วันศุกร์, มีนาคม 16, 2550

Memento: สู่เขาวงกตในก้นบึ้งอันมืดมิดแห่งจิตใจ


ในแวดวงจิตวิเคราะห์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับความทรงจำกำลังได้รับการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในอเมริกา เมื่อมีการออกกฎหมายอนุญาตให้จำเลยมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการถูกกระทำชำเราทางเพศในช่วงวัยเด็กได้ แม้เวลานับแต่เกิดเหตุการณ์จะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม เนื่องจากตามหลักจิตวิทยาภายใต้การนำของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ นั้นเชื่อว่ามนุษย์สามารถเก็ดกดประสบการณ์เลวร้ายดังกล่าวไว้ในจิตใต้สำนึก โดยพวกเขาอาจดำรงชีวิตภายใต้อิทธิพลแห่งความเจ็บปวดนั้น แต่กลับจำไม่ได้ว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน พลังดำมืดภายใต้จิตสำนึกนี้อาจนำไปสู่ความทุกข์ใจ ปัญหาชีวิตคู่ บุคลิกภาพ และความแปรปรวนทางอารมณ์มากมายซึ่งตัวผู้ป่วยไม่อาจหาคำตอบมาอธิบายเองได้ แม้จะขอความช่วยเหลือจากพี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย หรืออ่านหนังสือช่วยปรับปรุงชีวิตจำนวนหลายเล่มแล้วก็ตาม

เชื่อกันว่าการบำบัดทางจิต จะช่วยนำจิตใต้สำนึกเหล่านั้นให้ลอยฟ่องขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง (recovery of memory) ให้ผู้ป่วยได้เผชิญหน้ากับความจริงผ่านขั้นตอนหลายชั้น ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ย่อมนำไปสู่การฟ้องร้องมากมาย ระหว่างลูกกับพ่อ ครูกับลูกศิษย์ หรือลุงกับหลาน เนื่องจากความทรงจำที่ถูกเก็บกดไว้ (repressed memory) มักเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้กระทำมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ถูกกระทำ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยจำต้องเผชิญหน้ากับผู้ชำเราบ่อยครั้งในชีวิต พวกเขาจึงมักเลือกที่จะ ‘ลืม’ เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางจิตใจ

บ่อยครั้งความพยายามจะเปิดเผยด้านที่ถูกปกปิดไว้ของความทรงจำ ทำให้จิตแพทย์ต้องใช้กรรมวิธีเชิงรุกมากมาย อาทิ ยากระตุ้น การชี้นำจินตนาการ วิเคราะห์ฝัน ตีความข้อเขียน หรือกระทั่งสะกดจิต ซึ่งส่งผลให้หลายคนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแม่นยำ เที่ยงตรงของความทรงจำเหล่านั้น ในเมื่อความจริงที่เท็จ (false truth) อาจถูกหว่านเมล็ดลงในสภาพจิตอันไม่มั่นคงของผู้ป่วยได้ทุกขณะ งานวิจัยหลายชิ้นเองก็บ่งชี้ตรงกันว่าความทรงจำนั้นอาจคลาดเคลื่อน/บิดเบือนจากความจริงได้หลายระดับ และบางกรณีผู้ทดสอบสามารถชี้นำให้ผู้เข้ารับการทดลองเชื่อสนิทใจได้ว่าเคยมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในอดีตทั้งที่มันเป็นเพียงเหตุสมมุติเท่านั้น

Memento ผลงานกำกับแนวฟิล์มนัวร์ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่ได้เกี่ยวพันถึงความเจ็บปวดในวัยเด็ก แต่ก็นำเอาหลักจิตวิทยาข้างต้นมาสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่ออธิบายการตัดสินใจประหลาด จนถึงขั้นน่าตื่นตระหนกของเลียวนาร์ด (กาย เพียซ) หลังจากเท็ดดี้ (โจ แพนโทเลียโน่) เฉลย ‘ความจริง’ เกี่ยวกับการตายของแคทเธอลีน (จอร์จา ฟ็อกซ์) ให้เขา (และผู้ชม) ฟัง เขาเขียนคำบรรยายด้านหลังภาพเท็ดดี้ว่า “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน” แล้วก็เผารูปถ่ายที่พิสูจน์ว่าตนเองแก้แค้นให้ภรรยาได้สำเร็จแล้วทิ้ง ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการตามล่าครั้งใหม่ ฉากปิดเรื่องดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่านอกจากเราจะไม่อาจไว้ใจความทรงจำได้แล้ว หลักฐานต่างๆซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงที่เรา/เลียวนาร์ดเชื่อว่าสามารถยึดเหนี่ยวไว้ได้ (เหมือนข้อมูลเบื้องต้นของตำรวจ) ดังเช่น รอยสัก รูปภาพ และเอกสารทั้งหลายแหล่ สุดท้ายก็หลักลอยพอๆกันเนื่องจากมันถือกำเนิดขึ้นจากอัตวิสัยอันบิดเบี้ยวของเลียวนาร์ด

อันที่จริงแล้วการกระทำของเลียวนาร์ดนั้นเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการบำบัดทางจิตที่บรรยายไว้ข้างต้น กล่าวคือ แทนที่ผู้ป่วย (เลียวนาร์ด) จะได้หันมาเผชิญหน้ากับความจริง ปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความทุกข์ทรมานไม่เป็นสุขในปัจจุบัน มันกลับผลักดันให้เขาเก็บกดความลับเอาไว้ให้ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกยิ่งขึ้นอีกจนเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรจริง อะไรเท็จอีกต่อไป ผ่านขบวนการสร้างความทรงจำลวง (false memory) เกี่ยวกับแซมมี แจนคิส (สตีเฟ่น โทโบโลวสกี้) และภรรยาที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน (แฮร์เรียต แซนซอม แฮร์ริส) ขึ้นแทนที่เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะรับมือกับความเจ็บปวดจากอดีตทั้งหลาย หากเรื่องราวของแซมมี่แท้จริงแล้วสะท้อนชีวิตหลังเหตุข่มขืนของเลียวนาร์ด เขาก็ไม่ต่างกับชายผู้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ใหม่ๆในทุกๆ 15 นาทีจากโรคสูญเสียความทรงจำระยะสั้น ชีวิตเขาไม่สามารถแม้กระทั่งจะหาความสุขจากการชมภาพยนตร์ได้เพราะกว่าจะถึงตอนจบเขาก็ลืมตอนกลางเรื่องเสียแล้ว ความสนุกสนานเดียวของเขา คือ การนั่งชมโฆษณา… จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

ความเศร้าเสียใจ สับสน ความรู้สึกผิด และความเจ็บแค้นจากการตายของภรรยา ผลักดันให้เลียวนาร์ดเริ่มบำบัดรอยบอบช้ำด้วยการปลูกฝังความทรงจำลวงเข้าในจิตใต้สำนึก ผลักดันไปสู่ ‘ภารกิจที่ไม่มีวันจบสิ้น’ ในการออกตามล่า จอห์น จี… ทันใดนั้นชีวิตเขาก็เริ่มมีจุดหมาย มีโฟกัส เป็นแรงจูงใจให้สามารถดำเนินผ่านกิจวัตรอันยากลำบากเนื่องจากการสูญเสียความทรงจำระยะสั้นต่อไปได้ พลังความแค้นช่วยต่อลมหายใจให้เขาไปวันๆ

หนังแสดงให้เห็นขั้นตอนการบำบัดซึ่งเลียวนาร์ดรับบทเป็นจิตแพทย์รักษา หรือ ‘สะกดจิต’ ตัวเองให้สร้างความจริงลวงขึ้นมาตลอดทั้งเรื่อง เขาพล่ามให้คนแปลกหน้าทางโทรศัพท์ฟังเกี่ยวกับเรื่องของแซมมี่ หรือหากมองอีกทีเขาอาจกำลังพูดกับตัวเองอยู่ก็ได้ เนื่องจากคนดูมองไม่เห็นหรือได้ยินเสียงของอีกฝ่าย ไม่แม้กระทั่งจะได้รับการชี้แจงแน่ชัดว่าคนแปลกหน้านั้นมีตัวตนอยู่จริง แม้เท็ดดี้จะเฉลยว่าคงเป็นพวกในกรมตำรวจโทรมาแหย่เลียวนาร์ดเล่น แต่คนดูก็ไม่อาจรู้แน่ได้ เท็ดดี้ยังบอกอีกว่าเลียวนาร์ดชอบเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง เขาตอกย้ำเหตุผลแห่งการตามล่าด้วยรอยสักกลับหลังบนหน้าอก (จอห์น จี ข่มขืนและฆ่าเมียแก) ที่จะสามารถมองเห็นได้จากการยืนจ้องตัวเองในกระจกเท่านั้น เขาพูดกับตัวเองอยู่ในหัวตลอดเวลา และสักข้อความเตือนใจให้จดจำแซมมี่ไว้ที่หลังมือ ข้อความเหล่านี้สำคัญสูงสุดต่อการดำรงชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเมื่อใดก็ตามที่เลียวนาร์ดไม่ ‘เชื่อ’ หรือเริ่มสงสัยในเรื่องของแซมมี่กับภรรยา และจอห์น จี แล้ว เมื่อนั้นเองที่เขาต้องหันมาเผชิญหน้ากับความจริงอันรวดร้าว

Memento ไม่เพียงแต่จะตีแผ่สภาพทางจิตของเลียวนาร์ดในแง่จิตวิเคราะห์ออกมาอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังดึงเอาผู้ชมเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเขาอย่างชาญฉลาดอีกด้วย ผ่านขบวนการเล่าเรื่องแบบถอยหลังโดยแต่ละฉากจะกินเวลาประมาณ 7-15 นาที คั่นกลางด้วยฉากแฟลชแบ็คขาวดำซึ่งดำเนินเรื่องแบบเดินหน้า ขั้นตอนดังกล่าวทำให้เราชมภาพยนตร์ในลักษณะเดียวกับที่เขาดำเนินชีวิต ทำให้คนดูสัมผัสถึงอารมณ์หงุดหงิด ขึ้งเครียดของเลียวนาร์ดได้จากอาการจับต้นชนปลายเรื่องราวไม่ถูก และไม่แน่ใจว่าควร/ไม่ควรเชื่อใจใครดี ตัวละครแต่ละตัวที่อ้างตนว่าเป็น ‘เพื่อน’ ของเลียวนาร์ด โดยเนื้อแท้แล้วกลับไม่เป็นจริงอย่างที่พวกเขานำเสนอ ทุกอย่างล้วนมีด้านดำมืดที่ซุกซ่อนเอาไว้ มันค่อยๆถูกเปิดเผยออกมาทีละชั้นเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งตัวเลียวนาร์ดเองซึ่งคนดูลุ้นเอาใจช่วยมาตลอดทั้งที่จริงๆแล้วเราไม่รู้จักตัวตนแท้จริงของเขาเลยจนกระทั่งฉากสุดท้าย ภาวะวิตกจริต (paranoid) ดังกล่าวสะท้อนภาพลักษณ์สำคัญของแนวทางภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ (film noir) ได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายเน้นการสะท้อนด้านมืดแห่งสังคม หรือจิตใจของมนุษย์

นอกจากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ และมีกลวิธีการเล่าเรื่องแบบกระตุ้นให้ผู้ชมจัดระเบียบเรื่องราว หาเหตุผลปะติดปะต่อเอาเองใหม่หลังจากหนังจบแล้ว Memento ยังเปรียบเสมือนการรื้อโครงสร้างใหม่ (reconstruction) ให้กับภาพยนตร์ตระกูลฟิล์มนัวร์อีกด้วย โดยได้ผสมผสานเอาสามแนวทางทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เริ่มจากโครงเรื่องทำนองสืบสวนสอบสวน (The ‘hard boiled’ private eye type) (1) ผ่านเลียวนาร์ดผู้พยายามเล่นบทนักสืบจำแลงแก้ไขปริศนาให้กับคดีพิศวง สู่โครงเรื่องทำนองหญิงอันตรายผู้ทำลายล้างทุกสิ่ง (The femme fatale as destroyer) (2) ผ่านตัวละครรองอย่าง นาตาลี (แคร์รี่-แอนน์ มอสส์) ที่หลอกล่อเลียวนาร์ดด้วยพลังเพศหญิงให้เขากำจัดศัตรูเพื่อเธอ (แถมเธอยังมีอาชีพเป็นสาวบาร์ หนึ่งในอาชีพฮิตของผู้หญิงฟิล์มนัวร์ไม่แพ้ เมียน้อย นักเต้นระบำ โสเภณี และนักร้องในไนท์คลับอีกด้วย) จนถึงโครงเรื่องทำนองโลกแห่งอาการวิตกจริต (The paranoid noir story) (3) ซึ่งดูเหมือนจะส่งอิทธิพลสูงสุด

เช่นเดียวกับฟิล์มนัวร์ดั้งเดิมทั่วไป Memento สะท้อนให้เห็นสังคมอันฟอนเฟะผ่านการทรยศหักหลัง การค้ายาเสพย์ติด และตำรวจคอรัปชั่น ตัวละครส่วนใหญ่ล้วนคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างดำกับขาวเต็มเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัญหา ความโลภ พวกเขาคาบเกี่ยวระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ โดยเลียวนาร์ดเองก็อยู่ในสภาพเดียวกันนั้น แรกทีเดียวเมื่อมองอย่างผิวเผินแล้วเขาอาจดูเหมือนผู้ล่าที่ต้องการแก้แค้น แต่ขณะเดียวกันหนังก็สะท้อนให้เห็นอย่างไม่หยุดหย่อนว่าเขามักถูกคนรอบข้างฉกฉวยประโยชน์จากโรคสูญเสียความทรงจำระยะสั้น หลอกใช้เขาอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่เท็ดดี้ จนถึงนาตาลี หรือแม้กระทั่งคนดูแลโรงแรมอย่างเบิร์ท (มาร์ค บูน จูเนียร์) ต่อมาเมื่อหนังเฉลยบทหักมุมในตอนท้ายซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเลียวนาร์ดก้าวเข้าใกล้กับการเป็นฆาตกรโรคจิต (psychopath) มากขึ้น แต่หนังก็ยังไม่วายวางบทของเขาให้อยู่ในลักษณะของ ‘เหยื่อ’ แห่งความมืดมิดในจิตใจ จากอารมณ์เจ็บปวดแห่งความรู้สึกผิดบาป (ตามแนวทางที่สามของฟิล์มนัวร์) มากกว่าจะเป็นฆาตกรเหี้ยมไร้เมตตา เพราะอย่างน้อยสิ่งที่ผลักดันให้เขากลายเป็นคนแบบที่เขาเป็นในปัจจุบันก็เกิดจากความเลวร้ายของผู้อื่น (โจรสองคนบุกเข้าข่มขืนภรรยา และทำร้ายเขาจนสมองพิการ) จากความมืดมิดในสังคม

ชีวิตของเลียวนาร์ดเปรียบดังเขาวงกตแห่งสถานที่แปลกตา และผู้คนแปลกหน้าอันไม่มีวันสิ้นสุด เขารู้เพียงว่ากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน (หากมันไม่กินเวลานานนัก) และเป้าหมายในอนาคต แต่กลับไม่รู้จักแม้กระทั่งตัวเอง หรือตัวตนที่เขาได้ ‘กลายเป็น’ น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นเมื่อมาถึงตอนจบ (ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว) ขณะที่ผู้ชมพอจะมีไอเดียคร่าวๆเกี่ยวกับภาพรวมทั้งหมด เลียวนาร์ดกลับเดินทางไปสู่จุดเดิมอีกครั้ง (ซึ่งเชื่อว่าเป็นมานานนับปีแล้วตามคำเล่าของเท็ดดี้) ราวกับกำลังหลงทางอยู่ในค่ายกลซึ่งเขาสร้างขึ้นมาเอง ที่สำคัญเลียวนาร์ดยังไม่แสดงท่าทีจะฉุดรั้งตัวเองขึ้นจากขุมมืดมิดนั้นในเมื่อมันนำเสนอเกราะที่แข็งแกร่งป้องกันเขาออกจากความจริงอันทรมานใจ การพิพากษาให้เท็ดดี้ (ผู้ดูเหมือนจะเป็นบุคคลเดียวที่รู้จักเขาและสามารถดึงเขากลับสู่โลกแห่งความจริงได้) กลายเป็นจอห์น จีรายต่อไป พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเลือกที่จะจมดิ่งลงสู่ความลวงแทนที่จะค้นหาทางออกจากกับดักนี้

ภาพยนตร์นัวร์ในยุคหลัง (neonoir) ดูเหมือนจะรักษาดีกรีความหดหู่ มืดมิดดังกล่าวเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยตัวอย่างก่อนหน้าที่เห็นได้ชัด คือ Lost Highway ของผู้กำกับ เดวิด ลินช์ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชายผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆ่าภรรยาของเขาเอง ขณะนอนรอเวลาตายอยู่นั้นความเจ็บปวดทางจิตใจจากโศกนาฏกรรมชวนช็อคดังกล่าวทำให้เขา ‘แปลงสภาพ’ ตัวเองกลายเป็น ชาย ‘อีกคน’ ที่ดีกว่า หนุ่มกว่า ป็อปปูล่าในหมู่เพื่อน/ครอบครัวมากกว่า มีอาชีพน่าสนใจกว่า มีชีวิตน่าตื่นเต้นกว่า หนังจบลงเมื่อความจริงเริ่มไล่ล่ามาทัน บีบบังคับให้เขาเตรียมที่จะแปลงสภาพเป็นอีกคนหนึ่ง พร้อมๆกับเรื่องราวที่ย้อนกลับมาบรรจบยังจุดเริ่มต้นช่วงเปิดเรื่อง สื่อให้เห็นว่าโลกของเขานั้นไม่ต่างกับการขับรถบนทางหลวงยามดึกที่วนเวียนไปมา ไม่อาจหาทางออกได้ (ซึ่งเป็นภาพเปิดเรื่องช่วงเครดิต)

ชะตากรรมของเลียวนาร์ดเองก็ไม่แตกต่างจากนั้นสักเท่าไหร่ เมื่อบทสรุปวนกลับมาเชื่อมต่อเป็นเหตุเป็นผลกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ (การเวียนมาบรรจบกันถูกถ่ายทอดเป็นรูปธรรมได้อย่างงดงามเมื่อช่วงแฟลชแบ็คขาวดำที่เล่าเรื่องเดินหน้าเดินทางมาประสานกับช่วงภาพสีที่เล่าเรื่องถอยหลัง ในฉากซึ่งเลียวนาร์ดกำลังยืนสะบัดรูปภาพโพลารอยด์ของ จิมมี่ แกรนท์ (แลร์รี่ โฮลเด้น) นอนตายอยู่บนพื้น) ไม่มีบทสรุปแน่นอนว่าเลียวนาร์ดจะทำเช่นใดหลังจากสังหารเท็ดดี้สำเร็จแล้ว (ซึ่งเป็นฉากเปิดเรื่อง) แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาคงจะเริ่มออกหา ‘โปรเจ็ค’ ชิ้นใหม่ แล้วทุกอย่างก็จะวนเวียนไปมาเช่นนี้ไม่รู้จบ

Memento พยายามจะบอกว่าอันตรายในโลกมืดนั้นเป็นภัยที่สามารถรับมือได้ ต่างกับความมืดมิดในจิตใจที่ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ไร้ซึ่งทางออก และลึกลับซับซ้อนเกินหยั่งถึง

หมายเหตุ

(1) ตัวเอกมักมีอาชีพเป็นนักสืบพยายามคลี่คลายคดีลึกลับจนเข้าไปพัวพันกับโลกมืดแห่งอาชญากรรม ความรุนแรง คอรัปชั่น ฯลฯ (noir world) ซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายใต้โลกอันน่านับถือแห่งชนชั้นกลาง เขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายมากมาย ตลอดจนผู้คนรอบข้างก็ดูไม่น่าไว้วางใจ แต่สุดท้ายความซื่อสัตย์ เฉลียวฉลาด และมุ่งมั่นก็ช่วยให้เขาสามารถคลี่คลายคดี เปิดโปงหน้ากากคนชั่ว และเอาชีวิตรอดมาได้ แม้จะมี ‘บาดแผล’ กลับมาเป็นบทเรียนของฝากบ้างก็ตาม เรย์มอนด์ แชนด์เลอร์ เป็นนักเขียนนิยายที่โดดเด่นในแนวทางนี้ หนังตัวอย่างก็เช่น The Maltese Falcon, The Big Sleep และ Chinatown

(2) ตัวเอกถูกล่อหลอกให้ติดกับทางเพศของสาวสวย เซ็กซี่ แล้วร่วมกันลงมือฆาตกรรมสามีของเธอ โลกมืดถูกสะท้อนผ่านจิตวิทยาภายใน (ความรู้สึกผิด ความกลัวที่จะถูกค้นพบ การลุ่มหลงในกิเลสตัณหา ความโลภ) มากกว่าจะเป็นรูปธรรมชัดเจน หญิงอันตราย (femme fatale) คือผู้ดึงตัวเอกลงสู่โลกมืด ทำให้เขากลายเป็นเหยื่อแห่งความปรารถนาภายใน โดยสุดท้ายโอกาสรอดชีวิตของเขาค่อนข้างริบหรี่ หรือหากรอดมาได้ก็มักร่อแร่ทางด้านจิตใจ เจมส์ เอ็ม. เคน เป็นนักเขียนสำคัญในแนวทางนี้ หนังตัวอย่างก็เช่น Double Indemnity, The Postman Always Rings Twice และ Body Heat

(3) ตัวเอกมีปมปัญหาทางจิตวิทยา เช่น เป็นโรคความจำเสื่อม หรือไม่มั่นคงทางประสาทซึ่งจะนำเขาไปสู่การฆาตกรรม หนังมักฉายให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างโลกมืดกับอาการไม่สมประกอบทางจิต ก่อนที่โลกมืดนั้นจะค่อยๆก้าวเข้าไปอยู่ ‘ข้างใจ’ จิตใจของตัวเอกซึ่งบางครั้งอาจกลายเป็นฆาตกรเสียเอง พวกเขา คือ เหยื่อขนานแท้แห่งโลกมืดในจิตใจซึ่งเป็นเสมือนฝันร้ายที่ปราศจากทางออก คอร์เนลล์ วูลริช คือ นักเขียนสำคัญ หนังตัวอย่างก็เช่น Street of Chance, Possessed และ Night and the City

วันอังคาร, มีนาคม 13, 2550

A Tale of Two Sisters: ผีร้ายในใจคน


เป็นคุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าวันหนึ่งพ่อของคุณพาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาในบ้าน ทั้งๆที่แม่ของคุณยังไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน เธอคนนั้นมีอาชีพเป็นนางพยาบาล ซึ่งควรจะทำงานปรนนิบัติดูแลแม่ของคุณ ไม่ใช่ลอบเข้ามาตีท้ายครัวเยี่ยงนี้ และที่น่าเจ็บแค้นยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองยังมีหน้ามาเปิดเผยความรู้สึกต่อกันอย่างไม่ปิดบังอีกด้วย ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเหลือแสน

สำหรับเด็กสาวผู้กำลังจะย่างเข้าสู่วัยรุ่นอย่าง ซูมี (อิมซูจุง) เธอมีสิทธิทุกประการที่จะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับ อึนจู (ยวมจุงอา) ว่าที่แม่เลี้ยงในอนาคต ซึ่งไม่ได้พยายามจะทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายความตึงเครียดลงแต่อย่างใด ด้วยการใช้ไม้แข็งกำราบเด็กหญิงสองคนที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ แต่ใครบ้างจะคาดคิดว่า คำพูดเชือดเฉือนน้ำใจเพียงไม่กี่คำที่ซูมีกล่าวกับอึนจู ในตอนเช้าของวันที่เกิดเสียงดังโครมครามขึ้นในห้องของน้องสาวคนเล็ก ซูยอน (มุนกุนยอง) จะนำไปสู่ผลลัพธ์ชวนสะพรึงอย่างคาดไม่ถึง… คำพูดที่ซูมีคงไม่มีวันทำใจให้ลืมได้… คำพูดที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

A Tale of Two Sisters ได้แรงบันดาลใจมาจากตำนานสยองขวัญเลื่องชื่อของประเทศเกาหลีเกี่ยวกับเด็กหญิงสองคนที่ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายวางอุบายฆาตกรรมจนถึงแก่ความตาย แต่ความคั่งแค้นในจิตใจทำให้ดวงวิญญาณของพวกเธอไม่อาจเดินทางไปสู่สุขคติได้ หากยังคงวนเวียนอยู่บนโลกเพื่อทวงถามความยุติธรรม

ผู้กำกับ/เขียนบท คิมจีวุน ได้ดัดแปลงตำนานซินเดอเรลล่าฉบับนองเลือดข้างต้นให้ร่วมสมัยและลุ่มลึกขึ้นด้วยการตัดทอนปมฆาตกรรมออก ลดทอนแง่มุมเมโลดราม่าลง (ตัวละครถูกแบ่งแยกเป็นสองกลุ่ม นั่นคือ คนดีกับคนเลว ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ เพื่อใช้สั่งสอนศีลธรรมขั้นพื้นฐาน) แล้วเพิ่มความซับซ้อนให้แก่ตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อึนจู ซึ่งห่างไกลจากสถานะปีศาจไร้หัวใจเหมือนแม่เลี้ยงในตำนาน จริงอยู่ที่เธออาจไม่ใช่ แมรี่ ป๊อปปิ้น ผู้รักเด็กทุกคนโดยปราศจากเงื่อนไขเช่นกัน แต่อย่างน้อยหัวใจของเธอก็ไม่ได้สิ้นไร้กลิ่นอายแห่งมนุษยธรรมเสียทีเดียว ดังจะเห็นได้ว่าเธอกำลังตั้งใจจะเดินกลับไปช่วยซูยอนอยู่แล้ว แต่ต้องมาประจันหน้ากับกำแพงหินผาที่เต็มไปด้วยหนามแหลมอย่างซูมีเข้าเสียก่อน ดังนั้น ด้วยอารมณ์คั่งแค้นเพียงชั่ววูบของมนุษย์ผู้อ่อนแอ เธอจึงตัดสินใจแก้เผ็ดเด็กสาวด้วยการ ‘นิ่งเฉย’ เสีย

ทางด้านซูมีเองนั้นก็เป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งอยู่ภายในไม่น้อย รายละเอียดอันน่าหวั่นวิตกบางอย่างทำให้สถานะของเธอหาใช่ผ้าขาวบริสุทธิ์ เช่น การที่เธอนึกภาพตัวเอง ‘รับบท’ เป็นอึนจูได้สื่อนัยยะถึงปมอีเล็กทร่า (1) และความต้องการจะเป็นผู้หญิง ‘คนเดียว’ ในชีวิตของพ่อ ขณะเดียวกัน แม้ว่าซูมีจะไม่ได้แสดงท่าทีชิงชังมารดาของตนให้เห็นเด่นชัด แต่หนังก็บอกใบ้อยู่ในทีว่า ซูยอนคือลูกสาวคนที่ใกล้ชิดผูกพันกับแม่มากกว่า ทั้งสองแชร์ความลับเล็กๆน้อยๆซึ่งซูมีไม่เคยรับรู้มาก่อน (คาถาเรียกแม่) หลังเกิดเหตุ ‘สงครามเย็น’ บนโต๊ะอาหาร แม่เลือกจะเดินไปปลอบซูยอน ทั้งต่อมายังตกลงใจลงมือกระทำการบุ่มบ่ามในห้องนอนของลูกสาวคนเล็กอีกด้วย ตรงกันข้าม คนดูกลับไม่มีโอกาสได้เห็นซูมีแสดงปฏิสัมพันธ์กับแม่ของตนเองเลยตลอดทั้งเรื่อง บางทีนั่นอาจเป็นเพราะแม่กับซูยอนล้วนมีบุคลิกเปราะบางคล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถเข้าใจพวกเธอได้ดีไปกว่าอีกฝ่าย

ซูมีเป็นตัวละครที่แข็งกร้าว ดื้อรั้น และออกจะมีนิสัยใกล้เคียงกับอึนจูมากกว่าแม่หรือน้องสาว ด้วยเหตุนี้เธอจึงกล้าลุกขึ้นยืนหยัดต่อกรกับแม่เลี้ยงอย่างไม่กลัวเกรง กระนั้นก็ตาม การที่เธอเล่นละครหลอกตัวเองโดยรับบทเป็นทั้ง ‘ผู้พิทักษ์’ และ ‘คนทรมาน’ ซูยอนในเวลาเดียวกันก็บ่งชี้ถึงความรู้สึกขัดแย้งภายในจิตใต้สำนึกอยู่กลายๆ เหมือนเธอกำลังยืนอยู่กึ่งกลางสมรภูมิรบโดยไม่รู้ว่าควรจะเข้าพวกกับฝ่ายไหนดี กล่าวคือ ใจหนึ่งเธอรักและสงสารน้องสาวอย่างแท้จริง แต่อีกใจหนึ่งก็หงุดหงิดที่เห็นน้องสาวปล่อยตัวเองตกสู่ภาวะจำยอมโดยไม่คิดจะลุกขึ้นสู้ จนเมื่อความอึดอัดคับข้องใจเริ่มทับถมมากเข้า สุดท้ายมันจึงไหลทะลักออกมา ในฉากที่ซูมีคาดคั้นความจริงจากซูยอนว่าใครเป็นคนทำร้ายเธอ

ด้านมืดที่เจือจางในกรณีของอึนจูกับผ้าขาวที่เปื้อนสีในกรณีของซูมี ทำให้หนังของคิมจีวุนค่อนข้างลุ่มลึกในแง่ของการสร้างตัวละครและบทวิเคราะห์สภาพทางจิต ต่างจากกลวิธีกระตุกขวัญของเขา ซึ่งนอกจากจะไม่มีอะไรแปลกใหม่แล้ว (นับแต่ The Ring กับขบวนหนังเลียนแบบอีกหลายสิบเรื่อง ภาพผู้หญิงผมยาวปรกหน้าคืบคลานไปมาก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นฉากบังคับในหนังสยองของเอเชียเลยทีเดียว) หลายครั้งยังนิยมช็อคผู้ชมให้สะดุ้งตกใจอย่างตรงไปตรงมาด้วยภาพและเสียง (ดังสนั่น) เป็นระยะๆอีกด้วย โดยส่วนใหญ่แม้จะได้ผลบ้างตามสมควร แต่มันก็เป็นเพียงแค่อารมณ์ผิวเผิน เปลือกนอกเท่านั้น

โดยภาพรวมแล้ว หนังกลับประสบความสำเร็จมากกว่าในแนวทางดราม่าเกี่ยวกับภาพสะท้อนของวิกฤติครอบครัวและผลกระทบที่คนตายมีต่อคนเป็น ดังจะเห็นได้จากฉากย้อนอดีตในช่วงท้าย ซึ่งแม้โดยพื้นฐานทางโครงเรื่องแล้วจะมีขึ้นเพื่ออธิบายอาถรรพ์ ‘ตู้ซ่อนผี’ เป็นหลัก แต่พลังอันเด่นชัด เข้มข้น และท้ายที่สุด สามารถสร้างความอิ่มเอมทางอารมณ์ได้บาดลึกกว่า อยู่ตรงที่มันยังช่วยแจกแจงถึงสาเหตุแห่งอาการบุคลิกภาพแปลกแยกในตัวซูมีอีกด้วย และพร้อมกันนั้นก็ทำให้เธอก้าวเข้าใกล้สถานะ tragic hero (2) มากยิ่งขึ้น

ความสะเทือนใจหลักในฉากดังกล่าว หาได้เกิดจากภาพจุดจบอันน่ารันทดของซูยอนไม่ แต่เป็นการที่คนดูล้วนตระหนักดีถึงชะตากรรมที่เฝ้ารอซูมีอยู่เบื้องหน้าต่างหาก นับแต่เธอก้าวเท้าออกจากบ้านอย่างหุนหันในเช้าวันนั้นหลังเปิดฉากปะทะคารมกับอึนจู ซึ่งเปรียบได้กับการตัดสินใจผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะทำให้เธอและคนใกล้ตัวต้องพบจุดจบอันน่าเศร้า

คำพูดจี้ใจดำเพียงไม่กี่คำกลายเป็นตราบาปหนักอึ้งซึ่งเธอต้องแบกรับไปตลอดชีวิต (ฉากการเล่นละครตีถุงตุ๊กตาในช่วงท้ายบ่งบอกความหมายว่า ซูมีไม่เพียงจะโทษอึนจูต่อการตายของน้องสาวเท่านั้น หากแต่ยังโทษว่าส่วนหนึ่งมันเป็นความผิดของเธอเองอีกด้วย… ที่มาช่วยไม่ทัน… ที่โหมกระตุ้นไฟแค้นในใจแม่เลี้ยง) บุคลิกภายนอกของซูมีอาจแข็งกร้าว ไม่กลัวเกรง รวมทั้งดูจะเป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม แต่บทเฉลยในตอนท้ายได้เปิดโปงข้อเท็จจริงที่แท้ว่า สุดท้ายเธอยังคงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ดี เธอคือเหยื่อของชะตากรรม จิตที่ยึดมั่น และความทรงจำที่ตามหลอกหลอนเหมือนผีร้าย… ผีซึ่งปรากฏตัวให้เห็นเป็นรูปธรรมเพียงไม่กี่ครั้ง (แต่ส่วนใหญ่ตัวละครกลับ ‘ตระหนัก’ ถึงการดำรงอยู่ของมัน แม้จะมองไม่เห็นก็ตาม) ไม่แสดงตัวตนเด่นชัดว่าเป็นใครกันแน่ และไม่ได้สำแดงอำนาจในการชำระแค้นใดๆ หากแต่ทำหน้าที่เป็นดังตัวแทนของความรู้สึกผิดบาป หรืออดีตซึ่งตามมาหลอกหลอนคนเป็นเสียมากกว่า

สิ่งหนึ่งซึ่งหนังพยายามจะสื่อสารถึงผู้ชม ก็คือ ไม่มีใครสามารถทำร้ายมนุษย์ให้เจ็บปวดได้มากไปกว่าตัวเราเอง และภูตผีปีศาจตนใดก็ไม่น่าหวาดกลัวเท่าความทรงจำอันเจ็บปวดที่เราอยากจะลืม เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไร เราก็ไม่อาจขับไล่มันให้สูญสลายไปได้

ซูมีตระหนักถึงสัจธรรมข้างต้นดียิ่งกว่าใครๆ หลังจากถูกวิญญาณแห่งอดีต ตลอดจนความรู้สึกผิดบาป ตามรังควานแบบไม่เลิกราทั้งในรูปของอาการแปลกแยกทางบุคลิกภาพ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเพื่อปฏิเสธความเป็นจริง วิญญาณและฝันร้าย หรือแม้กระทั่งอึนจูเองก็ไม่วายถูก ‘ผีในตู้’ โผล่ออกมาหลอกหลอนเช่นกัน

คนเดียวที่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกรู้สมใดๆกับเรื่องราวทั้งหมดก็คือ มูฮุน (คิมคับซู) พ่อของซูมีและสามีของอึนจู แรกเริ่มเดิมที คนดูอาจรู้สึกสงสารเขาที่ต้องรับมือกับความ ‘สับสน’ ของซูมี แต่หากมองให้ลึกถึงบ่อเกิดแห่งปัญหาแล้ว เขาผู้นี้มิใช่หรือที่เป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายทั้งหมด? ถ้าเขาหนักแน่น มั่นคง อึนจูก็คงไม่มีโอกาสเลื่อนฐานะจากพยาบาลมาเป็นแม่เลี้ยงได้ ถ้าเขาคำนึงถึงความรู้สึกของลูกทั้งสองคนกับเมียเหนืออื่นใด สัมพันธ์ชู้สาวกับอึนจูก็ควรจะถูกปกปิดเอาไว้ให้มิดชิด ไม่ใช่เปิดกระจ่างให้ทุกคนรับทราบโดยทั่วกันเช่นนี้ และที่สำคัญ หลังจากโศกนาฏกรรมอันเนื่องมาจากความมักง่ายของเขา มูฮุนกลับเป็นคนเดียวที่ทำใจได้โดยปราศจาก ‘ผลตกค้าง’ อย่างสิ้นเชิง เขายังคงดำเนินชีวิตเหมือนเช่นปรกติ โดยไม่เคยสังเกตเห็น ‘ผี’ และมืดบอดต่อความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายทั้งปวง

หลายทศวรรษผ่านไป สุดท้ายผู้หญิงก็ยังคงตกเป็น ‘เหยื่อ’ ตลอดกาลในหนังสยองขวัญ ถึงแม้ภัยร้ายในครั้งนี้จะเกิดขึ้นจากภายในมากกว่าปัจจัยภายนอกก็ตาม ส่วนไอ้ตัวร้าย (ผู้ชาย) ดูเหมือนจะนอนหลับสบาย…เช่นเคย

หมายเหตุ

(1) ปมอีเล็กทร่า (Electra complex) มีเบื้องหลังมาจากตำนานกรีกโบราณเกี่ยวกับ อีเล็กทร่า ลูกสาวของ อากาเมมนอน กับ ไซเตมเนสทร่า ผู้ต้องการให้พี่ชายแก้แค้นแทนบิดาที่เสียชีวิตไปด้วยการสังหารแม่ของพวกเขา ตามหลักความคิดของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ เด็กผู้หญิงทุกคนในระยะเริ่มแรกล้วนมีใจผูกติดกับบิดาเป็นพิเศษ ถึงขนาดปรารถนาจะร่วมหลับนอนกับเขาในจิตใต้สำนึก ขณะเดียวกันก็ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อมารดา ทั้งนี้เนื่องมาจากพวกเธออิจฉาองคชาตของเพศชาย (penis-envy) อยากจะได้มันมาครอบครอง และเชื่อว่าสาเหตุของการที่พวกเธอเกิดมาโดยปราศจากองคชาตนั้นเป็นความผิดของมารดา ทฤษฎีดังกล่าวถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มเฟมินิสต์ในข้อหาเหยียดเพศ

(2) Tragic hero หมายถึง ตัวละครผู้ไม่สมบูรณ์แบบ มีดีมีเลวผสมปนเปกันไป แต่เนื่องจากการตัดสินใจอันผิดพลาด หรือความเย่อหยิ่ง มั่นใจในตัวเองเกินพิกัด จึงทำให้เธอ/เขานำความหายนะมาสู่ตัวเอง ตลอดจนบุคคลรอบข้าง โดยสุดท้ายแล้วจุดจบของพวกเขานั้น หากไม่ตาย ก็มักจะกลายเป็นบ้า ศัพท์คำนี้มักถูกเอ่ยอ้างถึง เมื่อมีการวิเคราะห์เกี่ยวกับบทละครเชิงโศกนาฏกรรมของเชคสเปียร์อย่าง Hamlet หรือ King Lear ซึ่งล้วนแต่มีรากฐานมาจากปัญหา ‘ภายในบ้าน’ แทบทั้งสิ้น

หนังเรียกน้ำตาของผู้ชาย


เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมเพิ่งได้อ่านบทความเกี่ยวกับหนังที่ทำให้ผู้ชายร้องไห้ ซึ่งคนเขียนได้ระบุตัวอย่างเช่น Titanic และ The Notebook เป็นต้น แต่ผมกลับมีความเห็นว่าหนังทั้งสองเรื่องนั้นยังเป็นหนังสำหรับกลุ่มคนดูผู้หญิงเป็นหลักอยู่ดี (ผู้ชายอาจจะชอบ Titanic ในส่วนที่เป็นแอ็กชั่น เอฟเฟ็กต์ และฉากเรือล่ม ส่วนเรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างแจ๊คกับโรสนั้นน่าจะมีประสิทธิภาพในการบีบน้ำตาผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย) แบบเดียวกับ Beaches และ Steel Magnolia หรือ Terms of Endearment

ตรงกันข้าม หนังอีกส่วนหนึ่งที่บทความระบุอย่าง Gladiator และ Saving Private Ryan กลับมีลักษณะ “แมน” กว่าอีกสองเรื่องข้างต้นแบบชัดเจน แม้ว่าพวกมันจะทำให้ผมต้องพยายามนึกด้วยความฉงนสงสัยอย่างหนักว่าฉากไหนกันหรือในหนังสองเรื่องนี้ที่สามารถทำให้ผู้ชายอกสามศอกร้องไห้ได้ บางทีคงเป็นฉากการตายของ ทอม แฮงค์ กับ รัสเซลล์ โครว กระมัง

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับตัวเลือกอีกส่วนหนึ่งของบทความ ซึ่งยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นหนังสำหรับผู้ชายกับหนังบีบน้ำตา เช่น Dead Poets Society (ใครบ้างจะใจแข็งไม่ร้องไห้ตอนฉากจบที่เด็กๆ ยืนคาราวะให้ครูคีตติ้ง) Field of Dreams (เช่นกัน ฉากจบเมื่อลูกชายได้ขว้างบอลกับพ่อของเขา) Empire of the Sun (เรื่องนี้ผมดูนานแล้วจนจำไม่ได้ แต่คล้ายๆ ว่าจะร้องไห้อยู่เหมือนกัน แต่อาจเนื่องมาจากความไพเราะของดนตรีประกอบในหนัง) Legends of the Fall (ฉากน้องชายถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าพี่ชายในสนามรบ) และ The Shawshank Redemption (เมื่อเพื่อนรักสองคนกลับมาเจอกันในตอนท้าย แต่รู้สึกว่าผมจะร้องไห้ในฉากที่แอนดี้หนีออกจากคุกได้ แล้วยืนกางแขนต้อนรับสายฝนต่างหาก)

ผมเชื่อว่า A River Runs Through It คงโดนใจลูกผู้ชายอยู่หลายคน เพราะหนังเรื่องนี้เคยถูกคัดเลือกจากชมรมวิจารณ์บันเทิง (ซึ่งแน่นอนว่า 90% เป็นผู้ชาย) ให้เป็นหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม (รางวัลนี้ถูกจัดขึ้นแค่ครั้งเดียวแล้วก็ยกเลิกไป) แต่ผมได้ดูหนังของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ตอนยังเด็ก และจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากความสวยงามของฉากตกปลา และความหล่อของ แบรด พิทท์ (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เกือบจะเหมือนกับเรื่อง Legends of the Fall นั่นแหละ)

การร้องไห้ หรือไม่ร้องไห้ บางทีก็เป็นเรื่องอัตวิสัย เราหลายคนอาจร้องไห้ให้กับหนังที่ใครๆ เขาไม่ร้องกันก็ได้ เช่น ผมจำได้ว่าตัวเองดู Cast Away ในโรงหนังสี่ครั้ง และร้องไห้ทุกครั้งในฉากการพบกันครั้งแรกระหว่าง ทอม แฮงค์ กับ เฮเลน ฮันท์ (หล่อนหายไปไหนแล้ว?) หลังฝ่ายชายกลับมาจากเกาะ ไม่รู้ทำไม แต่มันทำให้ผมอดคิดถึงความรู้สึกต่างๆ ในอดีตไม่ได้ หรือเพื่อนผู้ชายของผมคนหนึ่งบอกว่าเขาดู Jerry Maguire ซ้ำมาหลายสิบรอบแล้ว และมันก็สามารถเรียกน้ำตาเขาได้เสมอ

วันจันทร์, มีนาคม 12, 2550

หนังการ์ตูนที่เรารอคอย


ผมหลงรัก Finding Nemo ไม่น้อย แต่ในปีนั้นถ้าเปรียบเทียบกันในแง่ความคิดสร้างสรรค์ ความแปลกใหม่ และความน่าตื่นตาโดยรวมแล้ว มันยังเป็นรอง The Triplets of Belleville ในความรู้สึกของผม (แน่นอน อารมณ์ขันของมันอาจไม่ฮาแบบชัดเจนเท่าเจ้าปลานีโม แต่ก็คมคายและร้ายกาจอย่างยิ่ง) นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อได้ข่าวว่า Sylvian Chomet กำลังจะสร้างหนังการ์ตูน “สำหรับผู้ใหญ่” เรื่องใหม่ออกฉายในปี 2009 ในชื่อว่า The Illusionist (อย่าจำสับสนกับหนังที่นำแสดงโดย เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ซึ่งดัดแปลงมาจากบทหนังที่ไม่รับการสร้างเมื่อปี 1956 ของ ฌ๊าค ตาติ (ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องก่อนของ Chomet คงไม่รู้สึกแปลกใจว่าทำไมเขาถึงสนใจผลงานของผู้กำกับหนังตลกชาวฝรั่งเศสท่านนี้)

หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักมายากลกับสาวชาวสก็อตต์ที่เชื่อว่า “มายากล” ของเขานั้นเป็นของจริง ตามแผนโครงการดังกล่าวจะใช้เวลาในการสร้างประมาณ 4 ปี (หนังเริ่มต้นเตรียมงานมาได้สองปีแล้ว) และตอนนี้สตอรี่บอร์ดของเรื่องราวทั้งหมดได้ถูกวาดไว้ครบถ้วนหมดแล้ว ส่วนทางเลือกในงานสร้างของเขายังคงเป็นภาพวาดแบบสองมิติดั้งเดิม ซึ่งกำลังถูกทอดทิ้งให้สูญสลายไปกับกาลเวลาโดยฮอลลีวู้ด (ในหนังเรื่องก่อน เขาผสมเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเอาไว้ในบางฉาก ซึ่งเหมาะสมและได้อารมณ์เป็นอย่างยิ่ง)

Chomet กับทีมงานได้เดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อหานักวาดการ์ตูนผู้มากพลังสร้างสรรค์มาร่วมงาน “มีศิลปินที่เปี่ยมพรสวรรค์มากมาย แต่มันเป็นเรื่องยากในการคัดเลือกหาคนที่เหมาะสม” แซลลี่ ภรรยาของ Chomet กล่าว “นักเรียนส่วนใหญ่มักถูกหล่อหลอมความคิดเกี่ยวกับการ์ตูนในลักษณะเหมารวม พวกเขาจะโชว์ภาพวาดในสไตล์ดิสนีย์ให้เราดู แต่เราต้องการเห็นผลงานในสายตาและมุมมองของเขามากกว่า”

หนังมีทุนสร้างค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผลงานชิ้นก่อน (10 ล้านปอนด์) แต่ยังถือว่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับหนังการ์ตูนฮอลลีวู้ด อย่างไรก็ดี Chomet สบายใจกับความจำกัดจำเขี่ยของทุนสร้าง แต่เปิดกว้างในแง่ความคิดสร้างสรรค์ เพราะก่อนหน้านี้เขาเพิ่งบอกเลิกการร่วมงานกับยูนิเวอร์แซลในการดัดแปลงหนังสือสำหรับเด็กเล่มหนึ่ง “เวลาเงินทุนขยายใหญ่โต สตูดิโอก็ยิ่งต้องการเรื่องราวที่ตลาดมากขึ้นและมืดหม่นน้อยลง และนั่นไม่ใช่หนังที่ผมอยากจะสร้าง” Chomet กล่าว ก่อนภรรยาของเขาจะเสริมว่า “เรายังสเก๊ตภาพตัวละครไม่เสร็จด้วยซ้ำ พวกเขากลับเริ่มเสนอไอเดียในการสร้างของเล่นพลาสติกกันแล้ว”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของความขัดแย้งระหว่างเงินกับความคิดสร้างสรรค์ คือ การแยกทางของ Aardman Animation กับ DreamWorks หลังความล้มเหลวทางการตลาดของ Wallace and Gromit: The Curse of the Were-Rabbit และ Flushed Away อาเธอร์ เชอริฟฟ์ โฆษกของ Aardman กล่าวว่าข่าวการแยกทางถือเป็น “ข่าวดีอย่างยิ่ง” เพราะมันปลดปล่อยสตูดิโอจากความกดดันในการสร้างหนังบล๊อกบัสเตอร์

วันเสาร์, มีนาคม 10, 2550

15 Minutes: หลุมพรางในเกมโยนเหรียญ


ผลงานกำกับของ จอห์น เฮิร์ซเฟลด์ (2 Days in the Valley) เรื่อง 15 Minutes เกี่ยวกับอิทธิพลตลอดจนผลกระทบแห่งชื่อเสียง การแสวงหา ‘ความโด่งดัง 15 นาที’ และบทวิพากษ์จรรยาบรรณของสื่อมวลชน ดูเหมือนจะมีจุดเชื่อมโยงไปยังศิลปินป็อปอาร์ท แอนดี้ วอร์ฮอล ได้มากกว่าเพียงชื่อหนังซึ่งดึงมาจากประโยคคลาสสิกของเขาเมื่อปี 1967 ที่ว่า “ในอนาคตทุกคนจะมีชื่อเสียงเป็นเวลา 15 นาที”

แอนดี้ วอร์ฮอล ถือกำเนิดในเมืองพิทซ์เบิร์ก มีพ่อแม่เป็นผู้อพยพจากยุโรปตะวันออก เขาค่อนข้างเงียบขรึม ไม่เข้าสังคม และหลงไหลทุกสิ่งเกี่ยวกับฮอลลิวู้ด โดยวอร์ฮอลเริ่มสะสมรูปภาพดาราตั้งแต่วัยเยาว์ งานศิลปะแนวป็อปอาร์ทของเขาถือกำเนิดขึ้นจากความลุ่มหลงความงามและเรือนร่างดาราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสตูดิโอรุ่งเรือง ผลงานชิ้นเลื่องชื่อ คือ การนำเอาภาพ มาริลีน มอนโร มาแปลงโฉมเสียใหม่ เพิ่มสีสันบาดตาเพื่อตีแผ่ ‘อีกด้านหนึ่ง’ ของซูเปอร์สตาร์ ภาพลักษณะดังกล่าวทำให้วอร์ฮอลกลายเป็นศิลปินรุ่นบุกเบิกในการให้ความสำคัญกับบทสำรวจอีกมิติภายใต้มนุษย์ที่ถูกเคลือบภายนอกไว้ด้วยชื่อเสียง และแสงสีแห่งวงการบันเทิง นอกจากนั้นเขายังเป็นศิลปินคนแรกผู้ปฏิเสธความงามแห่งธรรมชาติแล้วหันมาให้ความสำคัญกับเครื่องประดิษฐ์จักรกล เขาเรียกสตูดิโอว่าโรงงาน (factory) พกพากล้องโพราลอยด์แทนสมุดวาดภาพ และเทปบันทึกเสียงแทนปากกา โดยหลักตรรกะเบื้องลึกหลังพฤติกรรมเหล่านั้น คือ เขาเป็นชายหนุ่มผู้ตื่นตระหนกจากสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้น หวาดกลัวความตายอันเป็นนิรันด์ และต้องมนต์ความงามแห่งเรือนร่างซึ่งไม่จิรังยั่งยืน เมื่อพบว่าตัวเองไม่มีโชคในด้านหน้าตาเขาจึงชอบหยอกเล่นกับมันด้วยวิกผม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง พยายามเปลี่ยนแปลง บิดเบือนรูปลักษณ์ของตน แล้วตีตัวออกห่างโลกแห่งความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา

อาการหมกมุ่นเกี่ยวกับชื่อเสียง และความโด่งดังของวอร์ฮอล บางทีอาจมีต้นเหตุมาจากแรงปรารถนาที่จะปกปิดอารมณ์รักร่วมเพศภายในซึ่งขัดแย้งอย่างรุนแรงกับแนวคิดเชิงคาธอลิกที่เขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความเชื่อว่าชื่อเสียงสามารถไถ่บาป และเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้กลายเป็นบุคคลใหม่ได้ เขาจึงตัดสินใจหยิบกล้องขึ้นมาโฟกัสภาพชีวิตเหล่าเพื่อนๆขี้ยา ผู้ชายขายตัว และกระเทยแปลงเพศรอบข้าง มอบ 15 นาทีแห่งแสงไฟมายาให้ แล้วเรียกพวกเขาว่าดารา แต่ด้วยพื้นฐานความหลงไหลในกลุ่มนักแสดงยุคสตูดิโอรุ่งเรืองทำให้บรรดาผู้คนชนชั้นล่างที่วอร์ฮอลผันเป็นซูเปอร์สตาร์ ส่วนใหญ่ยังคงมีข้อได้เปรียบสำคัญ คือ พรจากพระเจ้าในแง่รูปร่างหน้าตา

บุคลิกซึ่งเต็มไปด้วยปมขัดแย้งในตัววอร์ฮอล ตลอดจนภาพลักษณ์สองด้านที่ถูก ‘เปิดเผย’ และ ‘ปกปิด’ ไว้ ได้รับการถ่ายทอดเป็นเชิงรูปธรรมด้วยการวางตัวละครหลักให้ยืนอยู่คนละขั้วเป็นคู่ๆ หรือหัวกับก้อยบนเหรียญเดียวกันอย่างต่อเนื่อง แต่ละคู่ล้วนใช้กล้องทีวี และอำนาจสื่อแสวงหาผลประโยชน์แตกต่างกันไป เริ่มจากคู่คนร้ายระหว่างอีมิล (คาเรล โรเดน) ผู้เหี้ยมเกรียม และคงความเป็นผู้นำชัดเจน กับโอเล็ก (โอเล็ก ทาคทารอฟ) ผู้ดูไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เช่นเดียวกับวอร์ฮอลเขาเป็นชายหนุ่มจากยุโรปตะวันออกที่ถูกปลูกฝังขึ้นมาโดยวัฒนธรรมฮอลลิวู้ด ฮีโร่ของโอเล็กไม่ใช่ดารา แต่เป็นคนอยู่เบื้องหลังอย่าง แฟรงค์ คาปร้า ดังนั้นเมื่อมีอาวุธพร้อมในมือ คือ กล้องวีดีโอที่เขาขโมยมาจากร้านค้า โอเล็กก็เริ่มแต่งเติมสีสัน ‘บิดเบือน’ ชีวิตของตนเองกับคู่หูให้กลายเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งซึ่งสนุกถึงพร้อมด้วยความตื่นเต้น (ในช่วงไล่ล่า) พลังดราม่าเศร้าโศก (จากพิธีศพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย) และฉากจบอันเปี่ยมความหมาย (ด้วยแบ็คกราวด์เป็นเทพีเสรีภาพ) แนวโน้มว่าโอเล็กเริ่มสูญเสียสัมผัสในโลกแห่งความเป็นจริงสะท้อนออกมาในหลายๆฉากที่เขาพยายามอ้างสิทธิกับเพื่อนคู่หูว่า วีดีโอในกล้องนี้เป็น ‘หนัง’ ของเขา เขาเป็นผู้กำกับผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ถึงควรคัท เมื่อไหร่ควรถ่ายทำต่อ เขาหมกมุ่นอยู่กับการสร้างคุณค่าเชิงศิลปะโดยไม่สนใจสถานการณ์เบื้องหน้า ดังนั้นทั้งๆที่กำลังถูกไล่ล่าโดยเหล่าตำรวจ โอเล็กก็ยังไม่วายเดินกล้องไปเรื่อยๆเพียงเพราะเชื่อมั่นว่ามันจะกลายเป็นฉากที่เร้าใจของหนัง

ในทางกลับกันอีมิลตีค่ากล้องตัวเดียวกันเสมือนบันไดสู่ความร่ำรวย เขา คือ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ไขว่คว้าหาทางลัดเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง ความสำเร็จ โดยไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ผิดกับคนอพยพรุ่นก่อนผู้เดินทางมายังอเมริกาเพราะมันเป็น ‘ดินแดนแห่งเสรีภาพ’ ที่เปิดโอกาสให้ ‘ทุกคนเป็นอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ’ ดังคำอ้างของโอเล็กในฉากเปิดเรื่อง หนังนำเสนอตัวแทนของชาวต่างชาติที่เดินตามรอยดั้งเดิมผ่าน มิลอส (วลาดิมเมียร์ แมชคอฟ) อดีตเพื่อนร่วมอาชญกรรมกับอีมิลที่ผันตัวมาทำงานช่างประปาในอเมริกา เดฟนี่ (เวร่า ฟาร์มิกา) พนักงานสระผมที่กลายมาเป็นพยานสำคัญในคดีฆาตกรรม นิโคเล็ตต์ (เมลิน่า คานาคาเรเดส) นักข่าวทีวีผู้มุ่งมั่นในอาชีพการงานจนบางครั้งมันก็เข้ามาขวางทางชีวิตส่วนตัว และจอร์ดี้ (เอ็ดเวิร์ด เบิร์นส์) เจ้าหน้าที่ในแผนกดับเพลิงซึ่งมีพ่อแม่เป็นชาวโปแลนด์อพยพ

นอกจากนั้นหนังยังสะท้อนแนวคิดการไถ่บาปโดยชื่อเสียงของ แอนดี้ วอร์ฮอล ผ่านเรื่องราวของฆาตกรโหดอย่างอีมิลผู้ใช้แสงไฟ และความโด่งดังแปรสภาพตัวเองให้เกิดใหม่ในฐานะดาราผู้สามารถผลิตเงินได้จากทุกสิ่งที่เขาจับต้อง ความสำเร็จแห่งขั้นตอนดังกล่าวปรากฏขึ้นเมื่ออีมิลพูดคุยกับทนายในคุกโดยแทนที่ต่างจะซักซ้อมกันถึงขั้นตอนสอบสวนในชั้นศาล หรือหาข้อโต้แย้งฝ่ายอัยการ พวกเขากลับพุ่งเป้าไปยังการต่อรองทางธุรกิจจนดูคล้ายขั้นตอนหาข้อตกลงส่วนแบ่งรายได้ระหว่างดารากับผู้จัดการส่วนตัวมากกว่าจะเป็นบทสนทนาระหว่างทนายกับจำเลยลูกความ

คู่ที่สอง ได้แก่ คู่ตำรวจระหว่างเอ็ดดี้ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) ผู้มากประสบการณ์ และใช้ประโยชน์จากสื่อมวลชนอย่างเต็มที่โดยอ้างว่าความดังทำให้งานของเขาง่ายขึ้น กับจอร์ดี้ ผู้ปฏิเสธเครดิตหน้ากล้องเพราะเห็นว่า “มีอย่างอื่นสำคัญกว่าต้องทำ” เขาเชี่ยวชาญในเรื่องไฟ แต่อ่อนทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิในเชิงสืบสวนสอบสอน และสัจธรรมของสังคมแห่งการสร้างภาพ บทเรียนที่นักผจญเพลิงหนุ่มได้รับเมื่อหนังเดินหน้าไป คือ ชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องไร้สาระแต่อย่างใด เขาอาจไม่ชอบดูทีวีแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นเหมือนเขากันหมด การเสนอหน้าในข่าวภาคค่ำหมายถึงประสิทธิภาพของผลงานต่อสายตาผู้บริหารเบื้องบน ซึ่งจะส่งผลไปยังเงินสนับสนุนที่มากขึ้น ด้วยเหตุนี้หัวหน้าแผนกจึงอ้างสิทธิตำหนิจอร์ดี้ที่ปล่อยให้เอ็ดดี้คว้าหลักฐานสำคัญไปออกข่าวแทน ต่อมาจอร์ดี้ก็ได้บทเรียนอันโหดเหี้ยมยิ่งขึ้นอีกเมื่อถูกหัวหน้าสั่งพักงานพร้อมกับบอกว่าความดีทั้งหลายของเขานั้นมันไม่อาจลบล้างความผิดเล็กๆน้อยๆ (มัดโจรไว้กับต้นไม้) ที่ถูกนำมา ‘แฉ’ ทางทีวีได้เลย

อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับทุกสิ่งในโลกซึ่งมีมากกว่าหนึ่งด้าน ความหอมหวานของชื่อเสียงย่อมมาพร้อมกับโทษราคาแพง สมมุติฐานดังกล่าวพิสูจน์ได้จากชะตากรรมของวอร์ฮอล (ผู้เคยถูกลอบทำร้ายปางตายโดยคนโรคจิต) หรือคนดังรายอื่นๆอาทิ จอห์น เลนน่อน ซึ่งตกเป็นเป้าล่ออันเย้ายวนสำหรับบุคคลที่ต้องการมีชื่อเสียงกับเขาบ้าง อีมิลเข้าใจกฎดังกล่าวถ่องแท้จากการนั่งดู Rosanne และ Top Story รายการทีวีที่ถนัดวิธีผันคนธรรมดาให้กลายเป็นดารา 15 นาทีด้วยการตีแผ่พฤติกรรมอันผิดศีลธรรมของพวกเขา อีมิลตระหนักว่าการฆ่าช่างประปาชาวเชค หรือโสเภณีชั้นล่างอาจช่วยให้เขากลายเป็นหัวข้อข่าวอยู่สองสามวัน แต่สุดท้ายก็จะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ตรงกันข้ามหากเขาลงมือสังหารคนดังอย่างโหดเหี้ยมแล้วถ่ายวีดีโอเก็บไว้ เทปนั้นจะแปรสภาพเป็นกุญแจสู่แผนรวยทางลัดแล้วปลดโทษประหารให้กลายเป็นอาชีพนักเขียนไปในทันที

ปิดท้ายด้วยคู่สื่อมวลชนระหว่างโรเบิร์ต (เคลซี่ย์ แกรมเมอร์) จอมบ้าเลือด คลั่งเรทติ้ง กับคาสแซนดร้า (คิม คาทรอลล์) ที่ต้องการให้รายการโทรทัศน์มี ‘เนื้อหา’ หนักแน่นกว่าแค่กระหน่ำความรุนแรงใส่คนดู การประทะกันทางความคิดของคนทั้งสองสะท้อนสองแนวคิดในการนำเสนอข่าว ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พร้อมๆกับสื่อถึงการขยายวงกว้างของสื่อมวลชน ซึ่งทำให้คนดังในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องสวย หล่อ หรือเปี่ยมเสน่ห์น่าสนใจตามความเชื่อของวอร์ฮอลอีกต่อไป พวกเขาเพียงแค่ยืนอยู่หน้ากล้องแล้วปล่อยงาน ‘ขยายความ’ ให้เป็นของคนหลังกล้อง แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้คำทำนายของวอร์ฮอลใกล้เคียงความจริงจนชวนให้ขนลุก สื่อมวลชนหันมากอบโกยเรทติ้งจากรายการประเภท Real TV เกี่ยวกับคนจริงๆ ปราศจากการแต่งเสริมเติมสี แล้วปั้นมนุษย์เดินดินให้กลายเป็นดารารายวัน หนังสรุปประเด็นดังกล่าวในฉากที่จอร์ดี้นั่งดูทีวีแล้วเปลี่ยนช่องไปมาพบว่าทุกคนกำลังสนุกสนานอยู่กับ 15 นาทีแห่งความโด่งดังของตนตั้งแต่อีมิล เดฟนี่ จนถึงโจรกระจอกที่เขาจับล่ามกุญแจมือกับต้นไม้ในช่วงต้นเรื่อง แน่นอนคนเหล่านี้โดยเฉพาะอีมิลไม่ใช่คนดีเปี่ยมศีลธรรม แต่หนังก็ไม่ได้ป้ายความผิดทั้งหมดให้แก่บรรดานักฉวยโอกาสเสียทีเดียว เพราะอย่างน้อยอีมิลก็ไม่เคยมีความคิดจะฆ่าคนเพื่อเชื่อเสียงมาก่อนจนกระทั่งได้ดูรายการทีวี ข้อสรุปว่าไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองเลยในอเมริกา โดยทั้งหมดล้วนอ้างว่าตนเป็นเหยื่อ เป็นผู้เสียหาย คือ แรงบันดาลใจให้อีมิลแสวงโชคจากช่องโหว่ทางกฎหมาย ดังนั้นคงไม่ผิดหากจะกล่าวว่าสื่อมวลชนเป็นผู้ยื่นมีดให้แก่ฆาตกร แล้วยังขาดสำนึกขั้นรุนแรงถึงขนาดนำเอาผลอันชั่วร้ายจากการกระทำของตนมาเผยแพร่เพื่อหาประโยชน์อีกทอดหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม 15 Minutes ไม่ได้เรียกร้องให้จำกัดสิทธิสื่อมวลชน หรือเรียกร้องกฎเซ็นเซอร์ใดๆ เสรีภาพในการนำเสนอเป็นสิ่งที่ยังควรค่าแก่การดำรงไว้ ประเด็นที่หนังบ่งชี้ คือ การตั้งคำถามต่อเจตนารมย์อันน่าเคลือบแคลงของบุคคลที่กุมสื่อเอาไว้ในมือต่างหาก คนเหล่านี้เคยฉุกคิดหรือไม่ว่าความรุนแรงอันพร่ำเพรื่อเริ่มทำให้มวลชนคุ้นเคยจนสุดท้ายถึงขั้นเฉยชาขนาดฉากฆาตกรรมธรรมดาไม่อาจช็อคพวกเขาได้ ? แล้วสาระของการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อที่แอบไปมีเซ็กซ์กับสะใภ้แล้วมาขออภัยลูกชายผ่านจอทีวีล่ะอยู่ที่ใด? คำตอบง่ายๆว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงไร้ยางอายขนาดยอมนำเอาเรื่องส่วนตัวเหล่านี้มาเปิดเผยให้โลกรู้ คือ พวกเขาต้องการ 15 นาทีแห่งชื่อเสียง นั่นเอง เจ้าของรายการอาจมีเหตุผลสารพัดปกป้องเนื้อหารายการต่างๆนาๆ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่พูดออกมาตรงๆ คือ เซ็กซ์ ‘ขายได้’ เช่นเดียวกับความรุนแรงชนิดถึงเลือดถึงเนื้อ และนั่นดูเหมือนจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้รายการอย่าง Rosanne หรือ Top Story ถือกำเนิดขึ้นมา จุดมุ่งหมายเชิงพาณิชย์ล้วนๆเช่นนี้เอง คือ เป้าโจมตีหลักของผู้กำกับ จอห์น เฮิร์ซเฟลด์

จริงอยู่ที่ 15 Minutes มุ่งสะท้อนภาวะตกต่ำแห่งจรรยาบรรณในการเสนอข่าวเมื่อผู้สร้างเห็นกำไรเหนือความถูกต้องจนนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมในสังคม แต่เฮิร์ซเฟลด์ไม่ได้โทษสื่อเพียงอย่างเดียว เขามองย้อนกลับไปยัง‘อีกด้านของเหรียญ’ แล้วโยนความรับผิดชอบไปยังผู้บริโภคหรือมากพอๆกัน จริงอยู่พฤติกรรมของโรเบิร์ตออกจะน่ารังเกียจเกินทน เขาข้ามเส้นผิดชอบชั่วดีด้วยการนำเทปฉากฆาตกรรมบุคคลซึ่งเขาเรียกว่า ‘เพื่อน’ มาออกอากาศได้อย่างเลือดเย็น ความโลภทำให้เขาตกเป็นเครื่องมือของอีมิล แต่หนังก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าทฤษฎี ‘เลือดยิ่งมากข่าวยิ่งใหญ่’ (if it bleeds, it’s lead) ของเขาไม่เที่ยงตรง ในคืนวันออกอากาศเทปมูลค่าล้านเหรียญที่เขาซื้อมาจากฆาตกร ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนจดจ่ออยู่หน้าจอทีวีไม่ว่าจะในร้านอาหาร หรือบนท้องถนน หลายคนแสดงความขยะแขยง หดหู่ สะพรึงกลัว แต่น้อยคนนักที่จะเบือนหน้าหนีจากภาพข่าว หรือกดรีโมทเปลี่ยนช่อง แม้แต่คาสแซนดร้าผู้ยืนอยู่อีกฟากฝั่งศีลธรรมจากโรเบิร์ตก็ยังแอบเหลือบมองลอดผ่านมือที่ยกมาปิดตา

กี่คนกันเชียวที่จะก่นด่าการนำเสนอความรุนแรงเกินขอบเขตแล้วประท้วงด้วยการปิดรับสื่อดังกล่าวอย่างจริงจัง? หากส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าไม่อยากรับรู้เรื่องไร้สาระเกี่ยวกับชีวิตเซ็กซ์วิปริตของคนกลุ่มหนึ่ง ทำไมพวกเขาไม่หยิบรีโมทมาเปลี่ยนช่องเสีย? ทั้งนี้เนื่องจากคนจำนวนมากล้วนเป็นพวกปากว่าตาขยิบ เหตุนองเลือดหรือกิจกรรมทางเซ็กซ์ทั้งหลายล้วนตอบสนองสันดานดิบภายในมนุษย์ทุกคน เราชื่นชอบที่จะเห็นหายนะของผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันถูกนำเสนอผ่านสื่อเนื่องจากมันช่วยกันเราออกจากความรู้สึกผิดในระดับหนึ่งเทียบกับการเผชิญหน้าในสถานการณ์จริง (แต่กระนั้นทุกครั้งที่ไฟไหม้ หรือมีใครตาย ฝูงคนมุงก็กลายเป็นสัจจะที่มักเกิดขึ้นควบคู่กันเสมอ) ดังนั้นตราบเท่าที่รายการอย่าง Top Story ยังมีเรทติ้งพุ่งกระฉูด เราจะสามารถอ้างสิทธิประณามการตัดสินใจของโรเบิร์ตได้อย่างเต็มปากเต็มคำเชียวหรือ? อย่างน้อยในสังคมบริโภคนิยมที่เน้นการแข่งขัน และความหลากหลาย ผู้บริโภคใช่ว่าจะไร้ซึ่งทางเลือกอื่นเสียทีเดียว โรเบิร์ตเพียงแต่ผลิตสินค้าตามหลักการแรงซื้อ/ขายเท่านั้น

ขณะเดียวกัน 15 Minutes ยังล่อหลอกผู้ชมด้วยวิธีเดียวกันตรงการใช้ความรุนแรงเป็นจุดขาย เช่นเดียวกับการที่หนังอย่าง Last Tango in Paris และ Betty Blue ใช้เซ็กซ์เป็นน้ำตาลเคลือบแก่นหลักอันขมขื่น หนักหน่วง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้มันเสี่ยงที่จะถูกตัดสินอย่างฉาบฉวย (นักวิจารณ์บางคนกล่าวหาว่า 15 Minutes ขายความรุนแรงในแบบเดียวกับสื่อที่หนังกำลังต่อต้าน) ทั้งที่แท้จริงแล้วความรุนแรงทั้งหลายซึ่งถูกกระหน่ำเข้ามาบนจอหนังเปรียบเสมือนการตั้งคำถามต่อผู้ชมว่าพวกเขากำลังค้นพบความบันเทิงจากซากศพ และห่ากระสุนเหล่านั้นหรือไม่ ? ถ้าใช่ เช่นนั้นเราก็เป็นหนึ่งในต้นเหตุแห่งปัญหามากพอๆกับโรเบิร์ต อย่าลืมว่าหนังแอ็กชั่นทั้งหลายในฮอลลิวู้ดถูกสร้างขึ้นไม่หยุดหย่อนก็เนื่องจากมีคนเข้าไปอุดหนุนกันอยู่เสมอไม่ต่างกับรายการ Top Story

สุดท้ายแล้ว จอห์น เฮิร์ซเฟลด์ ไม่ต้องการให้ผู้ชมของเขาตกหลุมพรางเหมือนจอร์ดี้ผู้ไม่ทันระวังว่าเหรียญที่เอ็ดดี้ใช้โยนทายหัวก้อยนั้นมีแต่ด้านหัวเพียงอย่างเดียว เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักชอบที่จะมองปัญหา และตัดสินสถานการณ์ในลักษณะเกมการเล่นโยนเหรียญ นั่นคือ ดูผลจากเพียงด้านเดียว ดังนั้นพอเกิดเหตุ เช่น นักเรียนวัยรุ่นใช้ปืนบุกถล่มโรงเรียน เป้าหมายแรกที่ถูกรุมกระหน่ำจากหน่วยงานทุกฝ่าย ได้แก่ การขาดวิจารณญาณของสื่อมวลชนด้วยวิธีนำเสนอความรุนแรงชนิดไร้ขีดจำกัด แน่นอนว่าสมมุติฐานดังกล่าวไม่หลักลอยเสียทีเดียว แต่เฮิร์ซเฟลด์ต้องการจะบอกว่าจริงๆแล้วมันยังมี ‘ด้าน’ อื่นๆอีกที่ถูกปกปิดไว้ซึ่งอาจส่งอิทธิพลเท่าเทียม หรือ ‘คล้ายคลึง’ กับส่วนที่ถูกเปิดโปงจนแยกไม่ออก และหากเรารู้เท่าทันธรรมชาติแห่งเกมโยนเหรียญนี้แล้ว การตัดสินขั้นสุดท้ายก็จะดำรงความยุติธรรมสูงสุด