วันพฤหัสบดี, มีนาคม 14, 2556

Oscar 2013: Best Actress



เอ็มมานูเอล ริวา (Amour)

ถึงแม้ครั้งหนึ่งเธอจะเคยเป็นสัญลักษณ์ของกระแส French New Wave ในยุค 1960 แต่นักแสดงมากประสบการณ์อย่าง เอ็มมานูเอล ริวา ไม่เคยใส่ใจกับเรื่องชื่อเสียง หรือความสำเร็จมากนัก หรือกระทั่งพยายามขวนขวายหาบทนำในหนังหลังจากเวลาผ่านไปกว่า 20 ปีโดยมีแค่บทสมทบเล็กๆ ใน Three Colors: Blue และ Venus Beauty Institute พอให้คนไม่หลงลืมเธอ แต่เมื่อ ไมเคิล ฮาเนเก้ ผู้กำกับชาวออสเตรียซึ่งเธอชื่นชมผลงานมานาน ขอร้องให้เธอร่วมแสดงในผลงานชิ้นล่าสุดของเขาเกี่ยวกับความรักและความตายเรื่อง Amour นักแสดงวัย 85 ปีกลับตอบตกลงในทันที

ถึงแม้บทครูสอนดนตรีวัยเกษียณ ที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพหลังเส้นเลือดในสมองแตก ส่งผลให้ริวากวาดคำชม ตลอดจนรางวัลมากมายมาครอง แต่นักแสดงระดับตำนานกลับไม่ต้องการจะพูดถึงเรื่องอายุ หรือการคัมแบ็คทางด้านอาชีพนักแสดงแต่อย่างใด เธอยังชื่นชอบชีวิตเรียบง่าย หรือสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อนกพิราบบินมาเกาะตรงหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ ซึ่งเธออาศัยมานานเกือบ 50 ปี หรือภาพวาดทิวทัศน์ที่แขวนประดับตามฝาผนัง ควบคู่กับภาพวาดสัตว์ต่างๆ รวมถึง ทีทิน แมวที่เสียชีวิตไปแล้วของเธอ ฉันไม่เคยต้องการจะโด่งดัง เธอกล่าว ฉันแค่อยากทำในสิ่งที่ฉันมีความสุขที่จะทำ และฉันจำเป็นต้องทดลองหลายสิ่งที่แตกต่างกันไป ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการเห็นนักแสดงรับเล่นบทเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกวันนี้เธอใช้ชีวิตโดยปราศจากโทรศัพท์มือถือและโทรทัศน์ (เธอไม่มีลูก ส่วนคู่ชีวิตของเธอจากไปเมื่อปี 1999) และยืนกรานจะใช้ชีวิตดุจคนธรรมดาต่อไป แม้ว่าหนังเรื่อง Amour จะทำให้ชื่อเสียงของเธอกลับมาโด่งดังอีกครั้ง

นับตั้งแต่วัยเด็กริวาชื่นชอบการแสดงเป็นชีวิตจิตใจ ทว่าการยึดอาชีพนี้ถือเป็นเรื่องไกลเกินฝันสำหรับสาวบ้านนอก (เมืองเล็กๆ ทางฝั่งตะวันออกของฝรั่งเศส) จากครอบครัวชนชั้นล่าง (พ่อของเธอทำงานเป็นช่างทาสี) ด้วยเหตุนี้ เธอจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาทำงานเป็นช่างเย็บผ้าอยู่หลายปี ก่อนสมัครเข้าเรียนการแสดงในกรุงปารีสหลังเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และได้งานแสดงแรกเป็นละครเวทีเรื่อง Arms and the Man ในปี 1954 “ฉันอยากใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไปหลายๆ ชีวิตในเวลาเดียวกันริวากล่าว งานแสดงช่วยให้คุณได้ใช้ชีวิตเป็นคนหลายคน จากนั้นอีก 5 ปีต่อมา ชื่อเสียงซึ่งเธอไม่เคยถวิลหาก็พุ่งตรงมาโดยไม่ตั้งตัว เมื่อเธอรับบทนำในหนังคลาสสิกเรื่อง Hiroshima Mon Amour

ริวายอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอตอบปฏิเสธมากพอๆ กับตอบตกลง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงห่างหายจากวงการหนังไปเป็นเวลานาน และอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับละครเวที รวมถึงการเขียนบทกวี ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้รับการรวบรวมตีพิมพ์ทั้งหมดสามเล่ม สิ่งที่ดึงดูดใจเธอให้ตกลงรับเล่นหนังเรื่อง Amour คือ ภาพสะท้อนอันอ่อนโยน (ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ปกติสำหรับหนังของฮาเนเก้) แต่ปราศจากการโน้มนำทางอารมณ์เกี่ยวกับชีวิตในวัยใกล้ฝั่ง ขณะเดียวกันการสะท้อนความเสื่อมถอยของสภาพร่างกาย ตลอดจนความตายอย่างตรงไปตรงมาของฮาเนเก้ก็ไม่ทำให้เธอนึกหวั่นเกรงแต่อย่างใด คำแนะนำแรกที่ฉันได้ คือ อย่าดรามาเธอกล่าว นับจากนั้นฉันก็เข้าใจและมองเห็นภาพชัดเจนว่าทุกอย่างจะดำเนินไปทางไหนเธอทุ่มเทให้กับบท และยินดีปรับโฉมตัวเองให้ดูแก่กว่าความเป็นจริง เธออาศัยสัญชาตญาณเพื่อเข้าถึงตัวละครมากกว่าจะเตรียมตัวค้นคว้าหาข้อมูล พร้อมทั้งพยายามขับไล่ความกลัวของตัวเองเกี่ยวกับความตาย อิสซาเบลล์ อูแปรต์ ซึ่งรับบทเป็นลูกสาวของเธอในเรื่องบอกว่า หนังของฮาเนเก้ คนดู คือ ผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่ใช่นักแสดง ซึ่งริวาก็เห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าว


เจสซิก้า แชสเทน (Zero Dark Thirty)

ในการรับบทมายา นักวิเคราะห์ข้อมูลประจำหน่วย CIA ซึ่งทุ่มเทเวลากว่า 10 ปี ตามล่าบุคคลอันตรายที่อเมริกาหมายหัว โอซามา บินลาดิน เจสซิก้า แชสเทน ต้องวาดมาดแกร่ง แต่ซุกซ่อนความเปราะบางเอาไว้ เธอสบถคำหยาบภายใต้ภาพลักษณ์ของเด็กผู้หญิง และสะท้อนอารมณ์เปลี่ยวเหงา แต่ในเวลาเดียวกันก็เด็ดเดี่ยว รอบคอบในหน้าที่จนเป็นที่ยอมรับในหน่วยงานซึ่งเต็มไปด้วยผู้ชายและบรรยากาศแห่งลัทธิชายเป็นใหญ่ เพื่อให้เข้าถึงแก่นแห่งตัวละคร แชสเทนเลือกใช้วิธีค้นหาข้อมูลก่อน ทุกครั้งที่รับบทเป็นตัวละครใดก็ตาม ฉันจะเริ่มต้นด้วยการเขียนรายการต่างๆ อันดับแรก คือ ตัวละครอื่นในหนังพูดถึงตัวละครที่ฉันต้องแสดงไว้ว่าอย่างไร และสำหรับหนังเรื่องนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามายาเป็นเลิศในสิ่งที่เธอทำแชสเทนกล่าว

คนเขียนบท มาร์ค โบล เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าแจสซิก้าถ่ายทอดความมุ่งมั่นและการเสียสละของเจ้าหน้าที่ CIA ได้หมดจด และในชีวิตจริงเจ้าหน้าที่ CIA หลายคนก็มักจะมีบุคลิกโดดเด่นสะดุดตา ประเด็นดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านหนึ่งในฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดใน Zero Dark Thirty นอกเหนือจากฉากการทรมานนักโทษ เมื่อมายาตอกกลับคำถาม คุณเป็นใครของผู้อำนวยการ CIA ท่ามกลางการประชุมสุดเครียดเกี่ยวกับการบุกถล่มแหล่งกบดานของบินลาเดนว่า ฉันเป็นอีดอกที่เจอแหล่งกบดานแห่งนี้... ค่ะ ถึงแม้แชสเทนจะไม่เคยพบมายาตัวจริง แต่เธอเข้าใจว่าทำไมหล่อนจึงเลือกใช้ภาษาแบบนั้น คนรอบข้างบอกว่ามายาดูเหมือนเด็กหญิง ไม่ใช่ผู้หญิงเต็มตัว ฉันคิดว่ามันเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจมาก เพราะรูปลักษณ์แบบนั้นทำให้ผู้คนไม่ค่อยตระหนักถึงศักยภาพของเธอ นอกจากนี้เสียงของเธอยังเหมือนเด็กๆ ต่อมาฉันพบว่าเธอชอบสบถคำหยาบแบบเดียวกับคนขับรถบรรทุก สาเหตุเป็นเพราะใครๆ ก็มักจะมองข้ามหัวเธอในแวบแรก เธอต้องการให้คนรับฟัง ดังนั้นจึงเลือกสบถคำหยาบเพื่อช็อกพวกเขา

จากพื้นฐานการเลี้ยงดูแบบบ้านๆ แออัดด้วยพี่น้องอีก 4 คน ทำให้บางครั้งแชสเทนนึกประหลาดใจในโชคชะตา เมื่อสาวฮิปปี้ไม่ทานเนื้อสัตว์จากเมืองทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียได้รับโอกาสให้สวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลใน The Debt และเจ้าหน้าที่ CIA ใน Zero Dark Thirty นั่นยังไม่รวมถึงการเดินพรมแดงเข้างานแจกรางวัลออสการ์ในฐานะผู้เข้าชิงสาขานักแสดงสมทบหญิงจาก The Help ทุกอย่างดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อพิจารณาว่า 2 ปีก่อน เธอยังเป็นแค่นักแสดงโนเนมที่ไม่มีใครรู้จัก

แชสเทนเชื่อว่าจุดผกผันของตัวละครมายาเริ่มต้นจากมิตรภาพระหว่างเธอกับเพื่อนร่วมงานหญิง ซึ่งมุ่งมั่นในหน้าที่ไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้มายาเป็นพวกรักสันโดษ เธอไม่มีแฟน และใช้เวลาทั้งหมดพยายามบรรลุเป้าหมายโดยอาศัยมันสมอง ไม่ใช่ความเป็นหญิง ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังการนัดพบกับผู้ก่อการร้ายที่ค่ายแชปแมนอันห่างไกลจบลงด้วยหายนะ นับแต่นั้นมันกลายเป็นภารกิจส่วนตัว เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวละคร ฉากถัดมาเราจะเห็นเธอในสภาพไม่แต่งหน้า สวมเสื้อผ้าเหมือนผู้ชาย จริงอยู่ก่อนหน้านี้เธอเห็นเป็นหน้าที่ในการปกป้องประเทศ แต่หลังจากหายนะที่ค่ายแชปแมน เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกเลือกมาเพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วง นั่นแหละมายา เธอมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม และใครก็ไม่สามารถหยุดยั้งเธอได้เธอกล่าว

น้ำตาของมายาในฉากจบเป็นทั้งน้ำตาแห่งความสมหวังและความเวิ้งว้าง ว่างเปล่า ภารกิจเธอเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เธอได้พิสูจน์ตัวเองกับคนรอบข้างแล้ว แต่ขณะเดียวกัน เธอทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการตามล่านี้ เมื่อมันจบลง ความรู้สึกสับสน ไม่แน่ใจย่อมเกิดขึ้นตามมา เพราะเธอไม่รู้ว่าชีวิตต่อจากนี้ไปเธอจะทำอย่างไร... ไม่ต้องสงสัยว่าภาวะดังกล่าวห่างไกลจากจุดที่แชสเทนยืนอยู่มากแค่ไหน เพราะตอนนี้เธอกำลังพิสูจน์ฝีมือทางการแสดงในละครบรอดเวย์เรื่องThe Heiress และเพิ่งจะปิดกล้องหนังอินดี้เรื่อง The Disappearance of Eleanor Rigby ข้อเสนออาจยิ่งหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นอีก หากในอนาคตอันใกล้ เช่น หนึ่งเดือนข้างหน้าเธอได้เปลี่ยนสถานะจากผู้เข้าชิงเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์


เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Silver Linings Playbook)

ภาพลักษณ์บนจอของเธออาจดูเป็นหญิงแกร่ง พูดน้อยต่อยหนัก หรือถึงขั้นแข็งกระด้างในบางครั้ง แต่ตัวตนจริงๆ ของ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ กลับเรียกได้ว่าตรงกันข้าม เธอเปี่ยมอารมณ์ขัน พูดจากระโชกโฮกฮากเหมือนเด็กเกรียน แต่มีใบหน้าอ่อนหวานดุจเทพีงานพรอมในยุค 1970 และภายในช่วงเวลาแค่ 2 ปี เธอไต่เต้าจากนักแสดงหญิงดาวรุ่งในแวดวงหนังอินดี้มาเป็นซูเปอร์สตาร์จากหนังสุดฮิตอย่าง The Hunger Games โดยไม่สูญเสียบุคลิกติดดินและเป็นกันเอง อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียง ความโด่งดังไม่ได้ทำให้เธอหยุดมองหาบทที่น่าสนใจเพื่อลับคมทักษะและพัฒนาพรสวรรค์ หนึ่งในนั้น คือ การแสดงเป็นแม่ม่ายจิตตก ที่พยายามบำบัดความหดหู่ด้วยการมีเซ็กซ์เพื่อนร่วมงานทุกคน ในหนังตลกที่ผสมผสานแง่มุมอันมืดหม่นเอาไว้อย่างกลมกลืนเรื่อง Silver Linings Playbook

ผู้กำกับ เดวิด โอ รัสเซลล์ มีอิสระเต็มที่ในการคัดเลือกนักแสดง แต่เขาต้องงัดข้ออยู่พักใหญ่กับโปรดิวเซอร์ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ซึ่งถือลิขสิทธิ์นิยายของ แม็ทธิว ควิก และนำมาเสนอให้รัสเซลล์ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะสร้างหนังเข้าชิงออสการ์เรื่อง The Fighter ด้วยซ้ำ เนื่องจากไวน์สตีนเห็นว่าลอว์เรนซ์เด็กเกินกว่าจะเล่นเป็นคู่รักของ แบรดลีย์ คูเปอร์ (37 ปี) แต่นักแสดงสาววัย 22 ปีเอาชนะใจรัสเซลล์ได้จากการทดสอบหน้ากล้องทางสไกป์ ใบหน้าและดวงตาของเธอถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างชัดเจน เป็นธรรมชาติ ในขณะที่นักแสดงหลายคนต้องออกแรงพยายาม หลังจากนั้นอายุก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไปรัสเซลล์กล่าว

ตัวละครทิฟฟานีถูกปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปจากเดิมเช่นกัน ระหว่างการทดสอบหน้ากล้องครั้งแรก เจนนิเฟอร์แต่งหน้าจัดสไตล์โกธิค ย้อมผมดำ และสวมชุดแบบสาวพังค์ ซึ่งเล่นเอาฮาร์วีย์ขนหัวลุกรัสเซลล์เล่า พร้อมกับเสริมว่าสุดท้ายแล้วลอว์เรนซ์เลือกจะเก็บรายละเอียดบางอย่างไว้ (ผมดำและอายไลน์เนอร์จัดๆ) “ทิฟฟานีเป็นตัวละครที่มีปมปัญหาขั้นรุนแรง แต่ขณะเดียวกันก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

ลอว์เรนซ์ยกเครดิตให้รัสเซลล์ในการช่วยเหลือเธอให้ค้นพบบุคลิกของทิฟฟานี เขาบอกเธอให้พูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะลอว์เรนซ์ไม่เคยชอบเสียงธรรมชาติของตัวเองสักเท่าไหร่ เธอบอกว่ามันฟังดูเหมือนเสียงของคนติดบุหรี่ นอกจากนี้ เขายังขอให้เธอเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกด้วย ซึ่งเธอยินดีจะทำเช่นกันเพราะ มันแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในฮอลลีวู้ดรูปร่างสูงใหญ่ (5 ฟุต 9 นิ้ว) มีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ซึ่งทำให้เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเข้าฉากในหนังที่ใช้ชื่อว่า “The Hunger Games” ทำให้เธอรู้สึกประหม่ากับฉากเต้นรำ เวลาเต้น ฉันดูเหมือนคุณพ่อในงานพรอมของลูกสาวเธอกล่าว ฉันไม่เคยบังคับแขนกับขาให้ทำงานได้อย่างต้องการ นับแต่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น ฉันรู้สึกเหมือนเราไม่เข้าใจกันและกันเลย

การเติบโตมาในฟาร์มเลี้ยงม้าและท่ามกลางพี่น้องผู้ชายทำให้สมัยเด็กๆ ลอว์เรนซ์มีบุคลิกคล้ายทอมบอย ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในคอนโดที่แอลเอ และเพิ่งประกาศเลิกลากับนักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ นิโคลัส โฮลท์ (ทั้งสองพบกันในกองถ่ายหนังเรื่อง X-Men: First Class และกำลังจะร่วมงานกันอีกครั้งในภาคต่อ) เธอเซ็นสัญญาเล่นหนังชุด The Hunger Games ต่ออีก 3 เรื่อง นั่นคือ Catching Fire และ Mockingjay Part 1 และ 2 ทั้งหมดกำกับโดย ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ (I Am Legend) ชื่อเสียงอันโด่งดังในชั่วข้ามคืนทำให้เธอต้องรับมือกับปาปารัซซี ซึ่งบางครั้งก็สร้างความกดดันอย่างมหาศาล และบรรดาแฟนหนังที่ตรงเข้ามาทักด้วยประโยคว่า ขอให้โชคเข้าข้างคุณตลอดไปซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เธอรู้สึกภูมิใจมากกว่าหงุดหงิดรำคาญ... บางทีถ้าโชคเข้าข้าง ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เธออาจทำสถิติเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์สาขานำหญิงที่อายุน้อยที่สุดอันดับ 2 รองจาก มาร์ลี แม็ทลิน (Children of  a Lesser God) ก็ได้


นาโอมิ วัตส์ (The Impossible)

ในช่วงต้นเรื่องของ The Impossible คนดูจะเห็น นาโอมิ วัตส์ นอนพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ระหว่างช่วงวันหยุดยาวกลางรีสอร์ทริมทะเลสุดหรู นั่นให้ความรู้สึกผิดหูผิดตาชอบกล แต่ไม่กี่นาทีต่อมา ท้องฟ้าก็เริ่มครึ้ม ฝูงนกบินหนีอย่างแตกตื่น แล้วทันใดนั้นคลื่นสึนามิขนาดยักษ์ก็พัดถล่มชายหาดจนทุกอย่างพังราบเป็นหน้ากลอง ตอนนี้คนดูจะเห็น นาโอมิ วัตส์ ในสภาพที่คุ้นเคย ร่างกายสะบักสะบอม กรีดร้องอย่างหวาดผวา และผลุบๆ โผล่ๆ ท่ามกลางกระแสน้ำอันเกรี้ยวกราด ขณะพยายามหาทางช่วยเหลือลูกชาย ซึ่งถูกพัดไปอีกทาง

วัตส์มักจะรับบทเป็นตัวละครที่ต้องเผชิญความทรมานแสนสาหัส ไม่ว่าจะทางร่างกาย หรือจิตใจ และแน่นอนทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวด หดหู่ คับแค้นของตัวละครมายังคนดูได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในหนังเรื่อง 21 Grams เธอเล่นเป็นแม่ม่ายติดยา ใน Funny Games เธอต้องต่อสู้กับสองฆาตกรโรคจิตที่บุกรุกบ้านของเธอ ใน The Ring ศัตรูของเธอ คือ ผีเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความแค้น ส่วน King Kong เองก็หาใช่หนังตลก-โรแมนติกแต่อย่างใด กระทั่ง นิโคล คิดแมน เพื่อนสนิท (ทั้งสองพบกันในกองถ่ายหนังเรื่อง Flirting) และหนึ่งในนักแสดงหญิงรุ่นเดียวกันเพียงไม่กี่คนที่มักจะได้บทนำเด่นๆ อยู่เสมอ ก็ยังมีชั่วโมงผ่อนคลายกับผลงานแบบ Bewitched แต่สำหรับวัตส์ บทบาทที่เบาสบายที่สุดของเธอในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา คือ หนังเมอร์แชนท์-ไอวอรี เรื่อง Le Divorce เธอให้เหตุผลในการรับเล่นบทหนักๆ เหล่านั้นว่า เพราะพวกมันเป็นเรื่องราวที่ทรงคุณค่า และฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่มีความลุ่มหลงในภาพยนตร์ และมีวิสัยทัศน์ที่เป็นเลิศ

น่าตลกตรงที่ ตัวจริงของวัตส์กลับดูบอบบางและปราศจากมาดสาวแกร่งอย่างสิ้นเชิง ฉันกลัวแทบทุกอย่างในโลกนี้นักแสดงวัย 44 ปี กล่าว ฉันกลัวแทนลูกๆ ตลอดเวลา แต่ฉันพยายามตระหนักในความกลัวเหล่านั้นเพื่อให้สามารถก้าวผ่านมันไปได้เธอบอกว่าสาเหตุที่ตอบตกลงเล่นหนังเรื่อง The Impossible คือ โอกาสในการถ่ายทอดความหวาดกลัวสูงสุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคน ซึ่งได้แก่ การต้องพลัดพรากจากลูกๆ หนังดัดแปลงจากเหตุการณ์จริงของครอบครัวชาวสเปน (เปลี่ยนมาเป็นครอบครัวชาวอังกฤษในหนัง) ที่ต้องเดินทางออกตามหากันและกันเป็นเวลาหลายวันหลังจากเกิดสึนามิ ผู้กำกับชาวสเปน เจ. เอ. บาโยนา (The Orphanage) บอกว่าเขาวาดภาพวัตส์ในหัวตั้งแต่แรก เธอกล้าที่จะไปให้ถึงขีดสุด และกระทั่งก้าวข้ามมันไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงทำงานได้เข้าขากับผู้กำกับชาวละติน (เช่น อเลฮานโดร อินอาร์ริตู ซึ่งผลักดันให้เธอได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกจาก 21 Grams) พวกเราเอาจริงเอาจังไม่แพ้เธอ

ก่อนจะมายืนอยู่แถวหน้าเช่นทุกวันนี้ วัตส์ต้องเวียนว่ายอยู่กับการถ่ายโฆษณาและรับงานแสดงในหนังอย่าง Children of the Corn IV เธอเคยถังแตกจนไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า หรือประกันสังคม และเคยคิดจะโบกมือลาการแสดง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอหลงรัก แบบถาวรอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งรูปถ่ายของวัตส์เกิดไปสะดุดตา เดวิด ลินช์ ระหว่างคัดเลือกหานักแสดงนำหญิงในหนังเรื่อง Mulholland Dr. และทันทีที่หนังเปิดฉายในเมืองคานส์ กวาดคำชมจากนักวิจารณ์อย่างท่วมท้น วัตส์ในวัย 32 ก็กลายเป็นนักแสดงที่ใครๆ ก็อยากจะร่วมงานด้วย โดยล่าสุดเธอจะสวมบทบาทเป็น ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ในหนังชีวประวัติเรื่อง Diana ซึ่งโฟกัสไปยังช่วงสองสามปีสุดท้ายก่อนเธอจะเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์


คัวแวนจาเน วอลลิส (Beasts of the Southern Wild)


ตอนได้รับเลือกให้รับบทนำในหนังเรื่อง Beasts of the Southern Wild คัวแวนจาเน วอลลิส อายุแค่ 5 ขวบ เธอต้องฟันฝ่าผ่านกลุ่มเด็กหญิงรุ่นๆ เดียวกันมากกว่า 4,000 คนกว่าจะได้บทนี้มาครอง โดยฝ่ายแคสติ้งและผู้กำกับ เบน ไซท์ลิน ได้แจกจ่ายใบปลิวตามโรงเรียน โบสถ์ ตลาด และศูนย์ชุมชนกว่า 8 เขตทางตอนใต้ของรัฐลุยเซียนาเป็นเวลานานกว่า 9 เดือนเพื่อค้นหาเด็กหญิงอายุระหว่าง 6-9 ขวบที่จะมารับบทเป็นฮัชพัพพี ตัวละครเอกของหนังอินดี้ทุน 1.5 ล้านเหรียญที่ผสมผสานความสมจริงเข้ากับตำนานและความเชื่อ แม่ของวอลลิสได้รับแจ้งข่าวเรื่องประกาศรับสมัครจากเพื่อนคนหนึ่ง และตัดสินใจพาลูกสาวไปลองคัดเลือก แม้ว่าเธอจะอายุแค่ 5 ขวบก็ตาม วอลลิสต้องผ่านการทดสอบหน้ากล้องถึง 5 ครั้งกว่าจะได้เจอตัวผู้กำกับ เธอได้รับแจ้งข่าวดีว่าเป็นผู้ชนะขณะกำลังนั่งเล่นคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านในเมืองนิวออร์ลีน หนูตะโกนว่า เยส!” แล้วก็กระโดดขึ้นเต้นไปรอบห้องเด็กหญิง ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมที่อายุน้อยที่สุด กล่าว

ใครก็ตามที่ได้ชม Beasts of the Southern Wild อาจรู้สึกช็อกเมื่อทราบว่านี่เป็นการแสดงครั้งแรกของทั้งวอลลิส และ ดไวท์ เฮนรี ผู้รับบทพ่อของเธอ (ในชีวิตจริงเขาเปิดร้านขายเบเกอรีในนิวออร์ลีนส์) เพราะทั้งสองทำให้คนดูเชื่อในตัวละครได้อย่างสนิทใจ และสะเทือนใจไปกับชะตากรรมที่พวกเขากำลังประสบ โดยแรกเริ่มเดิมทีไซท์ลินตั้งใจจะให้หนังของเขามีโทนอารมณ์ขันมากกว่านี้ แต่ทันทีที่ได้เห็นวอลลิสในระหว่างการทดสอบหน้ากล้อง เขาก็เชื่อตัวเองได้ขุดพบบ่อทองขนาดใหญ่ เนื่องจากเธอมีพลังดึงดูดใจบางอย่าง และสะท้อนความหนักแน่นจนเขาเชื่อมั่นว่าเธอจะสามารถแบกรับหนังทั้งเรื่องไว้ได้ สุดท้ายโทนอารมณ์โดยรวมจึงค่อนข้างเข้มข้น จริงจังมากกว่าความตั้งใจแรกของเขาค่อนข้างมาก เมื่อถูกถามว่าเธอมีบุคลิกใกล้เคียงกับตัวละครฮัชพัพพีมากน้อยแค่ไหน คำตอบของวอลลิส คือ เราไม่เหมือนกันสักนิด เธอไม่ได้สวมกางเกงเหมือนฉัน ในช่วงต้นเรื่องฮัชพัพพีใช้เวลาส่วนใหญ่เดินคลุกโคลนโดยสวมรองเท้าบู๊ท เสื้อยืดมอมๆ และกางเกงในสีส้ม

วอลลิสบอกว่าในอนาคตเธออยากมีอาชีพเป็นนักแสดง พิจารณาจากผลงานใน Beasts of the Southern Wild  ฝันนั้นอาจกลายเป็นจริงได้ไม่ยาก เนื่องจากพรสวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่เธอขาดแคลน (พิสูจน์ได้จากฉากสำคัญในหนังซึ่งเธอต้องร้องไห้ และฉากดังกล่าวน่าจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์) ที่เหลือคงเป็นแค่โอกาสและโชคอีกนิดหน่อย ไซท์ลินยอมรับว่าการร่วมงานกับวอลลิสนั้นค่อนข้างราบรื่น ไม่ประสบปัญหาใดๆ แม้กระทั่งในฉากที่ต้องเรียกร้องทักษะการแสดงอย่างหนัก ตรงกันข้าม ความยากสูงสุดกลับเป็นฉากที่เธอจะต้องมอมแมม เราเกลี้ยกล่อมโดยเริ่มจากการค่อยๆ ทาดินที่มือเธอ แล้วบอกว่ามันไม่เจ็บหรอกเขาเล่า แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาเข้าฉาก เธอก็ยินดีกระโดดลงไปคลุกโคลนแบบเต็มตัว แค่ต้องใช้เวลาบิวท์นิดหน่อย

ไม่ต้องสงสัยว่าชื่อเสียงในชั่วข้ามคืนสร้างความประหลาดใจให้วอลลิสมากแค่ไหน หนังเริ่มต้นด้วยการคว้ารางวัลจากซันแดนซ์ ตามมาด้วยเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นที่คานส์ (และรางวัล Camera d’or) โดยคนดูถึงกับลุกขึ้นยืนปรบมือให้หนังนานถึง 9 นาที หนูได้ยินแต่เสียงคนตะโกนเธอบรรยายความรู้สึกในขณะนั้น แต่แน่นอนเธอชอบประสบการณ์ดังกล่าวมาก อายุ 8 ขวบ แต่ได้ไปฝรั่งเศส และยืนอยู่ตรงนั้น ให้สัมภาษณ์ ถ่ายรูป และออกรายการโทรทัศน์ มันเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยคาดฝันมาก่อน

วันพุธ, มีนาคม 13, 2556

Oscar 2013: Best Supporting Actor



โรเบิร์ต เดอ นีโร (Silver Linings Playbook)

สำหรับนักดูหนังที่เติบโตมาในยุค 70-80 นักแสดงเพียงคนเดียวที่ถูกยกย่องไว้บนหิ้งเหนือใคร คือ โรเบิร์ต เดอ นีโร ผลงานของเขากลายเป็นที่จดจำของคนในรุ่นต่อๆ มา เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และส่งอิทธิพลต่อศิลปะแห่งการแสดงโดยองค์รวม ในแต่ละบทบาทเขาจะแปลงโฉมไปตามตัวละครทั้งด้านร่างกาย การออกเสียง อิริยาบถ รวมเลยไปถึงสภาพจิตใจในเบื้องลึกจนคุณลืมไปว่ากำลังนั่งมอง โรเบิร์ต เดอ นีโร หากแต่เป็น เทรวิส บิคเคิล (Taxi Driver) เจค ลาม็อตตา(Raging Bull) จอห์นนี่ บอย (Mean Streets) และ วีโต คอร์ลีโอเน (The Godfather: Part II) แต่สำหรับนักดูหนังรุ่นใหม่ พวกเขาอาจจดจำเดอ นีโร ได้จากบท แจ๊ค เบิร์นส์ พ่อตาสุดเฮี๊ยบของ เบน สติลเลอร์ ในหนังชุดสุดฮิต Meet the Parents โดยตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาการหลวมตัวไปเล่นหนังตลาดที่ไม่น่าจดจำหลายเรื่องอาจทำให้บารมีของนักแสดงสองรางวัลออสการ์จืดจางลงไปบ้าง แต่ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนไปพร้อมกับการมาถึงของหนังเรื่อง Silver Linings Playbook ซึ่งหลายคนขนานนามให้เป็นการคัมแบ็คอันงดงาม และผลักดันเขาจนคืนสู่เวทีออสการ์อันคุ้นเคยอีกครั้ง หลังจากเข้าชิงล่าสุดไปเมื่อ 21 ปีก่อนจากหนังเรื่อง Cape Fear   

เขารับบทเป็น แพ็ท โซลิทาโน ซีเนียร์ คุณพ่อบ้าฟุตบอลและแฟนพันธุ์แท้ของทีม ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์ ซึ่งหมกมุ่นในเรื่องโชคลางขนาดเชื่อว่าตำแหน่งการวางรีโมททีวีสามารถส่งผลกระทบต่อผลการแข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริง เดอ นีโรห่างไกลจากคำว่าแฟนกีฬาคนละโยชน์ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนทั้งหลายถึงรู้สึกตื่นเต้นเวลาดูบอลเขากล่าว ผมไม่เคยมีความสนใจอยากจะดูมันเลยฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่คนรอบข้างเขาเปิดโทรทัศน์ไปยังช่องถ่ายทอดสดกีฬา นักแสดงวัย 69 ปีผู้เคยรับบทเป็นนักมวย เจค ลาม็อตตา ได้น่าจดจำจนคว้ารางวัลออสการ์มาครอง จะเดินหนีไปหากิจกรรมอื่นที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคงเป็นการลับคมทักษะการแสดง ซึ่งเขาได้ขุดมาโชว์ทุกกลเม็ดใน Silver Linings Playbook และทำให้คนดูหัวร่องอหายมากพอๆ กับซาบซึ้ง ประทับใจ

แพ็ท โซลิทาโน ซีเนียร์ เป็นบทที่ช่วยเตือนความทรงจำให้เราตระหนักว่า เดอ นีโรคือสุดยอดแห่งการสะท้อนอารมณ์คุกรุ่นจากภายในและนักแสดงตลกที่เชี่ยวชาญ ทำให้เขาลื่นไหลผ่านจังหวะตลกของหนังไปสู่อารมณ์จริงจัง ด้านมืด และนาทีซาบซึ้งได้อย่างกลมกลืน และอาจกล่าวได้ว่าสมดุลระหว่างคอมเมดี้กับดรามานี่เองที่ดึงดูดให้คุณพ่อลูก 5 (คนโตอายุ 41 คนเล็กอายุ 1 ขวบ) อยากร่วมงานกับผู้กำกับ เดวิด โอ. รัสเซลล์ นอกเหนือจากการได้กลับมาร่วมงานกับ แบรดลีย์ คูเปอร์ นักแสดงหนุ่มที่เขารู้จักและเข้าขากันดีระหว่างถ่ายทำหนังเรื่อง Limitless

สำหรับเดอ นีโร เขาไม่ได้มองว่า Silver Linings Playbook เป็นการคัมแบ็ค เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาก็เคยนำแสดงในหนังดีๆ หลายเรื่อง แต่หลายคนอาจมองข้ามไปเพราะมันเป็นแค่หนังอินดี้เล็กๆ เข้าฉายเพียงไม่กี่โรงก่อนจะถูกถอดโปรแกรมไปอย่างเงียบเชียบ เช่น หนังดรามาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวเรื่อง Everybody’s Fine อย่างไรก็ตาม เขาไม่ปฏิเสธว่าบทสมทบใน Silver Linings Playbook ช่วยชาร์ตพลังงานให้เขามองหาบทดีๆ ที่พอจะเหลืออยู่ให้คนวัยเขาได้แสดงฝีมือ จริงๆ แล้วผมอยากรับบทเป็นพระเอกมากกว่าเขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม แต่ทุกวันนี้มีแค่บทพ่อให้เลือกเล่น และอีกไม่นานก็คงกลายเป็นบทปู่... ถ้าโชคดี ผมอาจอายุยืนพอจะได้เล่นเป็นคุณทวด


ทอมมี ลี โจนส์ (Lincoln)

รูปร่างที่สูงใหญ่ราว 6 ฟุตและคำร่ำลือว่าเขาไม่ค่อยเต็มใจจะให้สัมภาษณ์นักข่าวเท่าใดนักทำให้ ทอมมี ลี โจนส์ ยิ่งดูน่าเกรงขามและน่ายำเกรง นอกเหนือจากเครดิตภาพยนตร์อันยาวเหยียดตลอดอาชีพการแสดงที่กินเวลามากกว่า 3 ทศวรรษอาทิ No Country for Old Men, Men in Black และ In the Valley of Elah แถมตบท้ายด้วยรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The Fugitive เมื่อสองทศวรรษก่อน ถึงแม้โจนส์จะไม่อยากพูดถึงเรื่องรางวัลเท่าไหร่ แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คือ พฤติกรรมขโมยซีนของเขาในหนังเรื่อง Lincoln อาจทำให้โจนส์คว้าออสการ์ตัวที่สองมาครองในเร็ววันนี้จากบท แธดดีอุส สตีเวนส์ สมาชิกรัฐสภาระหว่างช่วงสงครามกลางเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการออกกฎหมายเลิกทาส

ในสายตาของโจนส์ รายละเอียดสำคัญที่ช่วยให้เขาเข้าถึงตัวละครได้อย่างแม่นยำ คือ แบ็คกราวด์สภาพครอบครัวและความพิการทางร่างกายของสตีเวนส์ เขาเติบโตมาในฟาร์ม โรคเท้าปุกทำให้เขาไม่สามารถออกไปทำงานในไร่กับพ่อและพี่ๆ น้องๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองโจนส์อธิบาย แต่ถึงแม้จะต้องเผชิญกับภาวะยากจนข้นแค้นและบ้านแตก (พ่อทิ้งเขาไป) แต่ แธดดีอุส สตีเวนส์ ก็เอาชนะชะตากรรมได้ด้วยการไต่เต้าจนเรียนจบมหาวิทยาลัย กลายเป็นนักกฎหมายที่ประสบความสำเร็จ ตามมาด้วยตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาในเวลาต่อมา แบ็คกราวด์ดังกล่าวในแง่มุมหนึ่งเป็นเหมือนภาพสะท้อนชีวิตจริงของโจนส์ ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวยากจนเช่นกัน แต่ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนจบมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนจะกลายมาเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

ช่วงทศวรรษ 1860 สตีเวนส์ถือเป็นนักปฏิวัติหัวก้าวหน้าจนคนรอบข้างรู้สึกหวาดหวั่น ขณะที่หลายคนพยายามโต้เถียงว่ามันเป็นเรื่องดี และเหมาะสมสำหรับคนบางคนที่จะถูกตีตราให้เป็นเหมือนแค่ทรัพย์สิน หรือวัวควาย และคนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าระบบทาสไม่เพียงจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อเหล่าทาสทั้งหลายอีกด้วย การต่อสู้เพื่อล้มล้างระบบทาสของสตีเวนส์จึงถือเป็นประเด็นอื้อฉาวอย่างยิ่ง เพื่อให้เข้าใจตัวละครรอบด้าน โจนส์จึงเริ่มต้นอ่านหนังสือชีวประวัติ แธดดีอุส สตีเวนส์ โดยเล่มหนึ่งเขียนในยุค 1930 ส่วนอีกเล่มเขียนในยุค 1980 เพื่อเทียบมุมมองของนักประวัติศาสตร์ต่างสมัย พวกมันเต็มไปด้วยข้อมูลน่าสนใจ ช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าจะแสดงพฤติกรรมเช่นไร คิดอย่างไร และรู้สึกอย่างไรตามเรื่องราวที่ปรากฏในบทภาพยนตร์ของ โทนี คุชเนอร์

มันน่าประหลาดอยู่ไม่น้อยที่โจนส์ ซึ่งโด่งดังในหมู่นักดูหนังกระแสหลักจากบทประเภทพูดน้อยต่อยหนักในหนังอย่าง Men in Black และ No Country for Old Men ได้รับเลือกให้มาแสดงเป็นนักการเมือง ที่โด่งดังจากบุคลิกโดดเด่น ความเฉียบคม และทักษะการพูดอันเป็นเลิศ แต่แน่นอนว่าโจนส์สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเขาเป็นตัวละครหลักที่ช่วยมอบความสนุกสนานให้กับ Lincoln เลยทีเดียว แต่ขณะเดียวกันโจนส์ก็ไม่ลืมจะใส่แง่มุมแบบ มนุษย์ตลอดจนด้านอ่อนโยนเข้าไปคลุกเคล้าด้วย วีรกรรมอันยิ่งใหญ่มักเกิดขึ้นจากน้ำมือของคนธรรมดาสามัญนี่แหละ ไม่ใช่เทวดาที่มีวงแหวนอยู่บนหัวแต่อย่างใดโจนส์กล่าว บางครั้งพวกเขาอาจดูน่ารังเกียจ บางครั้งพวกเขาอาจดูน่านับถือ และบางครั้งเวลาพวกเขากินปูนึ่ง น้ำจากตัวปูอาจไหลย้อยมาเปื้อนเสื้อเชิ้ตของพวกเขาความเป็นปุถุชนของตัวละครถูกเน้นย้ำเป็นรูปธรรมชัดเจนผ่านวิกผมดำของสตีเวนส์ ซึ่งดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างรุนแรง (เขาเป็นโรคผมร่วง) และวิกเจ้ากรรมดังกล่าวก็จะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในฉากเด่นของหนังอีกด้วย ผมชอบใส่ความไร้สาระเอาไว้ในฉากที่เต็มไปด้วยน้ำหนักเข้มข้น มันเจ๋งดีนักแสดงวัย 66 ปีกล่าว


ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน (The Master)

ถึงแม้ แลงแคสเตอร์ ด็อดด์ ตัวละครที่ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน ถ่ายทอดเป็นภาพบนจอได้อย่างดงาม ซับซ้อนจนส่งผลให้เข้าถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 4 หลังจาก Capote, Charlie Wilson’s War และ Doubt จะถูกออกแบบโดยมีร่างแรกเป็น แอล. รอน ฮับบาร์ด นักเขียนและผู้ก่อตั้งลัทธิ Scientology แต่ฮอฟฟ์แมนยืนกรานว่า The Master ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับ “ศาสนา” ดังกล่าว ซึ่งที่จริงเป็นแค่พื้นฐาน ไม่ใช่โครงสร้างหลัก ผมคงไม่แนะนำให้ใครไปดูหนังเรื่องนี้เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Scientology เขากล่าว แต่ไม่ว่ายังไง ข่าวลือก็ดูเหมือนจะไม่จางหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ เช่น ทอม ครูซ เดินออกจากการฉายรอบพิเศษบ้างล่ะ หรือบรรดาลูกศิษย์ของลัทธิวางแผนจะหาทางขัดขาไม่ให้หนังเข้าฉายในอเมริกาบ้างล่ะ ทั้งหลายเหล่านี้สร้างความรำคาญใจให้กับฮอฟฟ์แมนไม่น้อย ไม่ว่าเราจะพูดอะไร พวกคุณก็ยังเลือกจะพูดถึงแต่สิ่งเดิมๆ (ว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับ Scientology)

การรับบทเป็นคนจริงในประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับฮอฟฟ์แมน โดดเด่นสุดคงหนีไม่พ้นการสวมวิญญาณ ทรูแมน คาโปตี้ ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์มาครอง แต่ด็อดด์ถือเป็นตัวละครที่ต่างออกไป ทั้งนี้เพราะฮอฟฟ์แมนไม่ได้พยายามจะเล่นเป็นฮับบาร์ด เขาเลือกจะศึกษาตัวละครผ่านประสบการณ์ส่วนตัวแทนการนั่งอ่านหนังสือชีวประวัติ ผมมีอิสระเต็มที่ ผมไม่สนใจที่จะเล่นเป็น รอน ฮับบาร์ด เพราะหนังเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา และผมไม่อยากให้คนดูสับสนเขากล่าว อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายละเอียดหลายอย่างของด็อดกับฮับบาร์ดสอดคล้องกัน เช่น ทั้งคู่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์และเรือ และไม่ไว้ใจในระบบประกันสุขภาพของอเมริกา ส่วนภรรยาพวกเขาก็มีชื่อว่า แมรี-ซู (ในบทร่างแรก ก่อนต่อมาชื่อภรรยาของด็อดจะถูกเปลี่ยนเป็นเพ็กกี้)

แต่ไม่ว่าด็อดด์กับฮับบาร์ดจะใกล้เคียงกันแค่ไหนอย่างไร สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ คือ นี่เป็นอีกหนึ่งบทบาทการแสดงชั้นยอดของฮอฟฟ์แมน เต็มไปด้วยพลังและน่าจดจำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสำหรับคนที่พร้อมจะเสี่ยงกับบทท้าทาย เต็มไปด้วยสถานการณ์ล่อแหลมในแง่ที่ว่าหากเล่นไม่ดีก็อาจไม่ได้อารมณ์ตามความตั้งใจ เช่น ฉากโฟนเซ็กซ์ใน Happiness หรือฉากแต่งหญิงใน Flawless และอาจกล่าวได้ว่า The Master เป็นการร่วมงานที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดระหว่างเขากับ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน (หนังเรื่องเดียวของแอนเดอร์สันที่ฮอฟฟ์แมนไม่ได้ร่วมแสดง คือ There Will Be Blood) มิตรภาพของทั้งสองสืบย้อนไปไกลถึง Hard Eight (1996) หนังเรื่องแรกของแอนเดอร์สันที่ทำให้ฮอฟฟ์แมนกลายเป็นที่จับตามอง หลังจากต้องทนรับบทตัวประกอบจำเป็นมานานในหนังอย่าง Scent of a Woman และ Nobody’s Fool ก่อนจะโดดเด่นขึ้นอีกใน Boogie Nights กับบทตากล้องหนังโป๊

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้งานแสดงของฮอฟฟ์แมนดูจริงและเป็นธรรมชาติมากๆ เกิดจากการที่เขาเอาจริงเอาจังกับอาชีพนี้ เขาอธิบายว่าการแสดงจะทำให้ดีนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก ต้องอาศัยสมาธิและความมุ่งมั่นเกินร้อย โดยเขาหลงใหลในศิลปะการแสดง (รวมถึงกีฬา) ตั้งแต่วัยเด็กจากการปลูกฝังโดยแม่ของเขาเอง ผมเริ่มต้นดูละครเวทีตอน 10 หรือ 12 ขวบนี่ล่ะ ผมชอบดูละครเวที และได้เล่นละครเวทีสมัยเรียนมัธยมด้วย พอเข้ามหาวิทยาลัยผมก็รู้แล้วว่าตัวเองอยากเป็นอะไรชีวิตของฮอฟฟ์แมนเคยดำดิ่งลงสู่ก้นเหวอยู่พักหนึ่งจนต้องเข้ารับการบำบัดอาการติดยาและเหล้าเมื่อหลายปีมาแล้ว ก่อนเขาจะเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ปัจจุบันชีวิตของเขาราบรื่นและมีความสุขดี โดยลงหลักปักฐานตั้งแต่ปี 1999 กับ มีมี่ โอดอนเนลล์ นักออกแบบเครื่องแต่งกาย และมีลูกด้วยกันสามคน นอกจากนี้อาชีพการงานของเขาก็กำลังก้าวหน้าถึงขีดสุด มีบทดีๆ มาเสนอให้เล่นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเขาเพิ่งปิดกล้องหนังเรื่อง A Most Wanted Man ของ แอนตัน คอร์บินจ์ ไป และกำลังจะสวมบทบาทสำคัญใน Catching Fire ตอนต่อของหนังบล็อกบัสเตอร์เรื่อง The Hunger Games


คริสตอฟ วอลซ์ (Django Unchained)

พิสูจน์ได้จากบทบาทที่ทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์มาครองเมื่อสามปีก่อน คริสตอฟ วอลซ์ เป็นนักแสดงเพียงไม่กี่คนที่สามารถพล่ามบทพูดยียวน ยอกย้อนสไตล์ “ตารันติโน” แล้วทำให้ดูน่าเชื่อถือได้ว่าหลุดมาจากปากตัวละครที่เขาเล่นมากกว่าโดนยัดใส่ปากโดยผู้กำกับ/เขียนบท เควนติน ตารันติโน เช่นเดียวกับ Inglourious Basterds หนังเรื่อง Django Unchained เต็มไปด้วยบทสนทนาในทำนองนั้น มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เปี่ยมอารมณ์ขันร้ายๆ และแน่นอนว่าไม่มีใครลื่นไหลไปกับมันได้แนบเนียนเท่ากับวอลซ์ในบท ดร. คิง ชูลซ์ นักล่าเงินรางวัลจอมซาดิสต์ในคราบหมอฟันที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับแจงโก้ (รับบทโดย เจมี ฟ็อกซ์) ทาสผิวดำในเท็กซัสช่วงปี 1858

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะตารันติโนตั้งใจเขียนบทนี้ให้วอลซ์โดยเฉพาะ นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครเขียนบทหนังให้ผมเล่นโดยเฉพาะ นักแสดงซึ่งเป็นที่รู้จักในยุโรปก่อนจะโด่งดังระดับโลกหลังจาก Inglourious Basterds เข้าฉายกล่าว มันทำให้ผมรู้สึกใกล้ชิดกับตัวละครและสามารถเข้าถึงความคิดของเขาได้ แต่มุมมองของเควนตินค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ มันจึงเปิดโอกาสให้ผมได้สัมผัสกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน

เมื่อตอบตกลงเล่นหนังของตารันติโน ความท้าทายหาใช่แค่การต้องรับมือกับโทนอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันทีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการท่องจำบทสนทนาเป็นหน้าๆ อีกด้วย ซึ่งในกรณีของวอลซ์มันอาจยิ่งยากเป็นพิเศษเนื่องจาก Django Unchained เกี่ยวพันถึงตำนานตะวันตกของอเมริกา ประสบการณ์หลายปีจากละครเวทีช่วยผมได้มากเวลาต้องท่องบทพูดของตารันติโน หรือเข้าฉากในหนังเขา เพราะถึงแม้เทคนิคการทำหนังจะเปิดโอกาสให้คุณสามารถแบ่งซอยเหตุการณ์เป็นช็อตย่อยๆ ซึ่งต่างกับละครเวที แต่บางครั้งเควนตินจะถ่ายทำฉากบางฉากแบบลองเทค ทั้งที่เขาจะไม่ได้ต้องการให้ฉากดังกล่าวแช่กล้องไว้มุมเดียวก็ตาม ดังนั้นถ้าคุณมีบทพูดยาวสามหน้า คุณก็ต้องซ้อมพูดให้คล่อง 20 ถึง 30 ครั้งต่อวัน เพราะนั่นเป็นงานของนักแสดง วอลซ์กล่าว

แง่มุมตะวันตกไม่ใช่เรื่องแปลกตาสำหรับนักแสดงชาวออสเตรียสักเท่าไหร่ เนื่องจากเขาเติบโตมาพร้อมๆ กับหนังคาวบอยสปาเก็ตตี้ ซึ่งเป็นแนวหนังที่ตารันติโนต้องการแสดงความคาราวะใน Django Unchained ขณะเดียวกันวอลซ์ยังเตรียมพร้อมมาอย่างดีด้วยการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ระบบทาสในอเมริกา แม้ว่าหนังของตารันติโนจะเป็นแฟนตาซีล้างแค้นที่ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงมากนักก็ตาม คุณจำเป็นต้องทราบรายละเอียดด้านประวัติศาสตร์เพื่อเป็นฐานรองรับเรื่องราว นักแสดงวัย 56 ปีกล่าว

ไม่ต้องสงสัยว่าชื่อเสียงและความสำเร็จจากการรับบทนาซีโรคจิตใน Inglourious Basterds ทำให้วอลท์ซได้รับข้อเสนอมากมายในอเมริกา แต่น่าประหลาดตรงที่ทุกอย่างกลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนักในโลกภาพยนตร์ที่ประเทศบ้านเกิดและเยอรมัน (เขาถือสองสัญชาติ แต่มักจะเรียกตัวเองว่าเป็นชาวออสเตรีย) ฉะนั้น สำหรับตอนนี้วอลซ์จึงเลือกปักหลักในฮอลลีวู้ด และร่วมงานกับผู้กำกับที่เขาสนใจ อาทิ มิเชล กอนดรี ใน The Green Hornet (“เพราะผมไม่เคยเล่นบทตลกมาก่อน”) โรมัน โปลันสกี้ (Carnage) และล่าสุดเขาเพิ่งปิดกล้องหนังเรื่อง The Zero Theorem ของผู้กำกับ เทอร์รี กิลเลียม ผมเลือกบทตามแต่ความสนใจจะพาไป ไม่ใช่เลือกโดยใช้สัญชาตญาณเท่านั้น ผมจะถามตัวเองว่า อยากทำอะไรต่อ มันเป็นบทที่เราเคยเล่นมาก่อนมั้ย เพราะผมไม่ชอบเดินซ้ำรอยตัวเอง เขากล่าว


อลัน อาร์กิน (Argo)

ขณะที่ตัวละครอื่นๆ ใน Argo หนังซึ่งดัดแปลงจากเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับปฏิบัติการซีไอเอเพื่ออพยพชาวอเมริกันออกจากประเทศอิหร่าน โดยปลอมแปลงพวกเขาเป็นทีมงานกองถ่ายหนังฮอลลีวู้ด สร้างจากบุคคลที่มีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์ แต่ เลสเตอร์ ซีเกล ตัวละครที่ อลัน อาร์กิน สวมบทบาทได้อย่างน่าจดจำ กลับเป็นส่วนผสมของคนหลายคนเข้าด้วยกัน เชื่อผมเถอะ มันไม่ง่ายเลย ผมต้องเล่นเป็นคนสี่คนในเวลาเดียวกัน คุณเคยทำแบบนั้นไหม มันวุ่นวายอย่าบอกใคร อาร์กินกล่าวยิ้มๆ

เนื่องจาก Argo เป็นหนังของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อาร์กิน ซึ่งคว้ารางวัลออสการ์นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมมาครองจาก Little Miss Sunshine ในปี 2007 จะค้นพบแรงบันดาลใจในการสวมบทเป็นโปรดิวเซอร์เขี้ยวลากดิน จากผู้ก่อตั้งและพลังผลักดันสำคัญของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส นั่นคือ แจ๊ค วอร์เนอร์ ผมสร้างตัวละครจากจินตนาการส่วนตัว โดยใช้ แจ๊ค วอร์เนอร์ เป็นรากฐาน เขาเป็นคนที่รู้จักตัวเองดี มั่นใจ และรู้ไส้รู้พุงทุกซอกหลืบของธุรกิจบันเทิงในฮอลลีวู้ด อาร์กินอธิบาย อาชีพในวงการภาพยนตร์ของวอร์เนอร์กินระยะเวลายาวนานหลายทศวรรษ ตั้งแต่ก่อตั้งสตูดิโอในปี 1910 จนถึงเกษียณอายุในปี 1969 โดยหลังจากนั้นเขาก็ยังทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้หนังอีกหลายเรื่อง แจ๊ครักธุรกิจนี้ แต่ในเวลาเดียวกันก็ตระหนักดีว่ามันบ้าคลั่งแค่ไหน

ตอนที่ผู้กำกับ เบน อัฟเฟล็ค เริ่มต้นแคสติ้งนักแสดง ชื่อแรกที่เขาตัดสินใจคัดเลือกให้มาร่วมงาน คือ อลัน อาร์กิน ซึ่งใครที่ได้ดูหนังคงไม่แปลกใจว่าทำไม เพราะทันทีที่นักแสดงวัย 78 ปีปรากฏตัวขึ้นบนจอในบท เลสเตอร์ ซีเกล Argo ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ความสนุกสนาน และเสียงหัวเราะ บทพูดเด็ดๆ หลุดออกมาจากปากเขาเป็นส่วนใหญ่ เช่น ถ้าฉันจะสร้างหนังหลอกๆ สักเรื่อง มันก็ต้องเป็นหนังฮิตหลอกๆ! อาร์กินยิงมุกตลกเสียดสีต่างๆ แบบหน้าตาย และนั่นยิ่งทำให้มันดูตลกมากขึ้นอีก เขาสะท้อนถึงประสบการณ์อันเชี่ยวกรากของตัวละครที่คลุกคลีอยู่ในวงการเป็นเวลานานจนตระหนักดีว่า ภาพลักษณ์ภายนอกถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด (เลสเตอร์ขับรถโรลสรอยซ์สีทอง!)

ที่เทศกาลหนังโตรอนโต ซึ่ง Argo เปิดตัวด้วยเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น อัฟเฟล็คแนะนำนักแสดงสุดเก๋า ที่เคยเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก The Russians are Coming, The Russians are Coming และ The Heart is a Lonely Hunter ว่าเป็นผู้ชายที่อ่อนหวาน น่ารักที่สุดในโลก แม้เขาจะชอบรับบทเป็นผู้ชายขี้หงุดหงิดแต่จิตใจงดงามก็ตาม เวลาทำงานกับอลัน คุณอดไม่ได้ที่จะคิดถึงประวัติศาสตร์ของฮอลลีวู้ด เขาเคยเล่นหนังชั้นยอดมาแล้วมากมายหลายเรื่อง และที่สำคัญฝีมือการแสดงของเขายังคงเฉียบคมไม่เปลี่ยนแปลง ผู้กำกับหนุ่มกล่าว พร้อมกับยกเครดิตให้อาร์กินที่ช่วยเพิ่มความหรรษาเพื่อเบรกอารมณ์ตึงเครียด กดดันของหนัง ผมคิดว่าถ้า Argo ไม่มีอารมณ์ขัน มันคงตายสนิท เขาทำให้คุณเชื่อได้ว่าเลสเตอร์เป็นโปรดิวเซอร์ที่ผ่านยุคทองมาแล้ว เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อสัก 20 ปีก่อน เขาเชื่อมั่นในเครดิตและคำคุยโวของตนว่าสามารถช่วยผลักดันโครงการให้ดำเนินต่อไปได้ ขณะเดียวกันเขาก็เปี่ยมศีลธรรมจรรยาพอจะเอาชื่อเสียงของตนมาเสี่ยงเพื่อให้ภารกิจเสร็จสมบูรณ์

สำหรับวลีเด็ดในหนัง Argo f--- yourself อาร์กินรู้สึกดีใจและโล่งอกอย่างประหลาดที่มันเริ่มติดปาก ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผมติดแหง็กอยู่กับคำว่า Serpentine! เขาหัวเราะ (มันเป็นคำพูดเด็ดจากหนังเรื่อง The In-Laws ซึ่งอาร์กินแสดงประกบ ปีเตอร์ ฟอล์ค) ผมดีใจที่สุดท้ายจะได้หลุดพ้นจากคำนั้นสักที และหวังว่าจะได้ยิน Argo f--- yourself ต่อไปอีกสักหลายๆ ปี

Oscar 2013: Best Supporting Actress


แซลลี ฟิลด์ (Lincoln)
 
ในปี 2012 คงไม่เกิดคำถามอีกแล้วว่า แซลลี ฟิลด์ หายไปไหน เพราะอดีตเจ้าของสองรางวัลออสการ์จาก Norma Rae และ Places in the Heart กำลังงานชุกและถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากมาย หลังจากเริ่มเบนเข็มไปเอาดีทางจอแก้วอยู่พักใหญ่ (บทเด่นบนจอใหญ่เรื่องล่าสุดของเธอ คือ Eye for an Eye เมื่อปี 1996) โดยในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เธอรับบทป้าเมย์ในหนังซัมเมอร์สุดฮิต The Amazing Spider Man จากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา เธอก็พลิกบทบาทแบบ 360 องศา มาแสดงในหนังพีเรียดเต็งรางวัลเรื่อง Lincoln โดยรับบทเป็นภรรยาของประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น และกวาดคำชมได้มากมายไม่แพ้ เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ ในบทนำ

แต่กว่าจะได้บทนี้มาครอง เธอต้องฟันฝ่าอุปสรรคอย่างหนัก โดยแรกเริ่มเดิมทีเธอถูกวางให้เล่นประกบ เลียม นีสัน ลึกๆ ในใจฉันรู้ว่าแมรีเป็นบทที่เหมาะกับฉัน ฉันรู้สึกแบบนั้นมานานหลายปีแล้ว เพราะเธอมีรูปร่างใกล้เคียงกับฉัน และเพราะเธอเป็นตัวละครที่น่าสนใจนักแสดงสาวใหญ่ ซึ่งสูง 5 ฟุต 2 นิ้ว เท่ากับ แมรี ท็อดด์ ลินคอล์น กล่าว ฉันอยากเล่นบทนี้ และสปีลเบิร์กก็ขอให้ฉันมาเล่นเป็นแมรีตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีบทด้วยซ้ำแต่แล้วเมื่อนีสันถอนตัวออกไป และเดย์-ลูว์อิสต์เข้ามาเสียบแทน ฟิลด์ก็จำเป็นต้องโน้มน้าวผู้กำกับ 2 รางวัลออสการ์อีกครั้งว่าเธอยังคงเหมาะสมกับบทนี้มากที่สุด (ฟิลด์แก่กว่าเดย์-ลูว์อิสต์ 10 ปี และแก่กว่านีสัน 5 ปี แต่ในชีวิตจริงแมรีอ่อนกว่าลินคอล์นเกือบ 10 ปี) “ฉันโทรหาสตีเวนและบอกว่าฉันไม่ยอมให้คุณเลือกคนอื่นมาเล่นเด็ดขาด เขาพูดว่า แซลลี... ผมมองไม่ออกว่าคุณจะเล่นคู่กับเดเนียลได้ยังไง กับเลียมผมพอจะเห็นภาพ แต่ไม่ใช่กับเดเนียล

ฟิลด์ต้องทุ่มเทความพยายามสุดกำลังเพื่อโน้มน้าวสปีลเบิร์ก เมื่อทราบว่าเขากังวลเรื่องความต่างของอายุ เธอโต้กลับว่ามันจะมองไม่ออกบนจอ เพราะเดเนียลจะอยู่ในสภาพอ่อนล้าและผอมแห้ง นอกจากนี้ เธอยังบอกว่าอายุที่มากกว่าของเธอทำให้เธอเหมาะจะสวมบทเป็นผู้หญิงที่มั่นใจ มีการศึกษา และพูดจาตรงไปตรงมาอย่างแมรี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยผลักดันให้สามีเธอกลายเป็นผู้ทรงอำนาจทางการเมือง คุณจะหานักแสดงหญิงคนไหนที่สะท้อนความหนักแน่นได้อย่างฉัน และถึงมี พวกเขาก็แสดงประกบเดเนียลไม่ไหวหรอก แต่ฉันทำได้ เขาไม่มีทางเขี่ยฉันกระเด็นจากจอแน่นอนฟิลด์รำลึกถึงคำมั่นที่เธอให้ไว้กับสปีลเบิร์ก

เธอเรียกร้องให้สปีลเบิร์กลองทดสอบหน้ากล้อง ซึ่งเขาก็ยอมทำตาม แต่กับเธอแบบเดี่ยวๆ แล้วนำไปตัดต่อเข้ากับฟุตเตจก่อนหน้าของเดย์-ลูว์อิสต์ แม้จะยังรู้สึกไม่แน่ใจ แต่สปีลเบิร์กก็ไม่อาจสลัดภาพฟิลด์ออกจากหัวได้ เขาโทรกลับไปหาเธอในวันรุ่งขึ้นบอกว่าเดย์-ลูว์อิสต์อยากพบเธอตัวเป็นๆ คำตอบนั้นช่วยจุดประกายความหวังผสมปนเปกับความรู้สึกกดดันขั้นสูงสุด ถ้าฉันถือปืนอยู่ในมือ คงระเบิดหัวตัวเองให้พ้นทุกข์พ้นโศกไปแล้วเธอกล่าว เดย์-ลูว์อิสลงทุนบินจากไอร์แลนด์มายังแอลเอเพื่อทดสอบบทร่วมกับฟิลด์ เพราะเขาเห็นว่าสปีลเบิร์กควรได้ดูทั้งสองเข้าฉากด้วยกัน สิ่งที่ตามมา คือ การด้นสดแบบยาวนานเกือบ 1 ชั่วโมง เราต่างก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของขบวนการเตรียมตัว แต่พร้อมจะสวมวิญญาณตัวละคร เพราะเราต่างก็ทำการบ้านกันมาอย่างหนักฟิลด์กล่าว จากนั้นเมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าบทแมรีตกเป็นของเธอ

ฉันต่อสู้สุดชีวิตเพื่อบทนี้ฟิลด์กล่าว ฉันต้องพลินผันตัวเองอย่างสิ้นเชิงและทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เพราะจริงๆ แล้วฉันเป็นคนขี้อายและค่อนข้างสงบปากสงบคำ มันเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบบุคลิกดื้อรั้นและกล้าหาญของแมรีจะว่าไปแล้วอาจพูดได้ว่าคุณสมบัติข้างต้นเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ฟิลด์เชี่ยวชาญ หากสังเกตจากบทที่ทำให้เธอคว้าออสการ์มาครอง แต่ขณะเดียวกัน ฟิลด์ก็ต้องสะท้อนให้เห็นด้านที่อ่อนแอ โศกเศร้าของแมรีไปพร้อมๆ กันด้วย หลังลูกชายสองคนของเธอต้องมาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าช่วงเลานั้นเธอกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า) และแน่นอนว่าฟิลด์สามารถถ่ายทอดทุกแง่มุมเหล่านั้นออกมาได้อย่างหมดจดเช่นกัน


แอนน์ แฮทธาเวย์ (Les Miserables)

ตอนอายุ 16 ปี แอนน์ แฮทธาเวย์ ตัดสินใจว่าเธอคงจะเอาดีทางการแสดงไม่ได้ หลังจากถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยฝ่ายแคสติ้ง แม้กระทั่งเมื่อไปคัดตัวหนังโฆษณาแชมพูเคลียราซิล ใครจะคาดคิดว่าอีก 14 ปีต่อมา ความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ของเธอก็ได้ผลตอบแทนสวยหรู ทั้งในแง่อาชีพการงานและชีวิตส่วนตัว โดยในเดือนสิงหาคมประธานาธิบดี บารัค โอบามา ออกมากล่าวชื่นชมเธอว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในหนังเรื่อง The Dark Knight Rises จากนั้นอีกหนึ่งเดือนต่อมา เธอก็ได้เข้าพิธีวิวาห์กับนักออกแบบเครื่องประดับ อดัม ชูลแมน และตบท้ายด้วยแจ๊คพ็อตใหญ่ นั่นคือ ติดรายชื่อผู้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 2 คราวนี้ในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากการรับบทเป็นฟองทีน ตัวละครซึ่งเปรียบเสมือนนิยามของวลีที่ว่า ชีวิตบัดซบในหนังเพลงเรื่อง Les Miserables

แม้จะกวาดรางวัลนักวิจารณ์มาครองเป็นกระบุงโกย แต่สิ่งที่ทำให้แฮทธาเวย์ปลื้มมากที่สุด คือ การได้คำชมจากแม่ของเธอ ผู้เคยรับบทฟองทีนตอนที่ละครเพลงเรื่องนี้เปิดแสดงเป็นครั้งแรกในอเมริกา เธอเป็นฟองทีนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฉันไม่คิดว่าตัวเองล้วงลึกถึงจิตวิญญาณฟองทีนมากเท่าเธอ แอนนีทำให้ฉันมองเห็นตัวละครได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากเธอหาข้อมูลมาอย่างรอบด้านเคท แฮทธาเวย์ กล่าว

ก่อนจะกลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ แฮทธาเวย์ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากคุณพ่อทนายความและคุณแม่นักแสดงให้เดินหน้าเข้าวงการมายาสักเท่าไหร่ พวกเขาลังเลเมื่อเห็นลูกสาววัย 18 ปี ได้รับบทเด่นประกบดาราระดับตำนานอย่าง จูลี แอนดรูว์ ใน The Princess Diaries ถึงขนาดต้องขอคุยกับผู้กำกับ แกรี มาร์แชล เพื่อแสดงความเป็นห่วง พวกเขากลัวว่าลูกสาวจะโดนดึงเข้าด้านมืดของเซ็กซ์และยาเสพติด ในทางตรงกันข้าม นิสัยเอาจริงเอาจังของแฮทธาเวย์ทำให้เธอใช้เวลาหมดไปกับการศึกษาบทมากกว่าท่องตระเวนราตรี และหลังจากหนังทำเงินถล่มทลายจนมีการสร้างภาค 2 ตามออกมา แฮทธาเวย์ก็สินใจหยุดพักการแสดงไว้ชั่วคราวเพื่อไปเรียนต่อ

เมื่อหวนคืนสู่สังเวียนมายาอีกครั้ง เธอเริ่มเบนความสนใจไปยังบทที่ซับซ้อนขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้นในความพยายามจะสลัดหลุดจากภาพลักษณ์ของ The Princes Diaries เช่น บทภรรยาคาวบอยเกย์ใน Brokeback Mountain บทอดีตขี้ยาที่มีอดีตอันเจ็บปวดใน Rachel Getting Married ซึ่งทำให้เธอเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรก บทผู้ป่วยเป็นโรคพาร์คินสันใน Love and Other Drugs และล่าสุดบทหญิงสาวที่ถูกชะตากรรมกลั่นแกล้งจนพบจุดจบอันแสนเศร้าใน Les Miserables “เวลาฉันเห็นศักยภาพทางการแสดงของ เมอรีล สตรีพ หรือ เคท บลันเช็ตต์ หรือ เคท วินสเล็ท มันทำให้ฉันอยากก้าวไปถึงจุดนั้นบ้าง ฉันเชื่อว่าตัวเองมีพรสวรรค์ไม่เท่าพวกเขา ฉะนั้นสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ คือ ทุ่มเทให้หนัก แฮทธาเวย์กล่าว อันที่จริง ความทุ่มเทของเธอนั้นเรียกได้ว่าขึ้นชื่อจนบางครั้งก็เกือบจะมากเกินไป (ผู้กำกับ ทอม ฮูเปอร์ ต้องเกลี้ยกล่อมไม่ให้เธอลดน้ำหนักลงมากถึง 25 ปอนด์เพื่อรับบทฟองทีน) นอกจากนี้ แฮทธาเวย์ยังลงเรียนคลาสการร้องเพลงเป็นเวลาหลายเดือน และฝึกร้องไห้หน้ากระจกอย่างหนักเพื่อฝึกควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้า แต่สิ่งที่ยกระดับการแสดงของเธอไปอีกขั้น คือ วิธีถ่ายทอดอารมณ์โกรธที่คุกรุ่นอยู่ลึกๆ ของฟองทีนไปสู่คนดูในฉากเพลง I Dream a Dream ซึ่งจะทำลายภาพลักษณ์รื่นเริงอ่อนหวานของแฮทธาเวย์แบบที่เราทุกคนคุ้นเคยไปอย่างราบคาบ

แฮทธาเวย์ยืนกรานให้ฮูเปอร์ถ่ายฉากเธอร้องเพลงนี้มากกว่า 12 เทค แม้เขาจะบอกว่าเธอแสดงได้ยอดเยี่ยมตามที่เขาต้องการแล้วในเทคที่ 4 ทั้งนี้เพราะเธออยากรู้ว่าตัวเองจะสามารถนำเสนอในอีกรูปแบบที่แตกต่าง และอาจดีกว่าเดิมได้ไหม แต่หลังจากผ่านไป 20 เทค ฮูเปอร์ก็บอกให้เธอหยุด ฉันคิดว่า โอเค ฉันคงทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วเธอเล่า และเมื่อถูกถามว่าเมื่อได้ดูหนังบนจอแบบเต็มๆ แล้ว รู้สึกพอใจกับการแสดงของตัวเองในฉากนั้นมากแค่ไหน คำตอบของเธอ คือ ก็งั้นๆพร้อมกับยักไหล่อย่างไม่แยแส... แน่นอน กรรมการออสการ์และคนอีกจำนวนมากคงไม่เห็นด้วยกับเธออย่างยิ่ง


เฮเลน ฮันท์ (The Sessions)

สำหรับ เฮเลน ฮันท์ ความกล้าหาญสามารถแสดงออกได้ในหลายรูปแบบ บางครั้งมันอาจหมายถึงการช่วยใครสักคนไม่ให้จมน้ำตาย บางครั้งมันอาจเป็นการช่วยให้นักเขียนที่ป่วยเป็นโรคโปลิโอได้สูญเสียพรหมจรรย์เป็นครั้งแรกเหมือนตัวละครที่เธอแสดงใน The Sessions “มันคืออีกรูปแบบหนึ่งของความกล้าหาญเธอกล่าว หนังดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ส่วนตัวละครที่ฮันท์สวมบทบาทมีอาชีพเป็นนักบำบัดเซ็กซ์ ซึ่งเรียกร้องให้เธอต้องเปลือยอารมณ์มากพอๆ กับเรือนร่าง จริงอยู่ว่าบทหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันมากมายเกี่ยวกับสถานการณ์อันน่าอึดอัดและประดักประเดิด แต่ขณะเดียวกันก็พูดถึงเรื่องเพศอย่างละเอียด ใกล้ชิด และตรงไปมาตรงมา ซึ่งนั่นเรียกร้องความกล้าหาญและความทุ่มเทจากนักแสดงสาววัย 49 ปีอยู่ไม่น้อย เชอริล กรีน จะพูดถึงองคชาตและช่องคลอดในลักษณะเดียวกับช่างซ่อมรถพูดถึงคาร์บูเรเตอร์และไส้กรองน้ำมัน แต่การบำบัดเซ็กซ์ไม่ได้หมายถึงแค่การพูดคุยกันเท่านั้น เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วหน้าที่ของนักบำบัดหมายรวมถึงการมีเซ็กซ์กับลูกค้าด้วย

ฮันท์เป็นหนึ่งในนักแสดงจำนวนไม่มากที่เริ่มต้นอาชีพสายบันเทิงจากโทรทัศน์  โด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปจากซิทคอมสุดฮิต Mad About You ก่อนจะประสบความสำเร็จในการเบนเข็มสู่จอใหญ่ผ่านหนังฮิตอย่าง Twister และหนังตลก-โรแมนติก ซึ่งทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์มาครอง อย่าง As Good As It Gets แต่ดูเหมือนว่าหลังจาก Cast Away บทดีๆ สำหรับผู้หญิงวัยกลางคนก็เริ่มส่งตรงมาหาเธอน้อยลงเรื่อยๆ จนทำให้ฮันท์ห่างหายจากจอภาพยนตร์ไประยะหนึ่ง แม้ว่าจะยังรับเล่นบทสมทบ หรือบทเด่นในหนังอินดี้ที่ไม่มีใครรู้จักอยู่บ้างประปราย และเบนเข็มไปนั่งหลังกล้องกับหนังเรื่อง Then She Found Me ฮันท์ยอมรับว่าบท เชอริล กรีน เป็นข้อเสนอที่น่าตะขิดตะขวงใจไม่น้อย มองในมุมหนึ่ง มันเป็นบทที่ยอดเยี่ยม น่าสนใจในหลายระดับ และเล่าถึงเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ ชวยให้ติดตาม แต่ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้นักแสดงต้องนุ่งลมห่มฟ้าอยู่หลายฉาก ฉันไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอได้ เพราะบทดีๆ แบบนี้แทบหาไม่ได้อีกแล้ว เรียกได้ว่าหนึ่งในร้อยเลยทีเดียวเธอกล่าว ขณะเดียวกัน หากต้องลดทอนความโป๊ลงจากที่เป็นอยู่ มันก็จะถือเป็นการทรยศต่อเรื่องราวและจิตวิญญาณที่แท้จริงของบท

ในตอนแรกผู้กำกับ เบน เลวิน เสนอให้ถ่ายฉากเซ็กซ์ในโลเคชั่นเลย แต่ฮันท์ยืนกรานให้ซักซ้อมการถ่ายทำฉากเซ็กซ์อย่างละเอียดก่อน ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเชิญเลวินและตากล้อง เจฟฟรีย์ ซิมป์สัน มาที่บ้าน เพื่อร่วมกันวางแผนว่าจะให้นักแสดงอยู่ตรงไหน หรือกล้องต้องเคลื่อนที่อย่างไร เพราะในความคิดเห็นของเธอฉากทำนองนี้ไม่ควรจะไปลองผิดลองถูกเอาหน้างานจนทำให้การถ่ายทำยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น

เลวินกล่าวว่าสิ่งท้าทายอีกอย่างสำหรับฮันท์ (นอกเหนือจากการเปลือยกายท้าแดดลมฝน) คือ เธอต้องรักษาสมดุลระหว่างความเป็นมืออาชีพของตัวละครกับความเปราะบางทางอารมณ์ เมื่อ เชอริล กรีน เริ่มรู้สึกผูกพันกับลูกค้า ที่สำคัญ ฮันท์ยังต้องทำทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กับแสดงคารวะต่อ เชอริล กรีน ตัวจริงโดยไม่พยายามเลียนแบบเธอ ผมคิดว่าเธอเป็นตัวละครที่ซับซ้อนกว่า มาร์ค โอ เบรียน นักเขียนโปลีโอซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องเสียอีกผู้กำกับกล่าว เธอมีสองด้านที่ขัดแย้งกันในตัว เป็นคุณแม่ชนชั้นกลางที่ยอมมีเซ็กซ์กับคนแปลกหน้าเพื่อแลกเงิน

นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ ซึ่งล่าสุดเพิ่งเขียนบทหนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกชายเสร็จ พร้อมทั้งหวังว่าจะได้กำกับและนำแสดงเองในอนาคตอันใกล้ กล่าวว่าบทในหนังเรื่อง The Sessions แม้จะเต็มไปด้วยฉากโป๊เปลือย แต่ก็งดงามจนยากที่จะบอกปัด ฉันไม่พิสมัยการต้องเปลือยกายเข้าฉากต่อหน้าคนหลายคนเลยสักนิด จะว่าไปมันพิสูจน์ได้อย่างว่า ฉันยินดีขายเรือนร่างตัวเองเพื่อแลกกับเรื่องดีๆ สักเรื่อง


เอมี อดัมส์ (The Master)

ครั้งแรกที่ได้อ่านบทหนังเรื่องใหม่ของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ชื่อว่า The Master เอมี อดัมส์ มองเห็นโอกาสที่จะได้สวมบทบาทเป็นตัวละครแบบที่เธอไม่เคยเล่นมาก่อน ใครสักคนที่ภายนอกดูเป็นคุณแม่แสนดี แต่ข้างในลึกๆ แล้วอัดแน่นด้วยความรู้สึกคุกรุ่น รุนแรงจนเกือบจะเป็นความโกรธแค้น เธอกล่าว อดัมส์เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงจากบทผู้หญิงอ่อนหวานในหนังซึ่งทำให้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกเรื่อง Junebug เมื่อ 7 ปีก่อน และบทเจ้าหญิงแสนดีตามสไตล์ วอลท์ ดิสนีย์ ในหนังเพลง/แฟนตาซี/โรแมนติก-คอมเมดีสุดฮิตเรื่อง Enchanted แต่ดูเหมือนในช่วงหลังๆ เธอพยายามจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองไปสู่บทผู้หญิงแกร่งมากขึ้น เช่น บาร์เทนเดอร์สาวใน The Fighter ซึ่งส่งผลให้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์อีกเช่นกัน และบทภรรยาจอมบงการของผู้นำลัทธิในอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองใน The Master

พอล (โธมัส แอนเดอร์สัน) ไม่ได้ระบุชัดว่ามันเป็นหนังวิพากษ์ลัทธิ Scientology หรือบอกให้นักแสดงไปศึกษาหาข้อมูล หรืออ่านหนังสือเล่มใดเป็นพิเศษ ฉันจึงไม่รู้สึกถึงความจำเป็นว่าจะต้องค้นคว้าเกี่ยวกับศาสนา/ระบบความเชื่อ/ลัทธิดังกล่าว ฉะนั้นส่วนใหญ่ฉันจะพูดคุยกับพอลในแง่พื้นเพของตัวละครมากกว่า เธอเป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาสูง แต่ในยุคนั้นผู้หญิงไม่มีทางเลือกมากนัก มันเป็นเหมือนโลกอีกใบหนึ่ง ฉันเริ่มต้นหาหนังสือเกี่ยวกับยุคสมัยดังกล่าวมาอ่านเพิ่มเติม เธอเป็นผู้หญิงที่ค้นพบอำนาจด้วยการหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังผู้ชาย และยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่ในอำนาจต่อไป ฉันชอบตัวละครที่ภายนอกเป็นอย่างหนึ่ง แต่ภายในกลับเป็นอีกอย่างที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉันเชื่อว่าชีวิตจริงของเราก็เป็นเช่นนั้นอดัมส์กล่าว

ซัมเมอร์ปีนี้นักแสดงสาววัย 38 ปีกำลังจะก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนอีกครั้งด้วยการรับบทเป็น โลอิส เลน ในหนังซูเปอร์ฮีโรเรื่องแรกของเธอ นั่นคือ Man of Steel กำกับโดย แซ็ค ชไนเดอร์ ฉันพยายามจะลองสิ่งใหม่ที่แตกต่างออกไปเพื่อท้าทายตัวเอง และนี่คงเป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะได้เล่นบทนี้ เพราะตัวจริงของฉันช่างแตกต่างจาก โลอิส เลนราวฟ้ากับเหวเธอพูดยิ้มๆ พร้อมกับก้มมองเสื้อผ้าเรียบง่ายของตนอย่างถ่อมตัว ในชีวิตจริงอดัมส์อาจดูสุภาพ เป็นมิตร แต่ขณะเดียวกันก็สร้างกำแพงในระดับหนึ่ง เธอดูลังเลเหมือนไม่อยากเปิดเผยตัวตนมากเกินไป และมักจะหลบเลี่ยงคำถามด้วยรอยยิ้ม หรือคำตอบทำนองว่า ก็ไม่รู้สิในทางตรงกันข้าม บทบาทการแสดงของเธอบนจอมักเปิดเผยให้คนดูสามารถจับสังเกตบุคลิก ตลอดจนอุปนิสัยของตัวละครได้อย่างชัดเจน บางทีการรักษาระยะห่าง หลบเลี่ยงชีวิตส่วนตัวจากแสงไฟและหน้านิตยสารซุบซิบนินทาอาจเป็นเป้าหมายหนึ่งของนักแสดง เพื่อให้คนดูมองเห็นพวกเขาสวมบทบาทเป็นใครก็ได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

แม้จะเอ็นจอยชีวิตนักแสดง แต่อดัมส์ตระหนักดีว่าเธอกำลังเดินมาถึงทางแยกสำคัญของชีวิตเช่นเดียวกับคุณแม่ทำงานทั้งหลาย ฉันอยากมีเวลาให้กับเอเวียนามากขึ้นเธอกล่าวถึงลูกสาววัย 2 ขวบของเธอกับคู่หมั้น ดาร์เรน เลอ กัลโล ฉันตั้งใจว่าจะโหมทำงานหนักระหว่างที่เธอยังเล็ก แต่พอเธอโตพอจะรับรู้สภาพแวดล้อมรอบข้างแล้ว ฉันจะลดปริมาณการทำงานลง แค่ตอนนี้เธอก็ไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่แล้วที่เห็นฉันทำงานตลอดเวลา ปากเธอจะเบ้ทุกครั้งเวลาฉันออกจากบ้านไปกองถ่าย แต่ขณะเดียวกันก็มีบทอีกมากมายที่น่าสนใจ และคนอีกหลายคนที่ฉันอยากร่วมงานด้วย โอกาสเหล่านี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป และฉันก็ไม่อยากมองย้อนกลับมาด้วยความรู้สึกเสียดาย


แจ๊คกี้ วีเวอร์ (Silver Linings Playbook)



ที่ประเทศออสเตรเลียบ้านเกิด แจ๊คกี้ วีเวอร์ สั่งสมชื่อเสียงมานานจากการแสดงหนัง ซีรีย์ทางทีวี และละครเวทีหลายเรื่อง แต่เมื่อต้องมาทำงานในฮอลลีวู้ดร่วมกับดาราดังๆ ระดับโลก เธอกลับมีสภาพไม่แตกต่างจากบรรดาแฟนหนังทั่วไปสักเท่าไหร่ ฉันคิดว่าอเมริกาควรจะมีบรรดาศักดิ์กับเขาบ้าง และพวกเขาควรถูกแต่งตั้ง โรเบิร์ต เดอ นีโร เป็น เซอร์ โรเบิร์ต เดอ นีโร ลอร์ดแห่งกรีนวิช วิลเลจเธอกล่าวถึงนักแสดงระดับตำนานผู้รับบทเป็นสามีของเธอในหนังเรื่อง Silver Linings Playbook ก่อนจะเสริมว่าอาการบ้าดาราไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ฌอน เทย์เลอร์ สามีในชีวิตจริงของเธอด้วย เขาอิจฉามาก ไม่ใช่เพราะหึงเมียที่ต้องเข้าฉากขึ้นเตียงกับผู้ชายอื่นหรอกนะ แต่เพราะเขาเป็นนักแสดงและชื่นชอบเดอ นีโรสุดๆ เลยอยากเป็นคนที่ได้เข้าฉากขึ้นเตียงกับเขา

ในหนังวีเวอร์เปรียบดังกาวใจของครอบครัวและคลังเสบียงหลักของสองพ่อลูกคลั่งฟุตบอล ฉันเหมือนเดินอยู่บนสนามที่เต็มไปด้วยกับระเบิดเธอกล่าวถึงตัวละคร โดโลเรส โซลิทาโน ฉันอยากให้ผู้ชายทั้งสองคนในชีวิตมีความสุข  แต่พวกเขาล้วนมีปัญหาหนักหน่วงด้วยกันทั้งคู่กล่าวคือ ลูกชายของเธอเป็นโรคอารมณ์สองขั้วและเพิ่งออกจากรพ. โรคจิต ส่วนสามีเธอก็เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ อารมณ์ร้อน และเพิ่งตกงานจนต้องมาเป็นพนักงานรับแทงพนัน แต่แทนที่จะหดหู่ หรือหนักหน่วง โทนอารมณ์โดยรวมของหนังกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและอารมณ์ขัน ซึ่งวีเวอร์ยกเครดิตให้ผู้กำกับ เดวิด โอ รัสเซลล์ เวลาทำงานกับเขา คุณไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาจะยืนประชิดตัวคุณมากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่หลุดเข้าไปอยู่ในช็อต แล้วจู่ๆ ก็สั่งเปลี่ยนทิศทางแบบไม่ทันตั้งตัว คุณต้องพร้อมจะด้นสดตลอดเวลา มันชวนให้หัวใจวายในบางครั้ง แต่ก็กระตุ้นสมาธิได้ดี

ไม่ต้องสงสัยว่าการถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เมื่อ 2 ปีก่อนจากหนังเรื่อง Animal Kingdom เปลี่ยนแปลงชีวิต ตลอดจนความรุ่งโรจน์ทางด้านอาชีพการงานของวีเวอร์อย่างเห็นได้ชัด เธอกำลังจะมีหนังใหม่เข้าฉายเรื่อง Stoker ประกบ นิโคล คิดแมน เพิ่งปิดกล้องหนังสยองขวัญเรื่อง Haunt ในยูทาห์ และกำลังจะเปิดกล้องหนังดรามาเรื่อง Parkland ในบทแม่ของ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ประกบ บิลลี บ็อบ ธอร์นตัน และ พอล จิอาแมตติ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้นักแสดงวัย 65 ปีกล่าว ฉันไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มาทำงานในอเมริกา แต่หลังจากได้เข้าชิงออสการ์ บทหนังก็หลั่งไหลเข้ามา และฉันต้องบินไปนัดพบผู้กำกับรุ่นใหม่จำนวนมาก

ถึงแม้ Silver Linings Playbook จะโฟกัสไปยังครอบครัวอเมริกันชนชั้นแรงงานในฟิลาเดลเฟีย แต่วีเวอร์คิดว่านั่นไม่น่าจะเป็นปัญหาในการเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่จากทุกประเทศทั่วโลก เพราะมันพูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวและความคลั่งไคล้ในกีฬา ซึ่งทุกคนจากทุกวัฒนธรรมคงจะอินได้ไม่ยาก เมื่อถูกถามถึงฉากโปรดในหนัง เธอยกตัวอย่างฉากที่ เดอ นีโรวิงวอนให้ลูกชายฉวยโอกาสเอาไว้หลังการประกวดเต้นรำ แค่คิดถึงมันก็ทำเอาฉันขนลุกแล้วเธอกล่าว นอกจากนี้ เธอยังยินดีแบ่งปันความภาคภูมิใจส่วนตัวที่เกิดขึ้นในระหว่างถ่ายทำด้วยว่า ฉันไม่เก่งเลขเท่าไหร่หรอก แต่ตอนถ่ายฉากเต้นรำ (ซึ่งสองตัวละครเอกจะต้องได้คะแนนเฉลี่ย 5 จึงจะชนะการแข่งขัน) ฉันเห็นป้ายบอกคะแนนของคณะกรรมการและหยุดคิดไม่ได้ว่า พวกมันรวมกันแล้วไม่ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5 นี่ พวกเขาซ้อมกันอยู่หลายรอบจนฉันต้องเดินไปบอกผู้อำนวยการสร้าง เขาถึงกับร้องขึ้นว่า คุณพระช่วยมีคนเข้าฉากนั้นมากกว่า 300 คน แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นสักคน สุดท้ายพวกเขาเลยเปลี่ยนป้ายคะแนนใหม่พูดได้ว่าหากปล่อยให้หลุดตาไป ข้อผิดพลาดดังกล่าวอาจทำให้พลังดรามาของฉากนั้นลดลงไม่น้อย ฉันช่วยชีวิตหนังเรื่องนี้ไว้เลย ฉันรู้สึกภูมิใจมากๆเธอหัวเราะ