วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 17, 2554

Oscar 2011: Best Supporting Actress


เอมี อดัมส์ (The Fighter)

แม้กระทั่งหลังจากผ่านขั้นตอนการคัดเลือกแล้ว ผู้กำกับ เดวิด โอ’รัสเซลล์ ก็ยังเชื่อว่า เอมี อดัมส์ ดูไม่ค่อยเหมาะกับบทชาร์ลีน บาร์เทนเดอร์สาวสุดแกร่งที่หาญยืนหยัดอยู่ตรงกลางระหว่าง มิคกี้ วอร์ด (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) กับครอบครัวตัวแสบของเขา ปฏิกิริยาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อพิจารณาจากผลงานในอดีตของอดัมส์ ซึ่งโดดเด่นในแง่ความแสนดี อ่อนหวาน มองโลกในแง่ดี และไร้เดียงสา ไม่ว่าจะเป็นบทคุณแม่ชนบท (Junebug) ซึ่งทำให้เธอเข้าชิงออสการ์ครั้งแรก บทเจ้าหญิงในนิทานที่หลุดมาอยู่ในโลกแห่งความจริง (Enchanted) หรือบทแม่ชีมือใหม่ (Doubt) ซึ่งทำให้เธอเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่สอง ผลงานเหล่านี้ (หรือพูดให้ชัด คือ งานแสดงอันน่าเชื่อถือและทรงพลังเหล่านี้) ทำให้เราเข้าใจว่านักแสดงสาววัย 36 ปีจะฆ่ามดสักตัวยังไม่กล้า อย่าว่าแต่ต้องตบตีกับใครสักคน (หรือหกเจ็ดคน) เลย

“ตอนฉันได้รับเลือก เดวิดบอกว่าฉันดูเหมือนผู้หญิงที่ชกใครไม่เป็น นั่นทำให้ฉันอยากจะชกหน้าเขาชะมัด” อดัมส์เล่า “ฉันเลยตัดสินใจไปเข้าคลาสชกมวยกับเทรนเนอร์ของมาร์ค มันสนุกมาก เราช่วยกันออกแบบฉากการต่อสู้ด้วย ประเด็นสำคัญ คือ ฉันต้องเลิกกลัวว่าจะทำให้ใครเจ็บตัว นั่นเป็นเรื่องที่ฉันหนักใจมาก ฉันไม่อยากทำร้ายพวกผู้หญิงคนอื่นๆ ในฉากตะลุมบอน แต่ฉันไม่กลัวว่าตัวเองจะเจ็บตัวหรอก”

ทันทีที่รู้ว่าหลายฉากในหนัง ชาร์ลีนต้องโชว์เนื้อหนังมังสาไม่น้อยในชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อสายเดี่ยว อดัมส์ ซึ่งเพิ่งคลอดลูกและรูปร่างยังไม่กลับคืนสู่สภาพปกติ จึงคิดจะเข้าฟิตเนสเพื่อลดหุ่น แต่ปรากฏว่าโอ. รัสเซลล์กลับชอบรูปร่างปัจจุบันของเธอมากกว่าโดยให้เหตุผลว่าเธอดูเหมือน “ผู้หญิงกินเบียร์” ซึ่งตรงตามบท นอกจากนี้ แม้เธอจะไม่มีมาดแบบหญิงห้าว แต่โอ.รัสเซลล์มั่นใจว่าเขาสามารถหวังพึ่งทักษะทางการแสดงของอดัมส์ได้แน่ “ผมรู้ว่าเธอกระตือรือร้นอยากรับบทที่แตกต่างจากเดิม และผมรู้ว่าเธอจะทำได้ชนิดไร้ที่ติ ชาร์ลีนเป็นหญิงแกร่ง เอมี่ก็เช่นกัน เธอถ่ายทอดอารมณ์ผ่านทางดวงตาได้อย่างยอดเยี่ยม” โอ. รัสเซลล์กล่าว

“ในสายตาฉัน จุดเด่นของชาร์ลีนอยู่ตรงเธอถูกห้อมล้อมด้วยตัวละครแรงๆ แต่กลับไม่เคยเรียกร้องให้ใครหันมาสนใจ เธอพอใจกับการนั่งอยู่ในฉากหลัง พยายามไม่ทำตัวให้โดดเด่น เธอมีความสุขที่เห็นมิคกี้ประสบความสำเร็จ เธอสนับสนุนเขาอย่างหมดใจ” อดัมส์กล่าว

ฉากการเผชิญหน้าเพื่อขอ “สงบศึก” ระหว่างชาร์ลีนกับ ดิ๊กกี้ (คริสเตียน เบล) ในช่วงท้ายเรื่องช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่าหญิงสาวไม่เคยร้องขอสปอตไลท์ และความสุขของเธอ คือ การได้เห็นคนรักทำฝันให้เป็นจริง ดวงตาของอดัมส์ส่งผ่านความเจ็บปวดออกมาชัดเจน เมื่อถูกดิ๊กกี้จี้ปมว่าชีวิตเธอเองก็เต็มไปด้วยความล้มเหลวไม่ต่างจากเขา แม้ปากเธอจะพูดย้ำว่า “ชอบ” ชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งความจริงหมายถึงชีวิตในปัจจุบันของ “เธอกับมิคกี้” หากมันไม่ถูกแม่กับพี่ชายเขาทำลายลงเสียก่อน การแสดงอันทรงพลังของอดัมส์ทำให้ชาร์ลีนกลายเป็นตัวละครที่คนดูสงสารและเอาใจช่วย


เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ (The King’s Speech)

หลังใช้เวลาอยู่หลายปี พยายามสลัดทิ้งภาพลักษณ์ “ราชินีหนังพีเรียด” ซึ่งได้มาจากการแสดงหนังย้อนยุคระดับรางวัลอย่าง A Room with a View, Howards End และ The Wings of the Dove โดยเรื่องหลังสุดทำให้เธอเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (การลงหลักปักฐานกับ ทิม เบอร์ตัน ช่วยให้เธอได้สวมบทบาทที่แตกต่างออกไปอย่างใน Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street และ Alice in Wonderland) ในที่สุด เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ก็หวนคืนสู่รากเหง้าอีกครั้งกับ The King’s Speech เพื่อรับบทเป็นภรรยาที่เข้าอกเข้าใจ และยืนหยัดเคียงข้างสามี (พระเจ้าจอร์จที่ 6 ผู้มีปัญหาการพูดติดอ่าง) อย่างอดทนและไม่ย่อท้อ (คนยุคปัจจุบันมักรู้จักพระองค์ในนาม เดอะ ควีน มัม)

ถึงแม้สไตล์การแต่งตัวของเธอจะห่างไกลจากคำว่า “อนุรักษ์นิยม” หรือกระทั่ง “เป็นผู้เป็นคน” (ถ้าคุณจินตนาการไม่ออก ให้ลองนึกถึงสไตล์การแต่งตัวของมาดอนน่ายุค Lucky Star) แต่บอนแฮม คาร์เตอร์กลับเปี่ยมอารมณ์ขันและไหวพริบเฉียบคมไม่ต่างจากตัวละครที่เธอแสดง “ตอนได้อ่านบท The King’s Speech ฉันนึกในใจว่า ‘โอ๊ย ไม่นะ ต้องแต่งชุดย้อนยุคอีกแล้วแบบเดียวกับเมื่อ 15 ปีก่อน’ มันเหมือนฉันกำลังเดินถอยหลัง ฉันตอบตกลงส่วนหนึ่งเพราะหนังใช้ทีมออกแบบเสื้อผ้าเดียวกับหนังเรื่อง A Room with a View ฉันเลยรู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า มันไม่ใช่ว่าพออ่านบทแล้วฉันอยากเล่นเป็น เดอะ ควีน มัม ซะเมื่อไหร่ ความจริง พออ่านบทแล้ว ฉันอยากเล่นเป็นพระเจ้าจอร์จที่ 6 ต่างหาก แต่ทอมบอกว่าโคลินตกลงรับบทนั้นแล้ว” นักแสดงสาววัย 44 ปีกล่าว

บอนแฮม คาร์เตอร์เล่าว่าเธอได้แรงบันดาลใจในการถ่ายทอดบุคลิกตัวละครจากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อพ่อของเธอป่วยหนักเป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้แม่เธอต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อช่วยให้เขากลับมามีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม นอกจากนี้ เธอยังนั่งดูเทปบันทึกภาพประวัติศาสตร์ร่วมกับ โคลิน เฟิร์ธ เพื่อสังเกตลักษณะท่าทาง ตลอดจนแก่นความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง “ฉันมั่นใจว่าเธอให้กำลังใจเขาแบบเดียวกับแม่ให้กำลังใจลูก ทำให้เขาสัมผัสได้ว่าเธอมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเขา เธอไม่เคยตื่นตระหนกเหมือนเขา ซึ่งจะพยายามรีบพูดต่อให้จบ แต่กลับนิ่งสงบ แล้วมองเขาด้วยแววตาทำนองว่า ‘ไม่เป็นไร คุณต้องทำได้’ มันน่าสนใจว่าเขาต้องขอแต่งงานถึงสามครั้งกว่าเธอจะตอบตกลง มันไม่ใช่รักแรกพบ แต่ฉันคิดว่ามันพัฒนาไปสู่ความรักที่ยิ่งใหญ่และความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบ”

ความยุ่งเหยิงของตารางงานจากการถ่ายทำ Harry Potter ภาคสุดท้ายส่งผลให้บอนแฮม คาร์เตอร์ต้องเจียดเวลาเฉพาะช่วงเสาร์อาทิตย์ไปถ่ายทำ The King’s Speech ซึ่งนั่นก่อให้เกิดความสับสนไม่น้อยที่บ้าน “ลูกๆ ชอบถามฉันว่า ‘วันนี้แม่แสดงเป็นราชินี หรือแม่มด’ ใน Harry Potter ฉันต้องกรีดร้องและตะโกนบ่อยครั้ง ส่วนช่วงสุดสัปดาห์ ฉันจะได้บทที่ลุ่มลึกขึ้น โดยเน้นการแสดงออกมาจากข้างใน มันเป็นแบบฝึกหัดชั้นยอด แม่มดในวันธรรมดา ราชินีในวันหยุด”... และแน่นอน เธอถ่ายทอดทั้งสองด้านที่ต่างกันสุดขั้วได้อย่างไร้ที่ติ


เมลิสสา ลีโอ (The Fighter)

คำถามแรกของ เมลิสสา ลีโอ ต่อผู้กำกับ เดวิด โอ. รัสเซลล์ ก่อนเธอจะตอบตกลงรับบท อลิซ วอร์ด ใน The Fighter คือ “ฉันไม่เด็กเกินกว่าจะเล่นเป็นแม่ของมาร์คกับคริสเตียนเหรอ” นักแสดงสาวใหญ่ ซึ่งโด่งดังจากบทนำในซีรีย์ชุด Homicide Life on the Street และหนังอินดี้เรื่อง Frozen River ที่ทำให้เธอเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน ยอมรับว่าค่อนข้างเกร็งเล็กน้อยกับการแสดงเป็นตัวละครที่อายุมากกว่าตัวจริง (ลีโอแก่กว่าสองนักแสดงหนุ่มในบทลูกชายประมาณสิบปี) “แต่พอถึงจุดหนึ่ง ฉันก็เลิกกังวล แล้วเชื่อว่าตัวเองเป็นแม่ของพวกเขาจริงๆ บางทีนั่นอาจเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการแสดง ถ้านักแสดงเชื่อ พวกเขาก็ทำให้คนดูเชื่อตามได้” ลีโอกล่าว

นอกจากนี้ ลีโอยังดูไม่เหมือน อลิซ วอร์ด ตัวจริงเลย แต่ด้วยความช่วยเหลือของเสื้อผ้ายุค 80 เมคอัพ ทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ และการค้นคว้าหาข้อมูล รวมถึงการนัดพูดคุยกับอลิซตัวจริง ลีโอก็สามารถแปลงโฉมแล้วจมหายไปกับบทได้อย่างเหลือเชื่อ “ฉันไม่เคยเล่นเป็นคนที่มีชีวิตอยู่จริงมาก่อน มันไม่ง่ายเลย” ลีโอบอก “นาทีที่ทำให้รู้ว่าฉันสามารถทำได้และเชื่อว่าทำได้ คือ ตอนเดินออกจากรถเทรลเลอร์ แล้วชาวเมืองโลเวลล์ต่างเชื่อว่าฉันเป็นอลิซ”

ความเป็นนักแสดงแบบ “เมธอด” ทำให้ลีโอเลือกจะ “อยู่ในคาแร็กเตอร์” ตลอดการถ่ายทำ เธอบอกว่า“มันไม่ใช่เรื่องวิปริต หรือแปลกประหลาดอะไร ประเด็น คือ ฉันอยากจะอยู่ในจุดที่ใกล้เคียงกับคาแร็กเตอร์ตัวละครให้มากที่สุด เมื่อผู้กำกับสั่งเดินกล้อง ซึ่งอาจจะกินเวลาแค่ห้านาที หรือห้าชั่วโมงก็ตาม ฉันไม่ได้มากองถ่ายเพื่อหาเพื่อน หรือเพื่อให้ตัวเองดูดี ฉันจริงจังกับงานที่ทำมาก สำหรับฉันการแสดงคือศิลปะ”

หลายคนกล่าวโจมตีอลิซในหนังว่านำเสนอภาพลักษณ์แบบเหมารวมของชนชั้นล่าง หรือคุณแม่จากขุมนรก แต่ลีโอออกโรงปกป้องว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าเธอเป็นแม่ที่เลวร้าย ตรงกันข้าม เธอสร้างอาชีพให้ลูกชายสองคน ดิกกี้ไม่มีวันได้ชกกับ ชูการ์ เรย์ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะวาดภาพเธอเป็นวายร้าย แต่ฉันรู้ว่า อลิซ วอร์ด มีจิตใจดีงาม เธอไม่ได้เห็นแก่ตัว เธอเข้าใจดีกว่าใครว่าทำไมลูกชายถึงหันไปหายาบ้า เธอแค่ไม่พอใจที่เขาเก็บมันเป็นความลับ ครอบครัวคงไม่มีวันอยู่รอดถ้าลูกๆ พากันทำทุกอย่างลับหลังเธอ ฉันคิดว่ามันสวยงามมากที่เดวิดถ่ายทอดปัญหาติดยาของดิ๊กกี้โดยไม่ตัดสิน เพราะถึงที่สุดแล้วมีใครบ้างในโลกนี้ที่ไม่ได้เสพติดอะไรเลย”

ความรัก (และความรู้สึกผิด) ฉายชัดในแววตาของอลิซ เมื่อเธอจับได้ว่าดิ๊กกี้ (คริสเตียน เบล) ลอบมาเสพยา หรือเมื่อมิคกี้ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) กล่าวหาเธอว่ารักลูกไม่เท่ากัน ลีโอทำให้คนดูเข้าใจว่าทุกพฤติกรรมชวนกังขาทั้งหลายของอลิซล้วนมีรากฐานมาจากความปรารถนาดี และเธอก็เป็นคนหนึ่งที่ควรค่าจะได้รับความเห็นใจไม่แพ้กัน


ไฮลี สไตน์เฟลด์ (True Grit)

ระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่อง True Grit ไฮลี สไตน์เฟลด์ ได้คิดค้นแผนหาเงินขึ้นจากการเป็นเด็กหญิงวัย 13 ปีที่โดนล้อมรอบด้วยทีมงานและนักแสดงวัยผู้ใหญ่ด้วยการจัดตั้ง “โหลค่าปรับ” สำหรับเก็บเงินใครก็ตามที่เผลอพูดคำหยาบออกมา 5ดอลลาร์สำหรับคำด่า และ 3 ดอลลาร์สำหรับคำสบถ พอหนังปิดกล้อง เธอสามารถเก็บเงินได้มากถึง 350 ดอลลาร์ แต่แทนที่จะนำไปซื้อเสื้อผ้า ไอพ็อด หรือลิปกลอสดีๆ สักแท่งตามห้างสรรพสินค้าเฉกเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วไป สไตน์เฟลด์กลับนำเงินไปบริจาคให้กองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์

การเชื่อในสัญชาตญาณและบุคลิกมุ่งมั่นบนรากฐานแห่งศีลธรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่คุณสามารถคาดหวังได้จาก แม็ตตี้ รอส เด็กสาวผู้จุดประกายเรื่องราวทั้งหมดใน True Grit เมื่อเธอตัดสินใจจ้างมือกฎหมายออกตามล่าคนร้ายที่ฆ่าพ่อของเธอมาลงโทษ ขณะเดียวกันมันยังช่วยอธิบายได้ด้วยว่าเหตุใดสไตน์เฟลด์จึงเอาชนะเด็กหญิงกว่า 15000 คนที่มาทดสอบบท ทั้งที่ไม่เคยแสดงหนังมาก่อน

แม้จะเป็นมือใหม่ แต่สไตน์เฟลด์กลับปราศจากอาการเกร็ง หรือประหม่าเวลาต้องเข้าฉากสำคัญกับเหล่านักแสดงรุ่นใหญ่ ที่สำคัญ เธอประชันฝีมือกับพวกเขาได้แบบไม่เกรงกลัวบารมีด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นสร้างความประหลาดใจไม่น้อยให้ แม็ท เดมอน ผู้รับบทเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจากรัฐเท็กซัสที่กำลังตามล่าฆาตกรคนเดียวกับแมตตี้

“เธอนิ่งและมั่นใจเต็มเปี่ยมในแบบที่คุณไม่คาดว่าจะได้เห็นจากเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน” เขากล่าว “ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าเธอทำได้ยังไง ปกติแล้วเวลาคุณเห็นการแสดงชั้นยอดของดาราเด็กในหนัง ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะพวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย แล้วได้แสดงเป็นตัวละครซึ่งใกล้เคียงกับตัวตนจริง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับไฮลี ภาษาที่เธอต้องพูดในหนังแตกต่างจากภาษาที่เธอพูดในชีวิตจริงมาก”

เดมอนรู้ดีว่าตนกำลังพูดถึงอะไร เพราะเขาเคยมีประสบการณ์ในการเล่นหนังกับดาราเด็กมาก่อน ล่าสุด คือ หนังเรื่อง Hearafter ของผู้กำกับ คลินท์ อีสต์วู้ด “สำหรับเด็กชายทั้งสองคนในเรื่อง เมื่อกล้องเริ่มถ่าย คลินท์กับผมจะต้องช่วยกันพูดป้อนข้อมูลหลายๆ อย่างเพื่อสร้างอารมณ์ให้พวกเขาแสดงปฏิกิริยาที่น่าเชื่อ สมจริง” เดมอนเล่า “แต่เราไม่ต้องใช้เทคนิคใดๆ แบบนั้นเลยกับไฮลี”

แม้บุคลิกภายนอก การพูดจา และการวางตัวของสไตน์เฟลด์จะดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่ลึกๆ ข้างในเธอยังมีจิตวิญญาณไม่ต่างจากเด็กสาววัยรุ่นทั่วไป และบางครั้งก็อาจปรากฏให้เห็นระหว่างการสัมภาษณ์พูดคุย เธอยอมรับว่าคลั่งไคล้ดาราหลายคน และแทบรอไม่ไหวที่จะได้เจอ จอห์นนี่ เด็บบ์ กับ นาตาลี พอร์ตแมน ตัวเป็นๆ แต่แน่นอน เธอไม่ได้คิดจะขอแค่ลายเซ็นจากคนเหล่านั้น “ฉันเทิดทูน โจดี้ ฟอสเตอร์ และ นาตาลี พอร์ตแมน เป็นแม่แบบ พวกเธอเริ่มต้นอาชีพการแสดงตั้งแต่อายุยังน้อย และสามารถรักษาระดับคุณภาพงานมาได้จนถึงปัจจุบัน” เธอกล่าว “นั่นคือเป้าหมายของฉัน พวกเขาอาจมีคำแนะนำดีๆ ก็ได้”... และบางทีสไตน์เฟลด์อาจก้าวล้ำนำหน้าแม่แบบทั้งสองคนไปอีกขั้นในคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ด้วยการคว้ารางวัลออสการ์มาครองขณะอายุเพียง 14 ปี


แจ๊คกี้ วีเวอร์ (Animal Kingdom)

นักแสดงสาวใหญ่ผมบลอนด์ชาวออสเตรเลีย แจ๊คกี้ วีเวอร์ สร้างชื่อเสียงตลอดเวลาสี่ทศวรรษโดยการรับบทเป็น “คนดี” ทั้งในละครเวทีและภาพยนตร์ บท เจนีน “สเมิร์ฟ” โคดี้ ในหนังดรามา-อาชญากรรมเรื่อง Animal Kingdom ดูจะสอดคล้องกับนิยามดังกล่าวอย่างเหมาะเจาะ (อย่างน้อยก็ในแวบแรก) เธอเป็นแม่ของลูกชายสี่คน ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเมลเบิร์นและหาเลี้ยงชีพด้วยการปล้นธนาคาร เธอดูจะมอบความรักและความเป็นห่วงเป็นใยให้พวกเขาทุกคน แต่เมื่อถูกบังคับให้ต้องเลือกระหว่างลูกชายกับหลานชาย (เจมส์ เฟรนช์วิลล์) ซึ่งเดินทางมาอยู่กับเธอหลังแม่ของเขาเสียชีวิต ตัวตนที่แท้จริงของสเมิร์ฟก็เริ่มปรากฏให้เห็น... และมันไม่ใช่ภาพที่สวยงามนัก

ผู้กำกับ เดวิด มิคอด บอกว่าเขาเขียนบทนี้โดยมีภาพของวีเวอร์อยู่ในหัว “ผมอยากให้สเมิร์ฟเป็นตัวละครที่ซับซ้อนและมืดหม่น แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมิตร” เขากล่าว “คุณสมบัติดังกล่าวทำให้ตัวละครน่าสนใจขึ้น แจ๊คกี้เป็นนักแสดงที่มากด้วยประสบการณ์ เธอสามารถเล่นเป็นใครก็ได้ ผมคิดไม่ออกว่าจะมีใครรับบทนี้ได้ดีไปกว่าเธอ”

วีเวอร์กล่าวถึงตัวละครว่า “ลูกๆ ของเธอทั้งสี่คนล้วนเกิดจากพ่อคนละคน พวกเขาเป็นอาชญากรที่นิยมความรุนแรง เธอคบหาสมาคมกับอาชญากรมาตลอดชีวิต และหาเลี้ยงชีพจากพฤติกรรมผิดกฎหมาย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงสนับสนุนให้ลูกๆ กระทำผิด ฉันคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ปราศจากจิตสำนึก หรือศีลธรรม”

นอกจากนี้ มิคอดกับวีเวอร์ยังชอบปรึกษาหารือเกี่ยวกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของตัวละครด้วย เช่น เป็นความคิดของมิคอดที่ต้องการให้สเมิร์ฟจูบปากลูกๆ ทุกคน ในความคิดของวีเวอร์ การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นระดับอิทธิพลของเธอเหนือพวกเขา “ฉันไม่คิดว่ามันส่อไปถึงเรื่องเพศ แต่มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแน่นอน” วีเวอร์กล่าว “ฉันคิดว่าสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเธอไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายคนใด ฉะนั้น ความใกล้ชิดผูกพันกับเหล่าลูกชายทั้งสี่จึงเป็นเหมือนสิ่งที่เข้ามาทดแทนช่องว่างนั้น”

อย่างไรก็ตาม ด้านมืดของสเมิร์ฟไม่ได้ปรากฏชัดตั้งแต่ฉากแรก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนดูจะรู้สึกช็อก เมื่อความจริงถูกเปิดเผย มิคอดเชื่อว่าสเมิร์ฟจิตไม่ปกติ แต่เธอไม่ใช่ปีศาจร้าย เธออยากเป็นแม่ที่รักและเอาใจใส่ของลูกๆ เธออยากให้ทุกคนมีความสุข แต่เมื่อถูกบังคับให้จนมุม เธอก็สามารถกระทำบางอย่างที่เลวร้ายอย่างคาดไม่ถึงได้เช่นกัน “เขาอยากให้คนดูค่อยๆ ตระหนักถึงธรรมชาติที่แท้จริงของเธอ” วีเวอร์กล่าว “ในฐานะนักแสดง มันเป็นบทที่ยั่วยวนให้คุณกระโจนเข้าใส่ แล้วเล่นร้ายตั้งแต่เริ่มแรก แต่เดวิดอยากให้มันเป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตอาชญากรที่จริงจัง ฉันคิดว่าการค่อยๆ เปิดเผยความจริงเป็นตัวเลือกที่ดี มันน่าสนใจมากกว่า”

แล้วลูกชายแท้ๆ ของวีเวอร์ล่ะ มีโอกาสได้เห็นฝีไม้ลายมือของแม่ตัวเองใน Animal Kingdom บ้างไหม วีเวอร์เล่าว่าหลังจากดูหนังจบ ลูกชายของเธอส่งข้อความว่า “แม่เล่นได้โรคจิตมาก” มายังโทรศัพท์มือถือเธอ... เชื่อเถอะ ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่คิดแบบนั้น

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 15, 2554

Oscar 2011: The British Are Coming!


ช่วงเวลาเพียงสองสัปดาห์สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมากมายบนเส้นทางสู่ออสการ์ ในบทความชิ้นก่อนผมเคยเขียนไว้ว่า หากคู่แข่งสำคัญๆ อย่าง The King’s Speech หรือกระทั่ง The Fighter ต้องการแซงหน้า The Social Network ซึ่งกำลังวิ่งนำแบบม้วนเดียวจบจากการกวาดรางวัลนักวิจารณ์มาแทบทุกสถาบันละก็ พวกมันจะต้องแย่งรางวัลสำคัญๆ ของเหล่าสมาพันธ์มาครองให้ได้ อย่างน้อยก็หนึ่งรางวัล (และโอกาสสูงสุดน่าจะเป็น SAG สาขานักแสดงกลุ่ม)... และนั่นก็เป็นสิ่งที่ The King’s Speech ทำสำเร็จ แถมยังก้าวไปไกลชนิดเหนือความคาดหมายของทุกคนด้วยซ้ำ

การคว้ารางวัลจาก PGA หรือสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างมาครองอาจถูกมองได้ว่าเป็นเรื่องโชคช่วย และที่สำคัญ PGA ก็มีสถิติ “ตรงใจออสการ์” ไม่ค่อยเริดหรูนัก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับ DGA) หลังจากเคยมอบรางวัลสูงสุดให้หนังอย่าง Little Miss Sunshine, The Aviator, Moulin Rouge!, Apollo 13 และ The Crying Game แต่การเดินหน้าคว้า DGA มาครองแบบ “ล็อกถล่ม” และตบท้ายด้วย SAG แบบตามโผ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากรรมการออสการ์ (ซึ่งไม่ใช่นักวิจารณ์) ชื่นชอบ The King’s Speech มากกว่า The Social Network

อาจกล่าวได้ว่า รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปิดฉากลงแล้ว และผู้ชนะได้แก่ The King’s Speech เพราะหากเทียบตามสถิติ มีหนังเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่คว้ารางวัล SAG, DGA และ PGA มาครองแบบครบถ้วนแล้วพลาดออสการ์ นั่นคือ Apollo 13 (Braveheart เป็นผู้ชนะในปีนั้น) ความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ รอน โฮเวิร์ด ชวดการเข้าชิงออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ Apollo 13 ยังเข้าชิงเพียง 9 สาขาในปีนั้น ซึ่งน้อยกว่าผู้ชนะอย่าง Braveheart (10 สาขา และถือเป็นการเข้าชิงสูงสุด)

หากสังเกตให้ดีจะพบว่า The King’s Speech ไม่เพียงเข้าชิงในสาขาใหญ่ๆ ตามคาดเท่านั้น (นำชาย, สมทบชาย, สมทบหญิง, หนัง, บท, ผู้กำกับ) แต่ยังเลยเถิดไปถึงสาขาเล็กๆ ที่เหนือความคาดหมายอย่าง บันทึกเสียง อีกด้วย ตรงกันข้ามกับ The Social Network ซึ่งพลาดการเข้าชิงสาขาที่ “พอมีแวว” อย่าง สมทบชาย (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) นั่นถือเป็นลางหายนะที่บ่งบอกว่ากรรมการไม่ได้ชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากนัก (บางทีการที่ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ได้เข้าชิงสมทบหญิง แล้วการ์ฟิลด์หลุดจากสาขาสมทบชายก็สามารถบอกอะไรบางอย่างได้ เพราะผลงานการแสดงของทั้งสองไม่ได้โดดเด่นมากมาย การที่ใครจะได้เข้าชิงหรือไม่ได้เข้าชิงจึงอยู่ตรงความ “แข็งแกร่ง” ของหนังเป็นสำคัญ)

The Social Network อาจถูกน็อกลงไปนอนหมดสติคาเวทีก็จริง แต่อย่าเพิ่งโยนผ้าขาวให้ เดวิด ฟินเชอร์ ทั้งนี้เพราะกรรมการออสการ์ ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า DGA หลายเท่า และเน้นความเป็น exclusivity (พูดง่ายๆ ได้ว่า กรรมการออสการ์ส่วนใหญ่เป็นสมาชิก DGA แต่สมาชิก DGA ส่วนใหญ่ไม่ใช่กรรมการออสการ์) อาจให้เครดิตเจ้าของผลงานเด่นๆ ในอดีตอย่าง Se7ven, Fight Club, Zodiac และ The Curious Case of Benjamin Button เหนือผู้กำกับมือใหม่อย่าง ทอม ฮูเปอร์ ซึ่งเพิ่งกำกับหนังเป็นเรื่องที่สอง อย่าลืมว่า ไอ้เจ้า “สิทธิพิเศษสำหรับคนพิเศษ” นี่เองที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญให้ออสการ์ตัดสินใจเลือก โรมัน โปลันสกี้ (The Pianist) แทน ร็อบ มาร์แชล (Chicago) ซึ่งคว้า DGA มาครอง และขณะเดียวกันมันก็อาจส่งอิทธิพลให้สองพี่น้อง โจเอล และ อีธาน โคน (True Grit) เบียดแทรก คริสโตเฟอร์ โนแลน (Inception) ในช่วงโค้งสุดท้าย จนโนแลนต้องกลายเป็นม่ายขันหมากสามครั้งซ้อน (เข้าชิง DGA จาก Memento, The Dark Knight และ Inception) ทำสถิติเทียบเท่า ร็อบ ไรเนอร์ (Stand by Me, When Harry Met Sally และ A Few Good Men)

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ของฟินเชอร์ไม่สู้ดีนัก ความพ่ายแพ้บนเวที DGA ทำให้เขาตกลงมาเป็นมวยรองทันที หลังจากชกทำคะแนนนำมาตลอด

ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม โคลิน เฟิร์ธ ถือได้ว่าปิดประตูแพ้แบบเดียวกับ เจฟฟ์ บริดเจส เมื่อปีก่อน โดยรางวัลนี้หาได้มอบแด่ผลงานอันทรงคุณค่าของเขาในหนังเรื่อง The King’s Speech เท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงผลงานเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้าจากการคร่ำหวอดอยู่ในวงการมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เคยได้รับรางวัลออสการ์มาก่อน การแข่งขันอาจลุ้นสนุกกว่านี้ ถ้า เจฟฟ์ บริดเจส ไม่ได้เพิ่งคว้าออสการ์มาครองจาก Crazy Heart

แล้ว เจสซี ไอเซนเบิร์ก หรือกระทั่ง เจมส์ ฟรังโก้ มีโอกาสแค่ไหนที่จะกลายเป็น เอเดรียน โบรดี้ แห่งปี 2011 คำตอบ คือ ไม่มากนัก (ในกรณีของฝ่ายแรก หากเขาได้ออสการ์ ก็จะทำลายสถิติที่โบรดี้สร้างไว้ด้วยการเป็นนักแสดงชายอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ที่คว้าออสการ์สาขานำชายมาครอง) ความสำเร็จของโบรดี้ (The Pianist) เป็นผลโดยตรงมาจากข้อเท็จจริงว่า แจ๊ค นิโคลสัน (About Schmidt) และ เดเนียล เดย์-ลูว์อิส (Gangs of New York) ในปีนั้นล้วนเคยได้ออสการ์มาแล้วทั้งสิ้น แต่อย่างที่เราทราบๆ กันดี โคลิน เฟิร์ธ ยังไม่เคยได้ออสการ์มาก่อน และเขาก็นำแสดงในหนังซึ่งกรรมการออสการ์หลงรักชนิดหัวปักหัวปำเสียด้วย

สาขานักแสดงนำหญิงเรียกได้ว่ายังมีให้ลุ้น เพราะถึงแม้ นาตาลี พอร์ตแมน จะวิ่งนำมาหลายช่วงตัวแล้วจากการกวาดรางวัลนักวิจารณ์หลายสถาบัน ลูกโลกทองคำ และ SAG มาครอง แต่คู่แข่งสำคัญของเธออย่าง แอนเน็ต เบนนิง ก็ไม่ได้ทิ้งห่างนัก โดยคว้ารางวัลจาก NYFCC และ ลูกโลกทองคำ (สาขาหนังเพลง/ตลก) มาครอง แถมยังได้เปรียบตรงที่เธออยู่ในวงการมานาน เล่นหนังดีๆ มาเยอะ เข้าชิงออสการ์มาก็หลายครั้ง (นี่เป็นครั้งที่สี่) แต่ยังไม่เคยเป็นผู้ชนะ!

ความพ่ายแพ้บนเวที SAG อาจถือเป็นลางดี เพราะเบนนิงเคยได้ SAG นำหญิงจาก American Beauty แต่กลับต้องมาอกหักบนเวทีออสการ์ (ฮิลารี สแวงค์ จาก Boys Don’t Cry ได้รางวัลไป) บางทีคราวนี้วงล้อแห่งโชคลาภอาจหมุนวนมาทางเธอบ้าง ขณะเดียวกัน การได้แต่งงานกับ วอร์เรน บีตตี้ ก็ช่วยเหลือในแง่อิทธิพลกว้างขวาง ส่วนตัวเบนนิงเองก็ได้ชื่อว่าเป็นมิตรและมีเพื่อนฝูงมากมาย... ฟังดูเผินๆ เหมือนการประกวดนางงามมิตรภาพ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ปัจจัยย่อยเหล่านี้ถือว่ามีผลอย่างยิ่งบนเวทีออสการ์ ซึ่งอาศัยเสียงโหวตของกรรมการนับพันคน (ในสาขาการแสดง) ไม่เชื่อก็ลองเหลือบไปมองผู้ชนะในสาขานี้เมื่อปีก่อนได้ จังหวะเวลาและบารมีถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม น้อยครั้งนักที่รางวัลออสการ์ตัดสินกันด้วยคุณภาพผลงานเป็นหลัก ตัวอย่างเท่าที่พอจะนึกออกในตอนนี้ก็เช่น ชาร์ลีซ เธรอน จาก Monster เป็นต้น

สถานะของ คริสเตียน เบล และ เมลิสสา ลีโอ ในสาขานักแสดงสมทบชายและหญิง ถือว่าค่อนข้างมั่นคง คอนเฟิร์ม (นั่นหมายความว่านี่อาจเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ออสการ์ลอกรายชื่อผู้ชนะจาก SAG) แต่กระนั้นก็อย่าประมาท เจฟฟรีย์ รัช และ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ อย่างเด็ดขาด เพราะความรักไม่สิ้นสุดของกรรมการต่อหนังเรื่อง The King’s Speech อาจส่งอานิสงส์ต่อไปยังนักแสดงคนอื่นนอกจากเฟิร์ธ สถานการณ์คล้ายคลึงกันเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ จูดี้ เดนช์ จาก Shakespeare in Love (ซึ่งเข้าชิงทั้งหมด 13 รางวัล และฉกรางวัลหนังยอดเยี่ยมไปจาก Saving Private Ryan แบบต่อหน้าต่อตา ที่สำคัญ ทั้งสองเป็นผลงานภายใต้แรงผลักดันของ ฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์)

เทียบกันแล้ว ความได้เปรียบของลีโอน่าจะน้อยกว่าของเบลเล็กน้อย เมื่อพิจารณาจากเหล่าคู่แข่งของเธอที่ดู “ลุ้นขึ้น” มากกว่า โดยนอกจากคาร์เตอร์ ซึ่งได้ประโยชน์จากปัจจัยย่อย นั่นคือ ความแข็งแกร่งของหนังและบารมีส่วนตัว (เธออยู่กินกับ ทิม เบอร์ตัน เล่นหนังชั้นดีมามาก และเคยเข้าชิงออสการ์สาขานำหญิงจาก The Wings of the Dove) แล้ว ไฮลี สไตน์เฟลด์ ยังมีโอกาสพลิกล็อกได้เช่นกัน เนื่องจากบทของเธอค่อนข้างโดดเด่น (ในระดับดารานำ แต่ถูกผลักมาชิงสมทบแบบเดียวกับ ตาตัม โอ’นีล จาก Paper Moon ที่คว้าออสการ์มาครอง) หรือแม้กระทั่ง แจ๊คกี้ วีเวอร์ ซึ่งขโมยหนังทั้งเรื่องมาครอง นอกจากนี้ สิ่งที่อาจทำให้ลีโอร้อนๆ หนาวๆ มากสุดอยู่ตรงสถิติที่ว่า สมทบหญิงเป็นสาขาสุดฮิตของปรากฏการณ์ “ล็อกถล่ม” ไม่เชื่อก็ลองดูรายชื่อผู้ชนะในอดีตอาทิ มาริสา โทเม (My Cousin Vinny) แอนนา พาควิน (The Piano) มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน (Pollock) เป็นตัวอย่าง นี่เป็นสาขาที่ไม่คำนึงถึงบารมีมากเท่าสาขานักแสดงนำ ใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นดาราโนเนม หรือดาราเด็กดาวรุ่ง ก็มีโอกาสคว้าชัยมาครองมากพอๆ กับกลุ่มตัวเก็ง


คำสารภาพของผู้เข้าชิง

“การมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ร่วมกับเหล่านักแสดงระดับสุดยอดที่ผมชื่นชมและให้ความเคารพถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ในโอกาสนี้ผมอยากจะขอบคุณนักแสดงร่วมในหนัง และขอแบ่งปันความภาคภูมิใจกับ จูลีแอนน์ มัวร์, แอนเน็ต เบนนิง, จอช ฮัทเชอร์สัน, มีอา วาซิโควสกา และแน่นอนผู้กำกับ ลิซา โชโลเดนโก ขอบคุณคณะกรรมการทุกคน นี่ถือเป็นชัยชนะสำหรับสิทธิในการแต่งงานของรักร่วมเพศ ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะกลายเป็นจริง” มาร์ค รัฟฟาโล (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The Kids Are All Right)

“มันช่างวิเศษสุดจริงๆ ฉันอุตส่าห์นั่งรอดูการประกาศรายชื่อ แต่ดันเผลอหลับไป แต่ฉันก็ได้รับโทรศัพท์ทันที พร้อมด้วยข้อความแสดงความยินดีอีกมากมายจากอดีตสามี เพื่อนๆ และคนในครอบครัว ฉันรู้ว่าหนังของเราไม่เลวทีเดียว แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นที่ชื่นชอบมากขนาดนี้” แจ๊คกี้ วีเวอร์ (นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Animal Kingdom)

“10 รางวัลถือว่ามากโข เราไม่อยากไปแย่งที่ใคร” โจเอล โคน และ อีธาน โคน (ผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก True Grit)

“วัยทองและการเข้าชิงออสการ์ช่วยให้ฮอร์โมนพลุ่งพล่านดีแท้” เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ (สมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก The King’s Speech)

“ผมตื่นเพราะเสียงหมาเห่า หมาของผมมีสัมผัสที่หก ผู้รู้ว่าต้องได้รับข่าวดีถ้าเสียงโทรศัพท์ดัง แต่คงเป็นข่าวร้ายถ้าไม่มีใครโทรมา เสียงโทรศัพท์ดังหลังจากหมาของผมเริ่มต้นเห่า” เดวิด โอ. รัสเซลล์ (ผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก The Fighter)

“ผมคิดว่าหนังสามารถเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่เพราะมันเล่าเรื่องที่ไม่ได้จำกัดแค่ยุคสมัยใดยุคสมัยหนึ่ง แก่นหลักของหนังปรากฏให้เห็นมานานนับแต่เริ่มมีการเล่าเรื่องเลยทีเดียว เรื่องราวของมิตรภาพ ความจงรักภักดี การทรยศหักหลัง อำนาจ ชนชั้น และความอิจฉาริษยา เหล่านี้เป็นประเด็นที่เอสกิลุสชอบเขียนถึง เช่นเดียวกับเชคสเปียร์ โชคดีสำหรับผมที่พวกเขาไม่ว่าง ผมจึงมีโอกาสได้เขียนบทหนังเรื่องนี้” แอรอน ซอร์กิน (บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก The Social Network)

“ผมกำลังร่วมฉลองแบบเท้าไม่ติดพื้นกับเพื่อนร่วมงาน ผมไม่เคยดีใจและดื่มแชมเปญเยอะขนาดนี้มาก่อนในตอนเช้าตรู่” โคลิน เฟิร์ธ (นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก The King’s Speech)

“ผมกำลังเล่นต่อเลโก้กับลูกชายจนลืมเวลา พอเสียงโทรศัพท์ดัง ผมจึงรู้ว่าต้องเป็นข่าวดีแน่นอน ผมรู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ผมนั่งดูการมอบรางวัลออสการ์มาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยคาดฝันว่าวันนี้จะมาถึง ผมดีใจกับนาตาลีมากๆ เธอฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นปี แล้วมอบความไว้วางใจให้ผมอย่างเต็มที่” ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ (ผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Black Swan)

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง บอกตามตรง เมื่อคืนผมนอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้น ตอนเป็นเด็กผมกับคุณยายจะนั่งดูงานประกาศรางวัลออสการ์เป็นประจำทุกปี การเติบโตมาในรัฐโคโลราโดทำให้ผมไม่เคยนึกฝันว่าวันหนึ่งจะได้มีส่วนร่วมกับพิธีการอันยิ่งใหญ่นี้ ผมอยากขอบคุณดรีมเวิร์คส์ที่มอบโอกาสให้เราสร้างสรรค์ผลงานอย่างอิสระและผลักดันให้เราพัฒนาไปถึงจุดสูงสุด” คริส แซนเดอร์ส (ภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจาก How to Train Your Dragon)


สถิติและเกร็ดน่ารู้

ในบรรดานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจำนวน 83 คนที่ผ่านมา มากกว่า 50% มีอายุระหว่าง 25-34 ปี โดยอายุ 29 ถือเป็นตัวเลขที่พบเห็นมากสุด ทีนี้ลองมาทายดูสิว่าใครในห้าคนที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมปีล่าสุดมีอายุตรงตามเกณฑ์พอดี ใช่แล้ว คำตอบ คือ นาตาลี พอร์ตแมน ตัวเก็งอันดับหนึ่งจากหนังเรื่อง Black Swan โดยหากเธอคว้าชัยชนะมาครองจริงในคืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เธอจะกลายเป็นนักแสดงคนที่ 8 ที่ได้ออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงเมื่ออายุครบ 29 ปีตามหลัง จิงเจอร์ โรเจอร์ส (Kitty Foyle: The Natural History of Woman) อิงกริด เบิร์กแมน (Gaslight) จูดี้ ฮอลลิเดย์ (Born Yesterday) อลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์ (BUtterfield 8) โจดี้ ฟอสเตอร์ (The Accused) และ รีส วิทเธอร์สปูน (Walk the Line)

จากทั้งหมด 20 คนที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในสาขาการแสดง นักแสดงที่อายุมากสุดและน้อยสุดล้วนมาจากหนังเรื่อง True Grit โดย ไฮลี สไตน์เฟลด์ (สมทบหญิง) เพิ่งอายุครบ 15 ปีไปเมื่อเดือนก่อน ส่วน เจฟฟ์ บริดเจส (นำชาย) อายุ 62 ปี

เจมส์ ฟรังโก้ ไม่ใช่นักแสดงคนแรกที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในปีที่เขาควบตำแหน่งพิธีกรรางวัลออสการ์ (คู่กับ แอนน์ แฮทธาเวน์) ปรากฏการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วเจ็ดครั้ง ตัวอย่างเช่น เดวิด นีเวน ได้ออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Separate Tables ตอนเขาเป็นพิธีกรเมื่อปี 1958 ไมเคิล เคน เป็นพิธีกรในปี 1973 และถูกเสนอชื่อเข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Sleuth เช่นเดียวกับ วอลเตอร์ แมทเธา ในปี 1972 ซึ่งถูกเสนอเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Kotch

เช่นเดียวกับ ไฮลี สไตน์เฟลด์ นักแสดงหลายคนที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ในปีนี้เริ่มต้นอาชีพท่ามกลางแสงไฟตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็น นาตาลี พอร์ตแมน, ฮาเวียร์ บาเด็ม, มิเชลล์ วิลเลียมส์, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์, คริสเตียน เบล, นิโคล คิดแมน, เจสซี ไอเซนเบิร์ก, เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ และ เจฟฟ์ บริดเจส

สองขั้วตรงข้ามของกลุ่มผู้เข้าชิงในปีนี้ คือ อลัน เมนเคน ซึ่งได้ออสการ์มาแล้ว 8 ตัวสาขาเพลงและดนตรีประกอบในหนังการ์ตูนของดิสนีย์เรื่อง The Little Mermaid, Beauty and the Beast, Aladdin และ Pocahontas ตรงข้ามกับ โรเจอร์ เดียกินส์ ซึ่งชวดออสการ์มาแล้ว 8 ครั้งในสาขากำกับภาพจากหนังเรื่อง The Shawshank Redemption, Fargo, Kundun, The Man Who Wasn’t There, No Country for Old Men, The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford, The Reader และ O Brother, Where Art Thou?

สก็อตต์ รูดิน ผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่อง The Social Network และ True Grit กลายเป็นผู้อำนวยการสร้างคนแรกนับจาก ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา เมื่อปี 1974 ที่สามารถพาหนังสองเรื่องเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้ในปีเดียวกัน นั่นคือ The Godfather Part II และ The Conversation

อาจกล่าวได้ว่าออสการ์ชอบ True Grit เวอร์ชั่นรีเมคของสองพี่น้องโคนมากกว่า เนื่องจากมันถูกเสนอชื่อเข้าชิงมากถึง 10 สาขา ในขณะที่เวอร์ชั่นดั้งเดิม (1969) ถูกเสนอชื่อเข้าชิงเพียง 2 สาขา นั่นคือ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (จอห์น เวย์น คว้ารางวัลมาครอง) และเพลงประกอบยอดเยี่ยม (พ่ายให้กับเพลง Raindrops Keep Fallin’ on My Head จากหนังเรื่อง Butch Cassidy and the Sundance Kid)

นับแต่ปี 2000 เป็นต้นมา มีหนังแค่ 4 เรื่องถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ 12 รางวัลหรือมากกว่า นั่นคือ The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring, Chicago, Gladiator และ The Curious Case of Benjamin Button ข่าวดีสำหรับ The King’s Speech คือ มีเพียง The Curious Case of Benjamin Button และ The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring เท่านั้นที่ชวดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ข่าวร้ายสำหรับผู้กำกับ ทอม ฮูเปอร์ คือ ไม่มีใครได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมเลย (ปีเตอร์ แจ๊คสัน พ่ายให้กับ รอน โฮเวิร์ด จาก A Beautiful Mind ร็อบ มาร์แชล พ่ายให้กับ โรมัน โปลันสกี้ จาก The Pianist ริดลีย์ สก็อตต์ พ่ายให้กับ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก จาก Traffic และ เดวิด ฟินเชอร์ พ่ายให้กับ แดนนี บอยล์ จาก Slumdog Millionaire)

เจฟฟรีย์ รัช (The King’s Speech) เป็นหนึ่งในนักแสดงเพียง 19 คนที่สามารถคว้ารางวัลทางการแสดงสำคัญๆ มาครองได้ครบถ้วน นั่นคือ ออสการ์ (นำชายจาก Shine) เอ็มมี่ (นำชายจาก The Life and Death of Peter Sellers) และโทนี่ (นำชายจาก Exit the King) นักแสดงคนก่อนๆ ที่ประสบความสำเร็จในระดับเดียวกันก็เช่น อัล ปาชิโน, พอล สกอฟิลด์, เฮเลน เฮย์ส, เอลเลน เบิร์นสตีน, แอนน์ แบนครอฟท์, อินกริด เบิร์กแมน, เจเรมี ไอรอนส์, วาเนสซา เรดเกรฟ และ เจสซิกา แทนดี้

สองพี่น้อง โจเอล และ อีธาน โคน กลายเป็นเพื่อนร่วมก๊วนกับ วอร์เรน บีตตี้, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา, โอลิเวอร์ สโตน และ ปีเตอร์ แจ๊คสัน จากสถิติเข้าชิงรางวัลออสการ์สามสาขาสำคัญ (กำกับ,หนัง,บท) ภายในปีเดียวกันได้ถึงสองครั้ง โดยก่อนหน้า True Grit พวกเขาเคยทำสำเร็จมาแล้วกับ No Country for Old Men และกวาดรางวัลมาครองครบทั้งสามสาขา (ส่วนใน Fargo อีธานได้เครดิตผู้อำนวยการสร้าง โจเอลได้เครดิตผู้กำกับ และทั้งสองคว้ารางวัลมาครองร่วมกันจากสาขาบทภาพยนตร์) อย่างไรก็ตาม คนที่ถือครองสถิติสูงสุดยังคงเป็น สแตนลีย์ คูบริค ซึ่งเข้าชิงในฐานะผู้อำนวยการสร้าง, ผู้กำกับ และคนเขียนบทพร้อมกันสามครั้งจากหนังเรื่อง Dr. Strangelove or: How I Learn to Stop Worrying and Love the Bomb (1964), A Clockwork Orange (1971) และ Barry Lyndon (1975)

วันจันทร์, มกราคม 17, 2554

หนังแห่งความประทับใจ


The Ghost Writer: ทักษะในการเล่าเรื่องและสร้างบรรยากาศแห่งความชั่วร้าย ไม่ชอบมาพากลของ โรมัน โปลันสกี้ หาได้เจือจางไปตามอายุขัยที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับทัศนคติอันมืดหม่นว่ามนุษย์เป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ไร้พลังที่จะงัดข้อกับความฟอนเฟะ คอร์รัปชั่นของสังคม หรือองค์กรอำนาจขนาดใหญ่ และคงด้วยเหตุนี้กระมัง สงครามโลกครั้งที่สองของโปลันสกี้จึงถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของนักเปียโนเชื้อสายยิวที่ต้องกัดฟันดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ไม่อาจช่วยเหลือใครในครอบครัวได้ (The Pianist) แทนที่จะเป็นนักธุรกิจผู้เสี่ยงชีวิตลักลอบขนย้ายชาวยิวออกจากค่ายกักกัน (Schindler’s List) หรือนักศึกษาชาวเยอรมันผู้ยอมสละชีพเพื่อแลกกับอุดมการณ์แห่งความถูกต้อง (Sophie Scholl)... สำหรับโปลันสกี้ โลกทั้งใบก็ไม่ต่างจากไชนาทาวน์!

The Hurt Locker: แม้จะไม่ได้แสดงท่าทีโดยตรงในการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทอันน่ากังขาของสหรัฐในตะวันออกกลาง แต่หนังก็สะท้อนเป็นนัยยะผ่านสถานการณ์ “ข้าศึกรอบด้าน” และ “ศัตรูที่มองไม่เห็น” (สงครามต่อต้านการก่อการร้ายก็ไม่ต่างจากการยิงปืนในความมืด) ขณะเดียวกัน ความพยายามจะเล่นบทวีรบุรุษโดยไม่มีใครร้องขอของอเมริกายังปรากฏให้เห็นผ่านปมปัญหาของตัวละครเอกที่มุ่งมั่นจะแก้แค้นให้กับเด็กชายคนหนึ่ง (ซึ่งสุดท้ายปรากฏว่าเป็นแค่ภาพลวงตา)... แน่นอน เหยื่อแห่งสงครามในสายตาของ แคทธีน บิกเกโลว์ หาใช่เพียงคนที่ต้องสิ้นลมหายใจจากกระสุนและระเบิดเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงคนที่กำลังจะสูญสิ้นจิตวิญญาณจากการเสพติดความรุนแรงและอะดรินาลินอีกด้วย

A Serious Man: ชีวิตไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ และทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักเหตุและผลเสมอไป การดิ้นรนค้นหาคำตอบอย่างจริงจังจึงรังแต่จะนำไปสู่ทางตัน ตลอดจนความว้าวุ่นใจไม่สิ้นสุด ตรงข้ามกับการก้มหน้ายอมรับและก้าวเดินต่อไปอย่างกล้าหาญ ข้อคิดดังกล่าวถูกนำเสนอในสไตล์ทีเล่นทีจริงตามสูตรของสองพี่น้องโคน (กล่าวคือ หลายครั้งคนดูไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือขนหัวลุกดี) ผ่านนิทานประหลาดที่ปะหัวหนัง เรื่องสุดพิสดารเกี่ยวกับหมอฟัน และชะตากรรมแสนรันทดของ แลร์รี ก็อบนิค ที่สำคัญ พวกเขายังบอกใบ้อีกด้วยว่าศาสนาก็มืดบอดต่อปริศนาแห่งชีวิตไม่แพ้กัน จนต้องหันไปพึ่งพาเพลงป็อปให้ช่วยชี้ทางสว่าง!?!

The Social Network: ชีวิตของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นภาพสะท้อนของสังคมยุคใหม่ได้อย่างแนบเนียน เมื่อแต่ละคนวิ่งแข่งกันเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย เพื่อแยกตัวเองให้โดดเด่นจากคนอื่นๆ เมื่อเงินล้านไม่ใช่เรื่องน่าทึ่งอีกต่อไป (ต้องเป็นพันล้านต่างหาก) เมื่อปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์จำกัดอยู่ในห้องมืดๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงลำพัง แล้วแสวงหาการยอมรับจากกลุ่มคนแปลกหน้าในโลกเสมือน หนังจบลงอย่างมีความหวังตรงที่ (ตัวละคร) มาร์คตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิต ราคาที่เขายอมจ่ายเพื่อให้กลายเป็นเศรษฐีพันล้านอายุน้อยที่สุด แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อเงินเข้ามาแทนที่พระเจ้าและใช้ซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ บางทีมาร์ค (ตัวจริง) คงไม่แคร์เท่าไหร่นัก

Toy Story 3: ท่ามกลางมุกตลกล้อเลียนและอารมณ์ขันคมคายซึ่งอาจจะมากกว่าสองภาคแรกด้วยซ้ำ (ฉาก “แหกค่ายมฤตยู” ถือเป็นไฮไลท์ที่เรียกเสียงฮาได้มากพอๆ กับอารมณ์ลุ้นระทึก) หนังสอดแทรกประเด็นจริงจังเอาไว้อย่างกลมกลืนเกี่ยวกับความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ตั้งแต่สังขารที่ย่อมแตกหัก เก่าแก่ และผุพังไปตามกาลเวลา จนถึงความสัมพันธ์ที่วันหนึ่งย่อมผันแปรและไม่อาจยั่งยืนไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย แม้กระทั่งความสัมพันธ์อันลึกซึ้งยาวนานอย่างความผูกพันระหว่างแอนดี้กับเหล่าของเล่นตัวโปรด ฉะนั้นทางรอดเดียว หากเราต้องการใช้ชีวิตให้มีความสุขโดยไม่รู้สึกขมขื่นจากการยึดติดกับอดีตที่หวานชื่นแบบเดียวกับเจ้าหมีสตรอเบอร์รี่ คือจงทำใจยอมรับและยืดหยุ่นไปตามความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

นักแสดงชาย

ลีโอนาโด ดิคาปริโอ (Shutter Island): เล่นดีตามมาตรฐานที่นับวันจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจสซี ไอเซนเบิร์ก (The Social Network): ถ่ายทอดบทพูดรัวเป็นไฟของ แอรอน ซอร์กินส์ ได้ลื่นไหลและทรงพลังในหลายฉาก เช่นเดียวกับการถ่ายทอดบุคลิกยโส หยิ่งทะนงพร้อมๆ กับด้าน “ไอ้ขี้แพ้” ของตัวละครผ่านการแสดงอันลุ่มลึกในสไตล์เล่นน้อยแต่ได้มาก

แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (The Social Network): ในฉากไคล์แม็กซ์ เมื่อเอดัวร์โดค้นพบว่าเพื่อนรัก (หักเหลี่ยมโหด) พยายามจะเขี่ยเขาออกจากบริษัทที่ทั้งสองช่วยกันก่อตั้งขึ้นมากับมือ นักแสดงหนุ่มคนนี้ก็ระเบิดอารมณ์แบบไม่ยั้ง เริ่มจากอาการช็อก สับสน ไปจนถึงโกรธแค้น และท้ายที่สุด (เมื่อเขาพูดกับเพื่อนรักว่า “นายหลอกฉัน มันเหมือนกับฉันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเฟซบุ๊ก”) หัวใจสลาย...

จอร์จ คลูนีย์ (The American): ปลดเสน่ห์ตามสไตล์หนุ่มหล่อเจ้าคารมแบบที่เราคุ้นเคยออกจนหมด แล้วเติมเสน่ห์แห่งความลึกลับ เก็บกดเข้ามาแทน โดยไม่ลืมที่จะเปิดโอกาสให้คนดูสัมผัสถึงด้านที่อ่อนแอ เปราะบางภายในของตัวละคร

มิเนียน (Despicable Me): น่ารักน่าชัง ว่านอนสอนง่าย แถมยังสารพัดประโยชน์

นักแสดงหญิง

โคลอี้ มอเร็ทซ์ (Kick-Ass): เธอผสมความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ กับความแข็งแกร่ง โหดเหี้ยมแบบนักฆ่ามืออาชีพได้อย่างลงตัว

นูมิ ราเฟซ (The Girl with the Dragon Tattoo): มองแวบแรกดูเหมือนเด็กสาวโรคจิต แต่พอหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ราเฟซก็ค่อยๆ ปอกเปลือกตัวละครให้เห็นด้านที่เจ็บปวด คับแค้น และความอ่อนโยนภายใต้เปลือกนอกที่แข็งกระด้าง เห็นแล้วก็หนักใจแทน รูนีย์ มารา ในเวอร์ชั่นรีเมคของ เดวิด ฟินเชอร์

โอลิเวียร์ วิลเลียมส์ (The Ghost Writer): ดูเหมือนเมียอมทุกข์ที่ฉลาด แต่สิ้นหวังขนาดทนยอมเห็นสามีคบชู้แบบไม่ปิดบัง กระนั้นแววตาของวิลเลียมส์ส่อให้เห็นว่ามีบางอย่างซ่อนลึกอยู่กว่านั้น สอดคล้องไปกับบรรยากาศโดยรวมของหนังอย่างเหมาะเจาะ

เวรา ฟาร์มิกา (Up in the Air): เซ็กซี่ มั่นใจ และเป็นผู้หญิงแบบที่คุณพบเห็นไม่บ่อยนักในหนังตลก-โรแมนติก ภายนอกอาจดูอ่อนหวาน แต่ภายในกลับแกร่งและโหดกว่าที่คิด เธอไม่ได้ล้อเล่นตอนบอกกับ จอร์จ คลูนีย์ ว่า “คิดซะว่าฉันก็เหมือนคุณนั่นแหละ เพียงแค่มีช่องคลอด!”

แองเจลินา โจลี (Salt): ปิดท้ายทำเนียบหญิงแกร่งได้พอดี

ความคิดเห็น

ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาข่าวดีสุดในแวดวงหนังไทยคงหนีไม่พ้นการคว้ารางวัลปาล์มทองของ ลุงบุญมีระลึกชาติ ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ ซึ่งหากจะพูดกันตามตรงแล้วไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะผลงานทุกเรื่องของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้เสียงตอบรับอย่างอบอุ่นที่คานส์เสมอมา ส่วนข่าวร้ายสุดก็คงหนีไม่พ้นการโดนเรทห้ามฉายของ Insects in the Backyard ซึ่งในแง่หนึ่งก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เพราะรากเหง้าแห่งปัญหานั้นไม่ได้อยู่ตรงกฎหมาย (กฎหมายก็เป็นแค่กระดาษที่คนกลุ่มหนึ่งเขียนขึ้น แม้ว่าหลายคนจะชอบอ้างว่ากฎหมายเขียนไว้แบบนั้นแบบนี้ ต้องว่าไปตามกฎหมายราวกับว่ามันถูกจารึกโดยพระเจ้าตั้งแต่สมัยสร้างโลก) หากแต่อยู่ตรงทัศนคติและการมองโลกของกลุ่มคนที่กุมอำนาจเอาไว้ในมือต่างหาก คนพวกนี้ชอบอ้างว่าพวกเขาเรียกร้องแทนคนอื่น แต่กลับไม่เคยคิดจะเข้าใจใคร พวกเขาเอามาตรฐานของตนเป็นที่ตั้ง แล้วกวาดทุกสิ่งที่ไม่ตรงตามมาตรฐานนั้นออกจากกระดานโดยใช้ข้ออ้างประเภท “เพื่อศีลธรรมอันดี” หรือ “เพื่อความสงบเรียบร้อย” โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าทัศนคติประเภทนี้ต่างหากที่เป็นอันตราย ไม่เฉพาะต่อประเทศชาติเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงมวลมนุษยชาติโดยรวมอีกด้วย

วันอังคาร, มกราคม 04, 2554

Oscar 2011: Revenge of the Nerds


แม้ The Social Network จะเดินหน้ากวาดรางวัลนักวิจารณ์ได้เกือบเบ็ดเสร็จ (คิดแล้วเท่ากับ 93%) ยิ่งกว่าหนังเรื่องไหนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่บรรดากูรูออสการ์ทั้งหลายกลับเห็นว่าโอกาสที่มันจะคว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีออสการ์นั้นอ่อนด้อยกว่าหนังอย่าง The King’s Speech (บางคนถึงขั้นกล้าใช้คำว่า “ไม่มีทางได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยม”) ด้วยเหตุผลว่าผลงานกำกับของ เดวิด ฟินเชอร์ เย็นชาเกินไป ฮิปเกินไป หม่นเกินไป วัยรุ่นเกินไป ดิจิตอลเกินไป ฯลฯ ขณะที่หนังของ ทอม ฮูเปอร์ “เข้าทาง” กรรมการออสการ์ที่อายุมากและหัวเก่า

ข้อโต้แย้งดังกล่าวอาจมีน้ำหนักน่าเชื่อถือหากเป็นเมื่อสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว ก่อนหน้าการคว้าชัยของหนัง “ไม่เข้าทางออสการ์” อย่าง The Departed (รุนแรงเกินไป หยาบคายเกินไป) No Country for Old Men (ตอนจบชวนพิศวงเกินไป รุนแรงเกินไป) และ The Hurt Locker (ฟอร์มเล็กเกินไป)

แน่นอน นักวิจารณ์ไม่ใช่กรรมการออสการ์ และฝ่ายหลังก็พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งหลายคราว่าไม่แคร์ความรู้สึกของฝ่ายแรกแม้กระผีกดังจะเห็นได้จากชัยชนะของ Crash เหนือ Brokeback Mountain แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าออสการ์ในช่วงหลังเริ่มมีทัศนคติ หรือรสนิยม “สอดคล้อง” กับนักวิจารณ์มากขึ้น ฉะนั้นการฟันธงว่า The Social Network ไม่ใช่ตัวเก็งอันดับหนึ่ง “ณ เวลานี้” จึงเป็นการใช้อัตตาเหนือเหตุผล

ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้านั้นยังเรียกได้ว่ายากต่อการคาดเดา เพราะรายชื่อผู้เข้าชิงยังไม่ถูกประกาศออกมาด้วยซ้ำ (25 มกราคม 2554) เช่นเดียวกับรางวัลของเหล่าสมาพันธ์อื่นๆ นอกจากสมาพันธ์นักแสดง (ผู้กำกับ, คนเขียนบท, คนตัดต่อ, ผู้อำนวยการสร้าง ฯลฯ) ซึ่งน่าจะใช้เป็นมาตรวัดแรงสนับสนุนต่อหนังแต่ละเรื่องบนเวทีออสการ์ได้มากกว่ารางวัลนักวิจารณ์ เพราะสมาชิกสมาพันธ์เหล่านี้ หลายคนมีสิทธิ์เลือกผู้ชนะรางวัลออสการ์

ในกลุ่มหนังตัวเก็งแรกเริ่มก่อนผลรางวัลนักวิจารณ์สถาบันต่างๆ เรื่องที่เริ่มส่อแววร่อแร่ หมดแรงข้าวต้มอย่างเห็นได้ชัด คือ 127 Hours ซึ่งพลาดการเข้าชิงลูกโลกทองคำทั้งสาขาหนังและผู้กำกับ (ส่วนการพลาดเข้าชิงสาขา ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม ของ SAG ซึ่งเทียบเท่ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีนี้ ถือว่าไม่ผิดฟอร์มเพราะ 127 Hours เป็นหนังประเภทวันแมนโชว์) ตรงข้ามกับ The Fighter ที่เปิดฉายทีหลัง แต่กลับมาแรงขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากลูกโลกทองคำและ SAG จนหลายคนเริ่มคิดว่ามันอาจกลายเป็นตาอยู่คว้าชิ้นปลามันมาครองแบบเดียวกับหนังนักมวยอีกเรื่องอย่าง Million Dollar Baby ขณะที่บางคนก็นำไปเทียบกับหนังนักมวยเรื่อง Rocky ซึ่งเมื่อ 36 ปีก่อนเอาชนะขวัญใจนักวิจารณ์อย่าง Network และ All the President Men บนเวทีออสการ์

เรื่องแรกวิเคราะห์สังคมสมัยใหม่ได้เจ็บแสบผ่านบทพูดสุดคมคายเช่นเดียวกับ The Social Network ส่วนเรื่องหลังก็จำลองเหตุการณ์ทางการเมือง/ประวัติศาสตร์ได้เข้มข้นเช่นเดียวกับ The King’s Speech

ความแตกต่างอยู่ตรง ณ จุดนี้ Million Dollar Baby คว้ารางวัลผู้กำกับของสมาคมนักวิจารณ์นิวยอร์กมาครอง แถมด้วยรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากสถาบันนักวิจารณ์อีกสองสามแห่ง ส่วน Rocky ก็คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์แอลเอมาครองร่วมกับ Network แต่ The Fighter และผู้กำกับ เดวิด โอ. รัสเซลล์ ยังไม่ได้รางวัลใดๆ มาครองเลย ซ้ำร้าย หนังเพิ่งจะเปิดฉายในวงกว้าง และทำเงินได้ไม่น่าประทับใจนัก

นอกจากนี้ เดวิด โอ. รัสเซลล์ ยังสร้างศัตรูไว้เยอะ (โดยเฉพาะกับพวกนักแสดง) จากคลิปอื้อฉาวในกองถ่าย I Heart Huckabees ที่แทบจะทำให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งยูทูป หนังจึงอาจเสียคะแนนโหวตไปด้วย หาก ลิลี ทอมลิน รวมถึง จอร์จ คลูนีย์ ซึ่งประกาศไม่เผาผีกับโอ. รัสเซลล์หลังร่วมงานกันได้ไม่ราบรื่นใน Three Kings ยังแค้นฝังหุ่น (แต่เห็นได้ชัดว่า มาร์ค วอห์ลเบิร์ก รู้สึกแตกต่างออกไป)

สถานการณ์ใกล้เคียงกันจะส่งผลกระทบต่อโอกาสคว้าออสการ์ของ คริสเตียน “มืออาชีพ” เบล มากแค่ไหน เราคงต้องรอดูกันไป (ระหว่างการถ่ายทำ Terminator Salvation เบลระเบิดอารมณ์ใส่ผู้กำกับภาพ เชน เฮิร์ลบัต ด้วยคำพูดหยาบๆ เมื่อถูกฝ่ายหลังขัดจังหวะระหว่างการทำอารมณ์เพื่อเข้าฉากสำคัญ คลิปเสียงดังกล่าวถูกอัดไว้โดยทีมงานในกองถ่ายและหลุดออกมาแพร่ระบาดทางอินเตอร์เน็ท)

สมมุติฐานว่า The Fighter อาจกลายเป็นหนังอันดับหนึ่งบนเวทีออสการ์จะเริ่มมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อตัวหนัง หรือผู้กำกับสามารถตอดรางวัลจากสถาบันสำคัญๆ ต่อไปนี้มาได้บ้าง นั่นคือ ลูกโลกทองคำ, SAG (สาขาทีมนักแสดง), National Society of Film Critics, DGA, PGA และ Broadcast Films Critics Association (หรือรางวัล Critics’ Choice) แต่หากหนังของฟินเชอร์ยังคงเดินหน้ากวาดรางวัลแบบไม่แบ่งใคร โอกาสที่ออสการ์จะคิดต่างก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย (กระทั่งหนัง “ล็อกถล่ม” อย่าง Crash ยังได้รางวัลสูงสุดจากสมาคมนักวิจารณ์ชิคาโก, สมาคมนักวิจารณ์ออสติน และ SAG สาขาทีมนักแสดง)

จากกลุ่มตัวเก็ง 10 เรื่อง นอกจาก 127 Hours จะดูไม่แน่นอนแล้ว อีกเรื่องคงเป็น The Town ของผู้กำกับ เบน อัฟเฟล็ก ซึ่งอาจถูกแซงโค้งสุดท้ายด้วย True Grit อย่างไรก็ตาม การที่หนังคาวบอยรีเมคของสองพี่น้องโคนโดนลูกโลกทองคำและ SAG เชิดใส่ ก็ทำให้มันเสียศูนย์ไปไม่น้อย โดยเฉพาะกรณีของเวทีแรก ซึ่งไม่แยแสผลงานชิ้นนี้เลย (การเข้าชิง = 0) แม้กระทั่งงานแสดงของ เจฟฟ์ บริดเจส และ ไฮลี สไตน์เฟลด์ กระนั้น อาจเป็นไปได้ว่ากรรมการหลายคนยังไม่ได้ดูหนัง เพราะ True Grit ถือเป็นตัวเก็งเรื่องสุดท้ายที่เปิดฉายแก่นักวิจารณ์

สำหรับสาขาผู้กำกับ มีความเป็นไปได้สูงว่า 4 คนจาก SAG สาขาทีมนักแสดง นั่นคือ ฟินเชอร์ (The Social Network), ฮูเปอร์ (The King’s Speech), โอ. รัสเซลล์ (The Fighter) และ ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ (Black Swan) จะลอยลำเข้าชิงออสการ์แบบไม่ยากเย็น ส่วนตำแหน่งของ ลิซา โชโลเดนโก (The Kids Are All Right) คงถูกแทนที่โดย คริสโตเฟอร์ โนแลน (Inception) แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เรื่องแน่นอนนัก หากคุณยังจำปรากฏการณ์ The Dark Knight ได้

ถ้าทุกอย่างออกมาตามโผ ฟินเชอร์จะกลายเป็นคนเดียวที่ไม่สดซิง (เคยเข้าชิงเมื่อสองปีก่อนจาก The Curious Case of Benjamin Button) และโอกาสก้าวไปไกลกว่าเดิมของเขาก็ถือว่าสูงกว่า 70%

หนัง
ตัวเก็ง: The Social Network, The King’s Speech, Toy Story 3, Inception, The Kids Are All Right, The Fighter, 127 Hours, Black Swan, Winter’s Bone, The Town
ตัวสอดแทรก: Rabbit Hole, True Grit, Another Year

ผู้กำกับ
ตัวเก็ง: เดวิด ฟินเชอร์ (The Social Network), ทอม ฮูเปอร์ (The King’s Speech), เดวิด โอ. รัสเซลล์ (The Fighter), คริสโตเฟอร์ โนแลน (Inception), ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ (Black Swan)
ตัวสอดแทรก: แดนนี บอยล์ (127 Hours), โจเอล และ อีธาน โคน (True Grit)


อาจกล่าวได้ว่า การแข่งขันในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้สิ้นสุดลงแล้ว และคนที่คว้ารางวัลออสการ์มาครอง คือ โคลิน เฟิร์ธ นักแสดงผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการมานาน และเมื่อปีก่อนเพิ่งได้เข้าชิงสาขาเดียวกันนี้จากงานแสดงอันลุ่มลึกในหนังเรื่อง A Single Man ที่หลายคนคิดว่าควรค่ากับรางวัลออสการ์มากกว่าหากพิจารณาจากคุณภาพงานล้วนๆ แต่โชคร้ายที่คราวนั้นเขาต้องเผชิญคู่แข่งมหาหิน และปัจจัยเสริมรอบด้านที่ไม่เอื้ออำนวย

มาปีนี้เฟิร์ธดูเหมือนจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกับ เจฟฟ์ บริดเจส เมื่อปีก่อน ทุกอย่างล้วนเข้าที่เข้าทาง เขาปราศจากคู่แข่งซึ่ง “คู่ควร” กว่า (หมายถึงบารมีเทียบเท่าและยังไม่เคยได้ออสการ์) อายุอยู่ในเกณฑ์ (เป็นที่ทราบกันดีว่าออสการ์นิยมผู้ชายสูงวัยและผู้หญิงสาวสะพรั่งในสาขานักแสดงนำ) นอกจากนี้เขายังเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมงาน ถ่อมตน และก็ถูกมองข้ามมานาน พูดโดยรวมๆ ก็คือ มันถึงเวลาของเขาแล้ว ที่สำคัญ เฟิร์ธยังมีข้อได้เปรียบตรงที่ The King’s Speech แข็งแกร่งในฐานะหนังยอดเยี่ยม ซึ่งแตกต่างจาก Crazy Heart ของบริดเจส

ปัจจัยดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อย และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ช่วยให้ เอเดรียน โบรดี้ พลิกคว่ำสองยักษ์ใหญ่อย่าง แจ๊ค นิโคลสัน (About Schmidt) และ เดเนียล เดย์-ลูอิส (Gangs of New York) เมื่อ 8 ปีก่อน (ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีนักแสดงชายเพียงสามคนเท่านั้นที่คว้ารางวัลนำชายมาครองจากหนังที่ไม่ได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นั่นคือ เดนเซล วอชิงตัน จาก Training Day ฟอร์เรสต์ วิทเทเกอร์ จาก The Last King of Scotland และบริดเจสจาก Crazy Heart)

สถิติดังกล่าวไม่ส่งผลดีต่อว่าที่พิธีกรออสการ์ (ร่วมกับ แอนน์ แฮทธาเวย์) อย่าง เจมส์ ฟรังโก้ เท่าไหร่ เมื่อปรากฏว่าหนังของเขาทำท่าจะได้เสียงสนับสนุนที่อ่อนปวกเปียก แต่อาจช่วยผลักดันให้ เจสซี ไอเซนเบิร์ก กลายเป็นคู่แข่งเพียงคนเดียวของเฟิร์ธ กระนั้นการฝ่าด่านปัจจัยเสริมรอบด้านที่ไม่เอื้ออำนวย แล้วกลายเป็นเจ้าของออสการ์สาขานักแสดงนำชายที่อายุน้อยที่สุด (27 ปี) ถือเป็นงานหนักมหาโหด (เจ้าของสถิติเดิม คือ เอเดรียน โบรดี้ ที่อายุ 29 ปีตอนได้รับออสการ์) ซ้ำร้าย ผลงานของไอเซนเบิร์กยังอยู่ในโหมด “แสดงน้อย แต่ได้มาก” อีกด้วย ซึ่งไม่ค่อยเข้าทางออสการ์มากเท่าไหร่ (ถ้าอยากรู้ว่างานแสดงที่เข้าทางออสการ์เป็นเช่นไร ให้ดู โม’นีก จาก Precious: Based on the novel “Push” by Sapphire)

การแข่งขันในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมดูเหมือนจะสูสีคู่คี่กว่า เพราะทั้ง นาตาลี พอร์ตแมน และ แอนเน็ต เบนนิง ล้วนมีปัจจัยเสริมที่ช่วยผลักดันมากพอๆ กัน คนแรกได้บทโชว์ทักษะที่เข้าทางออสการ์มาก (ฝึกซ้อมร่างกายเพื่อเป็นนักเต้น อดอาหารให้น้ำหนักลด แล้วกลายร่างเป็นตัวละครอย่างสมบูรณ์แบบ) อายุอยู่ในเกณฑ์ และเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง (เคยเข้าชิงออสการ์นักแสดงสมทบหญิงจาก Closer) ส่วนคนหลังมากทั้งบารมีและประสบการณ์ที่เชี่ยวกราก หลังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วสามครั้ง (สมทบหญิงจากThe Grifters นำหญิงจาก American Beauty นำหญิงจาก Being Julia) แถมยังเป็นที่รักใคร่นับถือของคนในวงการ

บางคนเริ่มเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันกับปีที่ มาริยง โกติญาร์ (La Vie En Rose) ต้องประชันกับ จูลี คริสตี้ (Away From Her) โดยคนแรกได้บทเด่น โชว์ทักษะเป็นรูปธรรมชัดเจนคล้ายคลึงกับพอร์ตแมน ส่วนคนหลังได้บทลุ่มลึก ไม่เน้นแสดงแสดงอารมณ์รุนแรงคล้ายคลึงกับเบนนิง ครั้งนั้นวัยสาวเอาชนะวัยลายครามได้ แต่ความแตกต่างสำคัญ คือ คริสตี้เคยได้ออสการ์มาแล้วจาก Darling เมื่อปี 1965 ขณะที่เบนนิงกลับซดแห้วทุกครั้งที่เข้าชิง

อีกสองคนที่น่าจะได้เข้าชิงค่อนข้างแน่ คือ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Winter’s Bone) และ นิโคล คิดแมน (Rabbit Hole) ส่งผลให้เหลือที่ว่างอีกเพียงหนึ่งเดียวสำหรับสามตัวเก็งอย่าง ฮิลารี สแวงค์ (SAG) มิเชลล์ วิลเลียมส์ (ลูกโลกทองคำ) และ เลสลีย์ แมนวิลล์ (Another Year) มองเผินๆ แล้ว คนหลังสุดเหมือนจะเสียเปรียบอีกสองคนแรกตรงที่เธอถูกมองข้ามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่แมนวิลล์อาจได้หัวเราะทีหลังดังกว่าแบบ ลอรา ลินนีย์ (The Savages) และ ซาแมนธา มอร์ตัน (In America) สองนักแสดงหญิงในรอบ 10 ปีที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขานี้ หลังจากพลาดการเข้าชิงทั้งลูกโลกทองคำและ SAG

นักแสดงนำชาย
ตัวเก็ง: โคลิน เฟิร์ธ (The King’s Speech), เจมส์ ฟรังโก (127 Hours), เจสซี ไอเซนเบิร์ก (The Social Network), โรเบิร์ต ดูวัล (Get Low), เจฟฟ์ บริดเจส (True Grit)
ตัวสอดแทรก: ฮาเวียร์ บาร์เด็ม (Biutiful), ไรอัน กอสลิง (Blue Valentine)

นักแสดงนำหญิง
ตัวเก็ง: แอนเน็ต เบนนิง (The Kids Are All Right), นาตาลี พอร์ตแมน (Black Swan), นิโคล คิดแมน (Rabbit Hole), เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Winter’s Bone), เลสลีย์ แมนวิลล์ (Another Year)
ตัวสอดแทรก: ฮิลารี สแวงค์ (Conviction), จูลีแอนน์ มัวร์ (The Kids Are All Right), มิเชลล์ วิลเลียมส์ (Blue Valentine)


หลังสิ้นเสียงระฆังยกแรก ดูเหมือน คริสเตียน เบล (The Fighter) จะทำคะแนนนำห่างคู่แข่งคนอื่นๆ ในสาขานักแสดงสมทบชายค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับนักแสดงที่รับบทแม่ของเขาในหนัง นั่นคือ เมลิสสา ลีโอ ในสาขานักแสดงสมทบหญิง ทั้งสองได้แรงสนับสนุนชั้นยอดจากข้อเท็จจริงที่ว่า The Fighter เป็นหนังฟีลกู๊ดที่ผสานความจริงของชีวิตเอาไว้ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ และแน่นอนว่าคนแรกย่อมได้คะแนนเพิ่มจากการลดน้ำหนัก (อีกครั้งหลังจาก The Machinist) การเล่นบทคนจริงและเลียนแบบบุคลิกท่าทางของบุคคลนั้นได้อย่างแนบเนียน

ณ ตอนนี้คู่แข่งสำคัญของเบล คือ เจฟฟรีย์ รัช (The King’s Speech) ซึ่งเป็นขวัญใจออสการ์มาตลอดช่วงเวลาหลายปี (ได้นำชายจาก Shine เข้าชิงสมทบชายจาก Shakespeare in Love และเข้าชิงนำชายจาก Quills) แต่เขาไม่ใช่คู่แข่งที่น่าหวาดวิตกเท่า “ชื่อเสีย” จากคลิปเสียงอื้อฉาว ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยลบเพียงหนึ่งเดียวที่อาจทำให้เบลชวดรางวัลออสการ์ ส่วนตำแหน่งว่างที่เหลืออีกสามตำแหน่งยังดูไม่แน่ชัดว่าใครจะหลุดเข้าชิงได้บ้าง

เจเรมี เรนเนอร์ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสุด หลังจากเขาติดโผทั้งลูกโลกทองคำและ SAG นอกจากนี้ การหลุดเข้าชิงออสการ์สาขานำชายเมื่อปีก่อนจาก The Hurt Locker บ่งบอกว่าเขาเป็นที่ยอมรับของกรรมการไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันก็พึงระวังสถิติว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยแล้วจะมีนักแสดงซึ่งได้เข้าชิงทั้งสองเวทีนี้ชวดการเข้าชิงออสการ์อย่างน้อยปีละคน โดยตัวอย่างเหยื่ออธรรมในอดีตก็เช่น เฮย์เดน คริสเตนเซน (Life as a House) ริชาร์ด เกียร์ (Chicago) และ เดนนิส เควด (Far From Heaven)

ความแข็งแกร่งของหนังอาจช่วยหนุนนำให้ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (The Social Network) และ มาร์ค รัฟฟาโล (The Kids Are All Right) ได้ลอยลำเข้าชิงออสการ์ไปด้วย หลังคนแรกเสียเชิงมวยบนเวที SAG ส่วนคนหลังชวดการเข้าชิงลูกโลกทองคำ (ถูกแทนที่โดย ไมเคิล ดั๊กลาส จาก Wall Street: Money Never Sleep ซึ่งคงได้คะแนนสงสารพิเศษจากเหล่าผู้สื่อข่าวต่างประเทศบ้าดารา) หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับ จอห์น ฮอว์ค (Winter’s Bone) เช่นกัน เมื่อเขาพลาดการเข้าชิงลูกโลกทองคำ แต่สามารถเบียดการ์ฟิลด์ได้สำเร็จบนเวที SAG จนอาจกล่าวได้ว่าทั้งสามมีโอกาสเข้าชิงออสการ์มากพอๆ กัน แต่ใครล่ะที่จะหลุดจากวงโคจรในช่วงโค้งสุดท้าย

การพลาดท่าบนเวที SAG สาขานักแสดงสมทบหญิงทำให้จอมขโมยซีนขวัญใจนักวิจารณ์ แจ๊คกี้ วีเวอร์ เสียฟอร์มไปเล็กน้อย สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะมีกรรมการจำนวนไม่มากได้ดูหนังเล็กๆ จากออสเตรเลียเรื่อง Animal Kingdom แต่คาดหวังได้ว่าเธอจะกลับมาเฉิดฉายบนเวทีออสการ์ควบคู่กับลีโอ, เอมี อดัมส์ (The Fighter) และ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ (The King’s Speech) ซึ่งเป็นกลุ่มตัวเก็ง เพราะเทียบไปแล้ว SAG มีความเป็นมหาชนมากกว่าออสการ์ (SAG มีสมาชิกเกือบสองแสน ส่วนนักแสดงที่เป็นกรรมการออสการ์มีเพียงพันกว่าคน) ซึ่งเน้นความ “Exclusive”

ส่วนตำแหน่งว่างสุดท้ายอาจเป็นการฟาดฟันกันของน้องใหม่อย่าง มิลา คูนิส (ซึ่งแม้จะได้เข้าชิงทั้งลูกโลกและ SAG แต่ว่ากันว่าบทของเธอใน Black Swan ไม่ได้โดดเด่นมากนัก ชะตากรรมจึงอาจลงเอยแบบเดียวกับ เคท บลันเช็ต จาก Bandits คาเมรอน ดิแอซ จาก Vanilla Sky และ มาเรีย เบลโล จาก The Cooler นั่นคือ ชวดการเข้าชิงออสการ์ หลังจากทำคะแนนนำในโค้งแรก) และ ไฮลี สไตน์เฟลด์ ซึ่งอันที่จริงเป็นนักแสดงนำจาก True Grit แต่ถูกผลักเข้าชิงในสาขาสมทบ

นักแสดงสมทบชาย
ตัวเก็ง: คริสเตียน เบล (The Fighter), เจฟฟรีย์ รัช (The King’s Speech), มาร์ค รัฟฟาโล (The Kids Are All Right), แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (The Social Network), เจเรมี เรนเนอร์ (The Town)
ตัวสอดแทรก: แม็ท เดมอน (True Grit), แซม ร็อคเวลล์ (Conviction), จอห์น ฮอว์คส์ (Winter’s Bone)

นักแสดงสมทบหญิง
ตัวเก็ง: เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ (The King’s Speech), เมลิสสา ลีโอ (The Fighter), ไฮลี สไตน์เฟลด์ (True Grit), เอมี อดัมส์ (The Fighter), แจ๊คกี้ วีเวอร์ (Animal Kingdom)
ตัวสอดแทรก: ไดแอนน์ วีสต์ (Rabbit Hole), มิลา คูนิส (Black Swan)

วันอังคาร, ธันวาคม 21, 2553

The Social Network: เมื่อเงินไม่ใช่ประเด็น



ในหนังเรื่อง Zodiac เหล่าตัวละครเอกต่างทุ่มเทเวลาและแรงกาย (บางคนหมกมุ่นจนถึงขั้นครอบครัวแตกแยก) ให้กับการค้นหาความจริง โดยหลายครั้งพวกเขาก้าวเข้าใกล้เป้าหมายแค่เอื้อม แต่สุดท้ายหลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าใครกันแน่ คือ ฆาตกรจักรราศี กลับหลุดลอยเกินไขว่คว้าและนำไปสู่บทสรุปอันคลุมเครือ

เช่นเดียวกัน The Social Network ก็ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของกลุ่มบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริง แต่การเปิดเผย “ความจริง” ยังคงไม่ใช่จุดประสงค์หลักของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ และคนเขียนบท แอรอน ซอร์กิน (ฉะนั้นเสียงวิพากษ์ว่าหนังบิดเบือนข้อเท็จจริงจึงถือเป็นการเล็งผิดเป้า) ตรงกันข้าม พวกเขาพยายามจะบอกด้วยซ้ำว่าความจริงแท้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าถึง มีเพียงความจริงซึ่งผสมปนเประหว่างข้อมูล การคัดสรร และการตีความ

ด้วยเหตุนี้กระมัง หลากหลายปมปัญหาใน The Social Network จึงลงเอยไม่ต่างจากบทสรุปของ Zodiac เช่น คำถามที่ว่าใครเป็นคนสร้างเรื่องการทรมานสัตว์ของเอดัวร์โด ใครเป็นคนจัดฉากจุดจบของ ฌอน พาร์คเกอร์ หรือกระทั่ง มาร์คขโมยไอเดียในการสร้าง Facebook มาจากสองพี่น้องวิงเคิลวอสจริงหรือ

คนดูได้เห็นเพียงความจริงผ่าน “มุมมอง” ของแต่ละฝ่าย และจำเป็นต้องตัดสินข้อมูลเหล่านั้นไม่ต่างจากลูกขุนในศาล ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยจำพวกเสื้อผ้าหน้าผม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความถูกชะตา” (Likability) ย่อมเข้ามามีบทบาทอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงดังคำกล่าวของทนายสาว มาริลิน เดลพี ในตอนท้าย ก่อนเธอจะแนะนำให้มาร์คยอมความ ทั้งนี้เพราะปัจจัยแวดล้อมช่างไม่เอื้อประโยชน์ต่อจำเลยหากคดียืดเยื้อไปถึงชั้นศาล เช่น ลูกขุนบางคนคงไม่ปลื้ม หากรับทราบว่ามาร์คคิดเปรียบเทียบผู้หญิงกับวัวควาย และเขียนด่าอดีตแฟนสาวลงอินเตอร์เน็ท

ตั้งแต่ฉากแรก หนังได้พาคนดูไปรู้จักกับ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ในแง่มุมที่ไม่ค่อยสวยงามนัก (ต่อมาในฉากสอบปากคำ มาร์คตอบโต้ว่าคำบอกเล่าของเอริกาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในบาร์เต็มไปด้วยการยกเมฆเพื่อให้เขาดูเลวร้าย) แน่นอน เขาฉลาดเป็นกรด แต่ก็อวดดี หลงตัวเอง และชอบยกตนข่มท่าน ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมสลับหัวข้อสนทนาทุกสองวินาทีจนเอริกา (รวมไปถึงคนดู) ตามไม่ทันและรู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ หรือการที่เขาหลุดปากพูดอะไรประเภท “(จะอ่านหนังสือไปทำไม) คุณก็แค่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยบอสตัน (ไม่ใช่ฮาร์วาร์ดเหมือนผม อ้อ อีกอย่าง ผมได้คะแนน SAT 1600 นะจะบอกให้)” กล่าวคือ บุคลิกและการพูดจาของมาร์คล้วนทำให้เขาดู “ไม่น่าคบหา” ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง เมื่อมาริลินขู่ว่า “แค่สิบนาทีคณะลูกขุนก็จะรู้สึกไม่ถูกชะตาคุณแล้ว”

บางสิ่งบอกเราว่า มาร์คตระหนักถึงปมด้อยข้อนั้นดี และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเพียรบริหารความถูกชะตาของตนอย่างไม่หยุดยั้ง อาทิ การตัดสินใจบริจาคเงิน 100 ล้านเหรียญเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาผ่านรายการ Oprah ก่อนหนัง ซึ่งเขาพูดออกสื่ออยู่เสมอว่านำเสนอเรื่องราวอย่าง “อยุติธรรม” จะเข้าฉายในวงกว้างเพียงไม่กี่สัปดาห์

แม้จะยอมรับตรงไปตรงมาว่ามืดบอดต่อความจริงแท้ และพยายามนำเสนอเรื่องราวผ่านหลายมุมมองอย่างเป็นกลาง แต่ขณะเดียวกัน The Social Network ก็สอดแทรกนัยยะ หรือรหัสระหว่างบรรทัดไว้ชัดเจนว่ามาร์คโหยหาการยอมรับ ไม่ต่างจากเด็กเรียนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนเฝ้ามองนักกีฬาสุดป็อปปูล่าด้วยแววตาริษยากึ่งหมั่นไส้ (ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เอริกาพูดว่าเธอชอบนักกีฬาพายเรือแบบเดียวกับที่เด็กสาวใฝ่ฝันถึงคาวบอย) และหลายครั้งความเจ็บแค้น ขมขื่นนั้นก็สะท้อนผ่านหลากหลายคำสบประมาทของมาร์คระหว่างขั้นตอนการสอบสวน เช่น เมื่อเขาพูดกับมาริลินว่า “พวกวิงเคิลวอสไม่ได้ฟ้องผมด้วยข้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่พวกเขาฟ้องผมเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โลกไม่ยอมหมุนไปตามทิศทางที่พวกเขาต้องการ” หรือตอนที่เขาตอบโต้ข้อกล่าวหาว่าอิจฉาเพื่อนรักที่ได้รับเลือกให้เข้าชมรมฟีนิกซ์ว่า “ตอนนี้ผมมีเงินมากพอจะซื้อฮาร์วาร์ด แล้วเปลี่ยนชมรมฟีนิกซ์ให้กลายเป็นห้องตีปิงปอง” มันเป็นคำอวดอ้างแบบกร่างๆ ที่เล็งผิดเป้าเพราะเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการได้รับเลือกให้เข้าชมรมฟีนิกซ์ ซึ่งตัวมาร์คเองก็ยอมรับในจุดนี้ตั้งแต่ฉากแรก

The Social Network อาจไม่ให้ราคาค่างวดต่อข้อเท็จจริงรอบด้านเกี่ยวกับ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก หรือ Facebook (บทหนังเลือกจะมองข้ามข้อมูลที่ว่าในชีวิตจริงมาร์คมีแฟนสาวเป็นตัวเป็นตนตอนอยู่ปีสอง เป็นสาวเอเชียชื่อ พริสซิลลา ชาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเพื่อผลกระทบทางอารมณ์ของฉากจบ) ทว่าท่ามกลางการตีไข่ใส่สี หนังกลับตีแผ่ความจริง หรือสัจธรรมบางอย่างในสังคมได้ชนิดบาดลึก

บทของซอร์กินจงใจเน้นย้ำให้เห็นความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างมาร์คกับสองพี่น้องวิงเคิลวอสในหลากหลายมิติ (ซึ่งไม่ใช่ช่องว่างในลักษณะคนจน-คนรวย เพราะฝ่ายหลังอาจมีฐานะดีกว่าก็จริง แต่มาร์คก็หาใช่ลูกชาวนาเสียทีเดียว) คนแรกเป็นเด็กเนิร์ดชาวยิว รูปร่างผอมแห้ง ชอบแต่งตัวด้วยเสื้อแจ๊กเก็ตมีฮูด สวมรองเท้าแตะ ส่วนคนหลังเป็นนักกีฬารูปร่างสูงใหญ่ พร้อมโครงหน้าหล่อเหลาแบบอารยันที่ฮิตเลอร์จะต้องภูมิใจ และนิยมสวมสูทผูกเน็กไท คนแรกมีเพื่อนไม่กี่คน และขาดทักษะในการคบหาสมาคมจนกระทั่งแฟนสาวต้องโพล่งขึ้นว่า “การเดทกับเธอก็เหมือนการเดทกับเครื่องออกกำลังกาย” ส่วนคนหลังเป็นสมาชิกสโมสรชื่อดังของฮาร์วาร์ดที่ใครๆ ก็อยากเข้าร่วม มีเส้นสายใหญ่โต (ผ่านทางพ่อผู้ทรงอิทธิพล) ขนาดสามารถขอนัดพูดคุยกับผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยเป็นการส่วนตัว และมั่นใจในสถานะทางสังคมของตนขนาดคิดจะเปิดเว็บไซต์บนพื้นฐานที่ว่า “สาวๆ อยากได้หนุ่มฮาร์วาร์ดเป็นแฟน”

โลกของอภิสิทธิ์ชนและโลกของสามัญชนห่างไกลกันขนาดไหน ฟินเชอร์ได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนผ่านฉากการแข่งเรือในประเทศอังกฤษซึ่งโฟกัสของขอบภาพโดยรอบถูกทำให้เบลอราวกับเป็นฉากความฝัน หลังจากนั้นในงานเลี้ยงฉลองถ้วยรางวัล ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ต่างมีโอกาสได้พบปะกับเจ้าชายอัลเบิร์ต

พวกเขา ซึ่งนิยมเรียกตัวเองว่าสุภาพบุรุษ มักอวดอ้างถึงความ “พิเศษเฉพาะตัว” (Exclusivity) เพราะมีกลุ่มคนเพียงจำนวนไม่มากที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วม รวมถึงความเก่าแก่ยาวนานของประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือกระทั่งอาคารสถานที่ เช่น เมื่อเลขาฯ หน้าห้องผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบรรยายถึงความโบราณของตึกทำการ คำถามเชิงประวัติศาสตร์ที่เหล่าสมาชิกใหม่ของสโมสรฟีนิกซ์ต้องตอบให้ถูก และเมื่อเจ้าชายอัลเบิร์ตอ้างว่าปู่ของพระองค์ก็เคยอยู่ร่วมทีมแข่งเรือ ส่วนพระองค์เองก็มาเฝ้าชมการแข่งที่เมืองเฮนรีตลอด 30 ปี

การยึดติดกับอดีตและทะนงตนว่าเหนือกว่าผู้อื่นเป็นเหตุให้เต่าล้านปีเหล่านี้ถูกใครต่อใคร “พายแซง” ไปกันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกทุนนิยมซึ่งการแข่งขันเข้มข้นและกว้างขวาง หากมัวแต่ยึกยักชักช้า กว่าจะรู้ตัวอีกทีคุณก็โดนทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว ฉากที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างเจ็บแสบ คือ เมื่อสองพี่น้องวิงเคิลวอสพยายามร้องเรียนเรื่องมาร์คต่อผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่กลับถูกตีแสกหน้าให้ไปคิดหาไอเดียใหม่ๆ แทน แลร์รี ซัมเมอร์ส ก็ไม่ต่างจาก มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ตรงบุคลิกยโสแบบเด็กนักเรียนที่ฉลาดที่สุดในคลาส พวกเขาเป็นตัวแทนของโลกยุคใหม่ซึ่งปราศจากความเห็นใจใดๆ ต่อผู้พยายามอ้างถึงศีลธรรมและจรรยาบรรณหลังถูกแซงหน้าโดยนักคิดที่หลักแหลมกว่า นอกจากนี้ฉากข้างต้นยังแดกดันฝาแฝดวิงเคิลวอสไปในตัวตรงที่พวกเขาวิ่งโร่มาฟ้องครูเพื่อเรียกร้อง “ความยุติธรรม” (ซึ่งโดยหลักการแล้วหมายถึงทุกคนควรได้รับการปฏิบัติแบบเท่าเทียมกัน) โดยอาศัยเส้นสายของบิดา

Facebook มีจุดมุ่งหมายไม่ต่างกับการก่อการร้ายในฉากจบของหนังเรื่อง Fight Club นั่นคือ เพื่อทำลายระบบระเบียบและรูปแบบดั้งเดิมทางชนชั้น จากนี้ไปทุกคนสามารถเป็นประธานสโมสรส่วนตัว แล้วเลือกเชิญใครให้มาเข้าร่วมก็ได้ หรือพูดอีกอย่าง มันเปิดโอกาสให้เหล่าเด็กเนิร์ด พวกขี้แพ้ ขบถ หรือคนชายขอบของสังคมได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับสองพี่น้องวิงเคิลวอส

แต่น่าเศร้าตรงที่อินเตอร์เน็ทนั้นเป็นแค่โลกเสมือนจริง และอารมณ์ตื่นเต้นของการได้เป็นคนดัง มีสิทธิ์ที่จะรับหรือไม่รับใครเป็น “เพื่อน” ก็เป็นแค่อารมณ์เสมือนจริง ซึ่งเกิดขึ้นในห้องมืดๆ ขณะคุณนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญผลข้างเคียงของการปฏิวัติดังกล่าวกลับทำให้มนุษย์ยุคใหม่ยิ่งห่างไกลจากโลกแห่งความเป็นจริง (รวมถึงจากกันและกัน) มากขึ้น บทเรียนอันเจ็บปวดที่บิดาแห่ง Facebook ได้รับ คือ ในโลกแห่งความเป็นจริงหลายสิ่งหลายอย่างยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เช่น อคติดั้งเดิมในการตัดสินจากรูปร่างหน้าตา การพูดจา อิริยาบถว่าใครน่าจะเป็นคนดี/คนร้าย และมาร์คก็ดูจะเอนเอียงไปยังกลุ่มหลังมากกว่ากลุ่มแรก... เห็นได้ชัดว่าเงินพันล้านไม่อาจเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นพี่น้องวิงเคิลวอสได้ (บทเรียนเดียวกันนี้อาจนำไปใช้พูดถึงเศรษฐีพลัดถิ่นบางคนของเมืองไทยได้เหมือนกัน)

นอกจากจะมองความสัมพันธ์จอมปลอมของโลกอินเตอร์เน็ทในแง่ร้ายแล้ว The Social Network ยังวิพากษ์ระบบทุนนิยมผ่านโศกนาฏกรรมของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ซึ่งเริ่มต้นด้วยภาพลักษณ์ของเด็กเนิร์ดที่โหยหาการยอมรับ เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับมาร์ค ดังจะเห็นได้จากการที่เขาปฏิเสธข้อเสนอของไมโครซอฟท์ แล้วหันมาแจกซอฟท์แวร์ฟรีทางอินเตอร์เน็ท (เพื่อสร้างเรตติ้งให้ตัวเอง?) เขาริเริ่มก่อตั้ง Facebook ลึกๆ แล้วเพื่อสร้างชื่อเสียงให้สโมสรอย่างฟีนิกซ์ หรือพอร์เซลเลียนหันมาสนใจ เขาพยายามรักษาสถานะความ “เจ๋ง” ของเว็บไซท์โดยปฏิเสธข้อเสนอของเอดัวร์โดในการหากำไรผ่านโฆษณาเพราะเงินไม่ใช่สิ่งที่เขาไล่ล่า จนกระทั่งเหตุการณ์เริ่มบานปลายพร้อมๆ กับการมาถึงของ ฌอน พาร์คเกอร์ เจ้าของสโลแกน “เงินล้านน่ะไม่เจ๋งหรอก ต้องพันล้านต่างหาก” ฌอนฉลาด มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเส้นสายในโลกแห่งธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ไร้ความปราณีต่อใครก็ตามที่ก้าวมาขวางทาง เขา ก็เช่นเดียวกับระบบทุนนิยม นำมาซึ่งความยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรือง... พร้อมๆ กับความฟอนเฟะ การทรยศหักหลัง และยาเสพติด

แม้จะพูดถึงโลกแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่บทเรียนศีลธรรมของ The Social Network นั้นเก่าแก่และเรียบง่าย นั่นคือ เงินไม่อาจซื้อความสุขหรือกระทั่งการยอมรับ (แต่นั่นก็ไม่หยุดมาร์คให้พยายามต่อไป) มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ก็ไม่ต่างจากตัวละครอย่าง ไมเคิล คอลิโอเน หรือ ชาร์ลส์ ฟอสเตอร์ เคน เขาร่ำรวยเงินตราและอำนาจ แต่กลับปราศจากเพื่อนสนิท คนรัก หรือกระทั่งครอบครัว เพราะเหล่านั้นคือราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่อให้มายืนอยู่ ณ จุดนี้... ในฉากจบหนังได้ตอกย้ำให้เห็นว่าท่ามกลางทรัพย์สินจำนวนมหาศาล สุดท้ายแล้ว มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ก็เป็นแค่เด็กเนิร์ดหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่พยายามจะ “เชื่อมโยง” กับใครสักคน