วันพุธ, มีนาคม 14, 2555

The Artist: วิมานลอย


ตอนเปิดตัวที่เมืองคานส์ The Artist แทบจะถือเป็นหนังเรื่องเดียวที่ “ใครๆ” ก็ชื่นชอบ ผลงานอย่าง The Tree of Life และ Melancholia อาจได้เสียงสรรเสริญจากหลายคนว่าเป็นมาสเตอร์พีซบ้าง ว่าเป็นผลงานที่จะยืนหยัดข้ามกาลเวลาบ้าง (และสุดท้ายก็คว้ารางวัลใหญ่ไปครองในกรณีของเรื่องแรก) แต่ก็ยังมีอีกหลายคนชิงชังพวกมัน ตรงกันข้ามกับ The Artist ซึ่งแทบจะหาใคร “เกลียด” ไม่ได้เลย จนอาจพูดได้ว่าตัวหนังเองก็ไม่ต่างจาก อั๊กกี้ สุนัขพันธุ์ แจ๊ค รัสเซล ในเรื่องเท่าไหร่ มันฉลาด มันน่ารัก... ใครกันจะเกลียดอั๊กกี้ได้ลงคอ

อีกอย่างที่ควรนำมาพิจารณา คือ คานส์เป็นเสมือนแหล่งรวมหนังอาร์ตตัวพ่อตัวแม่ จำพวกดูแล้วงง ดูแล้วเครียด ดูแล้วจับต้นชนปลายไม่ถูก หรืออืดเอื่อย ไม่โน้มน้าวอารมณ์จนอาจผล็อยหลับไปได้ง่ายๆ การปรากฏตัวขึ้นของ The Artist หนังที่เล่าเรื่องตรงไปตรงมา เร้าอารมณ์อย่างไม่เกินเลย แต่ก็มี “ความคม” หรือ “ลูกเล่น” อยู่ในตัวที่ช่วยให้มันแตกต่างจากหนังตลาดชั้นดีทั่วไปผ่านการถ่ายทำหนังทั้งเรื่องเลียนแบบภาพยนตร์เงียบในฮอลลีวู้ดช่วงปลายทศวรรษ 1920 ซึ่งเป็นฉากหลังของเรื่องราว (ถ่ายทำด้วยสัดส่วน Academy ratio หรือ 1.33:1 และด้วยความเร็วภาพ 22 เฟรมต่อวินาที ) ส่งผลให้มันกลายเป็นความบันเทิงอย่างมีระดับ ความรื่นรมย์แบบไม่ต้องรู้สึกผิด หรืออับอาย ท่ามกลางความหนัก ความมืดหม่น และการกัดกร่อนจิตวิญญาณ

ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อ The Artist เดินหน้ากวาดรางวัลมากมาย ทั้งจากสมาคมนักวิจารณ์ สมาพันธ์อาชีพต่างๆ จนไปลงเอยที่รางวัลออสการ์ มันเหมือนกับกล่องแพนโดราได้ถูกเปิดออก แล้วจู่ๆ หนังที่ทุกคนหลงรัก กลับกลายเป็นหนังที่โดนหลายคนโจมตีและตราหน้าว่าไม่คู่ควร

บางทีนี่อาจเป็นราคาที่หนังต้องจ่าย เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว The Artist หาใช่ผลงานศิลปะระดับแนวหน้าที่จะท้าทายสติปัญญา/จิตวิญญาณ หรือผลงานที่เปี่ยมทักษะทางภาพยนตร์อันซับซ้อน การวิเคราะห์ตัวละคร หรือสะท้อนแง่มุมเฉียบคมทางสังคม จิตวิทยา ฯลฯ เปรียบง่ายๆ ได้ว่า มันเหมาะสำหรับจะเป็นของหวานตบท้ายมื้ออาหาร มากกว่าเมนคอร์สแบบกินเอาอิ่ม มันเหมาะจะเป็นหนังเล็กๆ ที่คนดู “ค้นพบ” เสน่ห์และความหรรษาด้วยความเซอร์ไพรซ์ แต่ไม่ใช่หนังที่คนดูจะเดินเข้าไปพร้อมความคาดหวังอันยิ่งใหญ่

จุดดึงดูดสำคัญของ The Artist อยู่ตรงส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความแปลกใหม่ในแง่สไตล์ การนำเสนอ (ซึ่งดึงของเก่ามาสร้างเป็นความแปลกใหม่อีกทอดหนึ่งในสไตล์แฟชั่นเรโทร) กับความคุ้นเคยทางด้านเนื้อหา เรื่องราว โดยหลายคนที่ได้ชมหนังย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกเปรียบเทียบกับผลงานรุ่นก่อนหน้าอย่าง A Star Is Born (เรื่องของดาราดังที่ผลักดันสาวหน้าใหม่ให้กลายเป็นขวัญใจประชาชน ขณะที่ตัวเขาเองกลับค่อยๆ จมดิ่งสู่ความตกต่ำเนื่องจากอาการติดเหล้า แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยจางหาย คือ ความรักระหว่างคนทั้งสอง) ซึ่งถูกรีเมคมาแล้ว 3 ครั้ง และมีข่าวว่ากำลังจะถูกนำมารีเมคล่าสุดอีกรอบโดย คลินท์ อีสต์วู้ด มี บียองเซ โนวส์ นำแสดง

ขณะเดียวกัน ฉากหลังเกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่ายจากยุคหนังเงียบสู่ยุคหนังเสียง และความยากลำบากของนักแสดงบางคนในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่อาจทำให้หลายคนนึกถึงหนังอย่าง Singing in the Rain แม้ว่าจุดตกต่ำของ จอร์จ วาเลนทิน (ฌอง ดูฌาร์แดง) น่าจะส่งผลมาจากอัตตา นิสัยหยิ่งทะนง ตลอดจนความดื้อรั้นไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองไปกับเทคโนโลยียุคใหม่ ซึ่งส่งกลิ่นอาย ชาร์ลี แชปลิน อยู่หน่อยๆ (แต่สุดท้ายแล้วแชปลินก็ต้องยินยอมสร้างหนังเสียงเต็มตัวเป็นครั้งแรกในปี 1940 กับ The Great Dictator) มากกว่าจะเป็นเหตุผลทางเทคนิคเหมือนตัวละครเอกที่เสียงแหลมจนแสบไตแบบใน Singing in the Rain (ฉากสุดท้ายของ The Artist ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าวาเลนทินอาจไม่แน่ใจกับหนังเสียงเพราะสำเนียงฝรั่งเศสของเขา แม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงอุปสรรคดังกล่าวดูจะไม่ส่งผลกับ เกรตา การ์โบ (สวีเดน) และ มาร์ลีน ดีทริช (เยอรมัน) มากนัก ขณะเดียวกัน ตัวดูฌาร์แดงเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขากับผู้กำกับ มิเชล ฮาซานาวิเชียส ไม่ได้ตั้งใจให้จอร์จพูด “ด้วยความยินดี” ติดสำเนียงฝรั่งเศสในฉากสุดท้ายเพื่อเป็นคำอธิบายท่าทีของตัวละครต่อหนังเสียงแต่อย่างใด)

นอกจากนี้ ความตกต่ำของจอร์จ ซูเปอร์สตาร์หนังเงียบที่ถูกลืมเลือน ยังมีแง่มุมคล้ายคลึงกับ นอร์มา เดสมอนด์ ใน Sunset Boulevard อีกด้วย แต่จุดจบของทั้งสองดูเหมือนจะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เรื่องหนึ่งจงใจสะท้อนด้านมืดของวงการมายา ที่ทุกคนล้วนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เห็นแก่ตัว ขณะที่อีกเรื่องสะท้อนด้านบวกของวงการมายาในลักษณะขุมทองแห่งอเมริกันดรีม ที่ใครๆ ก็สามารถโด่งดังได้ และทุกคนย่อมมีโอกาสแก้ตัว

อาจกล่าวได้ว่า เนื้อเรื่องไม่ใช่เสน่ห์หลัก หากแต่ความคุ้นเคยดังกล่าวก็ช่วยให้คนดูสามารถติดตาม ลุ้นเอาใจช่วยตัวละครได้อย่างราบรื่น เพราะสีสันอันแท้จริงของ The Artist ได้แก่ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตลอดจนแก๊กตลกกึ่งคารวะกึ่งล้อเลียนหนังเงียบ (โดยเฉพาะอารมณ์ระทึกขวัญและการหักมุมในช่วงไคล์แม็กซ์ ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้แน่ๆ หากหนังเรื่องนี้ถ่ายทำแบบเป็นหนังเสียงปกติ) ที่ช่วยเสริมให้หนังเป็นมากกว่าแค่ความบันเทิงราคาถูก แน่นอน นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับฮาซานาวิเชียส ผู้โด่งดังขึ้นมาจากการทำหนังอย่าง Oss 117: Cairo, Nest of Spies และ Oss 117: Lost in Rio ที่ล้อเลียนหนังสายลับเก่าๆ ในแง่สไตล์ได้สนุกสนานไม่น้อย

ท่าทีแข็งกร้าวของจอร์จต่อการถ่ายทำหนังเสียงถูกเกริ่นนำไว้ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง เมื่อจอร์จในหนัง (รับบทเป็นสายลับที่กำลังถูกทรมานให้คายข้อมูลบางอย่าง) ระเบิดคำพูดแรกผ่าน intertitle ว่า “I won’t talk! I won’t say a word!!!” (ซึ่งก็มีนัยยะล้อเลียนตัวเองไปพร้อมๆ กัน ราวกับการกล่าวเตือนคนดูให้รู้ว่าอย่าคาดหวังว่าจะได้ยินเสียงบทสนทนาใดๆ ในหนังเรื่องนี้) ก่อนจะถูกย้ำอีกครั้งในช่วงกลางเรื่อง เมื่อภรรยาของจอร์จ (เพเนโลปี แอน มิลเลอร์) ต้องการพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตสมรสนี่นับวันจะยิ่งเหินห่าง แต่เขากลับเลือกจะนิ่งเงียบ จนเธอต้องตัดพ้อว่า “Why do you refuse to talk? ” ประโยคดังกล่าวยังเป็นเหมือนคำถามต่อการตัดสินใจถ่ายหนังเงียบต่อไปของจอร์จอีกด้วย แม้ว่าขณะนั้นหนังเสียงจะเริ่มได้รับความนิยมในวงกว้างแล้ว

ความประณีตของ มิเชล ฮาซานาวิเชียส ไม่ได้อยู่แค่การเก็บรายละเอียดของหนังเงียบได้เป๊ะเท่านั้น แต่ยังพบเห็นได้จากการเลือกจัดองค์ประกอบภาพอันน่าสนใจ และสื่อความหมาย เช่น ฉากที่จอร์จเดินสวนกับ เปปปี (เบเรนีซ เบโจ) ในสตูดิโอ โดยคนหนึ่งกำลังลงบันได ส่วนอีกคนกลับกำลังขึ้นบันได ซึ่งสอดคล้องไปกับแนวโน้มอาชีพการแสดงของทั้งสองอย่างเหมาะเจาะ หรือการเลือกใช้ชื่อหนังสื่อความหมายแบบตรงไปตรงมา เช่น ในฉากเปปปีลองเสื้อคลุมของจอร์จในห้องแต่งตัว คนดูจะเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง The Thief of His Heart ในแบ็คกราวด์ และหลังจากฉากงานประมูล คนดูก็จะเห็นจอร์จเดินเข้าไปดูหนังเรื่อง Guardian Angel ที่นำแสดงโดยเปปปี (เทคนิคนี้ชวนให้นึกถึง The Player ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน ภาพยนตร์เกี่ยวกับวงการบันเทิงอีกเรื่องที่ใช้ประโยชน์จากโปสเตอร์หนังเรื่องต่างๆ ในแบ็คกราวด์ได้อย่างคุ้มค่า) เช่นกัน ภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่องของจอร์จในครึ่งหลังก็สามารถสรุปได้ง่ายๆ ผ่านฉากจบของหนังเจ๊งเรื่อง Tears of Love เมื่อตัวละครเอกจมดิ่งลงในทรายดูดพร้อมกับตัวอักษรขึ้นบนจอว่า The End

ถึงแม้ว่า The Artist จะสนุกกับการเล่นแก๊กหนังเงียบ หรือคาราวะภาพยนตร์คลาสสิกของฮอลลีวู้ดทั้งหลาย แต่เช่นเดียวกับ Midnight in Paris หนังดูเหมือนจะไม่สร้างอารมณ์โหยหาอดีตที่ผันผ่านไปตลอดกาลมากนัก (แตกต่างจาก Hugo ที่อบอวลด้วยบรรยากาศถวิลหา และรูปแบบ 3 มิติก็กลายเป็นเหมือนบทสดุดีกำเนิดภาพยนตร์ ในยุคที่คนยังตื่นเต้นกับการเห็นรถไฟวิ่งเข้าชานชาลาบนจอจนต้องเอี้ยวตัวหลบ) ตัวหนัง The Artist และผู้กำกับ มิเชล ฮาซานาวิเชียส ก็ไม่ต่างจาก กิล (โอเวน วิลสัน) พวกเขาสนุกกับการได้ย้อนอดีต แม้จะในระหว่างช่วงเวลาสั้นๆ ได้ค้นพบฮีโร่ที่เคยชื่นชอบ ได้ขอคำแนะนำบางอย่างเกี่ยวกับผลงาน (หรือหยิบยืมมาใช้ในกรณีของฮาซาวิเชียส) แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว เขาก็ต้องเลือกกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งปัจจุบันอยู่ดี

ความแตกต่างอยู่ตรงที่ แฮปปี้ เอ็นดิ้ง ของ วู้ดดี้ อัลเลน ให้ความรู้สึกหวานปนเศร้า จากความเชื่อของเขาที่ว่าชีวิตนั้นเป็นเรื่องน่าผิดหวัง ความสุขนั้นมักจะผ่านเข้ามาชั่ววูบ เช่น ในระหว่างชมภาพยนตร์ (The Purple Rose of Cairo) หรือการได้ไปท่องโลกแห่งอดีตกับเฮมมิ่งเวย์และฟิทช์เจอรัลด์ (Midnight in Paris) ฉะนั้น ต่อให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่เราถวิลหาได้จริง สุดท้ายเราก็คงไม่พบกับความสุขอยู่ดี ดังจะเห็นได้จากตัวละครอย่าง เอเดรียนา (มาริยง โกติญาร์) ที่อาศัยอยู่ในยุคสมัยที่กิลเห็นว่ายอดเยี่ยมที่สุด แต่กลับโหยหาอดีตสมัย Belle Epoque ซึ่งสำหรับเธอถือเป็นยุคทองอันน่าหลงใหลที่สุด ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะมองอดีตด้วยแววตาแห่งอุดมคติ และมองปัจจุบันด้วยแววตาของสัจนิยม ในตอนจบ กิลแยกทางกับสาวสมัยใหม่ (ราเชล แม็คอดัมส์) ที่แน่นอนว่าถูกวาดภาพให้กลายเป็นตัวร้าย เนื่องจากเธออาศัยอยู่กับปัจจุบันและอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวละครที่มีความสุขกับชีวิตมากสุด แล้วมีแนวโน้มว่าจะลงเอยกับสาวฝรั่งเศสจากร้านขายของเก่า ซึ่งเขาพบโดยมีดนตรีของ โคล พอร์เตอร์ เป็นกามเทพสื่อรัก… กลิ่นอายแห่งอดีตยังคงอบอวลและไม่จางหายไปไหน

ตรงกันข้าม ผู้หญิงที่ช่วยเหลือ จอร์จ วาเลนทิน ให้กลับมาใช้ชีวิตปัจจุบัน อย่าง เปปปี หาได้ผูกตัวเองติดอยู่กับอดีตแต่อย่างใด สิ่งของเก่าๆ ที่เธอประมูลซื้อมาจากบ้านจอร์จ มิใช่เพราะเธอชื่นชอบในคุณค่าของพวกมัน แต่เพราะเธอตระหนักว่ามันมีค่าต่อจอร์จมากแค่ไหนต่างหาก เธอไม่เพียงปรับตัวเข้ากับยุคหนังเสียงได้อย่างกลมกลืน ปราศจากอารมณ์โหยไห้ต่อความหอมหวาน รุ่งโรจน์แห่งอดีตเท่านั้น (ฉากที่เห็นได้ชัด คือ ตอนที่เธอให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า “ผู้คนเบื่อหน่ายกับการเล่นหูเล่นตาเพื่อให้คนดูเข้าใจของนักแสดงยุคหนังเงียบกันแล้ว”) แต่ยังเป็นตัวแทนของอนาคตอีกด้วย เมื่อเธอฉุดจอร์จให้ก้าวข้ามภาพลักษณ์ของ ดักลาส แฟร์แบงค์ ไปสู่ภาพลักษณ์ของ เฟร็ด แอสแตร์ ในตอนจบ พร้อมปิดฉากด้วยการเปิดโอกาสให้คนดูได้ยินเสียงพูดของจอร์จเป็นครั้งแรก

มันเป็น แฮ็ปปี้ เอ็นดิ้ง ประเภทที่ให้ความหวัง สร้างความรู้สึกดีๆ ได้อย่างปราศจากข้อกังขา ชีวิตดำเนินต่อไป พร้อมอนาคตอันรุ่งโรจน์ (แน่นอน คนดูยุคนี้ย่อมทราบดีว่าหนังเพลงกลายเป็นตระกูลหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องอยู่เกือบครึ่งศตวรรษ) ขณะเดียวกัน มันก็เป็นตอนจบที่ช่วยปลอบประโลมอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยรวมด้วยว่าสุดท้ายแล้ว พวกเขาก็จะฟันฝ่าข้ามอุปสรรค ความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีไปได้ (โฮมเธียเตอร์/อินเตอร์เน็ท/ดิจิตอล) และลงเอยด้วยความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม... เช่นนี้แล้ว ไม่สมควรหรือที่ฮอลลีวู้ดจะเฉลิมฉลองให้มันด้วยรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

วันจันทร์, มีนาคม 12, 2555

Oscar 2012: เจาะเวลาหาอดีต


หลังจากปีก่อนออสการ์พยายามอย่างสิ้นหวังที่จะดึงดูดกลุ่มคนดูวัยรุ่น ด้วยการเลือกพิธีกรเป็นดาวรุ่งไฟแรง แอนน์ แฮธาเวย์ กับ เจมส์ ฟรังโก้ และลงเอยด้วยหายนะครั้งใหญ่ มาปีนี้ออสการ์จึงเลือกเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม ชนิดหักศอกแบบ 180 องศาเลยก็ว่าได้ ด้วยการพาคนดูย้อนอดีตไปอย่างน้อยสองทศวรรษผ่านพิธีกรขาประจำอย่าง บิลลี่ คริสตัล และเหล่าคน (เคย) ดังที่มาประกาศรางวัลอย่าง ทอม ครูซ, เจนนิเฟอร์ โลเปซ, คาเมรอน ดิแอซ และ ทอม แฮงค์ ส่วนใหญ่แทบจะกลายเป็น “บรรพบุรุษ” สำหรับนักดูหนังรุ่นใหม่ไปแล้ว ไม่มีการเทียบเชิญเหล่านักแสดงจาก Twilight หรือ Harry Potter รวมไปถึงบุคคลที่กลุ่มวัยรุ่นกำลังให้ความคลั่งไคล้ (ยกเว้นเพียงคลิปเปิดตัวของ บิลลี่ คริสตัล เมื่อเขาเลียนแบบฉากสำคัญใน Midnight in Paris ร่วมกับ จัสติน บีเบอร์)

ไม่มีมุกตลกเกี่ยวกับสังคมออนไลน์ ไม่มีการส่งทวิตเตอร์หลังเวที (แก๊กไม่ค่อยตลกเท่าที่ควรของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ กับ กวิเน็ธ พัลโทรว โดยคนแรกเดินขึ้นเวทีพร้อมตากล้อง แล้วแสร้งทำท่าเหมือนกำลังถ่ายสารคดีเรื่อง The Presenter สำหรับฉายทาง Netflix ดูคล้ายมุกล้อพิธีกรชายปีก่อน) ตรงกันข้าม ก่อนพักโฆษณากลับมีสาวๆ แต่งกายย้อนยุค ดูคล้ายสาวขายบุหรี่ตามไนท์คลับ เดินแจกป็อปคอร์นให้ผู้ชม คลิปสัมภาษณ์เหล่านักแสดงว่าหนังเรื่องใดที่เปลี่ยนชีวิตเขา หรือสร้างแรงบันดาลใจสูงสุด การตกแต่งเวทีเพื่อด้วยฉากย้อนยุค เน้นสีแดง เพื่อเน้นความอลังการของโรงหนังในอดีต และการแสดงของ Cirque du Soleil ประกอบฉากแอ็กชั่นสุดคลาสสิกของ แครี แกรนท์ ในหนังเรื่อง North by Northwest ซึ่งโปรดิวเซอร์เลือกโคลสอัพการแสดงเป็นจุดๆ แทนภาพรวม ส่งผลให้คนดูทางบ้านไม่เห็นว่าการแสดงสอดคล้อง ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับฉากในหนังเพียงใด (ถ้าเพียงโปรดิวเซอร์จะเรียนรู้จากฉากจบของ The Artist ว่าทักษะที่ต้องฝึกฝนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการเต้น กายกรรม หรือความสามารถพิเศษอื่นๆ จะยิ่งดูน่าตื่นเต้น ตื่นตา ถ้าถ่ายทำในระยะปานกลางหรือไกล และไม่เน้นการตัดต่อเพื่อโกงคนดู)

เอกลักษณ์การจัดงานสไตล์ บิลลี่ คริสตัล จากยุค 1990 ถูกนำกลับมาใช้แบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นหนังสั้นเปิดตัว ที่เปิดโอกาสให้คริสตัลได้เหมือนเข้าไปร่วมแสดงในหนังเด่นๆ หลายเรื่องของปี 2011 (ผสมระหว่างการใช้เทคนิคตัดต่อ กับการถ่ายทำฉากใหม่เลียนแบบหนังต้นฉบับ โดยได้รับความช่วยเหลือจากดาราดังอย่าง ทอม ครูซ และ จอร์จ คลูนีย์) เพลงเมดเลย์ล้อหนังยอดเยี่ยม 9 เรื่อง ไปจนถึงช่วง “พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่” ซึ่งกล้องจะตัดไปยังภาพดาราที่มาร่วมงาน แล้วคริสตัลจะบอกความคิดในหัวพวกเขา ทั้งหมดนี้สร้างรอยยิ้มให้คนดูได้บ้างตามสมควร แต่ส่วนใหญ่ล้วนให้ความรู้สึก “เดจาวู” มากกว่าตลกโปกฮา

ที่สำคัญ มุกตลกบางแก๊กยังดูเหมือนขุดมาจากสมัย แฮ็ตตี้ แม็คเดเนียล เป็นนักแสดงผิวดำคนแรกที่ได้ออสการ์ เช่น หลังจาก ออกเทเวีย สเปนเซอร์ ได้รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ผู้คนในงานพากันลุกขึ้นยืนปรบมือให้ ส่วนเธอก็กล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ดีใจ จนถือเป็นไฮไลท์น่าประทับใจของงาน คริสตัลกลับตบท้ายด้วยมุกตลกว่า ทันทีที่ดู The Help จบ เขาอยากจะกอดผู้หญิงผิวดำคนแรกที่เห็น แต่ใน เบเวอร์ลีย์ ฮิลส์ นั่นหมายถึงคุณต้องขับรถนาน 45 นาที1?!... มันเป็นมุกตลกที่ชวนให้ขนลุกขนพองมากกว่าขบขัน ซึ่งดูจะเข้ากันดีกับการเห็นคริสตัลทาหน้าดำเลียนแบบ แซมมี เดวิส จูเนียร์ ในหนังสั้นเปิดตัว (ซึ่ง จอร์จ คลูนีย์ พยายามเกลี้ยกล่อมให้คริสตัลมารับหน้าที่พิธีกรงานออสการ์ โดยให้สัญญาว่าจะหา “นักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงที่สุดในเมืองมาให้” ก่อนภาพจะตัดไปยังเหล่าแมวมองนักกีฬารุ่นดึกใน Moneyball)

อารมณ์หวนรำลึกอดีตของงานสะท้อนภาพรวมของหนังที่ได้เข้าชิง (มีเพียง The Descendants และ Moneyball ที่เน้นความ “ร่วมสมัย”) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังเด่นที่กวาดรางวัลได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ The Artist ไปจนถึง Hugo และ Midnight in Paris

ผลรางวัลส่วนใหญ่ล้วนเป็นไปตามโพย ยกเว้นเพียงบางสาขาที่พลิกล็อกบ้าง แต่ไม่ได้สร้างกระแสตื่นเต้นมากนัก จนกระทั่ง เมอรีล สตรีพ คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาครอง เพราะก่อนหน้านี้ กระแสของ วีโอลา เดวิส (The Help) ถือว่านำหน้าอยู่หลายช่วงตัว (ผลดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์ว่าออสการ์ยังเหยียดผิว และขณะเดียวกันก็ทำให้ ฮาลลี เบอร์รี จาก Monster’s Ball ยังคงรักษาสถิตินักแสดงหญิงผิวดำเพียงคนเดียวที่ได้รางวัลจากสาขานักแสดงนำหญิง) แต่เช่นเคย สตรีพช่วยลบล้างอารมณ์ขมขื่นของ “Team Viola” ได้ระดับหนึ่ง ด้วยมุกตลก ความจริงใจ และความนอบน้อม เธอกล่าวขอบคุณราวกับว่านี่คือรางวัลความสำเร็จแห่งอาชีพนักแสดง

“ก่อนอื่นฉันอยากขอบคุณ ดอน สามีของฉัน เพราะถ้าฉันเลือกพูดถึงเขาเป็นคนสุดท้ายก็จะโดนเสียงดนตรีกลบ ฉันอยากให้เขารู้ว่าทุกอย่างที่มีค่าที่สุดในชีวิต เขาเป็นคนมอบให้ฉัน ลำดับต่อมา ฉันอยากขอบคุณเพื่อนร่วมชีวิตอีกคน เมื่อ 37 ปีก่อน ฉันพบ เมคอัพ อาร์ติส รอย เฮลแลนด์ ตอนเล่นละครอยู่ในกรุงนิวยอร์ก และได้ทำงานร่วมกันนับจากนั้นเรื่อยมา หนังเรื่องแรกที่เขาแต่งหน้าให้ฉัน คือ Sophie’s Choice และตลอดเวลา 30 ปีต่อมา เราทำงานร่วมกันในหนังทุกเรื่องรวมถึง The Iron Lady ที่เขาได้รางวัลออสการ์สำหรับผลงานอันยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เนื่องจากฉันคงไม่ได้มายืนตรงนี้อีกแล้ว ฉันอยากขอบคุณเพื่อนๆ และเพื่อนร่วมงานทุกคน เมื่อกวาดตามองไปรอบงาน ฉันแทบจะเห็นทุกเสี้ยวชีวิตที่ผ่านมา ทั้งจากเพื่อนเก่า และเพื่อนใหม่ ต้องยอมรับว่ารางวัลนี้ถือเป็นเกียรติอย่างสูง แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับฉัน คือ มิตรภาพ ความรัก และสุขที่เราแบ่งปันร่วมกันระหว่างถ่ายหนัง ฉันอยากขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคน ทั้งที่ยังอยู่ตรงนี้ และที่จากไปแล้ว สำหรับอาชีพอันวิเศษสุด ขอบคุณมากๆ” สตรีพกล่าว

ภาพรวมของงานถือว่าเรียบง่าย รวบรัด และคาดเดาไม่ยาก ไฮไลท์ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเรื่องไม่คาดฝัน เช่น ปรากฏการณ์ “Got Milk?” ของ เจนนิเฟอร์ โลเปซ (เจเน็ท แจ๊คสัน เธอมีเพื่อนแล้ว!) หรือไม่ก็อารมณ์ขันเฉพาะตัว เช่น ท่าโพสต์โชว์เรียวขาของ แองเจลินา โจลี่ (ซึ่งถูก จิม แรช หนึ่งในทีมเขียนบท The Descendants นำมาเลียนแบบทันที เมื่อเขาขึ้นรับรางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม) และพฤติกรรม “ลิงตีฉาบ” ของ วิล ฟาร์เรล กับ แซ็ค กาลิฟิอานาคิส ในชุดทักซิโด้สีขาวเข้าคู่กัน

แต่ไฮไลท์ความฮาอันเกิดจากการเตี๊ยมกันมาล่วงหน้า (ผนวกเข้ากับทักษะของนักแสดง) ก็พอจะมีอยู่บ้างเช่นกัน โดยเฉพาะหนัง mockumentary ของ คริสโตเฟอร์ เกสต์ กับทีมดาราขาประจำ บันทึกภาพการฉายหนัง The Wizard of Oz เมื่อหลายสิบปีก่อนให้คนดูรอบทดสอบ พร้อมรับข้อเสนอและข้อคิดเห็น (เจนนิเฟอร์ คูลิดจ์ ไม่ชอบหน้าตานักแสดงในเรื่อง ยูจีน เลวี่ อยากให้ตัดเพลงเกี่ยวกับสายรุ้งออก คริสโตเฟอร์ เกสต์ เสนอให้เริ่มต้นเรื่องด้วยภาพสี แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นขาวดำ) และการออกมาประกาศรางวัลคู่กันของขาประจำอย่าง เบน สติลเลอร์ กับหน้าใหม่อย่าง เอ็มมา สโตน คนแรกพยายามตีขรึม วางตัวเป็นมืออาชีพ ขณะคนหลังเนื้อเต้นและร่าเริงเกินเหตุกับประสบการณ์แปลกใหม่นี้ ถึงขนาดร้องเพลงเกี่ยวกับ Hugo และ Reel Steel พร้อมตะโกนเรียก โจนาห์ ฮิล ให้ขึ้นมาเต้นรำด้วย สติลเลอร์พยายามจะเตือนสติเธอไม่ให้ “พยายามมากไป” แต่กลับถูกฝ่ายหญิงตอกกลับทำนองว่า นี่คือคำเตือนจากคนที่เคยแต่งหน้าเลียนแบบชาวเนวี่ใน Avatar มาประกาศรางวัล?

ความหรรษาอันเกิดจากพรสวรรค์ของ เอ็มม่า สโตน รวมไปถึง ทีน่า เฟย์ และทีมนักแสดงจาก Bridesmaids ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า งานออสการ์อาจสนุก น่าตื่นเต้นกว่านี้ หากพวกเขาเรียกใช้งานผู้หญิงให้มากขึ้น


Dazed and Confused

* เปิดงานมาในการประกาศรางวัลแรก ออสการ์ก็หักปากกาเซียนทันทีจนก่อให้เกิดความหวังว่างานคืนนี้อาจมีลุ้น (แต่สุดท้ายก็ลงเอยว่ามันเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ) เมื่อ โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน จาก Hugo คว้ารางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมมาครองเป็นครั้งที่ 3 (หลังจาก JFK และ The Aviator) เบียด เอ็มมานูเอล ลูเบซกี้ ตัวเก็งจาก The Tree of Life ที่กวาดรางวัลของนักวิจารณ์และสมาพันธ์ผู้กำกับภาพมาครองอย่างครบถ้วน หลายคนคาดไว้ก่อนแล้วว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ เพราะลูเบซกี้ก็เคยเป็นตัวเก็งแบบนี้มาแล้วจาก Children of Men แต่ก็ต้องพ่ายให้กับ กีลเลอโม นาวาร์โร จาก Pan’s Labyrinth กระนั้นส่วนใหญ่มักคาดว่า คนที่จะล้มยักษ์ คือ กีลล์โยม ชิฟฟ์แมน จาก The Artist ดูจากรูปการณ์แล้ว เห็นท่าลูเบซกี้คงลงเอยไม่ต่างกับ โรเจอร์ เดียกินส์ ซึ่งเข้าชิงมาแล้ว 9 ครั้ง แต่ยังไม่เคยได้ออสการ์เลย (นี่เป็นการเข้าชิงครั้งที่ 5 ของเขา)

* คนจำนวนไม่น้อยงุนงงสงสัยว่าเหตุใดโรงภาพยนตร์ โกดัก เธียเตอร์ สถานที่จัดงานออสการ์มาเป็นเวลาหลายสิบปี จึงไม่ถูกเอ่ยนามตลอดช่วงเวลา 3 ชั่วโมง และเสียงเกริ่นนำก่อนเข้ารายการก็พูดว่า “ถ่ายทอดสดจาก ฮอลลีวู้ด แอนด์ ไฮแลนด์ เธียเตอร์...” สาเหตุหลักเนื่องมาจากบริษัท อีสต์แมน โกดัก เพิ่งถูกประกาศให้เป็นบริษัทล้มละลาย จึงยกเลิกสัญญา 20 ปีในการใช้ชื่อเป็นสถานที่จัดงานประกาศรางวัลออสการ์ (เซ็นสัญญาในปี 2000) ด้วยเหตุนี้ บิลลี่ คริสตัล จึงกล่าวเปิดงานว่า “เราอยู่ในโรงภาพยนตร์แสนสวยที่ล้มละลาย” (Chapter 11 หมายถึง ล้มละลาย) ก่อนต่อมาจะซ้ำอีกรอบว่า “ขอต้อนรับกลับสู่โรงภาพยนตร์ที่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ”

* อย่าแปลกใจถ้าคุณไม่เก็ทพฤติกรรมของสองสาวจาก Bridemaids ที่จู่ๆ ก็ควักขวดเหล้าในชุดเดรสขึ้นมาซัดอั้กๆ เมื่อได้ยินคำว่า “สกอร์เซซี่” (กระทั่งสกอร์เซซี่เองก็ยังทำหน้างง) เพราะมันเป็นมุกที่เริ่มต้นจากงานประกาศรางวัล SAG ซึ่งพวกเธอคิดค้น “เกมกระดกเหล้า” ขึ้น โดยมีกฎแค่ว่า “คุณจะต้องดื่มเหล้าทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าสกอร์เซซี่” และดูเหมือนทุกคนก็ยินดีจะเล่นสนุกตามไปด้วย เช่น เมื่อ สตีฟ บูเชมี รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Boardwalk Empire เขากล่าวขอบคุณ มาร์ติน สกอร์เซซี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร ส่งผลให้ ทีน่า เฟย์ ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ต้องกระดกดื่มไวน์ในแก้วจนหมด

* หลายคนคาดเดาว่า Rise of the Planet of the Apes จะคว้าชัยในสาขาเทคนิคด้านภาพไปครองแบบไม่ต้องเหนื่อย แต่บางคนไม่คิดเช่นนั้น พร้อมยกสถิติว่า หนังที่เข้าชิงสาขาหนังยอดเยี่ยมยังไม่เคยพ่ายให้กับหนังที่ไม่ได้เข้าชิงเลย นับจาก Patton ปราชัยต่อ Tora! Tora! Tora! ในปี 1970 และสมมุติฐานดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อ Hugo หนังเรื่องเดียวในสาขานี้ที่ได้เข้าชิงรางวัลสูงสุด พลิกคว้าชัยไปครอง... ดูเหมือนออสการ์คงไม่ปลื้ม motion capture จริงๆ (เมื่อผนวกเข้ากับการพลาดเข้าชิง ของ The Adventures of Tin Tin และ แอนดี้ เซอร์กิส)


Memorable Quotes

“ผมเกิดอาการคลั่งดาราตอนเจอ เคอร์มิท เดอะ ฟร็อก เช่นเดียวกับดาราดังอีกหลายคนในคืนนี้ ตัวจริงเขาเตี้ยกว่าที่ผมคิด” เบร็ท แม็คเคนซี (เพลงประกอบยอดเยี่ยม Man or Muppet จากหนังเรื่อง The Muppets)

“ตอนชื่อของฉันถูกประกาศ ในใจฉันได้ยินเสียงคนครึ่งประเทศอเมริกาพูดว่า ‘โอ๊ย ไม่นะ ทำไมต้องเป็นหล่อนอีกแล้ว’ แต่ก็ช่างปะไร” เมอรีล สตรีพ (นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก The Iron Lady)

“ไม่มีอะไรจะช่วยบรรเทาวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้เท่าการนั่งดูบรรดามหาเศรษฐีมอบตุ๊กตาทองให้กัน” บิลลี่ คริสตัล

“ในหนังการ์ตูนถ้าคุณเป็นผู้หญิงอ้วน คุณก็สามารถรับบทเป็นเจ้าหญิงรูปร่างสะโอดสะองได้ ถ้าคุณเป็นผู้ชายผิวขาว คุณก็สามารถรับบทเป็นเจ้าชายอาหรับได้ และถ้าคุณเป็นผู้ชายผิวดำ คุณก็สามารถรับบทเป็นลา หรือม้าลายได้” คริส ร็อค กล่าวก่อนประกาศรางวัลภาพยนตร์การ์ตูนยอดเยี่ยม (ร็อคพากย์เสียงเป็นม้าลายใน Madagascar ส่วน เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ พากย์เสียงเป็นลาใน Shrek)

“ที่รัก เธอแก่กว่าฉันแค่สองปี เธอหายไปไหนมาตลอดชีวิตฉัน” คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก Beginners) พูดกับรางวัลออสการ์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 84

“ขอแสดงความยินดีกับ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ตอนนี้อายุเฉลี่ยของผู้ชนะรางวัลออสการ์ได้พุ่งขึ้นเป็น 67 ปีแล้ว” บิลลี่ คริสตัล


For the Record

* งานประกาศรางวัลออสการ์ในปีนี้มีความยาวทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง 8 นาที ซึ่งถือว่าสั้นที่สุดในรอบหลายปี เรตติ้งกระเตื้องขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย (ผู้ชม 37.9 ล้าน เพิ่มขึ้นเป็น 39.3 ล้าน) แต่ยังถือว่าห่างไกลจากยุคทอง สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากบรรดาหนังเข้าชิงทั้งหลายทำเงินไม่น่าพอใจ หรือเป็นหนังอาร์ตสำหรับกลุ่มคนดูจำกัด คงมีเพียง The Help เรื่องเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำเงินในอเมริกาได้เกิน 100 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ นี่ยังถือเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ ที่เรตติ้งงานประกาศรางวัลออสการ์ต่ำกว่าแกรมมี่ ซึ่งปีนี้มีผู้ชมประมาณ 40 ล้าน อันเป็นผลจากความป็อปปูลาร์ของศิลปินตัวเก็งอย่าง Adele และความต้องการดูพิธีสดุดีแด่ วิทนีย์ ฮูสตัน ครั้งแรกที่ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น คือ ในปี 1984 เมื่อ ไมเคิล แจ๊คสัน กวาดรางวัลแกรมมี่ไปครอง (51.7 ล้าน) และออสการ์มอบรางวัลหนังยอดเยี่ยมให้กับ Terms of Endearment (42.1 ล้าน)

* ณ ขณะนี้ The Artist ถือเป็นหนังออสการ์ที่ทำเงินเกือบต่ำสุดในประวัติศาสตร์ เป็นรองก็แค่ The Hurt Locker เมื่อสองปีก่อน (สัปดาห์ของการประกาศผลรางวัลมันทำเงินรวมในอเมริกาไป 32 ล้านเหรียญ) แต่กุศลผลบุญจากการคว้ารางวัลสูงสุดมาครองจะทำให้มันโกยเงินแซงหน้า Crash แล้วหลุดพ้นจาก 5 อันดับแรกหรือไม่นั้นคงต้องรอลุ้นกันต่อไป ส่วนจะให้ถึงขั้นหลุดจาก 10 อันดับแรกนั้นคงเป็นเรื่องยาก โดยรายชื่อหนังออสการ์ทำเงินต่ำสุด (หลังจากปรับค่าเงินตามสภาวะเงินเฟ้อแล้ว) 10 อันดับแรก ได้แก่ The Hurt Locker (15 ล้าน) All the King’s Men (60 ล้าน) Hamlet (61 ล้าน) An American in Paris (67 ล้าน) Crash (67 ล้าน) Marty (67 ล้าน) No Country for Old Men (85 ล้าน) It Happened One Night (86 ล้าน) The Last Emperor (89 ล้าน) และ The Great Ziegfeld (95 ล้าน) ในทางตรงกันข้าม หนังออสการ์ทำเงินสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ Gone with the Wind (6,550 ล้าน) The Sound of Music (1,284 ล้าน) Ben-Hur (1,137 ล้าน) Titanic (1,040 ล้าน) The Sting (716 ล้าน) Around the World in 80 Days (667 ล้าน) The Godfather (631 ล้าน) Forrest Gump (627 ล้าน) My Fair Lady (615 ล้าน) และ The Greatest Show on Earth (540 ล้าน)

* คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ กลายเป็นนักแสดงที่อายุมากสุด (82 ปี) ที่ได้รับรางวัลออสการ์ เจ้าของสถิติเดิม คือ เจสซิก้า แทนดี้ เจ้าของนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Driving Miss Daisy ขณะอายุได้ 80 ปี

* เมอรีล สตรีพ (2 นำหญิง 1 สมทบหญิง) กลายเป็นนักแสดงเจ้าของ 3 รางวัลออสการ์คนที่สี่ ตามหลัง วอลเตอร์ เบรนแนน (3 สมทบชาย) อินกริด เบิร์กแมน (2 นำหญิง 1 สมทบหญิง) และ แจ๊ค นิโคลสัน (2 นำชาย 1 สมทบชาย) โดยผู้ถือครองสถิติสูงสุดยังคงเป็น แฮทเธอรีน เฮปเบิร์น (4 นำหญิง)

* เกล็น โคลส กลายเป็นนักแสดงหญิงที่อกหักบนเวทีออสการ์มากครั้งที่สุด ทำสถิติเทียบเท่า เดเบอราห์ เคอร์ และ เธลมา ริตเตอร์ จากการเข้าชิง 6 ครั้ง และไม่เคยได้รางวัลเลย

* ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา The Artist (100 นาที) ถือเป็นหนังออสการ์ที่สั้นที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก Driving Miss Daisy (99 นาที) เมื่อ 22 ปีก่อน โดยผู้ถือครองสถิติเดิมยังคงเป็น Marty (1955) ซึ่งมีความยาว 90 นาที รองลงมา ได้แก่ Annie Hall (1977) ซึ่งมีความยาว 93 นาที (ในบรรดาหนัง 9 เรื่องที่ได้เข้าชิงในปีนี้ The Artist มีความยาวเป็นอันดับรองบ๊วย นั่นคือ ยาวกว่า Midnight in Paris ประมาณ 6 นาที)

* The Artist เป็นหนังเงียบเรื่องที่สองที่คว้ารางวัลสูงสุดมาครอง เรื่องแรก ได้แก่ Wings (1927/1928) ซึ่งเป็นหนังออสการ์เรื่องแรก นอกจากนี้ มันยังเป็นหนังขาวดำ “ล้วนๆ” เรื่องแรกที่ได้รางวัลออสการ์นับจาก The Apartment (1960) ส่วน Schindler’s List (1993) ถ่ายทำบางฉากโดยใช้สี (เช่นเดียวกัน The Artist ก็ไม่ถือเป็นหนังเงียบ “ล้วนๆ” เนื่องจากบางฉากมีการใช้เสียงประกอบ)

* The Artist ถือเป็นหนังเรื่องที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัล Independent Spirit Award ในคืนก่อนหน้ามาครอง ก่อนจะเดินหน้าคว้ารางวัลสูงสุดในงานออสการ์ เรื่องแรก คือ Platoon เมื่อปี 1986 ซึ่งเป็นปีที่สองของการจัด Independent Spirit Award

* Hugo เป็นหนังเรื่องแรกนับจาก Star Wars (1977) ที่ได้ออสการ์มาครอง 5 รางวัลหรือมากกว่า แต่ไม่ใช่ในสาขาสำคัญอย่างบทภาพยนตร์, กำกับ, หนัง และการแสดง

* The Artist เป็นหนังเรื่องแรกที่ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาขาหนังเพลง/ตลกจากเวทีลูกโลกทองคำ แล้วเดินหน้าคว้ารางวัลออสการ์ทั้งสาขาภาพยนตร์และผู้กำกับยอดเยี่ยม สามเรื่องก่อนหน้านี้ที่ได้ออสการ์ + ลูกโลกทองคำ สาขาหนังเพลง/ตลก (Driving Miss Daisy, Shakespeare in Love, Chicago) ล้วนพลาดออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม

* ก่อนหน้า The Girl with the Dragon Tattoo หนังเรื่องสุดท้ายที่คว้ารางวัลสาขาลำดับภาพมาครองแบบโดดๆ คือ Bullitt (1968) ขณะเดียวกัน เคิร์ค แบ็กซ์เตอร์ กับ แองกัส วอลล์ ที่เพิ่งได้ออสการ์เมื่อปีก่อนจากเรื่อง The Social Network ก็ทำสถิติคว้ารางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมมาครองสองปีติดกันเป็นครั้งแรกนับจากปี 1935-1936 ที่ ราล์ฟ ดอว์สัน ได้รางวัลจาก A Midsummer’s Night Dream และ Anthony Adverse ตามลำดับ

รายชื่อผู้ชนะรางวัลออสการ์

Best Picture: The Artist
Best Director: Michel Hazanavicius, The Artist
Best Actress: Meryl Streep, The Iron Lady
Best Actor: Jean Dujardin, The Artist
Best Supporting Actress: Octavia Spencer, The Help
Best Supporting Actor: Christopher Plummer, Beginners
Best Original Screenplay: Woody Allen, Midnight in Paris
Best Adapted Screenplay: Alexander Payne & Nat Faxon & Jim Rash, The Descendants
Best Foreign Language Film: Iran, A Separation
Best Documentary Feature: TJ Martin, Dan Lindsay & Richard Middlemas, Undefeated
Best Animated Feature: Gore Verbinski, Rango
Best Cinematography: Robert Richardson, Hugo
Best Film Editing: Kirk Baxter & Angus Wall, The Girl with the Dragon Tattoo
Best Art Direction: Dante Ferretti & Francesca Lo Schiavo, Hugo
Best Costume Design: Mark Bridges, The Artist
Best Original Score: Ludovic Bource, The Artist
Best Sound Editing: Philip Stockton & Eugene Gearty, Hugo
Best Sound Mixing: Tom Fleischman & John Midgley, Hugo
Best Visual Effects: Rob Legato, Joss Williams, Ben Grossman & Alex Henning, Hugo
Best Makeup: Mark Coulier & J. Roy Helland, The Iron Lady
Best Documentary Short: Daniel Junge & Sharmeen Obaid-Chinoy, Saving Face
Best Animated Short: William Joyce & Brandon Oldenburg, The Fantastic Flying Books of Mr. Morris Lessmore
Best Live Action Short: Terry George & Oorlagh George, The Shore
Best Original Song: Bret McKenzie, Man or Muppet

วันอาทิตย์, มีนาคม 04, 2555

100 Innovations That Change Cinema (3)


IMAX: ต้นกำเนิดของชื่อมาจากคำว่า “image maximization” หรือ “maximum image” กินความถึงระบบกล้องและเครื่องฉาย ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1970 และให้เฟรมภาพใหญ่กว่าหนังมาตรฐาน 35 ม.ม. โดยทั่วไปถึง 10 เท่า ขณะเดียวกันการฉายหนังก็ต้องอาศัยจอที่ใหญ่กว่าจอปกติ 10 เท่าเช่นกัน ความสูงเฉลี่ยเท่ากับตึก 8 ชั้น ส่วน OMNIMAX (หรือ IMAX DOME) ก็ใช้ระบบเดียวกัน แต่เพิ่มเลนส์ฟิชอายเข้าไปในเครื่องฉายเพื่อสร้างภาพ 165 องศาสำหรับฉายบนจอทรงโดมขนาดใหญ่ ส่งผลให้คนดูจมดิ่งไปกับภาพบนจอมากยิ่งขึ้น

โรงหนัง IMAX แห่งแรกเปิดให้บริการปี 1971 ที่เมืองโตรอนโต ก่อนความนิยมจะค่อยๆ แพร่หลายอย่างต่อเนื่อง โดยหนังสารคดีขนาดสั้นเรื่อง Everest ความยาว 40 นาทีสามารถทำเงินจากการฉายเฉพาะในโรง IMAX ของอเมริกามากถึง 89 ล้านเหรียญ ปัจจุบันยังไม่มีหนังกระแสหลักเรื่องใดถ่ายทำโดยใช้กล้อง IMAX ตลอดทั้งเรื่อง แต่หนังอย่าง The Dark Knight และ Transformers: Revenge of the Fallen เลือกจะถ่ายทำบางฉากด้วยกล้อง IMAX


Intertitle: เทคนิคการบอกเล่าเรื่องราว ถ่ายทอดบทสนทนา หรือระบุข้อมูลของสถานที่เกิดเหตุสำหรับหนังเงียบ (ตัดภาพไปยังตัวหนังสือบนจอ) เทคนิคนี้สูญสลายไปพร้อมกับการมาถึงของยุคหนังเสียง แต่นักทำหนังรุ่นหลังหลายคน อาจย้อนกลับมาใช้เทคนิคนี้เพื่อรำลึก หรือคารวะยุคหนังเงียบ ดังจะเห็นได้จากฉากแฟลชแบ็คในหนังเรื่อง หัวใจทรนง ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล


IntroVision: อีกหนึ่งรูปแบบของเทคนิค front projection ซึ่งคราวนี้เพิ่มความซับซ้อนขึ้นด้วยการใช้จอรับภาพสองจอ เครื่องฉายสองเครื่อง และกระจกสะท้อนภาพสามชิ้น เพื่อ “แซนด์วิช” นักแสดงเอาไว้ตรงกลางระหว่างโฟร์กราวด์และแบ็คกราวด์ หนังเรื่องแรกที่นำเทคนิค IntroVision มาใช้ คือ Outland (1981) แต่ฉากที่นักดูหนังส่วนใหญ่น่าจะรู้จักและจดจำได้ ซึ่งถ่ายทำด้วยเทคนิคนี้ คือ ฉากที่ แฮร์ริสัน ฟอร์ด หนีออกจากรถเมล์ขนนักโทษ ซึ่งล้มคว่ำและกำลังจะถูกรถไฟวิ่งมาชนในหนังเรื่อง The Fugitive และฉากเด็กๆ วิ่งหลบรถไฟบนสะพานในหนังเรื่อง Stand By Me


Iris: เทคนิคการถ่ายภาพโดยบังช็อตเป็นรูปวงกลม สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม หรือรูปทรงอื่นๆ ได้รับความนิยมในยุคหนังเงียบ ดังจะเห็นได้จากผลงานคลาสสิกของผู้กำกับ ดี. ดับเบิลยู. กริฟฟิธ เรื่อง The Birth of a Nation แต่ปัจจุบันกลับไม่ค่อยพบเห็นมากนักบางทีอาจเป็นเพราะมันดูเชย โบราณ และประดิษฐ์ แต่สำหรับหนังย้อนยุคอย่าง The Age of Innocence ของ มาร์ติน สกอร์เซซี iris กลับเป็นตัวเลือกที่เหมาะเจาะในฉาก เมย์ (วิโนนา ไรเดอร์) อวดแหวนหมั้นกลางงานเลี้ยง

ปกติแล้ว iris จะถูกใช้เพื่อ 1) เปิดฉาก โดยเริ่มต้นจากวงกลมตรงกลางจอ ก่อนวงกลมนั้นจะค่อยๆ ขยายขึ้นจนคนดูเห็นภาพทั้งหมด หรือในทางตรงข้ามอาจใช้สำหรับปิดฉาก โดยค่อยๆ บังภาพเป็นวงกลมจนกระทั่งทั้งจอมืดสนิท ขั้นตอนแรกเรียกอีกอย่างว่า iris in (เช่น ใน The Age of Innocence) ส่วนขั้นตอนหลังเรียกว่า iris out 2) ชี้นำคนดูไปยังตัวละคร เหตุการณ์ หรือวัตถุสำคัญที่ต้องการเน้นย้ำ 3) สร้างผลกระทบทางอารมณ์ หรือสถานการณ์พลิกผัน โดยเริ่มต้นโฟกัสไปยังตัวละคร หรือสิ่งของ จากนั้นก็ค่อยๆ เปิดเผยให้เห็นภาพรวมของฉากทั้งฉาก ส่งผลให้คนดูมองตัวละคร หรือสิ่งของนั้นในอีกแง่มุม 4) สร้างความรู้สึกเหมือนกำลังมองผ่านช่องเล็กๆ เช่น รูกุญแจ



Jump cut: การตัดภาพสองช็อตของสิ่งเดียวกันจากตำแหน่งมุมกล้องที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้สิ่งของ หรือตัวละครในช็อตนั้นดูเหมือน “กระโดด” จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เอง jump cut จึงถือเป็นข้อห้ามสำหรับการตัดต่อหากต้องการคงไว้ซึ่งความลื่นไหลในสไตล์การเล่าเรื่องแบบคลาสสิกของฮอลลีวู้ด นอกจากนี้ jump cut ยังกระชากความสนใจจากคนดู ทำให้พวกเขาตระหนักว่ากำลังชมภาพยนตร์อยู่อีกด้วย

เพื่อหลีกเลี่ยง jump cut คุณต้องเคารพ “กฎ 30 องศา” กล่าวคือ ช็อตที่ต่อเนื่องกันจะดู “ราบรื่น” ก็ต่อเมื่อกล้องเปลี่ยนตำแหน่งจากเดิมอย่างน้อย 30 องศา (หรืออาจใช้การเปลี่ยนขนาดภาพช่วยได้ เช่น จาก medium shot ไปยัง close up) เพราะหากน้อยกว่านั้น ความแตกต่างระหว่างสองช็อตจะน้อยเกินไป ส่งผลให้คนดูตระหนักถึงการกระโดดข้ามตำแหน่งของตัวละคร บิดาแห่งเทคนิค jump cut คือ จอร์จ เมลิแอส์ ซึ่งค้นพบโดยบังเอิญ และนำมาใช้เพื่อปิดบังภาพลวงตา แต่สำหรับนักดูหนังร่วมสมัย บิดาตัวจริงน่าจะได้แก่ ฌอง-ลุค โกดาร์ด และเหล่าผู้กำกับกลุ่ม French New Wave ช่วงปลายทศวรรษ 1950 ถึงทศวรรษ 1960 โดยในหนังที่พลิกโฉมการเล่าเรื่องอย่าง Breathless โกดาร์ดจงใจตัดภาพ จีน ซีเบิร์ก ในรถเปิดประทุน แบบแหกกฎ 30 องศา ทำให้ความไม่ต่อเนื่องระหว่างช็อตถูกเน้นย้ำและสร้างผลกระทบรุนแรง จนนำไปสู่การตีความต่างๆ ทั้งในแง่เนื้อหา (สัญลักษณ์แทนคุณสมบัติทางด้านศีลธรรมของตัวละคร) และสไตล์ (สร้างรูปแบบใหม่ให้ภาพยนตร์) ในหนังยุคใหม่อย่าง Moon และ District 9 เทคนิค jump cut ถูกนำมาใช้เพื่อขับเน้นความตึงเครียดของสถานการณ์


Macguffin: คำศัพท์ที่คิดค้นของโดย อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก เพื่ออธิบายเครื่องมือในการสร้างพล็อต เป็นสิ่งของที่จะช่วยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไป มีความสำคัญยิ่งในสายตาของตัวละคร ถึงขนาดพยายามทุกวิถีทางที่จะไขว่คว้ามันมาครอบครอง แต่กลับไม่มีค่าในตัวของมันเอง หรือกระทั่งในสายตาคนดู Macguffin เป็นเหมือนข้ออ้างเพื่อจะนำคนดูไปสู่ฉากแอ็กชั่น หรือบีบเค้นอารมณ์ และสุดท้ายแล้ว ธรรมชาติของมันอาจไม่ถูกเปิดเผย หรือเปิดกว้างต่อการตีความ

Macguffin มักพบเห็นในหนังลึกลับ เขย่าขวัญ แต่ก็ไม่เสมอไป และอาจอยู่ในรูปของตัวละคร หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม ความสำคัญของมันจะถูกแนะนำในช่วงองก์แรกของหนัง ก่อนจะค่อยๆ ลดบทบาทลง จากนั้นมันอาจกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในช่วงไคล์แม็กซ์ หรือถูกละทิ้งไปเลยก็ได้ ฮิทช์ค็อกอธิบายเกี่ยวกับ Macguffin ไว้ในปี 1939 ว่า “ในหนังโจรกรรม Macguffin มักจะเป็นสร้อยคอราคาแพง ส่วนในหนังสายลับก็มักจะเป็นพวกเอกสารสำคัญ” ตัวอย่างของ Macguffin ที่โด่งดังได้แก่ โรสบัด ใน Citizen Kane กระเป๋าเอกสารใน Pulp Fiction หีบศักดิ์สิทธิ์ใน Raiders of the Lost Ark และพลทหารไรอันใน Saving Private Ryan


Match cut: อาจเรียกได้ว่าเป็นด้านตรงข้ามของ jump cut เพราะ match cut คือ การเชื่อมช็อตสองช็อตเข้าด้วยกันโดยคำนึงถึงความต่อเนื่อง ลื่นไหลเป็นหลัก โดยความต่อเนื่องนั้นอาจเป็นในแง่รูปทรง เช่น การตัดภาพกระดูกที่มนุษย์วานรใช้เป็นเครื่องมือและอาวุธในยุคโบราณไปยังภาพยานอวกาศ (เครื่องมือแห่งโลกอนาคต) จากหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey หรือในแง่แอ็กชั่น เช่น การตัดภาพตัวละครเอกเป่าไฟบนก้านไม้ขีดให้ดับไปยังภาพดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นกลางทะเลทรายใน Lawrence of Arabia และฉากจบของ North by Northwest เมื่อภาพ แครี แกรนท์ ค่อยๆ ดึง อีวา มารี เซนต์ ขึ้นจากภูเขารัชมอร์ถูกตัดไปยังภาพเขากำลังฉุดเธอขึ้นมายังเตียงชั้นสองบนขบวนรถไฟ

เทคนิค match cut ถูกนำมาใช้อย่างยอดเยี่ยมและมากกว่าหนึ่งครั้งในหนังเรื่อง Short Cuts ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องสั้นเก้าชิ้นของ เรย์มอนด์ คาร์เวอร์ เพื่อเชื่อมโยงหลากหลายตัวละครและหลากหลายเรื่องราวเข้าด้วยกัน เช่น ภาพแก้วนมบนหัวเตียงในฉากหนึ่งถูกตัดมาต่อกับภาพแก้วน้ำในโทรทัศน์ของฉากต่อมา อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างแรกๆ ของการตัดภาพแบบ match cut พบเห็นได้ในหนังเงียบเรื่อง Dr. Mabuse: The Gambler (1922) ของ ฟริทซ์ ลัง ซึ่งติดใจเทคนิคดังกล่าวและนำมาใช้อีกครั้งในหนังคลาสสิกเรื่อง M (1931)


Melodrama: ภาพยนตร์แนวนี้มีรากฐานมาจากละครเวที ส่วนใหญ่เน้นบอกเล่าเรื่องราวการปะทะกันระหว่างความดีงามและความชั่วร้าย ผ่านตัวละครที่แบ่งแยกขาวดำชัดเจน ความซับซ้อนของประเด็นทางศีลธรรมจะถูกนำเสนอแบบเรียบง่ายตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับการบีบคั้นอารมณ์คนดู หนังเมโลดรามาสามารถสืบย้อนประวัติไปได้ไกลถึงยุคหนังเงียบ เช่น ผลงานเรื่อง Way Down East (1920) ของ ดี. ดับเบิลยู. กริฟฟิธ

กระนั้นยุครุ่งเรืองที่แท้จริงของหนังเมโลดรามา คือ ทศวรรษ 1950 อันเป็นผลจากการจับมือร่วมกันของผู้กำกับ ดั๊กลาส เซิร์ค และซูเปอร์สตาร์ ร็อค ฮัดสัน ผ่านหนังเด่นสองเรื่อง คือ Written on the Wind และ All That Heaven Allows ซึ่งกลายเป็นผลงานที่ส่งอิทธิพลต่อนักทำหนังรุ่นต่อๆ มาไม่น้อย ภาพยนตร์เรื่อง Far from Heaven ของ ท็อด เฮย์นส์ ถือเป็นการคารวะหนังเมโลดรามาในยุคนั้น ทั้งในแง่สไตล์และพล็อตเรื่อง


Motion capture: ขั้นตอนบันทึกการเคลื่อนไหวของนักแสดงเป็นดิจิตอล แล้วนำข้อมูลนั้นมาแปลงให้กลายเป็นตัวละคร 2-D หรือ 3-D โดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิก หากการเคลื่อนไหวนั้นลงรายละเอียดไปถึงสีหน้า ท่าทางเล็กๆ น้อยๆ หรือกระทั่งแววตา เราอาจเรียกว่า performance capture เทคนิคนี้จะตรวจจับเฉพาะการเคลื่อนไหว ไม่รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกของนักแสดง เพื่อให้ภาพคอมพิวเตอร์กราฟฟิกสามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนนักแสดงเหล่านั้น จะว่าไปแล้ว motion capture มีรากฐานมาจากเทคนิค rotoscoping โดยหนังเรื่องแรกที่เริ่มต้นการปฏิวัติ คือ Final Fantasy: The Spirits Within (2001) แต่ผลงานที่ทำให้ motion capture เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างแท้จริง คือ The Lord of the Rings: The Two Towers เมื่อตัวละครกอลลัมดูมีเลือดเนื้อ เคลื่อนไหว และแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมือนคนจริงๆ จน แอนดี้ เซอร์กิส ซึ่งรับบทกอลลัมในขั้นตอนการถ่ายทำ motion capture ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมของหลายสถาบัน

Movie rating system: ระบบการจัดเรทภาพยนตร์ว่าเหมาะกับผู้ชมวัยใด โดยพิจารณาจากเนื้อหาและการนำเสนอ เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปี 1968 เพื่อแทนรูปแบบการเซ็นเซอร์ที่มีมาตั้งแต่ปี 1934 นักทำหนังอาจไม่ส่งผลงานเข้าพิจารณาเรทก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็นิยมทำกัน เพราะระบบจัดเรทเปิดอิสระให้กับผู้สร้าง ตราบเท่าที่คนดูได้รับข้อมูลเพียงพอว่าหนังเรื่องนั้นๆ เหมาะสมกับคนวัยใดเพื่อปกป้องเหล่าเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ปัจจุบันเรทในอเมริกาประกอบไปด้วย G, PG, PG-13, R และ NC-17 ซึ่งเรทหลังสุดถูกเปลี่ยนจากเรท X เพื่อกำจัดภาพลักษณ์และความสับสนกับหนังโป๊ (pornographic) แต่ยังเป็นของแสลงสำหรับเหล่าสตูดิโออยู่ดี เนื่องจากโรงภาพยนตร์หลายแห่งไม่มีนโยบายฉายหนังเรทนี้ ล่าสุดผลงานที่โดนตรีตรา NC-17 คือ Blue Valentine แต่ทางสตูดิโอได้ขอยื่นอุทธรณ์ และกรรมการกก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรทเป็น R แทน


Multi-image: การจัดวางภาพโดยแบ่งเฟรมเป็นหลายๆ ช่อง ซึ่งทั้งหมดอาจถ่ายทอดเหตุการณ์เดียวแต่ต่างมุมมอง หรือหลายเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกันก็ได้ ขั้นตอนการสร้าง multi-image อาจใช้เครื่อง optical printer หรือใช้เลนส์ชนิดพิเศษระหว่างถ่ายทำ (เทคโนโลยีดิจิตอลในปัจจุบันส่งผลให้ขั้นตอนการทำ multi-image ไม่ยุ่งยากเหมือนสมัยก่อน) นอกจากนี้ คุณยังสามารถขยับภาพเหล่านั้นไปมาบนจอได้ เช่น ภาพในวงนอกอาจเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบภาพตรงกลาง หรือภาพทางขวาอาจเลื่อนมาทางซ้าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาพใหม่แทรกเข้ามา

เทคนิค multi-image (บางคนเหมารวมไว้ในกลุ่มเดียวกับ split screen แต่หากจะระบุให้เฉพาะเจาะจงลงไปแล้ว split screen มักจำกัดอยู่แค่การแบ่งจอภาพเป็นสองส่วนเท่านั้น) เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่สมัยหนังเงียบเรื่อง The Birth of a Nation (1915) แต่โดดเด่นเป็นที่จดจำอย่างแท้จริงจาก Napolean vu par Abel Gance (1927) ในยุคหนังเสียง เทคนิคนี้นิยมใช้ในฉากตัวละครพูดคุยโทรศัพท์ หรือแสดงให้เห็นภาพกลุ่มคนแสดงปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์เดียวกัน ปัจจุบัน multi-image อาจพบเห็นไม่บ่อยนัก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้กำกับส่วนใหญ่รู้สึกว่ามันอาจดูจงใจเกินไป หรือชวนให้สับสน งุนงง เพราะคนดูต้องตั้งสมาธิไปกับหลากหลายความเคลื่อนไหวบนจอ

กระนั้นตัวอย่างการใช้ multi-screen ได้เปี่ยมประสิทธิภาพยังคงปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ เช่น ฉากไคล์แม็กซ์งานพรอมของหนังเรื่อง Carrie ซึ่งผู้กำกับ ไบรอัน เดอ พัลมา จับภาพนิ่งไปยังตัวละครเอก แล้วใช้ multi-image เคลื่อนไหวเหตุการณ์ย่อยไปตามส่วนต่างๆ บนจอ สะท้อนให้เห็น ความโกลาหลและวุ่นวาย ใน Hulk ผู้กำกับ อั้งลี ใช้การแบ่งจอภาพเพื่อสร้างความรู้สึกของหนังสือการ์ตูน โดยแต่ละเหตุการณ์ในจอภาพต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ก็มีความเหลื่อมทางเวลาและรูปแบบซ้ำซ้อนอยู่ในตัวด้วย ส่วน Time Code ของ ไมค์ ฟิกกิส ได้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้นด้วยการถ่ายทำสี่เหตุการณ์ตามเวลาจริงแบบปราศจากการตัดภาพ และฉายให้คนดูเห็นพร้อมๆ กันผ่านการแบ่งจอภาพเป็นสี่จอ “ตลอดทั้งเรื่อง”


Multiplex: ก่อนหน้าทศวรรษ 1960 มีโรงหนังเพียงไม่กี่แห่งที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า จนกระทั่ง สแตนลีย์ เอช. เดอร์วู้ด สร้าง “โรงหนังแฝด” แห่งแรกขึ้นกลางห้างสรรพสินค้าย่านชานเมืองในมลรัฐมิสซูรีเมื่อปี 1963 มัลติเพล็กซ์ของเดอร์วู้ดใช้เครื่องฉายและแผงขายของกินเล่นเดียวกัน (โรงหนึ่งจุคนได้สามร้อยที่นั่ง อีกโรงสี่ร้อยที่นั่ง) แนวคิดดังกล่าวสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำและกลายเป็นจุดกำเนิดของบริษัท America Multi-Cinema (AMC) ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในเครือข่ายโรงหนังระดับแนวหน้าของอเมริกา

ปัจจุบันมัลติเพล็กซ์มักจะหมายความถึงโรงหนังที่ตั้งอยู่รวมกันระหว่าง 12-20 โรง แต่หากมีจำนวนมากกว่า 20 โรงขึ้นไป เรามักจะเรียกว่า เมกาเพล็กซ์ (Megaplex) โดยเมกาเพล็กซ์ที่ใหญ่สุดในโลกตั้งอยู่ในเมืองมาดริด ประเทศสเปน มีจำนวนโรงมากถึง 25 โรง และสามารถจุคนทั้งหมดได้ 9200 ที่นั่ง การถือกำเนิดขึ้นของมัลติเพล็กซ์ทำให้ธุรกิจโรงหนังขนาดเล็กต้องปิดกิจการเป็นทิวแถว นอกจากนี้มันยังถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระยะเวลาการฉายของหนังสั้นลง และจำกัดที่ทางของหนังฟอร์มเล็ก หนังอาร์ต หรือหนังอินดี้ทั้งหลาย


Musical: แนวทางภาพยนตร์ที่เกิดและเติบโตในฮอลลีวู้ด เน้นฉากร้องเพลงและเต้นรำเป็นหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่อง ทันทีที่เข้าสู่ยุคซาวด์ออนฟิล์ม หนังเพลงก็พุ่งสู่ความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยสามแนวทางเด่นในยุคแรก คือ 1) หนังเพลงที่ดัดแปลงจากละครเพลงบรอดเวย์ เช่น Show Boat 2) หนังเพลงที่นำฉากร้องเพลงมาต่อๆ กันโดยอาศัยนักร้อง นักเต้น หรือนักแสดงตลกชื่อดังเป็นจุดดึงดูดคนดู เช่น Paramount on Parade และสุดท้าย 3) หนังเพลงที่แสดงให้เห็นเบื้องหลังชีวิตคนในวงการบันเทิง เช่น Broadway Melody

หลังสงครามโลก MGM กลายเป็นสตูดิโอที่เชี่ยวชาญหนังเพลงจนผลิตผลงานคลาสสิกมากมาย อาทิ Meet Me in St. Louis และ An American in Paris ส่วนยุคทองสุดท้ายของหนังเพลง คือ ทศวรรษ 1960 ซึ่งเต็มไปด้วยผลงานน่าจดจำอย่าง West Side Story, The Sound of Music, My Fair Lady และ Mary Poppins ว่ากันว่าความเสื่อมถอยของหนังเพลงส่วนหนึ่งเป็นผลจากความรู้สึกว่ามันเชยและขัดแย้งกับโลกแห่งความจริง พร้อมกันนั้นตลาดเพลงร็อกและมิวสิกวีดีโอก็เข้ามามีบทบาทแก่งแย่งส่วนแบ่งการตลาด ด้วยเหตุนี้หนังเพลงในยุคถัดมาจึงมักจำกัดฉากร้องเพลงและเต้นรำเอาไว้บนเวที หรือในจินตนาการ แยกขาดจากช่วงเล่าเรื่องอย่างเด็ดขาด เช่น Cabaret ของ บ็อบ ฟอสซี... สำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ หนังเพลงเริ่มฟื้นคืนชีพอีกครั้งจากความสำเร็จของหนังเรื่อง Chicago และ Moulin Rouge!


Neorealism: กระแสเคลื่อนไหวของหนังแนวทางนี้เกิดขึ้นในประเทศอิตาลี อันเป็นผลจากข้อจำกัดในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภายใต้การปกครองของรัฐบาลฟาสซิสต์และสภาพสังคมช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพยนตร์แนว neorealism เปิดตัวด้วย Open City (1945) ของ โรเบอร์โต รอสเซลลินี ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของหนังในแนวนี้ให้เห็นชัดเจน นั่นคือ เน้นความเหมือนจริง ถ่ายทำในโลเคชั่นจริง ใช้ชาวบ้านจริงๆ แทนนักแสดง ถ่ายทอดให้เห็นปัญหาในชีวิตประจำวันโดยไม่มีการผูกปมซับซ้อน และใช้เทคนิคถ่ายภาพ/ตัดต่อที่เรียบง่าย ไม่เรียกร้องความสนใจจากคนดู นอกจากนี้รอสเซลลินียังได้ความสมจริงเพิ่มจากฟิล์มที่เขาเลือกใช้ ซึ่งให้ภาพเป็นเกรนแตกราวกับหนังสารคดี และเพื่อให้ได้ความรู้สึกของเหตุการณ์ที่สดใหม่ ฉับพลัน ปราศจากการเตรียมการ รอสเซลลินีก็เลือกจะไม่ถ่ายทำด้วยระบบซาวด์ออนฟิล์ม แล้วใช้วิธีการพากย์ทับ หนังประสบความสำเร็จอย่างสูง และทำให้กระแสหนัง neorealism กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก โดยหนังดังอีกเรื่องในกลุ่มนี้ คือ The Bicycle Thief ของ วิททอริโอ เดอ ซิกา ซึ่งออกฉายสามปีถัดมา

สภาพสังคมที่พัฒนาไปสู่ทางที่ดีขึ้นและความต้องการของเหล่าผู้กำกับที่จะหันไปสร้างผลงานแนวทางอื่นทำให้กระแส neorealism สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วในทศวรรษ 1950 แต่อิทธิพลของมันกลับส่งต่อมายังคนรุ่นหลังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นต่อผลงานของกลุ่ม French New Wave ไปจนถึงผลงานไตรภาคชุด Apu ของ สัตยาจิต เรย์


Optical printer: อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายภาพไม่ว่าจะเป็นเนกาทีฟ หรือโพซิทีฟลงบนแผ่นฟิล์ม ภายในจะประกอบด้วยกล้องและเครื่องฉายหันหน้าเข้าหากัน โดยแหล่งแสงจากในเครื่องฉายจะส่งภาพมายังเลนส์ แล้วอัดลงบนแผ่นฟิล์มในกล้อง ทั้งเครื่องฉายและกล้องจะถูกล็อกให้ทำงานสอดคล้องกัน

โดยทั่วไป optical printer ใช้สำหรับสร้างเทคนิคพิเศษด้านภาพอันหลากหลาย เช่น fade out เกิดจากการค่อยๆ ปิดชัตเตอร์กล้อง ส่วน fade in เกิดจากการค่อยๆ เปิดชัตเตอร์กล้อง ขณะเฟรมภาพมาสเตอร์ ส่วนเทคนิคอื่นๆ ก็เช่น wipe, traveling-matte และ split screen

อีกหนึ่งคุณประโยชน์ของ optical printer คือ สามารถแก้สีและแสง รวมทั้งปรับเปลี่ยนฉากที่ถ่ายทำผิดพลาดด้วยการเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนตำแหน่ง หรือการเคลื่อนไหวของกล้อง นอกจากนี้มันยังเป็นเครื่องแปลงรูปแบบฟิล์ม เช่น ขยายฟิล์ม 16 ม.ม. ให้กลายเป็น 35 ม.ม. หรือลดฟิล์มไซส์ใหญ่ให้กลายเป็นฟิล์มขนาด 35 ม.ม. อีกด้วย ในอดีต optical printer เปรียบเสมือนเครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ขาดไม่ได้ในขั้นตอนการผลิตภาพยนตร์ แต่ปัจจุบันมันถูกลดบทบาทลง เพราะการสร้างเทคนิคพิเศษในรูปแบบดิจิตอลทำได้ง่ายกว่า และให้ผลลัพธ์ดีกว่า แม้ว่าขั้นตอนแบบดั้งเดิมจะราคาถูกกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าสำหรับฟิล์มขนาดใหญ่

Overlap dialogue: บทสนทนาที่พูดขึ้นซ้อนทับกันของสองตัวละครหรือมากกว่า เป็นเทคนิคในการสร้างความสมจริงและเป็นธรรมชาติให้กับหนังเพราะในชีวิตจริง เราไม่ได้รอให้อีกคนพูดจบก่อนเสมอไป สองผู้กำกับที่นิยมใช้เทคนิคนี้ คือ โรเบิร์ต อัลท์แมน และ วู้ดดี้ อัลเลน นอกจากนี้ มันยังอาจหมายถึงบทสนทนาที่ “ล้น” ไปยังฉากถัดไป ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงระหว่างฉากที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

Pan: การเคลื่อนกล้องในแนวระนาบโดยตัวกล้องไม่ได้ขยับออกจากตำแหน่งเดิม การแพนอาจทำได้ทั้งบนขาตั้งกล้อง และบนบ่าของตากล้อง (handheld) มีพื้นฐานมาจากคำว่า panorama จุดมุ่งหมายหลักๆ ก็เพื่อ 1) ทำให้คนดูเห็นภาพรวมของฉากอย่างครอบคลุม 2) ชี้นำความสนใจของคนดูไปยังเหตุการณ์สำคัญ หรือจุดควรสังเกต และตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ในฉาก ซึ่งการตัดภาพไม่สามารถทำได้ 3) ติดตามการเคลื่อนไหวของนักแสดง หรือยานพาหนะในแนวราบ 4) แทนสายตาตัวละครขณะสำรวจบริเวณโดยรอบ

การแพนกล้องแบบ 360 องศา เรียกว่า circular pan ในหนังเรื่อง Hour of the Wolf ผู้กำกับ อิงมาร์ เบิร์กแมน ตั้งกล้องไว้ตรงกลางโต๊ะอาหารทรงกลม แล้วค่อยๆ แพนไปยังใบหน้าของแขกแต่ละคน ส่วนการแพนกล้องอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็นภาพ “ระหว่างทาง” เราเรียกว่า swish pan ในฉากคลาสสิกฉากหนึ่งของหนังเรื่อง Citizen Kane เทคนิค swish pan ถูกนำมาใช้หลายครั้งเพื่อบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผันผ่าน พร้อมกับความสัมพันธ์ที่เริ่มร่วงโรย เหินห่างของสองสามีภรรยา โดยในช่วงต้น ทั้งสองยังคงหวานชื่น นั่งใกล้ชิดกันที่โต๊ะอาหารและสนทนากันอย่างสนุกสนาน ก่อนบทสนทนาจะเริ่มห้วนลง ส่วนพื้นที่ว่างระหว่างพวกเขาก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งในช็อตสุดท้าย พวกเขาลงเอยด้วยการนั่งอยู่คนละฟากของโต๊ะอาหาร ต่างฝ่ายต่างทำกิจกรรมของตนโดยไม่พูดจากันเลยสักคำ

Panavision: ระบบการถ่ายทำและฉายภาพยนตร์ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท พานาวิชั่น ในแคลิฟอร์เนีย แต่เดิมระบบ Panavision จะใช้ anamorphic lens บีบภาพลงบนฟิล์ม 35 ม.ม. ก่อนจะนำมาฉายโดยใช้เลนส์แบบเดิมเพื่อให้ได้ภาพมุมกว้าง ส่วนกล้อง Super Panavision จะถ่ายทำโดยไม่บีบภาพลงบนฟิล์ม 65 ม.ม. แล้วนำมาฉาย (ในรูปแบบของฟิล์ม 70 ม.ม.) เป็นระบบจอกว้าง


Parody: เรียกง่ายๆ ได้ว่าหนังตลกล้อเลียน เน้นการนำเอาหนัง (ซีเรียส) เรื่องดังๆ มาล้อเลียน ผ่านมุกตลกหลากหลายประเภท ตั้งแต่การเล่นคำ มุกตลกเจ็บตัว ฯลฯ ตัวอย่างแรกๆ ของ parody คือ Help! Help! (1912) ของ แม็ค เซนเนท ที่ล้อเลียนหนังเรื่อง The Lonely Villa ของ ดี. ดับเบิลยู. กริฟฟิธ และ The Three Ages (1923) ของ บัสเตอร์ คีตัน ซึ่งล้อเลียน Intolerance ของกริฟฟิธ ก่อนหน้าจะมาสร้างหนังตลกโรแมนติก วู้ดดี้ อัลเลน ขึ้นชื่อว่าเป็นนักทำหนังล้อเลียนระดับแนวหน้า เช่น Take the Money and Run ซึ่งล้อเลียนหนังแก๊งสเตอร์ ส่วน Bananas กลับพุ่งเป้าไปยังบรรดาหนังที่พูดถึงการเมืองของอเมริกาใต้ นักทำหนังแนวล้อเลียนอีกคนที่โดดเด่น คือ เมล บรู้กส์ กับหนังดังอย่าง Blazing Saddles และ Young Frankenstein อย่างไรก็ตาม ทั้งบรู้กและอัลเลนมักเน้นล้อเลียนรูปแบบของหนังมากกว่าที่จะล้อเลียนตัวหนังโดยตรง ซึ่งตรงกันข้ามกับหนังแนว parody ยุคใหม่ (อย่าง Scary Movie) ซึ่งน่าจะได้อิทธิพลจากผลงานของกลุ่ม ZAZ อย่าง Airplane! มากกว่า


Point-of-view shot: ในหนังสือ The Five C’s of Cinematography ตากล้อง โจเซฟ วี. มาสเซลลี อธิบายไว้ว่า “point-of view shot หรือเรียกสั้นๆ ว่า POV จะบันทึกภาพจากมุมมองของตัวละคร แต่เนื่องจาก POV อยู่ตรงกลางระหว่างมุมกล้องแบบภววิสัยและอัตวิสัย มันจึงควรถูกแยกออกมาพิจารณาเป็นพิเศษ POV เป็นมุมกล้องภววิสัยที่ใกล้เคียงกับการเป็นมุมกล้องอัตวิสัยมากที่สุด กล้องจะตั้งอยู่เคียงข้างตัวละคร ซึ่งเป็นเจ้าของมุมมอง ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังยืนชิดกับตัวละคร แต่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ผ่านสายตาของตัวละครเหมือน subjective camera ซึ่งกล้องถูกเปลี่ยนมาแทนที่ตัวละคร ดังนั้น POV จึงยังคงความเป็นภววิสัย เนื่องจากกล้องเป็นเหมือนนักสังเกตการณ์ที่ไม่มีใครเห็นและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆ”

คนดูจะเห็นการใช้มุมกล้องแบบ point-of-view shot และ subjective camera หลายครั้งในหนังเรื่อง The Silence of the Lambs บางทีในฉากเดียวกันด้วยซ้ำ เพื่อให้เรา “อยู่ข้าง” ตัวละครเอก (โจดี้ ฟอสเตอร์) เอาใจช่วยเธอให้ประสบความสำเร็จ โดยมุมกล้องแบบ subjective camera จะถูกนำมาใช้หลักๆ ในตอนฆาตกรออกล่าเหยื่อและตอนที่ตัวละครเอกรำลึกถึงพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว ส่วน POV จะเป็นเหมือนช็อตถ่ายข้ามหัวไหล่ เพียงแค่คนดูจะไม่ได้เห็นหัวไหล่ และที่สำคัญ ตัวละครจะไม่มองตรงมายังกล้องเหมือน subjective camera

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 22, 2555

Oscar 2012: Best Actor


เดเมียน บิเชียร์ (A Better Life)

ถึงแม้จะโด่งดังในเม็กซิโกมานานกว่าสองทศวรรษ แต่ชื่อของ เดเมียน บิเชียร์ ยังไม่ค่อยคุ้นหูนักดูหนังทั่วโลกมากนัก จนกระทั่งเขารับบทเป็น ฟิเดล คาสโตร ใน Che จากนั้นก็สร้างชื่อเสียงต่อเนื่องกับบทเด่นในซีรีย์แสนสนุกเรื่อง Weeds ดาราเม็กซิกันวัย 48 ปี เล่าถึงจุดผกผันในอาชีพการแสดงของเขาว่า “ระหว่างทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินอยู่ในเทศกาลหนังอิบิซา ผมได้รับโทรศัพท์ตอนตีห้าจาก สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก ถามว่าสนใจอยากรับบท ฟิเดล คาสโตร ในหนังเกี่ยวกับ เช เกวารา ไหม นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้น นับแต่นั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป”

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนิวยอร์กตั้งแต่อายุ 22 ปีเพื่อเรียนภาษา แล้วรับทำงานทุกชนิด ตั้งแต่ขับแท็กซี่จนถึงพนักงานเสิร์ฟ บิเชียร์ก็ตัดสินใจย้ายไปลอสแองเจลิส เขาใช้เวลาสี่ปีเดินสายทดสอบหน้ากล้อง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น เมื่อได้รับข้อเสนอให้กลับไปเล่นหนังที่เม็กซิโก บิเชียร์จึงรีบคว้าไว้ และเขาก็สร้างชื่อเสียงในประเทศบ้านเกิดอย่างรวดเร็ว “แต่แล้ววันหนึ่งตอนอายุ 41 ปี ผมนึกวาดภาพความสุขสบายในบ้านที่มีสระว่ายน้ำ กำลังนั่งจิบค็อกเทล พลางคิดไปว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรถ้าผมพยายามให้หนักขึ้น กล้าได้กล้าเสียมากขึ้น” เข่าเล่าถึงสาเหตุที่ตัดสินใจเดินทางกลับมาแอล.เอ.อีกครั้ง หลังชีวิตแต่งงานล้มเหลว “บางอย่างลึกๆ ภายในของผมเปลี่ยนไป”

บิเชียร์เป็นลูกชายคนกลางของพ่อผู้กำกับละครเวทีและแม่นักแสดง โอดิซิโอกับบรูโน พี่ชายกับน้องชายของเขา ก็เป็นนักแสดงชื่อดังเช่นกัน จนเป็นเหตุให้รางวัล MTV ในเม็กซิโกจัดสาขาขึ้นใหม่ว่า “นักแสดงชายนามสกุลบิเชียร์ยอดเยี่ยม” โดยคนที่คว้ารางวัลไป คือ เดเมียน แต่ทั้งหมดคงไม่อาจสร้างชื่อเสียงให้เขาได้มากเท่ากับการเข้าชิงรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก A Better Life ในบทคุณพ่อแสนดีชาวเม็กซิกันที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และทำงานคนสวนให้กับเหล่าผู้มีอันจะกินในแอล.เอ. โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้ลูกชายได้มีโอกาสหลุดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยแก๊งอันธพาลและยาเสพติด

ความวิบัติบังเกิด เมื่อเขาไปยืมเงินมาซื้อรถกระบะ และมันดันถูกขโมยไปต่อหน้าต่อตาในวันถัดมา ฉากที่คนดูอยากเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง เป็นตอนที่คาร์ลอสกำลังยืนอยู่บนฟุตบาทที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน เสื้อเชิ้ตเปียกชื้นจากเหงื่อไคล เขากวาดตามองโดยรอบเพื่อค้นหารถกระบะอย่างไร้ผล จนกระทั่งเหลือบไปเห็นตำรวจ แต่ไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือได้ เพราะกลัวว่าจะถูกส่งกลับประเทศ ใบหน้าของบิเชียร์บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า คาร์ลอสตระหนักถึงความจนตรอก ไร้ทางออกของสถานการณ์ดีแค่ไหน... กระนั้น ทีเด็ดจริงๆ กลับอยู่ในช่วงท้ายเรื่อง เมื่อคาร์ลอสพยายามอธิบายให้ลูกชายฟังว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจมีลูก และลูกมีความหมายต่อคนเป็นพ่อมากแค่ไหน พลังในการแสดงของบิเชียร์ทำให้คนดูหลั่งน้ำตา และหัวใจสลายได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยดนตรีโหมกระหน่ำให้มากมาย

ทักษะการแสดงแบบเมดธ็อดทำให้บิเชียร์ตัดสินใจซื้อรถกระบะแบบเดียวกับที่พวกคนสวนชอบใช้มาขับระหว่างช่วงถ่ายทำ เขาสวมเสื้อตัวเดิมซ้ำหลายวันโดยไม่ซัก นอนหลับแค่วันละสี่ชั่วโมง เพื่อเข้าถึงสภาพที่แท้จริงของตัวละคร วันหนึ่งโปรดิวเซอร์หนังเล่าให้ว่ามีชายเม็กซิกันสองคนเห็นบิเชียร์ในรถบรรทุก พวกเขาถึงกับส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ดูสิ! นั่น เดเมียน บิเชียร์ นี่ ให้ตายเถอะ ท่าทางเขาคงกำลังตกอับ”


จอร์จ คลูนีย์ (The Descendants)

อย่าแปลกใจที่ช่วงหลังๆ จอร์จ คลูนีย์ มักจะถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์บ่อยครั้ง จาก Michale Clayton จนถึง Up in the Air และล่าสุดกับ The Descendants ทั้งนี้เพราะเขาวางนโยบายว่าจะเลือกเล่นหนังให้เฉพาะผู้กำกับระดับแนวหน้า หรือผู้กำกับที่เขาชื่นชอบผลงานเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก หรือสองพี่น้องโคน “ตราบใดที่คุณอยากมีส่วนร่วมในหนังซึ่งคงอยู่ในใจคนดูนานเกินกว่าแค่ช่วงสุดสัปดาห์ที่หนังเปิดตัว คุณควรเลือกทำงานกับผู้กำกับที่คุณนับถือและชื่นชม” คลูนีย์เผย “อเล็กซานเดอร์เป็นชื่อแรกในลิสต์ของผม เราเกือบจะได้ร่วมงานกันใน Sideways แต่เขาไม่จ้างผม ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดแค้นอะไรหรอกนะ”

สำหรับคลูนีย์ หลักพื้นฐานในการเข้าถึงตัวละครคุณพ่อ ที่จิตใจดี แต่มีข้อบกพร่อง ซึ่งเขารับเล่นในหนังเรื่อง The Descendants อยู่ตรงเสื้อผ้า “เริ่มต้นจากกางเกงผ้ากากีเอวสูงและเสื้อเชิ้ตฮาวายยัดใส่ในกางเกง” เขากล่าว “ราวกับจะบอกว่าไม่มีใครอยากขึ้นเตียงกับฉันหรอก”

อย่าแน่ใจไป คลูนีย์

อาการไม่ห่วงหล่อ ไม่กลัวเสียภาพลักษณ์ และไม่อายที่จะทำตลก หมดคราบซูเปอร์สตาร์เพื่อสวมวิญญาณทนายอสังหาริมทรัพย์และคุณพ่อ “สำรอง” นาม แม็ท คิง ถือเป็นจุดเด่นประการหนึ่งที่ทำให้หลายคนยกย่องว่ามันเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตเขา และอาจกรุยทางไปสู่ออสการ์ตัวที่สอง หลังคว้าตัวแรกมาครองในสาขานักแสดงสมทบชายจากหนังเรื่อง Syriana เมื่อ 6 ปีก่อน

เนื่องจากแม็ทต้องเผชิญวิกฤติหลากหลายภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน เริ่มจากภรรยาของเขาต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราหลังประสบอุบัติเหตุ ซ้ำร้าย มันทำให้เขาทราบว่าเธอแอบคบชู้กับชายอีกคน และกำลังวางแผนจะขอหย่า แต่ดันมาประสบอุบัติเหตุเสียก่อน ในขณะเดียวกัน เหล่านายทุนก็กำลังจ้องจะขอซื้อที่ดินและผืนป่าขนาดใหญ่ของครอบครัวเขาเพื่อนำไปสร้างเป็นรีสอร์ทสนามกอล์ฟ แม้ว่าชาวบ้านหลายคนจะไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ คลูนีย์ต้องเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความขัดแย้ง ระหว่างอาการลังเลกับหุนหันพลันแล่น ระหว่างความอ่อนโยนกับน่าสังเวช ซึ่งนั่นถือเป็นความท้าทายที่เขาชื่นชอบเหนืออื่นใด“บางครั้งผมจะได้แสดงเป็นตัวละครที่ดูเหมือนมั่นใจ เข้าใจทุกอย่าง ก่อนจะพลันตระหนักว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย” คลูนีย์กล่าว “แต่แม็ทเป็นตัวละครที่ไม่รู้อะไรเลยตั้งแต่ต้น และการถ่ายทอดให้เห็นภาวะสูญเสียการควบคุมนั้นมันสนุกอย่าบอกใคร”

ตัวอย่างเช่น ฉากที่แม็ทค้นพบความลับของภรรยา เลยตัดสินใจสวมรองเท้าหนังกลับ แล้ววิ่งไปยังบ้านน้องสะใภ้เพื่อล้วงความจริงจากปากเธอ แรกเริ่มเดินที ในบทระบุว่าเขาจะต้องขับรถไป แต่ผู้กำกับ อเล็กซานเดอร์ เพย์น คิดว่าทำแบบนั้นคงจืดน่าดู เขาจึงเปลี่ยนบทให้คลูนีย์ใส่สองเท้าที่ดูไม่เหมาะกับสถานการณ์ แล้ววิ่งด้วยท่าตลกๆ แทน “เราถ่ายทำฉากนี้เจ็ดหรือแปดเทคนี่แหละ ผมต้องวิ่งลงเขาและพยายามทำท่าให้ดูไม่กระฉับกระเฉงที่สุด” นักแสดงขวัญใจฮอลลีวู้ดนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จดีทีเดียว” ไม่เพียงฉากขำๆ เท่านั้นที่คลูนีย์ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องเปิดเผยตัวตนที่อ่อนโยน เปราะบางสุดของตัวละคร เช่น ในฉากที่แม็ทจูบลาภรรยาเป็นครั้งสุดท้าย คลูนีย์ก็ทำให้คนดูตระหนักถึงความรัก ความผูกพัน และความเจ็บปวดของแม็ทได้อย่างสุดซึ้ง


ฌอง ดูฌาร์แดง (The Artist)

ทุกคนพากันประหลาดใจ เมื่อผลประกาศว่า ฌอง ดูฌาร์แดง ได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยของผลงานอาร์ตจ๋าจำพวก The Tree of Life และ Melancholia ทั้งนี้เพราะนักแสดงหนุ่มหล่อชาวฝรั่งเศสคนนี้โด่งดังมาจากบทล้อเลียน เจมส์ บอนด์ การเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ และสถานะซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพง มันเป็นเรื่องปกติที่ดาวตลก ซึ่งชอบการเลียนแบบ แล้วทำท่าบ้าๆ บอๆ แม้ว่าจะทำได้ยอดเยี่ยมน่าจดจำแค่ไหนก็ตาม มักไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับของกรรมการตัดสินรางวัลตามเทศกาลต่างๆ ซึ่งมักให้ราคาหนังสะท้อนสังคม หรือโศกนาฏกรรมแห่งมนุษย์มากกว่าหนังตลกล้อเลียน

บท จอร์จ วาเลนทีน ใน The Artist เป็นบทที่ไม่อาจจัดแยกเข้าประเภทใดๆ ได้อย่างเช่นจัด เช่นเดียวกับตัวหนังซึ่งถ่ายทำเลียนแบบหนังเงียบขาวดำ และเข้าฉายด้วยสัดส่วนจอภาพ 1:33 ไม่ใช่ widescreen แบบที่นิยมในปัจจุบัน วาเลนทีนเป็นดาวเด่นในยุคหนังเงียบฮอลลีวู้ด แต่กลับเริ่มตกอับเมื่อเขาปฏิเสธที่จะปรับตัวเข้าหาหนังเสียง การแสดงของดูฌาร์แดงเน้นท่าทางและร่างกายคล้ายคลึงกับดาราหนังเงียบทั้งหลาย (ฉากที่น่ารักมาก เป็นตอนที่วาเลนทีนพยายามจะงอนง้อภรรยาให้หายโกรธด้วยการเลียนแบบท่าทางของสุนัขคู่ใจ) เสน่ห์และบุคลิกสบายๆ เป็นกันเอง รวมถึงทักษะการเคลื่อนไหวแขนขาที่คล่องแคล่วทำให้หลายคนนึกถึง ดักลาส แฟร์แบงส์ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อบทเริ่มหันเหสู่ช่วงกดดัน ดูฌาร์แดงก็ไม่พลาดที่จะดึงคนดูให้เข้าข้าง เห็นใจตัวละครโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไคล์แม็กซ์บีบหัวใจ

“การแสดงออกทางใบหน้าและภาษาท่าทางของฌองเหมาะสำหรับช็อตโคลสอัพ มากพอๆ กับช็อตระยะไกล มีนักแสดงแค่ไม่กี่คนหรอกที่จะเก่งทั้งสองอย่าง” มิเชล ฮาซานาวิเชียส ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกับดูฌาร์แดงมาแล้วจากหนังล้อเลียนสายลับเรื่อง OSS 117: Cairo, Nest of Spies และภาคต่อ OSS 117: Lost in Rio กล่าว

เพื่อรับบทนี้ ดูฌาร์แดง ซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ไม่มาก และเคยเดินทางมาอเมริกาแค่สองสามครั้ง ต้องอาศัยอยู่ในฮอลลีวู้ดเป็นเวลานานสามเดือน (หนังถ่ายทำกันในโรงถ่ายของ เวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ที่เบอร์แบงค์) ไว้หนวดเรียวบางแบบเดียวกับ คลาค เกเบิล และเรียนท่าเต้น shuffle steps จนคล่องแคล่ว นอกจากนี้ เขายังขวนขวายหาหนังเงียบเก่าๆ มาดูอีกด้วย แน่นอน หลายเรื่องในนั้นนำแสดงโดย ดักลาส แฟร์แบงส์ “ผมพลันตระหนักว่าบทสนทนากลับกลายเป็นภาระ” เขากล่าว “ร่างกายสามารถสื่อสารได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดสักคำ”

ดูฌาร์แดงถือกำเนิดในกรุงปารีส และเริ่มต้นเข้าวงการจากการเล่นตลกตามไนท์คลับและทางโทรทัศน์ ก่อนจะพบแจ๊คพ็อตก้อนโตตอนแสดงเป็นนักเล่นกระดานโต้คลื่นในหนังฮิตเรื่อง Brice de Nice ซึ่งดึงดูดคนดูได้มากถึง 4.5 ล้านคน นอกจากบทตลกที่ทำให้เขากลายเป็นดาราค่าตัวสูงสุดของฝรั่งเศสแล้ว นักแสดงวัย 39 ปียังท้าทายตัวเองอยู่เสมอด้วยการรับบทดรามาหนักๆ เช่น บทตำรวจที่ลูกสาวถูกฆาตกรรมใน Counter-Investigation และบทนักเขียนขี้เหล้าใน The Clink of Ice จริงอยู่ว่าความสำเร็จของ The Artist ย่อมเปิดประตูแห่งโอกาสอีกหลายบานให้กับดูฌาร์แดง แต่สำหรับเจ้าตัวเขาดูจะมีความสุขดีอยู่แล้วกับการเล่นหนังตลกอย่าง OSS 117 ซึ่งไม่น่าจะเวิร์คนอกประเทศเพราะ “มันเป็นมุกตลกแบบที่คนฝรั่งเศสเท่านั้นถึงจะเก็ทและหัวเราะสนุกสนานไปกับมันได้” ดูฌาร์แดงอธิบาย


แกรี โอลด์แมน (Tinker Tailor Soldier Spy)

เมื่อทราบข่าวว่าเขาได้รับเลือกให้เล่นเป็น จอร์จ สไมลีย์ ในหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อดังเมื่อปี 1974 ของ จอห์น เลอ คาร์เร เรื่อง Tinker Tailor Soldier Spy แกรี โอลด์แมน หลีกเลี่ยงที่จะไม่หาเวอร์ชั่นมินิซีรีย์อันโด่งดังของช่อง BBC มาดูซ้ำ หลังจากเคยชมไปแล้วตอนมันออกอากาศครั้งแรกในปี 1979 “ผมกลัวว่าจะได้รับอิทธิพลมากเกินไป” โอลด์แมนบอก “และผมก็ไม่สนใจอยากจะแสดงเลียนแบบใคร”

หากคุณมีโอกาสได้ชมมินิซีรีย์ของ BBC จะเห็นว่าสไมลีย์เวอร์ชั่น อเล็ก กินเนส นั้นพูดจาคล่องแคล่ว มีบุคลิกเหมือนครูใหญ่ที่เข้มงวด และแสดงออกทางสีหน้าไม่มาก แถมแต่ละอาการที่แสดงออกยังแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยอีกด้วย ส่วนสไมลีย์ของโอลด์แมนนั้นเป็นตัวละครที่อ่านความรู้สึก “ยากยิ่งขึ้น” ไปอีก การแสดงออกทางสีหน้าที่มากสุดของเขา คือ แค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยระหว่างเพ่งสมาธิ หรืองุนงง เช่น เมื่อคอนโทรว (จอห์น เฮิร์ธ) บอกลูกน้องทุกคนว่าเขาจะเกษียณตัวเองเพื่อรับผิดชอบต่อหายนะที่เกิดขึ้นในบูดาเปสไปพร้อมกับสไมลีย์ หรือบางทีอาจจะอ้าปากเล็กน้อย และขยับแว่นตาดังจะเห็นได้จากฉากที่สไมลีย์ค้นพบความจริงเกี่ยวกับภรรยา

“ใบหน้าเหมือนกำลังเล่นไพ่โป๊กเกอร์” ถือเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อคุณต้องรับบทสายลับชั้นยอด “เขารับฟัง มองเห็น และได้ยินทุกสิ่งอย่าง เขาเป็นคนที่เก็บอารมณ์มากๆ” โอลด์แมนกล่าวถึงตัวละคร ซึ่งในแง่หนึ่งถือว่ายืนอยู่คนละฝั่งกับ เจมส์ บอนด์ “เขาแฝงตัวกลมกลืนกับฝูงชน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอันตราย เขาไม่ใช่สายลับประเภทที่จะสวมชุดทักซิโด้สีขาว แล้วก้าวลงจากรถ แอสตัน มาร์ติน”

สไมลีย์เป็นบทที่แตกต่างออกไปจากภาพลักษณ์ที่คนดูคุ้นเคยโอลด์แมน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินพังค์ร็อค ซิด วิเชียส หรือผีดิบดูดเดือด หรือพ่อทูนหัวของ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ หรือบทตัวร้ายในหนังหลากหลายเรื่องที่เขาแทบจะหลับตาเล่นได้ เช่น ใน True Romance, The Fifth Element, Air Force One และ Leon แม้ว่าโอลด์แมนจะพยายามเลือกรับบทให้แตกต่างกันเพื่อขยายขอบเขตของทักษะการแสดง แต่ก็มีบางบทเหมือนกันที่เขาลังเลไม่อยากเล่น “มีบางอย่างที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถรับมือไหว คุณจำเป็นต้องรู้ว่าข้อจำกัดของคุณคืออะไร” เขากล่าว “ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อ 10 ปีก่อนผมแสดงหนังร่วมกับ โจน อัลเลน และ เจฟฟ์ บริดเจส เรื่อง The Contender รับบทเป็นสมาชิกรัฐสภา ผมสบายใจที่ได้เล่นบทนั้น และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถแสดงเป็นประธานาธิบดีได้ ผมรู้สึกว่ามันเรียกร้องบางสิ่งบางอย่าง”

ในหนังเรื่องนี้ สไมลีย์ได้รับมอบหมายให้ค้นหาสปายจากรัสเซียที่แฝงตัวมาเข้ามาล้วงข้อมูลในหน่วยสืบราชการลับ โดยผู้ต้องสงสัยล้วนเป็นบุคคลรอบข้างเขาทั้งสิ้น สำหรับโอลด์แมน สิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างบุคลิกอันสมบูรณ์ให้กับตัวละครนี้ คือ แว่นตา ซึ่งเขาใช้เวลาควานหาอยู่นานกว่าจะเจอที่ถูกใจ “แว่นตาของสไมลีย์เปรียบเหมือนรถ แอสตัน มาร์ติน มันจะต้องโดดเด่นในเชิงสัญญะ ผมมองว่าสไมลีย์เป็นเหมือนนกฮูกชราที่ไหวพริบเฉียบคม เขาสามารถมองเห็นทุกอย่างและได้ยินทุกอย่าง ผมวาดภาพแว่นที่อยากได้ไว้ในหัว และพวกมันจะต้องตรงกับยุคสมัยในเรื่องด้วย ไม่เก่ากว่าปี 1969 และไม่ใหม่เกินปี 1973 ซึ่งถือว่าเป็นกรอบเวลาที่แคบมาก ผมลองแว่นอยู่ประมาณ 200 คู่ ทำเอาผู้กำกับแทบจะเสียสติ แต่สุดท้ายผมก็พบแว่นตาที่เหมาะสมในพาซาเดนา” นักแสดงวัย 53 ปีกล่าว


แบรด พิทท์ (Moneyball)

บท บิลลี่ บีน ผู้จัดการทีมเบสบอลที่ปรับเปลี่ยนวิธีฟอร์มทีมใหม่ โดยหันมาใช้หลักสถิติเพื่อคัดเลือกนักกีฬา แทนการพึ่งพาสัญชาตญาณแมวมอง ด้วยความหวังว่าจะได้นักกีฬาคุณภาพที่ถูกมองข้าม หรือประเมินต่ำกว่าจริงเพราะบุคลิกไม่น่ารักบางอย่าง และสร้างทีมระดับแนวหน้าได้ในราคาถูก ถือเป็นบทที่แตกต่างจากบทอื่นๆ ก่อนหน้านี้ของ แบรด พิทท์ ค่อนข้างมาก เพราะแทนที่จะขี่ม้า หลบกระสุน หรือตะบันหน้าคู่ต่อสู้ แบบบทแมนๆ ในหนังที่เน้นใช้ร่างกายอย่าง Troy, Mr. and Mrs. Smith และ Fight Club คราวนี้คนดูกลับเห็นพิทท์ใช้เวลาส่วนใหญ่ นั่งทำงานในห้องเล็กๆ โทรศัพท์ต่อรองราคาค่าตัวนักกีฬา หรือไม่ก็พาลูกสาวไปช็อปปิ้งซื้อกีตาร์

พูดถึงการประเมินต่ำกว่าจริง ดาราหนุ่มหล่อวัย 47 ปี อดีตขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่นับแต่ปรากฏตัวในหนังเรื่อง Thelma and Louise ถือเป็นหนึ่งในนักแสดงมากฝีมือที่มักจะถูกมองข้าม เพราะหน้าตา และสถานะซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ตลอดเวลาหลายปี ผู้คนมักประหลาดใจเวลาเห็นเขาสวมวิญญาณเป็นตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม ราวกับมีความเชื่อฝังหัวว่าพิทท์มีดีแค่หน้าตา แต่ความเชื่อเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไปในช่วงสองสามปีหลัง เมื่อพิทท์เลือกใช้ชื่อเสียงเป็นเครื่องมือต่อรองกับสตูดิโอในการผลักดันสร้างหนังที่เขาอยากแสดง ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ Moneyball และ The Tree of Life ซึ่งล้วนตอกย้ำว่าเขาเป็นนักแสดงที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่ง

หากคุณติดตามข่าวในแวดวงอยู่บ้าง คงจะทราบดีว่า Moneyball เป็นโครงการในฝันของพิทท์นับแต่เขาได้อ่านหนังสือเรื่อง Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game ของ ไมเคิล ลูว์อิส แต่สุดท้ายต้องพับโครงการกะทันหันเมื่อสองปีก่อน หลังจากโซนี่ไม่อนุมัติทุนก้อนโตสำหรับนำไปสร้างหนังเวอร์ชั่น “กึ่งสารคดี” ของผู้กำกับ สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก (ตัดสลับเรื่องราวกับบทสัมภาษณ์นักเบสบอลตัวจริง) ต่อมาเมื่อบทถูกขัดเกลาโดย แอรอน ซอร์กิน พร้อมลดเพดานเงินทุนให้ต่ำลง สตูดิโอจึงอนุมัติให้เดินหน้าโดยเปลี่ยนผู้กำกับมาเป็น เบนเน็ทท์ มิลเลอร์ (Capote)

การแสดงของพิทท์ในหนังเรื่องนี้จะเน้นความลุ่มลึก ไม่หนักมือ แล้วถ่ายทอดบุคลิก บิลลี บีน ในภาพของผู้ชายน้ำนิ่งไหลลึก มีความรักต่อกีฬาเบสบอลอย่างสุดซึ้ง แต่บ่อยครั้งไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเขาอยู่ต่อหน้านักกีฬา โดยให้เหตุผลว่าการตีสนิทกับคนที่คุณอาจจะต้องไล่ออกเมื่อไหร่ก็ได้นั้นจะทำให้ทุกอย่างซับซ้อน ลำบากใจยิ่งกว่าเดิม เขาเป็นคนที่ชอบครุ่นคิด ขี้กังวล และบางครั้งจะโยนข้าวของเพื่อระบายอารมณ์ ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดออกมาในรูปของอารมณ์ขันเล็กๆ มากกว่าจะเป็นฉากโชว์พลัง อย่างไรก็ตาม คนดูสามารถเข้าถึงก้นบึ้งของตัวละครได้จากการสังเกต แววตาของพิทท์ ซึ่งเปิดเผยทุกอย่าง เช่น ในฉากที่เขาพาลูกสาวไปเลือกซื้อกีตาร์ ทั้งอารมณ์แปลกใจ เพราะเห็นเธอเล่นกีตาร์และร้องเพลงได้อย่างคล่องแคล่ว ไพเราะ และเศร้าใจเพราะไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงความเป็นไปเกี่ยวกับเธอได้มากเท่าที่เขาต้องการ (บิลลีหย่าร้างกับภรรยา ซึ่งได้สิทธิในการเลี้ยงดู) นั่นเองกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจครั้งใหญ่ของบิลลีในตอนท้ายเรื่อง... ลองเปรียบเทียบบท บิลลี บีน ใน Moneyball กับผลงานใน The Tree of Life แล้วคุณจะตระหนักว่าพิทท์เป็นนักแสดงที่ขอบเขตพรสวรรค์กว้างไกลแค่ไหน

Oscar 2012: Best Actress


เกล็น โคลส (Albert Nobbs)

ความผูกพันของ เกล็น โคลส ต่อ Albert Nobbs เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ตอนเธอไปทดสอบบทละครนอกบรอดเวย์เรื่อง The Singular Life of Albert Nobbs เกี่ยวกับผู้หญิงไอริชคนหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายไปทำงานในโรงแรมเพื่อความอยู่รอด ตอนนั้นโคลสพอจะมีชื่อเสียงในแวดวงละครอยู่บ้าง แต่หนังเรื่อง The World According to Garp ซึ่งทำให้เธอได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกยังไม่ได้เข้าฉาย “ฉันอยากแสดงเป็นอัลเบิร์ต เพราะบทเรียกร้องให้คุณต้องนำทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียนรู้จากการเป็นนักแสดงมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางการเคลื่อนไหว น้ำเสียง หรือกระทั่งเครื่องแต่งกาย เพื่อสะท้อนให้คนดูสามารถสัมผัสถึงสภาวะภายในของตัวละครที่ไม่สุงสิงกับใคร เธอเป็นเหมือนบุคคลที่ไม่สมบูรณ์” นักแสดงสาวใหญ่ที่เคยเข้าชิงออสการ์มาแล้ว 5 ครั้งกล่าว

นับแต่นั้นเป็นต้นมา โคลสก็พยายามจะดัดแปลงละครให้กลายเป็นภาพยนตร์ แต่ประสบปัญหาเรื่องเงินทุนจนต้องเปลี่ยนตัวผู้กำกับจาก อิสต์วาน ซาโบ ซึ่งเธอเคยร่วมงานใน Meeting Venus มาเป็น โรดริโก การ์เซีย ซึ่งเธอเคยร่วมงานใน Things You Can Tell Just By Looking at Her และ Nine Lives เช่นเดียวกับบทที่ถูกปรับเปลี่ยนให้มีกลิ่นอายของความเป็นไอริชมากขึ้น คงไม่ผิดนักหากจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นโครงการในฝันของโคลส และเธอก็มีส่วนร่วมในการผลิตหลายส่วน ตั้งแต่การควบเก้าอี้ผู้อำนวยการสร้าง ร่วมเขียนบท นำแสดง ไปจนถึงการแต่งเพลง Lay Your Head Down ซึ่งถูกนำมาใส่ไว้ในช่วงเครดิตท้ายเรื่อง ขับร้องโดย ชาเนด โอ’คอนเนอร์

ความแตกต่างระหว่างฮูเบิร์ต (เจเน็ท แม็คเทียร์) กับอัลเบิร์ตอยู่ตรงที่ฝ่ายหลังใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวว่าคนจะจับได้ ความเจ็บปวดจากประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีต แล้วซ่อนตัวอยู่หลังเครื่องแบบบริกรนานถึง 17 ปี “อัลเบิร์ตไม่เคยใช้ชีวิตแบบหญิงสาว” การ์เซียกล่าว “สภาพจิตใจภายในของเธอจึงเหมือนเด็กหญิงที่เก็บกดความรู้สึกไว้ คิดเพียงว่าต้องหลบซ่อน ต้องเอาตัวให้รอด ทำตัวไม่ให้เป็นที่สะดุดตาใครราวกับมนุษย์ล่องหน เธอต่างกับฮูเบิร์ต ซึ่งรู้ว่าตัวเองเป็นใครและต้องการอะไร”

เนื่องจากบุคลิกเก็บกดของตัวละคร เกล็น โคลส จึงเน้นการแสดงออกเพียงน้อยนิด ผ่านบุคลิกที่เกร็งฝืน ดูไม่เป็นธรรมชาติ และริมฝีปากที่ขบแน่นตลอดเวลา แต่ในบางฉากหนังก็เปิดโอกาสให้เธอปลดปล่อยตัวตนที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งโคลสก็ถ่ายทอดเสี้ยวเวลานั้นออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น ตอนอัลเบิร์ตแต่งกายด้วยชุดกระโปรงไปเดินชายหาด ท่าทางที่เก้งก้างบ่งบอกว่าเธอไม่คุ้นชินกับเครื่องแต่งกายของผู้หญิง ก่อนใบหน้าจะเริ่มผ่อนคลายความตึงเครียด เมื่อเธอตระหนักว่าไม่จำเป็นต้องกลัวคนจับได้อีกต่อไป มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่คนดูได้เห็นตัวละครแย้มยิ้มอย่างปลดปล่อย “กลเม็ดในการแสดงบทนี้ คือ คุณจำเป็นต้องผสมความเบาสมองลงไปด้วย” โคลสกล่าว พร้อมกับเปิดเผยว่าได้แรงบันดาลใจจากตัวละคร เดอะ แทรมป์ ของ ชาร์ลี แชปลิน และตลกคณะละครสัตว์ เอ็มเม็ตต์ เคลลี โดยเฉพาะสไตล์การสวมกางเกงตัวโคร่ง รองเท้าใหญ่ยาว และท่าเดินแบะเท้าออกเล็กน้อย “ฉันคิดว่าตัวละครอย่างอัลเบิร์ตมีทั้งด้านตลกและโศกเศร้า เธอไม่เคยรู้สึกคุ้นเคยกับร่างกาย หรือเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพราะพวกมันไม่อาจสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเธอได้”


วีโอลา เดวิส (The Help)

หลายคนอาจมองเห็นปัญหาจุกจิกในหนังเรื่อง The Help ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดลักลั่นทางประวัติศาสตร์ที่อาจทำลายความน่าเชื่อถือของหนัง หรือตัวละครบางตัวที่ค่อนข้างแบนราบ และหนักมือในการนำเสนอ กระนั้นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกัน คือ การแสดงอันแสนวิเศษของ วีโอลา เดวิส ในบทพี่เลี้ยงเด็กผิวดำทางตอนใต้ของสหรัฐระหว่างช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งช่วยมอบน้ำหนัก ความสมจริง ตลอดจนอารมณ์สะเทือนใจให้กับหนังทั้งเรื่อง... และนั่นเป็นสิ่งที่ The Help ต้องการอย่างมาก

ตลอดช่วงเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นบทคนรับใช้ใน Far From Heaven คุณแม่ใน Doubt หรือภรรยาในละครเวทีบรอดเวย์เรื่อง Fences เดวิสได้สร้างชุดตัวละคร ที่พยายามจะยึดมั่นในหลักเหตุผลและความภาคภูมิใจ แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะกดดันเธอให้เสียศูนย์มากแค่ไหนก็ตาม เช่นเดียวกัน เอบิลีน คลาก ใน The Help เป็นตัวละครซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้า และความเหนื่อยล้า ทั้งจากภาวะกดขี่ทางสังคมในยุคที่การเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำกำลังเข้มข้น และจากข้อเท็จจริงที่ว่าเธอต้องหารายได้ด้วยการเลี้ยงดูเด็กชายหญิงผิวขาว จนไม่มีเวลาอยู่ดูแล หรือเฝ้ามองลูกๆ ของเธอเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เวลาเธอเดิน คนดูแทบจะสังเกตเห็นสนิมเกาะกรังอยู่บนแผ่นหลัง หรือหัวเข่าเธอ เมื่อเธอขึ้นรถเมล์ไม่ทัน เพราะสกีทเทอร์ (เอ็มมา สโตน) ต้องการจะขอคุยด้วย ดวงตาและหัวไหล่ของเธอบอกให้เรารับรู้ว่าเอบิลีนต้องจ่ายราคาสำหรับเวลาที่สูญเสียไปนั้น การควบคุมร่างกาย น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำ และความมุ่งมั่นในการค้นหาความจริงจากก้นบึ้งตัวละครของเดวิส ช่วยเพิ่มความหนักแน่นและ “ความจริง” ให้กับหนัง

เดวิสค้นคว้าเพื่อเข้าถึงตัวละครตั้งแต่ก่อนเปิดกล้องด้วยการนั่งดูสารคดีเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันทางสีผิวเรื่อง Eyes on the Prize และอ่านหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับยุคสมัยนั้น “ฉันอ่านทุกอย่างที่พอจะหาได้เพื่อช่วยวาดภาพในหัวว่าการใช้ชีวิตในยุคนั้นเป็นอย่างไร” เธอกล่าว “เพราะฉันไม่อยากให้ทัศนะแบบศตวรรษที่ 21 ของตัวเองหลุดไปอยู่ในตัวเอบิลีน แล้วเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นตัวละครที่ฉันอยากให้เป็น แทนตัวตนจริงๆ ของเธอตามท้องเรื่อง”

แน่นอน The Help ถูกกดดันจากหลายฝ่าย ทั้งจากสังคมคนผิวสี ทั้งจากแฟนหนังสือ ทั้งจากคนจริงที่เคยใช้ชีวิตแบบตัวละครในเรื่อง แต่เดวิส เช่นเดียวกับเอบิลีน เลือกจะยืนเคียงข้างตัวหนังอย่างเหนียวแน่น “ฉันรู้ว่าเราต้องโดนวิพากษ์ และเชื่อเถอะว่าฉันเข้าใจดี พวกเขาเบื่อที่จะเห็นภาพคนผิวดำในบทคนรับใช้ที่ไร้การศึกษา และพูดจาผิดหลักไวยากรณ์ แต่อย่าลืมว่าผู้หญิงเหล่านั้นมีตัวตนอยู่จริง พวกเธอคือแม่ คือยายของเรา คือคนที่ต้องจ่ายราคาให้กับอิสรภาพที่เรากำลังดื่มด่ำอยู่ในปัจจุบัน” นักแสดงผิวสีวัย 46 ปีกล่าว “คุณต้องมองข้ามภาพลักษณ์ภายนอก เพราะฉันคิดว่าเอบิลีนเป็นตัวละครที่กล้าหาญมาก ฉันหลงใหลบุคลิกเรียบง่ายและนิ่งเงียบของเธอ รู้สึกเหมือนเธอเป็นคนที่ฉันเคยรู้จัก หาใช่แค่ส่วนหนึ่งของพล็อต และถ้าฉันทำสำเร็จ ฉันหวังว่าคนดูจะสะเทือนใจเมื่อได้เห็นชีวิตของเธอโลดแล่นอยู่บนจอ” การถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งที่สองของเดวิสคงช่วยพิสูจน์แล้วว่าเธอประสบความสำเร็จในภารกิจดังกล่าวมากแค่ไหน


รูนีย์ มารา (The Girl with the Dragon Tattoo)

ต้องใช้เวลานานสองเดือนครึ่ง ผ่านการทดสอบหน้ากล้องทั้งหมดห้าครั้ง กว่า รูนีย์ มารา จะได้บทนำในหนังเรื่อง The Girl with the Dragon Tattoo มาครอง ท่ามกลางการแข่งขันอันเข้มข้น เพราะมันเป็นบทที่ใครก็อยากได้ แต่ทุกคนล้วนมีข้อจำกัดที่ผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ไม่ให้ผ่าน เช่น นาตาลี พอร์ตแมน เพิ่งปิดหนังกล้องหนังสามเรื่องติดต่อกัน เธอดูเหนื่อยอ่อนเกินไป สการ์เล็ตต์ โจฮันสัน ดูเซ็กซี่เกินไปเหมือน “มาริลีนขี่รถมอเตอร์ไซค์” ส่วนดาวรุ่งจาก Winter’s Bone เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ก็ตัวสูงเกินไป

“พวกเขาเรียกฉันไปทดสอบหน้า ต่อมาอีกสัปดาห์ ฉันต้องไป แอล.เอ. เพื่อลองทำผม แต่งหน้า และขี่มอเตอร์ไซค์ ทุกวันพวกเขาจะมีคำขอใหม่ๆ ให้ฉันต้องทำอยู่เรื่อย พอถึงตอนเช้าวันจันทร์ เดวิดโทรมา ตอนนั้นฉันเกือบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว เลยถามไปว่า คุณอยากให้ฉันทำผมแบบไหนอีกเหรอ แต่เขากลับบอกว่าฉันได้บท ทั้งๆ ที่ฉันยังไม่ได้อ่านบทเลยด้วยซ้ำ ” มาราเล่า พลางเสริมว่า เธออ่านนิยายทั้งสามภาคก่อนไปทดสอบหน้ากล้อง พยายามลดน้ำหนัก และค้นคว้าหาข้อมูลอย่างหนัก แต่คิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาส อันที่จริง เธอไม่แปลกใจกับความจุกจิกดังกล่าวมากนัก เพราะเธอเคยร่วมงานกับนักนิยมความสมบูรณ์แบบอย่างฟินเชอร์มาก่อนใน The Social Network และเคยถ่ายทำฉากเปิด ซึ่งเธอต้องยิงรัวบทสนทนากับ เจสซี ไอเซนเบิร์ก ซ้ำไปซ้ำมามากถึง 99 เทค!

ห้าวันหลังทราบข่าวดี มาราก็เดินทางไปกรุงสต๊อคโฮล์ม แล้วเริ่มต้นฝึกซิ่งมอเตอร์ไซค์ เข้าคลาสฝึกสำเนียง และเรียนมวยไทย เพื่อสวมวิญญาณ ลิสเบ็ธ ซาลานเดอร์ เธอต้องย้อมคิ้ว สักลายมังกร (ชั่วคราว) ที่หลัง ย้อมผมดำ และเจาะปาก จมูก คิ้ว และหัวนม “ฉันไม่เคยกระทั่งเจาะหูด้วยซ้ำ” นักแสดงสาววัย 26 ปีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหมือนยังช็อกไม่หาย แต่การแสดงเป็นขบถสาวไบเซ็กช่วล หาได้อยู่แค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เพราะมารายังถ่ายทอดบุคลิกแข็งแกร่ง ไม่ยอมคนของตัวละครได้อย่างชัดเจน โดยฉากเด่นคงหนีไม้พ้นตอนที่เธอเดินทางไปล้างแค้นนักข่มขืนอย่างเจ็บแสบด้วยวิธีเกลือจิ้มเกลือ กระนั้นในช่วงท้ายเรื่อง คนดูสามารถสัมผัสได้ว่าทัศนคติไม่แคร์ หรือเกรงกลัวใครหน้าไหนของเธอนั้นเป็นเหมือนกำแพงสำหรับปกคลุมบาดแผลและความโหดร้ายของชีวิต ซึ่งค่อยๆ เปิดเผยให้เห็นทีละน้อย เมื่อลิสเบ็ธค้นพบว่า ไมเคิล (เดเนียล เคร็ก) เป็นหนึ่งในผู้ชายไม่กี่คนที่เธอสามารถไว้วางใจได้

มอบในแวบแรก คุณอาจไม่คิดว่ามาราเหมาะกับบทนี้ เพราะเธอเติบโตมาในครอบครัวเศรษฐี (ชื่อของเธอได้มาจากคุณปู่กับคุณตา ซึ่งต่างก็เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการอเมริกันฟุตบอล อาร์ต รูนีย์ ผู้ก่อตั้งทีม พิทส์เบิร์ก สตีลเลอร์ และ ทิม มารา ผู้ก่อตั้งทีม นิวยอร์ก ไจแอนท์) และมีบุคลิกสุภาพเรียบร้อย แต่สำหรับมารา เธอกลับคิดว่าบทนักศึกษาสาวที่ฉลาด สุขุม และพูดจาตรงไปตรงมาใน The Social Network “ห่างไกล” จากตัวเธอมากกว่าบทสาวพังค์ที่ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน “สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกเธอ คือ ทัศนคติแบบกัดไม่ปล่อย ซึ่งนั่นถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของลิสเบ็ธ ลืมน้ำหนัก 98 ปอนด์ ผมดำ รอยสัก และห่วงต่างๆ ตามร่างกายไปได้เลย ผมต้องการคนที่เบรกไม่อยู่ แล้วเดินหน้าเข้าชนลูกเดียว” ฟินเชอร์กล่าว “รูนีย์อาจเป็นลูกคุณหนู แต่เธอไม่ยั่นงานหนัก ในการทดสอบหน้ากล้อง เรากดดันเธอสารพัด แต่ไม่มีอะไรห้ามปรามเธอได้ นั่นทำให้เธอกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง”


เมอรีล สตรีพ (The Iron Lady)

คุณจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรหลังจากสวมวิญญาณเป็น จูเลีย ไชลด์ แม่ครัวที่เด็ดเดี่ยวและลุกขึ้นมาเปลี่ยนความคิดของทุกคนเกี่ยวกับการทำอาหาร สำหรับ เมอรีล สตรีพ ทางเลือกของเธอ คือ การรับบทเป็น มาร์กาเร็ท แธทเชอร์ ผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวยิ่งกว่า จอมบงการยิ่งกว่า และลุกขึ้นมาเปลี่ยนความคิดของทุกคนเกี่ยวกับประเทศอังกฤษ แน่นอน เมื่อเราพูดถึง เมอรีล สตรีพ นักแสดงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ สุดท้ายบทสรุปที่เหมือนกัน ได้แก่ การเลียนแบบทุกรายละเอียดได้เหมือนจริงจนน่าขนลุก ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ รอยยิ้ม หรือท่าทางการเดิน จนอาจกล่าวได้ว่าเธอเหมือนแธตเชอร์ยิ่งกว่าตัวแธตเชอร์เองเสียอีก

สตรีพทำการบ้านอย่างหนักก่อนหนังจะเปิดกล้อง เธอถึงขนาดรู้ว่าแธตเชอร์ใส่อะไรไว้ในกระเป๋าถือบ้าง และจากการค้นคว้าหาข้อมูลทำให้เธอได้ข้อสรุปว่าแธตเชอร์เป็นนักเลียนแบบเช่นเดียวกัน จากการที่เธอเปิดโอกาสให้ตัวเองถูกแปลงโฉมและเปลี่ยนวิธีการพูดเพื่อให้เหมาะสมกับการรับบทผู้นำประเทศ กล่าวอีกอย่างได้ว่า สตรีพรับบทเป็นผู้หญิงที่พยายามจะสวมบทเป็นผู้นำท่ามกลางสังคมชายเป็นใหญ่อีกทอดหนึ่ง ซึ่งความซับซ้อนดังกล่าวหาได้คณามือช่างเทคนิคอย่างสตรีพแต่อย่างใด เธอเลียนแบบโทนเสียงที่ถูกขัดเกลาให้ฉะฉาน แข็งกร้าวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับปราศจากความพยายามใดๆ “เมอรีลมีหูที่จับรายละเอียดได้ดีเยี่ยม” ผู้กำกับ ฟิลลิเดีย ลอยด์ กล่าวถึงดารานำของเธอ “กะเทยชาวอังกฤษชอบเลียนแบบเสียงของแธตเชอร์ในการแสดง แต่ไม่เคยมีใครทำได้เป๊ะเท่าเมอรีลมาก่อน”

นอกจากนี้ เธอยังเลียนแบบท่าทางเยือกเย็นดุจนางพญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบั้นปลายอาชีพผู้นำ เมื่อแธตเชอร์สนุกกับการฉีกหน้าเหล่ารัฐมนตรี (ซึ่งเป็นผู้ชายล้วน) ให้อับอาย รวมถึงกลิ่นอายแห่งความเซ็กซี่ได้อย่างหมดจด ที่สำคัญ การที่หนังเริ่มต้นขึ้นในยุคปัจจุบัน (ก่อนจะตัดแฟลชแบ็คเป็นช่วงๆ ไปยังนาทีสำคัญทางประวัติศาสตร์) ขณะแธตเชอร์อายุมาก และเริ่มฟั่นเฟือนจนเห็นภาพหลอนของอดีตสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว (จิม บรอดเบนท์) ทำให้ The Iron Lady เป็นหนังที่เล่าถึงการขึ้นสู่อำนาจมากพอๆ กับความตำต่ำ และทำให้สตรีพได้เผยอีกด้านของตัวละครที่เปราะบาง อ่อนแอ ตลอดจนความรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสำคัญ

“ฉันนึกถามตัวเองว่า มันจะเป็นอย่างไร ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยยืนแกร่งอยู่บนเวทีโลก มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของประเทศ วันหนึ่งกลับกลายเป็นเหมือนมนุษย์ล่องหนที่ไม่มีใครสนใจ” อาบี มอร์แกน มือเขียนบทกล่าวถึงแรงบันดาลใจหลังจากได้อ่านบทความที่เขียนโดย คาโรล ลูกสาวของแธตเชอร์ (ในหนังรับบทโดย โอลิเวียร์ โคลแมน) ตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับนาทีที่เธอตระหนักว่าความทรงจำของแม่เริ่มจะหลุดลอย “ฉันคิดว่าเราทุกคนต้องเผชิญความตายขณะทำเรื่องสามัญธรรมดาอย่างล้างถ้วยชา ไม่ว่าจะเป็นโอบามา หรือชายจรจัดข้างถนน เราจากไปอย่างเงียบๆ โดยไม่อาจเอาอะไรติดตัวไปได้” ฉากที่สะท้อนสัจธรรมอันเจ็บปวดดังกล่าวได้ชัดเจน คือ ฉากเปิดเรื่อง เมื่อแธตเชอร์เดินออกไปซื้อของในร้านชำแห่งหนึ่งโดยไม่มีใครจดจำได้ สุดท้ายแล้วอดีตผู้นำประเทศนานกว่าหนึ่งทศวรรษก็กลายเป็นแค่หญิงชราธรรมดาๆ คนหนึ่ง


มิเชลล์ วิลเลียมส์ (My Week with Marilyn)

หลายคนนึกตั้งข้อกังขา เมื่อครั้งได้ข่าวว่า มิเชลล์ วิลเลียมส์ จะมารับบทเป็น มาริลีน มอนโร ใน My Week with Marilyn หนังที่เล่าถึงเหตุการณ์เบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่อง The Prince and the Showgirl ซึ่งมอนโรต้องประกบนักแสดงเจ้าบทบาทชาวอังกฤษ ลอว์เรนซ์ โอลิเวียร์ เนื่องจากโดยรูปกายภายนอกแล้ว วิลเลียมส์ไม่ได้คล้ายคลึงกับมอนโรเท่าใดนัก และที่สำคัญ เธอโด่งดังขึ้นมาจากบทหญิงสาวบ้านๆ ที่อมทุกข์กับชีวิตน่าผิดหวัง ตั้งแต่ Brokeback Mountain ซึ่งทำให้เธอได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรก จนถึง Wendy and Lucy และ Blue Valentine ซึ่งทำให้เธอเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงเมื่อปีก่อน จะเหมาะหรือในการเลือกเธอมารับบทซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ที่ตรึงคนดูด้วยเสน่ห์ เอกลักษณ์โดดเด่น และส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความไร้เดียงสากับความเซ็กซี่

แต่ทันทีที่หนังเข้าฉาย คำครหาก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะไม่เพียงวิลเลียมส์จะตีโจทย์ “ความเป็นมาริลีน” ที่ทำให้คนดูหนังทั่วโลกตกหลุมรักได้ชนิดแตกกระจุยเท่านั้น (ฉากงานแถลงข่าวเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดี) เธอยังล้วงลึกถึงแง่มุมที่หลายคนอาจไม่ตระหนักอีกด้วย นั่นคือ ด้านที่เปราะบาง ขาดความมั่นใจ และโหยหาความรักของ นอร์มา จีน เบเกอร์ (มอนโรเดินทางมาถ่ายหนังพร้อมครูการแสดง พอลลา สตราสเบิร์ก ซึ่งทำหน้าที่เหมือนพี่เลี้ยงกึ่งนักพูดเสริมสร้างกำลังใจ ) การแสดงของเธอไม่ใช่ความพยายามจะเลียนแบบมาริลีน (ยอมรับเถอะว่าไม่มีใครสามารถทำได้หรอก) แต่เป็นการตีความให้เห็นเสน่ห์ของมาริลีนซึ่งตราตรึงใจคนดูทุกยุคทุกสมัย นี่จึงถือเป็นหนังเรื่องแรกที่วิลเลียมส์ต้องอาศัยทักษะการแสดงมากพอๆ กับพลังดารา และเธอก็ทำสำเร็จอย่างงดงาม เปล่งประกายทุกคราเมื่ออยู่บนจอจนคนดูไม่อาจละสายตาได้ เช่นเดียวกับ มาริลีน มอนโร... แม้จะต้องเล่นท่ายาก แต่งานนี้เรียกได้ว่าวิลเลียมส์ “เอาอยู่” จริงๆ

น่าแปลกที่ตัวจริงของนักแสดงสาวร่างเล็กวัย 31 ปีผู้นี้กลับแตกต่างจากบทที่เธอมักจะรับเล่นค่อนข้างมาก บุคลิกหัวแข็ง และความมั่นใจในตัวเองทำให้เธอประกาศปลดแอกจากพ่อแม่ตั้งแต่อายุ 15 เพราะ “ฉันไม่อยากให้ใครมาคอยบอกว่าต้องทำอะไร” เธอดูเหมือนจะรู้แน่ชัดว่าต้องการอะไร และมั่นใจว่าสามารถดูแลตัวเองได้ นั่นเป็นเหตุผลให้เธอเริ่มต้นเข้าวงการบันเทิง แล้วสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักตั้งแต่อายุ 18 จากซีรีย์ Dawson’s Creek (1998) รวมไปถึงการสร้างสัมพันธ์กับ ฮีธ เลดเจอร์ และมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน (เลดเจอร์เสียชีวิตในปี 2008 หลังจากทั้งสองแยกทางกัน)

อย่างไรก็ตาม อิสรภาพที่ได้มาย่อมต้องแลกกับการสูญเสียบางอย่าง เช่น การศึกษาตามระบบ “ทุกวันนี้ความสุขในชีวิตอย่างหนึ่งของฉันคือการได้ร่วมงานกับ เจมส์ ฟรังโก้ (เธอกำลังถ่ายหนังเรื่อง Oz: The Great and Powerful ภาคก่อนหน้าของ The Wonderful Wizard of Oz ร่วมกับฟรังโก้) ผู้ไม่เคยสูญเสียอะไรเลย” วิลเลียมส์กล่าว “เขาขวนขวายที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา และกำลังจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ฉันชอบถามโน่นถามนี่เขาทั้งวัน เช่น มันหมายความว่าอย่างไร หรือคุณตีความบทกวีชิ้นนี้อย่างไร ฉันได้รับการศึกษาจากประสบการณ์และการอ่านหนังสือ”