วันพุธ, มีนาคม 13, 2556

Oscar 2013: ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน


ทันทีที่การประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์เสร็จสิ้นลง หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับผู้ ไม่ได้เข้าชิงเกือบจะมากพอๆ กับผู้เข้าชิงเลยทีเดียว โดยสาขาที่สร้างเสียงฮือฮาได้สูงสุดคงหนีไม่พ้นสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ซึ่งทำ ตัวเก็งหล่นหายไปถึง 2 คน นั่นคือ เบน อัฟเฟล็ค (Argo) และ แคธรีน บิเกโลว์ (Zero Dark Thirty) เนื่องจากพวกเขาเป็นสองคนที่กวาดรางวัลนักวิจารณ์มาครองมากสุด ได้เข้าชิง DGA และถูกคาดหมายจากบรรดากูรูให้อยู่ในกลุ่ม นอนมาเช่นเดียวกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก แต่เหตุไฉนสุดท้ายถึงได้ตกสำรวจชนิดหักปากกาเซียนเยี่ยงนี้?!

เหตุการณ์ดังกล่าวช่วยตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่านักวิจารณ์แทบไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อการโหวตของกรรมการออสการ์ กระนั้น ก็มีหลายเหตุผลที่สามารถอธิบายความผิดปกติของสาขานี้ได้เช่นกัน หนึ่ง คือ นี่เป็นปีแรกที่การประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นเกือบ 10 วัน และกรรมการต้องส่งคะแนนโหวตก่อนรายชื่อผู้เข้าชิงของ DGA จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคลำหาตัวเลือกที่ชอบกันเองตามลำพังโดยปราศจากการชี้นำใดๆ สอง คือ ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการเปิดให้ส่งผลคะแนนออนไลน์ แต่เนื่องจากระบบยังไม่เสถียรและเกิดความผิดพลาดมากมาย กรรมการหลายคนจึงส่งผลคะแนนไม่ทัน บ้างก็ยกธงยอมแพ้ต่อความยุ่งยาก สับสน ทั้งสองปัจจัยนี้อาจส่งผลให้เกิดการพลิกล็อกชนิดไม่คาดฝัน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าออสการ์ปีนี้มีการแข่งขันค่อนข้างสูง

กรณีของ แคธลีน บิเกโลว์ อาจมีเหตุผลเสริมมาช่วยดับฝันอยู่มากพอควร ไม่ว่าจะเป็นสารพันข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับฉากทรมาน หรือข้อเท็จจริงที่ว่าเธอ เพิ่งได้รางวัลออสการ์มาครองจากหนังซึ่งคล้ายคลึงกัน แต่กรณีของ เบน อัฟเฟล็ค นั้นอาจจะเรียกได้ว่ามืดแปดด้าน เนื่องจาก Argo เป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมาก (ทำเงินเกินร้อยล้าน) กวาดคำชมจากนักวิจารณ์ และตัวอัฟเฟล็คเองก็สั่งสมฝีมือ/ผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ผู้กำกับใหม่ถอดด้ามเหมือน โรเบิร์ต เรดฟอร์ด (Ordinary People) หรือ เควิน คอสเนอร์ (Dances with Wolves) ด้วยซ้ำ

การหลุดโผอย่างไม่คาดฝันของอัฟเฟล็คถึงกับทำให้บางคนเสนอให้นำการโหวตแบบเขียนชื่อบนใบลงคะแนนมาใช้ ซึ่งเปิดโอกาสให้กรรมการสามารถโหวตให้คนที่ไม่มีรายชื่อเข้าชิงได้ กฎดังกล่าวเคยนำมาใช้ในปี 1935 หลังหลายคนไม่พอใจที่ เบ็ตตี้ เดวิส จากหนังเรื่อง Of Human Bondage หลุดโผผู้เข้าชิง (ในยุคนั้นมีการประกาศคะแนนรวม ซึ่งผลปรากฏว่าเดวิสได้คะแนนเป็นอันดับสาม) ก่อนจะถูกแบนในปีถัดมา หลังจากผู้กำกับภาพ ฮาล มอร์ คว้ารางวัลออสการ์มาครองจาก A Midsummer Night’s Dream แม้เขาจะไม่มีชื่อเป็นผู้เข้าชิงก็ตาม ต่อมาการเขียนชื่อบนใบลงคะแนนก็ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์อยู่เรื่อยๆ เช่น เมื่อหนังสารคดีเรื่อง Roger and Me ของ ไมเคิล มัวร์ ไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงสารคดียอดเยี่ยมในปี 1990 นักทำหนัง 48 คนขู่ว่าจะลงคะแนนให้หนังเรื่องนี้ แต่การประท้วงดังกล่าวไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด... และครั้งนี้ก็คงลงเอยเช่นกัน

บางทีคำอธิบายง่ายๆ อาจเป็นแค่ คณะกรรมการไม่เห็นว่าผลงานกำกับของอัฟเฟล็คและบิเกโลว์คู่ควรพอจะได้เข้าชิง หรือพวกเขาอาจจะเอียน หรือไม่พร้อมรับหนังเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับประเทศในตะวันออกกลาง แล้วโหยหาความอบอุ่น ฟีลกู๊ดแบบ Silver Linings Playbook มากกว่า อย่าลืมว่าเซอร์ไพรซ์แบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกปี และนี่ก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของรางวัลออสการ์

ที่สำคัญ คนที่พูดกันว่า มาแทนที่สองตัวเก็งนั้นหาใช่ขี้หมูขี้หมา และหนังของพวกเขาก็ได้เสียงชื่นชมไม่แพ้กัน หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำโดยเฉพาะในกรณีของ ไมเคิล ฮาเนเก้ (Amour) พูดง่ายๆ คือ ใช่ว่ากรรมการจะเชิดใส่ Argo แล้วหันไปเลือกหนังอย่าง The Blind Side หรือ Extremely Loud and Incredibly Close แทนเสียเมื่อไหร่ แน่นอนผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง เบน ไซท์ลิน (Beasts of the Southern Wild) อาจไม่โด่งดังเท่า เบน อัฟเฟล็ค แต่หนังของเขาก็ได้รับคำสรรเสริญไม่น้อยไปกว่า Argo และในหลายๆ กรณี มันเป็นเสียงชื่นชมผสมผสานความรักอย่างหมดใจเข้าไปด้วย ซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลงคะแนนแบบเรียงลำดับ

มองในแง่ภาพรวมแล้วต้องยอมรับว่ารายชื่อผู้เข้าชิงในปีนี้ค่อนข้างสวยงาม ไร้ข้อครหารุนแรง เซอร์ไพรซ์บางกรณีก็ใช่ว่าจะชวนช็อกแต่อย่างใด เช่น แจ๊คกี้ วีเวอร์ ในสาขาสมทบหญิงยอดเยี่ยม ทั้งนี้เพราะเห็นได้ชัดว่ากรรมการชื่นชอบ Silver Linings Playbook มากแค่ไหน และเธอเองก็มีเครดิตเคยเข้าชิงมาก่อน (จากหนังเรื่อง Animal Kingdom) ส่วนการเข้าชิงสูงสุดของ Lincoln ก็เป็นไปตามคาด อันที่จริง น่าสังเกตว่ามันเป็นจำนวนการเข้าชิงเท่ากับ Schindler’s List เลย แถมเกือบจะลอกตามกันเป๊ะในทุกสาขา สลับกันแค่ Schindler’s List ได้เข้าชิงสาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม ส่วน Lincoln ได้เข้าชิงสาขาสมทบหญิงยอดเยี่ยม (การหลุดโผรางวัลแต่งหน้าของ Lincoln ถือเป็นเซอร์ไพรซ์เล็กๆ เช่นกัน) จากนี้ไปคงต้องมาลุ้นกันต่อว่า Lincoln จะสามารถคว้ารางวัลมาครองได้มากเท่า Schindler’s List หรือไม่

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

การพลาดเข้าชิงของ เบน อัฟเฟล็ค และ แคธรีน บิเกโลว์ ส่งผลให้โอกาสคว้ารางวัลใหญ่ของ Argo และ Zero Dark Thirty ลดฮวบลงทันที ขณะเดียวกันในบรรดาหนัง 5 เรื่องที่ผู้กำกับได้เข้าชิง คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า Amour กับ Beasts of the Southern Wild เป็นม้านอกสายตา และการที่หนังได้เข้าชิงรางวัลสำคัญๆ มากขนาดนี้ถือเป็นความสำเร็จในตัวเองแล้ว เช่นเดียวกับ Tree of Life เมื่อปีก่อน

ถึงแม้จะได้เข้าชิงออสการ์มากถึง 11 สาขา (ทั้งหมดไม่มีสาขาการแสดงเลย) แต่จุดอ่อนจริงๆ ที่ทำให้ Life of Pi ตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดกลับเป็นการที่หนังพลาดเข้าชิงรางวัล SAG สาขานักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยม (ซึ่งเปรียบได้กับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) และดังที่เราทราบกันดีว่านักแสดงถือเป็นกรรมการออสการ์กลุ่มใหญ่สุด การพลาดเข้าชิงในสาขานี้ถือเป็นสัญญาณว่าหนังอาจไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักแสดงมากนัก เรื่องสุดท้ายที่คว้าออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครองโดยไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงสาขานักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยมบนเวที SAG คือ Braveheart เมื่อปี 1995

จริงอยู่หนังที่นักแสดงในเรื่องไม่ได้เข้าชิงออสการ์เลยยังสามารถคว้ารางวัลใหญ่มาครองได้ ตัวอย่างเช่น Slumdog Millionaire และ The Return of the King แต่พึงสังเกตว่าทั้งสองเรื่องไม่เพียงเข้าชิงสาขานักแสดงกลุ่มบนเวที SAG เท่านั้น แต่ยังถึงขั้นคว้ารางวัลมาครอง (แน่นอน มองในแง่ความเป็นไปได้ มันอาจไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก หากภาพยนตร์ที่เล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายกับเสือคอมพิวเตอร์กราฟฟิกบนเรือกลางทะเลจะได้เข้าชิงสาขา นักแสดงกลุ่ม”) ด้วยเหตุนี้ ชะตากรรมของ Life of Pi บนเวทีออสการ์คงลงเอยในลักษณะเดียวกับ Hugo เมื่อปีก่อน ซึ่งถูก SAG มองข้ามเช่นกัน นั่นคือ คว้ารางวัลย่อยๆ ในสาขาเทคนิคอย่างกำกับภาพ เทคนิคพิเศษด้านภาพ หรือออกแบบงานสร้างมาครอง แต่ไม่สามารถไต่เต้าไปถึงรางวัลสูงสุดได้

เมื่อมองตามสถิติแล้วรางวัลใหญ่บนเวทีออสการ์น่าจะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง Lincoln กับ Silver Linings Playbook หรือพูดง่ายๆ เป็นภาคต่อของมหาสงครามระหว่าง Saving Private Ryan กับ Shakespeare in Love กล่าวคือ เรื่องหนึ่งเป็นหนังที่ทุกคนชื่นชมยกย่อง แต่ค่อนข้างเป็นกลางในเชิง อารมณ์ร่วม ส่วนอีกเรื่องเป็นหนังที่ทุกคน หลงรักและในภาคก่อนหน้าอิทธิพลแห่งรักนี่เองที่กลายเป็นเหตุผลสำคัญให้ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน เบียด สตีเวน สปีลเบิร์ก ได้สำเร็จในโค้งสุดท้าย ในภาคล่าสุด ข้อแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ Silver Linings Playbook ของไวน์สตีนไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากเหล่าช่างเทคนิคมากเท่า แม้รางวัลด้านเทคนิคสาขาเดียวที่หนังได้เข้าชิงจะเป็นสาขาสำคัญ ซึ่งเกี่ยวโยงถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่างแยกไม่ออก (ดูกรณีตัวอย่างจาก Brokeback Mountain vs. Crash) นั่นคือ ลำดับภาพยอดเยี่ยมก็ตาม ในขณะที่ Shakespeare in Love ได้เข้าชิงมากถึง 13 รางวัล สูงสุดประจำปีนั้น นอกจากนี้ ความที่หนังเกี่ยวโยงไปถึงเชคสเปียร์ก็ช่วยเพิ่ม น้ำหนักให้เรื่องราวเบาสบายสไตล์ตลกโรแมนติกได้ไม่น้อย เช่นเดียวกับการถ่ายทำแบบหนังเงียบและฉากหลังในยุคเปลี่ยนผ่านของ The Artist ซึ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ Silver Linings Playbook ขาดแคลน คำถามสำคัญที่ตามมา คือ กรรมการออสการ์ตกหลุมรัก Silver Linings Playbook มากพอๆ กับที่พวกเขาเคยหลงรักหนังตลกโรแมนติกร่วมสมัยอย่าง Annie Hall เมื่อ 35 ปีก่อนหรือไม่

ในช่วงเวลาอีกเกือบ 1 เดือนก่อนการประกาศผล กระแสลมอาจเปลี่ยนทิศทางได้เสมอ และความแปรปรวนที่เกิดขึ้นมาตลอดทางดูเหมือนจะรับประกันได้ว่านี่อาจเป็นปีที่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้บนเวทีออสการ์ โดยในเวลานี้ Lincoln อาจถือแต้มต่อหนังเรื่องอื่นๆ อยู่เล็กน้อย ตามมาติดๆ ด้วย Silver Linings Playbook และ Argo (ชัยชนะบนเวทีลูกโลกทองคำและ Critics’ Choice Award ทำให้มันเริ่มแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ)

เกร็ดสนุกๆ ที่น่าสังเกต คือ ทุกปีที่ อังลี ได้เข้าชิงออสการ์ รางวัลหนังและผู้กำกับจะไม่ตรงกัน โดยปีแรกที่เขาเข้าชิงจาก Crouching Tiger, Hidden Dragon หนังตกเป็นของ Gladiator แต่ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก (Traffic) ได้รางวัลผู้กำกับ จากนั้นในปีที่อังลีคว้ารางวัลผู้กำกับมาครองจาก Brokeback Mountain หนังเรื่อง Crash กลับได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (กระนั้นกลุ่มกองเชียร์ Argo อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะในสองปีนั้น ทั้ง ริดลีย์ สก็อตต์ และ พอล แฮ็กกิส ล้วนได้เข้าชิงในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม) ... ถ้าปีนี้ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำรอยขึ้นมาอีก เราจะขนานนามมันว่า อาถรรพ์อังลี

ผู้กำกับยอดเยี่ยม

ถ้าคู่แข่งแต่ละเรื่องในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรียกได้ว่ากินกันแทบไม่ลงแล้ว สาขานี้ยิ่งสูสีมากขึ้นไปอีก เพราะผู้นำอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก มีจุดอ่อนสำคัญตรงเขาเคยได้รางวัลมาแล้ว 2 ครั้ง และอาจกล่าวได้ว่าหนังอย่าง Lincoln ไม่ได้มีจุดเด่นที่งานกำกับมากเท่างานเขียนบทและการแสดง (หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่าสปีลเบิร์กยับยั้งตัวเองจากแรงกระตุ้นตามปกติของตนไว้ค่อนข้างมาก ทำให้หนังทั้งเรื่องค่อนข้างเรียบ นิ่ง และพูดกันเยอะกว่าผลงานโด่งดังเรื่องอื่นๆ ของเขา) ซึ่งส่วนหลังแน่นอนว่าต้องยกผลประโยชน์ให้ผู้กำกับด้วย แม้ว่าการเลือกนักแสดงระดับพระกาฬอย่าง เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์, แซลลี ฟิลด์ และ ทอมมี ลี โจนส์ (นับรวมรางวัลออสการ์แล้วเท่ากับ 5 ตัว) มารับบทเด่นก็ถือว่าช่วยลดความเหนื่อยของผู้กำกับลงไปได้เกินครึ่ง

ในทางตรงกันข้าม หนังอย่าง Life of Pi ดูจะเล่นท่ายากกว่า ไม่ว่าจะเป็นความหวือหวาของงานด้านภาพ การถ่ายทำด้วยระบบสามมิติ หรือความเสี่ยงของเรื่องราวซึ่งค่อนข้างเป็นนามธรรม มีตัวละครจำกัด และพล็อตเบาบาง แต่สามารถตรึงความสนใจของผู้ชมได้ แต่น่าเสียดาย อังลีเองก็เคยได้ออสการ์ไปตั้งโชว์อยู่บนชั้นวางแล้วเช่นกัน แถมยังเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมากนักอีกด้วย (7 ปี)

สำหรับสามคนที่เหลือซึ่งล้วนแต่ยังไม่เคยชนะรางวัลออสการ์สาขานี้มาก่อน อาจพูดได้ว่าเราสามารถตัด เบน ไซท์ลิน ออกก่อนเป็นคนแรก เพราะการที่เขาเบียด เบน อัฟเฟล็ค กับ แคธรีน บิเกโลว์ ตกขอบไปได้ก็ถือว่าเหนือความคาดหมายของทุกๆ คนแล้ว ที่สำคัญ หนังของเขาไม่ได้ป็อปปูล่าในระดับใกล้เคียงกับ American Beauty เลยสักนิด (แซม เมนเดส เป็นผู้กำกับคนล่าสุดที่ได้ออสการ์จากการกำกับหนังเรื่องแรก) ดังนั้นโอกาสที่ไซท์ลินพลิกคว่ำเหล่ามืออาชีพคนอื่นๆ จึงถือว่าค่อนข้างริบหรี่
                เดวิด โอ. รัสเซลล์ ต่างกับไซท์ลินตรงที่เขาสร้างหนังดีๆ มาหลายเรื่อง เคยผ่านเวทีออสการ์มาแล้ว (The Fighter) และหนังของเขาก็ที่รักของกรรมการอย่างเห็นได้ชัด ในจุดนี้โอกาสของเขาจึงเกือบจะเรียกได้ว่าเทียบเท่าสปีลเบิร์กเลยด้วยซ้ำ แม้ ชื่อเสียในอดีตของเขาอาจยังคงส่งผลตกค้างแง่ลบอยู่บ้าง (เช่นเดียวกับบุคลิกเย็นชาไม่แคร์สื่อของ เดวิด ฟินเชอร์) อย่างไรก็ตาม คนที่สองตัวเก็งไม่ควรมองข้าม คือ ไมเคิล ฮาเนเก้ ซึ่งสามารถสร้างปรากฏการณ์แบบ โรมัน โปลันสกี้ (The Pianist) ในปีที่ ร็อบ มาร์แชล (Chicago) ขับเคี่ยวอย่างดุเดือดกับ มาร์ติน สกอร์เซซี่ (Gangs of New York) แต่สุดท้ายกลับโดนปาดหน้าเค้กไปชนิดไม่มีใครคาดคิด (และส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการหาทางออกได้อย่างสวยงามของออสการ์) ปัญหาสำคัญของฮาเนเก้ คือ Amour ไม่ได้อบอุ่น มอบความหวังให้ชีวิตเหมือน The Pianist และเขาไม่ได้สั่งสมชื่อเสียงมานาน (ในแง่การเข้าชิง หรือการยอมรับบนเวทีออสการ์) ในระดับเดียวกับโปลันสกี้

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

ถ้าจะมีอะไรที่ใกล้เคียงกับความแน่นอนที่สุดในปีนี้ คงเป็นผลลัพธ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงของสาขานักแสดงนำชาย ซึ่งจะลงเอยแบบเดียวกับคราวล่าสุดที่ เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ เข้าชิงออสการ์จากหนังเรื่อง There Will Be Blood นั่นคือ กวาดรางวัลแทบทั้งหมดที่มีการแจกมาครองอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยตอนนี้เฟสแรก (รางวัลนักวิจารณ์) ผ่านไปแล้วตามคาด ต่อด้วยการคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ และคงดำเนินในรูปแบบเดียวกันจนถึงเวที SAG และออสการ์ตามลำดับ ชัยชนะครั้งนี้จะทำให้เขากลายเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้า 3 รางวัลออสการ์มาครองในสาขานักแสดงนำชาย (วอลเตอร์ เบรนแนน ได้ออสการ์ 3 ตัวจากสาขาสมทบชาย ส่วน แจ๊ค นิโคลสัน ได้จากนำชาย 2 ตัว สมทบชาย 1 ตัว)
ขวัญใจนักวิจารณ์อันดับ 2 อย่าง วาคีน ฟีนิกซ์ มีโอกาสล้มยักษ์ได้ เมื่อพิจารณาจากเครดิต (เคยชิงออสการ์ 2 ครั้ง) และคุณภาพงาน แต่การที่ The Master ไม่ได้เสียงสนับสนุนจากคณะกรรมการเท่าที่ควร (พลาดเข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) ขณะเดียวกันพฤติกรรมส่วนตัวฟีนิกซ์ของเองก็ค่อนข้าง แปลก” แถมเขายังเคยวิพากษ์ออสการ์อย่างเจ็บแสบมาแล้ว ทำให้โอกาสของเขาที่จะชนะรางวัล ซึ่งผสมความเป็น ป็อปปูล่า โหวต เอาไว้ไม่มากก็น้อยอย่างออสการ์ ถือได้ว่าค่อนข้างริบหรี่ จริงอยู่ เดย์-ลูว์อิสต์อาจไม่ต้องทำแคมเปญ หรือเดินสายออกรายการทีวีเพื่อโปรโมตหนังให้มากมาย และปล่อยให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่นั่นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่เคารพนับถือเขาในฐานะนักแสดงอยู่แล้ว ขณะเดียวกันในแง่บุคลิกส่วนตัว เขาก็ปราศจากภาพลักษณ์ “คุกคามความสงบสุข” แบบฟีนิกซ์
ถึงตอนนี้คนที่มีแววพอจะพลิกล็อกมากสุดไม่ใช่เจ้าของสองรางวัลออสการ์อย่าง เดนเซล วอชิงตัน หากแต่เป็นน้องใหม่อย่าง ฮิวจ์ แจ๊คแมน และ แบรดลีย์ คูเปอร์ โดยคนแรกมีภาษีขึ้นมาเล็กน้อยจากการแซงหน้าคนหลังขึ้นคว้าลูกโลกทองคำ แถมมีเครดิตผลงานที่น่าสนใจ และพิสูจน์ตัวเองในวงการมานานกว่าหนุ่มหล่อที่เพิ่งโด่งดังมาจากหนังฮิตอย่าง The Hangover แต่สำหรับเวทีออสการ์ คูเปอร์อาจได้เปรียบตรงที่ Silver Linings Playbook เป็นที่รักของกรรมการมากกว่า Les Miserables และบทของเขาก็ค่อนข้างลึกกว่า ซับซ้อนกว่าด้วย แต่สุดท้ายเชื่อว่าทั้งสองน่าจะทำใจยอมรับชะตากรรมไว้แล้ว พร้อมเตรียมฝึกซ้อมท่าปรบมือและแสยะยิ้มยินดีต่อหน้ากล้อง เมื่อ เมอรีล สตรีพ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากปีก่อน เอ่ยชื่อ เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ ว่าเป็นผู้คว้ารางวัลมาครองจาก Lincoln

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

สถานการณ์สามเส้าในสาขานี้เข้มข้น ลุ้นระทึกมากกว่าที่ใครคาดคิด จริงอยู่ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ผู้ครองตำแหน่งเต็งหนึ่งมาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลยังคงแรงดีไม่มีตก และมีโอกาสจะเพิ่มแต้มต่อให้ตัวเองเหนือคู่แข่งสำคัญ เจสซิก้า แชสเทน หากเธอสามารถคว้ารางวัลจากเวที SAG มาได้ หลังจากทั้งสองมีชัยบนเวทีลูกโลกทองคำ คนหนึ่งในสาขาหนังดรามา ส่วนอีกคนในสาขาหนังเพลง/ตลก Mama ที่หลายคนหวั่นใจว่าอาจจะกลายเป็น Norbit ของแชสเทน กลับเป็นแรงสนับสนุนชั้นยอด เมื่อมันทำเงินได้น่าชื่นใจ และคำวิจารณ์โดยรวมก็ถือว่าไม่ขี้เหร่มากนัก
จุดได้เปรียบสำคัญของลอว์เรนซ์อยู่ตรงที่ Silver Linings Playbook แข็งแกร่งในสายตากรรมการกว่า Zero Dark Thirty ซึ่งตอนนี้ หลังจากโดนกระแสแง่ลบจู่โจมรอบด้านจนสะบักสะบอม กลายเป็นเหมือนสินค้ามีตำหนิ ส่วนแต้มต่อสำคัญของแชสเทนอยู่ตรงที่เธอแบกรับหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่า ขณะลอว์เรนซ์เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นบทสมทบของ แบรดลีย์ คูเปอร์ อีกทอดหนึ่ง แต่ในเวลาเดียวกัน การที่ มายา ตัวละครเอกใน Zero Dark Thirty ถูกลบรายละเอียดในแง่จิตวิทยาออกจนหมด คนดูไม่มีโอกาสสัมผัสชีวิตส่วนตัวของเธอนอกเหนือจากกรอบการทำงาน ทำให้เธอกลายเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยน่าเห็นใจ หรือเป็นที่รักสักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกับตัวละครของลอว์เรนซ์ใน Silver Linings Playbook 
                  กระนั้น อย่าประมาท ยายอยู่ที่อาจโผล่มาคว้าชิ้นปลามันไปครอง นั่นคือ เอ็มมานูเอล ริวา ซึ่งแม้จะไม่ได้เข้าชิงรางวัลสำคัญใดๆ ก่อนหน้า ตั้งแต่ SAG จนถึงลูกโลกทองคำ แต่สามารถกวาดรางวัลนักวิจารณ์มาครองได้จำนวนหนึ่ง และสังเกตจากความแรงของ Amour บนเวทีออสการ์ อาจพูดได้ว่าเธอน่าจะเป็นคู่แข่งที่สองคนข้างต้นไม่อาจมองข้าม อันที่จริง ณ เวลานี้ เธอค่อนข้างถือแต้มต่อเหนือแชสเทนด้วยซ้ำ เมื่อพิจารณาว่ากรรมการหลายคนอาจต้องการสดุดีผลงานในอดีตของเธอพ่วงไปด้วย และนี่คงเป็นโอกาสสุดท้าย เนื่องจาก วัย 85 ปีไม่ใช่วัยที่จะสามารถหาบทดีๆ มาเล่นได้มากมายนัก ขณะที่ลอว์เรนซ์กับแชสเทนย่อมมีโอกาสถูกเสนอชื่อเข้าชิงอีกในอนาคต... อาจจะหลายครั้งด้วยซ้ำ นอกจากนี้บทของริวาใน Amour เรียกร้องความเห็นใจได้มากมาย แถมยังต้องใช้ทักษะทางด้านร่างกายไม่น้อย (และเป็นที่ทราบกันดีว่าออสการ์หลงรักบทคนพิการ หรือคนป่วยมากแค่ไหน)
                  กล่าวโดยสรุป ออสการ์คงอยู่แค่เอื้อมของ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (ความสาว ความสวยทำให้เธอสามารถเข้าพวกกับ มาริยง โกติญาร์, นิโคล คิดแมน, ชาร์ลิซ เธรอน, รีส วิทเธอร์สพูน, เคท วินสเล็ท และนาตาลี พอร์ตแมน ได้อย่างกลมกลืน) แต่เธอยังมี เอ็มมานูเอล ริวา ตามจี้มาติดๆ ต่อท้ายด้วย เจสซิก้า แชสเทน

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

ตรงกันข้ามกับสาขานักแสดงนำชายซึ่งแทบไม่เหลืออะไรให้ลุ้น สาขานี้เรียกได้ว่ายากเกินกว่าจะคาดเดา สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะทุกคนล้วนเคยได้รางวัลออสการ์มาแล้ว และ 4 ในนั้นก็ได้เข้าชิงจากหนังที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสูงสุด โดยปัจจุบัน คริสตอฟ วอลซ์ ออกจะล้ำหน้าคนอื่นเล็กน้อยหลังชัยชนะบนเวทีลูกโลกทองคำ และปฏิเสธไม่ได้ว่าบทของเขาค่อนข้างเด่น (หลายคนคิดว่าเขาควรได้เครดิตเป็นนำชายร่วมกับ เจมี ฟ็อกซ์ ด้วยซ้ำ) แถมยังพลิกตลบจากบทบาทคราวก่อนที่เข้าชิงออสการ์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวคือ เขาเล่นเป็น คนดีใน Django Unchained ไม่ใช่ปีศาจร้ายเหมือนใน Inglourious Basterds แต่ในเวลาเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเพิ่งได้ออสการ์ไปเมื่อ 3 ปีก่อน จากหนังที่สร้างโดยผู้กำกับคนเดียวกัน นั่นคือ เควนติน ตารันติโน คำถาม คือ ออสการ์อยากจะเดินซ้ำรอยตัวเองมากขนาดนั้นหรือ ในเมื่อคู่แข่งคนอื่นๆ ของเขาล้วนเขี้ยวลากดินแทบทั้งนั้น
เช่นเดียวกับวอลซ์ บทของ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน เรียกได้ว่าเป็นบทนำร่วม ซึ่งถูกลากมาเข้าชิงสาขาสมทบเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าชิง เทียบกับคนอื่นๆ แล้ว เขาดูจะกวาดรางวัลของนักวิจารณ์มาครองมากสุด (แม้ตัวเลขจะทิ้งกันไม่ห่าง) แต่เสียเปรียบตรงที่กรรมการไม่ค่อยปลื้ม The Master เท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ถ้าออสการ์อยู่ในอารมณ์อยากกระจายโชคลาภให้ทั่วถึง ในบรรดา 3 สาขาที่เข้าชิงของ The Master (สาขาการแสดงทั้งหมด) ฮอฟฟ์แมนถือเป็นคนที่มีโอกาสลุ้นมากสุด แต่คู่แข่งอีกคนที่เขาไม่ควรประมาท คือ ทอมมี ลี โจนส์ ซึ่งหลายคนเห็นพ้องกันว่าเป็นตัวขโมยซีนระดับสุดยอด เขาจุดประกายชีวิตให้กับหนังที่พูดมาก เคร่งขรึมอย่าง Lincoln ขณะเดียวกันออสการ์เมื่อ 10 ปีก่อนจาก The Fugitive ก็ถือว่าทิ้งช่วงนานพอสมควรแล้ว
แต่นั่นก็ยังไม่นานเท่า 32 ปีแห่งการรอคอยของ โรเบิร์ต เดอ นีโร นับแต่ Raging Bull (หลังจากนั้นเขาได้เข้าชิงอีกสองครั้งจาก ​Awakenings และ Cape Fear) อาจกล่าวได้ว่า เดอ นีโรโดนอาถรรพ์เดียวกับ เมอรีล สตรีพ ตรงที่พวกเขารับบทบาทใน Raging Bull และ Sophie’s Choice ได้ยอดเยี่ยมเกินไป จนทำให้ผลงานลำดับถัดๆ มายากจะก้าวขึ้นไปทัดเทียมได้ แต่ในที่สุดเมื่อปีก่อนสตรีพก็สามารถล้างอาถรรพ์ได้สำเร็จกับ The Iron Lady มาปีนี้นักแสดงในรุ่นเดียวกันอย่างเดอ นีโรจะเดินตามรอยไปติดๆ ได้หรือไม่ ข้อเสียเปรียบเด่นชัดของเขา คือ บทที่ค่อนข้างน้อย แม้จะไม่ได้น้อยถึงขั้น อลัน อาร์กิน ใน Argo ก็ตาม และการเคยได้ออสการ์มาแล้ว 2 ตัว เมื่อเทียบกับคู่แข่งคนอื่นๆ ซึ่งได้มาแค่คนละตัว
พิจารณาจากปัจจัยรอบข้างแล้ว วอลซ์ดูจะนำหน้าคนอื่นเล็กน้อย ตามมาด้วยฮอฟฟ์แมน, โจนส์, เดอ นีโร และอาร์กิน แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์อาจพลิกผันได้ทุกนาที และใครก็ตามที่ลงเอยคว้ารางวัลไปครอง คงไม่สามารถถูกเรียกว่า “ม้ามืดได้อย่างแท้จริง

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

สภาพหวยล็อกของสาขานี้จะเป็นรองก็แค่สาขานำชาย แอนน์ แฮทธาเวย์ อาจไม่โชกโชนเวทีออสการ์มากเท่ากับ เอมี อดัมส์ (เธอเคยเข้าชิง 1 ครั้งในสาขานำหญิง ส่วนคนหลังเคยเข้าชิง 3 ครั้งในสาขาสมทบหญิง) แต่ต้องยอมรับว่าเธอได้คะแนนเพิ่มค่อนข้างมากจากเสียงร้องอันทรงพลัง หรือแทบจะเรียกได้ว่ามากพอๆ กับทักษะการแสดงของเธอเลยด้วยซ้ำ เธอเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในหนังเรื่อง Les Miserables และทุกคนก็ดูจะเห็นตรงกันในจุดนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะชอบ หรือไม่ชอบหนังโดยภาพรวมก็ตาม ฉากร้องเพลง I Dreamed a Dream น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอคว้ารางวัลมาครอง แบบเดียวกับฉาก And I Am Telling You I’m Not Going ของ เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน ใน Dreamgirls ที่สำคัญ การที่แฮทธาเวย์ต้องร้องสดผ่านฉากลองเทคกับกล้องในระยะโคลสอัพน่าจะยิ่งช่วยเพิ่มคะแนนได้ไม่น้อย เปรียบเสมือนการเล่นท่ายากได้สมบูรณ์จนแทบจะหาข้อตำหนิไม่ได้
จุดเสียเปรียบของแฮทธาเวย์อยู่ตรงที่บทของเธอค่อนข้างน้อย และหายจากจอไปตั้งแต่ก่อนหนังจะจบครึ่งแรกด้วยซ้ำ ซึ่งความเบาบางของบทถือเป็นจุดร่วมเดียวกันระหว่างเธอกับอดัมส์ และ แจ๊คกี้ วีเวอร์ แต่เห็นได้ชัดว่าในกลุ่มนี้ แฮทธาเวย์ใช้เวลาอันจำกัดได้คุ้มค่าสุด และทำให้คนดูคิดถึงมากที่สุดยามเมื่อเธอไม่ปรากฏตัวบนจอ... หรือบางทีอาจเป็นเพราะ The Master มี วาคีน ฟีนิกซ์ และ ฟิลิป ซีมัวร์​ ฮอฟฟ์แมน คอยแย่งซีน ส่วน Silver Linings Playbook ก็มี เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ คอยโปรยเสน่ห์ แต่ Les Miserables กลับมีเสียงร้องของ รัสเซล โครว คอยหลอกหลอน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ แอนน์ แฮทธาเวย์ จะสร้างความเด่นให้ตัวเองได้มากกว่าอดัมส์ หรือวีเวอร์
ถึงตรงนี้ คนที่มีน้ำหนักบทค่อนข้างมากอย่าง แซลลี ฟิลด์ และ เฮเลน ฮันท์ (รายหลังเกือบจะเป็นบทนำด้วยซ้ำ) จึงอาจพลิกล็อกในช่วงโค้งสุดท้ายได้ แต่น่าเสียดายตรงที่พวกเธอล้วนเคยได้ออสการ์มาแล้ว โดยเฉพาะฟิลด์ ซึ่งได้รางวัลสาขานำหญิงมาแล้วถึงสองครั้งจากการเข้าชิงสองครั้ง (เธอคือแม่แบบของ ฮิลารี สแวงค์ และ เควิน สเปซีย์) และหนังอย่าง Lincoln ก็น่าจะรับประกันรางวัลทางการแสดงแน่นอนแล้วในสาขานักแสดงนำชาย ฉะนั้นกรรมการอาจอยากเฉลี่ยรางวัลไปให้หนังเรื่องอื่นๆ บ้าง และนี่ก็เป็นสาขาเดียวที่ Les Miserables มีสิทธิ์ลุ้นมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม พึงระลึกไว้เสมอว่าเซอร์ไพรซ์ใหญ่ๆ มักเกิดขึ้นกับสาขาสมทบหญิงเสมอ ไม่เชื่อลองถาม มาริสา โทเม, มาเซีย เกย์ ฮาร์เดน และ แอนนา พาควินดูได้ แต่มองในมุมกลับ ทั้งหมดล้วนเป็นอดีตที่ค่อนข้างห่างไกล และตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามโผ 

ความรู้สึกของผู้เข้าชิง

ฉันตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด การได้มีโอกาสร่วมงานกับเหล่าช่างเทคนิคที่ยอดเยี่ยมและศิลปินผู้มากพรสวรรค์ถือเป็นเกียรติมากอยู่แล้ว แต่ความเห็นชอบจากคณะกรรมการออสการ์ยิ่งทำให้ฉันซาบซึ้งและปลาบปลื้มจนพูดไม่ถูก ฉันยังไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะได้เล่นบทนี้แซลลี ฟิลด์ (เข้าชิงสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Lincoln)

ผมรู้สึกเหมือนบ้านของผมเพิ่งหล่นลงมากระแทกถนนอิฐสีเหลืองและทุกอย่างรอบตัวก็กลายเป็นภาพสี... ผมอยากขอบคุณคณะกรรมการที่สนับสนุนหนังเล็กๆ ซึ่งแตกต่างห่างไกลจากผลงานของฮอลลีวู้ด ผมคิดว่ามันเป็นความสำเร็จอันงดงามอย่างยิ่งสำหรับนักทำหนังอิสระและเสรีภาพแห่งความคิดสร้างสรรค์เบน ไซท์ลิน (เข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Beasts of the Southern Wild)

หลังจากได้เข้าชิงออสการ์ ผมก็ขับรถไปเจอฟูกขนาดควีนไซส์ระหว่างทางกลับบ้าน มันเป็นวันที่วิเศษสุดจริงๆ เซ็ธ แม็คฟาร์เลน (เข้าชิงสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมจาก Ted)


ฉันรู้สึกสุขใจ ตื้นตัน และเป็นเกียรติอย่างสูง การถูกคัดเลือกโดยเหล่าพี่น้องนักแสดงเปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่า ตลอดการทำงานเป็นเวลาหลายปีในยุโรปและฝรั่งเศส ฉันไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังประเทศอเมริกาในฐานะผู้เข้าชิง มันช่างเหลือเชื่อที่สุด ฉันมีความสุขมากๆ ในถ่ายหนังเรื่อง Amour กับ ไมเคิล ฮาเนเก้ ฉันเชื่อใจเขาอย่างเต็มที่ และเราทำงานร่วมกันด้วยความเข้าใจเอ็มมานูเอล ริวา (เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Amour)

Flight ถือเป็นบทบาทที่ท้าทายที่สุดบทหนึ่ง และผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ โรเบิร์ต เซเมคิส มาเป็นผู้กำกับ ผมดีใจที่ได้รับเชิญไปงานออสการ์อีกครั้งเดนเซล วอชิงตัน (เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Flight)

ผมมีความสุขและปลาบปลื้มที่คณะกรรมการเสนอชื่อหนังเรื่อง Amour เข้าชิงในหลายสาขา และการที่มันสามารถเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ รวมทั้งได้รับความสำเร็จในหมู่นักวิจารณ์ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก แต่ที่คุ้มค่ายิ่งไปกว่านั้น คือ การทราบว่าหนังเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งตระหนักดีถึงความยุ่งยากในการสร้างหนังสักเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ขอบคุณมากๆไมเคิล ฮาเนเก้ (เข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Amour)

มันเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันจริงๆ เพราะปีนี้มีนักแสดงชั้นยอดมากมาย ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาส ฉันดูการประกาศผลทางทีวีเพราะนอนไม่หลับ (หลังเพิ่งนั่งเครื่องจากออสเตรเลียมาอเมริกา) และพอได้ยินชื่อตัวเอง ฉันก็เผลอตะโกนบางอย่างซึ่งคงไม่เหมาะจะนำไปพิมพ์เผยแพร่ ฉันดีใจอย่างที่สุด มันยอดเยี่ยมมาก การได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังที่แสนวิเศษและทีมนักแสดงชั้นยอดทำให้ความสำเร็จนี้ยิ่งหอมหวานขึ้นอีก ฉันมีความสุขแทน เดวิด โอ. รัสเซลล์ และปลาบปลื้มอย่างที่สุดแจ๊คกี้ วีเวอร์ (เข้าชิงสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Silver Linings Playbook)

คุณพระช่วย ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น เมอรีล สตรีพ!! ขอบคุณมากๆอเดล แอดกินส์ (เข้าชิงสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมจาก Skyfall)

ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่ได้เข้าชิงหรอก แบบเดียวกับ BAFTA ก่อนหน้านี้ และฉันนึกว่าเขาประกาศผลกันตอนตีห้า พอไม่มีใครโทรมาหลังจากตีห้าสิบนาที ฉันเลยคิดว่าคงไม่ได้เข้าชิง แต่พีอาร์ฉันส่งข้อความมาบอกว่าพวกเขายังไม่ประกาศผล! ฉันรู้สึกตื่นเต้นและปลาบปลื้มมากเมื่อทราบข่าวดี มันเป็นประสบการณ์อันเหลือเชื่อที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของ มาเรีย เบลอน ฉันรู้สึกเป็นเกียรติสูงสุดนาโอมิ วัตส์ (เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก The Impossible)

Frankenweenie เป็นหนังส่วนตัวมากๆ สำหรับผม ความคิดที่จะสร้างมันเป็นหนังขนาดยาวติดอยู่ในหัวผมมานานหลายปีแล้ว สต็อปโมชั่นถือเป็นเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด ผมหลงรักมิติและเสน่ห์ของสต็อปโมชั่นมาตลอด ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับศิลปินที่ยอดเยี่ยมมากมาย ทั้งนักแอนิเมชั่น นักพากย์ ทีมสร้างฉาก และนักปั้นโมเดล พวกเขาทั้งหมดล้วนมีส่วนร่วมกันชุบชีวิตหนังเรื่องนี้ชนิดเฟรมต่อเฟรม ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งทิม เบอร์ตัน (เข้าชิงสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจาก Frankenweenie)

มันน่าตื่นเต้นและเหนือจริง มันเป็นปีที่เข้มข้นมาก เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าตื่นตา เล่าโดยนักทำหนังที่กล้าหาญและเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่มีชื่ออยู่ร่วมกลุ่มกับผู้เช้าชิงคนอื่นๆ ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ผมเคยเป็นพิธีกรงานออสการ์ จึงได้เห็นแทบทุกด้านของงานมาแล้ว แต่การถูกเสนอชื่อเข้าชิงเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคาดฝันว่าวันหนึ่งจะเป็นไปได้ฮิวจ์ แจ๊คแมน (เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Les Miserables)

พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ Brave เป็นเหมือนการผจญภัยนับตั้งแต่เริ่มต้นไปค้นหาข้อมูลที่สก็อตแลนด์ ทีมงานกระโจนเข้าสู่การเดินทางนั้น ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจและเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของทุกคนไปตลอดกาล ขอขอบคุณคณะกรรมการอย่างสูงมาร์ค แอนดรูว์ (เข้าชิงสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจาก Brave)

การเติบโตมาในประเทศสวีเดนทำให้ผมรู้สึกว่ารางวัลออสการ์เป็นเหมือนแฟนตาซีที่ห่างไกลความจริง เป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ของเด็กคนหนึ่ง ผมไม่เคยพบเห็นเรื่องราวแบบเดียวกับชีวิตของโรดริเกซมาก่อน และผมรู้สึกขอบคุณเขาอย่างยิ่งที่เปิดโอกาสให้ผมนำการเดินทางอันน่าอัศจรรย์นั้นมาแบ่งปันกับผู้ชมทั่วโลก ขอบคุณคณะกรรมการ โซนี พิคเจอร์ส คลาสสิก และทุกๆ ความพยายามที่ทำให้หนังเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงมาลิค เบนด์เจลลัว (เข้าชิงสาขาหนังสารคดียอดเยี่ยมจาก Searching for Sugar Man)

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่คณะกรรมการพิจารณาว่าผลงานของเราใน Les Miserables ควรค่าแก่การเข้าชิงรางวัลออสการ์ ผมอยากขอบคุณทีมนักแสดงชั้นยอดที่ไว้ใจผมให้บันทึกเสียงร้องสดๆ ของพวกเขา ผมอยากขอบคุณ ทอม ฮูเปอร์ สำหรับแรงสนับสนุนและกำลังใจ รวมถึงทีมงานทั้งหมดของ Les Miserables ที่ร่วมใจกันทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพไซมอน เฮย์ส (เข้าชิงสาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยมจาก Les Miserables)


เก็บตกสถิติ

* นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้เข้าชิงในสาขาการแสดงทั้ง 5 คนล้วนเคยได้รางวัลออสการ์มาแล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมซึ่งประกอบไปด้วย อลัน อาร์กิน (ได้ออสการ์จาก Little Miss Sunshine) คริสตอฟ วอลซ์ (ได้ออสการ์จาก Inglourious Basterds) โรเบิร์ต เดอ นีโร (ได้ออสการ์จาก The Godfather, Part II และ Raging Bull) ทอมมี ลี โจนส์ (ได้ออสการ์จาก The Fugitive) และ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน (ได้ออสการ์จาก Capote)

* Silver Linings Playbook กลายเป็นหนังเรื่องแรกในรอบ 31 ปีนับจาก Reds ที่นักแสดงได้เข้าชิงออสการ์ครบทั้งสี่สาขา ส่วนสถิติสูงสุดของการเข้าชิงในสาขาการแสดงต่อหนังหนึ่งเรื่อง คือ 5 รางวัล ได้แก่ Network, Mrs. Miniver, From Here to Eternity, On the Waterfront, All About Eve, Bonnie and Clyde, The Godfather, Part II, Peyton Place และ Tom Jones โดยในกลุ่มนี้มีเพียง Network, Bonnie and Clyde, From Here to Eternity และ Mrs. Miniver ที่เข้าชิงครบทุกสาขาการแสดง (นำชาย, นำหญิง, สมทบชาย, สมทบหญิง) สำหรับหนังเรื่องอื่นๆ ที่ได้เข้าชิงครบทั้ง 4 สาขาการแสดงได้แก่ My Man Godfrey, For Whom the Bell Tolls, Johnny Belinda, Sunset Blvd., A Streetcar Named Desire, Who’s Afraid of Virginia Woolf?, Guess Who’s Coming to Dinner และ Coming Home 

* เบน ไซท์ลิน (30 ปี) เป็นผู้กำกับอายุน้อยที่สุดลำดับที่ 7 ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ โดยผู้ถือครองสถิติสูงสุดยังคงเป็น จอห์น ซิงเกิลตัน (24 ปี) จาก Boyz in the Hood รองลงมา คือ ออร์สัน เวลส์ (26 ปี) จาก Citizen Kane  

* ปีนี้สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมีผู้เข้าชิงทำสถิติอายุมากสุดและน้อยสุดพร้อมกัน โดย คัวแวนจาเน วอลลิส (Beasts of the Southern Wild) อายุ 9 ขวบ ลบสถิติเดิมของ ไคชา แคสเทิล-ฮิวส์ (Whale Rider) ซึ่งเข้าชิงตอนอายุ 13 ขวบ ส่วน เอ็มมานูเอล ริวา (Amour) อายุ 85 ปีก็ลบสถิติเดิมของ แจสซิก้า แทนดี้ (Driving Miss Daisy) ซึ่งเข้าชิงตอนอายุ 85 ปี (และคว้ารางวัลไปครอง) สำหรับเจ้าของสถิติผู้เข้าชิงอายุมากสุดและน้อยสุดในสาขาการแสดงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ กลอเรีย สจ๊วต (87 ปี) ในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Titanic และ จัสติน เฮนรี (8 ขวบ) ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Kramer vs. Kramer

* Les Miserables เป็นหนังเพลงเรื่องแรกในรอบ 1 ทศวรรษที่ได้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมหลังจาก Chicago ซึ่งคว้ารางวัลสูงสุดไปครอง ส่วน Life of Pi ถือเป็นหนัง 3D เรื่องที่ 5 ที่ได้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมหลังจาก Avatar, Up, Toy Story 3 และ Hugo

* อลัน อาร์กิน ทำสถิติเป็นนักแสดงชายที่ทิ้งช่วงระหว่างการเข้าชิงครั้งแรกและครั้งล่าสุดนานที่สุด นั่นคือ 46 ปี (เขาเข้าชิงครั้งแรกในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก The Russians Are Coming, The Russians Are Coming) ส่วนเจ้าของสถิติสูงสุดตลอดกาลยังคงเป็น แคธารีน เฮบเบิร์น ซึ่งทิ้งช่วงระหว่างการเข้าชิงครั้งแรกกับครั้งสุดท้ายนาน 48 ปี

* เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ เป็นนักแสดงคนที่ 2 ที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการสวมบทบาทเป็น อับราฮัม ลินคอล์น คนแรก คือ เรย์มอนด์ มาสซี จาก Abe Lincoln in Illinois เมื่อ 72 ปีก่อน และเป็นนักแสดงคนที่ 5 ที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขานำชายจากการรับบทเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ อีก 3 คนที่เหลือได้แก่ เจมส์ วิทมอร์ (Give ‘em Hell, Harry!) แอนโธนีย์ ฮอปกินส์ (Nixon) และ แฟรงค์ แลนเจลลา (Frost/Nixon)

* ออสการ์ปีนี้ถือเป็นการรวมรุ่นนักแสดงที่ห่างหายจากเวทีนี้ไปนาน ได้แก่ แซลลี ฟิลด์ (28 ปีหลังจาก Places in the Heart) โรเบิร์ต เดอ นีโร (21 ปีหลังจาก Cape Fear) เฮเลน ฮันท์ (15 ปีหลังจาก As Good As It Gets) เดนเซล วอชิงตัน (10 ปีหลังจาก Training Day) และ นาโอมิ วัตส์ (9 ปีหลังจาก 21 Grams)

Oscar 2013: Oscar Overlooks



จอห์น ฮอว์คส์ (The Sessions)

เมื่อครั้งที่ผู้กำกับ เบน เลวิน กำลังเริ่มมองหานักแสดงที่จะมารับบทนำใน The Sessions ดัดแปลงจากเรื่องจริงของ มาร์ค โอเบรียน นักข่าวและกวีที่ป่วยเป็นโปลีโอตั้งแต่ยังเด็กจนต้องใช้ชีวิตโดยอาศัยปอดเหล็ก หัวหน้าฝ่ายคัดเลือกนักแสดงเสนอชื่อ จอห์น ฮอว์คส์ ขึ้นมา แต่เลวินไม่รู้จัก จึงไปหา Winter’s Bone มาดู ในหนังเรื่องนั้น (ซึ่งทำให้ฮอว์คส์ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรก) เขารับบทเป็นพ่อค้ายาเสพติด ซึ่งดูคุกคาม ชวนให้ขนหัวลุก และแตกต่างจากหนุ่มพิการในหนังของเลวินราวฟ้ากับเหว หลังจากดูหนังจบในหัวเขาคิดแค่ว่า บ้าหรือเปล่า ไอ้ผู้ชายท่าทางน่ากลัวคนนี้เนี่ยนะ?แต่เมื่อได้ชมผลงานเรื่องอื่นๆ ของนักแสดงวัย 53 ปี ความรู้สึกของเลวินก็เปลี่ยนไป ผมคิดว่าเขาเป็นนักแสดงที่วิเศษมาก สามารถสวมบทเป็นตัวละครได้หลากหลายเหลือเกิน

ไม่ได้มีแค่เลวินที่นึกหน้าของฮอว์คส์ไม่ออก แม้เขาจะเวียนว่ายอยู่ในวงการมานานหลายปี (ผลงานทางทีวีของเขารวมถึงซีรีย์อย่าง Wings, 24 และ Deadwood) แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนไปนับจาก Winter’s Bone ตอนนี้เขาไม่ใช่หน้าใหม่อีกต่อไป และผลงานน่าประทับใจในเวลาต่อมาอย่าง Martha Marcy May Marlene ก็ช่วยตอกย้ำความเป็นนักแสดงคุณภาพของเขาให้ยิ่งเด่นชัด

ฮอว์คส์คิดว่าเขามักจะ เตรียมตัวเกินพอดีเมื่อตอบตกลงเล่นหนังเรื่องใดก็ตาม และ The Sessions ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพื่อให้เข้าถึงสภาพจิตใจของโอเบรียน ซึ่งมีความรู้สึกในร่างกาย แต่ไม่สามารถขยับอวัยวะส่วนใดได้นอกจากกล้ามเนื้อที่เท้าขวา คอ และกราม ฮอว์คส์ยินดีทำทุกอย่างตั้งแต่นั่งดูสารคดีขนาดสั้นเรื่อง Breathing Lessons: The Life and Work of Mark O’ Brien ไปจนถึงใช้เวลานานนับสัปดาห์นอนราบบนโซฟา แล้วฝึกฝนตัวเองให้สามารถกดโทรศัพท์โดยใช้ไม้ที่คาบไว้ในปาก และเมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริง บทก็เรียกร้องให้เขาต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันนอนแน่นิ่ง พร้อมกับเอียงคอทำมุม 90 องศา การนอนโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกายตั้งแต่ส่วนคอลงมาถือเป็นความท้าทายไม่น้อยฮอว์คส์สารภาพ แต่ข้อจำกัดดังกล่าวไม่ได้ขัดขวางเขาในการเปิดเผยความรู้สึกเบื้องลึกของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นความหวัง หรือความกลัว ออกมาอย่างเด่นชัดผ่านทางสีหน้าและแววตา จนส่งผลให้เขากวาดคำชมจากนักวิจารณ์ชนิดเป็นเอกฉันท์นับแต่หนังเปิดตัวในเทศกาลซันแดนซ์เมื่อช่วงต้นปี 2012

ขณะเดียวกัน The Sessions ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพการแสดงที่ยาวนานกว่า 26 ปี ไม่ใช่เพียงเพราะมันเป็นบทนำอันโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะมันค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวตนที่แท้จริงของฮอร์คส์อีกด้วย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาฮอว์คส์มักจะได้แสดงเป็นตัวละครมีปัญหา และหลายครั้งค่อนข้างหยาบกระด้าง เป็นมนุษย์ประเภทที่เราพยายามหลบหลีกเมื่อพบเจอบนท้องถนน จอห์นเป็นคนตลกและอ่อนโยนผู้กำกับเลวินกล่าว เช่นเดียวกับ มาร์ค โอเบรียน จอห์นชอบผู้หญิง เขาชอบที่จะหยอกเย้าและยิงมุกตลก ผมรู้สึกว่าเขาได้นำบุคลิกส่วนตัวมาปรับใช้กับตัวละครค่อนข้างมาก


เฮเลน เมียร์เรน (Hitchcock)

เฮเลน เมียร์เรน หาได้มีพลังวิเศษใดๆ แต่ไม่น่าแปลกใจหากหลายคนจะคิดว่าเธอมี เพราะนับแต่คว้าออสการ์จากการรับบทพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่ 2 ในหนังเรื่อง The Queen มาครอง เธอได้กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงชั้นนำของฮอลลีวู้ด โดยตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เธอเล่นหนังทั้งหมด 11 เรื่อง (สองในนั้นเป็นหนังฮิตอย่าง Red และ National Treasure: Book of Secrets) เข้าชิงออสการ์อีกหนึ่งครั้งจาก The Last Station และกลายเป็นขาประจำตามลิสต์คนดังสุดเซ็กซี่ตามหน้านิตยสารสำหรับผู้ชายทั้งหลาย ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ กับนักแสดงหญิงวัย 67 ปีในดินแดนที่เทิดทูนความอ่อนเยาว์อย่างฮอลลีวู้ด อันที่จริงการถูกมองในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเมียร์เรน เพราะสถานะดังกล่าวติดตัวเธอมาตั้งแต่เมื่อครั้งนำแสดงหนังเรื่อง Age of Consent ของ ไมเคิล พาเวลล์ ในบทเด็กสาวบ้านนอกที่กลายเป็นนางแบบให้กับจิตกรชาวออสเตรเลีย

ภาพลักษณ์นั้นแตกต่างจากบทบาทล่าสุดของเธออย่างมาก เนื่องจาก อัลมา เรวิลล์ ไม่เพียงจะเป็นแค่หญิงร่างเล็ก หน้าตาไม่ได้สวยสะดุดตาอะไร แต่เธอยังต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาอันใหญ่โต (ทั้งในแง่ร่างกายและในแง่ชื่อเสียง การยอมรับ) ของสามี ซึ่งเป็นผู้กำกับชื่อก้องโลกอย่าง อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก อีกด้วย จริงอยู่ หนังเรื่อง Hitchcock อาจโฟกัสไปยังเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างหนังสยองขวัญสุดคลาสสิกเรื่อง Psycho (ความสำเร็จทางด้านรายได้และคำวิจารณ์ของ North by Northwest ทำให้ฮิทช์ค็อกต้องการทดลองหาสิ่งแปลกใหม่ แต่ทางสตูดิโอไม่เล่นด้วย เขาจึงต้องสร้าง Psycho โดยใช้ทุนส่วนตัวจากการนำบ้านไปจำนอง) แต่น้ำหนักส่วนหนึ่งโอนเอียงไปยังบทบาทของอัลมาต่อขบวนการสร้างสรรค์ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสองสามีภรรยาที่ค่อนข้างซับซ้อน และเจือไปด้วยอารมณ์หึงหวง (เธอไม่ค่อยไว้ใจความหื่นของเขาต่อเหล่าสาวผมบลอนด์ทั้งหลาย ส่วนเขาก็อิจฉาความสนิทสนมของเธอกับคนเขียนบท วิทฟิลด์ คุก) จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมียร์เรนถึงกลายเป็นที่จับตามองในช่วงเทศกาลแจกรางวัล

เช่นเดียวกับอัลมา เมียร์เรนแต่งงานอยู่กินกับผู้กำกับชื่อดัง เทย์เลอร์ แฮ็คฟอร์ด แต่พวกเขาไม่เคยต้องประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันแต่อย่างใด ตอนฉันมาแอลเอกับเทย์เป็นครั้งแรก มันค่อนข้างทำใจลำบาก เพราะไม่มีใครรู้จักฉันเลย เวลาไปงานปาร์ตี้ หรือไปพบฝ่ายแคสติ้ง ทุกคนแทบจะมองผ่านฉันไป แต่เขาเห็นอกเห็นใจฉันเสมอและไม่เคยข้องใจในแรงปรารถนาที่จะทำงานของฉัน

เมียร์เรนเล่าถึงการเตรียมตัวเพื่อรับบทเป็นภรรยาผู้ซื่อสัตย์ของฮิทช์ค็อกกว่า 50 ปีว่า ความเศร้าสูงสุดของฉันอยู่ตรงที่เธอเป็นคนร่างเล็ก อัลมา เรวิลล์ สูงไม่ถึงห้าฟุตด้วยซ้ำ และคนตัวเล็กเหมือนนกดันมาเป็นภรรยาของผู้ชายร่างใหญ่ยักษ์ ฉันชอบเวลาพวกเขาต้องเข้าฉากด้วยกันมากๆ เธอเป็นคนเดียวที่สามารถควบคุมเขาได้ เธอดุดัน กระตือรือร้น เป็นหญิงร่างเล็กที่สุดยอดจริงๆ ซึ่งฉันไม่สามารถจะเป็นได้ เพราะฉันไม่ใช่คนตัวเล็ก ฉะนั้นฉันจึงต้องหาทางอื่นในการเข้าถึงตัวละคร นั่นคือ การอ่านหนังสือที่ลูกสาวของเธอเขียน ตอนแรก แพ็ทธิเซีย ฮิทช์ค็อก อยากตั้งชื่อหนังสือว่า Alma Reville แต่สุดท้ายสำนักพิมพ์กลับเลือกใช้ชื่อ Alma Hitchcock: The Woman Behind the Man มันเป็นแหล่งข้อมูลหลักของฉัน ฉันพยายามจะเข้าถึงจิตวิญญาณของอัลมาผ่านใจความที่ฉันจับได้จากหนังสือ ทั้งความรักของเธอต่อฮิทช์ค็อกและต่อภาพยนตร์” 

ความตลกของชะตากรรมอยู่ตรงที่เมียร์เรนรู้สึกไม่ถูกโฉลกกับฮิทช์ค็อกตัวจริงเท่าไหร่ ตอนเธอไปทดสอบหน้ากล้องให้หนังเรื่อง Frenzy ในปี 1970 “เขาไม่เลือกฉัน เขาไม่ชอบฉันเอาซะเลย อันที่จริง ฉันก็ไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่ เขาดูน่าหวั่นเกรง ชายร่างใหญ่นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะ ฉันไม่อยากถ่ายหนังกับเขา ตอนนั้นฉันค่อนข้างยโสและมีอารมณ์แบบเด็กๆ ฉันรู้สึกว่าเขาไม่ใช่ผู้กำกับที่ฉันอยากร่วมงานด้วยในขณะนั้นแต่เวลาต่อมา เธอก็เริ่มนับถือเขาจากการชมหนังคลาสสิกอย่าง Notorious และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Vertigo ซึ่งเธอให้ความเห็นว่า สุดขีดมากๆ


ราเชล ไวซ์ (The Deep Blue Sea)

ทันทีที่ชื่อของ ราเชล ไวซ์ ถูกประกาศให้เป็นผู้ชนะรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมของสมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์ก เหล่ากูรูออสการ์ทั้งหลายก็เริ่มเหลียวตามามองเธอว่าอาจกลายเป็นม้ามืดในช่วงโค้งสุดท้าย แน่นอน ผลรางวัลดังกล่าวไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แม้กระทั่งตัวไวซ์เอง ฉันตกตะลึงและประหลาดใจยิ่งกว่าใครทั้งหมด จู่ๆ มันก็เกิดขึ้นจนฉันไม่ทันตั้งตัว เธอกล่าว และลงเอยด้วยการเปิดไวน์ชั้นดีดื่มฉลองกับสามี เดเนียล เครก (ทั้งสองพบกันในกองถ่ายหนังเรื่อง Dream House ก่อนเธอจะประกาศแยกทางกับผู้กำกับ ดาร์เรน อาร์โรนอฟสกี้)  ซึ่งกำลังไปได้สวยในแง่อาชีพการงานเช่นกัน เมื่อหนัง เจมส์ บอนด์ ตอนล่าสุดของเขาทำเงินถล่มทลาย และกวาดคำชมจากนักวิจารณ์ไปอย่างท่วมท้น

อันที่จริงข่าวดังกล่าวไม่ควรจะเป็นเซอร์ไพรซ์สำหรับนักแสดงหญิงระดับแนวหน้า ผู้เคยคว้ารางวัลออสการ์มาครองจาก The Constant Gardener แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ คือ The Deep Blue Sea เปิดฉายในอเมริกาแบบจำกัดโรงไปตั้งแต่เดือนมีนาคม ก่อนจะถูกถอดโปรแกรมไปแบบเงียบๆ จนไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครจดจำมันได้สำหรับเทศกาลแจกรางวัลช่วงปลายปี (ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนอาจยังไม่มีโอกาสได้ชมหนังอินดี้เล็กๆ เรื่องนี้ด้วยซ้ำ) แน่นอน เครดิตสำคัญต้องยกให้กับงานแสดงอันทรงพลังของไวซ์ ในบทเฮสเตอร์ หญิงสาวชาวอังกฤษในยุค 1950 ที่ยอมทิ้งชีวิตสมรสอันสุขสบาย แต่ปราศจากรัก แล้วหนีตามชู้รักหนุ่ม อดีตนักบินรบ ไปอยู่ในอพาร์ตเมนต์คับแคบ

เธอตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปำ แล้วก็ทำสิ่งที่น่าละอายโดยไม่อาจควบคุมตัวเอง เธอโดนบีบบังคับโดยหัวใจ จิตวิญญาณ และความต้องการทางเพศไวซ์ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวละคร ผู้คนพากันก่นด่าพฤติกรรมของเธอ และเธอเองก็รู้ดีว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉันไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับตัวเองแน่ๆ แต่ในแง่ดรามา มันเป็นสถานการณ์น่าสนใจที่ชวนให้ดำดิ่งลงไปค้นหา มองในอีกแง่หนึ่ง เฮสเตอร์เป็นผู้หญิงที่กล้าหาญและหัวสมัยใหม่ เธอตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตโดยไม่สนใจบรรทัดฐานทางสังคม คนเรามักไม่ชอบความหลงใหล คลั่งไคล้ ซึ่งนั่นยังคงเป็นจริงในประเทศอังกฤษ ผู้กำกับ เทอร์เรนซ์ เดวีส์ กล่าว พวกเขาเห็นมันเป็นเรื่องหยาบกระด้าง

นักดูหนังส่วนใหญ่อาจรู้จักไวซ์จากหนังฮิตชุด The Mummy แต่เธอยินดีจะแสดงในหนังอินดี้ หรือหนังอาร์ตหลากหลายสไตล์ หากบทมีรายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจ หรือดึงดูดใจเธอ ไม่ว่าจะเป็น The Shape of Things หรือ The Fountain และ The Constant Gardener (เธอถ่ายทำหนังเรื่อง To the Wonder เพราะต้องการร่วมงานกับ เทอร์เรนซ์ มาลิก แต่สุดท้ายบทของเธอถูกตัดออกทั้งหมด) เช่นเดียวกัน เธอตอบตกลงรับเล่นหนังเรื่อง The Deep Blue Sea ทันทีที่ได้อ่านบทและได้รับโทรศัพท์จากเดวีส์ ผู้สร้างชื่อเสียงจากหนังเรื่องเยี่ยมอย่าง Distant Voices, Still Lives แน่นอน การตัดสินใจของเดวีส์ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ วิธีที่เธอค่อยๆ ลดเสียงจนแทบจะกระซิบ จากนั้นก็หลบสายตาลง พระเจ้า ผมชอบชะมัดเลย คุณไม่สามารถกำกับให้ใครแสดงแบบนั้นได้ คุณแค่ต้องปล่อยให้มันไหลออกมาเองตามธรรมชาติเขากล่าว พร้อมเปรียบเทียบการแสดงของไวซ์ว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้ ซีเลีย จอห์นสัน ในหนังคลาสสิกเรื่อง Brief Encounter เพราะมันสะท้อนให้เห็นพายุอารมณ์โหมกระหน่ำอยู่ภายใน แต่ถูกควบคุมเอาไว้ไม่ให้แสดงออกมา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้มันทรงพลังมากขึ้นอีก


มาริยง โกติยาร์ (Rust and Bone)

หลังคว้ารางวัลออสการ์มาครองจากบท อีดิธ เพียฟ ในหนังเรื่อง La Vie en Rose (ออสการ์ตัวแรกสำหรับการแสดงในหนังที่พูดภาษาฝรั่งเศส) มาริยง โกติยาร์ ก็กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ที่คนดูหนังชาวอเมริกันส่วนใหญ่เริ่มคุ้นหูคุ้นตาจากการรับบทในหนังดังอย่าง Midnight in Paris และ The Dark Knight Rises ถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร Vogue ตลอดจนเป็นนางแบบให้กับโฆษณาของ Lady Dior แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ยังไม่บอกลาตลาดหนังอาร์ตในยุโรปเสียทีเดียว ที่ฝรั่งเศส เธอกับสามีนักแสดง/นักทำหนัง กีล์โยม คาเนต์ (Tell No One) โด่งดัง เป็นที่กล่าวขวัญถึงในฐานะ แบรนเจลินาแห่งดินแดนน้ำหอม

Rust and Bone ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้และคำวิจารณ์ในประเทศบ้านเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงแบบทุ่มสุดตัวของมาริยงกับบท สเตฟานี หญิงสาวที่สูญเสียขาทั้งสองข้างตั้งแต่หัวเข่าลงไปจากอุบัติเหตุระหว่างฝึกวาฬเพชฌฆาต และประสบการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงตัวเธอทั้งภายนอกและภายใน เช่นเดียวกับความรักของเธอต่ออดีตนักมวยเรือพ่วง ผู้กำกับ ฌาคส์ ออดิอาร์ด ดัดแปลงเรื่องราวจากหลากหลายเรื่องสั้นของนักเขียนชาวแคนาดา เกร็ก เดวิดสัน เพื่อสะท้อนให้เห็นความสุขอันเกิดจากการเปิดใจให้กับความรัก

โกติยาร์ต้องเตรียมพร้อมร่างกายหลายอย่างเพื่อให้เข้าถึงบท ตั้งแต่การฝึกฝนวิธีขยับร่างกายให้ดูเหมือนตัวละครที่เพิ่งถูกตัดขาทั้งสองข้าง เข้าคอร์สว่ายน้ำในระหว่างช่วงพักเบรกจากการถ่ายหนังเรื่อง The Dark Knight Rises ที่พิทส์เบิร์ก ไปจนถึงใช้เวลานับสัปดาห์เรียนรู้ที่จะออกคำสั่งปลาวาฬ นอกจากนี้ เธอยังศึกษาการเคลื่อนไหวของผู้พิการทางขาจากคลิปวิดีโออีกด้วย แน่นอน เทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิกอาจช่วยเพิ่มความสมจริงได้อย่างยอดเยี่ยม (ระหว่างถ่ายทำเธอต้องสวมถุงเท้ายาวถึงเข่าสีเขียว) แต่การขยับร่างกายส่วนอื่นๆ ก็จำเป็นต้องสอดคล้องไปด้วยกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับนักทำหนัง การเลียนแบบคนพิการให้เหมือนเปี๊ยบไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุด เพราะนี่ไม่ใช่หนังสารคดี ตัวอย่างเช่น มาริยงเลือกจะใช้ไม้เท้าในการช่วยทรงตัวหลังจากสเตฟานีใส่ขาเทียมแล้ว แม้ว่าในชีวิตจริงคนพิการที่ใส่ขาเทียมจะไม่จำเป็นต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการทรงตัวก็ตาม แต่บนจอหนังไม้เท้าช่วยย้ำเตือนคนดูถึงสภาวะพิการของตัวละคร

สำหรับนักแสดงสาววัย 37 ปี ความท้าทายที่แท้จริงของบทนี้ไม่ใช่แง่มุมทางด้านกายภาพ หากแต่เป็นการเข้าถึงสภาวะล่องลอยทางจิตวิญญาณของสเตฟานี ในช่วงต้นเรื่อง ชีวิตของเธอว่างเปล่า เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร หรือทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่เธอกล่าว เธอตายด้านทางอารมณ์ ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ฉันเองก็เคยมีประสบการณ์ทำนองนั้นในบางช่วงของชีวิต คล้ายกับอาการช็อกจนเสียศูนย์ และตัดขาดจากความเป็นจริงรอบข้าง

ตารางการทำงานอันแน่นเอี้ยดของโกติยาร์ทำให้เธอไม่สามารถพูดคุย ซักซ้อมกับออดิอาร์ดได้มากนักก่อนเปิดกล้อง เขาจึงเลือกใช้วิธีถ่ายทำมากเทคขึ้น เธอตีความตัวละครเองตามที่เธอเข้าใจ การทำงานแบบนี้ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเขากล่าว เพื่อค้นหาจังหวะอารมณ์ที่เหมาะสม ทั้งสองถ่ายทำฉากที่สเตฟานีฟื้นคืนสติในโรงพยาบาลทั้งหมด 8 เทคด้วยกัน มาริยงถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวละครช่วงต้นเรื่องในแง่มุมที่น่าเศร้ามากๆ เธอทำให้ผมนึกถึงนักแสดงหญิงในยุคหนังเงียบ ใบหน้าเธอเปิดเผยอารมณ์อย่างชัดเจน บทพูดแทบจะไม่มีความจำเป็น เราสามารถตัดมันทิ้งได้เลย

การได้ชม La Vie en Rose กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ออดิอาร์ดอยากร่วมงานกับนักแสดงสาวเจ้าของรางวัลออสการ์ เขาชื่นชมความสามารถของเธอที่จะลืมตัวตนที่แท้จริง แล้วกลายเป็นตัวละครอย่างสมบูรณ์แบบ แต่สำหรับโกติยาร์ เธอไม่ใช่นักแสดงที่ถูกวิญญาณของ อีดิฟ เพียฟ หลอกหลอนอยู่นานกว่า 8 เดือนหลังปิดกล้องอีกต่อไป ฉันอยากเข้าถึงบทบาทอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีสาเหตุที่จะต้องแสดง แต่ฉันไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบ อีดิฟ เพียฟ จะเกิดขึ้นกับฉันอีกแล้วเธอกล่าว ชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เมื่อกลับมาถึงโรงแรมหลังถ่ายฉากใน Rust and Bone เสร็จแต่ละวัน ฉันต้องเลี้ยงดูลูกทารก ทันใดนั้นการแยกชีวิตจริงออกจากบทที่ฉันกำลังแสดงก็กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะลูกชายอายุ 5 ขวบต้องการฉันอย่างหมดหัวใจ ไม่ใช่ฉันกับงานของฉัน


แคธรีน บิเกโลว์ (Zero Dark Thirty)

มายา ตัวละครเอกใน Zero Dark Thirty หนังเรื่องล่าสุดของ แคธรีน บิเกโลว์ ถูกจำกัดความจากงานที่เธอทำ คนดูไม่อาจรู้ว่าอะไรเป็นเหตุผลผลักดันเธอ หรือว่าเธอมีแฟนกับเขาบ้างมั้ย คำถามหลังสุดปรากฏในหนังอยู่ฉากหนึ่ง แต่ถูกมายาบอกปัดอย่างเรียบๆ ถ้าคุณได้รู้จักกับบิเกโลว์ ตัวละครมายาจะดูคลับคล้ายคลับคลาอย่างน่าประหลาด มันเป็นเรื่องยากที่จะไม่นึกเปรียบเทียบบิเกโลว์กับมายา แม้เจ้าตัวจะไม่สนับสนุนสมมุติฐานดังกล่าวสักเท่าไหร่ โดยอ้างว่าหนังของเธอมีตัวละครเป็นผู้หญิงแกร่งอยู่หลายคน เช่น แอนเจลา บาสเซ็ท ใน Strange Days และสาเหตุหลักๆ ที่เธอสนใจสร้าง Zero Dark Thirty หาใช่มายา แต่เป็นเพราะบทภาพยนตร์ชั้นยอดของ มาร์ค โบว

ในฐานะหนึ่งในผู้กำกับหญิงเพียงไม่กี่คนบนโลกที่เชี่ยวชาญการสร้างหนังแอ็กชั่นแมนๆ และยังเป็นผู้กำกับหญิง คนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์มาครองจาก The Hurt Locker แคธรีน บิเกโลว์ มักจะถูกนิยามด้วยเพศสภาพมากกว่าผลงานที่ปรากฏบนจอ ซึ่งนั่นสร้างความรู้สึกหงุดหงิดให้เธอไม่น้อย แต่ก็รู้ดีว่าเธอไม่อาจทำอะไรได้นอกจากพยายามโน้มนำความสนใจให้กลับมายังตัวภาพยนตร์ และทันทีที่คุณหลุดปากถามเรื่องส่วนตัว เช่น ประสบการณ์ในการปีนเขาคิลิมันจาโร เธอจะวางท่าเย็นชาและเริ่มตั้งการ์ดทันที

การปรับโฟกัสให้จำกัดอยู่แค่ทักษะภาพยนตร์ที่แม่นยำ หรือความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องของ Zero Dark Thirty นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้เพราะบิเกโลว์ประสบความสำเร็จ (บางทีอาจมากเกินไปด้วยซ้ำ) ในการชักนำคนให้หันมาสนใจประเด็นการทรมานนักโทษของอเมริการะหว่างสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ฉากเหล่านั้นถูกใส่เข้ามาโดยปราศจากจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ส่งผลให้คนดูแต่ละคนตีความกันไปต่างๆ นานา และนำไปสู่การทักท้วงด้วยข้อหาส่งเสริมพฤติกรรมไร้ศีลธรรม บิเกโลว์ไม่ต้องการจะพูดถึงประเด็นดังกล่าว ส่วนหนึ่งเพราะเธออยากให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ อีกส่วนหนึ่งเพราะเธอไม่ต้องการจะราดน้ำมันลงบนกองไฟ ตรงกันข้าม ท่ามกลางความสำเร็จของหนัง ที่เดินหน้ากวาดรางวัลนักวิจารณ์มาอย่างมากมาย เธอเลือกจะยกเครดิตให้เหล่าทีมงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบงานสร้างของ เจเรมี ฮินเดิล ซึ่งเนรมิตแหล่งหลบซ่อนของบินลาดินในปากีสถานได้อย่างสมจริง และ พอล อ็อตโตสัน คนตัดต่อเสียงที่สร้าง เสียงลับๆของเฮลิคอปเตอร์สำหรับใช้บุกถล่มบ้านของบินลาดิน (เขาอธิบายว่ามันเป็นส่วนผสมของเสียงแมวร้องและเสียงเบาๆ ของเครื่องตัดหญ้า) บิเกโลว์เล่าว่า พอลลงทุนจ้างช่างบันทึกเสียงในปากีสถานเพื่อบันทึกเสียงอึกทึกของตลาดในเมืองจริงๆ ที่เกิดเหตุ ฉันหมายถึง ใครเขาทำกันขนาดนั้น

นอกจากนี้เธอยังกล่าวชื่นชมคนตัดต่อ บิลลี โกลเดนเบิร์ก ที่ต้องซอยฟุตเตจยาวกว่า 370 ชม. ให้เหลือแค่ 2 ½ ชม. และตากล้อง เกร็ก ฟราเซอร์ ที่ถ่ายทำฉากไคล์แม็กซ์ด้วยเทคโนโลยี ไนท์-วิชชั่น ได้อย่างยอดเยี่ยม หลังเธอตัดสินใจถ่ายหนังโดยไม่ใช้การจัดแสงเพื่อความสมจริง พอถึงจุดนี้ มาร์ค โบว ต้องรีบขัดขึ้นโดยบอกว่า แคธรีน คุณจะให้เครดิตตัวเองบ้างก็นะได้ การถ่ายทำแบบนั้นถือเป็นเรื่องเสี่ยง ไม่เคยมีใครใช้เทคนิคนี้มาก่อน แต่คุณกับเกร็กก็กล้าพอจะยอมเสี่ยงร่วมกัน

คงมีผู้กำกับระดับโลกเพียงไม่กี่คนหรอกที่จะถ่อมตัวและให้เกียรติเพื่อนร่วมงานมากเท่าบิเกโลว์ เธอเป็นผู้กำกับที่ใจกว้างที่สุดคนหนึ่ง เอมี พาสคาล ผู้บริหารของโซนี สตูดิโอที่ทำหน้าที่จัดจำหน่าย Zero Dark Thirty กล่าว ทุกคนที่ได้ร่วมงานกับเธอต่างก็หลงรักเธอกันทั้งนั้นแรกทีเดียวบิเกโลว์ไม่ได้ตั้งใจจะทำหนังเกี่ยวกับกองทัพติดกันเป็นเรื่องที่สอง เธอสนใจอยากกำกับ Triple Frontier หนังเขย่าขวัญเกี่ยวกับยาเสพติดในอเมริกาใต้ แต่สตูดิโอไม่ค่อยกระตือรือร้นกับไอเดียดังกล่าวสักเท่าไหร่ บิเกโลว์กับโบวจึงวางแผนสร้างหนังเกี่ยวกับความล้มเหลวของการตามล่าบินลาดินแทน และต้องเปลี่ยนบทไปอีกทาง เมื่อบินลาดินถูกสังหารในที่สุด ฉันอยากให้คนดูเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าชายหญิงที่ทำงานในการตามล่าครั้งนี้ แสดงให้เห็นความกล้าหาญและเสียสละของผู้คนเหล่านั้นบิเกโลว์กล่าว


เบน อัฟเฟล็ก (Argo)

เบน อัฟเฟล็ค บอกว่าประสบการณ์ในการกำกับหนังสองเรื่องแรก (Gone Baby Gone และ The Town) ช่างเต็มไปด้วยความยากลำบาก ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับหนังเรื่องที่สาม Argo ถึงแม้ว่าคราวนี้เขาจะต้องรับมือกับรายละเอียดที่ซับซ้อนมากมาย จากข้อเท็จจริงที่ว่ามันเป็นหนังย้อนยุค ต้องถ่ายทำในลอสแองเจลิส วอชิงตัน และอิสตันบูล (ขณะที่หนังสองเรื่องแรกถ่ายทำกันที่บอสตัน บ้านเกิดของเขา) แถมอารมณ์หนังยังต้องผสมมุกตลกเสียดสีวงการบันเทิง เข้ากับความตื่นเต้น ลุ้นระทึกแบบหนังสายลับให้กลมกลืน ลงตัว ผมคิดว่าสาเหตุคงเป็นเพราะครั้งนี้ผมรู้แน่ชัดว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาอย่างไร อัฟเฟล็คกล่าว

แน่นอนความสำเร็จของหนังสองเรื่องแรกคงช่วยให้อัฟเฟล็คมีความมั่นใจมากขึ้นด้วย และนั่นส่งผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในผลงานชิ้นล่าสุด ซึ่งเล่าเรื่องได้กระชับและเร้าอารมณ์ได้เปี่ยมประสิทธิภาพสูงสุด มันช่วยฉุดเขาให้ก้าวขึ้นมายืนแถวหน้าในฮอลลีวู้ดอีกครั้ง หลังจากล้มเหลวในฐานะนักแสดงอยู่พักใหญ่จากหนังอย่าง Gigli และ Daredevil โดยจุดตกต่ำสุดคงหนีไม่พ้นเมื่อสำนักข่าวล้อเลียนพาดหัวว่า เบน อัฟเฟล็ค หวังแสดงเป็นสมุน เจสัน บอร์น ในหนังภาคใหม่ อ้างอิงถึงความสำเร็จในฐานะนักแสดงของ แม็ท เดมอน (The Bourne Trilogy) เพื่อนสนิทของเขาที่โด่งดังมาพร้อมๆ กันจากการเขียนบทหนังรางวัลออสการ์เรื่อง Good Will Hunting อัฟเฟล็คกลายเป็นหัวข้อฮ็อตฮิตตามหน้าหนังสือซุบซิบดาราอยู่พักใหญ่จากพฤติกรรมเพลย์บอยและการประกาศหมั้นกับ เจนนิเฟอร์ โลเปซ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ลงเอยด้วยการแต่งงานกับเจนนิเฟอร์อีกคน (นามสกุลการ์เนอร์) และมีลูกด้วยกันสามคน ตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัวอย่างสวยงาม เมื่อ Argo เดินหน้ากวาดรางวัลและทำเงินได้อย่างมากมายเหนือความคาดหมาย

อาชีพผู้กำกับของอัฟเฟล็คเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจเขียนบทหนังดัดแปลงจากนิยายของ เดนนิส ลีเฮน ชื่อ Gone Baby Gone เกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กสาวคนหนึ่ง โน้มน้าวสตูดิโอให้ยอมให้เขาทำหน้าที่กำกับ และถ่ายทำโดยใช้ทุนสร้างประมาณ 19 ล้านเหรียญ ผมรู้ว่าไส้กรอกทำอย่างไร”เขาเล่าถึงประสบการณ์ในกองถ่าย “แต่ผมไม่รู้ว่าไส้กรอกที่ผมทำจะออกมาดีหรือไม่

คนที่ไม่เคยแปลกใจในทักษะผู้กำกับของอัฟเฟล็ค คือ แมท เดมอน ซึ่งเล่าว่าเพื่อนเขาเริ่มหัดกำกับหนังตั้งแต่สมัยวัยรุ่นแล้ว อย่างน้อยก็ในหัวเขา เพราะทุกครั้งที่ทั้งสองไปดูหนังด้วยกัน ระหว่างเดินทางกลับอัฟเฟล็คจะอธิบายได้เป็นชุดๆ ว่าส่วนไหนของหนังที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ เขาเก่งเรื่องนี้มากๆ เดมอนกล่าว เช่น หนังเรื่อง The Town ผมเคยอ่านบทแรกของมันและตอบปฏิเสธในทันที พอรู้ว่าเบนตัดสินใจจะกำกับหนังเรื่องนี้ ผมรีบโทรหาเขาเพื่อถามว่า นายบ้าไปแล้วเหรอ บทหนังเรื่องนี้มันห่วยจะตาย แต่เขากลับตอบว่า ไม่หรอก ต่อไปนี้ คือ หกสิ่งที่ฉันจะทำ อัฟเฟล็กใช้เวลาแก้ไขบทภาพยนตร์อยู่พักหนึ่ง และลงเอยด้วยการมีเครดิตเป็นหนึ่งในผู้เขียนบท

ในบทฉบับร่างแรกของ Argo ตัวละครเอก โทนี เมนเดซ ถูกวางให้เป็นชายแก่ที่กำลังพบจุดตกต่ำสุดของชีวิต แต่เมื่อผู้กำกับตัดสินใจโดดลงมานำแสดงเองด้วย คริส เทอริโน จึงต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางอย่างให้สอดคล้อง เพราะอัฟเฟล็กเป็นคนหน้าตาดี และดูห่างไกลจากพวกขี้แพ้ ด้วยเหตุนี้หนังจึงต้องหันมาสร้างปมเพิ่มด้วยการให้เมนเดซหย่าขาดจากภรรยาและห่างเหินจากลูกชาย ผลลัพธ์ทำให้ Argo ไม่เพียงเข้มข้นในแง่ภาพสะท้อนความขัดแย้งทางการเมือง สนุกสนานในแง่ภาพล้อเลียน (และคาราวะ) ฮอลลีวู้ดเท่านั้น แต่ยังน่าประทับใจในแง่การสดุดีความรักของคนเป็นพ่ออีกด้วย


นิโคล คิดแมน (The Paperboy)

ถึงแม้จะมีเวลาบนจอค่อนข้างจำกัด แต่ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า The Paperboy ถูกยึดครองโดยการแสดงอันกล้าหาญและไม่มีลิมิตของ นิโคล คิดแมน ในบทสาวใหญ่ใจกระสันนักโทษต้องคดีร้ายแรง ความสุดโต่งของหนังและพฤติกรรมตัวละครถูกคานน้ำหนักกับความเป็นมนุษย์ที่คิดแมนสอดแทรกไว้อย่างแนบเนียน เธอใส่ความสมจริงให้อารมณ์หมกมุ่น ให้จิตใจที่บิดเบี้ยว จนบางครั้งก็ทำให้ความวิปริตดูอ่อนโยนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ฉากเธอเต้นรำกับเด็กหนุ่มที่ลุ่มหลงเธอท่ามกลางสายฝนให้ความรู้สึกเหมือนการเต้นรำของสองดวงวิญญาณที่แตกหัก ส่วนฉากเธอฉี่รดใบหน้าเขาเพื่อบรรเทาอาการแพ้จากพิษของแมงกระพรุนก็ดูเหมือนพฤติกรรมซึ่งถือกำเนิดจากความรัก ความห่วงใยอย่างแท้จริง เธอเก็ท ชาร์ล็อต เบลส เธอเข้าใจผู้หญิงคนนี้ผู้กำกับ ลี เดเนียลส์ กล่าวถึงนักแสดงนำหญิงของเขา และเธอเข้าใจความบ้าคลั่งของผม

ความทุ่มเทแบบนั้นเป็นสิ่งที่คิดแมนทำกับทุกบทที่เธอรับเล่น นับแต่เริ่มสถาปนาตัวเองเป็นนักแสดงหญิงชั้นนำเมื่อ 11 ปีก่อนตอนตัดสินใจเล่น Eyes Wide Shut หนังเรื่องสุดท้ายของ สแตนลีย์ คูบริค สองปีต่อมาเธอก็คว้ารางวัลออสการ์มาครองจาก The Hours ในบท เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ที่ไม่เพียงน่าตื่นเต้นจากการแปลงโฉมภายนอกจนแทบไม่มีใครจำได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนภาวะจิตใจอันแปรปรวนของนักเขียนสาวชื่อดังได้อย่างแม่นยำอีกด้วย ความเสี่ยงดูจะเป็นสิ่งที่คิดแมนขวนขวาย ผ่านบทที่ไม่เพียงแต่ท้าทายความสามารถของเธอในฐานะนักแสดง แต่ยังท้าทายภาพลักษณ์ของเธอในสายตาของนักดูหนังอีกด้วย จนไม่น่าแปลกใจเมื่อคิดแมนบอกว่าเธอเทิดทูน อิสซาเบลล์ อูแปรต์ นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส เป็นแบบอย่าง ฉันชอบอันตรายในอาชีพของเธอคิดแมนกล่าว

นิโคลเป็นทั้งนักแสดงมืออาชีพและซูเปอร์สตาร์ผู้กำกับ บาซ เลอห์แมน ซึ่งเคยร่วมงานกับเธอใน Moulin Rouge! และ Australia กล่าว มันเป็นส่วนผสมที่หาได้ยากยิ่ง แต่สำหรับในชีวิตจริง เขาบอกว่าคิดแมนเป็นคนติดดินอย่างเหลือเชื่อ ชอบพูดจาตรงไปตรงมา มีนิสัยรักสนุกและไม่ถือสาอะไรจริงจัง เพื่อนนักแสดงชาวออสซี่ นาโอมิ วัตส์ ชื่นชมความสามารถของคิดแมนในการสร้างสมดุลระหว่างการเลือกเล่นหนังอิสระและหนังตลาด ซึ่งปรากฏชัดผ่านเครดิตหนังอย่าง Dogville, Birth, The Others และ Cold Mountain “เธอเป็นผู้หญิงที่น่าตื่นเต้น เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และนั่นยิ่งทำให้ผลงานของเธอลึกล้ำ น่าสนใจ

ฉันอยากทำงานกับผู้กำกับที่จะพาฉันไปสัมผัสด้านลึกๆ ของตัวเองที่ฉันไม่ตระหนักว่ามีอยู่นักแสดงที่เกิดในฮาวายและเติบโตในซิดนีย์ (ปัจจุบันเธอถือสองสัญชาติ) กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเลือกเล่นหนังอย่าง The Paperboy ลี เดเนียลส์ ซึ่งไม่นิยมซ้อมบทก่อนถ่ายทำ ตอบสนองความกระตือรือร้นดังกล่าวด้วยการถ่ายฉาก ฉี่รดหน้า ตั้งแต่วันแรก แซ็ค เอฟรอน หนุ่มน้อยเจ้ากรรมที่จะต้องถูกกระทำในฉากดังกล่าว กล่าวชื่นชมความทุ่มเทที่จะไปสุดทางของคิดแมน (เธอตบหน้าเขาเต็มแรง ขณะพยายามจะปลุกเขาให้ฟื้นจากพิษแมงกะพรุน ก่อนจะกล่าวขอโทษเขาในภายหลัง) “เธอไม่กลัวอะไรเลย และปล่อยตัวไปกับบทแบบปราศจากกำแพงขวางกั้นใดๆ

ความพยายามจะท้าทายตัวเองอยู่ตลอดเวลาของคิดแมนพิสูจน์ได้จากผลงานชิ้นต่อไป ซึ่งเธอจะรับบทเป็นเจ้าหญิง เกรซ เคลลี ในหนังเรื่อง Grace of Monaco ถ้าจะมีใครสักคนเป็นขั้วตรงข้ามของ ชาร์ล็อตต์ เบส คนๆ นั้นคงหนีไม่พ้น เกรซ เคลลี  ขณะเดียวกันคิดแมนกำลังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหาเวลาว่างไปเล่นบทเล็กๆ ใน The Nymphomaniac ผลงานชิ้นล่าสุดของ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ซึ่งเธอเคยร่วมงานด้วยใน Dogville ถึงแม้ผู้กำกับชาวเดนมาร์กจะค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องทำงานด้วยลำบาก ฉันทำงานเข้าขาได้ดีกับผู้กำกับที่สุดโต่ง ลาร์สทำหนังได้ไม่เหมือนใคร และไม่ว่าคุณชอบหรือเกลียดหนังของเขา ก็ต้องยอมรับว่าทักษะภาพยนตร์ของเขานั้นยอดเยี่ยมคิดแมนกล่าว

วันเสาร์, มกราคม 19, 2556

หนังแห่งความประทับใจ


Moneyball: ฉลาด ซับซ้อน และซาบซึ้งในเวลาเดียวกัน ถ้าเราให้โอกาสกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่มักจะถูกมองข้าม บางทีผลตอบแทนที่ได้กลับมาอาจคุ้มค่าเกินคาด และถึงแม้ บิลลี่ บีน จะคว้าแชมป์ที่เขาใฝ่ฝันมาครองไม่สำเร็จสักที แถมยังตอบปฏิเสธเงินก้อนโต แต่เขากลับห่างไกลจากคำว่า “ขี้แพ้” ไม่ว่าจะในเกม หรือในชีวิตส่วนตัว

Tinker Tailor Soldier Spy: ทักษะการเล่าเรื่องในระดับสุดยอด มาพร้อมกับบรรยากาศเย็นชา คุกคาม เต็มไปด้วยความไม่น่าไว้วางใจ เทคนิคภาพยนตร์อันซับซ้อน แพรวพราวของหนังเรื่องนี้เหมาะจะนำไปใช้สอนในคลาสวิชาภาพยนตร์ และน่าประหลาดตรงที่ถึงแม้คุณจะตามเรื่องไม่ทันในบางช่วง แต่นั่นกลับไม่เป็นอุปสรรคขัดความความบันเทิง ความน่าติดตามของหนังแต่อย่างใด

The Skin I Live In: เป็นหนังในแนว rape-revenge ที่สุดติ่งมากๆ การแก้แค้นใดจะสะใจเท่าการให้เหยื่อได้ลิ้มลองรสชาติเดียวกับกรรมที่เขาก่อไว้ ขณะเดียวกัน ใครจะคิดว่าพล็อตทำนอง Frankenstein จะถูกดัดแปลงเพื่อถ่ายทอดประเด็นเกี่ยวกับตัวตนทางเพศและความขัดแย้งระหว่างภายในกับภายนอกได้อย่างพิสดารขนาดนี้

Moonrise Kingdom: สไตล์การทำหนังแบบ เวส แอนเดอร์สัน ไม่เคยถูกนำมาใช้ให้สอดคล้องกลมกลืนกับเนื้อหาได้มากขนาดนี้มาก่อน มันสะท้อนความอัศจรรย์แห่งวัยเด็ก อุดมคติ การผจญภัย และรักครั้งแรกได้บาดลึก พอๆ กับความจริงอันเจ็บปวดแห่งวัยผู้ใหญ่

A Simple Life: มีแนวโน้มจะไถลไปสู่โหมดเมโลดรามาบีบน้ำตาได้ง่ายๆ แต่หนังกลับคงความสงบนิ่ง ไม่ฟูมฟายไว้โดยตลอด และก็เช่นเดียวกับชีวิต ท่ามกลางความเรียบง่ายทั้งหลาย มีความงามซุกซ่อนอยู่ เพียงแต่เราจะมองเห็นและสัมผัสได้หรือไม่เท่านั้น


นักแสดงชาย

แบรด พิทท์ (Moneyball) การผสมผสานที่ลงตัวในระดับสุดยอดระหว่างพลังดาราและฝีมือการแสดง สายตาที่เขานั่งมองลูกสาวร้องเพลงในร้านขายกีตาร์มันบ่งบอกอารมณ์ได้อย่างหลากหลาย ทั้งเซอร์ไพรส์ ภูมิใจ และผิดหวังที่ตนไม่มีส่วนร่วมในชีวิตของเธอได้มากกว่านี้ ความหนักแน่นของฉากดังกล่าวมีผลอย่างยิ่งในการส่งเสริมให้การตัดสินใจตอนท้ายของตัวละครดูน่าเชื่อถือ

ไรอัน กอสลิง (The Ides of March) เด็กฝึกงานที่ไหนบ้างจะไม่อยากหลับนอนกับเจ้านายหน้าตาแบบนี้ เขาทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องน่าหลงใหล ใคร่รู้

แกรี โอลด์แมน (Tinker Tailor Soldier Spy) ตัวอย่างของการเล่นน้อยแต่ได้มาก ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับบทบาทสายลับที่ต้องสงวนท่าทีเพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าตนกำลังถือไพ่อะไรไว้ในมือ

เท็ด (Ted) ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความน่ารักและอัปรีย์

วาควิน ฟีนิกซ์ (The Master) เป็นงานแสดงที่กล้าหาญมาก เต็มไปด้วยการใช้อากัปกิริยาภายนอกเพื่อถ่ายทอดตัวตน ความรู้สึกภายในออกมา ไม่ว่าจะเป็นท่าเท้าสะเอวแบบแปลกๆ สีหน้าอันบิดเบี้ยว หรือเสียงหัวเราะกึ่งฝืน ราวกับจะบอกว่าเฟร็ดดี้เป็นตัวละครที่ไม่อาจควบคุมร่างกายของตัวเองได้มากพอๆ กับสภาพจิตใจอันเสียสมดุล


นักแสดงหญิง

มิเชล วิลเลียมส์ (My Week With Marilyn) ชอบการตีความของเธอในการรับบทเป็น มาริลีน มอนโร เธอรู้ว่าการเลียนแบบตัวจริงเป็นเรื่องยากเพราะเธอดูไม่เหมือนมาริลีนเลยสักนิด ดังนั้นจึงหันมาใช้วิธีปลุกความรู้สึกของเราที่มีต่อมาริลีน นั่นคือ ส่วนผสมระหว่างความไร้เดียงสาและเซ็กซ์ซิมโบล เสน่ห์ดึงดูดใจแบบซูเปอร์สตาร์และความอ่อนแอ ขาดความเชื่อมั่นในตัวเองเวลาไม่ได้อยู่ต่อหน้ากล้อง ซึ่งในจุดนี้เธอทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทิลด้า สวินตัน (We Need to Talk About Kevin) ถึงออสการ์จะไม่รัก แต่เรารักเธอเสมอ ขอกราบงามๆ 3 ทีให้กับงานแสดงอันทรงพลัง

คีรา ไนท์ลีย์ (A Dangerous Method) เคยชอบเธอจากหนังโรแมนติกย้อนยุคอย่าง Pride and Prejudice และ Atonement แต่ไม่คิดว่าเธอจะมีลูกบ้าและความมั่นใจมากพอจะเล่นอะไรแบบนี้ให้ดูบนจอ การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของเธอทำให้นึกถึงสัตว์ที่กำลังติดกับดักนายพราน มันทรมาน ดิ้นพล่าน และใช้สัญชาตญาณเบื้องลึกจากความหวาดกลัว ตื่นตระหนก

นิโคล คิดแมน (The Paperboy) ยัยนี่ก็บ้า และเสียสติไม่แพ้กัน อาจกล่าวได้ว่าคิดแมนเป็นนักแสดงชื่อดังเพียงไม่กี่คนที่กล้าพอจะรับบทเสี่ยงๆ คาบลูกคาบดอก เธอไม่กลัวที่จะก้าวย่างเข้าสู่ดินแดนที่หลายคนไม่เคยแม้แต่จะคิดฝัน และแน่นอนทุ่มเทให้กับบทนั้นๆ อย่างหมดใจ

เพ็ญพักตร์ ศิริกุล (ไม่ได้ขอให้มารัก/ Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ) คงเป็นหนึ่งในนักแสดงไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถคาดหวังมาตรฐานในระดับสูงได้

ความคิดเห็น

ผมอยากจะเขียนถึงหนังไทยเหมือนเช่นเคย แต่รู้สึกว่าปีนี้ยังตามดูหนังที่คนเขาชื่นชมกันได้ไม่ครบเลย ส่วนเรื่องที่ได้ดูก็ไม่ค่อยจะมีอะไรดีๆ ให้น่าจดจำสักเท่าไหร่ โดยมากถ้าไม่สุกเอาเผากิน ก็มักติดหล่มอยู่ในกรอบความคิด หรือวิธีการสร้างแบบเดิมๆ ส่วนเรื่องที่พยายามจะสลัดตัวออกจากกรอบก็ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ ผมมีความรู้สึกว่าวงการหนังไทยกำลังเติบโตตรงปลายสุดของสองด้าน ระหว่าง high-end กับ low-end กล่าวคือ เรามีหนังอาร์ต หนังอินดี้ไปฉายตามเทศกาลต่างๆ กวาดรางวัลมามากมาย กับหนังตลาดสุดโต่งจำพวกหนังตลก หนังผี ที่ไม่เน้นความสำคัญของเนื้อหา หรือสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ แต่เน้นการคั้นเสียงหัวเราะและอาการสะดุ้ง เส้นกระตุกตามเสียงดนตรีประกอบที่ดังจนหูดับ โดยสิ่งที่เราขาดแคลนจริงๆ คือ หนังกระแสหลักที่ฉลาดในเนื้อหาและการนำเสนอ มีความซับซ้อนซ่อนอยู่ในความเรียบง่าย ซึ่งคนส่วนใหญ่สามารถเข้าใจและเอ็นจอยได้ ขณะเดียวกัน ในกลุ่มหนังอาร์ตเองก็เริ่มจะมีรูปแบบทางด้านสุนทรียะที่ใกล้เคียงกันมากไปจนขาดความหลากหลาย (พล็อตน้อยๆ เดินเรื่องช้าๆ แช่กล้องนานๆ เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และความคลุมเครือ) และอาจพูดได้ว่ามัน (อย่างน้อยก็ในสายตาของคนดูหนังคนนี้) ใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวเต็มที...

The Hobbit: An Unexpected Journey: การหวนคืนสู่ถิ่นกำเนิด


บางทีการนั่งดูหนังเรื่อง The Hobbit: An Unexpected Journey ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายปลายสุดของงานเลี้ยง เมื่อเหล่าแขกเหรื่อส่วนใหญ่ทยอยกันเดินทางกลับบ้านไปแล้ว เหลือเพียงกลุ่มเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนที่ยังคงอ้อยอิ่ง จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างถูกคอ พร้อมกับรำลึกถึงความประทับใจสูงสุดในงาน ส่วนบรรดาข้าวปลาอาหารนั้นก็ยังคงหลงเหลือให้เก็บกินอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มากมาย หลากหลายเหมือนในช่วงเริ่มงาน เช่นเดียวกับบรรยากาศโดยรวม ซึ่งเซอร์ไพรซ์ หรือความตื่นเต้น สนุกสนานได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว 

นอกเหนือจากแก่นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงว่า The Hobbit เป็นงานเขียนที่เบาบางกว่า ทะเยอทะยานน้อยกว่า และเดิมพันในแง่เรื่องราวไม่สูงเท่า The Lord of the Rings แล้ว (เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ตั้งใจเขียน The Hobbit ให้เป็นวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเยาวชน) อุปสรรคสำคัญของหนังยังอยู่ตรงความรู้สึกเดจาวู เหมือนเราเคยประสบพบเห็น หรือสัมผัสลิ้มลองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง สไตล์การเล่าเรื่อง หรือความตระการตาของโลเคชั่น ฉาก และเทคนิคพิเศษ (ซึ่งจะว่าไปอาจเริ่มรู้สึกได้ตั้งแต่ The Return of the King แล้วด้วยซ้ำ) หลายตัวละครถูกเรียกกลับมาใช้งานอีกครั้ง แต่ไม่อาจเรียกความสดใหม่ ตื่นเต้น น่าสนใจได้มากเท่ากับเมื่อครั้งที่เรารู้จักพวกเขาเป็นครั้งแรก และที่น่าเศร้ายิ่งกว่าไปนั้น คือ หลายฉากเด่นของหนังที่พอจะกระตุ้นคนดูให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างแท้จริงกลับต้องอาศัยตัวละครเดิมๆ เข้ามาช่วยเหลือ เช่น กอลลัม (แอนดี้ เซอร์กิส) รวมไปถึงนัยยะเชื่อมโยงสู่ไตรภาคชุดก่อนถึงภยันตรายใหญ่หลวงที่กำลังคืบคลานเข้ามา และมีพลังทำลายล้างมากมายกว่ามังกร หรือออร์คหลายเท่าตัว เช่น ฉากการประชุมที่ริเวนเดลล์

แม้กระทั่งไคล์แม็กซ์ในถ้ำก็อบลิน ตามมาด้วยการปะทะกับกองทัพออร์ค ซึ่งโดยรวมแล้วทำออกได้อย่างหมดจด งดงามทั้งในแง่จังหวะและเทคนิคภาพยนตร์ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะทำให้หวนนึกถึงไคล์แม็กซ์คล้ายกันใน The Fellowship of the Ring ที่สุดท้ายเปี่ยมประสิทธิภาพกว่าในแง่พลังดรามา พูดอีกอย่าง คือ ตัวละคร ตลอดจนเรื่องราวใน An Unexpected Journey นั้นแทบจะเรียกร้องความสนใจในตัวของมันเองได้เพียงน้อยนิด... บางทีสถานการณ์ดังกล่าวอาจจะพัฒนาขึ้นในภาคต่อ The Desolation of Smaug และ There And Back Again แต่ผลลัพธ์ที่เห็นและเป็นอยู่ในตอนนี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการซอยนิยายเล่มนี้เป็นหนังไตรภาค

แน่นอน ผู้กำกับ ปีเตอร์ แจ๊คสัน พยายามจะฉีดกระตุ้นพลังแปลกใหม่ให้กับหนังด้วยระบบ 3 มิติ และเทคนิคการถ่ายทำแบบ 48 เฟรมต่อวินาที แต่เสียงตอบรับกลับไม่น่าชื่นใจเท่าไหร่โดยเฉพาะกรณีของนวัตกรรมหลัง ทั้งนี้เพราะความคมชัดแบบทีวี HD ไม่เพียงเปิดเผยให้เห็นรอยต่อที่ไม่แนบเนียนระหว่าง live action กับคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเท่านั้น แต่ยังทำลายอารมณ์โรแมนติกแห่งตำนานปรัมปราลงอีกด้วย เพื่อข้ออ้างแห่งความ “เหมือนจริง”

จะว่าไปแล้วแนวคิดดังกล่าวคงพัฒนามาจากเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องการให้ผู้เล่นได้เข้าไปมีประสบการณ์ในโลกเสมือนจริง แต่แนวคิดดังกล่าวไม่น่าจะเหมาะกับหนังที่เต็มไปด้วย “เรื่องเล่า” แบบ An Unexpected Journey ซึ่งเริ่มต้นด้วยประวัติเมืองคนแคระที่มั่งคั่งก่อนถูกมังกรบุกมายึดครอง ตามมาด้วยประวัติความแค้นส่วนตัวของธอริน (ริชาร์ด อาร์มิเทจ) ที่สั่งสมมาจากสงครามระหว่างคนแคระกับออร์ค ขณะเดียวกันแก่นหนังไตรภาค The Hobbit ก็เป็นเรื่องเล่าถึงการผจญภัยของบิลโบ (มาร์ติน ฟรีแมน) บันทึกไว้สำหรับให้โฟรโด (เอไลจาห์ วู้ด) ผู้ต่อมากลายเป็นตัวละครเอกในไตรภาค LOTR ได้รับรู้ ที่สำคัญ ความสำเร็จของ LOTR ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอารมณ์ถวิลหา หวนไห้ต่ออดีตที่ไม่อาจคืนกลับมา (โทลคีนเปรียบเทียบ มิดเดิล เอิร์ธ ว่าคือโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน เมื่อเวทมนตร์ค่อยๆ จางหายและเหล่าเผ่าพันธุ์ต่างๆ พากันถอยร่นออกไปเพื่อปล่อยให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ปกครอง ดังจะสังเกตได้จากฉากจบของ The Return of the King) มันเป็นโลกที่เราไม่อาจเข้าไป “อาศัย” แต่สัมผัสได้จากเรื่องเล่า หรือตำนานที่สืบทอดกันมา ซึ่งในจุดนี้อารมณ์ฟุ้งฝันแบบฟิล์มตอบโจทย์ได้ชัดเจนกว่าความคมชัดของกล้องและเครื่องฉายดิจิตอลผ่านความละเอียดแบบ 48 เฟรมต่อวินาที

An Unexpected Journey เริ่มต้นแบบเดียวกับ The Fellowship of the Ring นั่นคือ ความลังเลของตัวละครเอกที่จะออกไปผจญภัยยังโลกภายนอก และอ้าแขนรับบทบาท “วีรบุรุษ” แต่ขอบเขตแห่งภารกิจได้ถูกลดทอนความสำคัญ ยิ่งใหญ่ลง กล่าวคือ ขณะโฟรโดต้องปกป้อง มิดเดิล เอิร์ธ จากหายนะ ซึ่งหมายรวมถึงถิ่นฐานบ้านเกิดของเขาจะต้องถูกทำลายจนมอดไหม้ไปด้วย และต้องร่วมมือกับหลายเผ่าพันธุ์เพื่อทำลายแหวนแห่งอำนาจ บิลโบกลับพยายามจะช่วยเหลือกลุ่มคนแค่เผ่าพันธุ์เดียวให้ทวงทรัพย์สมบัติและบ้านเกิดเมืองนอนกลับคืนมา

ในหนังสือพวกคนแคระต้องการแค่ทองที่มังกรจอมโลภบุกมายึดครอง แต่ ปีเตอร์ แจ๊คสัน กับทีมเขียนบทได้เพิ่มน้ำหนักให้ภารกิจครั้งนี้ด้วยการเปรียบเทียบกลุ่มคนแคระว่าเป็นเหมือนวณิพกพลัดถิ่น โหยหาแผ่นดินซึ่งพวกเขาผูกพัน ในจุดนี้มันสอดคล้องอย่างเหมาะเจาะกับจุดมุ่งหมายเดิมของโทลคีน ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่าคนแคระใน The Hobbit มีรากฐานมาจากชาวยิว (12 คนแคระ + ธอริน = ลูกชาย 12 คน ซึ่งเป็นที่มาของ 12 ชนเผ่าแห่งอิสราเอล + เจค็อบผู้เป็นพ่อ) พร้อมกันนั้น รายละเอียดดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปยังการตัดสินใจช่วยเหลือเหล่าคนแคระของบิลโบได้อย่างแนบเนียน เป็นเหตุเป็นผล เพราะสายเลือดรักบ้านของแบ็กกินส์ ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกเบาหวิวของการเร่ร่อน ปราศจากถิ่นฐาน

ด้วยเหตุนี้เอง ฉากร้องเพลง Blunt the Knives เมื่อเหล่าคนแคระโยนจานชามไปมาท่ามกลางสีหน้าตื่นตระหนกของบิลโบ จึงไม่ได้มีเหตุผลเพื่อเรียกรอยยิ้มเท่านั้น แต่ยังแฝงความรู้สึกเศร้าสร้อยไว้ลึกๆ อีกด้วย เช่นเดียวกับเหล่าผู้พลัดถิ่นอื่นๆ อันสืบเนื่องมาจากสงครามและจักรวรรดินิยม (มังกรกอบโกยทรัพยากรและรุกรานแผ่นดินจนเหล่าชนพื้นเมืองต้องแตกกระสานซ่านเซ็น) การละเล่นหยอกล้อดังกล่าวเป็นเหมือนความพยายามจะรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือรากเหง้าของตนเองไว้ หลังจากพวกเขาไม่มีเหมืองให้ขุดแร่ทองและอัญมณีอีกต่อไป มันเปรียบดังการปรับตัว ดัดแปลง/พัฒนาวัฒนธรรมอันเปี่ยมเอกลักษณ์ไปตามสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ เพื่อช่วยให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับประเพณีโบราณที่ต้องจากมา พวกเขาไม่ใช่เหล่านักรบคนแคระผู้กล้าหาญอีกต่อไป แต่ได้พัฒนาไปสู่สถานะ ตามคำกล่าวของบาลิน (เคน สก็อตต์) “พ่อค้า คนงานเหมือง ช่างบัดกรี และคนผลิตของเล่น”

อย่างไรก็ตาม ตัวละครอย่างบิลโบและโฟรโดหาได้ตัดสินใจออกเดินทางไปเสี่ยงอันตรายในโลกกว้างด้วยเหตุผลอันทรงเกียรติเท่านั้น (บ่อยครั้งโฟรโดท้อแท้ และน้อยใจชะตากรรมว่าเหตุใดภารกิจอันหนักหน่วงถึงต้องตกมาอยู่บนบ่าของเขา ส่วนบิลโบก็มักจะหวนคิดถึงระบบระเบียบ ตลอดจนความสงบสุขและคุ้นเคยของหมู่บ้านฮ็อบบิท) แต่เป็นเพราะพวกเขามีทั้งสายเลือดของตระกูลแบ็กกินส์ บรรพบุรุษฝ่ายพ่อที่เป็นฮ็อบบิทรักษ์ถิ่น และตระกูลทุก บรรพบุรุษฝ่ายแม่ที่ชื่นชอบการผจญภัย ผสมผสานอยู่ในตัว

นิยายของโทลคีนมักถูกวิพากษ์มาตลอดว่าขาดแคลนตัวละครเพศหญิงที่เด่นชัด หรือมีความสำคัญต่อเรื่องราว ซึ่งเวอร์ชั่นหนังของแจ๊คสันพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มน้ำหนักให้เหล่าตัวละครหญิงที่มีอยู่น้อยนิดในไตรภาค LOTR และการเพิ่มบทของกาลาเดรียลเข้ามาใน An Unexpected Journey แต่ช่องว่างดังกล่าวส่วนหนึ่งสามารถชดเชยได้จากความนุ่มนวลแห่งมิตรภาพอันแนบแน่นระหว่างเพศชาย (แซม+โฟรโดใน LOTR) ที่หากมองด้วยทัศนคติแห่งยุคปัจจุบันเกือบจะอบอวลไปด้วยอารมณ์โฮโมอีโรติก และการสลับ “บทบาททางเพศ” ผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น เลือดแม่ที่รักการผจญภัย กับเลือดพ่อที่รักการอยู่เหย้าเฝ้าเรือน ซึ่งตัวหนังอาจไม่ได้ นำมาขยาย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมจะสะท้อนแง่มุม “เพศหญิง” ของตัวละครเอกอย่างเด่นชัดตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง เมื่อบิลโบต้องเปิดบ้านต้อนรับกลุ่มคนแคระที่หยาบคาย เสียงดัง และบุกรุกเข้ามาเขมือบเสบียงในห้องครัวของเขาจนไม่เหลือซาก

แรกทีเดียว บิลโลยืนกรานว่าเขา “ไม่ใช่ทุก แต่เป็นแบ็กกินส์” และการผจญภัยรังแต่จะรบกวนความสะดวกสบาย ทำให้คุณ “มาทานข้าวเย็นไม่ทันเวลา” ภาพลักษณ์ของบิลโบให้ความรู้สึกเหมือนแม่บ้านทหารบกมากกว่าวีรบุรุษ เขาชอบถ้วยชามสวยงาม ความเป็นระเบียบ ชอบอยู่กับบ้าน ดูแลรักษาความสะอาด ในขณะที่เหล่าคนแคระบุกรุกเข้ามาพร้อมพลังแห่งเพศชาย ทั้งกักขฬะและป่าเถื่อน ทั้งรุนแรงและทำลายล้าง มันเป็นเรื่องน่าสนใจที่หนัง/หนังสือจงใจวางบิลโบให้รับบทวีรบุรุษ และถือเป็นการบดขยี้ภาพลักษณ์ดั้งเดิมของวีรบุรุษลงอย่างราบคาบ (ในแง่พล็อต พวกคนแคระต้องพึ่งพาฮ็อบบิท เพราะเขาว่องไว เท้าเบา และสามารถย่องเข้าใกล้มังกรได้เนื่องจากมังกรไม่คุ้นเคยกับกลิ่นของฮ็อบบิท) จริงอยู่ แม้ในเวลาต่อมาบิลโบจะเรียนรู้การต่อสู้ รวมถึงแสดงความกล้าหาญในแบบนักรบดั้งเดิม แต่ขณะเดียวกันเขาก็ยังคงบุคลิกอ่อนโยน เปี่ยมเมตตา และรักสงบเอาไว้เช่นเคย ส่วนผสมระหว่างความเป็นหญิงและชายในคนๆ เดียวกันทำให้บิลโบใกล้เคียงกับ แกนดัล์ฟ (เอียน แม็คเคนเลน) พ่อมดซึ่งสวมบททั้งนักรบผู้กล้าและผู้พิทักษ์สันติ โดยเขาเป็นคนสอนบิลโบว่า “ความกล้าหาญที่แท้จริงหาใช่การรู้ว่าเมื่อใดต้องลงมือสังหาร... แต่เป็นการรู้ว่าเมื่อใดควรจะไว้ชีวิตคนต่างหาก”

An Unexpected Journey จบลงด้วยการยอมรับบิลโบเข้ากลุ่มของเหล่าคนแคระ หลังจากฮ็อบบิทน้อยผู้ไม่เคยจับดาบมาก่อนเลยในชีวิต พิสูจน์ตัวเองด้วยการกระโจนเสี่ยงตายเข้าไปช่วยชีวิตธอรินจากศัตรูคู่อาฆาต เขาอ้าแขนรับการผจญภัยและความท้าทายอย่างหมดใจเพื่อให้บรรดาคนแคระได้มีโอกาสทวงแผ่นดินเกิดกลับคืนมา เพราะไม่มีใครจะเข้าใจความเจ็บปวดของการสูญเสียดังกล่าวได้ดีไปกว่าฮ็อบบิทที่รัก “บ้าน” มากพอจะเสี่ยงตายเพื่อมัน แต่ทั้งหมดยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ถึงแม้เวลาบนจอจะผ่านไปแล้วเกือบสามชั่วโมง... สำหรับบิลโบ ความพลิกผันของสถานการณ์คงเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคาดฝันมาก่อน แต่สำหรับนักดูหนังที่คุ้นเคยกับไตรภาค LOTR เป็นอย่างดี ทิศทางของการเดินทางครั้งนี้ถือว่าไม่อยู่นอกเหนือความคาดคิดสักเท่าไหร่

Oscar 2013: สตูดิโอและเหล่าตัวเก็งผงาด


ความเข้มข้นของเทศกาลล่ารางวัลออสการ์ปีนี้ดูเหมือนจะเริ่มต้นช้ากว่าปกติ และส่อวี่แววความผันผวนอย่างชัดเจน เนื่องจากบรรดา “หนังตัวเก็ง” ล้วนเปิดตัวได้สมราคาเกือบทั้งหมด ยังไม่มีใครล้มคะมำไปต่อหน้าต่อหน้าเหมือนปีก่อนๆ หน้า Les Miserables ไม่น่าจะประสบชะตากรรมเดียวกับ Nine หรือ Dreamgirls ส่วน Lincoln ก็ได้เสียงตอบรับอบอุ่นทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์ จนโอกาสบนเวทีออสการ์ของมันแซงหน้า War Horse และ Munich ไปหลายขุม นอกจากนี้ เหล่าม้าตีนปลายอีกหลายเรื่องก็ทำคะแนนได้น่าพอใจไม่แพ้กัน ตั้งแต่ Django Unchained ไปจนถึง Life of Pi และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Zero Dark Thirty ซึ่งอาจจะกลายเป็น Million Dollar Baby แห่งปี 2012 ก็ได้ หลังจากหนังชนะศึกยกแรก (เวทีนักวิจารณ์) ไปอย่างสวยงาม แม้จะไม่ใช่ในระดับเดียวกับ The Social Network หรือ Brokeback Mountain หรือกระทั่ง The Hurt Locker หนังเรื่องก่อนหน้าของ แคธรีน บิเกโลว์ 

แต่ทั้งหมดคงต้องรอดูกระแสความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เพราะอย่างที่เราทุกคนทราบกันดี นักวิจารณ์ไม่ใช่คณะกรรมการออสการ์ และชะตากรรมเศร้าสลดอันบังเกิดแก่หนังขวัญใจนักวิจารณ์อย่าง The Social Network และ Brokeback Mountain ก็พิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ชัดเจนในตัวเองแล้ว เวทีต่อไปที่เราจะต้องจับตามองให้ดี และมีความสำคัญมากกว่าในแง่การคาดเดาทิศทางออสการ์ คือ รางวัลของสมาพันธ์วิชาชีพต่างๆ (นักแสดง ผู้กำกับ คนเขียนบท คนตัดต่อ ผู้กำกับภาพ ฯลฯ) ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศผลในช่วงเดือนมกราคม 

ความแรงของบรรดาตัวเก็งที่เปิดเผยโฉมช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ทำให้เหล่าม้าตีนต้น ซึ่งสร้างกระแสจากเทศกาลหนังโตรอนโต ดูจะอ่อนระโหยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น Argo หรือ Silver Linings Playbook แต่ดูเหมือนรายที่เจ็บหนักสุดคงจะหนีไม่พ้น The Master ของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน โดยนับตั้งแต่กวาดรางวัลจากเวนิซ (หนังอาจคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครองด้วยซ้ำ นอกเหนือจากรางวัลนักแสดงนำชาย ที่ วาควิน ฟีนิกซ์ แชร์ร่วมกับ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน และรางวัลผู้กำกับ หากกฎของเทศกาลไม่ระบุห้ามหนังที่คว้ารางวัลนักแสดงเป็นหนังเรื่องเดียวกับที่ได้รางวัลสิงโตทองคำ ด้วยเหตุนี้ โชคจึงไปตกแก่ Pieta ของ คิมคีด็อก) และกวาดคำชมจากนักวิจารณ์เมื่อเข้าฉายในเดือนกันยายน หนังกลับไม่ได้เสียงสนับสนุนจากเหล่านักวิจารณ์มากพอระหว่างเทศกาลแจกรางวัลช่วงปลายปี จนทำให้มันค่อยๆ หล่นหายไปจากเรดาร์

 เริ่มต้นจากการหลุดโผ 10 หนังยอดเยี่ยมแห่งปีของ NBR (Argo, Beasts of the Southern Wild, Django Unchained, Les Miserables, Lincoln, Looper, The Perks of Being a Wallflower, Promised Land, Silver Linings Playbook) และ AFI (Argo, Beasts of the Southern Wild, The Dark Knight Rises, Django Unchained, Les Miserables, Life of Pi, Lincoln, Moonrise Kingdom, Silver Linings Playbook, Zero Dark Thirty) ตามมาด้วยการพลาดเข้าชิงลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ดรามายอดเยี่ยม แต่การตบหน้าที่รุนแรงสุดเกิดจากน้ำมือของสมาพันธ์นักแสดง (SAG) ที่นอกจากจะไม่ให้หนังเข้าชิงในสาขาสำคัญอย่างนักแสดงกลุ่ม ซึ่งเปรียบได้กับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เท่านั้น แต่หนังยังพลาดท่าในสาขาที่น่าจะมีโอกาสค่อนข้างสูงอย่างนำชายและสมทบหญิงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนวันประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ให้เร็วขึ้น 5 วันจากเดิมวันที่ 15 มกราคม 2013 (โดยมีเหตุผลว่าเพื่อคณะกรรมการจะได้มีเวลามากขึ้นในการตามดูหนังที่ได้เข้าชิง) อาจส่งผลร้ายต่อหนังบางเรื่องที่เปิดตัวค่อนข้างช้าในช่วงต้นเดือนธันวาคม เพราะคณะกรรมการหลายคนยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังเหล่านั้น ดังจะเห็นได้จากการหลุดโผอย่างสิ้นเชิงของ Django Unchained บนเวที SAG ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นผลจากสตูดิโอผลิตแผ่น screener ไม่ทัน ขณะเดียวกัน หนังบางเรื่อง เช่น Life of Pi ก็พึ่งพิงความน่าตื่นตาจากการนั่งชมผ่านจอขนาดใหญ่ในระบบสามมิติ การนั่งชมผ่านจอทีวีในบ้านจึงอาจลดทอนผลกระทบได้ไม่น้อย

กระนั้นมองกันตามเนื้อผ้าแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนังอย่าง Life of Pi จะไม่ปรากฏร่องรอยบนเวที SAG ทั้งนี้เพราะมันไม่ใช่หนังของ “นักแสดง” และทั้งเรื่องก็มีตัวละครเด่นอยู่ไม่มาก หากไม่นับเสือซีจี แต่เช่นเดียวกับ Hugo เมื่อปีก่อน ซึ่งถูก SAG ตอกฝาโลงเช่นกัน หนังน่าจะได้แรงสนับสนุนจากสมาชิกประจำวิชาชีพอื่นๆ และหลุดเข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้สำเร็จ

 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่าหนังเรื่องใดถือแต้มต่ออย่างเด่นชัด โดยกลุ่มผู้นำประกอบไปด้วย Silver Linings Playbook, Argo, Les Miserables, Lincoln และ Zero Dark Thirty แต่ละเรื่องล้วนมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม หากมองจากรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ การพลาดท่าในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมของ เดวิด โอ รัสเซล และ ทอม ฮูเปอร์ (ถูกแทนที่โดย อังลี และ เควนติน ตารันติโน) ทำให้โอกาสคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีออสการ์ของหนังทั้งสองเรื่องหล่นวูบจนน่าใจหาย เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว มีหนังแค่ 4 เรื่องเท่านั้นที่ได้ออสการ์โดยไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม นั่นคือ Crash, Driving Miss Daisy, The Sting และ Chariots of Fire (ในกลุ่มนี้มีเพียง The Sting เท่านั้นที่คว้ารางวัลผู้กำกับมาครองด้วย และมีเพียงผู้กำกับ บรูซ เบเรดฟอร์ด คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ชิงออสการ์)

ในกรณีของ Les Miserables การตอบรับจากนักวิจารณ์ดูจะโอนเอียงไปทาง Crash อยู่ไม่น้อย เมื่อมันทำสกอร์บนเว็บ Metacritic ได้ไม่ถึง 70 จาก 100 (หนังยังไม่เข้าฉายในวงกว้างและมีสกอร์อยู่ที่ 56 ส่วนสกอร์ของหนังเรื่อง Crash อยู่ที่ 69 ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหนังออสการ์เรื่องอื่นๆ ที่มักจะทำคะแนนสูงกว่า 80 ขึ้นไป) ส่วน Silver Linings Playbook อาจได้เสียงตอบรับที่น่าพอใจกว่าจากนักวิจารณ์ (ทำสกอร์บน Metacritic ได้ 81) แต่ปัญหาอยู่ตรงที่มันไม่ค่อยประสบความสำเร็จบนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ (ปัจจุบันทำเงินอยู่ที่ประมาณ 21 ล้านเหรียญ) แม้ว่าคุณสมบัติ “ฟีลกู๊ด” ของหนังจะทำให้หลายคนคาดการณ์ว่ามันน่าจะไต่ระดับถึงขั้น 100 ล้านเหรียญได้ไม่ยาก อีกทั้งสองดารานำก็หน้าตาดี มีชื่อเสียงและพลังดารา แถมยังแสดงเข้าขากันได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย 

เมื่อมองในจุดนี้ Argo กับ Lincoln จึงถือแต้มต่อเหนือคู่แข่งอยู่ไม่น้อยเนื่องจากพวกมันล้วนอยู่ในสถานะ “หนังฮิต” ทั้งที่ประเด็นและหน้าหนังดูห่างไกลจากโอกาสทำเงินเกิน 100 ล้านเหรียญค่อนข้างมาก ส่วน Zero Dark Thirty และ Les Miserables นั้น เราคงต้องรอดูกันต่อไป โดยเรื่องหลังน่าจะมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนดูหนังกระแสหลักมากกว่า เมื่อพิจารณาจากความยิ่งใหญ่ของโปรดักชั่น ขบวนดาราดังที่ขนกันมาร่วมงาน และความฮิตของละครเพลง ในขณะเดียวกัน Zero Dark Thirty ยังต้องเผชิญศึกหนักนับแต่ยังไม่เข้าฉายด้วยซ้ำ เมื่อหลายคนออกมาโจมตีหนังว่าเข้าข้างการทรมานนักโทษเพื่อเค้นข้อมูล และบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยการสื่อนัยยะว่า CIA ได้เบาะแสสำคัญจนนำไปสู่การสังหาร บิน ลาดิน จากการทรมานนักโทษ

ข้อหาดังกล่าวส่วนหนึ่งคงเป็นผลมาจากสไตล์การทำหนังของ แคธรีน บิเกโลว์ ซึ่งยืนกรานที่จะไม่แสดงจุดยืนทางด้านศีลธรรมอย่างชัดเจน แล้วท้าทายคนดูให้ตัดสินใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่ปรากฏตรงหน้า บางคนจึงถึงขั้นกล่าวโจมตีหนังว่า “ไร้ศีลธรรม” (ถ้ายังจำกันได้ The Hurt Locker เองก็เคยโดนวิพากษ์ว่าเป็นหนังโปรสงคราม) อย่างไรก็ตาม กระแสอื้อฉาวดังกล่าวอาจส่งผลดีต่อตัวหนังในแง่ที่ว่า มันอาจเป็นแรงกระตุ้นให้หลายคนตัดสินใจซื้อตั๋วไปพิสูจน์ด้วยตาตนเอง (จากการเปิดฉายแบบจำกัดโรง หนังทำรายได้เฉลี่ยได้น่าพอใจทีเดียว) 

แน่นอน ความแข็งแกร่งของบรรดาตัวเก็งช่วงปลายปีย่อมส่งผลให้เหล่าหนังอินดี้นอกสายตา ซึ่งออกฉายในวงกว้างไปแล้วก่อนหน้า ต้องดิ้นรนกันสุดชีวิตเพื่อให้มีชื่อหลุดไปติดสาขาใหญ่สุด อาทิ Beasts of the Southern Wild และ Moonrise Kingdom รวมเลยไปถึงหนังอาร์ตเจ้าของปาล์มทองคำอย่าง Amour จริงอยู่ เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าปีนี้จะมีหนังเข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมกี่เรื่องกันแน่ (ผลจากการเปลี่ยนกฎเมื่อปีก่อน) แต่ในปีที่เต็มไปด้วยหนัง “แข็ง” เช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่ารายชื่อน่าจะอยู่ระหว่าง 8-10 เรื่อง

ตัวเก็ง: Lincoln, Zero Dark Thirty, Les Miserables, Argo, Silver Linings Playbook, Life of Pi, Django Unchained, Moonrise Kingdom
ตัวสอดแทรก: Beasts of the Southern Wild, Amour, The Master, The Best Exotic Marigold Hotel ผู้

กำกับยอดเยี่ยม

ภาวะหลุดโผบนเวทีลูกโลกทองคำพิสูจน์ให้เห็นความเปราะบางของ เดวิด โอ รัสเซล และ ทอม ฮูเปอร์ บนเวทีออสการ์ (แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง บุคลิกเชิดชูคนดังของกรรมการลูกโลกทองคำทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะเลือก อังลี และ เควนติน ตารันติโน แทนคนทั้งสอง) แต่โอกาสเป็นไปได้สูงว่าพวกเขา หรืออย่างน้อยก็คนใดคนหนึ่ง น่าจะเบียดทางโค้งกลับมาเข้าชิงออสการ์ได้ในที่สุด และ ณ ขณะนี้ภาษีของ เดวิด โอ รัสเซล อาจดูดีกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบจากเสียงตอบรับของนักวิจารณ์ต่อหนังเรื่อง Silver Linings Playbook ขณะเดียวกัน เห็นได้ชัดว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้หลงรัก Les Miserables ในระดับเดียวกับ The King’s Speech ความเป็นหนังเพลงแบบร้องตลอดเรื่องอาจขัดอกขัดใจใครหลายคน เนื่องจากการเล่าเรื่องต้องถูกย่นย่อ บางเหตุการณ์อาจถูกสรุปไว้ในเพลงหนึ่งเพลง หรือประโยคไม่กี่ประโยค และส่งผลต่อการโน้มนำอารมณ์ผู้ชมได้ 

สามคนที่นอนมา และน่าจะลงเอยด้วยการฟาดฟันกันอย่างสูสีบนเวทีออสการ์ คือ สตีเวน สปีลเบิร์ก, แคธลีน บิเกโลว์ และ เบน อัฟเฟล็ค คนแรกเคยได้ออสการ์มาครองแล้วสองครั้งจาก Schindler’s List และ Saving Private Ryan ส่วนคนถัดมาเพิ่งคว้ารางวัลมาครองจากหนังที่อยู่ในโทนใกล้เคียงกันอย่าง The Hurt Locker เมื่อ 3 ปีก่อน ส่งผลให้คนสุดท้ายค่อนข้างมีแต้มต่อในแง่ที่ยังไม่เคยได้ออสการ์ในสาขาผู้กำกับ (แต่ไม่ใช่น้องใหม่เสียทีเดียว เพราะเขาเคยคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมร่วมกับ แม็ท เดมอน จาก Good Will Hunting) และถึงแม้จะเป็นการเข้าชิงเพียงครั้งแรก แต่อัฟเฟล็คก็สั่งสมชื่อเสียง ความเคารพนับถือจากคนในวงการมาอย่างต่อเนื่องผ่านหนังอย่าง Gone Baby Gone และ The Town ซึ่งล้วนได้เสียงตอบรับน่าพอใจ นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ยังตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าออสการ์ชื่นชอบนักแสดงระดับแนวหน้าที่หันมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับมากแค่ไหน สังเกตจากความสำเร็จของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด (Ordinary People) เควิน คอสเนอร์ (Dances with Wolves) หรือ เมล กิ๊บสัน (Braveheart) ซึ่งล้วนแต่คว้าออสการ์มาครองจากการเข้าชิงเป็นครั้งแรก และตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ออสการ์สาขาผู้กำกับล้วนตกเป็นของคนที่ได้เข้าชิงเป็นครั้งแรกทั้งสิ้น

นอกจากกลุ่มผู้นำทั้ง 7 คนแล้ว ความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการออสการ์จะเปิดโอกาสให้นักทำหนังอาร์ตระดับเวิลด์คลาสเข้าชิงก็มีอยู่ไม่น้อย หากผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากพอ สังเกตได้จากความสำเร็จในอดีตของ ไมค์ ลีห์ (Vera Drake) คริสตอฟ คีย์โลว์สกี้ (Three Colors: Red) และ เปรโด อัลโมโดวาร์ (Talk to Her) ด้วยเหตุนี้ ไมเคิล ฮาเนเก้ จึงอาจกลายเป็นม้ามืดหลุดเข้าชิงเป็นคนที่ 5 แทนที่จะเป็นอังลี หรือฮูเปอร์ หรือตารันติโน แต่อุปสรรคสำคัญคงอยู่ตรง Amour มีภาพรวมที่ค่อนข้างห่างไกลจากรสนิยมของกรรมการออสการ์ จริงอยู่ มันอาจพูดถึงประเด็นความรักอันยืนยาวระหว่างสองผัวเมียชรา แต่ส่วนใหญ่กลับถูกนำเสนอในลักษณะที่ทำให้คนดูรู้สึกหดหู่มากกว่าชุ่มชื่นหัวใจ

ตัวเก็ง: สตีเวน สปีลเบิร์ก, แคธรีน บิเกโลว์, เบน อัฟเฟล็ก, อังลี, เดวิด โอ รัสเซล
ตัวสอดแทรก: ทอม ฮูเปอร์, เควนติน ตารันติโน, ไมเคิล ฮาเนเก้

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

นี่เป็นสาขาเดียวที่ผู้ชนะเกือบจะตีตราจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรได้แล้ว คงเหลือแค่การประกาศผลจาก SAG และลูกโลกทองคำเพื่อตอกย้ำความมั่นใจ พร้อมทั้งเป็นตะปูตัวสุดท้ายสำหรับตอกปิดฝาโลงคู่แข่งคนอื่นๆ ของ เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์ ข้อเสียเปรียบเดียวของเขาในตอนนี้ คือ เขาเคยได้ออสการ์สาขานี้มาแล้ว 2 ครั้ง และครั้งล่าสุดเมื่อ 5 ปีก่อนจาก There Will Be Blood การคว้าออสการ์ตัวที่สามนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่เชื่อก็ลองถาม เมอรีล สตรีพ ดูได้ แต่ปัจจัยอื่นๆ ที่เหลือล้วนเอื้อประโยชน์ให้เดย์-ลูว์อิสต์สร้างประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น (เขาจะกลายเป็นนักแสดงชายคนแรกที่ได้ออสการ์สาขานักแสดงนำชาย 3 ครั้ง) ไม่ว่าจะเป็นการรับทคนจริงในประวัติศาสตร์ (ของโปรดสำหรับกรรมการออสการ์) หรือการที่หนังเรื่อง Lincoln อยู่ในสถานะขาใหญ่บนเวทีออสการ์ (ตามสถิติแล้ว รางวัลสาขานำชายมักจะตกเป็นของนักแสดงจากหนังที่เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โดยข้อยกเว้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีเพียง เจฟฟ์ บริดเจส จาก Crazy Heart และ ฟอร์เรสต์ วิทเทเกอร์ จาก The Last King of Scotland) แต่สิ่งสำคัญสูงสุด คือ มันเป็นงานแสดงที่หมดจด สมบูรณ์แบบ จนส่งผลให้เขากวาดรางวัลจากนักวิจารณ์มาครองเป็นกระบุงไม่ต่างจากเมื่อ 5 ปีก่อนสักเท่าไหร่ 

คู่แข่งคนเดียวที่พอจะมีบารมี และเป็นที่เคารพรักของคนในวงการเทียบเท่าเดย์-ลูว์อิสต์ คือ เดนเซล วอชิงตัน ซึ่งกำลังไล่ล่าออสการ์ตัวที่สามอยู่เช่นกัน แต่น่าเสียดายว่าหนังเรื่อง Flight ไม่ได้เสียงตอบรับในระดับดีเท่ากับ Lincoln และนั่นกลายเป็นข้อเสียเปรียบสำคัญ อีกอย่าง ถึงแม้วอชิงตันจะทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมตามมาตรฐาน แต่บทของเขา (นักบินติดเหล้าที่พยายามหาทางไถ่ถอนชีวิตกลับคืนมา) ถือได้ว่า “เข้าทาง” เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Training Day มากเกินไป ในทางตรงกันข้าม งานแสดงอันลุ่มลึกของเดย์-ลูว์อิสต์เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น อ่อนโยน และมุ่งมั่นของประธานาธิบดีที่คนอเมริกันรักมากที่สุดคนหนึ่งใน Lincoln ถือเป็นการพลิกบทบาทชนิดหักศอก เมื่อเทียบกับบทปีศาจร้ายและงานแสดงแบบโชว์ออฟใน There Will Be Blood

การหลุดเข้าชิงออสการ์สมทบชายจาก Winter’s Bone เมื่อ 2 ปีก่อนทำให้ชื่อเสียงและหน้าตาของ จอห์น ฮอว์คส์ เริ่มคุ้นหูคุ้นตานักดูหนังมากขึ้น (รวมไปถึงการร่วมแสดงในหนังอย่าง Martha Macy May Marlene และ Contagion) ในปีนี้การรับบทกวีที่เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมาเนื่องจากโปลีโอใน The Session น่าจะช่วยผลักดันเขาให้เข้าชิงออสการ์อีกครั้ง มันเป็นการพลิกบทบาทจากบทชวนสะพรึงใน Winter’s Bone กับ Martha Macy May Marlene อยู่ไม่น้อย แถมยังบวกแต้มพิเศษจากการต้องเล่นเป็นคนพิการได้ด้วย (กรรมการชอบบททำนองนี้ พิสูจน์ได้จากออสการ์ตัวแรกของเดย์-ลูว์อิสต์) ส่วนอีกสองตำแหน่งที่เหลือคงเติมเต็มโดย “หน้าใหม่” บนเวทีออสการ์ แต่โด่งดังบนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ มาหลายปีแล้วอย่าง ฮิวจ์ แจ๊คแมน และ แบรดลีย์ คูเปอร์ ซึ่งได้ความแรงของหนังช่วยผลักดัน 

คนที่น่าสงสารสุดคงหนีไม่พ้น วาควิน ฟีนิกซ์ ซึ่งคว้ารางวัลจากเวนิซมาครอง และถูกวางให้เป็นเต็งหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่กลับค่อยๆ แผ่วปลายหลังจากเวลาผ่านไปเพียงสองเดือน โดยสาเหตุหลักๆ น่าจะเกิดจากส่วนผสมที่ว่า The Master สร้างความสับสนงุนงงมากกว่าความประทับใจ และการแสดงของเขาก็ค่อนข้าง “ออกนอกหน้า” จนบางคนรู้สึกว่าเป็นโอเวอร์แอ็คติ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับการแสดงที่ไม่ค่อยใช้ร่างกายมากเท่าของ ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน ซึ่งกวาดรางวัลมามากกว่า (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสาขาสมทบชายไม่มีการแข่งขันในระดับเข้มข้นเท่า และปราศจากขาใหญ่อย่างเดย์-ลูว์อิสต์ ที่แย่งรางวัลมาครองเกือบจะคนเดียว) นอกจากนี้ การออกมาให้สัมภาษณ์ด่ารางวัลออสการ์แบบสาดเสียเทเสียของฟีนิกซ์ก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้ย่ำแย่ เมื่อพิจารณาว่าภาพลักษณ์โดยรวมของเขาเองก็ไม่สู้ดีอยู่แล้วหลังจากกรณีอื้อฉาวของ I’m Still Here

แต่โอกาสจะแทรกเข้ามาเป็นคนที่ 5 ของฟีนิกซ์ก็ยังพอเหลืออยู่ ซึ่งนั่นหมายความว่าใครคนใดคนหนึ่งจะต้องพลาดท่า และหากมองจากเสียงตอบรับโดยรวมของ Les Miserables แล้ว สถานะของแจ๊คแมนถือได้ว่าง่อนแง่น กรรมการ SAG ที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว ครอบคลุมไปถึงนักแสดงโทรทัศน์อาจทำให้แจ๊คแมนได้เปรียบในแง่ป็อปปูล่าโหวต แต่กรรมการออสการ์มักถือตัวว่าเป็น “คลับพิเศษ” สำหรับสมาชิกที่ผ่านการคัดสรรแล้วเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ โอกาสของฟีนิกซ์ ซึ่งเคยเข้าชิงมาแล้วสองครั้งจาก Gladiator และ Walk the Line ย่อมดูดีกว่าเล็กน้อย

ตัวเก็ง: เดเนียล เดย์-ลูว์อิสต์, จอห์น ฮอว์ค, เดนเซล วอชิงตัน, แบรดลีย์ คูเปอร์, วาควิน ฟีนิกซ์
ตัวสอดแทรก: ฮิวจ์ แจ๊คแมน

นักแสดงนำหญิง

นับตั้งแต่ Silver Linings Playbook เริ่มเปิดตัวที่โตรอนโต เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ก็ถูกคาดการณ์ให้เป็นตัวเก็งลำดับต้นๆ ว่าไม่เพียงจะมีโอกาสเข้าชิงออสการ์เท่านั้น และอาจถึงขั้นคว้ารางวัลมาครองด้วยซ้ำ สถานะผู้นำของเธอไม่ถูกท้าทายจนกระทั่งการปรากฏตัวขึ้นของ Zero Dark Thirty

ข้อได้เปรียบสำคัญของ เจสซิก้า แชสเทน อยู่ตรงที่เธอเป็นศูนย์กลางเรื่องราวทั้งหมด โดดเด่นขนาดโอบอุ้มหนังทั้งเรื่อง ในขณะที่บทบาทของลอว์เรนซ์อยู่ในลักษณะ “สมทบ” หรือช่วยผลักดันให้ตัวละครเอก (แบรดลีย์ คูเปอร์) ได้ก้าวข้ามอุปสรรคอย่างตลอดรอดฝั่ง หากมองในแง่เครดิต ทั้งสองถือว่าบารมีค่อนข้างสูสี เพราะต่างก็เคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วคนละครั้ง (คนแรกในสาขานำหญิงจาก Winter’s Bone ส่วนคนหลังในสาขาสมทบหญิงจาก The Help) ลอว์เรนซ์อาจมีแต้มต่อตรงที่บทของเธอเอื้อให้คนดู “หลงรัก” ได้ไม่ยาก แถม 2012 ยังถือเป็นปีทองของเธอ เมื่อนับรวมไปถึงความสำเร็จทางด้านรายได้อย่างล้นหลามของ The Hunger Games ในทางตรงกันข้าม บทของแชสเทนใน Zero Dark Thirty ปราศจากการอธิบายปูมหลัง หรือเรื่องราวส่วนตัวเพื่อดึงคนดูให้รู้สึกเห็นใจ หรือ “เข้าใจ” ตัวละครอย่างชัดเจน และนั่นอาจทำให้เธอเสียเปรียบในลักษณะเดียวกับ เจเรมี เรนเนอร์ ใน The Hurt Locker 

ถัดจากสองคนข้างต้นไปแล้ว สาขานี้ถือว่าคาดเดาได้ยาก เพราะหลายคนยังมีโอกาสสอดแทรกเข้ามาในนาทีสุดท้าย ตัดสินจากรายชื่อของ SAG และลูกโลกทองคำ ต้องถือว่า นาโอมิ วัตส์, เฮเลน เมียร์เรน และ มาริยง โกติยาร์ เป็นกลุ่มผู้นำ เพราะต่างก็ได้เข้าชิงทั้งสองสถาบันอย่างครบถ้วน แต่โอกาสที่ โคเวนชันเน วอลลิส จะหลุดเข้าชิงก็ยังพอมีอยู่ (เธอถูกตัดสิทธิ์บนเวที SAG ซึ่งปกติแล้วมักจะชื่นชอบนักแสดงเด็ก เนื่องจากหนังเรื่อง Beasts of the Southern Wild ปราศจากนักแสดงมืออาชีพร่วมแสดง จึงถือว่าผิดกฎการเข้าชิงรางวัลของสมาพันธ์นักแสดงแห่งอเมริกา) เช่นเดียวกับ ราเชล ไวซ์ (The Deep Blue Sea) ซึ่งได้รางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์กและหลุดเข้าชิงลูกโลกทองคำ (หนังดรามา) แต่ความหวังของ เอ็มมานูเอล ริวา (Amour) ดูจะเริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ หลังจากถูก SAG และลูกโลกทองคำมองข้าม แถมยังไม่ได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มนักวิจารณ์มากพอ

ในกรณีของริวา หากทั้งเธอและ มาริยง โกติยาร์ ได้เข้าชิง นี่จะถือเป็นครั้งแรกนับจากปี 1976 ที่มีนักแสดงจากหนังภาษาต่างประเทศมากกว่าหนึ่งคนเข้าชิงในสาขานักแสดงนำหญิง (ปีนั้น ลิฟ อุลแมน เข้าชิงจากหนังเรื่อง Face to Face และ มารี-คริสติน บาร์โรลด์ เข้าชิงจากหนังเรื่อง Cousin, cousine) 

ถึงแม้บทของเธอจะค่อนข้างน้อย (และหายวับไปพักใหญ่ในช่วงกลางเรื่อง) แต่ดูเหมือนฝีมือการแสดงของ นาโอมิ วัตส์ ใน The Impossible จะได้เสียงสนับสนุนจากกลุ่มนักแสดงมากพอควร เริ่มจาก แองเจลินา โจลี ซึ่งลงทุนจัดฉายหนังรอบพิเศษเพื่อชื่นชม (และแน่นอนช่วยโปรโมต) การแสดงของเพื่อนเธอ ยวน แม็คเกรเกอร์ แต่ก็ไม่ลืมจะยกย่องวัตส์ว่า “ยอดเยี่ยมและงดงาม” ตามมาด้วยการเขียนจดหมายเปิดผนึกของ รีส วิทเธอร์สพูน (ผู้ไม่ได้สนิทสนมกับนักแสดงหญิงชาวออสซี่เป็นการส่วนตัว) เพื่อสรรเสริญการสวมวิญญาณคุณแม่หัวใจเหล็กของวัตส์ใน The Impossible ว่ายิ่งใหญ่ น่าประทับใจไม่แพ้งานแสดงระดับรางวัลออสการ์ของ เมอรีล สตรีพ และ แซลลี ฟิลด์ ใน Sophie’s Choice และ Norma Rae ตามลำดับ มองในจุดนี้ อาจกล่าวได้ว่าวัตส์น่าจะได้เข้าชิงค่อนข้างแน่ 

เฮเลน เมียร์เรน เรียกได้ว่าเป็นขาประจำบนเวทีออสการ์ จนบางครั้งกลายเป็นตัวเลือกอัตโนมัติของกรรมการ ถึงแม้หนังของเธอจะได้เสียงตอบรับไม่ค่อยดีนัก เช่นกรณีของ The Last Station เมื่อปี 2010 มาคราวนี้ บารมีและความเป็นที่รักในหมู่นักแสดงก็อาจทำให้เธอได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 5 จากหนังเรื่อง Hitchcock ซึ่งนักวิจารณ์ส่วนใหญ่เห็นว่าน่าผิดหวัง เมื่อพิจารณาว่าหนังถูกเลื่อนฉายให้เร็วขึ้นแบบกะทันหัน (เดิมถูกวางให้เข้าฉายปีหน้า) เพราะสตูดิโอมั่นใจว่ามันจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญบนเวทีออสการ์ แต่สุดท้ายนำหญิง คือ สาขาสำคัญสาขาเดียวที่หนังพอจะมีลุ้น และโอกาสเข้าชิงของเมียร์เรนก็ไม่มากไม่น้อยไปกว่าอดีตเจ้าของรางวัลออสการ์อีกคนอย่าง มาริยง โกติยาร์ ซึ่งอาจได้บทที่เข้าทางออสการ์ (พิการและลงทุนเปลือยกาย) แต่ในหนังฝรั่งเศสซึ่งหลายคนยังไม่มีโอกาสได้ดูอย่าง Rust and Bone

ตัวเก็ง: เจสซิก้า แชสเทน, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, นาโอมิ วัตส์, เฮเลน เมียร์เรน, มาริยง โกติยาร์
ตัวสอดแทรก: ราเชล ไวซ์, เอ็มมานูเอล ริวา, โคเวนชันเน วอลลิส

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

นักแสดงสามคนที่มีรายชื่อติดทั้ง SAG และลูกโลกทองคำ คือ กลุ่มตัวเก็งลำดับต้นๆ ที่น่าจะได้เข้าชิงออสการ์ค่อนข้างแน่ ประกอบไปด้วย ทอมมี ลีโจนส์ ซึ่งทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นตัวขโมยซีนใน Lincoln เช่นเดียวกับ อลัน อาร์กิน ซึ่งแม้บทจะน้อย แต่ก็ช่วยเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพใน Argo คนสุดท้าย คือ ฟิลิป ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน ซึ่งเป็นนักแสดงนำร่วมใน The Master แต่ถูกผลักเข้าชิงสาขาสมทบเพื่อไม่ให้แย่งคะแนนกับฟีนิกซ์ สองคนแรกได้แรงสนับสนุนจากตัวหนัง ซึ่งเป็นขาใหญ่บนเวทีออสการ์ ส่วนคนหลังได้เปรียบตรงน้ำหนักบทที่เหนือกว่า แม้ตัวหนังจะไม่เป็นที่รักของคนส่วนใหญ่สักเท่าไหร่ 

ดังนั้นจึงเหลือช่องว่างแค่สองตำแหน่งสำหรับนักแสดง 4 คน ที่จะต้องแก่งแย่งกัน โดยในเวลานี้ ภาษีของ โรเบิร์ต เดอ นีโร ดูจะสวยงามกว่าใครเพื่อน เพราะถึงแม้เขาจะพลาดการเข้าชิงลูกโลกทองคำ (บางคนให้ความเห็นว่าอาจเป็นเพราะมุกตลกออกแนวดูถูกกรรมการลูกโลกทองคำเมื่อปีก่อนตอนขึ้นรับรางวัลเกียรติคุณความสำเร็จสูงสุด เขาจึงถูกลงโทษกลายๆ ในลักษณะเดียวกับ ริคกี้ เจอเวส ซึ่งโดนถอดออกจากตำแหน่งพิธีกรในปีนี้ แล้วแทนที่ด้วย ทีนา เฟย์ กับ เอมี โพห์เลอร์) แต่เครดิตอันสวยหรูในอดีต การมีส่วนร่วมในหนังที่ใครๆ ก็ชื่นชอบอย่าง Silver Linings Playbook และข้อเท็จจริงที่ว่าเขาห่างหายจากเวทีออสการ์มานาน (ล่าสุด คือ Cape Fear เมื่อ 20 ปีก่อน) หลังจากมัวไปเสียเวลากับหนังตลกบ้าๆ บอๆ อย่าง Meet the Parents และ Analyze This น่าจะทำให้เขาหลุดเข้าชิงได้ไม่ยาก อาจเรียกว่าเป็นการคัมแบ็คอย่างสมศักดิ์ศรีของอดีตลูกรักก็คงไม่ผิดนัก 

ฮาเวียร์ บาเด็ม จะทำสถิติเป็นนักแสดงคนแรกจากหนังชุด เจมส์ บอนด์ ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ได้หรือไม่ คำตอบคงต้องวัดจากความแรงของหนังเรื่อง Django Unchained ซึ่งเข้าฉายค่อนข้างช้า และตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น คณะกรรมการ SAG อาจตามไปดูหนังรอบพิเศษไม่ทัน ส่งผลให้นักแสดงทุกคนในเรื่องชวดการเข้าชิงไปอย่างน่าเสียดาย แต่ลูกโลกทองคำได้แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวด้วยการเสนอชื่อทั้ง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ คริสตอฟ วอลซ์ เข้าชิงทั้งคู่ ถึงตรงนี้ มีความเป็นไปได้ว่าเหล่านักแสดงสมทบใน Django Unchained อาจตัดคะแนนกันเอง (หลายคนเห็นตรงกันว่า แซมมวล แอล. แจ๊คสัน ก็ยอดเยี่ยมไม่น้อยหน้าใคร) จนทำให้สุดท้ายส้มไปหล่นลงบนตักของบาเด็ม หรือกระทั่งม้ามืดอย่าง ดไวท์ เฮนรี หากกระแส Beasts of the Southern Wild ถูกจุดติดในช่วงโค้งสุดท้ายของออสการ์ในลักษณะเดียวกับ Winter’s Bone

ตัวเก็ง: ทอมมี ลี โจนส์, โรเบิร์ต เดอ นีโร, อลัน อาร์กิน, ฟิลิป ซีย์มัวร์ ฮอฟฟ์แมน, คริสตอฟ วอลซ์
ตัวสอดแทรก: ฮาเวียร์ บาเด็ม, ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, ดไวท์ เฮนรี

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม 

แอนน์ แฮทธาเวย์ น่าจะเจริญรอยตามความสำเร็จของ แคทเธอรีน ซีตาร์-โจนส์ (Chicago) และ เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน (Dreamgirls) ได้ไม่ยากจากการรับบทเด่นในหนังเพลงเรื่อง Les Miserables (และเช่นเดียวกันเธอต้องรับหน้าที่ร้องเพลงเอก I Dream A Dream ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีพอๆ กับเพลง All That Jazz และ And I Am Telling You) เส้นทางสู่ออสการ์ของเธอดูจะราบรื่นราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบ เริ่มต้นจากการกวาดรางวัลของสถาบันนักวิจารณ์ ตามมาด้วยการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแบบครบถ้วนทุกสถาบันทั้ง SAG และลูกโลกทองคำ ที่สำคัญ ในบรรดากลุ่มตัวเก็งของสาขานี้ เธอเป็นคนเดียวที่ยังไม่เคยคว้ารางวัลออสการ์มาครอง 

คู่แข่งสำคัญของเธอ แซลลี ฟิลด์ ในบท แมรี ท็อดด์ ลินคอล์น มีโอกาสจะสร้างสถิติใหม่ให้กับออสการ์ด้วยการคว้า 3 รางวัลมาครองจากการเข้าชิง 3 ครั้ง แล้วแยกตัวออกจากกลุ่มเข้าชิง 2 ได้ 2 อันประกอบไปด้วย เควิน สเปซีย์ (The Usual Suspects, American Beauty) ฮิลารี สแวงค์ (Boys Don’t Cry, Million Dollar Baby) วิเวียน ลีห์ (Gone with the Wind, A Streetcar Named Desire) เฮเลน เฮย์ส (The Sin of Madelon Claudet, Airport) และ หลุยส์ เรนเนอร์ (The Great Ziegfeld, The Good Earth) แต่สมาชิกใหม่ในกลุ่มนี้อาจเพิ่มขึ้น หาก เฮเลน ฮันท์ สามารถคว้าออสการ์มาครองจากบทนักบำบัดเซ็กซ์ในหนังเรื่อง The Session (ก่อนหน้านี้เธอเคยเข้าชิงและคว้ารางวัลนำหญิงจาก As Good As It Gets) 

สามคนข้างต้นเรียกได้ว่าเป็นตัวเก็งที่น่าจะได้เข้าชิงแน่นอน ส่วนอีกสองตำแหน่งว่างคงต้องเป็นการฟาดฟันกันระหว่าง แม็กกี้ สมิธ (เข้าชิง SAG) จากหนังที่เหล่านักแสดงชื่นชอบเรื่อง The Best Exotic Marigold Hotel จนเข้าชิงสาขานักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยม เอมี อดัมส์ (เข้าชิงลูกโลกทองคำ) จากหนังที่นักวิจารณ์ชื่นชอบเรื่อง The Master และนิโคล คิดแมน (เข้าชิงทั้งลูกโลกทองคำและ SAG) จากหนังที่ไม่ค่อยมีใครชื่นชอบ แต่การแสดงของเธอเป็นจุดเด่นเดียวที่ทุกคนดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกัน เรื่อง The Paperboy

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจมองว่าคิดแมนถือแต้มต่อและไม่น่าพลาดการเข้าชิงออสการ์ แต่อย่างที่ทราบกันดี การได้เข้าชิงทั้งลูกโลกทองคำและ SAG ไม่ใช่เครื่องรับประกันใดๆ ดังจะเห็นได้จากชะตากรรมในอดีตของ มีลา คูนิส (Black Swan) คาเมรอน ดิแอซ (Vanilla Sky) และ มาเรีย เบลโล (The Cooler) แน่นอน การสวมวิญญาณสาวร่านที่หลงใหลนักโทษต้องคดีอุกฉกรรจ์ของคิดแมนถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญ มันเป็นบทที่จัดจ้าน และแน่นอนโดดเด่นกว่าในแง่น้ำหนักของบท เมื่อเทียบกับ เอมี อดัมส์ หรือ แม็กกี้ สมิธ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่หนังมีฉากแรงๆ หลายฉาก ซึ่งอาจทำให้คณะกรรมการเบือนหน้าหนี หรือก่นด่าภาพรวมว่าเป็นผลงานขยะได้ง่ายๆ โดยเฉพาะฉากที่เธอจะต้องฉี่รด แซ็ค เอฟรอน และฉาก “ร่วมเพศทางโทรจิต” ระหว่างเธอกับ จอห์น คูแซ็ค มองในจุดนี้จึงกล่าวได้ว่าสมิธและอดัมส์เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า และทั้งคู่ก็เป็นขวัญใจคณะกรรมการออสการ์ไม่แพ้คิดแมน

ตัวเก็ง: แอนน์ แฮทธาเวย์, แซลลี ฟิลด์, เฮเลน ฮันท์, แม็กกี้ สมิธ, นิโคล คิดแมน
ตัวสอดแทรก: เอมี อดัมส์

เก็บตกข่าวออสการ์ 

• คนจะดัง บางครั้งอะไรก็ฉุดไม่อยู่ หลังจากหนังเรื่อง Ted กอบโกยเงินทองไปอย่างมหาศาล ผู้กำกับ เซ็ธ แม็คฟาร์แลน จะกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมากยิ่งขึ้นอีก เมื่อเขาได้รับเลือกให้เป็นพิธีกรคนล่าสุดของงานแจกรางวัลออสการ์ (อีกหนึ่งความพยายามของผู้บริหารที่จะดึงดูดกลุ่มคนดูวัยรุ่น หลังล้มหน้าคว่ำไม่เป็นท่าไปกับ แอนน์ แฮทธาเวย์ และ เจมส์ ฟรังโก้ พิธีกรเมื่อสองปีก่อน) สำหรับคนที่ชื่นชอบการ์ตูนคงคุ้นชื่อแม็คฟาร์แลนดีอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังซีรีย์สุดฮิต Family Guy แต่ว่ากันว่าผลงานที่ทำให้เขาเข้าตากรรมการมากเป็นพิเศษ คือ ความสำเร็จจากบทบาทพิธีกรรับเชิญในรายการ Saturday Night Live... ดูเหมือนงานนี้เราคงได้เห็นเจ้าหมีเท็ดมาอาละวาดในงานออสการ์เป็นแน่

• หลังเกิดหายนะในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเมื่อปีก่อน ซึ่งมีผู้เข้าชิงแค่ 2 เพลง และไม่มีการร้องโชว์บนเวที ในที่สุดออสการ์ก็ตัดสินใจเปลี่ยนกฎใหม่ เพื่อรับประกันว่าปีนี้จะมีเพลงถูกเสนอชื่อเข้าชิงทั้งหมด 5 เพลง เริ่มจากการอนุญาตให้กรรมการดูหนังผ่านแผ่นสกรีนเนอร์ได้ (เมื่อก่อนกรรมการต้องเดินทางไปดูหนังในรอบพิเศษเพื่อพิจารณาว่าเพลงนั้นๆ มีส่วนสำคัญกับเรื่องมากแค่ไหน) ตามมาด้วยการเปลี่ยนวิธีลงคะแนน โดยแทนที่จะให้โหวตลงคะแนนระหว่าง 6-10 และหากเพลงไหนได้คะแนนเฉลี่ยมากกว่า 8.25 ก็จะได้เข้าชิง (ปัญหาของระบบนี้ คือ กรรมการอาจบล็อกโหวตเพลงที่ไม่ชอบด้วยการให้คะแนนต่ำสุด ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยถูกฉุดลงต่ำ และเหลือผู้เข้าชิงแค่ 2 เพลงดังเช่นในปีก่อน) คราวนี้กรรมการจะต้องเลือก 5 เพลงที่ชอบที่สุด และเพลงที่ได้คะแนนสูงสุด 5 เพลงจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ต่อไป การเปลี่ยนกฎดังกล่าวเกิดขึ้นถูกจังหวะอย่างยิ่ง เพราะปีนี้สาขาเพลงประกอบถือว่าคึกคักมากกว่า และหลายเพลงที่มีสิทธิ์เข้าชิงก็เป็นผลงานของศิลปินชื่อดังระดับโลกซะด้วย ไม่ว่าจะเป็น Skyfall ของ อเดล Wide Awake ของ เคธี เพอร์รี Dull Tool ของ ฟีโอนา แอปเปิ้ล หรือ Everybody Needs a Friend ของ นอราห์ โจนส์

• ในการประกาศผลปีนี้ รางวัลสาขา กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม จะถูกขนานนามใหม่ให้เห็นรางวัลสาขา ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม ทั้งนี้เพื่อให้ถูกต้องเหมาะสมตามความเป็นจริง เพราะปกติแล้วคนที่ขึ้นไปรับรางวัลจะเป็นนักออกแบบงานสร้างอยู่แล้ว (และนักตกแต่งฉาก) ซึ่งเป็นหัวหน้าของผู้กำกับศิลป์อีกทอดหนึ่ง เช่นเดียวกัน รางวัลแต่งหน้ายอดเยี่ยม ก็จะเปลี่ยนชื่อเป็นรางวัล แต่งหน้าและออกแบบทรงผมยอดเยี่ยม เพื่อให้ครอบคลุมขอบเขตการทำงานอย่างครบถ้วน

• รายชื่อผู้ได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศประจำปี 2012 ได้แก่ ฮาล นีดแฮม สตันท์แมนระดับตำนานและผู้กำกับหนังเรื่อง Smokey and the Bandit และ Hooper (เควนติน ตารันติโน ขึ้นมากล่าวสดุดี พร้อมกับบอกว่าฉากขับรถไล่ล่าใน Death Proof ได้แรงบันดาลใจมาจากนีดแฮม) ดี. เอ. เพนเนเบเกอร์ นักทำหนังสารดีชั้นครู เจ้าของผลงานคลาสสิกอย่าง Dont Look Back (ไมเคิล มัวร์ ขึ้นมากล่าวสดุดีให้เขา) และ จอร์จ สตีเวนส์ จูเนียร์ ผู้ก่อตั้งสถาบัน AFI และมีผลงานกำกับ/เขียนบทซีรีย์ทางโทรทัศน์มากมายหลายเรื่อง (แอนเน็ต เบนนิง ขึ้นมากล่าวสดุดีให้เขา) ส่วนรางวัลสำหรับผู้ทำงานด้านมนุษยธรรม หรือ จีน เฮอร์โชลท์ อวอร์ด ตกเป็นของ เจฟฟรีย์ แคทเซนเบิร์ก (วิล สมิธ และ ทอม แฮงค์ ขึ้นมากล่าวสดุดีให้เขา)