วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 16, 2553

Oscar Nominees in a Leading Role


เจฟฟ์ บริดเจส (Crazy Heart)

ก่อนหน้าจะมารับบทเป็น แบด เบลค นักร้องเพลงคันทรีซึ่งผลาญโอกาสและทำลายอนาคตของตน รวมถึงทุกคนรอบข้างไปกับขวดเหล้า เจฟฟ์ บริดเจส เคยแสดงหนังเพลงมาก่อนเมื่อปี 1989 โดยประกบ โบ บริดเจส ในบทสองนักเปียโนเพลงแจ๊ซ ที่ต้องบาดหมางใจกันเพราะต่างก็หลงรักนักร้องสาว (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) ที่พวกเขาปลุกปั้นขึ้น “มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ส่วนหนึ่งเพราะผมได้ร่วมงานกับพี่ชายและมิเชลล์ อีกส่วนหนึ่งเพราะบรรดาเพลงแจ๊ซระดับสุดยอดทั้งหลาย ซึ่งแตกต่างกับแนวเพลงใน Crazy Heart” บริดเจสเล่า “นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงตอบปฏิเสธบทหนังในตอนแรก The Fabulous Baker Boys ตั้งมาตรฐานเอาไว้สูงลิ่ว”

ทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อ ที-โบน เบอร์เน็ต นักดนตรีและโปรดิวเซอร์เพลงระดับตำนาน (O Brother, Where Art Thou?) ตกลงใจรับทำเพลงประกอบให้ Crazy Heart เขากับบริดเจสรู้จักสนิทสนมกันมานานนับแต่เมื่อครั้งได้ร่วมงานกันในหนังเรื่อง Heaven’s Gate เมื่อสามสิบปีก่อนโดยมีดนตรีเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ บริดเจสเล่าว่าเบอร์เน็ตโน้มน้าวให้เขามาแสดงหนังเรื่องนี้ แต่เบอร์เน็ตกลับไม่แน่ใจนัก “ผมรู้แค่ว่าถ้าเขาเล่น หนังต้องออกมาดีแน่นอน สุดท้ายมันจึงเป็นเหมือนถ้านายทำฉันก็ทำ” พวกเขาแต่งเพลงร่วมกับ จอห์น กู๊ดวิน เพื่อนของบริดเจสตั้งแต่สมัยประถม และมือกีตาร์สุดเก๋า สตีเฟน บรูตัน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเบอร์เน็ต เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหลังหนังปิดกล้องได้ไม่นาน

หนังเปิดเรื่องขณะชะตากรรมของ แบด เบลค กำลังตกต่ำถึงขีดสุดและต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการร้องเพลงตามบาร์ ตามลานโบวลิ่ง เขาเฝ้ามองอย่างขมขื่น ขณะนักร้องหนุ่ม (โคลิน ฟาร์เรลล์) อดีตลูกศิษย์ในสังกัด ไต่เต้าจนมีชื่อเสียงโด่งดังจากเพลงที่เขาเป็นคนแต่งให้ ชีวิตของเบลดูจะเต็มไปด้วยความผิดหวัง ล้มเหลว (เขากับลูกชายไม่ได้พูดคุยกันมานานแล้ว) จนกระทั่ง จีน แครดด็อก (แม็กกี้ จิลเลนฮาล) นักข่าวสาวที่อายุอ่อนกว่าเขา 25 ปี ปรากฏตัวขึ้น แต่ความรักจากผู้หญิงดีๆ สักคนเพียงพอจะฉุดผู้ชายคนนี้ขึ้นจากหุบเหวเบื้องลึกได้หรือ

แม้จะอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 50 ปี นับแต่พ่อชวนเขามาร่วมงานด้วยในซีรีย์ชุด Sea Hunt และกวาดเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์มาตลอด แต่บริดเจสกลับไม่เคยได้รางวัลออสการ์ โดยก่อนหน้านี้เขาเข้าชิงมาทั้งหมดสี่ครั้งจาก The Last Picture Show หนังเรื่องที่สองซึ่งสร้างชื่อให้เขา Thunderbolt and Lightfoot หนังแอ็กชั่นที่เขาต้องประกบ คลินท์ อีสต์วู้ด Star Man หนังเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่พยายามจะศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ (“บางทีอาจเป็นเพราะผมเพิ่งสำรวจความเป็นเด็กไปในหนังเรื่อง Star Man ผมจึงไม่อยากรับเล่นหนังอย่าง Big อีก แต่มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะ ทอม แฮงค์ ยอดเยี่ยมมากในบทนั้น”) และ The Contender หนังที่เปิดโอกาสให้เขาได้สวมบทบาทประธานาธิบดีสหรัฐ

นักดูหนังรุ่นใหม่อาจคุ้นหน้าบริดเจสจากบทเจ้าของม้าแข่งในผลงานสุดฮิตอย่าง Seabiscuit หรือบทนักเขียนเจ้าชู้ในหนังฟอร์มเล็กอย่าง The Door in the Floor แต่สำหรับคนที่รู้จักนักแสดงวัย 60 ปีผู้นี้ หรืออย่างน้อยเคยพูดคุยกับเขา ส่วนใหญ่มักจะเห็นตรงกันว่าตัวละครที่นิยามความเป็น เจฟฟ์ บริดเจส ได้ชัดเจนที่สุด คือ เดอะ ดู๊ด ใน The Big Lebowski หนังคัลท์สุดฮิตของสองพี่น้องโคน เนื่องจากบุคลิกเป็นกันเอง ติดดิน สบายๆ และนิสัยชอบพูดคำว่า ‘man’ กับ ‘cool’ (ล่าสุดบริดเจสกับสองพี่น้องโคนกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในผลงานรีเมค True Grit ทำให้บรรดาแฟนๆ พากันคาดหวังว่าอาจจะมีภาคต่อของ The Big Lebowski “ผมชอบภาคต่อนะ มันคงสนุกดีที่จะได้กลับไปรับบทเดิมอีกครั้ง” บริดเจสกล่าว “ผมพร้อมเสมอถ้าสองพี่น้องโคนต้องการ”)

ในความรู้สึกของพี่ชายเขา เจฟฟ์ บริดเจสไม่ได้แตกต่างจากบทที่เขาแสดงใน The Big Lebowski และ Crazy Heart สักเท่าไหร่ กล่าวคือ เป็นผู้ชายที่มีจุดบกพร่อง แต่แกร่งพอจะใช้ชีวิตเดินไต่ไปบนเส้นลวดบางๆ “หนึ่งในบุคลิกที่น่าหลงใหลของเจฟฟ์คงอยู่ตรงการที่เขาดูเหมือนจะเดินเป็นเส้นตรง และโซซัดโซเซ ออกนอกลู่นอกทางไปพร้อมๆ กัน ผมคิดว่าคนดูก็รู้สึกแบบนั้นเวลาเห็นเขารับบทตัวละครในหนังทั้งสองเรื่อง” โบกล่าว “พอคุณคิดว่าเขาเริ่มจะกู่ไม่กลับ จู่ๆ เขากลับมีสมาธิมุ่งมั่นขึ้นมา มันน่าประหลาดใจมาก”

จอร์จ คลูนีย์ (Up in the Air)

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ จอร์จ คลูนีย์ กลายมาเป็นดาราหนัง เขารูปหล่อ มีท่วงท่าสง่างาม ฉลาด เปี่ยมอารมณ์ขัน และพูดจาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก เสน่ห์แบบสุภาพบุรุษทำให้เขามักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับดารายุคระบบสตูดิโอรุ่งเรืองอย่าง แครี แกรนท์ หรือเวลาเขายิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์ หลายคนอาจพาลนึกถึง พอล นิวแมน ในวัยหนุ่ม เขาเป็นนักแสดงที่สามารถรักษาชื่อเสียงไว้ได้เนิ่นนานโดยอาศัยเสน่ห์และพลังดาราเพียงอย่างเดียว แต่เขาเลือกจะไม่ทำเช่นนั้น นั่นต่างหากที่น่าแปลก

คลูนีย์ไม่จำกัดตัวเองอยู่กับบทเดิมๆ เหมือนดารายุคก่อน แต่ขณะเดียวกันก็เลือกบทอย่างระวังโดยรู้ว่าตัวเองมีข้อจำกัด และไม่พยายามก้าวไปไกลจนสุดขอบ (เรามี จอห์นนี่ เด็บ และ เดเนียล เดย์-ลูว์อีส สำหรับภารกิจดังกล่าว) กระทั่งบทตลกแบบเสียสติในหนังของสองพี่น้องโคนอย่าง O Brother, Where Art Thou? และ Burn After Reading การแสดงของเขาก็ค่อนข้างเบามือเมื่อเทียบกับเหล่านักแสดงร่วมในหนัง ซึ่งเน้นปล่อยของกันแบบไม่มียั้ง

คนดูไม่อยากเห็น จอร์จ คลูนีย์ ในบท Richard III และเขาก็ฉลาดพอที่จะไม่พยายาม ขอบเขตอันปลอดภัยและคุ้นเคยของเขา คือ การรับบทหนุ่มอเมริกันวัยกลางคนที่เก่งกาจในอาชีพการงาน แต่วันหนึ่งกลับเริ่มรู้สึกกังขาต่อความหมายของชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมาและหวาดหวั่นอนาคตเบื้องหน้า ใน Up in the Air ก็เช่นกัน คลูนีย์รับบทเป็น ไรอัน บิงแฮม ที่ปรึกษาธุรกิจที่ต้องตระเวนเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อบอกเลิกงานคน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ (300 วันในหนึ่งปี) วนเวียนอยู่ตามสนามบินและโรงแรม กระเป๋าสตางค์ของเขาไม่ปรากฏรูปถ่ายครอบครัว แต่เต็มไปด้วยบัตรสะสมแต้ม บัตรสมาชิกนักเดินทาง และนามบัตรของสายการบิน โรงแรม หรือศูนย์เช่ารถต่างๆ มันดูเหมือนชีวิตที่ว่างเปล่า แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความสะดวกสบาย เป็นทิศทางที่เขาคุ้นชิน จนกระทั่งวิกฤติบางอย่างทำให้เขาต้องทบทวนทุกสิ่งที่ผ่านมา

บท ไรอัน บิงแฮม เพอร์เฟ็กต์สำหรับคลูนีย์เพราะเขาต้องปรับเปลี่ยนจากตัวตนที่แท้จริงเพียงเล็กน้อย ทักษะแห่งการบริหารพลังดาราถือเป็นศาสตร์ที่แปลกประหลาด และมักจะถูกเข้าใจผิดอยู่เสมอ มันต้องพึ่งพาเสน่ห์ส่วนตัว ตลอดจนพรสวรรค์ที่จะทำให้คนดูรู้สึกเหมือนคุณกำลังเล่นเป็นตัวเอง เพื่อให้พวกเขารู้สึกเหมือนพวกเขารู้จักคุณ สำหรับนักแสดงอย่างคลูนีย์ ซึ่งต้องทำงานโดยปราศจากความช่วยเหลือของวิกผม จมูกปลอม หรือสำเนียงแปลกแปร่ง เส้นแบ่งระหว่างการรับบทเป็นตัวละครกับการแสดงเป็นตัวเองนั้นถือว่าเบาบางมาก แต่เขาก็รักษาสมดุลได้อย่างพอเหมาะ

ดาราไม่จำเป็นต้องเสียเหงื่อในการเรียกร้องความสนใจจากคนดู เพราะทันทีที่พวกเขาปรากฏตัวขึ้นบนจอ สายตาของคนดูก็จะจับจ้องไปที่พวกเขาแล้ว และเมื่อนั้น (หากดาราคนดังกล่าวมีทักษะทางการแสดงมากพอ) เขาก็สามารถจะพาคนดูไปสำรวจแต่ละพฤติกรรมอันละเอียดอ่อนและคาดไม่ถึงได้อย่างใกล้ชิด นั่นคือสิ่งที่คลูนีย์ทำใน Up in the Air เช่นเดียวกับ Michael Clayton หนังซึ่งทำให้เขาได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรก (ก่อนหน้านี้เขาได้ออสการ์จากบทสมทบใน Syriana สาเหตุหนึ่งคงเนื่องจากเขา “ลงแรง” เพิ่มน้ำหนักและไว้หนวดเครารกรุงรัง จนคณะกรรมการเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าเขากำลังแสดง) ในหนังเรื่องหลัง ฉากเด่นที่เปิดโอกาสให้คลูนีย์ได้ฉายแสงอย่างแท้จริง คือ ฉากจบเมื่อเขาก้าวขึ้นไปนั่งยังเบาะหลังของรถแท็กซี่ กล้องจับจ้องที่เขาเป็นเวลานานสองนาทีเต็ม โดยเขาไม่ได้ทำอะไร หรือแสดงอาการใดๆ ชัดเจน แต่ขณะเดียวกันด้วยแววตาและภาษาท่าทางอันเล็กน้อย คลูนีย์กลับทำให้คนดูรู้สึกได้ทันทีว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาตัวละครของเขาต้องแบกรับทุกอย่างไว้มากเพียงใด นี่เป็นเวลาเดียวที่เขาสามารถผ่อนคลายได้ในที่สุด เราคนดูไม่อาจละสายตาจากเขาได้ มันเป็นงานแสดงที่กล้าหาญ ยอดเยี่ยม และคงมีเพียงดาราเท่านั้นที่สามารถทำได้

โคลิน เฟิร์ธ (A Single Man)

สำหรับนักแสดงที่เคยผ่านประสบการณ์ในหนังอย่าง Another Country และ Mamma Mia! มาก่อน ความยากของ A Single Man ไม่ได้อยู่ตรงการรับบทเป็นรักร่วมเพศ แต่อยู่ตรงการต้องเปิดเผยเรือนร่างให้คนนับล้านเชยชม ซึ่งนั่นถือว่าไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เมื่อคุณต้องมาร่วมงานกับ ทอม ฟอร์ด นายแบบ/แฟชั่นดีไซเนอร์/ผู้เชี่ยวชาญและชื่นชอบสรีระเพศชายที่ผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์

“เขา (ฟอร์ด) บอกว่าผมดูดีแล้ว แต่จะดูดีกว่านี้อีกถ้ามีเทรนเนอร์ส่วนตัว” โคลิน เฟิร์ธ อธิบายเหตุผลเบื้องหลังรูปร่างที่กระชับขึ้นและบึกบึนขึ้น อย่างไรก็ตาม บทสนทนาครั้งนั้นดูจะแตกต่างออกไปในความทรงจำของฟอร์ด “ผมบอกว่าเขาอ้วน” หนุ่มอเมริกันกล่าว แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร การร่วมงานกันของทั้งสองได้สร้างกระแสฮือฮาไปทั่ว เริ่มต้นจากเทศกาลหนังเมืองเวนิซ ซึ่งเฟิร์ธคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอง

A Single Man ดัดแปลงจากนิยายขนาดสั้นของ คริสโตเฟอร์ อิชเชอร์วู้ด เล่าถึงชีวิตในหนึ่งวันอันเต็มไปด้วยความมืดหม่น สิ้นหวังของ จอร์จ ฟัลโคเนอร์ ศาสตราจารย์เกย์ชาวอังกฤษในช่วงต้นทศวรรษ 1960 หลังคู่รักของเขาเสียชีวิต จุดหลักที่แตกต่างจากหนังสือ คือ วันดังกล่าวจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเขาด้วย เพราะจอร์จวางแผนจะฆ่าตัวตายหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แต่น่าตลกตรงที่ความสวยงามรอบตัว รวมถึงมิตรภาพจากเพื่อนสนิท (จูลีแอนน์ มัวร์) กลับทำให้จอร์จเริ่มสัมผัสคุณค่าแห่งชีวิตอีกครั้ง “เขาได้เห็นสิ่งต่างๆ เป็นครั้งแรก เพราะเขารู้ว่าเขาจะได้เห็นมันเป็นครั้งสุดท้าย” เฟิร์ธกล่าว

ตลอดเวลา 25 ปีที่คลุกคลีอยู่ในวงการ นักแสดงชาวอังกฤษที่โด่งดังไปทั่วโลกจากบท มาร์ค ดาร์ซี่ ทั้งในมินิซีรีย์เรื่อง Pride and Prejudice ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี และหนังชุด Bridget Jones’s Diary ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนิยายเรื่องดังของ เจน ออสเตน ไม่เคยถูกกล่าวขวัญถึงมากนักในแง่ฝีมือการแสดง และนี่ถือเป็นการเข้าชิงออสการ์ครั้งแรก “ได้เวลาเสียที” สแตนลีย์ ทุคชี่ เพื่อนสนิทที่เคยร่วมงานกับเฟิร์ธในหนังของ HBO เรื่อง Conspiracy กล่าว “ความลุ่มลึกในงานแสดงของเฟิร์ธทำให้เขามักจะถูกมองข้าม เรารู้ว่าเขารูปหล่อ แต่ภายใต้ความหล่อยังเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดและซับซ้อน เขาไม่เคยเห็นแก่ตัวเวลาอยู่บนจอ มักจะสนับสนุนหนังในภาพรวมเสมอ”

ความลุ่มลึกดังกล่าวสอดคล้องอย่างพอเหมาะกับบทหนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษในยุคสมัยที่รักร่วมเพศยังถือเป็นเรื่องต้องปกปิด ซุกซ่อน โดยหนึ่งในฉากไฮไลท์ของหนังเป็นตอนที่จอร์จรับทราบข่าวการตายของคู่รัก (แม็ทธิว กู๊ด) ทางโทรศัพท์ เขาพยายามสร้างภาพว่าทั้งสองเป็นแค่เพื่อนกัน และแสดงทีท่าเข้าอกเข้าใจที่ไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานศพ เพราะในงานจะมีแต่สมาชิกครอบครัวเท่านั้น เฟิร์ธนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่คนกลับดูตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าโลกทั้งใบของจอร์จพลันล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา

“ความยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งของบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเขียนโดย ทอม ฟอร์ด คือ มันแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่าคนเรานั้นมักจะไม่พูดสิ่งที่พวกเขารู้สึกอยู่ภายใน” เพิร์ธกล่าว แต่ดวงตา ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยบนใบหน้า ตลอดจนทักษะของเฟิร์ธในการถ่ายทอดอารมณ์อันล้นทะลักภายใน ขณะที่ภายนอกพยายามจะเก็บกดมันไว้ ทำให้คนดูสัมผัสถึงความรู้สึกที่แท้จริงของจอร์จ ซึ่งไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้

มอร์แกน ฟรีแมน (Invictus)

มอร์แกน ฟรีแมน เคยแสดงเป็นพระเจ้ามาแล้วถึงสองครั้งด้วยกัน ฉะนั้นการถ่ายทอดบุญบารมีรวมถึงความสูงส่งทางศีลธรรมจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับเขา ตรงกันข้าม ความท้าทายสูงสุดของการรับบท เนลสัน แมนเดลา อยู่ตรงข้อเท็จจริงที่ว่าผลงานดังกล่าวจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับแมนเดลาตัวจริง ซึ่งใครๆ ก็รู้จักคุ้นเคย “ถ้าทุกส่วนของงานแสดงเป็นเรื่องยาก การรับบทบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่และเป็นที่รู้จักของทุกคนก็คงเป็นเรื่องยากสุด” เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Million Dollar Baby กล่าว

นักแสดงหลายคนเคยผ่านบททดสอบนี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น แดนนี่ โกลเวอร์ (จากหนังทีวีเรื่อง Mandela) ซิดนีย์ ปอยเตียร์ (จากหนังทีวีเรื่อง Mandela and de Klerk) หรือ เดนนิส เฮย์สเบิร์ท (Goodbye Bafana) ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าจดจำนัก จุดเด่นในงานแสดงของฟรีแมนอยู่ตรงที่เขาไม่ได้แค่เลียนแบบแมนเดลา แต่กลับสวมวิญญาณเป็นเขา จริงอยู่นักแสดงวัย 72 ปีอาจแม่นยำในการคัดลอกวิธีพูด หรือท่าทางการเดิน ซ้ำยังมีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกันด้วย (เขาอายุน้อยกว่าแมนเดลาเพียงไม่กี่ปี) แต่สิ่งที่สำคัญกว่าอยู่ตรงการถ่ายทอดเสน่ห์ ความมั่นใจ และเศษเสี้ยวแห่งความผิดหวัง เสียใจที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งออกมาได้อย่างหมดจด

เรื่องราวใน Invictus ดัดแปลงจากหนังสือของ จอห์น คาร์ลิน ชื่อ Playing the Enemy: Nelson Mandela and the Game That Made a Nation เริ่มต้นขึ้นหลังแมนเดลาเพิ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้และกำลังมองหาหนทางที่จะประสานรอยร้าวระหว่างคนในชาติอันเป็นผลจากอคติทางสีผิวผ่านการแข่งขันกีฬารักบี้ เขาเดินหน้าแคมเปญดังกล่าวด้วยการเรียกกัปตันทีมชาติ (แม็ท เดมอน) มาเข้าพบ พร้อมตั้งเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ให้ นั่นคือ ทีม แอฟริกาเนอร์ส จะต้องคว้าแชมป์โลกมาครองในการแข่งขัน เวิลด์ คัพ ซึ่งแอฟริกาใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดงานในอีกหนึ่งปีข้างหน้า นอกจากกระดูกก้อนโตอย่างทีม ออล แบล็ค จากนิวซีแลนด์แล้ว ภารกิจนี้ยังโหดมหาหินเนื่องจาก แอฟริกาเนอร์ส เป็นความภาคภูมิใจของชนกลุ่มน้อยผิวขาวและถูกเกลียดชังจากกลุ่มคนผิวสี ด้วยมองว่ามันเป็นตัวแทนของความกดขี่

สำหรับฟรีแมน จุดกำเนิดของหนัง คือ วันที่ เนลสัน แมนเดลา เปิดแถลงข่าวเพื่อโปรโมตหนังสือบันทึกความทรงจำเมื่อปี 1994 ชื่อ Long Walk to Freedom โดยภายในงานมีนักข่าวคนหนึ่งตะโกนถามขึ้นว่า ถ้าหนังสือถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ เขาอยากให้นักแสดงคนใดมารับบท

“เขาอยากได้ผม” ฟรีแมนเล่า “มันเป็นเหมือนเสียงอนุมัติจากเบื้องบน” ต่อมาผู้อำนวยการสร้างที่ถือลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้อยู่ได้จัดให้มีการนัดพบระหว่างฟรีแมนกับแมนเดลา ตามมาด้วยความพยายามอันเนิ่นนานที่จะสร้างหนังชีวประวัติ แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยความล้มเหลว “มีเรื่องราวมากมายเกินไปสำหรับบรรจุเอาไว้ในหนังเพียงหนึ่งเรื่อง” ฟรีแมนอธิบาย เขาล้มเลิกความคิดที่จะแสดงเป็นแมนเดลาจนกระทั่งนักข่าวชาวอังกฤษ จอห์น คาร์ลิน เสนอบทหนังให้เขา ฟรีแมนรีบตกลงซื้อลิขสิทธิ์ จากนั้นก็ชักชวน คลินท์ อีสต์วู้ด ซึ่งเขาเคยร่วมงานด้วยสองครั้งในหนังรางวัลออสการ์เรื่อง Unforgiven และ Million Dollar Baby ให้มากำกับ

ใน Invictus รายละเอียดที่ช่วยลดภาพนักบุญของแมนเดลา ทำให้เขามีความป็นมนุษย์มากขึ้นอยู่ตรงแง่มุมเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวที่ล้มเหลว (เขาหย่าร้างสองครั้งและห่างเหินจากลูกๆ) โดยในฉากสำคัญฉากหนึ่ง คนดูจะได้เห็นแมนเดลา ผู้นำที่สามารถสรรหาถ้อยคำสวยหรูมากระตุ้นมวลชนให้ซาบซึ้ง ประทับใจ กลับไม่อาจพูดจาสื่อสารกับลูกสาวที่ชิงชังเขาได้ “จากที่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว” ฟรีแมนกล่าว “ความกังวลหลักของแมนเดลาหาได้อยู่ตรงสิ่งที่เขาทำ หากแต่อยู่ตรงสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ เขาไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ของพ่อและสามีได้เพราะมีภารกิจอื่นที่ต้องทำอีกมาก เขาเป็นผู้นำประเทศชาติมากกว่าจะเป็นผู้นำครอบครัว”

เจเรมี เรนเนอร์ (The Hurt Locker)

ระหว่างขั้นตอนคัดเลือกกลุ่มนักแสดงนำของหนังเรื่อง The Hurt Locker ผู้กำกับ แคธรีน บิเกโลว ต้องการหลีกเลี่ยงดาราดัง เพื่อไม่ให้คนดูคาดเดาได้ว่าใครจะอยู่ ใครจะตาย โดยตัดสินจากความดังของดารา แต่สุดท้ายคนที่คว้าบทเด่นไปครอง คือ เจเรมี เรนเนอร์ นักแสดงซึ่งทำงานอย่างต่อเนื่องมานานนับ 10 ปี เป็นที่เคารพของคนในวงการจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนอกวงการ “แคธรีนอยากได้คนที่นักดูหนังไม่คุ้นหน้า ผมเลยกลายเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่ทำงานมานาน 10 ปี” เรนเนอร์กล่าวติดตลก

แต่ทั้งหมดนั้นกำลังจะเปลี่ยนแปลงหลังจาก The Hurt Locker เดินสายกวาดรางวัลแทบทุกเวที แถมยังผลักดันให้นักแสดงวัย 38 ปีผู้นี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรก

เรนเนอร์รับบทเป็นจ่าสิบเอก วิลเลียม เจมส์ นายทหารผู้เชี่ยวชาญด้านการปลดระเบิดที่มีนิสัยบ้าระห่ำ ไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และชอบแหกกฎอยู่ตลอดเวลา เขารับมือกับอันตรายบนท้องถนนในกรุงแบกแดด หรือความซับซ้อน เสี่ยงภัยในอาชีพการงานได้แบบสบายๆ แต่กลับอึดอัด สับสน เมื่อต้องปฏิบัติภารกิจประจำวันที่แสนง่ายดาย เช่น การเลือกซื้อซีเรียลในซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะเดียวกันใช่ว่าสงครามจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเจมส์ ดังจะเห็นได้จากความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเด็กชายชาวอีรักที่มาขายดีวีดีในฐานทัพ

แม้จะมีโอกาสเล่นหนังสตูดิโอมาไม่น้อย เช่น การประกบ แบรด พิทท์ ใน The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford ประกบ ชาร์ลีซ เธรอน ใน North Country ประกบ โคลิน ฟาร์เรล ใน S.W.A.T. หรือร่วมแสดงในหนังตลาดที่ทำเงินสูงอย่าง 28 Weeks Later แต่ผลงานการแสดงที่น่าประทับใจของเรนเนอร์ส่วนใหญ่จะเป็นหนังอินดี้ฟอร์มเล็กเสียมากกว่า อาทิ Neo Ned, Fish in the Barrel หรือการสวมบทฆาตกรต่อเนื่อง เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ ใน Dahmer ซึ่งทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัล Independent Spirit Award เป็นครั้งแรก “ผมชอบเล่นหนังอินดี้ เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมได้บทที่ยอดเยี่ยมและน่าสนใจ แต่มักไม่ค่อยมีคนได้ดูเนื่องจากมันไม่ทำเงิน หรือกระทั่งไม่มีผู้จัดจำหน่าย” เรนเนอร์กล่าว

ก่อน The Hurt Locker จะเปิดกล้อง เรนเนอร์ได้เดินทางไปพูดคุยกับนายทหารที่ผ่านประสบการณ์คล้ายคลึงกันมาแล้วเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบท “พวกเขามีรูปร่างแตกต่างกันมาก” เขาเล่า “บางคนสูงแค่ 160 ซม. ส่วนบางคนกลับสูงถึง 190 ซม. บ้างก็ลงพุง บ้างก็มีกล้ามแขนใหญ่กว่าท่อนขาของผมเสียอีก แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันหมด คือ ความห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะงานของพวกเขาเกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย”

The Hurt Locker เห็นความสมจริงเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกๆ คนเขียนบท มาร์ค โบล รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นายทหารจำนวนมากระหว่างที่เขาเป็นนักข่าวประจำกองทัพสหรัฐช่วงปี 2004 เหตุการณ์ส่วนใหญ่ในหนังล้วนได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริง เช่น ฉากที่นายทหารคนหนึ่ง (ไบรอัน เกแร็กตี้) ต้องเช็ดเลือดออกจากกระสุนเพื่อให้มันใช้งานได้ และความสมจริงดังกล่าวก็ส่งต่อไปยังขั้นตอนการถ่ายทำ ซึ่งใช้เวลา 44 วันท่ามกลางสภาพอากาศอันหฤโหดของประเทศจอร์แดน พวกเขาเผชิญทั้งความร้อนและพายุทะเลทราย แต่สำหรับเรนเนอร์ชุดกู้ระเบิดน้ำหนัก 100 ปอนด์ที่เขาต้องสวมระหว่างเข้าฉากถือเป็นความทรมานขั้นสูงสุด “หลังจากต้องสวมมันนานๆ ไอคิวของคุณจะลดต่ำลงประมาณ 25 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มันทำให้คุณเหนื่อยล้าจนแทบเป็นลม” เรนเนอร์เล่า

ในการฉายหนังรอบพิเศษให้เหล่าทหารผ่านศึกและสมาชิกครอบครัว ขณะเรนเนอร์กำลังตอบคำถามของผู้ชมเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลว่า “การได้มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวของวีรบุรุษเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผม มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่มีใครรู้จักพวกเขาสักเท่าไหร่ ผมหวังว่าจะสามารถสะท้อนเศษเสี้ยวแห่งความจริงไปยังคนดูได้...” ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนแทรกขึ้นว่า “คุณทำได้มากกว่านั้นเสียอีก” ตามมาด้วยเสียงปรบมือดังสนั่นรอบด้าน บางทีนั่นอาจพิสูจน์การแสดงอันยอดเยี่ยมของเรนเนอร์ได้มากกว่ารางวัลใดๆ


แซนดร้า บูลล็อค (The Blind Side)

2009 ถือเป็นปีทองของ แซนดร้า บูลล็อค อย่างไม่ต้องสงสัย หลัง The Proposal ทำเงินเหนือความคาดหมายในช่วงซัมเมอร์ ก่อนเธอจะปิดท้ายปีอย่างสวยงามด้วยหนังสุดฮิต The Blind Side ซึ่งทำเงินแซงหน้า Erin Brockovich จนกลายเป็นหนังที่นำแสดงโดยดาราหญิงที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลไปแล้ว (รายได้รวมทั่วโลกของหนังสองเรื่องมากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ) นอกจากนี้ บทหญิงสาวชาวใต้ที่รับเลี้ยงเด็กชายผิวดำไร้บ้าน พร้อมกับปลุกปั้นเขาจนกลายเป็นนักฟุตบอลชั้นยอดในหนังเรื่องหลังยังผลักดันให้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกอีกด้วย

แต่ความวุ่นวายระหว่างเทศกาลแจกรางวัลหาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตอันเรียบง่ายและแสนสงบของบูลล็อคมากนัก มันเป็นแค่เสียงแบ็คกราวด์ท่ามกลางภารกิจสำคัญในครอบครัว เช่น การปรุงลาซานญามังสวิรัติให้ลูกเลี้ยงเธอ หรือมองหาต้นคริสต์มาสมาประดับบ้าน กระนั้นใช่ว่าเธอจะไม่ซาบซึ้ง หรือค่อนข้างตกใจเล็กน้อยกับเสียงชื่นชมและบรรดารางวัลต่างๆ ที่ได้มา เพราะอย่างไรเสียทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ แม้เธอจะแสดงหนังมานานกว่า 20 ปีแล้ว

เช่นเดียวกับ จูเลีย โรเบิร์ตส์ (ซึ่งปฏิเสธที่จะรับบทนำ จนทางสตูดิโอเสนอให้ทีมงานเปลี่ยนเรื่องเป็นความสัมพันธ์แบบพ่อลูกแทนโดยไม่สนใจว่าเรื่องราวในหนังได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง!) บูลล็อคมีกลุ่มแฟนประจำที่คอยติดตามผลงานอย่างเหนียวแน่นเพราะชื่นชอบบุคลิกติดดินและทักษะการแสดงตลกอันเฉียบคม จนหลายคนยกย่องให้เธอเป็น ลูซิลล์ บอล แห่งยุคนี้ หนังแทบทุกเรื่องของเธอทำเงินน่าพอใจ แต่ผลงานดราม่าอันเข้มข้นของเธอในหนังอย่าง Crash หรือ Infamous หรือ 28 Days กลับถูกมองข้าม

The Blind Side เป็นเหมือน Erin Brockovich เวอร์ชั่น แซนดร้า บูลล็อค เธอรับบท ลี แอนน์ ทูอี้ มัณฑนากรหญิงที่แกร่งกล้า พูดจาตรงไปตรงมา และมุ่งมั่นชนิดไม่หวั่นเกรงอุปสรรคใดๆ ชีวิตของเธอต้องพบจุดหักเหเมื่อได้รู้จักกับเด็กวัยรุ่นผิวดำร่างใหญ่ ซึ่งไม่มีใครสนใจ ไร้ครอบครัว และขาดทักษะการเข้าสังคม แต่เปี่ยมพรสวรรค์ในกีฬาฟุตบอล “ลี แอนน์ มีบุคลิกแบบที่คนดูชอบ เธอโผงผาง แต่เป็นคนตลก เธอคุมบังเหียนชีวิต ไม่หวาดเกรงใครหน้าไหน” แอนดรูว์ โคซอฟ ผู้อำนวยการสร้างกล่าว “ซึ่งนั่นคล้ายคลึงกับแซนดร้ามาก”

ดาราสาวที่โด่งดังไปทั่วโลกมาจากผลงานอย่าง Speed, While You Were Sleeping และ Miss Congeniality ดูจะเห็นด้วยกับความเห็นนั้น “เราเหมือนกันตรงที่เวลามุ่งมั่นจะทำอะไรให้สำเร็จแล้วล่ะก็ เราจะมองไม่เห็นว่ามันอาจนำความวุ่นวายมาสู่ตัวเองมากแค่ไหน สิ่งสำคัญ คือ ทำบางอย่างให้สำเร็จลุล่วง”

งานแสดงของบูลล็อคใน The Blind Side มีจุดเด่นตรงความลุ่มลึก ไม่น้อยหรือมากเกินไป โดยฉากทีเด็ดของเธอมักจะเป็นช่วงเวลาอันนิ่งเงียบระหว่าง ลี แอนน์ กับ ไมเคิล (ควินตัน แอรอน) เด็กหนุ่มผิวดำที่ต้องต่อสู้กับอดีตเลวร้าย ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองน่าประทับใจเพราะหลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้ถูกพูดออกมา และบูลล็อคก็ถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละคร ซึ่งถ้าบรรยายเป็นตัวอักษรก็คงต้องใช้กระดาษหลายหน้า ผ่านแววตา และอากัปกิริยาเพียงเล็กน้อยได้อย่างยอดเยี่ยม

“ผมไม่แน่ใจว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ไหมว่ามันเป็นการแสดงที่ยากมากๆ และถือเป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุดสำหรับบูลล็อค” ผู้กำกับ/เขียนบท จอห์น ลี แฮนค็อค กล่าว

“ผมคิดว่า แซนดร้า บูลล็อค ไม่ต่างจากนักแสดงอย่าง เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ซึ่งในวงการให้ความเคารพเพราะหนังของพวกเธอมักจะทำเงินสูง และพวกเธอก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่คนมักจะคิดว่า ไม่เอาน่า พวกเธอก็แค่เล่นเป็นตัวเอง มันไม่ใช่การแสดงสักหน่อย ซึ่งนั่นถือว่าไม่ยุติธรรมเลย” เดวิด ธอมสัน นักเขียน/นักวิจารณ์ภาพยนตร์กล่าว

ทว่าคราวนี้บูลล็อคกลับได้เครดิตไปเต็มๆ จากความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนเส้นทางอาชีพไปสู่อีกทิศทางหนึ่ง ซึ่งยากมากสำหรับผู้หญิงวัยเกิน 40 ปี ไม่เชื่อก็ลองถาม เม็ก ไรอัน ดูได้ การจะทำให้คนดูยอมรับราชินีโรแมนติกคอมเมดี้ในบทดรามานั้นต้องใช้เวลาและความพยายามขั้นสูงสุด แต่บูลล็อคก็ยินดีจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ด้วยการเสี่ยงเล่นหนังอย่าง The Lake House ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างต่อเนื่องสู่บทที่หนักขึ้น “คุณต้องหยุดเมื่อพบว่าผู้คนเริ่มคุ้นชินกับสิ่งที่คุณนำเสนอมากเกินไป และเมื่อฉันหยุด พร้อมจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ ฉันก็พบว่ายังมีอะไรที่น่าสนใจรอคอยฉันอยู่อีกมาก” บูลล็อคกล่าว

เฮเลน เมียร์เรน (The Last Station)

พรสวรรค์ทางการแสดงของ เฮเลน เมียร์เรน ปรากฏชัดในแทบทุกฉากของ The Last Station ซึ่งเธอรับบทเป็น ซอฟยา ตอลสตอย ภรรยาของนักเขียนระดับตำนาน เจ้าของผลงานสุดคลาสสิกอย่าง War and Peace และ Anna Karenina เพราะเธอพาคนดูไปสัมผัสอารมณ์อันสุดโต่งของผู้หญิง ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าร้ายกาจจนอาจถึงขั้นเสียสติ ไม่ว่าจะด้านที่อบอุ่น หยิ่งยโส เยาะหยัน และกระทั่งบ้าคลั่ง แต่สุดท้ายกลับสามารถทำให้เราเชื่อได้ว่าเธอทำทุกอย่างเหล่านั้นก็เพราะรัก

บุคลิกรุนแรงของซอฟยา คล้ายภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ถือว่าแตกต่างและห่างไกลจากบทที่ทำให้เมียร์เรนคว้าออสการ์มาครองเมื่อสามปีก่อนราวฟ้ากับเหว “ฉันได้บทหนังเรื่องนี้ไม่นานหลังจากปิดกล้อง The Queen การได้ทำบางอย่างที่แตกต่างจากโปรเจ็กต์ก่อนหน้าถือเป็นความฝันขั้นสูงสุดของนักแสดง และเห็นได้ชัดว่าตัวละครเอกใน The Queen ต้องเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายเอาไว้ภายใน พยายามไม่แสดงออกต่อหน้าคนอื่น ซึ่งตรงกันข้ามกับซอฟยาอย่างสิ้นเชิง นั่นคือสิ่งที่ดึงดูดใจฉัน อีกอย่างมันเป็นบทหนังที่ยอดเยี่ยมมาก” เมียร์เรนกล่าว

ผู้กำกับ ไมเคิล ฮอฟฟ์แมน เล่าถึงประสบการณ์ตลกระหว่างช่วงซ้อมบท ซึ่งดูจะอธิบายความแรงของตัวละครอย่างซอฟยาได้เป็นอย่างดี “จู่ๆ นักออกแบบเสื้อผ้าชาวเยอรมันก็เดินเข้ามาในห้อง แล้วพูดกับเฮเลนว่า ‘นี่เป็นชุดสำหรับใส่เข้าฉากที่คุณตกลงมาจากระเบียง นี่เป็นชุดสำหรับใส่เข้าฉากที่คุณพยายามจะฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงสระน้ำ นี่เป็นชุดสำหรับใส่เข้าฉากที่คุณพยายามจะร่วมรักกับสามี และนี่เป็นชุดสำหรับใส่เข้าฉากที่คุณต้องปาจานแตก’ ”

เมียร์เรนต้องเดินไต่บนเส้นลวดอย่างระมัดระวังในการถ่ายทอดบุคลิกแบบ “ดาราละครเวที” ของซอฟยาให้สมจริง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้คนดูรำคาญ หรือหงุดหงิดจนสมาธิหลุดกับพฤติกรรมสุดแสนโอเวอร์ “มีฉากหนึ่งที่ฉันเสนอให้ไมเคิลตัดออกเพราะคิดว่ามันล้ำเส้นเกินไปและอาจผลักไสคนดูจากตัวละคร” เมียร์เรนกล่าว “เป็นตอนที่เธอพยายามจะฆ่าตัวตายอีกครั้งด้วยการกินยาพิษ เธอพูดว่า ‘นี่เป็นยาพิษ ฉันจะกินล่ะนะ ถ้าคุณไม่ห้ามฉัน ฉันจะกินจริงๆ ด้วย’ แต่เขากลับไม่ห้ามเธอและพูดว่า ‘เอาเลย กินเลย’ สุดท้ายเธอจึงตอบว่า ‘ฉันไม่กินหรอก’ ฉันคิดว่ามันมากเกินไป คนดูจะพากันคิดว่า ‘อีนี่มันบ้า ไร้สาระสุดๆ’ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำให้ผู้ชมสามารถติดตามตัวละครไปได้ตลอด โดยไม่จำเป็นต้องชื่นชอบตัวละครก็ได้” นักแสดงวัย 64 ปีกล่าว

The Last Station เล่าถึงบั้นปลายชีวิตของ ลีโอ ตอลสตอย (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) หลังจากเขาเกษียณตัวเองมาใช้เวลาส่วนใหญ่ภายในบ้านล้อมรอบด้วยคนสนิทและครอบครัว หนึ่งในนั้น คือ ซอฟยา ภรรยาที่อยู่กินกับเขามานาน 48 ปีและคุ้นเคยกับความสุขสบายแบบชนชั้นกลาง (เธอเลือกจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสวยหรู มีระดับ) ขณะสามีเธอ (ซึ่งเลือกจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเรียบง่าย) กลับเริ่มหันไปมีส่วนร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยทุกความขัดแย้งและการปะทะคารมในหัวข้อเกี่ยวกับปรัชญา การเมือง การใช้ชีวิต หรือกระทั่งความรัก ล้วนตกอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของ บัลกาคอฟ (เจมส์ แม็คอะวอย) เลขานุการหนุ่มที่ค่อนข้างไร้เดียงสาของตอลสตอย

แม้จะมีฉากหลังเป็นประเทศรัสเซีย แต่นักแสดงทุกคนใน The Last Station กลับพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงตัวเอง เช่น แม็คอะวอยพูดติดสำเนียงสก็อตต์ ส่วนเมียร์เรนพูดติดสำเนียงอังกฤษ ขณะพลัมเมอร์เลือกใช้สำเนียงคิวเบ็ก นักแสดงสาวใหญ่มากฝีมือผู้เคยเข้าชิงออสการ์มาก่อนสามครั้งจาก The Madness of King George, Gosford Park และ The Queen อธิบายว่า “มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เราถกเถียงกันยาวนานระหว่างช่วงการซ้อมว่าควรจะพูดติดสำเนียงรัสเซียไหม ซึ่งคงให้ความรู้สึกเฟกๆ เพราะคนรัสเซียย่อมพูดเป็นภาษารัสเซีย ฉันคิดว่าหนังแต่ละเรื่องก็แตกต่างกันไป เช่น เมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งถ่ายหนังเกี่ยวกับอิสราเอล เราพูดภาษาอังกฤษติดสำเนียงอิสราเอลนิดหน่อย ทั้งที่ตัวละครควรจะพูดภาษาฮิบบรู แต่ฉันคิดว่ากับ The Last Station เราตัดสินใจถูกต้องแล้ว”

แครี มัลลิแกน (An Education)

การได้รับฉายา ออเดรย์ เฮปเบิร์น คนใหม่ถือเป็นภารกิจที่หนักอึ้ง และแน่นอนย่อมตามมาด้วยความคาดหวังที่สูงลิบจนยากจะเติมเต็มได้ แต่นักแสดงสาวจากเกาะอังกฤษวัย 24 ปีกลับเลือกจะยิ้มรับคำชม รางวัล หรือเสียงสรรเสริญรอบด้านแล้วก้มหน้าทำงานต่อไปโดยปราศจากแรงกดดันใดๆ ทั้งนี้เพราะชื่อเสียงตลอดจนเกียรติยศหาใช่เหตุผลที่ชักนำเธอเข้าสู่วงการ “ฉันเป็นนักแสดงเพราะฉันรักการแสดงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด” แครี มัลลิแกน กล่าว

คงด้วยเหตุผลนี้กระมัง คนดูถึงได้เห็นผลงานของเธออย่างต่อเนื่องตลอดปี 2009 (นอกจาก An Education แล้ว เธอยังรับบทเล็กๆ ในหนังอย่าง Brothers และ Public Enemies ด้วย) และกำลังจะได้เห็นหน้าเธอบ่อยขึ้นอีกในอนาคต เริ่มต้นด้วยบทลูกสาว ไมเคิล ดั๊กลาส ใน Wall Street: Money Never Sleeps ของ โอลิเวอร์ สโตน (จนกลายเป็นที่มาของข่าวซุบซิบว่าเธอกำลังอินเลิฟกับ เชีย ลาเบิฟ ซึ่งรับบทเด่นในหนัง) และโครงการหนังต่างๆ อีกสี่เรื่อง ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ สำหรับบท อีไลซา ดูลิตเติล ในรีเมค My Fair Lady ของผู้กำกับ จอห์น แมดเดน (Shakespeare in Love) ซึ่งคงจะทำให้ฉายา ออเดรย์ เฮปเบิร์น คนใหม่ของเธอติดปากยิ่งขึ้นอีก

An Education เปรียบเสมือนปาร์ตี้เปิดตัวของมัลลิแกน (สโตนตัดสินใจเลือกเธอหลังได้ดูหนัง ส่วน วอร์เรน เบ็ตตี้ ก็ชอบหนังมากถึงขนาดขอนัดพบระหว่างเธอพักอยู่ในแอลเอ) เธอรับบทเป็น เจนนี เด็กสาวแสนฉลาดที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนช่วงปี 1961 โดยเป้าหมายสูงสุดของเธอ คือ การได้ไปเรียนต่อที่ออกซ์ฟอร์ดตามความต้องการของคุณพ่อจอมบงการ (อัลเฟร็ด โมลีนา) แม้ลึกๆ ภายในเจนนีจะตระหนักดีว่าชีวิตยังมีอะไรมากกว่าการสอบได้ที่หนึ่ง หรือเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดัง และนั่นเองกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาววัยวัย 16 ปีกับ เดวิด (ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด) นักธุรกิจหนุ่มที่อายุมากกว่าเธอเท่าตัว เขาเปิดโลกทัศน์เจนนีด้วยการพาเข้าร้านอาหารสุดหรู แนะนำให้เธอรู้จักงานศิลปะ รวมถึงทุกสิ่งที่เธอโหยหา พลางหลงใหลเสน่ห์และความไร้เดียงสาของเด็กสาวผู้กระหายจะเรียนรู้ชีวิตในทุกแง่มุม

บทหนังดัดแปลงจากบันทึกความทรงจำของ ลินน์ บาร์เบอร์ โดยนักเขียนชื่อดัง นิค ฮอร์นบี และแรกเริ่มเดิมทีวางแผนจะให้ บีแบน คิดรอน (Bridget Jones: The Edge of Reason) เป็นผู้กำกับ มัลลิแกนผ่านการทดสอบหน้ากล้อง แต่เมื่อคิดรอนถอนตัว โครงการจึงถูกส่งต่อไปยังผู้กำกับหญิงชาวเดนมาร์ก โลน เชอร์ฟิก (Italian for Beginners) ซึ่งอยากได้นักแสดงมีชื่อเสียงมารับบทนำ จนกระทั่งเธอได้เปิดดูเทปการทดสอบหน้ากล้อง “ฉันชอบแครีมากที่สุด” เชอร์ฟิกเล่า “เราต้องปรับบทเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับเธอ เพราะบุคลิกของแครีค่อนข้างอ่อนหวาน ซึ่งสอดคล้องกับอารมณ์หนัง แรกทีเดียวฉันก็วิตกอยู่เหมือนกัน ด้วยกลัวว่าหนังจะออกมาน่ารักเกินไป แต่สุดท้ายฉันก็ยินดีจะเสี่ยง แทนการพุ่งน้ำหนักไปยังเรื่องราวการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างเจนนี่กับพ่อของเธอ”

การถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์อาจเป็นเรื่องคาดไม่ถึงสำหรับอดีตนักเรียนในโรงเรียนคาทอลิกหญิงล้วนอย่างมัลลิแกน แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นับแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งแสงสีด้วยการร่วมแสดงในละครโรงเรียนเรื่อง Sweet Charity และถึงขนาดเคยเขียนจดหมายไปหา เคนเน็ธ บรานาห์ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับอาชีพนักแสดง มัลลิแกนเล่าว่าจดหมายที่เธอเขียนไปหา จูเลียน เฟลโลว์ส มือเขียนบทเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Gosford Park ส่งผลให้เธอได้บท คิตตี้ เบนเน็ตต์ ในหนังเรื่อง Pride and Prejudice และกลายเป็นเพื่อนสนิทกับ คีรา ไนท์ลีย์ ซึ่งได้เข้าชิงออสการ์จากหนังเรื่องนี้ (“เธอสนุกและนิสัยดีมาก” มัลลิแกนกล่าว) ล่าสุดทั้งสองกำลังจะได้ร่วมงานกันอีกครั้งใน Never Let Me Go ภาพยนตร์ไซไฟ-ดรามาที่ดัดแปลงจากนิยายของ คาซุโอะ อิชิกุโร (The Remains of the Day) มีกำหนดเข้าฉายในปีนี้

สำหรับนักดูหนังบางคน รักโรแมนติกระหว่างผู้ชายวัยสามสิบกว่าๆ กับเด็กนักเรียนวัยทีนอาจสร้างความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ แต่มัลลิแกนยืนกรานว่าเจนนีไม่ใช่เหยื่อ หรือถูกล่อหลอกแต่อย่างใด เธอตระหนักดีว่าตัวเองกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ “ฉันคิดว่าสาเหตุที่ความสัมพันธ์ในหนังสามารถสร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างราบรื่น เพราะเจนนีมีส่วนผลักดันมันมากพอๆ กับเดวิด หรือบางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ”

แกบาเร ซิเดเบ (Precious: Based on the novel ‘Push’ by Sapphire)

ใครก็ตามที่ได้พบตัวจริงของ แกบาเร ซิเดเบ จะรู้สึกตกตะลึงว่าเธอช่างแตกต่างกับตัวละครที่เธอแสดงในหนังราวหน้ามือเป็นหลังมือ และหลังจากได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Precious: Based on the novel by Sapphire จนจบ คุณอาจประหลาดใจเช่นกันเมื่อพบว่านี่คือบทบาทการแสดงเรื่องแรกของเธอ!

ฉากหลัง คือ ย่านฮาร์เล็ม ปี 1987 แคลริซ “พรีเชียส” โจนส์ (ซิเดเบ) เป็นเด็กหญิงผิวดำวัย 16 ปีที่เพิ่งตั้งท้องลูกคนที่สองจากน้ำมือพ่อแท้ๆ ของตัวเอง เธออาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์คับแคบกับ แมรี่ (โมนีก) คุณแม่ใจยักษ์ที่ใช้งานเธอเยี่ยงทาส แถมยังชอบลงไม้ลงมือ และด่าทอลูกสาวว่าไร้ค่า โง่เง่า หรือบางครั้งกระทั่งเรียกเธอมาช่วยสำเร็จความใคร่!!! ด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมือนตกนรกทั้งเป็น การเรียนของพรีเชียสจึงตกต่ำเรื่อยมาจนถูกไล่ออกจากโรงเรียนในที่สุด แต่ความหวังถึงชีวิตที่ดีกว่าทำให้พรีเชียสไม่เคยยอมแพ้ต่อชะตากรรม

การรับบทนี้ทำให้ซิเดเบต้องเผชิญฝันร้ายนานัปการ ตั้งแต่โดนพ่อข่มขืน โดนแม่เอากระทะทุบหัว ไปจนถึงโดนกลุ่มเด็กชายล้อเลียนและผลักจนหน้ากระแทกพื้น แต่พรีเชียสปราศจากหนทางระบาย เพราะเธออ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ และแทบจะไม่สามารถพูดจาให้เป็นประโยคที่ถูกต้อง “การรับบทพรีเชียสทำให้ซิเดเบต้องสลัดทิ้งความมั่นใจในตัวเองทั้งหมดทิ้ง เรียนรู้ที่จะพูดให้ช้าลง บางครั้งติดๆ ขัดๆ และด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเหมือนพึมพำกับตัวเอง คงมีเพียงในฉากแฟนตาซีเท่านั้น (เมื่อพรีเชียสถูกทารุณกรรมจากคนรอบข้าง เธอจะนึกภาพว่าตัวเองเป็นคนดังกำลังเดินอยู่บนแคทวอล์คหรือพรมแดง) ที่คนดูจะได้เห็นตัวจริงของซิเดเบ ทั้งร่าเริงและมุ่งมั่น” ผู้กำกับ ลี เดเนียลส์ กล่าว

“สื่อมวลชนพยายามสร้างภาพว่าฉันเป็นพวกเด็กหญิงที่น่าสงสาร หน้าตาอัปลักษณ์ และไม่ค่อยป็อปปูล่าในโรงเรียนหรือชีวิตจริง แต่พอได้มาเล่นหนังเรื่องนี้ฉันเลยกลายเป็นสาวมั่นขึ้นมาซะงั้น” ซิเดเบเล่า “ความจริงคือฉันเป็นสาวมั่นมาตลอด จนกระทั่งเมื่อต้องมารับบทนำในหนังเรื่องนี้นั่นแหละ” อย่างไรก็ตามเธอรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละคร มีประสบการณ์ร่วมบางอย่างเนื่องจากเธอเองก็ถือกำเนิดในบรู้กลินและเติบโตมาในย่านฮาร์เล็ม “พรีเชียสแตกต่างจากตัวละครในหนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ เธอซื่อตรงและสมจริงจนฉันรู้สึกเหมือนรู้จักเธอ นอกจากนี้ ฉันยังรู้สึกผิดด้วยเพราะฉันเองก็เคยทำแบบเดียวกับตัวละครอื่นๆ รอบข้างพรีเชียสในหนังเรื่องนี้ ฉันเคยเพิกเฉยทั้งที่ควรจะช่วยเหลือ พรีเชียสถูกทอดทิ้งโดยระบบ พ่อแม่ เพื่อน และทุกคนที่สามารถจะช่วยเหลือเธอได้”

ซิเดเบได้ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นเตร็ดเตร่กับเพื่อนสนิทอยู่แถวสตูดิโอช่องเอ็มทีวี เพื่อหาโอกาสเจอวง ’N Sync จนกระทั่งในปี 2007 เธอมีโอกาสทดสอบหน้ากล้องเพื่อรับบทนำใน Precious หลังจากนั่งชมเทปทดสอบหน้ากล้องของเด็กหญิงทั่วประเทศ (เด็กสาวหนัก 350 ปอนด์ ไม่ได้หาได้ง่ายๆ ตามท้องถนนทั่วไป) เดเนียลส์ประทับใจซิเดเบมากที่สุด “เธอไม่รู้สึกขัดเขินใดๆ เลยกับรูปร่างของตัวเอง มันน่าประหลาดใจมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไม่ยอมรับความจริง ก็คงเพราะเธอยกระดับตัวเองขึ้นไปอีกขั้น” เขาเล่า “ผมมั่นใจว่าเธอจะต้องมีแฟนหนุ่มอย่างน้อยสี่หรือห้าคน”

ซิเดเบถูกกดดันจากคนรอบข้างเรื่องน้ำหนักมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัว ตอนเธออายุได้ 11 ขวบ ป้าของเธอเคยเสนอทริปล่องเรือสำราญ หากเธอสามารถลดน้ำหนักลงได้ 50 ปอนด์ แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง ซิเดเบกลับไม่ถือสาเรื่องนี้อีกต่อไปโดยบอกว่า “ฉันเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง เพราะฉันต้องนอนกับตัวเองทุกคืนและตื่นมาพบตัวเองทุกเช้า ถ้าฉันไม่รักตัวเอง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้ชีวิตต่อไป ฉันชอบตัวเองแบบที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ฉันยอมรับมันได้ และถ้ารูปร่างของฉันจะเปลี่ยนไป ฉันก็ยอมรับมันได้อีกเช่นกัน”

เมอรีล สตรีพ (Julie & Julia)

ครั้งหนึ่งซูเปอร์สตาร์ แฮร์ริสัน ฟอร์ด เคยเป็นเหมือนตัวแทนของช่วงซัมเมอร์ด้วยการส่งหนังแอ็กชั่นมาโกยเงินอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา นักแสดงเจ้าของสองรางวัลออสการ์จาก Sophie’s Choice และ Kramer vs. Kramer อย่าง เมอรีล สตรีพ กลับว่ายทวนกระแส “ยิ่งแก่ ยิ่งหางานยาก” และ “หนังผู้หญิงจะมีใครอยากไปดู” ด้วยการปล่อยหนังช่วงซัมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยทั้งหมดล้วนพุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มคนดูผู้หญิงเป็นหลัก เพื่อสวนกระแสหนังแนวระเบิดภูเขาเผากระท่อม ซึ่งมักจะอัดแน่นเป็นพิเศษตลอดช่วงฤดูร้อน ผลลัพธ์ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น คือ หนังทุกเรื่องดังกล่าวล้วนทำเงินน่าพอใจไปจนถึงเหนือความคาดหมาย!

แฮตทริกของสตรีพเริ่มต้นด้วย The Devil Wears Prada เมื่อปี 2006 ตามมาด้วย Mamma Mia! ในปี 2008 และปิดท้ายด้วย Julie & Julia ในปี 2009 โดยระหว่างทางสามารถทำเงินรวมกันทั่วโลกมากกว่า 1000 ล้านเหรียญ แถมสองในนั้นยังผลักดันให้สตรีพได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงอีกด้วย ถือว่าไม่เลวทีเดียวสำหรับนักแสดงหญิงวัย 60 ปี

ใน Julie & Julia สตรีพรับบทเป็น จูเลีย ไชด์ เจ้าของตำราอาหารสุดคลาสสิก Mastering the Art of French Cooking ซึ่งภายในประกอบด้วยวิธีปรุงอาหารฝรั่งเศส 524 รายการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายอคติเกี่ยวกับอาหารฝรั่งเศสว่ายุ่งยากและไม่สามารถทำกินเองที่บ้านได้ หนังสือเล่มดังกล่าวสร้างชื่อเสียงโด่งดังให้ไชด์ ซึ่งทีแรกสมัครเข้าเรียนทำอาหารเพียงเพื่อฆ่าเวลาว่าง ก่อนจะพบว่าตัวเองก็มีพรสวรรค์ไม่แพ้ผู้ชายคนใดในชั้นเรียน และหลายสิบปีต่อมายังเป็นแรงบันดาลใจให้ จูลี่ พาวเวลล์ (เอมี่ อดัมส์) หญิงสาวที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน แต่กลับต้องจมปลักอยู่กับงานออฟฟิศอันน่าเหนื่อยหน่าย นำมาเป็นเนื้อหาเพื่อเขียนลงบล็อกโดยเธอวางแผนจะปรุงอาหารทุกเมนูในตำราให้ครบภายในเวลาหนึ่งปี

ผู้กำกับ นอร่า เอฟรอน ซึ่งเคยเขียนบทหนังที่สตรีพเล่นมาแล้วสองเรื่อง คือ Silkwood และ Heartburn เล่าให้ฟังว่าเจ้าของสถิติเข้าชิงออสการ์สูงสุด 16 ครั้ง ได้ทดสอบหน้ากล้องแบบไม่เป็นทางการกับเธอเมื่อสองสามปีก่อน ตอนทั้งสองพบกันโดยบังเอิญที่โรงละครในกรุงนิวยอร์ก “ฉันยังไม่ได้เริ่มเขียนบทเลยด้วยซ้ำ” ผู้กำกับหญิงเล่า “เธอถามฉันว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ ฉันตอบไปว่าบทหนังเกี่ยวกับ จูเลีย ไชด์ ทันใดนั้นเธอก็เริ่มต้นเลียนแบบท่าทางและน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของไชด์ตลอด 10 วินาทีที่เราเดินออกจากโรงละคร ฉันคิดว่าเธอตบท้ายด้วย ‘บอง อะเพทีท’ (คำพูดที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของไชด์ก่อนจบรายการทำอาหารซึ่งออกอากาศทางช่องพีบีเอส) ก่อนเราจะแยกทางกันไป ตอนนั้นฉันยังคิดในใจเลยว่า โอเค เราไม่ต้องทดสอบหน้ากล้องใครอีกแล้ว”

พอ The Devil Wears Prada เข้าฉาย เอฟรอนยิ่งมั่นใจกับตัวเลือกของเธอ “ฉันรู้ว่าถ้าเธอยอมมาเล่นให้ ไม่เพียงเธอจะเหมาะกับบทมากที่สุดเท่านั้น แต่เธอยังจะมีส่วนโน้มน้าวให้สตูดิโอยอมลงทุนสร้างหนังเรื่องนี้อีกด้วย เธอกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ขณะอายุได้ 57 ปี”

การแปลงโฉมนักแสดงสาวใหญ่รูปร่างกะทัดรัดอย่างสตรีพให้เป็นสาวร่างใหญ่อย่างไชด์ต้องอาศัยเครื่องช่วยมากกว่าแค่วิกผมดำ สำเนียงแคลิฟอร์เนีย ตลอดจนการเลียนแบบท่าทาง หรือวิธีพูด (ซึ่งแน่นอนและเช่นเคย สตรีพทำได้เนียนอย่างไร้ที่ติ) “เราใช้เทคนิคหลากหลาย และเครื่องแต่งกายแสนวิเศษของ แอนน์ ร็อธ ก็ช่วยได้มาก” เอฟรอนกล่าว อย่างไรก็ตาม จุดเด่นในงานแสดงของสตรีพหาได้อยู่ตรงภาพลักษณ์ผิวเผินภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องของทักษะ เพราะพรสวรรค์แท้จริงจะฉายแววเมื่อเธอนำคนดูไปสัมผัสอีกด้านของตัวละครที่เราอาจคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวของชีวิตครอบครัวใน The Devil Wears Prada หรือความผิดหวังที่ไม่อาจมีลูกได้ใน Julie & Julia ฉากดังกล่าวอาจผ่านมาเพียงชั่วแวบ แต่ความทรงพลังของมันกลับทำให้ตัวละครอยู่กับคนดูไปตลอดทั้งเรื่อง

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 12, 2553

Oscar 2010: Nine out of 10


การประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงออสการ์ในปีนี้ดูเหมือนจะขาดเซอร์ไพรซ์แบบเดียวกับปีก่อน เมื่อ The Reader ช็อกนักข่าวและหักปากกาเซียนด้วยการหลุดเข้าชิงสาขาสำคัญอย่างครบถ้วน (หนัง-ผู้กำกับ) แถม เคท วินสเล็ท ยังถูกอัพเกรดเป็นนักแสดงนำหญิงอีกต่างหาก หลังจากเดินสายเข้าชิงสาขานักแสดงสมทบมาตลอด โดย 90% ของผู้เข้าชิงล้วนเป็นตัวเก็ง ที่เดินหน้ากวาดรางวัล หรือถูกเสนอชื่อเข้าชิงตามเวทีต่างๆ มานับไม่ถ้วน ส่วนอีก 10% ก็ถือเป็นเซอร์ไพรซ์ที่ไม่ได้ชวนเหวอสักเท่าไหร่ หากแต่อยู่ในกลุ่ม “พอมีหวัง” เพื่อรอทีเผลอของกลุ่มผู้นำ

คงไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่า 2010 เป็นปีหายนะของ “หนังเต็งออสการ์” หลังจาก Invictus, Nine และ The Lovely Bones พลาดท่าตกรถด่วนขบวนสุดท้ายกันถ้วนหน้า แม้สาขาหนังยอดเยี่ยมจะถูกเพิ่มจาก 5 เป็น 10 เรื่องแล้วก็ตาม อันที่จริง เราอาจแบ่งภาวะฝันสลายของหนังทั้งสามเรื่องเป็นสามช่วงเวลาได้พอดิบพอดี เริ่มจาก The Lovely Bones ซึ่งถูกสอยร่วงเป็นรายแรกโดยเหล่านักวิจารณ์ทั้งหลาย ตามมาด้วย Nine ซึ่งแม้จะไม่โดนสับเละเท่า แต่ก็ดับสนิทบนตาราง บ็อกซ์ ออฟฟิศ เสียชื่อบรรดาซูเปอร์สตาร์น้อยใหญ่ที่ขนกันมาคับจอ จริงอยู่ ฮาร์วีย์ ไวน์สไตล์ กับพลังดาราระดับหมื่นโวลท์อาจช่วยหล่อเลี้ยงความหวังของ Nine บนเวทีลูกโลกทองคำและ SAG ได้บ้าง แต่เมื่อปรากฏว่ามันถูก The Hangover ขโมยซีน ส่วน PGA (ซึ่งเปลี่ยนมาเสนอชื่อผู้เข้าชิงเป็น 10 เรื่องตามออสการ์) และ DGA ก็พากันเหยียบย่ำซ้ำเติม เหล่าเซียนออสการ์จึงพร้อมใจกันเขียนป้ายหลุมฝังศพให้ Nine ในทันที ตรงกันข้าม ณ เช้าวันประกาศรายชื่อ หลายคนยังคาดหมายว่า Invictus น่าจะหลุดเข้าชิงสาขาใหญ่ได้สำเร็จเพราะออสการ์ชื่นชอบ คลินท์ อีสต์วู้ด และตัวหนังเองก็กวาดคำชมมาไม่น้อย การหลุดโผ SAG, DGA และ PGA แบบครบถ้วนไม่ใช่ปัญหา เพราะ Letters From Iwo Jima เคยทำสำเร็จมาแล้ว ทว่า 2010 (เช่นเดียวกับ 2009 จากกรณี Gran Torino และ Changeling) คงไม่ใช่ปีของ คลินท์ อีสต์วู้ด

หนังที่พุ่งเข้ามาเสียบแทนที่ Invictus ถือว่าอยู่ในความคาดหมาย แม้หลายคนจะแปลกใจ (และคงถูกอกถูกใจไม่น้อย สังเกตจากเสียงเชียร์ดังสนั่นในห้องส่งระหว่างการประกาศผล) แต่อีกหลายคนกลับเห็น “แวว” มาแต่ไกล เนื่องจาก The Blind Side เป็นหนังสุดฮิตที่มหาชนชื่นชอบ แม้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์จะไม่ค่อยสู้ดี (น่าจะอยู่ระดับใกล้เคียงกับ Nine) แต่อย่างที่บอกไว้หลายๆ ครั้ง “กรรมการออสการ์ไม่ใช่นักวิจารณ์” พวกเขา เช่นเดียวกับนักดูหนังทั่วๆ ไป ชื่นชอบเรื่องราวที่สร้างกำลังใจ ความหวัง และอารมณ์ซาบซึ้งประทับใจ (ยิ่งถ้าเรียกน้ำตาได้ยิ่งดี)

ภาพรวมของการดับเบิลผู้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก 5 เป็น 10 ถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ เนื่องจากความหลากทางสไตล์ของเหล่า “ตัวแถม” ไม่ว่าจะเป็นหนังตลกร้ายขวัญใจนักวิจารณ์อย่าง A Serious Man หนังขวัญใจมหาชนอย่าง Up (กลายเป็นการ์ตูนเรื่องแรกที่ได้เข้าชิงสาขานี้นับแต่มีการแยกสาขาเฉพาะให้หนังการ์ตูน และเรื่องที่สอง นับแต่ Beauty and the Beast ติด 1 ใน 5 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 1991) กับ The Blind Side หนังไซไฟซึ่งทำเงินน่าพอใจ แต่ซ่อนความเข้มข้นทางด้านเนื้อหาเอาไว้อย่าง District 9 (การที่คณะกรรมการเลือกหนังเรื่องนี้แทนผลงานเอาใจตลาดอย่าง Star Trek หรือ The Hangover เผยให้เห็นว่าพวกเขายังไม่พร้อมจะแปลงโฉมออสการ์เป็น People’s Choice Award) หรือหนังดรามาจากเกาะอังกฤษอย่าง An Education

ความสำเร็จของ The Hurt Locker บนเวที PGA และ แคธรีน บิเกโลว บนเวที DGA ผลักดันให้ทั้งสองกลายเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งบนเวทีออสการ์ แต่ขณะเดียวกัน Avatar ของ เจมส์ คาเมรอน ก็เพิ่งทำลายสถิติ บ็อกซ์ ออฟฟิศ ของ Titanic ลงอย่างราบคาบ สำหรับภาพยนตร์ในแง่อุตสาหกรรม ความสำเร็จดังกล่าวอาจ “ยิ่งใหญ่” เกินกว่าจะมองข้ามและส่งอิทธิพลโดยตรงต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการ เรื่องน่าประหลาดอย่างหนึ่ง ก็คือ The Hurt Locker ทำสถิติเข้าชิงสูงสุด 9 สาขาเท่ากับ Avatar เป๊ะ ซึ่งสำหรับเรื่องแรกถือว่ามากเกินคาด แต่น้อยเกินคาดสำหรับเรื่องหลัง มันช่วยตอกย้ำการขับเคี่ยวอันเข้มข้นของหนังทั้งสองเรื่อง (โดยมากแล้วหนังที่เข้าชิงเยอะสุดมักจะคว้ารางวัลสูงสุดไปครอง) และเมื่อกวาดสายตาไปยังแต่ละสาขา เราจะพบว่า The Hurt Locker ได้เปรียบตรงเสียงสนับสนุนจากกลุ่มนักเขียนและนักแสดง (ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่สุด) ส่วน Avatar ได้เปรียบตรงเสียงสนับสนุนจากกลุ่มช่างเทคนิคทั้งหลาย

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Avatar พลาดการเข้าชิงสาขาบทภาพยนตร์ (สิ่งหนึ่งที่ทุกคนยอมรับคือบทไม่ใช่จุดแข็งของหนัง) เพราะ Titanic ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ Titanic ได้เสียงสนับสนุนจากกลุ่มนักแสดง สังเกตจากการเข้าชิงของ เคท วินสเล็ท (นำหญิง) และ กลอเรีย สจ๊วต (สมทบหญิง) ส่วน Avatar กลับต้องมานั่งทำความเข้าใจกับทุกคนรอบข้างเกี่ยวกับเทคนิค motion capture รวมถึงระดับทักษะทางการแสดงที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างการถ่ายทำ เช่น เมื่อ เมอรีล สตรีพ บอกว่างานของนักแสดงใน Avatar ก็ไม่ต่างจากการพากย์เสียงการ์ตูนแบบที่เธอทำใน Fantastic Mr. Fox หรือ เมื่อ มอร์แกน ฟรีแมน บอกว่า Avatar ก็ไม่ต่างจากหนังการ์ตูน

บางคนตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุหนึ่งที่ Avatar ได้เสียงตอบรับค่อนข้างเย็นชาจากกลุ่มนักแสดงอาจเป็นเพราะพวกเขากำลังเป็นห่วงอนาคตทางด้านอาชีพการงานของตน!

ถึงแม้ แคธรีน บิเกโลว จะวิ่งนำในสาขาผู้กำกับอยู่หลายช่วงตัว แต่หนังของเธอ (ซึ่งหากได้รางวัลจะกลายเป็นหนึ่งในหนังออสการ์ที่ทำเงินต่ำสุดในประวัติศาสตร์) กลับทิ้งระยะห่างจากกลุ่มผู้ตามไม่มากนัก ที่สำคัญ นอกเหนือจาก Avatar แล้ว เรายังไม่อาจมองข้าม Inglourious Basterds และ Precious: Based on the Novel ‘Push’ by Sapphire อีกด้วย หรือกระทั่ง Up in the Air (ราศีของหนังพลันมืดหม่นไปไม่น้อยเมื่อหนังชวดการเข้าชิงในสาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าหนังชนะรางวัลออสการ์เรื่องสุดท้ายที่ไม่ได้เข้าชิงสาขานี้ คือ Ordinary People เมื่อ 30 ปีก่อน) เนื่องจากระบบการโหวตผู้ชนะถูกปรับเปลี่ยนเป็นแบบเรียงลำดับความชอบ

ไม่เพียง 90% ของผู้เข้าชิงจะเป็นไปตามคาดเท่านั้น ณ เวลานี้โอกาสที่วันประกาศผลจะแร้นแค้นเซอร์ไพรซ์ก็ค่อนข้างสูงพอๆ กันอีกด้วย โดยหลายสาขาแทบจะเรียกได้ว่าหมดสิทธิ์พลิกล็อกกันเลยทีเดียว เช่น ผู้กำกับ สมทบชาย (คริสตอฟ วอลซ์) สมทบหญิง (โมนีก) นำชาย (เจฟฟ์ บริดเจส) และบางทีอาจนับรวมนำหญิงไปด้วยก็ได้ เพราะการแทรกตัวมาเป็น 1 ใน 10 ของ The Blind Side ยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้ แซนดร้า บูลล็อค มากขึ้น ขณะที่ Julie & Julia ของ เมอรีล สตรีพ คู่แข่งสำคัญ พลาดการเข้าชิงในทุกสาขา และตามสถิติแล้ว การคว้ารางวัลนี้มาครองโดยที่ตัวหนังไม่ได้เข้าชิงสาขาอื่นๆ เลยนั้นถือเป็นเรื่องยาก... แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ชาร์ลีซ เธรอน (Monster) และ เจสซิก้า แลงจ์ (Blue Sky) เคยทำสำเร็จมาแล้ว ปัญหาสำคัญน่าจะอยู่ตรงการที่สตรีพเคยได้ออสการ์มาแล้วสองตัว ส่วนบูลล็อคยังไม่เคยได้ นอกจากนี้ คนหลังยังเป็นที่ชื่นชอบของคนส่วนใหญ่ในวงการอีกด้วย

ในกลุ่มสาขาการแสดง แม็กกี้ จิลเลนฮาล (Crazy Heart) ถือเป็นคนเดียวที่พอจะเรียกได้ว่า “เซอร์ไพรซ์” หลังจากเธอหลุดโผมาตลอดทั้งลูกโลกและ SAG แต่ความจริงมันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจมากนัก เพราะหนังเรื่องนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ The Wrestler อยู่หลายครั้ง (หัวใจหลักของหนังอยู่ตรงตัวละครชายที่กำลังด่ำดิ่งลงสู่หุบเหว) และสุดท้าย มิคกี้ รู้ค ก็จับมือกับ มาริสา โทเม เข้าชิงออสการ์พร้อมกันได้สำเร็จ (โทเมได้เปรียบอยู่หน่อยตรงที่ปีก่อนเธอติดโผลูกโลกทองคำ แต่ถูกแทนที่โดย เคท วินสเล็ท จาก The Reader บนเวที SAG) แต่ดูจะสถานการณ์แล้ว เจฟฟ์ บริดเจส น่าจะลงเอยในรูปแบบที่แตกต่างจาก มิคกี้ รู้ค บนเวทีออสการ์

หลักการนับคะแนน

ดังที่เคยกล่าวไปแล้วว่าปีนี้หลักการลงคะแนนคัดเลือกผู้ชนะในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนผู้เข้าชิงที่เพิ่มขึ้นมาเท่าตัว เมื่อก่อนคณะกรรมการก็แค่ติ๊กเลือกหนังเพียง 1 เรื่องเท่านั้น (จาก 5 เรื่อง) หนังเรื่องใดได้คะแนนสูงสุดก็คว้ารางวัลไปครอง แต่ปีนี้พวกเขาต้องเรียงลำดับหนังทั้ง 10 เรื่องตามความชื่นชอบ จากนั้นขั้นตอนการนับคะแนนเพื่อหาผู้ชนะคือ

1. เริ่มแรกใบลงคะแนนจะถูกแบ่งออกเป็น 10 กองตามจำนวนเสียงโหวต “อันดับ 1” ของหนังแต่ละเรื่อง แต่ถ้าหนังเรื่องใดได้เสียงโหวตเกิน 50% หรืออย่างน้อย 3001 ใบ หนังเรื่องนั้นก็จะคว้าชัยไปโดยอัตโนมัติ


2. กรณีที่ไม่มีหนังเรื่องใดได้รับเสียงโหวตเกินครึ่ง หนังที่ถูกเลือกเป็นอันดับ 1 น้อยสุดจะถูกคัดออกก่อน จากนั้นใบลงคะแนนทั้ง 125 ใบ (ตามตัวอย่าง) จะถูกนำมาจัดเรียงใหม่ตามตัวเลือกอันดับ 2


3. ถ้ายังไม่ปรากฏผู้ชนะ หนังที่ถูกเลือกเป็นอันดับ 1 น้อยสุดลำดับถัดมาจะถูกคัดออก จากนั้นใบลงคะแนนทั้ง 150 ใบ (ตามตัวอย่าง) จะถูกนำมาจัดเรียงใหม่ตามตัวเลือกอันดับ 2


4. ทำซ้ำขั้นตอนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีหนังที่ได้เสียงโหวตเกินครึ่ง จากตัวอย่างจะพบว่าหลังขั้นตอนผ่านไป 8 รอบ ผู้ชนะกลับเป็นหนังที่ในรอบแรกได้เสียงโหวตอันดับ 1 ในลำดับที่ 2 แต่ในรอบต่อๆ มาได้เสียงโหวตอันดับ 2 มากกว่า จึงทำคะแนนแซงหน้าหนังที่ได้เสียงโหวตอันดับ 1 สูงสุดในรอบแรกไป


เก็บตกสถิติ

เข้าชิงบ่อยสุด: เมอรีล สตรีพ (Julie & Julia) เข้าชิงเป็นครั้งที่ 16 (สูงสุดในประวัติศาสตร์) หากคำนวณตามจำนวนผลงานหนังทั้งหมด โอกาสเข้าชิงของเธอโดยเฉลี่ยประมาณ 37%

เข้าชิงน้อยสุด: คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (The Last Station) เพิ่งได้เข้าชิงเป็นครั้งแรกหลังคร่ำหวอดอยู่ในวงการมานานกว่า 50 ปีหากคำนวณตามจำนวนผลงานหนังทั้งหมด โอกาสเข้าชิงของเขาโดยเฉลี่ยประมาณ 0.8%

ระยะการเข้าชิงกว้างสุด: เจฟฟ์ บริดเจส (Crazy Heart) เข้าชิงครั้งแรกเมื่อปี 1971 จาก The Last Picture Show ซึ่งถือว่านานกว่าอันดับสอง นั่นคือ เมอรีล สตรีพ ที่เข้าชิงครั้งแรกจาก The Deer Hunter (1978) มากถึง 7 ปี

อายุน้อยสุด: แอนนา เคนดริค (Up in the Air) อายุ 24 ปี อ่อนกว่า แครี มัลลิแกน (An Education) สองเดือนครึ่ง

อายุมากสุด: คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เพิ่งอายุครบ 80 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ปฏิกิริยาผู้เข้าชิง

“ฉันภูมิใจกับหนังเรื่องนี้มาก แต่เนื่องจากฉันไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใดๆ มาก่อน ฉันเลยไม่คิดว่าตัวเองจะมีชื่อติดหนึ่งในห้า แต่พอได้ยินเสียงโทรศัพท์ตอนเช้ามืด ฉันจึงฉุกคิด ‘เอ๊ะ หรือบางที...!’ ฉันพักอยู่บ้านน้องชายในแอลเอ. เขาบอกว่า ‘เตรียมรับโทรศัพท์ทั้งวันได้เลย’ ก่อนจะเดินไปชงกาแฟ แล้วเราสองคนก็นั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าด้วยกัน มันสวยงามมาก แต่ทั้งหมดนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉัน หรือ เจฟฟ์ บริดเจส หากปราศจาก สก็อตต์ คูเปอร์” แม็กกี้ จิลเลนฮาล – เข้าชิงสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Crazy Heart

“พระเจ้า ผมรู้สึกเหมือนจะเป็นลม การต้องมาอยู่หน้ากล้องในรายการถ่ายทอดสดยิ่งทำให้ทุกอย่างลุ้นระทึกขึ้นไปอีกขั้น ผมไม่คิดว่าจะมีโอกาสสัมผัสความรู้สึกแบบนี้อีกนับแต่เช้าวันคริสต์มาสตอนผมอายุได้หกขวบ มันเป็นประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืม การถูกเอ่ยชื่อเคียงข้างกลุ่มคนที่เป็นแรงบันดาลใจทางด้านการแสดงให้ผมตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาถือเป็นเกียรติขั้นสูงสุด พวกเขาทั้งสี่คือตัวแทนของความเป็นเลิศ” เจเรมี เรนเนอร์ – เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก The Hurt Locker (เขามาร่วมรายการ The Today Show ระหว่างการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิง)

“ฉันอยากขอบคุณคณะกรรมการสำหรับเกียรติอันยิ่งใหญ่ สำหรับดีไซเนอร์ การสร้างหนังเกี่ยวกับชาแนลก็เหมือนการสร้างหนังจากบทละครของเชคสเปียร์สำหรับนักแสดง ฉันขอแบ่งปันความสุขใจในครั้งนี้กับผู้กำกับ แอนน์ ฟอนเทน และโคโค่ของเรา ออเดรย์ ตาตู รวมไปถึงทีมงานชั้นยอดทุกคนในแผนกออกแบบเครื่องแต่งกาย” แคทเธอรีน เลอเทอร์เรียร์ – เข้าชิงสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมจาก Coco before Chanel

“นักทำหนังทุกคนฝันอยากจะเข้าชิงรางวัลออสการ์ แต่ขณะถ่ายทำหนังเรื่อง District 9 เราทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าผลงานเล็กๆ เรื่องนี้ ซึ่งถ่ายทำในแอฟริกาใต้และนำแสดงโดยดาราโนเนม จะถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ แต่พูดกันตามตรงเราคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ถ้าปราศจากความเชื่อมั่นของ ปีเตอร์ แจ๊คสัน ผมรู้สึกซาบซึ้ง ตื่นเต้น และนึกขอบคุณคณะกรรมการที่มองเห็นคุณค่าของทีมงานทุกคนที่ช่วยกันทำให้หนังเรื่องนี้เป็นรูปเป็นร่าง” นีล บลอมแคมป์ – เข้าชิงสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก District 9

“ผมกำลังนอนอยู่บนเตียง มันเป็นคืนที่ผมนอนกระสับกระส่ายที่สุดในชีวิต ผมได้แต่ย้ำกับตัวเองว่าจะไม่ตื่นเต้น แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถข่มตาหลับสนิทได้ มันเป็นเซอร์ไพรซ์ชั้นยอดและรางวัลที่น่ายินดี ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้สร้างหนังสารคดี คุณได้ออกไปผจญโลก แล้วนำเรื่องราวที่น่าสนใจกลับมา ผมไม่เคยมองตัวเป็นเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง ผมสร้างหนังเรื่องนี้เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เรากินลงไปในท้อง” โรเบิร์ต เคนเนอร์ – เข้าชิงสาขาหนังสารคดียอดเยี่ยมจาก Food, Inc.

“ฉันนึกมาตลอดว่าเส้นทางสู่ออสการ์ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า ฉันคิดว่าหลายคนเลือกแสดงหนังบางเรื่องเพราะมัน ‘เข้าทางออสการ์’ แต่ไม่มีใครอยากสร้าง The Blind Side ฉันเองยังไม่อยากเล่นหนังเรื่องนี้เลยในตอนแรก ทุกคนพากันคาดไม่ถึง ฉันเองก็เช่นกัน” แซนดร้า บูลล็อค – เข้าชิงสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก The Blind Side

“ฉันกำลังคุยโทรศัพท์บ้านกับเพื่อนคนหนึ่ง คุยมือถือกับเพื่อนอีกคน และในเวลาเดียวกันอีเมลก็หลั่งไหลมาไม่หยุด เพื่อนบ้านคงได้ยินเสียงกรีดร้องของฉันเป็นแน่ ฉันตกใจ ตื่นเต้น และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงร่วมกับนักทำหนังชั้นยอดอีกมากมาย มันวิเศษสุดๆ” อนาสเตเชีย มัสซาโร – เข้าชิงสาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยมจาก The Imaginarium of Doctor Parnassus

“ผมหวั่นวิตกว่าหลายคนจะไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ แต่ในความเห็นของผมการสร้างฉากจะไม่หายไปไหน นี่เป็นแค่เครื่องมืออีกชิ้นที่คุณสามารถหยิบฉวยมาใช้ประโยชน์ เพื่อเลื่อนกำแพงของสตูดิโอออกไปให้กว้างไกลขึ้น ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่กรรมการออสการ์ตระหนักข้อเท็จจริงนี้ ผมดีใจที่พวกเขาอ้าแขนต้อนรับอนาคต เพราะอนาคตยืนอยู่เบื้องหน้าคุณแล้ว” โรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก – เข้าชิงสาขาออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยมจาก Avatar

“Fantastic Mr. Fox ของ โรอัลด์ ดาห์ล เป็นหนังสือที่ผมชื่นชอบที่สุดนับแต่เริ่มหัดอ่านหนังสือ การมีโอกาสดัดแปลงมันเป็นผลงาน stop-motion กับเหล่าเพื่อนร่วมงานที่เปี่ยมทักษะถือเป็นประสบการณ์ที่สุดแสนวิเศษ ผมอยากจะแสดงความยินดีกับ อเล็กซานเดอร์ เดสแพลท ซึ่งเป็นคนแต่งดนตรีประกอบและถูกเสนอชื่อเข้าชิงเช่นกัน” เวส แอนเดอร์สัน – เข้าชิงสาขาหนังการ์ตูนยอดเยี่ยมจาก Fantastic Mr. Fox

“การได้ร่วมงานกับ คลินท์ อีสต์วู้ด ทุกวันและนั่งมอง มอร์แกน ฟรีแมน ทำงานของเขาคือความฝันที่กลายเป็นจริง ผมรู้สึกซาบซึ้งที่มีโอกาสได้แสดงในหนังเรื่องนี้” แม็ท เดมอน – เข้าชิงสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Invictus

“ผมตื่นเต้นและภูมิใจที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง การที่หนังเล็กๆ เรื่องหนึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของกรรมการออสการ์ได้ถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง ผมหวังว่ามันจะช่วยเป็นกำลังใจให้เหล่านักทำหนังอิสระทั่วโลก” นิค ฮอร์นบี้ – เข้าชิงสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก An Education

“ผมดีใจที่หนังตลกไม่ถูกมองข้าม ผมกำลังทานอาหารกลางวันกับเพื่อน ตอนที่ผู้อำนวยการสร้างของเราโทรมาบอกว่า ‘คุณถูกเสนอชื่อเข้าชิง!’ ผมวางแผนทำโน่นทำนี่ตลอดทั้งวันเพื่อจะได้ไม่มานั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ และผมก็ยุ่งจนลืมสนิท หลังรับโทรศัพท์ ผมรีบวิ่งออกไปข้างนอกเพื่อโทรหาครอบครัว กว่าจะรู้ตัวอีกที หนึ่งชั่วโมงก็ผ่านไป และพนักงานได้เก็บอาหารกลางวันของผมไปแล้ว เทศกาลออสการ์ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย” อาร์แมนโด เอียนนุกชี – เข้าชิงสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก In the Loop

“ผมคิดว่าตัวเองทำใจที่จะไม่คาดหวังอะไรทั้งสิ้นได้แล้ว แต่พอทราบข่าว ผมกลับพบว่าตัวเองมีโทนเสียงใหม่ที่ฟังดูแปร่งหูและไม่คุ้นเคย บางทีผมน่าจะหันไปเล่นหนังเพลงอีกสักที” โคลิน เฟิร์ธ – เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก A Single Man

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 02, 2553

Oscar 2010: เงินใครคิดว่าไม่สำคัญ


มุกตลกที่วนเวียนอยู่ในฮอลลีวู้ดมาช้านาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลประกาศรางวัลต่างๆ มากมายหลายกระบุงก่อนสุดท้ายจะปิดฉากลงด้วยรางวัลออสการ์ คือ อาการกระเหี้ยนกระหือรือของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในการดึงดูดคนดังให้มาร่วมงาน ซึ่งย่อมจะส่งผลให้พิธีแจกรางวัลลูกโลกทองคำของพวกเขาดูน่าตื่นเต้น ชวนเร้าใจมากขึ้นสำหรับคนส่วนใหญ่ ซึ่งเดินเข้าโรงหนังเพียงเพื่อหาความบันเทิงฆ่าเวลา จนกลายเป็นที่มาของการสอดไส้รายนามผู้เข้าชิงที่ดู “น่ากังขา” ปรากฏให้เห็นแทบทุกปี เช่น เมื่อ จูเลีย โรเบิร์ตส์ เข้าชิงนักแสดงสมทบหญิงจาก Charlie Wilson’s War เมื่อสองปีก่อน เป็นต้น

ทว่าปีนี้สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้พัฒนามาตรฐานใหม่ของพฤติกรรม “คลั่งดารา” ขึ้นไปอีกขั้น สังเกตได้จากผลรางวัลที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะชัยชนะของซูเปอร์สตาร์ แซนดร้า บูลล็อค (The Blind Side) เหนือนักแสดงหญิงโนเนม แต่เป็นขวัญใจนักวิจารณ์ แครีย์ มัลลิแกน (An Education) ในสาขานักแสดงนำหญิง (ชีวิต) และชัยชนะของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Sherlock Holmes) เหนือผู้เข้าชิงที่เหลืออีกสี่คนในสาขานักแสดงนำชาย (เพลง/ตลก) โอเค บางทีเราอาจตัด เดเนียล เดย์-ลูว์อีสต์ ออกไปคน เนื่องจากในหนังเรื่อง Nine เขาถูกเหล่านักแสดงสาวน้อยสาวใหญ่ สวยบ้างไม่สวยบ้างกลบรัศมีจนไม่เหลือราคาเจ้าของสองรางวัลออสการ์ จนอาจกล่าวได้ว่าการเข้าชิงของเดย์-ลูว์อีสต์เกิดจากระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยนำเอาเครดิตในอดีตและความดังมาบวกแต้มเพิ่มมากพอๆ กับการเข้าชิงของดาวนีย์นั่นเอง

ผลรางวัลดังกล่าวดูจะสอดคล้องกันดีกับชัยชนะของ Avatar ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ชีวิต) The Hangover ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (เพลง/ตลก) และ Up ในสาขาภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม... ราวกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้เพิ่มกติกาใหม่เข้าไปว่า “อย่าหวังจะได้รางวัลถ้าหนังของคุณทำเงินไม่เกิน 100 ล้าน!”

สงสารก็แต่ Up in the Air ที่ก่อนหน้าการประกาศรางวัลสามารถสร้างกระแสตีคู่มากับ Avatar หรืออาจจะนำหน้าอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายกลับได้รางวัลปลอบใจไปครองเพียงรางวัลเดียว นั่นคือ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ส่วนอาการ “วืด” ของ The Hurt Locker หลังเดินหน้ากวาดรางวัลมาครองจนนับไม่ถ้วนนั้นถือว่าไม่น่าประหลาดใจ เพราะรสนิยมของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศมักแตกต่างจากรสนิยมของเหล่าสมาคมนักวิจารณ์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นเรื่องชวนช็อกอยู่ดีที่ แคทธีน บิเกโลว์ พลาดรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม เพราะกระทั่ง เจมส์ คาเมรอน เองยังคาดว่าอดีตภรรยาของเขาจะคว้าชัยไปในที่สุด และเธอก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากด้วย (“ผมยังตกตะลึงไม่หาย ผมแน่ใจว่าแคทธีนต้องได้รางวัล ผมคิดว่าเนื่องจากกรรมการเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศ พวกเขาอาจชอบหนังของเรามากกว่า ฉะนั้นรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจึงพอจะเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม” คาเมรอนให้สัมภาษณ์ในงานเลี้ยงหลังพิธีมอบรางวัล) แม้กระแสข่าวลือก่อนหน้าจะปรากฏชัดเจนว่าคณะกรรมการไม่ค่อยชอบ The Hurt Locker สักเท่าไหร่ แต่หลงรัก Avatar หมดหัวใจ แต่หลายคนยังเชื่อว่าสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศน่าจะแบ่งรางวัลผู้กำกับให้บิเกโลว์ เนื่องจากเธอคู่ควรมากกว่าใคร แถมยังถูกมองข้ามมานานด้วย

คำถามที่ตามมา คือ ผลรางวัลลูกโลกทองคำมีอิทธิพลมากแค่ไหนต่อรางวัลออสการ์?

คำตอบ คือ ไม่มากนัก เช่นเดียวกับบรรดารางวัลของนักวิจารณ์ทั้งหลาย เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะคณะกรรมการออสการ์ไม่ใช่นักวิจารณ์ หรือนักข่าวต่างประเทศ และพวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า พวกเขา “ไม่แคร์สื่อ” ขนาดไหนในการเลือกผู้ชนะ หรือผู้เข้าชิง แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารางวัลลูกโลกทองคำมีส่วนช่วยสร้างกระแส หรือลดความร้อนแรงให้แก่หนังบางเรื่อง ตลอดจนนักแสดงบางคน

แม้จะฟาดแห้วไปเต็มท้อง แต่สุดท้ายแล้ว แคทธีน บิเกโลว์ และ The Hurt Locker ยังถือเป็นคู่แข่งที่สูสีกับ เจมส์ คาเมรอน และ Avatar มากสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ Up in the Air เริ่มเสียหลัก (เข้าชิง 6 ได้มา 1 ซ้ำร้าย ตัวเก็งอย่าง จอร์จ คลูนีย์ ยังพลาดท่าให้แก่ เจฟฟ์ บริดเจส และต้องไม่ลืมว่าหนังชวดการเข้าชิงสาขานักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยมบนเวที SAG อีกด้วย) อันที่จริง การคว้ารางวัลลูกโลกทองคำมาครองอาจถือเป็นลางร้ายสำหรับ Avatar ก็ได้ หากพิจารณาจากสถิติที่ว่าในรอบห้าปีที่ผ่านมา รางวัลสูงสุดบนเวทีลูกโลกทองคำสอดคล้องกับออสการ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือเมื่อปีก่อน (Slumdog Millionaire) ส่วนอีกสี่ปีที่เหลือลูกโลกทองคำเลือก Atonement, Babel, Brokeback Mountain และ The Aviator ขณะที่ออสการ์เลือก No Country for Old Men, The Departed, Crash และ Million Dollar Baby (สองสามวันก่อนหน้า The Hurt Locker เพิ่งคว้าชัยเหนือ Avatar บนเวที Critics’ Choice Award ซึ่งมีรสนิยม “ตลาด” กว่าสมาคมนักวิจารณ์ทั้งหลาย แม้ชื่อรางวัลจะชวนให้นึกถึงรางวัลนักวิจารณ์ก็ตาม ที่สำคัญ ตลอดสามปีที่ผ่านมาหนังเยี่ยมของพวกเขาสอดคล้องกับออสการ์ทั้งหมด)

จุดแข็งเดียว แต่ถือว่าใหญ่โตมากในโลกทุนนิยม ของ Avatar นอกเหนือจากอลังการงานสร้าง คือ เงินจำนวนมหาศาลที่หนังเรื่องนี้โกยเข้าสตูดิโอและอุตสาหกรรมหนังโดยรวม (ปัจจุบันกำลังจะทำลายสถิติของ Titanic เจ้าของ 11 รางวัลออสการ์อยู่รอมร่อ) และท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ กรรมการหลายคนจึงอาจเลือกโหวตให้ Avatar ในฐานะที่มันเป็นเหมืองทองซึ่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนในวงการบันเทิงหลายพันหลายหมื่นคน (และแน่นอน เขาคงต้องชอบตัวหนังด้วย) ส่วนจุดแข็งเดียวของ The Hurt Locker คงอยู่ที่คุณภาพของเนื้องาน ซึ่งไม่ได้อาร์ตตัวแม่ แต่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบตามแนวทาง คล้ายคลึงกับ No Country for Old Men เมื่อสองปีก่อน

โดยสถิติแล้ว Avatar อาจเสียเปรียบคู่แข่งอยู่หน่อยตรงที่หนังตระกูลไซไฟไม่ค่อยป็อปปูล่าในหมู่กรรมการออสการ์มากนัก (มันเป็นหนังไซไฟเรื่องที่สองที่ได้รางวัลลูกโลกทองคำ ถ้าคุณนับ E.T.: The Extra Terrestrial เป็นหนังไซไฟ) แต่ชัยชนะของ No Country for Old Men, The Departed และ The Lord of the Rings: The Return of the King ดูจะพิสูจน์ให้เห็นว่ากรรมการออสการ์เริ่มเปิดกว้างให้กับหนังแนวต่างๆ มากขึ้น ขณะเดียวกัน การกวาดรางวัลหนังและผู้กำกับจากสามสถาบันนักวิจารณ์ชั้นนำ (สมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์ก แอลเอ และ National Society of Film Critics) ของ The Hurt Locker ก็อาจกลายเป็นคำสาปแช่ง เพราะหนังเรื่องล่าสุดที่ทำได้แบบเดียวกัน คือ L.A. Confidential (1997) และเราทุกคนคงทราบกันดีแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับมาสเตอร์พีซของ เคอร์ติส แฮนสัน บนเวทีออสการ์ เมื่อมันวิ่งไปชนภูเขาน้ำแข็งของ เจมส์ คาเมรอน

กระนั้น มีคนตั้งข้อสังเกตว่าอะไรๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เนื่องจากปีนี้กฎการลงคะแนนรอบสุดท้ายถูกปรับเปลี่ยนใหม่ โดยแทนที่จะเลือกหนังยอดเยี่ยมเพียงเรื่องเดียวจากห้าเรื่อง กรรมการจะต้องเรียงลำดับหนังที่เข้ารอบทั้งสิบเรื่องจากหนึ่งถึงสิบ นั่นหมายความว่า หนังที่ถูกเลือกเป็นอันดับ 1 มากสุดอาจไม่ใช่ผู้ชนะ เพราะคะแนนรวมของมันอาจไม่มากเท่าหนังอีกเรื่อง ซึ่งถูกโหวตเป็นอันดับหนึ่งน้อยกว่า แต่ได้คะแนนจากการเป็นอันดับ 2, 3 หรือ 4 มากกว่า (กฎการเลือกผู้ชนะในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมถูกปรับเปลี่ยนเพื่อป้องกันไม่ให้หนังชนะรางวัลสูงสุดโดยได้รับเสียงโหวตต่ำกว่า 1000 เสียงจากกรรมการกว่า 6000 คน เพราะคะแนนถูกเฉลี่ยไปตามจำนวนผู้เข้าชิงที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว) ด้วยเหตุนี้เอง Up in the Air หรือกระทั่ง Inglourious Basterds ก็ยังมีโอกาสพลิกกลับมาชนะ หากพวกมันได้คะแนนโหวตในลำดับต้นๆ มากพอ

สองสาขาที่ดูเหมือนจะหมดสิทธิ์ลุ้นบนเวทีออสการ์ค่อนข้างแน่แล้ว คือ นักแสดงสมทบชายและหญิง หลัง คริสตอฟ วอลซ์ (Inglourious Basterds) และ โมนีก (Precious: Based on the Novel Push by Sapphire) เดินหน้าคว่ำคู่แข่งอย่างไม่หยุดหย่อน และรางวัลลูกโลกทองคำก็ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดที่ช่วยตอกย้ำความมั่นใจ

ตรงกันข้าม สาขานักแสดงนำหญิงประจำปีนี้คงต้องลุ้นกันตัวโก่งหน่อย เพราะมีคู่แข่งสองคนที่เบียดตีคู่กันมาในช่วงโค้งสุดท้ายชนิดหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว โดยนอกจากจะแบ่งลูกโลกทองคำกันไปคนละตัวแล้ว แซนดร้า บูลล็อค (The Blind Side) กับ เมอรีล สตรีพ (Julie & Julia) ยังแชร์รางวัลนักแสดงนำหญิงร่วมกันบนเวที Critics’ Choice Award อีกด้วย คนแรกอาจได้เปรียบตรงที่ยังไม่เคยได้ออสการ์... อันที่จริง เธอยังไม่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาต่อการคว้ารางวัลมาครอง สังเกตได้จาก ฮิราลี สแวงค์ (Boys Don’t Cry) ฮัลลี เบอร์รี (Monster’s Ball) รีส วิทเธอร์สพูน (Walk the Line) และ มาริยง โกติญาร์ (La Vie En Rose) ส่วนคนหลังได้เปรียบตรงที่เธอมีชื่อว่า “เมอรีล สตรีพ” และครั้งหลังสุดที่เธอคว้ารางวัลออสการ์มาครอง คือ Sophie’s Choice เมื่อ 27 ปีก่อน โดยระหว่างช่วงเวลานั้นเธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงอีก 11 ครั้ง แต่กลับชวดรางวัลทั้งหมด! สตรีพเพิ่งจะอายุครบ 60 ปีไปไม่นาน และนับจาก เจสซิก้า แทนดี้ (Driving Miss Daisy) เมื่อสองทศวรรษก่อน มีเพียง เฮเลน เมียร์เรน (The Queen) เท่านั้นที่ได้รางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงขณะอายุเกิน 60 ปี จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่าออสการ์ชื่นชอบสาวน้อยมากกว่าสาวแก่ (จุดนี้อาจช่วยให้ แคร์รี มัลลิแกน มีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย)

การถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์มาแล้ว 4 ครั้ง แต่ยังไม่เคยได้รางวัลเลยดูจะมีส่วนช่วย เจฟฟ์ บริดเจส (Crazy Heart) ให้ถือแต้มเหนือ จอร์จ คลูนีย์ (Up in the Air) คู่แข่งตัวฉกาจ นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ชื่นชอบและเคารพนับถือในวงการมากไม่แพ้กัน แตกต่างจาก มิกกี้ รู้ก (The Wrestler) เมื่อปีก่อน ซึ่งน่าจะสร้างศัตรูในวงการไว้มากพอๆ กับมิตร จนเป็นเหตุให้เขาถูก ฌอน เพนน์ (Milk) เฉือนเอาชนะบนเวทีออสการ์ (และปีนี้เขาก็ยังไม่วายสร้างศัตรูเพิ่มด้วยการตีหน้าเหยขณะประกาศรางวัลนักแสดงนำหญิง ราวกับจะบอกว่าเขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับตัวเลือกของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ) ภาพการลุกขึ้นยืนปรบมือของเหล่าผู้ร่วมงานเมื่อชื่อของบริดเจสถูกประกาศอาจปรากฏให้เห็นอีกครั้งในวันที่ 7 มีนาคม มันเป็นเครื่องรับประกันว่ารางวัลนักแสดงนำชาย (ชีวิต) น่าจะเป็นหนึ่งในรางวัลที่โดนวิพากษ์วิจารณ์น้อยสุดบนเวทีลูกโลกทองคำประจำปีนี้

วันจันทร์, มกราคม 25, 2553

Avatar: กระทั่งคนตัวฟ้าก็เรียกหาอัศวินม้าขาว


มีหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถทำให้ผมดื่มด่ำไปกับภาพบนจอจนไม่อยากสนใจเรื่องราวใดๆ อีกต่อไป เท่าที่พอจะนึกออกในตอนนี้ก็เช่น Syndrome and a Century ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ Flowers of Shanghai ของ โหวเสี่ยวเฉียน แต่ล่าสุดคงต้องนับรวม Avatar ของ เจมส์ คาเมรอน เข้าไปอีกเรื่อง ด้วยเหตุผลที่อาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ สองเรื่องแรกนั้นสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผมทั้งในแง่ความงาม (การจัดแสง การเลือกมุมกล้อง) และการจัดองค์ประกอบภาพที่ชวนให้ค้นหาความหมาย เชื่อมโยง หรือจัดเรียงความรู้สึก แต่หนังของคาเมรอนกลับดูน่าตื่นตาในแง่มุมที่เป็นรูปธรรมกว่า และอาจไม่เกี่ยวข้องกับทักษะ หรือเทคนิคภาพยนตร์มากนัก โดยถ้าจะเทียบไปแล้วมันคงเป็นความงามที่น่าตื่นเต้นในลักษณะเดียวกับการจ้องรูปสามมิติ (ถ้าใครยังจำได้) หรือรูปเรืองแสง นั่นคือ วิจิตรบรรเจิดจนบางครั้งไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง แต่ขณะเดียวกันกลับไม่ได้ชวนค้นหา หรือสื่อความหมายมากนัก จนผมอดเห็นด้วยกับนักวิจารณ์เมืองนอกคนหนึ่งไม่ได้ที่บอกว่า Avatar ก็เป็นแค่ “สกรีนเซฟเวอร์ที่ราคาแพงที่สุดในโลก!”

กระนั้นผมไม่เคยคิดจะดูหมิ่น หรือหยามเหยียดทักษะทางภาพยนตร์ของคาเมรอนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผมคิดว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องชั้นยอดและเชี่ยวชาญการกำกับฉากแอ็กชั่นชนิดหาตัวจับยาก (ระดับเดียวกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก) อาจกล่าวได้ว่านับแต่คาเมรอนเกษียณตัวเองไปนาน 12 ปีหลังความสำเร็จระดับมโหฬารของ Titanic วงการหนังบล็อกบัสเตอร์ก็เหมือนจะดำดิ่งลงหุบเหวจากเทรนด์ “ยิ่งตัดเยอะ ยิ่งสับสนดี” ซึ่งไม่ได้กินความเฉพาะหนังแอ็กชั่นอย่าง The Dark Knight และ Transformers เท่านั้น (ผมนึกโทษ พอล กรีนกราส สำหรับเทรนด์ดังกล่าว) แต่ยังลุกลามไปถึงบรรดาหนังเพลงทั้งหลายอีกด้วย (ใช่แล้ว ร็อบ มาร์แชล คุณนั่นแหละ!) การวางสตอรี่บอร์ดอย่างละเอียดถี่ถ้วน ลำดับเหตุการณ์แบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อผลกระทบทางอารมณ์ขั้นสูงสุด และร้อยเรียงช็อตอย่างระมัดระวังเพื่อให้คนดูสามารถติดตามความเป็นไปได้อย่างราบรื่นแทบจะกลายเป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสูงที่หายากพอๆ กับสัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์ในยุคสมัยของเด็กสมาธิสั้น ที่ไม่อาจทนดูภาพเดิมๆ ได้เกินเสี้ยววินาทีโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

ใน Avatar คาเมรอนไม่กลัวที่จะทิ้งระยะเวลาของช็อตให้นานขึ้นสักนิด เพื่อคนดูจะได้อิ่มเอมกับฉากซีจีสุดอลังการ เหล่าต้นไม้แปลกตา และสัตว์ประหลาดนานาพันธุ์ ซึ่งเขาเสียเวลาและเงินทองจำนวนมากในการเนรมิตขึ้น ผมนึกขอบคุณการกลับมาของช็อตที่มีความยาวเกิน 3 วินาทีในหนังยุคใหม่ หลังจากเคยหงุดหงิดกับฉากไคล์แม็กซ์ใน Moulin Rouge! เพราะผู้กำกับ แบซ เลอห์มาน ยืนกรานที่จะซอยภาพยิบย่อยจนคนดูไม่มีโอกาสดื่มด่ำกับฉากเต้นรำอันตระการตาบนเวทีได้อย่างเต็มเปี่ยม (บางทีเขาน่าจะเรียนรู้จากหนังเพลงบอลลีวู้ดให้มากกว่านี้)

บางคนยกย่อง Avatar เป็นหลักไมล์สำคัญของวงการภาพยนตร์ บ้างถึงขั้นนำไปเปรียบกับ The Jazz Singer ภาพยนตร์เสียงเรื่องแรก เลยก็มี หากตัดสินกันในแง่เทคนิค คำอ้างข้างต้นอาจไม่เกินจริงไปไกลนัก เมื่อพิจารณาว่า Avatar ได้ทำลายเส้นแบ่งระหว่าง live action และ animation ลงอย่างราบคาบผ่านเหล่าตัวละครเนวี ที่เคลื่อนไหวและแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างลื่นไหล สมจริง รวมไปถึงการพัฒนารูปแบบสามมิติให้กลมกลืนกับตัวหนังโดยเน้นความลึกของภาพมากกว่าจะทำลายเส้นกั้นขอบจอด้วยการโยนสารพันสิ่งของเข้าใส่คนดู ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากคุณเคยชมหนังอย่าง The Abyss และ Terminator 2: Judgment Day ซึ่งดำรงสถานะผู้นำเทรนด์มาก่อน

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า เจมส์ คาเมรอน ถือเป็นทั้งนักปฏิวัติและอนุรักษ์นิยมไปพร้อมๆ กัน โดยจุดเด่นของเขาอยู่ตรงการผสมผสานสิ่งใหม่เข้ากับสิ่งเก่าเพื่อสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ (ส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชน์จากเทคนิคพิเศษ) ภายใต้โครงสร้างที่คนดูคุ้นเคยมาช้านานและรู้สึก “อุ่นใจ” (ลักษณะการเล่าเรื่องแบบคลาสสิก) คงด้วยเหตุนี้กระมัง หนังของเขาจึงมักได้รับความนิยมอย่างสูงไปทั่วโลก

Titanic สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการภาพยนตร์เนื่องจากมันคลุกเคล้าความน่าตื่นตาของเทคนิคพิเศษใหม่ล่าสุดเข้ากับเรื่องรักน้ำเน่าแบบที่ทุกคนคุ้นเคยได้อย่างลงตัว ผู้ชมไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงมากนักในการติดตามเรื่องราว หรือทำงานหนักเพื่อเอาใจช่วยตัวละคร เพราะขาวกับดำได้ถูกแบ่งแยกไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้ว เช่นเดียวกับตัวละครใน Avatar แต่คราวนี้ดูเหมือนคาเมรอนจะใช้เวลาวางรายละเอียดของฉากหลังมากเป็นพิเศษ จนส่งผลให้ตัวละครทั้งหลายของเขาขาดเลือดเนื้อและน้ำหนัก เช่น โอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตใหม่ของ เจค ซัลลี (แซม วอร์ธิงตัน) ไม่ได้ถูกสำรวจอย่างจริงจัง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเขาในร่างอวตารกับ เนย์ทิรี (โซอี้ ซัลดานา) ก็ค่อนข้างเบาบางจนไม่สามารถโน้มนำอารมณ์ได้

ท่ามกลางเทคนิคพิเศษสุดหรู ทุนสร้างมหาศาล และการจัดจำหน่ายหนังไปฉายพร้อมกันทั่วโลกจนสามารถกวาดเงินมาครองนับพันล้านเหรียญภายในเวลาอันรวดเร็ว Avatar ได้สอดแทรกนัยยะเกี่ยวกับความตะกรุมตะกรามแห่งโลกทุนนิยมและภาวะดาบสองคมของเทคโนโลยี ที่อาจนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษามากพอๆ กับการทำสงครามล่าอาณานิคม ความย้อนแย้งกันเองระหว่างตัวหนัง (ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อันถือกำเนิดขึ้นจากความรุ่งเรืองของโลกทุนนิยม ตลอดจนแผ่อิทธิพลครอบงำทางวัฒนธรรมไปยังประเทศต่างๆ) และเนื้อหาในหนังส่งผลให้การนั่งชม Avatar ไม่ต่างจากการนั่งอ่านบทความเชิดชูคุณค่าของจิตใจเหนือรูปกายภายนอกในนิตยสาร Vogue แน่นอน เจตนารมณ์ที่ดีไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือน่าหัวเราะเยาะ แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการต้องมานั่งฟังหนังฮอลลีวู้ดราคา 300 ล้านเหรียญสั่งสอนเกี่ยวกับความละโมบและชั่วร้ายของระบบทุนนิยมมันออกจะดูตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย

สารชั้นแรกของ Avatar ค่อนข้างโปรสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมืองอย่างเด่นชัด (ความรู้สึกผิดของคนผิวขาว? เหมือนจะบอกว่า “ขอโทษนะที่เราเคยแย่งดินแดนของคุณ เข่นฆ่าคุณ ขับไล่คุณออกจากบ้านเกิดเมืองนอน แต่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราจะสร้างหนังมาชดเชยความผิดในอดีต”) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนังจะถูกต่อต้านจากฝ่ายขวา โดยบางคนตีความถึงขั้นว่า ความสำเร็จทางรายได้ของ Avatar เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าคนอเมริกันเปิดใจยอมรับหนังที่สะท้อนแนวคิดต่อต้านสงครามในอิรัก นอกจากนี้มันยังสอดแทรกทัศนะแอนตี้อเมริกันเอาไว้ด้วย สังเกตได้จากการวาดภาพตัวละครฝ่ายทหารอเมริกัน ซึ่งเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ไร้มนุษยธรรม และขาดสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของ Avatar สะท้อนข้อเท็จจริงว่าอเมริกันชนเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตจริงหรือ คำอ้างดังกล่าวชวนให้น่ากังขาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เฉพาะจากเหตุผลที่ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปดูหนังของ เจมส์ คาเมรอน คงไม่คาดหวังอะไรมากไปกว่าความบันเทิงชวนตื่นตาจนมองข้ามเนื้อหาสาระที่สอดแทรกเอาไว้ แต่ยังรวมไปถึงคำถามว่า Avatar โปรชนพื้นเมืองจริงหรือ ซึ่งนั่นจะนำเราไปยังสารชั้นที่สอง

เช่นเดียวกับหนังอย่าง The Last Samurai และ Dances with Wolves หรือกระทั่งสารคดีเรื่อง The Good Woman of Bangkok ซึ่งเล่าถึงความช่วยเหลือของฝรั่งผิวขาว (ผู้กำกับหนัง) ต่อโสเภณีไทยนางหนึ่งให้รอดพ้นจากความยากจน Avatar มุ่งสะท้อนให้เห็น “วีรกรรม” ของคนผิวขาวที่เข้ามากอบกู้ชนพื้นเมืองที่น่าสงสารและถูกรุกราน โดยเน้นย้ำให้เห็นความเหนือกว่าของฝ่ายแรก ทั้งในแง่เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังทุน (กรณีของ The Good Woman of Bangkok) ไปพร้อมๆ กับความบริสุทธิ์ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ (หรือพูดง่ายๆ คือ ล้าหลัง) ของฝ่ายหลัง

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวละครหลักทั้งสามล้วนเป็นเพศชาย ส่วนประเทศโลกที่สามก็ถูกแทนที่ด้วยเพศหญิง ผ่านพล็อตรองในส่วนของความรักระหว่างตัวละครเอกกับผู้หญิงพื้นเมือง กล่าวคือ นอกจาก Avatar จะสะท้อนแนวคิดหลักของลัทธิอาณานิคมแล้ว (ฝ่ายปกครอง หรือฝรั่งผิวขาว มีสถานะเหนือกว่าฝ่ายที่ถูกปกครอง หรือชนพื้นเมือง) มันยังตอกย้ำทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่อีกด้วย ซึ่งทั้งสองแนวคิดมักถือกำเนิดควบคู่กันไปเสมอ จริงอยู่ หนังอาจวาดภาพให้เห็นผู้หญิงนักรบอย่างเนย์ทิรี ผู้หญิงนักอนุรักษ์อย่าง เกรซ (ซิกเกอร์นีย์ วีเวอร์) และผู้หญิงแกร่งอย่าง ทรูดี้ (มิเชลล์ โรดริเกซ) แต่จุดใหญ่ใจความหลักของ Avatar ยังคงวนเวียนอยู่กับการแปรสภาพจากนายทหารพิการไปสู่นักรบผู้นำชนเผ่าของเจคอยู่ดี เขาคือชายผิวขาวผู้ยิ่งใหญ่ที่เข้ามาปลดปล่อยความทุกข์ยากให้แก่ชนพื้นเมืองที่ไร้ทางสู้ทั้งหลาย (ตรงกันข้ามกับเรื่องราวของโพคาฮอนตัสใน The New World ซึ่งหลายคนหยิบยกมาเปรียบเทียบในแง่ความคล้ายคลึงทางพล็อตเรื่อง เนื่องจากหนังเรื่องนั้นของ เทอร์เรนซ์ มาลิก มุ่งโฟกัสไปยังการเดินทางจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่งของผู้หญิงพื้นเมือง ส่วนตัวละครเพศชายทั้งสองคนล้วนถูกผลักให้เป็นเพียงตัวประกอบ)

ที่สำคัญ Avatar ยังก้าวไปไกลกว่าหนัง “อัศวินม้าขาว” เรื่องอื่นๆ ข้างต้นตรงที่เจคสามารถสลัดความเป็นคนนอกของตนออกได้อย่างหมดจดในฉากจบเรื่อง เขาไม่ใช่คนผิวขาวในหมู่คนตัวฟ้า (หรือคนตัวเหลือง ตัวน้ำตาลในกรณีของ The Last Samurai และ Dances with Wolves) ไม่ใช่อวตารในโลกแห่งความเป็นจริงอีกต่อไป แต่เป็นชนเผ่านาวีโดยสมบูรณ์แบบในแง่รูปลักษณ์ภายนอก นั่นถือว่าไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับพลทหารพิการ ที่เป็นแค่บุรุษไร้ค่าในโลกของมนุษย์ผิวขาว แต่กลับกลายมาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในโลกของมนุษย์ผิวสีฟ้า... จริงอยู่ว่า Avatar อาจเปิดศักราชใหม่ให้แก่โลกภาพยนตร์ในแง่เทคโนโลยี แต่หากมองในแง่เนื้อหาและทัศนคติแล้ว มันกลับเป็นเพียงฝันเปียกที่ตกค้างมาจากยุคล่าอาณานิคม

วันอังคาร, มกราคม 12, 2553

ออสการ์ 2010: And Then There Were Ten


หัวข้อที่คนพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับรางวัลออสการ์ในปีนี้ คือ การเพิ่มรายชื่อผู้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก 5 เป็น 10 เรื่อง โดยข้อสงสัยของคนส่วนใหญ่อยู่ตรงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้หนังอาร์ตเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเข้าทางออสการ์ เช่น Mullholland Drive หรือหนังตลาดชั้นดีที่มักจะถูกมองข้าม เช่น The Dark Knight มากกว่ากัน แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปใด คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคงหนีไม่พ้น พิกซาร์ สตูดิโอ เพราะหนังของพวกเขามักทำเงินมหาศาลและกวาดคำชมจากนักวิจารณ์มากมาย แต่กลับถูกมองข้ามในสาขาใหญ่สุดครั้งแล้วครั้งเล่า เหตุผลสำคัญเนื่องมาจากกรรมการออสการ์เลือกหนังได้แค่ 5 เรื่อง จึงไม่เหลือที่ว่างมากพอสำหรับหนัง “การ์ตูน” ซึ่งมีสาขา Animation แบ่งแยกไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

ดังนั้นในปีนี้ Up เลยกลายเป็นตัวเก็งที่จะเข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้ายสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมค่อนข้างแน่นอน สถานการณ์ดังกล่าวคงไม่มีวันเป็นไปได้ หากตัวเลือกยังถูกจำกัดไว้แค่ 5 (ถ้า Wall-E ยังทำไม่สำเร็จ Up ก็คงหมดหวัง) ส่วนหนังเรื่องอื่นๆ ที่น่าจะได้ตั๋วทองเช่นกัน คือ Avatar, Up in the Air, The Hurt Locker, Inglourious Basterds และ Precious: Based on the Novel Push by Sapphire รวมแล้วเท่ากับ 6 เรื่อง

อีกสองเรื่องที่ไม่คงพลาดเรือเที่ยวสุดท้าย ได้แก่ Invictus พิจารณาจากบารมี คลินท์ อีสต์วู้ด กับคำวิจารณ์แง่บวก และ Nine ซึ่งมี ฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ คอยผลักดันแบบสุดแรงเกิด แม้หนังจะถูกสับจนเสียศูนย์ (แต่ไม่มากเท่า The Lovely Bones ของ ปีเตอร์ แจ๊คสัน) แถมยังทำเงินในสัปดาห์แรกได้ไม่เข้าเป้า อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบสำคัญอยู่ตรงพลังดาราเจิดจรัสของ นิโคล คิดแมน, เพเนโลปี้ ครูซ, มาริยง โกติญาร์, เดเนียล เดย์ ลูว์อีส, เคท ฮัดสัน และ จูดี้ เดนช์ (เสียงโหวตจากกรรมการออสการ์กลุ่มนักแสดง ซึ่งมีจำนวนมากสุด น่าจะช่วยผลักดันให้ Nine หลุดเข้าชิงได้แบบฉิวเฉียด ขณะเดียวกันการที่หนังติดหนึ่งในห้าสาขา “กลุ่มนักแสดงยอดเยี่ยม” บนเวที SAG ก็เป็นตัวพิสูจน์แล้วว่าเหล่านักแสดงชื่นชอบหนังในระดับหนึ่ง)

อย่าลืมว่าเมื่อปีก่อน ใครๆ ก็พากันเชิดใส่ The Reader ของไวน์สไตน์ เมื่อปรากฏว่าหนังได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างแย่ โดนก่นด่าสารพันจากคนหลายกลุ่ม แต่สุดท้ายหนังกลับหลุดเข้าชิงสาขาสำคัญๆ ได้แบบครบถ้วน ทั้งนี้เพราะกรรมการออสการ์ “ไม่ใช่” นักวิจารณ์ และการโหวตแบบลับๆ (กรอกรายชื่อลงในใบคะแนน) ทำให้พวกเขาสามารถเลือกหนังที่ชอบได้โดยไม่ต้องแคร์สื่อ

ส่วนสองที่ว่างสุดท้ายคงเป็นการตบตีแย่งชิงกันระหว่าง An Education หนังดรามา-โรแมนติกที่กวาดคำชมจากนักวิจารณ์ A Serious Man หนังดรามาปนตลกของสองพี่น้องโคน The Blind Side หนังฟีลกู๊ดซึ่งทำเงินแตะหลัก 200 ล้านดอลลาร์อย่างไม่น่าเชื่อ และ District 9 หนังไซไฟที่นักวิจารณ์ชื่นชอบ

ช่วงเวลานี้อาจยังเร็วเกินกว่าจะคาดเดาว่าใครจะคว้าชัยไปครองในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เพราะทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่หากวิเคราะห์ตามกระแสของรางวัลต่างๆ ที่ทยอยประกาศรายชื่อผู้เข้าชิง (ลูกโลกทองคำและสมาพันธ์นักแสดง) และผู้ชนะ (สมาคมนักวิจารณ์ต่างๆ) ออกมาอย่างต่อเนื่อง หนังสามเรื่องที่ทำท่าจะขับเคี่ยวกันอย่างสุดมันคือ Up in the Air, The Hurt Locker และ Avatar

เรื่องแรกดูจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างอาร์ตกับตลาด (ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก National Board of Review) แต่บางคนตั้งข้อสังเกตว่าตอนจบที่ไม่ค่อยเอาใจคนดูของหนังอาจกลายเป็นอุปสรรค (กระนั้น ข้อกล่าวหาเดียวกันนี้หาได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อ No Country for Old Men จริงอยู่ว่า เจสัน ไรท์แมน กระดูกคนละเบอร์กับสองพี่น้องโคน แต่กรรมการออสการ์ดูจะชื่นชอบเขาไม่น้อย สังเกตได้จากความสำเร็จของ Juno เมื่อสองปีก่อน) เรื่องที่สองเป็นขวัญใจนักวิจารณ์ตัวจริง โดยกวาดรางวัลใหญ่จากทั้งสมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์ก (NYFCC) และแอลเอ (LAFCA) มาครองอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่สุดท้ายจะลงเอยแบบเดียวกับ Sideways และ Brokeback Mountain หรือไม่ เราคงต้องรอดูกันต่อไป

ส่วน Avatar ก็กำลังไต่ระดับมาเป็นเต็งหนึ่ง พิจารณาจากรายได้ที่ไม่ค่อยตก (คนดูชื่นชอบ) คำวิจารณ์สวยหรู (คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก New York Film Critics Online มาครอง) และสถานะ “จุดเปลี่ยน” ของวงการภาพยนตร์ในเชิงเทคนิคแบบเดียวกับ Titanic (บางคนถึงขนาดเปรียบเทียบมันกับ The Jazz Singer เลยด้วยซ้ำ) ปัญหาหลักคงอยู่ตรงที่ไซไฟไม่ใช่หนังแนวทางโปรดของเหล่ากรรมการออสการ์ แต่ก่อนหน้า The Lord of the Rings: The Return of the King เราก็เคยคิดแบบเดียวกันนั้นกับภาพยนตร์แนวแฟนตาซี จุดต่าง คือ ปีเตอร์ แจ๊คสัน ใช้เวลา 3 ปีและหนัง 3 เรื่องในการทำลายอคติดังกล่าว เจมส์ คาเมรอน จะทำแบบเดียวกันโดยใช้หนังแค่ 1 เรื่องได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่าหนังของเขาได้คำวิจารณ์ไม่งดงามเท่าหนังของแจ๊คสัน

War of the Roses

มวยคู่หลักบนเวทีออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนี้คงเป็น เจมส์ คาเมรอน vs. (อดีตภรรยา) แคทธีน บิเกโลว์ ฝ่ายแรกเสียเปรียบตรงเคยได้รางวัลนี้มาแล้วจาก Titanic ฝ่ายหลังได้เปรียบตรงการเดินหน้ากวาดรางวัลนักวิจารณ์มาครองแบบไม่แบ่งให้ใคร โดยโอกาสที่บิเกโลว์จะกลายเป็นผู้กำกับหญิงออสการ์คนแรกจะสดใสแค่ไหนคงต้องรอผลจากลูกโลกทองคำและสมาพันธ์ผู้กำกับอีกรอบ แต่บอกได้คำเดียวว่า ณ เวลานี้ เธอมีภาษีดีกว่าผู้กำกับหญิงคนอื่นๆ ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนต่างด้าวอย่าง ลีน่า เวิร์ธมูลเลอร์ (Seven Beauties) และ เจน แคมเปี้ยน (The Piano) หรือคนอเมริกันอย่าง โซเฟีย คอปโปล่า (Lost in Translation)

เหตุผลสำคัญสองข้อ คือ บิเกโลว์ไม่ใช่มือใหม่ (เหมือนคอปโปล่า) และมีผลงานที่ได้รับการยอมรับมานาน (Near Dark, Blue Steel, Point Break, Strange Days) แม้ว่าเธอจะไม่เคยเข้าชิงออสการ์มาก่อน แต่หนังของเธอมักเข้าข่าย “ถูกตีค่าต่ำเกินควร” อีกเหตุผล คือ เธออาจได้คะแนนพิเศษจากการทำหนังแอ็กชั่น หนังสงคราม ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้กำกับหญิง ที่มักจะเลือกทำหนังโรแมนติก หนังดรามา มากกว่า

ทว่าอย่าได้ประมาท เจสัน ไรท์แมน (Up in the Air) เป็นอันขาด เขาอาจกลายเป็นตาอยู่หยิบชิ้นปลามันไปกินแบบหน้าตาเฉย เพราะเขาเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยระหว่างกลาง สำหรับกรรมการหัวโบราณที่อาจมีแนวคิดเหยียดเพศหญิง และอยากเชิดชูผลงานในเชิงศิลปะมากกว่าหนังตลาดอย่าง Avatar นอกจากนี้ การสืบทอดเชื้อสายฮอลลีวู้ด โดยตรง (เจสันเป็นลูกชายของ อีวาน ไรท์แมน ผู้กำกับหนังฮิตอย่าง Ghost Busters, Kindergarten Cop และ Junior) ก็น่าจะทำให้เขามีพันธมิตรในวงการอยู่ไม่น้อย

ส่วนผู้กำกับอีกสองคนที่น่าจะหลุดเข้าชิง แต่คงเป็นได้แค่ไม้ประดับ คือ เควนติน ตารันติโน่ (Inglourious Basterds) และ ลี เดเนียลส์ (Precious: Based on the Novel Push by Sapphire) โดยมีตัวสอดแทรกอันตรายอย่าง คลินท์ อีสต์วู้ด (Invictus) โลน เชอร์ฟิก (An Education) และ จอห์น ลี แฮนค็อค (The Blind Side)

Married White Female

รายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมบนเวที SAG คงไม่แตกต่างจากเวทีออสการ์สักเท่าไหร่ กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เมลานี ลอเรนต์ (Inglourious Basterds) แอ็บบี้ คอร์นิช (Bright Star) และ เอมิลี บลันท์ (The Young Victoria) จะสิ้นหวังเสียทีเดียว แต่ถ้าชื่อของพวกเธอปรากฏขึ้นในวันประกาศรายนามผู้เข้าชิงของเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หลายคนคงประหลาดใจไม่น้อย เพราะนั่นหมายความว่าหนึ่งในกลุ่ม “ตัวเต็ง” จะต้องหลุดจากวงโคจรไป แต่ใครกันล่ะ

คนนั้นคงไม่ใช่ เมอรีล สตรีพ (Julie & Julia) แครี มัลลิแกน (An Education) หรือ เกบอรีย์ ซิไดบ์ (Precious: Based on the Novel Push by Sapphire) เพราะพวกเธอทั้งสามไม่เพียงจะถูกคาดเดาให้หลุดเข้าชิงเท่านั้น แต่ยังอาจไปไกลถึงขั้นคว้ารางวัลมาครองเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะสองคนแรก แต่ขณะเดียวกันก็อย่าเผลอให้เครดิตรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์ทั้งหลายมากเกินไปนัก ไม่เชื่อก็ดูชะตากรรมที่เกิดแก่ แซลลี่ ฮอว์กินส์ (Happy-Go-Lucky) เมื่อปีก่อนได้ แต่ในกรณีนั้นลางบอกเหตุเริ่มส่อเค้าตั้งแต่ตอนที่เธอหลุดโผ SAG แล้ว

นั่นหมายความว่าสองคนที่มีโอกาส (ไกลๆ) พลาดการเข้าชิงออสการ์ คือ เฮเลน เมียร์เรน (The Last Station) และ แซนดร้า บูลล็อค (The Blind Side) คนแรกได้เปรียบตรงบารมี “Academy Award Winner” (จากหนังเรื่อง The Queen) และฝีไม้ลายมือซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมานาน ดังนั้น แม้หนังที่เธอเล่นจะไม่ค่อยมีคนดูและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่เธอก็น่าจะเรียกคะแนนโหวตได้มากพอ ส่วนคนหลังได้เปรียบตรงการรับบทนำในหนังซูเปอร์ฮิต เล่นเป็นตัวละครที่กรรมการออสการ์น่าจะลุ้นเอาใจช่วยได้ไม่ยาก (คุณแม่หัวใจทองคำที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อลูกเลี้ยงผิวดำ) ที่สำคัญ เธอเป็นนักแสดงที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เลยสักครั้ง และนี่ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญจากบทตลก-โรแมนติกที่ทุกคนคุ้นเคยมาเล่นอารมณ์ดรามาหนักๆ โดยผสานพลังดาราเอาไว้อย่างกลมกลืนในสไตล์ จูเลีย โรเบิร์ตส์ จาก Erin Brockovich

The Lonely Heart Club

เช่นเดียวกับสาขานักแสดงนำหญิง รายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประจำปีนี้คงจะลงเอยด้วยการคัดลอกรายชื่อผู้เข้าชิงจากเวทีของ SAG มาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้แก่ มอร์แกน ฟรีแมน (Invictus) เจฟฟ์ บริดเจส (Crazy Heart) จอร์จ คลูนีย์ (Up in the Air) โคลิน เฟิร์ธ (A Single Man) และ เจเรมี เรนเนอร์ (The Hurt Locker)

หลายคนบอกว่าบทพนักงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องการลดขนาดองค์กรและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ตามสนามบินในหนังเรื่อง Up in the Air ถือเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตของ จอร์จ คลูนีย์ คำกล่าวข้างต้นคงมีมูลอยู่บ้าง สังเกตได้จากรางวัลนักวิจารณ์จำนวนมากที่เขาคว้ามาได้ คลูนีย์เป็น “ลูกรัก” ของฮอลลีวู้ด และกำลังดวงขึ้นสุดๆ ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา (เข้าชิงผู้กำกับหนึ่งครั้งจาก Good Night, and Good Luck นักแสดงสองครั้ง นำชายจาก Michael Clayton และสมทบชายจาก Syriana ซึ่งทำให้เขาคว้าออสการ์ตัวแรกมาครองได้สำเร็จ) ด้วยเหตุนี้เอง ตำแหน่งเต็งหนึ่งจึงตกเป็นของเขาไปโดยปริยาย

ก้างขวางคอเบอร์ XL ของ จอร์จ คลูนีย์ คือ เจฟฟ์ บริดเจส ซึ่งได้เปรียบตรงที่ยังไม่เคยได้รางวัลออสการ์ แม้จะเคยเข้าชิงมาแล้วถึง 4 ครั้งจาก The Last Picture Show (สมทบชาย) Thunderbolt and Lightfoot (สมทบชาย) Star Man (นำชาย) และ The Contender (สมทบชาย) นอกจากนี้ หลายคนยังบอกว่าเขาน่าจะได้เข้าชิงเพิ่มอีกหลายครั้งจากหนังอย่าง The Fabulous Baker Boys, The Fisher King, Tucker: The Man and His Dream, The Big Lebowski และ The Door in the Floor นอกจากนี้ บริดเจสยังเป็นที่เคารพนับถือในวงการ และบทนักดนตรีที่ถูกชีวิตโบยตีจนบอบช้ำของเขาก็เข้าทางออสการ์อยู่ไม่น้อย โดย โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ชื่อดังถึงกับขนานนามให้ Crazy Heart เป็น The Wrestler แห่งปี 2009

โอกาสที่ โทบี้ แม็คไกว์ (Brothers) ซึ่งหลุดเข้าชิงลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำชาย (ดรามา) หรือวีโก้ มอร์เทนเซน (The Road) จะแทรกตัวมาเสียบแทนที่ เจเรมี เรนเนอร์ บนเวทีออสการ์ก็อาจพอมีอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากหนังของคนแรกได้คำวิจารณ์ไม่สู้ดีนัก (และใครๆ ก็รู้ดีว่าลูกโลกทองคำคลั่งไคล้คนดังมากแค่ไหน) ส่วนหนังของคนหลังก็เหมือนจะหายเข้ากลีบเมฆ หลังจากทำเงินไม่น่าพอใจนัก ตรงกันข้ามกับเรนเนอร์ ซึ่งแม้จะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่ใครๆ ก็ไม่คุ้นชื่อ แต่หนังของเขากลับโดดเด่นในทุกสาขาสำคัญๆ โกยคำชมจากนักวิจารณ์แบบถ้วนทั่ว นอกจากนี้ เขายังอุ้มหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าอย่างน่าชื่นชม

Monsters Inc.

ถ้า “แม่พระ” เป็นคำจำกัดความของสาขานักแสดงนำหญิง และ “คนเหงา” เป็นคำจำกัดความของสาขานักแสดงนำชาย สาขานักแสดงสมทบชายและหญิงก็ควรจะถูกแทนที่ด้วยคำว่า “สัตว์ประหลาด!” เพราะตัวเก็งอันดับหนึ่งที่จะคว้ารางวัลไปครองของทั้งสองสาขา คือ คริสตอฟ วอลซ์ (Inglourious Basterds) ในบทนักล่ายิวจอมโหด และ โมนีก (Precious: Based on the Novel Push by Sapphire) ในบทคุณแม่จากนรก หลังจากทั้งเขาและเธอเดินหน้าโกยรางวัลจากสมาคมนักวิจารณ์มาครองแบบนับไม่ถ้วน

อีกสี่คนที่น่าจะได้เข้าชิงในสาขานักแสดงสมทบชายค่อนข้างแน่ คือ สแตนลีย์ ทุคชี่ (The Lovely Bones)
แม็ท เดมอน (Invictus) วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน (The Messenger) และ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (The Last Station) ซึ่งทั้งหมดล้วนได้เข้าชิงทั้งรางวัล SAG และ ลูกโลกทองคำกันอย่างครบถ้วน กระนั้น บางคนกลับตั้งข้อสังเกตว่า แม็ท เดมอน อาจเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างเปราะบางสุด เพราะหนังไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาแสดงอารมณ์ใดๆ มากมายนัก จนอาจถูกแทนที่ในนาทีสุดท้ายโดยตัวสอดแทรกอันตรายอย่าง อเล็ก บอลด์วิน (It’s Complicated) และ คริสเตียน แม็คเคย์ (Me and Orson Welles)

สาขานักแสดงสมทบหญิงดูจะคาดเดาได้ยากกว่า โดยนอกจากโมนีกแล้ว เชื่อได้ว่าสองสาวจาก Up in the Air คือ แอนนา เคนดริก และ เวรา ฟาร์มิกา คงไม่ตกรถด่วนขบวนสุดท้าย เพราะพวกเธอล้วนได้เข้าชิงลูกโลกทองคำและ SAG กันแบบครบถ้วน ส่วนสองสาวจาก Nine ก็น่าจะได้ตำแหน่งว่างไปอีกหนึ่ง แต่จะเป็นใครกันแน่ระหว่าง เพเนโลปี้ ครูซ ซึ่งเข้าชิงทั้ง SAG และลูกโลกทองคำ หรือ มาริยง โกติญาร์ ซึ่งชวดเข้าชิงทั้ง SAG และลูกโลกทองคำเพราะไวน์สไตน์ส่งเธอเข้าชิงในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม แต่อย่างที่รู้กันดีว่ากรรมการออสการ์เลือกทุกอย่างตามใจชอบ ดังจะเห็นได้จากกรณีของ เคท วินสเล็ท จาก The Reader เมื่อปีก่อน

ส่วนที่ว่างสุดท้ายคงต้องเป็นการฟาดฟันกันระหว่าง จูลีแอนน์ มัวร์ (A Single Man) ซึ่งได้เข้าชิงลูกโลกทองคำ และ ไดแอน ครูเกอร์ (Inglourious Basterds) ซึ่งได้เข้าชิง SAG แบบพลิกความคาดหมาย

It Takes Two to Tango

นอกจากรายชื่อหนังสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว พิธีกรในงานแจกรางวัลออสการ์ในคืนวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2010 ก็จะถูกทวีคูณตามไปด้วย โดยสองโปรดิวเซอร์รายการ บิล เมคานิก และ อดัม แชงค์แมน ได้ตัดสินใจเลือก สตีฟ มาร์ติน และ อเล็ก บอลด์วิน มาทำหน้าที่ดังกล่าวร่วมกัน (ไม่ใช่เรื่องแปลกที่งานออสการ์จะมีพิธีกรมากกว่าหนึ่ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 1987 เมื่อ เชฟวี่ เชส มาร่วมสร้างความครื้นเครงกับ โกลดี้ ฮอว์น และ พอล โฮแกน) คนแรกเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้วสองครั้งเมื่อปี 2001 และ 2003 ส่วนคนหลังถือเป็นมือใหม่ แต่ก็ใช่ว่าจะหน้าใหม่กับเวทีออสการ์เสียทีเดียว เพราะเขาเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมมาแล้วจาก The Cooler เมื่อปี 2004

แรกเริ่มสองโปรดิวเซอร์ได้ติดต่อ ฮิวจ์ แจ๊คแมน ให้กลับมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้งหลังความสำเร็จจากปีก่อน แต่วูล์ฟเวอรีนตอบปฏิเสธเพราะไม่อยากเป็นพิธีกรออสการ์สองปีซ้อน นอกจากนี้ ถือเป็นความบังเอิญอย่างยิ่งที่มาร์ตินและบอลด์วินเพิ่งจะนำแสดงร่วมกันในหนังตลกเรื่อง It's Complicated ของ แนนซี่ เมเยอร์ส แถมพวกเขายังต้องประกบ เมอรีล สตรีพ ซึ่ง ณ เวลานี้ถือเป็นเต็งหนึ่งในสาขานักแสดงนำหญิง อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่าสาเหตุหลักที่ทำให้มาร์ตินถูกทาบทามเป็นเพราะวิวาทะสุดฮาระหว่างเขากับ ทีน่า เฟย์ ขณะประกาศรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเมื่อปีก่อน ทางโปรดิวเซอร์อยากได้เฟย์มาเป็นพิธีกรคู่กับเขาในปีนี้ แต่ดูเหมือนตารางงานจะไม่เอื้ออำนวย เพราะเธอกำลังวุ่นปิดกล้องซิทคอมยอดฮิต 30 Rock ซึ่งเธอทั้งร่วมเขียนบทและนำแสดง ส่งผลให้ทีมงานต้องหันไปพิจารณา อเล็ก บอลด์วิน แทน เขารับบทเป็นเจ้านายของเฟย์ใน 30 Rock และโดดเด่นจนคว้ารางวัลเอ็มมี่สาขานักแสดงนำชาย (ตลก) มาครองถึงสองปีซ้อน

"สตีฟกับอเล็กเคยร่วมงานกันมาก่อนใน Saturday Night Live และล่าสุดในหนังใหม่ของ แนนซี่ เมเยอร์ส ผมรู้ว่าทั้งสองชื่นชมและเคารพกันและกันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ผมยังมั่นใจว่าพวกเขาต้องเรียกเสียงฮาได้แน่นอน ผมอยากให้โชว์ปีนี้สนุกและตลกมากเป็นพิเศษ หลายคนคงอยากได้ยินว่าจะมีอะไรหลุดออกมาจากปากของ อเล็ก บอลด์วิน บ้าง" แชงค์แมนกล่าว

เมื่อถูกถามว่าเขาจะเตรียมตัวอย่างไรสำหรับงานพิธีกรครั้งแรก บอลด์วินตอบว่า "ผมคงหวังพึ่ง สตีฟ มาร์ติน เป็นหลัก เพราะเขาเคยทำงานนี้มาแล้วสองครั้ง ผมแค่อยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเหลือเขา เหมือนผู้ช่วยนักมายากล ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ผมจะแต่งชุดแบบเดียวกับผู้ช่วยนักมายากลเลยด้วยซ้ำ" จากนั้นเขาก็เสริมว่า "สิ่งสำคัญที่ต้องจดจำไว้เสมอ คือ รายการนี้มีผู้ชมสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ชมหน้าจอโทรทัศน์ อีกกลุ่มคือแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน รางวัลออสการ์ถือเป็นความสำเร็จขั้นสูงสุดสำหรับคนในวงการภาพยนตร์ ฉะนั้น คุณต้องพยายามรักษาเกียรติของงานและความขลังของตัวรางวัลเอาไว้ด้วย"

Back to the Past

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงของงานออสการ์ครั้งล่าสุด คือ จะไม่มีการประกาศรางวัลออสการ์เกียรติยศบนเวทีเนื่องจากทางทีมงานต้องการทอนความยาวของการถ่ายทอดสด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับเลือกให้คว้ารางวัลดังกล่าวประจำปีนี้มีจำนวนมากถึงสามคนด้วยกัน ได้แก่ นักแสดงหญิงระดับตำนาน ลอเรน เบคอล เจ้าพ่อหนังเกรดบี โรเจอร์ คอร์แมน และผู้กำกับภาพชั้นครู กอร์ดอน วิลลิส

งานแจกรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2009 และกินเวลานานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง เทียบเท่าความยาวของงานแจกรางวัลออสการ์เลยทีเดียว

แม้จะนำแสดงร่วมกับ ฮัมฟรีย์ โบการ์ท ในหนังคลาสสิกหลายเรื่องอย่าง To Have and Have Not, The Big Sleep และ Key Largo แต่เบคอลกลับเคยเข้าชิงออสการ์เพียงครั้งเดียวในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังตลกโรแมนติกของ บาร์บรา สตรัยแซนด์ เรื่อง The Mirror Has Two Faces เมื่อปี 1996 (และพลาดรางวัลให้แก่ จูเลียต บิโนช จาก The English Patient) บุคลิกอันโดดเด่นบนจอภาพยนตร์ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในฉากคลาสสิกมากมายที่คนรุ่นหลังยังคงไม่ลืมเลือนส่งผลให้ออสการ์เกียรติยศสำหรับเบคอลกลายเป็นไฮไลท์ประจำงานไปอย่างช่วยไม่ได้ โดยหลังจากขบวนนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง แอนเน็ตต์ เบนนิ่ง (ว่าที่ออสการ์เกียรติยศในอีก 10 ปีข้างหน้า?) แองเจลิก้า ฮุสตัน และ เคิร์ก ดักลาส ตบเท้ากันมากล่าวสดุดี พร้อมไล่เรียงประวัติผลงานในอดีตอันน่าจดจำจนครบถ้วนกระบวนความแล้ว เบคอลก็เริ่มต้นสุนทรพจน์ด้วยการขอบคุณเหล่านักแสดงและผู้กำกับที่เธอเคยมีโอกาสร่วมงานด้วย "ฉันรู้สึกดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่" เธอทิ้งจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกริ่ม "หลายคนคงคาดไม่ถึงล่ะสิ และฉันจะยังไม่ไปไหนทั้งนั้น ทำใจยอมรับเสียเถอะ"

เมื่อพิจารณาว่าเธอไม่ใช่นักแสดงเปี่ยมทักษะเฉกเช่น เบ็ตตี้ เดวิส หรือ แคทเธอรีน เฮ็บเบิร์น จึงอาจไมใช่เรื่องน่าประหลาดนักที่เบคอลยังไม่เคยคว้ารางวัลออสการ์มาครอง แต่การที่ กอร์ดอน วิลลิส ต้องมาประสบชะตากรรมคล้ายคลึงกัน หนำซ้ำยังเคยมีโอกาสเข้าชิงแค่สองครั้ง ถือเป็นปริศนาชวนพิศวงอย่างยิ่งและบางทีอาจช่วยพิสูจน์ข้อเท็จจริงของคำกล่าวที่ว่า "ไม่มีความยุติธรรมบนเวทีออสการ์" งานถ่ายภาพและจัดแสงระดับเทพ (และค่อนข้างหัวก้าวหน้า) ของเขาใน The Godfather ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังจำนวนมาก แต่มันกลับถูกออสการ์เชิดใส่อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อนึกย้อนกลับไป จะมีใครจดจำงานกำกับภาพในหนังอย่าง 1776, Butterflies Are Free, The Poseidon Adventure และ Travels with My Aunt ได้บ้าง แน่นอน การที่ Cabaret คว้ารางวัลไปครองในที่สุดอาจถือเป็นเรื่องที่พอจะยอมรับได้ ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ในอีกสองปีถัดมา เมื่อวิลลิสชวดการเข้าชิงเช่นเคยจาก The Godfather Part II และคราวนี้หนังที่คว้ารางวัลดังกล่าวไปครอง คือ The Towering Inferno !?! (เขาได้เข้าชิงออสการ์ครั้งที่สองจาก The Godfather Part III)

ที่สำคัญ วิบากกรรมของวิลลิสยังไม่จบลงแค่นั้น การร่วมงานเป็นเวลาหลายปีระหว่างเขากับ วู้ดดี้ อัลเลน จนนำไปสู่มาสเตอร์พีซอย่าง Annie Hall, Manhattan และ The Purple Rose of Cairo ล้วนถูกกรรมการออสการ์มองข้าม (เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงครั้งแรกจาก Zelig) ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าผลงานถ่ายภาพขาวดำสุดบรรเจิดของเขาใน Manhattan กวาดเสียงยกย่อง ชื่นชมมาครองอย่างเป็นเอกฉันท์

การมอบรางวัลชดเชยให้เบคอลและวิลลิสถือเป็นเหมือนการแก้ไขความผิดพลาดในอดีต แต่สำหรับ โรเจอร์ คอร์แมน มันคือการรู้จักคิดนอกกรอบที่น่าชื่นชม เพราะผลงานภาพยนตร์ของคอร์แมนนั้นคงไม่มีวันได้เข้าชิงออสการ์ อย่าว่าแต่จะคว้ามันมาครองเลย กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นนักทำหนังที่ทรงอิทธิพล และช่วยสร้างดาวจรัสฟ้าให้กับวงการภาพยนตร์มากมาย ตั้งแต่ มาร์ติน สกอร์เซซี่ (Boxcar Bertha) ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (Dementia 13) แจ๊ค นิโคลสัน (Little Shop of Horrors) ไปจนถึง โรเบิร์ต เดอ นีโร (Bloody Mama) ขณะเดียวกัน ยังไม่น่าแปลกใจว่าการมอบรางวัลให้กับคอร์แมนกลายเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานที่สุดของงาน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งชมคลิปหนังอย่าง Attack of the Crab Monsters และ The Wasp Women หรือการกล่าวแนะนำที่เต็มไปด้วยคำหยาบ คำสบถ และอารมณ์ขันร้ายๆ จาก เควนติน ตารันติโน, รอน โฮเวิร์ด และ โจนาธาน เด็มมี่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแจกรางวัล เออร์วิง จี. ธัลเบิร์ก อีกด้วย โดยผู้ได้รับเกียรติประจำปีนี้ คือ จอห์น แคลลี โปรดิวเซอร์และผู้บริหารสตูดิโอ ซึ่งเคยผลักดันให้เกิดผลงานภาพยนตร์อย่าง The Exorcist, A Clockwork Orange, Mean Streets, Dog Day Afternoon และ All the President's Men แต่น่าเสียดายที่แคลลีไม่อาจมาร่วมงานได้เนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพ