใครว่าไดโนเสาร์แพร่พันธุ์เฉพาะในเมืองไทย)

อย่าว่าแต่การเปิดเผยตัวเองว่าเป็นเกย์เลย ลำพังแค่การรับบทเกย์บนจอหนังก็แทบจะกลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อภาวะตกงานในวงการบันเทิงไปแล้ว ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่ ฮีธ เลดเจอร์ และ เจค จิลเลนฮาล ตัดสินใจเล่นบทเกย์คาวบอยในหนังเรื่อง Brokeback Mountain ตอนนั้นเอเย่นต์ของพวกเขา รวมถึงคนรู้จักรอบข้างล้วนไม่เห็นด้วย และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันจะทำให้อนาคตที่กำลังเบ่งบานของพวกเขาถึงกาลดับสูญ แต่แล้วเมื่อหนังออกฉายและประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมายทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ หลายคนก็เปลี่ยนมาสรรเสริญ “ความกล้าหาญ” ของพวกเขา ราวกับทั้งสองเพิ่งบุกเข้าไปช่วยชีวิตคนในตึก เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ยังไงยังงั้น ราวกับการสวมบทบาทตัวละครไม่ใช่งานปกติของพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงมีดารา/นักแสดงเพียงน้อยคนที่กล้าเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์/เลสเบี้ยนอย่างเต็มปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบจำนวนกับผู้กำกับ หรือคนทำงานเบื้องหลังทั้งหลาย แลนซ์ บาส ยอมรับว่าสาเหตุที่เขาจำใจ “หลบอยู่ในตู้” มาตลอดหลายปีก็เพราะเขากลัวว่าความจริงดังกล่าวจะสั่นคลอนภาพลักษณ์ “ขวัญใจวัยรุ่น” (โดยเฉพาะกลุ่มเด็กสาว) และความนิยมของวง ’N Sync ระหว่างยุครุ่งเรือง... ความกลัวซึ่งพบเห็นได้ในรักร่วมเพศทุกคน ไม่ว่าเขาคนนั้นจะแก่หง่อมหรือยังหนุ่มยังสาว กลัวถูกล้อเลียน กลัวตกงาน กลัวไม่มีคนยอมรับ กลัวถูกกลั่นแกล้ง กลัวการเลือกปฏิบัติ ฯลฯ ความกลัวอันเกิดจากแรงบีบของสังคม ซึ่งเจ้ากี้เจ้าการขีดเส้นบรรทัดฐานว่าอะไร “ปกติ” อะไร “ไม่ปกติ” พร้อมทั้งกีดกัน “เขา” ออกจาก “เรา”

เนื่องในโอกาสที่ National Coming Out Day ของอเมริกากำลังจะมาถึง เราจะมาทำความรู้จักกับ 10 คนดังที่เปิดเผยตัวว่านิยมชมชอบไม้ป่าเดียวกัน (พวกเขาเป็นเพียงตัวอย่างกลุ่มหนึ่ง) โดยหวังว่าการตัดสินใจยืดหยัดต่อสู้กับอคติทางสังคม ซึ่งฝังรากลึกมายาวนาน ของพวกเขาจะช่วยแผ้วถางหนทางไปสู่การยอมรับที่แท้จริงของเกย์และเลสเบี้ยน... บางทีอาจกล่าวได้ว่านี่ต่างหาก คือ “ความกล้าหาญ” ที่แท้จริง

เปโดร อัลโมโดวาร์: เจ้าป้าเริ่มเปิดเผยตัวมาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว หนังของเขาในยุคแรกมักไม่เขินอายที่จะสำรวจประเด็นเรื่องเพศ ตลอดจนความคลุมเครือทางเพศ (คุณลักษณะดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นในผลงานยุคหลังของเขาด้วย เช่น เมื่อปรากฏว่า “พ่อ” ของเด็กหนุ่มในหนังเรื่อง All About My Mother ปัจจุบันกลายเป็นผู้หญิงไปเสียแล้ว) หนังเกย์เรื่องแรกที่สร้างชื่อระดับนานาชาติให้อัลโมโดวาร์ คือ Law of Desire ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า แอนโตนีโอ แบนเดอรัส ไม่เขินอายที่จะเข้าฉากเซ็กซ์ร้อนแรงกับผู้ชาย (งั้นคงเป็น ทอม แฮงค์ กระมังที่ทำให้ Philadelphia กลายเป็นหนังเกย์พาสเจอร์ไรส์) แต่บรรดาโฮโมรุ่นเด็กอาจรู้จักอัลโมโดวาร์จากหนัง “กะเทยนัวร์” เรื่อง Bad Education ซึ่งขายเสน่ห์แห่งเรือนร่างของ กาเอล การ์เซีย เบอร์นัล มากพอๆ กับฝีมือการแสดงของเขา

บิล คอนดอน: แม้จะเติบโตมาในครอบครัวคาทอลิก แต่ดูเหมือนคอนดอนจะไม่ประสบปัญหาในการยอมรับเพศสภาพอันแตกต่างของตนเท่าใด เขาเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับด้วยผลงานสยองขวัญที่ไม่น่าจดจำอย่าง Candyman: Farewell to the Flesh ก่อนจะสร้างชื่อเสียงด้วยการทำหนังเล่าชีวิตของผู้กำกับเกย์ซึ่งโด่งดังจากการทำหนังสยองขวัญเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดหัวเหลี่ยมเรื่อง Gods and Monsters หลังจากนั้น ผลงานส่วนใหญ่ของคอนดอนล้วนเคลือบแฝงภาวะ “สีรุ้ง” ของตนเองไม่มากก็น้อย ไม่ทางตรงอย่าง Kinsey (เล่าถึงชีวิตของนักวิจัยเรื่องเพศนามกระเดื่องที่เคยลิ้มลองการขับรถมาแล้วทั้ง “สองเลน”) ก็ทางอ้อมอย่าง Dreamgirls (ตอนนี้โชว์กะเทยทั่วโลกได้บรรจุ And I’m Telling You I’m Not Going ให้กลายเป็นเพลงภาคบังคับไปเรียบร้อยแล้ว)

เอลเลน ดีเจเนอเรส: คงไม่มีใครจะเปิดเผยเพศสภาพของตนได้เอิกเกริกกว่าเธอคนนี้อีกแล้ว โดยหลังจากขึ้นปก Time และให้สัมภาษณ์ออกทีวีกับ โอปรา วินฟรีย์ แล้ว ตัวละครที่เธอรับเล่นในซิทคอม Ellen ก็ออกมายอมรับกับจิตแพทย์ (รับบทโดยวินฟรีย์) ว่าเป็นเลสเบี้ยนอีกด้วย ซิทคอมตอนดังกล่าว (The Puppy Episode) ทำเรตติ้งทะลุเพดานจนกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางทีวีพอๆ กับตอนจบของ Friends และ Seinfeld เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม อาชีพการแสดงภาพยนตร์ของดีเจเนอเรสกลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใร โดยแฟนหนังส่วนใหญ่น่าจะจดจำเธอได้จากการพากย์เสียงเป็นปลาความจำสั้น ดอรี่ ใน Finding Nemo และรับหน้าที่พิธีกรรายการออสการ์เมื่อปี 2007 ล่าสุดเธอเพิ่งเข้าพิธีแต่งงานกับแฟนสาว พอร์เทีย เดอ รอสซี่

รูเพิร์ต เอเวอเร็ตต์: เขาเปิดเผยตัวต่อสาธารณชนตั้งแต่อายุยังน้อย (30 ปี) หลังจากเพิ่งเริ่มโด่งดังจากบทเกย์ใน Another Country หลายคนมองว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจ “ทำลาย” อนาคตในวงการบันเทิงของเขา ซึ่งมันก็เหมือนจะเป็นจริงอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอเวอเร็ตต์จะกลับมาอินเทรนด์อีกครั้งจากบทเพื่อนสาวสุดฮาของ จูเลีย โรเบิร์ตส์ ใน My Best Friend’s Wedding แต่การพยายามย้อนรอยความสำเร็จของเขาในอีกสองปีต่อมากับ The Next Best Thing กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เขาขึ้นชื่อในบุคลิก “ปากกล้า” เมื่อออกมายอมรับว่าเคยขายตัวเพื่อประทังชีพ และวิจารณ์การเปิดเผยตัวของ โจดี้ ฟอสเตอร์ ว่าคงไม่ส่งอิทธิพลใดๆ ต่อเหล่า “ดาวแอบ” คนอื่นเพราะ “พออายุมากแล้ว คุณก็สามารถเป็นเกย์ในฮอลลีวู้ดได้ แต่ก่อนหน้านั้น มันไม่ใช่เรื่องดีและแทบจะเป็นไปไม่ได้”

โจดี้ ฟอสเตอร์: น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว (แบบอ้อมๆ) ไปเมื่อปลายปีก่อน แม้คนส่วนใหญ่จะทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมานานแล้ว หลังเธอให้กำเนิดลูกสองคนโดยปราศจาก “พ่อ” เป็นตัวเป็นตน และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับโปรดิวเซอร์สาว ซิดนีย์ เบอร์นาร์ด เมื่อทั้งคู่พบกันในกองถ่าย Sommersby (นี่หรือเปล่าที่เป็นสาเหตุให้ฉากรักของเธอกับ ริชาร์ด เกียร์ ดู “แข็งขืน” พอๆ กับฉากวาบหวามระหว่างสองดารานำใน “ด้วยรักคือรัก”) ฟอสเตอร์ไม่เคยรับบทเป็นเลสเบี้ยน แต่บ่อยครั้งมักเลือกแสดงในหนังเชิดชูแนวคิดแบบเฟมินิสต์ ซึ่งวาดภาพพวกผู้ชายว่าถ้าไม่เลวกว่าหมา ก็แอบกดขี่ผู้หญิงอยู่ลึกๆ ผ่านลักษณะสังคมแบบชายเป็นใหญ่อย่าง The Accused และ The Silence of the Lambs ซึ่งล้วนทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงมาครอง

ท็อดด์ เฮย์นส์: สมัยเด็กๆ เฮย์นส์ชอบเล่นตุ๊กตา ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาผลิตหนังสั้นเรื่อง Superstar: The Karen Carpenter Story ซึ่งดำเนินเหตุการณ์โดยใช้ตุ๊กตาบาร์บี้แทนคนจริงๆ และถูกยกย่องให้เป็นสารคดีเกี่ยวกับนักดนตรีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง แม้ว่าต่อมามันจะถูกสั่งห้ามเผยแพร่ เพราะ ริชาร์ด คาร์เพนเตอร์ ไม่อนุญาตให้ใช้เพลงของ The Carpenters มาประกอบหนัง หลังจากนั้น เฮย์นส์ก็กลายเป็นหนึ่งในหัวขบวนของปรากฏการณ์ New Queer Cinema จากผลงานชนะรางวัลเทศกาลหนังซันแดนซ์อย่าง Poison ก่อนจะเริ่มผันตัวมาสร้างผลงานในวงกว้างขึ้น แต่ยังคงกลิ่นอายเกย์ๆ เอาไว้ครบถ้วนอย่าง Velvet Goldmine, Far from Heaven และ I’m Not There

เอียน แม็คเคลเลน: ถือเป็นขาใหญ่ของวงการที่เปิดตัวอย่างภาคภูมิใจตั้งแต่ปี 1988 และต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้กับชาวเกย์และเลสเบี้ยนอย่างต่อเนื่อง แฟนหนังส่วนใหญ่อาจรู้จักท่านเซอร์แม็คเคลเลนจากบท แกนดอล์ฟ ในไตรภาค The Lord of the Rings และ แม็กนีโต ในไตรภาค X-Men แต่หนึ่งในบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยม เด็ดขาดที่สุดของเขากลับเป็นการสวมวิญญาณ เจมส์ เวล ผู้กำกับเกย์ที่โด่งดังจากผลงานสยองขวัญคลาสสิกยุคแรกอย่าง Frankenstein และ Bride of Frankenstein ในหนังเรื่อง Gods and Monsters เขา “สมควร” ได้ออสการ์สาขานักแสดงนำชายมาครอง แต่คณะกรรมการกลับโดนผีห่าซาตานเข้าสิง แล้วเลือก โรเบอร์โต เบนิกญี่ จาก Life is Beautiful แทน หลังหายนะครั้งนั้น เซอร์แม็คเคลเลนยังได้เข้าชิงออสการ์อีกจาก The Fellowship of the Ring ส่วนเบนิกญี่ก็หันไปแสดงหนังอย่าง Pinocchio!?!

โจเอล ชูมัคเกอร์: แม้ชูมัคเกอร์จะเปิดตัวว่าเป็นเกย์มาเกือบตลอดชีวิตผู้กำกับในฮอลลีวู้ด แต่นักดูหนังบางคนอาจคาดไม่ถึง จนกระทั่งเมื่อ Batman Forever เข้าฉาย อย่างที่ทราบกันดีว่าการ์ตูน Batman กรุ่นกลิ่นอายรักร่วมเพศอยู่ลึกๆ จนกระทั่งชูมัคเกอร์ตัดสินใจเปลี่ยนเสียงกระซิบให้กลายเป็นเสียงตะโกนผ่านงานออกแบบชุดแบทแมน (ติดหัวนม) การเลือกมุมกล้อง (โคลสอัพก้นกลมกลึงของแบทแมน) บทสนทนา ฯลฯ นับจากนั้นผลงานของเขาก็มักจะเลี้ยวหลบเข้าสีลมซอย 2 อยู่เนืองๆ เช่น Flawless (ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน แต่งหญิง) หนังเพลง The Phantom of the Opera รวมถึงการค้นพบ/ผลักดันหนุ่มหล่ออย่าง แม็ทธิว แม็คโคนอฮีย์ และ โคลิน ฟาร์เรลล์ ให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ผ่านหนังอย่าง A Time to Kill และ Tigerland

ไบรอัน ซิงเกอร์: กลายเป็นผู้กำกับขวัญใจคอการ์ตูนหลังความสำเร็จอันงดงามของ X-Men, X2 และเกือบๆ จะงดงามของ Superman Returns แต่คออินดี้อาจจดจำเขาได้จาก The Usual Suspects ผลงานที่ทำให้ทุกคนตื่นตะลึงกับการหักมุมอันชาญฉลาด(ก่อนการมาถึงของ The Sixth Sense) และแผ่บารมีจน เควิน สเปซีย์ คว้าออสการ์ตัวแรกมาครอง ซิงเกอร์บอกว่าการเป็นเกย์และชาวยิวทำให้เขามีประสบการณ์ในฐานะ “ชนกลุ่มน้อย” แบบสองเด้ง โดยอิทธิพลข้างต้นได้ปริ่มล้นออกมาในหนังฟอร์มยักษ์อย่าง X2 (ฉากไอซ์แมนเปิดเผยตัวตนกับพ่อแม่) อย่างไรก็ตาม ซิงเกอร์วางแผนจะสร้างหนังเกย์เต็มตัวในเร็ววันนี้เรื่อง The Mayor of Castro Street ซึ่งเล่าเกี่ยวกับชีวิตของ ฮาร์วีย์ มิลค์ นักการเมืองและนักต่อสู้เพื่อสิทธิชาวเกย์ในซานฟรานซิสโกที่เสียชีวิตจากการถูกลอบสังหารเมื่อปี 1978

กัส แวน แซนท์: เริ่มต้นอาชีพด้วยการทำหนังเกย์อย่าง Mala Noche ก่อนจะก้าวขึ้นมายืนแถวหน้าในขบวน New Queer Cinema ด้วยผลงานชั้นเยี่ยมอย่าง My Own Private Idaho แวน แซนท์เปิดเผยตัวว่าเป็นเกย์ตั้งแต่เมื่อครั้งเข้าวงการใหม่ๆ แต่หนังของเขากลับไม่เคยพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดี หรือเรียกร้องสิทธิให้กลุ่มรักร่วมเพศแม้เพียงนิด (เช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่นในกลุ่ม New Queer Cinema ยุคต้นทศวรรษ 1990) หลังความสำเร็จในวงกว้างของ Good Will Hunting และความสำเร็จตามเทศกาลหนังของ Elephant แวน แซนท์ก็ตัดสินใจหวนคืนสู่รากเหง้าอีกครั้งใน Milk ผลงานล่าสุดที่จะเข้าฉายปลายปีนี้ เล่าถึงเรื่องราวชีวิตของ ฮาร์วีย์ มิลค์ (ไม่รู้เวอร์ชั่นไหนจะเป็น Capote เวอร์ชั่นไหนจะเป็น Infamous)

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 28, 2551

Short Replay: Cape Fear


ก่อนหน้าการรีเมคที่ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับอย่าง The Departed (และออกจะเหมือนมองโลกในแง่ดีขึ้นสังเกตจากฉากจบ) ผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี่ เคยรีเมคหนังเขย่าขวัญยุคเก่าเกี่ยวกับครอบครัวอเมริกันแสนดีที่ถูกคนบ้าคุกคามให้กลายเป็นหนังวิพากษ์ความเลว ความทุจริต และความอ่อนแอของมนุษย์อย่างถึงแก่นมาแล้ว หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Cape Fear ผลงานซึ่งผมคิดว่าประสบความสำเร็จในแง่การ “รีเมค” มากกว่าหนังรางวัลออสการ์ของเขาเสียอีก เนื่องจากสกอร์เซซี่ได้ตีความเรื่องราวใหม่ ทำให้มันน่าสนใจ ซับซ้อน และแตกต่างจากต้นฉบับอย่างเห็นได้ชัด

แซม บาวเดน (นิค นอลตี้) เป็นทนายความที่แอบคบชู้และถูกเมีย (เจสซิก้า แลงจ์) จับได้ ชีวิตสมรสของพวกเขากำลังง่อนแง่นจวนล่มจนต้องหันไปปรึกษาจิตแพทย์ ขณะเดียวกันลูกสาววัยรุ่นของพวกเขา เดเนียล (จูเลียต ลูว์อิส) ก็ชอบขังตัวเองอยู่ในห้อง พลางนึกชิงชังพ่อกับแม่ที่หาเรื่องทะเลาะกันได้ไม่เลิก แต่ราวกับชีวิตปัจจุบันยังไม่เลวร้ายพอ พระเจ้ายังซ้ำเติมครอบครัวบาวเดนด้วยการส่งวิญญาณแห่งอดีตมาตามหลอกหลอนพวกเขาในรูปของ แม็กซ์ เคดี้ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) นักโทษที่เพิ่งพ้นคุกออกมาจากคดีข่มขืน พร้อมความแค้นเต็มอกต่อ แซม บาวเดน อดีตทนาย ซึ่งแก้ต่างให้เขาอย่างไร้ประสิทธิภาพ

หนึ่งในฉากไฮไลท์อันลืมไม่ลงของ Cape Fear คือ การเผชิญหน้าระหว่างแม็กซ์กับเดเนี่ยล เมื่อคนแรกปลอมตัวเป็นอาจารย์สอนการละคร ยั่วยวนและเล้าโลมเด็กสาววัยไม่ถึง 16 ปี ส่วนคนหลังก็ยอมเล่นตามบททั้งที่รู้ว่าแท้จริงแล้วแม็กซ์เป็นใคร เพราะเธอรู้สึกหลงใหลบุคลิกดิบเถื่อนของชายหนุ่ม จูเลียต ลูว์อิส เดินไต่บนเส้นแบ่งระหว่างความไร้เดียงสากับความแรดได้อย่างสมดุลจนส่งผลให้เธอเข้าชิงออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม นอกจากนั้น ฉากดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าความชั่วร้ายใฝ่ต่ำนั้นซ่อนลึกอยู่ในมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครจะบริสุทธิ์ขาวสะอาดไปทั้งหมด ซึ่งแก่นความคิดข้างต้นก็สะท้อนผ่านเทคนิคการแทรกภาพเนกาทีฟ (ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ) เข้ามาในหนังเป็นระยะๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม

วันพุธ, สิงหาคม 13, 2551

The Dark Knight: ลับ ลวง พราง


หลังจากแจกแจงที่มาที่ไปของมนุษย์ค้างคาวเอาไว้อย่างละเอียดครบถ้วน ทั้งแง่มุมจิตวิทยาและภูมิหลังเพื่อเพิ่มความ “สมจริง” ให้กับเรื่องราว เช่น การฝึกฝนทักษะการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงของ บรูซ เวย์น ก่อนจะกลายมาเป็นผู้พิทักษ์มหานครก็อตแธม ใน Batman Begins ดูเหมือนผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน จะเริ่มหมดความสนใจในตัวฮีโร่นอกกฎหมายผู้นี้เสียแล้ว ดังจะเห็นได้จากผลงานภาคต่อเรื่อง The Dark Knight ซึ่งลดความสำคัญของตัวละครอย่างแบทแมน/บรูซ เวย์น (คริสเตียน เบล) ลงจนกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมการวิพากษ์มนุษย์ ระบบศีลธรรม ตลอดจนสังคมโดยรวม

แน่นอน ประเด็นความขัดแย้งของทางเลือกระหว่างสถานะแบทแมนกับการใช้ชีวิตเยี่ยงมหาเศรษฐีธรรมดาและลงหลักปักฐานกับ ราเชล ดอว์ส (แม็กกี้ จิลเลนฮาล) ยังคงปรากฏให้เห็นเพื่อจุดประกายดราม่าเล็กๆ น้อยๆ แต่มันไม่ได้ถูกขับเน้นให้โดดเด่นเหมือนกรณีของ Spider-Man 2 แต่อย่างใด

อันที่จริง คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่าบรรดาตัวละครหลักใน The Dark Knight ล้วนไม่สามารถเรียกร้องความผูกพันจากคนดูได้ พวกเขาเป็นเพียงตัวแทนของไอเดียบางอย่างที่ผู้กำกับ/ร่วมเขียนบทต้องการนำเสนอ มากกว่าจะมีชีวิตเลือดเนื้อให้จับต้องได้ ส่วนตัวหนังเองก็ดูจะดำเนินเหตุการณ์ไปอย่างเร่งรีบ รวดเร็ว ขาดจังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาที่ลงตัว (สาเหตุหนึ่งอาจเพราะการจำใจตัดหนังให้สั้นลงเพื่อไม่ให้มันยาวเกินสามชั่วโมง) พลางไล่กวดแต่ละพล็อตแบบผ่านๆ ตั้งแต่รัก/สาม/เศร้าของบรูซ, ราเชล และ ฮาร์วีย์ เดนท์ (แอรอน เอ็คฮาร์ท) การก้าวเข้ามามีอิทธิพลคุกคามเมืองก็อตแธมของ โจ๊กเกอร์ (ฮีธ เลดเจอร์) รวมถึงการกลายสภาพเป็นทูเฟซของเดนท์ เราได้รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมด แต่ไม่มีโอกาสซึมซาบ เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือกระทั่งรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อหายนะและความตายบังเกิดแก่ตัวละครบางคน (ใครที่คิดว่าหนังในแนวทางนี้ไม่มีเวลาพอจะมาเจาะลึกตัวละครในเชิงจิตวิทยา หรือสร้างความผูกพันกับคนดู ให้ลองหา Heat ของ ไมเคิล มาน มาดูเป็นตัวอย่าง)

ขณะเดียวกันความสนุกของ The Dark Knight ก็หาได้อยู่ตรงฉากแอ็กชั่นน่าตื่นตา เพราะหลังจาก Batman Begins หลายคนคงตระหนักดีแล้วว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน ขาดทักษะและมุมมองที่จะร้อยเรียงช็อตให้เป็นซีเควนซ์อันตื่นเต้น สอดคล้อง และชวนติดตามได้เหมือนผู้กำกับสายเลือดฮอลลีวู้ดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก, เจมส์ คาเมรอน หรือกระทั่ง จอห์น แม็คเทียร์แนน ความคิดในการถ่ายฉากแอ็กชั่นของเขา คือ ตัดภาพให้รวดเร็ว จนทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนแวบเข้ามาในสายตาคนดู แต่ไม่อาจเชื่อมโยงให้เกิดความต่อเนื่องใดๆ ได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับสไตล์ของผู้กำกับอีกคนจากเกาะอังกฤษอย่าง พอล กรีนกราส โดยสามตัวอย่างอันชัดเจนใน The Dark Knight คือ ฉากแอ็กชั่นช่วงเปิดเรื่องเมื่อแบทแมนต่อกรกับ สแกร์โครว (ซิลเลียน เมอร์ฟีย์) ฉากขับรถไล่ล่าในอุโมงค์ช่วงกลางเรื่อง และฉากแอ็กชั่นช่วงท้ายเมื่อแบทแมนบุกเข้าไปจับโจ๊กเกอร์ในตึกร้าง

ส่วนใหญ่ความตื่นเต้น (หรือตื่นตระหนก) ของคนดูเกิดจากความพยายามจะเชื่อมโยงแต่ละช็อตเข้าด้วยกันท่ามกลางเวลาอันกระชั้น ราวกับหนังขว้างช็อตต่างๆ ที่ไม่ต่อเนื่องใส่คุณอยู่ตลอดเวลา แล้วบังคับให้คุณต้องผูกโยงมันให้เป็นเหตุเป็นผลในแง่ทิศทาง พื้นที่ และเวลา จนคุณเริ่มสับสนและตามไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หาใช่ความตื่นเต้นอันเป็นผลจากการผูกตัวเองติดอยู่กับเหตุการณ์ แล้วลุ้นระทึกเอาใจช่วยตัวละคร (ลองเปรียบเทียบง่ายๆ กับฉากขับรถไล่ล่าระดับตำนานใน Terminator 2: Judgment Day ของ เจมส์ คาเมรอน ซึ่งมีอุปกรณ์ประกอบฉากบางอย่างคล้ายคลึงกัน) นอกจากนี้ ระดับอะดรีนาลีนของคนดูยังอาจพุ่งสูงด้วยสาเหตุที่ชัดเจน เช่น การได้เห็นมอเตอร์ไซค์สุดเท่พุ่งทะยานออกมาจากซากรถ หรือรถบรรทุกคันโตพลิกคว่ำในท่าลังกาหน้าบนถนนใจกลางเมือง

สุดท้ายทีเด็ดที่แท้จริงของ The Dark Knight อยู่ตรงความกล้าหาญของสองพี่น้องโนแลนที่จะพุ่งทะยานเข้าสู่เขตแดนซึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่น้อยเรื่องจะกล้าย่างกรายเข้าไป นั่นคือ การสะท้อนด้านมืดอันซับซ้อนของมนุษย์ด้วยท่าทีจริงจัง หนักแน่น ปราศจากกลิ่นอายของความเป็นการ์ตูน และคงเป็น “ความแตกต่าง” ตรงส่วนนี้เองที่ทำให้หลายคนยินดีจะมองข้ามข้อบกพร่องบางส่วนของหนังซึ่งดูไม่สลักสำคัญอะไร

การต่อสู้แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างแบทแมนกับโจ๊กเกอร์อาจทำให้หลายคนนึกถึงสองนักมายากลใน The Prestige ผลงานกำกับชิ้นก่อนหน้าของโนแลน เพราะเช่นเดียวกัน เส้นแบ่งทางศีลธรรม ความถูกต้อง และจรรยาบรรณเริ่มถูกมองข้าม หรือยิ่งพร่ามัว เมื่อตัวละครทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเอาชนะคะคานกัน ในกรณีของ The Dark Knight แบทแมนเลือกจะยืนอยู่ฝ่ายความเชื่อที่ว่า สังคมจำเป็นต้องอยู่ในกฎระเบียบ และบางครั้งการเลือกใช้ความรุนแรง เฉียบขาดก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยโดยรวม แต่เมื่อเดิมพันยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับจุดยืนดังกล่าวมันจะยังคุ้มค่าอยู่ไหม?

ตรงกันข้าม โจ๊กเกอร์ไม่เชื่อในกฎระเบียบ หรือหลักการปฏิบัติใดๆ เขาไม่ต้องการเงิน หรืออำนาจ และดุจเดียวกับคำอธิบายของ อัลเฟร็ด (ไมเคิล เคน) เขาเพียงต้องการจะเห็นโลกทั้งใบวุ่นวายและ “มอดไหม้เป็นจุล” ทั้งนี้เพราะเขาศรัทธาในสัญชาตญาณดิบอันเลวร้ายของมนุษย์ว่า เมื่อถึงเวลาคับขัน เราทุกคนก็พร้อมจะโยนกฎเกณฑ์ ศีลธรรมจรรยา หรือความถูกต้องชอบธรรมทั้งหมดทิ้ง แล้วหันมา “กินกันเอง” เพื่อความอยู่รอด

ฉะนั้น มุกตลกที่ไม่ค่อยตลกของโจ๊กเกอร์จึงมักจะวนเวียนอยู่กับการทดสอบความแข็งแกร่งของจิตสำนึก เช่น เมื่อเขามอบอาวุธให้ลูกสมุนมาเฟียต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอด หรือการลอบวางระเบิดเรือเฟอร์รี่สองลำ แล้วมอบเครื่องจุดระเบิดของเรือลำหนึ่งไว้กับเรืออีกลำหนึ่ง หรือการตั้งเงินรางวัลเป็นค่าหัว โคลแมน รีส (โจชัว ฮาร์โต)

แต่ผลงานชิ้นโบว์แดงของโจ๊กเกอร์คงจะหนีไม่พ้นชัยชนะเหนือ ฮาร์วีย์ เดนท์ ซึ่งในช่วงท้ายได้กลายสภาพเป็นเหมือนอัศวินเจไดที่โดนด้านมืดเข้าครอบงำ และความสูญเสียดังกล่าวก็นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันของแบทแมนกับ เจมส์ กอร์ดอน (แกรี่ โอลด์แมน) ที่จะหลอกลวงชาวเมืองก็อตแธมให้ร่ำไห้ต่อการจากไปของเดนท์ แล้วโหยหาอัศวินขี่ม้าขาวคนใหม่ เพราะพวกเขาคิดว่าประชาชนยังไม่พร้อมจะเผชิญความจริงอันโหดร้าย นั่นคือ โลกนี้ไม่มีอัศวินขี่ม้าขาว และมนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาตญาณใฝ่ต่ำอยู่ในตัว

หนังคล้ายจะจบลงด้วยการสรรเสริญแบทแมน ผ่านบทสนทนาที่ค่อนข้างไม่แนบเนียนระหว่างกอร์ดอนกับลูกชาย ว่าเป็นอัศวินแห่งรัตติกาลและฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ ฉากจบที่จู่ๆ ก็เหมือนจะสาดทอลำแสงแห่งความหวังมาแบบฉับพลันท่ามกลางความมืดหม่นตลอดเวลาเกินกว่าสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ให้ความรู้สึกประดักประเดิดอยู่ไม่น้อย จนพาลให้คิดสงสัยว่า เหตุใดสองพี่น้องโนแลนที่ร่วมกันเขียนบทจึงเกิดอยากจะหน่อมแน้มขึ้นมาหลังจากตบหน้าคนดูด้วยความหดหู่มาตลอด มันเป็นตอนจบแบบที่คนดูต้องการและสตูดิโอเรียกร้อง? หรือเป็นเกมอำพรางแบบเดียวกับมุกตลกของโจ๊กเกอร์ ในการจับพวกผู้ร้ายมาแต่งตัวเป็นคุณหมอ แล้วจับตัวประกันมาแต่งตัวเป็นโจร?

บางทีบุคคลที่ยังไม่พร้อมจะเผชิญความจริงอาจไม่ใช่ชาวเมืองก็อตแธม แต่เป็นตัวแบทแมนเองต่างหาก แผนล่อลวงเกี่ยวกับเดนท์อาจเป็นเพียงการหล่อเลี้ยงความหวังลมๆ แล้งๆ ของเขาว่าตนได้กำชัยชนะเหนือโจ๊กเกอร์ เหมือนการที่บรูซหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าสุดท้ายราเชลจะแต่งงานกับเขา และด้วยเหตุนี้เองกระมัง อัลเฟร็ด ผู้เข้าใจแบทแมน/ บรูซ เวย์น มากกว่าใครทุกคน จึงจัดแจงเผากระดาษโน้ตของราเชลทิ้ง ด้วยตระหนักดีว่าเจ้านายของเขายังไม่พร้อมจะยอมรับมันในเวลานี้ แบทแมนกล่าวอ้างอย่างไร้เดียงสาว่าแผนระเบิดเรือเฟอร์รี่ของโจ๊กเกอร์ล้มเหลว เพราะมนุษย์ทุกคนใช่จะเลวร้ายไปเสียทั้งหมดและความดีงามย่อมเป็นฝ่ายกำชัยในท้ายที่สุด กระนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งแบทแมนไม่ทราบ แต่คนดูกลับประจักษ์แก่สายตา ก็คือ ผู้โดยสารบนเรือลำหนึ่งได้โหวตให้ระเบิดเรืออีกลำด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น นั่นหมายความว่า สาเหตุที่เรือเฟอร์รี่ไม่ระเบิดหาใช่เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่เป็นเพราะพวกเขายังละอายใจเกินกว่าจะทำชั่วต่อหน้าคนอื่นต่างหาก

ทีนี้ ถ้าลองโจ๊กเกอร์เปลี่ยนแผนเป็นให้ทุกคนบนเรือกุมเครื่องจุดระเบิดไว้ในมือท่ามกลางความมืด คุณยังคิดว่าเรือทั้งสองลำจะปลอดภัยไร้กังวลอยู่ไหม?

ความชั่วร้ายใน The Dark Knight ปรากฏให้เห็นหลากหลายระดับ บางครั้งมันอาจง่ายต่อการตัดสิน เช่น พฤติกรรมวิปริตของโจ๊กเกอร์ ความละโมบของคนสองสามคนที่พยายามลอบยิงและขับรถชน โคลแมน รีส (ซึ่งก็ห่างไกลจากสถานะพ่อพระเช่นกัน) หรือความโหดเหี้ยมของพวกมาเฟีย แต่บางครั้งมันกลับยากจะแยกขาวออกจากดำ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์ทุกคนโดยลึกๆ แล้วย่อมคำนึงถึงตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งแบทแมนเอง ซึ่งก็เลือกจะไปช่วยชีวิตคนรักแทนการเห็นแก่ส่วนรวมและตรงไปช่วยเดนท์ หรือการที่เขาปล่อยให้คนบริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยต้องมาสังเวยชีวิตและเสี่ยงอันตรายเพื่อล่อจับโจ๊กเกอร์

นอกจากนี้ เรายังต้องเผชิญความชั่วร้ายแบบนักสืบ รามิเรส (โมนิค เคอร์เนน) ผู้นำส่งเดนท์กับราเชลให้พวกมาเฟียเพื่อแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือแม่ในโรงพยาบาล เธอไม่ได้ลงมือฆ่า ไม่ได้วางแผน และอาจไม่รู้จริงๆ ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนทั้งสอง (อย่างไรก็ตาม เธอย่อมตระหนักดีว่าพวกมาเฟียคงไม่ได้ต้องการเชิญพวกเขาไปร่วมทานอาหารค่ำมื้อหรูอย่างแน่นอน) เธอแค่อยากจะมีเงินรักษาแม่ มันผิดมากเลยหรือ?

รามิเรสหาใช่ปีศาจร้าย เธอเพียงแค่ “มืดบอด” เกินกว่าจะตระหนักในศีลธรรม สามัญสำนึก และความถูกต้อง เธอก้มหน้าก้มตาเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ โดยไม่คำนึงว่าพฤติกรรมของตนจะส่งผลกระทบใดๆ ตามมาหรือไม่ ถ้าเธออยู่บนเรือเฟอร์รี่พร้อมเครื่องกดระเบิดในมือ แล้วไฟเกิดดับลงละก็ อย่าลงพนันเด็ดขาดว่าเธอจะไม่ใช้มันให้เป็นประโยชน์... ที่สำคัญกว่านั้น จะมีสักกี่คนซึ่งเลือกที่จะไม่ใช้มัน

Replay: Santa Sangre


แม่มักจะมีอิทธิพลมหาศาลกับลูกชาย ไม่เชื่อลองไปถามตัวละครอย่าง นอร์แมน เบทส์ ดูได้ ผลงานสยองกึ่งเซอร์เรียลของผู้กำกับลูกครึ่งเม็กซิกัน-อิตาเลียน อเลฮานโดร โจโดโรวสกี้ เรื่อง Santa Sangre ถูกขนานนามให้เป็น Psycho เวอร์ชั่น หลุยส์ บุนเยล เนื่องจากมันมีพล็อตเรื่องใกล้เคียงกับภาพยนตร์คลาสสิกของ อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อค แต่หากคุณได้ชมหนังเรื่องนี้เพียงบางส่วน เชื่อว่าคุณจะไม่นึกถึงฮิทช์ค็อคเป็นคนแรกอย่างแน่นอน ความโหดร้ายอันน่าตื่นตา ชวนคลื่นเหียน และสวยงามอย่างประหลาดของมันอาจติดตาคุณไปตลอด แล้วโผล่แวบให้เห็นเป็นครั้งคราวในฝันร้าย กล่าวได้ว่าหนังของเขาเป็นส่วนผสมระหว่างฮิทช์ค็อค, บุนเยล, เฟเดอริโก้ เฟลลินี่ และ ดาริโอ อาร์เจนโต แต่ความบ้า ความห่าม และความวิกลจริต ซึ่งเป็น “เสน่ห์” อันยากจะห้ามใจของหนังถือเป็นเอกลักษณ์ของโจโดโรวสกี้ล้วนๆ (Santa Sangre อาจนับเป็นหนังเพื่อกระแสหลักของเขา แต่ผมก็ยังไม่คิดว่ามันจะเหมาะสำหรับ “ทุกคน” อยู่ดี) พิสูจน์ได้จากฉากศพช้างเชือกใหญ่ถูกแห่ไปรอบเมือง ก่อนจะโดนทิ้งลงบนกองขยะ จากนั้นฝูงคนสลัมก็กรูกันมาพังโลงศพเพื่อแย่งชิงเนื้อช้าง! หรือฉากหญิงสาวแก้แค้นสามีจอมเจ้าชู้โดยการราดน้ำกรดบนเจ้าโลกของเขา ก่อนเธอจะโดนฝ่ายชายตอบโต้ด้วยการตัดแขนทั้งสองข้าง!

เช่นเดียวกับเบทส์ใน Psycho เฟนิกซ์ (แอ็กเซล โจโดโนวสกี้) กลายสภาพเป็นฆาตกรโรคจิตเนื่องจากอิทธิพลของมารดาจอมบงการ (รวมถึงวิกฤติวัยเด็กจากการเห็นพ่อตัดแขนแม่ แล้วปาดคอตายตามไปต่อหน้าต่อตา) และคลั่งศาสนา (เธอเป็นผู้นำลัทธิบูชา “นักบุญหญิง” ที่โดนพี่ชายสองคนข่มขืน ตัดแขนสองข้าง แล้วปล่อยให้นอนจมกองเลือดตาย) แต่ฉากจบของ Santa Sangre ดูจะให้ความหวังมากกว่า Psycho ตรงที่ชายหนุ่มสามารถปลดแอกตัวเองเป็นอิสระจากแม่ได้ด้วยความรัก แล้วกลายเป็นเจ้านายของแขนทั้งสองข้างอีกครั้ง... คงมีแต่ผู้กำกับบ้าดีเดือดแบบ อเลฮานโดร โจโดโนวสกี้ เท่านั้นที่กล้าจะผสานแง่มุมความรักโรแมนติกเข้ามาในหนังสยองขวัญประเภทเลือดสาด แถมยังทำได้อย่างแนบเนียน ลงตัว และได้ผลเสียด้วยสิ